วันอังคาร, เมษายน 07, 2569

การเสนอแก้ไข ม.112 คือการเซาะกร่อนบ่อนทำลายฯ จริงหรือ



สมชาย ปรีชาศิลปกุล
5 Apr 2026
101 World

จากกรณีที่ สส. จากพรรคก้าวไกลจำนวน 44 คน ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์แสดงออกถึงเจตนาที่ต้องการลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งถูกพิจารณาว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์และนำมาซึ่งความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง

ข้าพเจ้ามีความเห็นต่อกรณีดังกล่าวดังต่อไปนี้

ประเด็นที่หนึ่ง
อำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย


อำนาจหน้าที่ประการหนึ่งของรัฐสภาก็คืออำนาจนิติบัญญัติ อันหมายถึงการทำหน้าที่ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกกฎหมาย บทบาทดังกล่าวถือเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐสภา ในประเทศที่เป็นต้นแบบของระบบรัฐสภาเช่นอังกฤษก็มีหลักการเรื่องอำนาจสูงสุดของรัฐสภา (the supremacy of the parliament)[1] อันเป็นที่สืบทอดต่อเนื่องและถ่ายทอดมายังในประเทศต่างๆ ที่ยึดระบบรัฐสภาเป็นรูปแบบในการปกครอง

เพราะฉะนั้น การทำหน้าที่ของ สส. ในการบัญญัติกฎหมายจึงถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่อยู่ในขอบเขตและอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา เมื่อเห็นว่ากฎหมายฉบับใดหรือในเรื่องใดมีความยุ่งยากที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขปรับปรุง การเสนอร่างกฎหมายใหม่ การแก้ไข หรือแม้กระทั่งการยกเลิกก็ถือเป็นหน้าที่ตามปกติของฝ่ายนิติบัญญัติที่สามารถกระทำได้

เมื่อพิจารณาสภาพปัญหาจากการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา 112 ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ภายหลังการยึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อ พ.ศ. 2557 จวบจนกระทั่งปัจจุบัน ได้มีการนำเอาบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาดำเนินคดีกับประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา มีประชาชนถูกดำเนินคดีเป็นจำนวนหลายร้อยคน รวมถึงมีการควบคุมและการคุมขังบุคคลที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยในคดีดังกล่าวเป็นจำนวนไม่น้อย

ทั้งนี้ ในการดำเนินคดีต่อบุคคลต่างๆ ด้วยข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมาย มาตรา 112 นั้น จะพบว่าได้มีการใช้กฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือในจับกุมคุมขังบุคคลรวมถึงการตัดสินคดีในหลายกรณีที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัญหาของบทบัญญัติในมาตราดังกล่าวได้อย่างชัดเจน ดังมีกรณีตัวอย่าง ดังนี้


การแจ้งความ

ในการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของการดำเนินคดี จะพบว่าบุคคลใดก็สามารถที่จะดำเนินการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทั้งสิ้น ในหลายกรณีการแจ้งความก็เป็นเพียงการใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียที่อาจไม่มีความชัดเจนทั้งในเชิงเนื้อหาหรือผู้เป็นเจ้าของข้อความ แต่ก็จะเป็นผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา และการแจ้งความก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วราชอาณาจักร จึงทำให้มีการแจ้งความกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งในสถานที่ที่ห่างไกลเพื่อให้เกิดความยากลำบากต่อผู้ถูกกล่าวหา


การไม่อนุญาตให้มีการปล่อยชั่วคราว

ในคดีที่มีบุคคลถูกกล่าวว่ากระทำความผิดในมาตรา 112 การขออนุญาตให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวของผู้ถูกกล่าวหามักไม่ได้รับอนุญาต โดยเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่มักจะมีการหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างก็คือ เนื่องจากเป็นการกระทำที่มีความผิดในสถานหนัก (โทษจำคุก 7 – 15 ปี) จึงทำให้ไม่อนุญาตให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวซึ่งเป็นผลให้บุคคลจำนวนมากต้องถูกคุมขัง อันเป็นการสร้างความยากลำบากต่อบุคคลที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยในการต่อสู้คดี ทั้งที่ยังอยู่ในกระบวนการของการพิสูจน์ความผิดในชั้นศาล


การตีความบทบัญญัติมาตรา 112 แบบขยายความ

ในหลายคดีที่ได้ขึ้นสู่การพิจารณาคดีของศาลและได้มีคำพิพากษาเกิดขึ้น คำตัดสินของศาลมีการขยายความหมายของบทบัญญัติให้กว้างขวางมากขึ้น เช่น ตามบทบัญญัติมาตรา 112 ได้ให้การคุ้มครองต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งหากพิจารณาตามหลักของกฎหมายอาญาแล้วที่ต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัดแล้ว ต้องหมายถึงพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ในห้วงเวลาที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่ในคำพิพากษาของศาลได้มีการขยายความให้รวมไปถึงพระมหากษัตริย์ในอดีตด้วย การตีความในลักษณะเช่นนี้ถือเป็นการสั่นคลอนต่อแนวทางในการให้คำอธิบายต่อกฎหมายอาญาอย่างสำคัญ


การปฏิเสธการเรียกเอกสารที่อยู่ในอำนาจของหน่วยงานรัฐ

ในการต่อสู้ของผู้ถูกกล่าวหาและจำเลยว่าได้กระทำความผิดต่อมาตรา 112 ทางจำเลยได้ขอให้มีการเรียกเอกสารที่อยู่ภายใต้อำนาจของหน่วยงานมาแสดงในชั้นศาล เนื่องจากจำเลยหลายคนได้ยืนยันว่าตนเองมิได้กล่าวข้อความที่เป็นเท็จแต่อย่างใด แต่เนื่องจากเอกสารที่จะยืนยันถึงข้อเท็จจริงในการกล่าวของตนอยู่กับหน่วยงานรัฐที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้ จึงได้มีคำร้องให้ศาลเรียกเอกสารดังกล่าวจากหน่วยงานรัฐ แต่ก็จะพบว่าไม่มีการออกหมายเรียกเอกสารดังกล่าวเข้ามาสู่การพิจารณา กรณีเช่นนี้จึงทำให้การต่อสู้ของทางฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาและจำเลยไม่อาจดำเนินไปได้อย่างเสมอภาคและเป็นธรรม


กรณีตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่เป็นผลมาจากการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย สภาพปัญหานี้ส่วนหนึ่งจึงเป็นผลให้มีการเรียกร้องเพื่อนำไปสู่การแก้ไขบทบัญญัติในมาตราดังกล่าว กรณีที่ สส. พรรคก้าวไกล ได้ร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ตระหนักถึงความยุ่งยากที่กำลังเกิดขึ้นและใช้อำนาจหน้าที่ภายในขอบเขตของตนเอง

ประเด็นที่สอง
การเสนอแก้ไขบทบัญญัติประมวลกฎหมาย มาตรา 112


กรณี สส. จากพรรคก้าวไกลจำนวน 44 คน ร่วมกันลงชื่อแก้ไขบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หากพิจารณาจากบทบัญญัติที่ สส. ต้องการให้มีการแก้ไข จะพบว่ามิได้เป็นการเสนอให้ยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง หากเป็นเพียงการย้ายจากหมวดความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้ไปอยู่ในหมวดอื่นแทน รวมถึงการแก้ไขเพิ่มเติม เช่น การเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถพิสูจน์เจตนาในการกระทำของตน, การกำหนดให้มีผู้เสียหายเป็นการเฉพาะในการดำเนินคดี เป็นต้น ก็ถือเป็นการเสนอความเห็นของ สส. ซึ่งย่อมสามารถกระทำได้

อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดในประมวลกฎหมายที่กำหนดมิให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในมาตรา 112 ดังนั้น สส. ซึ่งเป็นผู้อำนาจนิติบัญญัติย่อมมีความสามารถในการริเริ่มเสนอหรือผลักดันให้เกิดการแก้ไขบทบัญญัติแห่งกฎหมายได้ตามอำนาจหน้าที่ของตน

ทั้งนี้ ในการพิจารณาถึงการปฏิบัติหน้าที่ของ สส. หากจะเป็นการกระทำที่ต้องห้ามมิให้กระทำก็ต้องมีบทบัญญัติกำหนดห้ามเอาไว้อย่างชัดแจ้ง เป็นที่เข้าใจได้ และสอดคล้องกับหลักการทางรัฐธรรมนูญ ดังกรณีที่อาจนำมาเทียบเคียงได้ เช่น การห้ามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ โดยมีการบัญญัติไว้ใน มาตรา 255 ซึ่งบัญญัติว่า

“การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้”

ในกรณีดังกล่าวนี้ หาก สส. ซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจในการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอันมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ก็ย่อมถือว่าเป็นการกระทำในสิ่งที่ต้องห้ามซึ่งจะต้องมีความรับผิดติดตามมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรับผิดในทางกฎหมาย หากเปรียบเทียบกับกรณีการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จะพบว่าไม่มีบทบัญญัติใดที่ห้ามการแก้ไขเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น การเสนอขอแก้ไขมาตรา 112 จึงย่อมอยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ สส. ในฐานะของฝ่ายนิติบัญญัติ

นอกจากนี้แล้ว การริเริ่มเสนอร่างกฎหมายเพื่อให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาตามที่ได้มีการกล่าวอ้างก็ยังคงมีสถานะเป็นร่างกฎหมายที่ยังต้องผ่านการพิจารณาจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ในการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว สภาผู้แทนราษฎรก็อาจไม่รับร่างกฎหมายดังกล่าวตั้งแต่การพิจารณาในวาระแรก หรือต่อให้มีการรับร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาก็อาจมีการแก้ไขปรับปรุง หรือในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภาก็เช่นเดียวกัน ร่างกฎหมายอาจถูกปฏิเสธหรือถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงจากความเห็นและการลงมติของสมาชิกรัฐสภา เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่จำนวน สส. ที่ยื่นเสนอให้มีการแก้ไขร่างกฎหมายก็มีจำนวนเพียง 44 คน ซึ่งมิใช่เสียงส่วนใหญ่

การพิจารณาว่าการเสนอร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขกฎหมายไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติฉบับใดจะกลายเป็นการกระทำที่เป็นความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการกล่าวหาว่าการกระทำเช่นนี้เข้าลักษณะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ย่อมเป็นความเห็นที่ขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของระบบรัฐสภาอย่างสำคัญ

ประเด็นที่สาม
ขอบเขตและความหมายของสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6


เนื่องจากมีการให้ความเห็นว่าการกระทำของ สส. 44 คน เป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ของพระมหากษัตริย์ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อให้การพิจารณาถึงขอบเขตและความหมายของบทบัญญัติดังกล่าวเป็นไปอย่างรอบด้านและสอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงต้องทำความเข้าใจทั้งในเชิงหลักการทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย นักกฎหมายอันเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางมาอย่างยาวนานและถือเป็นปรมาจารย์ด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับความหมายเรื่องสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ของพระมหากษัตริย์ที่รับรองไว้ ดังนี้[2]

หนึ่ง สถานะของพระมหากษัตริย์

บุคคลย่อมมีฐานะเสมอกันยกเว้นพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีฐานะประมุขของประเทศ และเป็นหน้าที่ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องทำการเคารพเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ การไม่กระทำการเคารพนั้นอาจไม่มีโทษทางกฎหมายแต่อาจมีโทษทางสังคมได้ การกำหนดให้พระมหากษัตริย์มีฐานะเป็นที่เคารพสักการะย่อมหมายถึงการกำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องดำรงอยู่เหนือการเมือง พระมหากษัตริย์จะไม่หารือกับนักการเมืองฝ่ายใดยกเว้นองคมนตรีและคณะรัฐมนตรี การเป็นคนกลางในทางการเมืองทำให้หยุดเห็นว่าพระมหากษัตริย์ถือเป็นผู้ปกป้องรัฐธรรมนูญ เพราะจะเป็นผู้ลงพระปรมาภิไธยเมื่อมีการกระทำที่สำคัญของรัฐ เช่น การยุบสภาฯ แต่หากมีการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามวิถีรัฐธรรมนูญ หรือขัดต่อกฎหมายกษัตริย์ก็จะไม่ลงพระปรมาภิไธย อย่างไรก็ตาม การสงเคราะห์ต่อประชาชนเป็นสิ่งที่ทำได้ ตามหลักพระมหากษัตริย์จะต้องไม่แยกตนเองออกจากประชาชน

สอง ความหมายของคำว่า ‘ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้’

คำว่า ‘ล่วงละเมิด’ หมายถึงห้ามประชาชนกล่าวหาหรือฟ้องร้องต่อพระมหากษัตริย์ สำหรับผู้มีหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรหมายถึงการห้ามอภิปรายให้เสื่อมเสียเกียรติของพระมหากษัตริย์ หากมีการกล่าวหาหรือฟ้องร้องว่าพระมหากษัตริย์ได้กระทำความผิดในทางแพ่งหรืออาญา พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานของรัฐ หรือศาลจะต้องไม่รับข้อกล่าวหา คำร้อง หรือคำฟ้องไว้พิจารณา

การพิจารณาการกระทำใดๆ ว่าอาจขัดต่อหลักการเรื่องสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ฯ จึงจำเป็นต้องเข้าใจทั้งในด้านของประวัติศาสตร์และหลักการของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 6 ได้บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” และวรรคสอง “ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้”

บทบัญญัติดังกล่าวจึงมีความหมายถึงการห้ามฟ้องร้องพระมหากษัตริย์เป็นคดีความยังศาลใดๆ แต่มิได้หมายความรวมถึงการกระทำอื่นๆ ที่อาจมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น การบัญญัติหรือแก้ไขกฎหมายที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทหรือความเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของสถาบันทางการเมืองในแง่มุมต่างๆ

ประเด็นที่สี่
การใช้สิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112


ในการกล่าวหาต่อ สส. ทั้ง 44 คน ได้มีการนำเอาพฤติกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะในฐานะของนายประกัน การเข้าร่วมการชุมนุม หรือการแสดงความเห็นต่อสาธารณะเพื่อให้มีการยกเลิกมาตรา 112 โดยผู้กล่าวหาเห็นว่าเป็น “การแสดงออกถึงเจตนาที่ต้องการลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ลงโดยผ่านร่างกฎหมายและอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติ หรือสร้างความชอบธรรมโดยซ่อนเร้นเจตนาผ่านกระบวนการทางรัฐสภา ทั้งเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงถือเป็นการกระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ”

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมที่ถูกนำมาอธิบายเชื่อมโยงนั้นถือเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ทั้งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็ได้บัญญัติรับรองไว้อย่างชัดเจนถึงเสรีภาพในการแสดงความเห็น และเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ดังปรากฏอยู่ในมาตรา 34 และมาตรา 44 ดังนี้

“มาตรา 34 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์
การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจํากัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน”

“มาตรา 44 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น”

การแสดงความเห็นและการชุมนุมถือเป็นสิทธิเสรีภาพที่ได้รับการรับรองไว้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หากมีบุคคลใดที่ได้ใช้สิทธิเสรีภาพโดยเป็นไปตามบทบัญญัติและภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย การกระทำดังกล่าวก็ย่อมมิอาจถูกตีความให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดได้

ในกรณีเป็นการกระทำที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงความเห็นหรือเสรีภาพในการชุมนุม เช่น การเข้าร่วมการชุมนุมที่มุ่งหมายให้เกิดความรุนแรงขึ้นหรือมีอาวุธอย่างชัดเจนในการชุมนุม การกระทำเหล่านี้ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อบุคคลเข้าไปในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเพื่อความคิดเห็นของตนเองภายในกรอบของกฎหมาย การกระทำเช่นว่านี้ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

หรือในกรณีของการทำหน้าที่เป็นนายประกันให้กับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมาย มาตรา 112 ก็เช่นเดียวกัน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 29 ได้รับรองหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ (presumption of innocence) รวมถึงการควบคุมหรือคุมขังบุคคลจะกระทำได้เท่าที่จำเป็น ซึ่งในการพิจารณาคำร้องเพื่อขอให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นการชั่วคราว ความน่าเชื่อถือของผู้ร้องขอประกันหรือนายประกันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ศาลจะนำมาพิจารณา

ดังนั้น ในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะขอให้ สส. มาเป็นนายประกันก็เนื่องจากความน่าเชื่อถือในฐานะของสมาชิกรัฐสภาที่มีอาชีพและบทบาทหน้าที่ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีความน่าเชื่อถือ ทั้งการเป็นนายประกันในคดีต่างๆ ก็ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลซึ่งทั้งหมดยังไม่ได้มีความผิดตามข้อกล่าวหาแต่อย่างใด การทำหน้าที่ในฐานะผู้ร้องขอประกันจึงเป็นการใช้สิทธิในการปกป้องบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญและกฎหมายลำดับพระราชบัญญัติ

การพิจารณาว่าการเป็นนายประกันให้กับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามมาตรา 112 คือผู้ร่วมกระทำผิดหรือเห็นด้วยกับการกระทำความผิดในมาตราดังกล่าว จะเป็นการตีความที่ประหลาดพิกลมิใช่น้อย เพราะหากตีความในลักษณะดังกล่าวแล้ว บุคคลที่เป็นนายประกันให้กับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าฆ่าคนตายหรือค้ายาเสพติดก็จะกลับกลายเป็นผู้ที่มีความผิดเช่นเดียวกันกับผู้กระทำ

เพราะฉะนั้น พฤติกรรมที่ได้ถูกนำมาเป็นเหตุผลประกอบในการกล่าวหาต่อ สส. ไม่ว่าจะในฐานะของผู้ร้องขอประกันต่อผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลย การแสดงความคิดเห็นที่กระทำภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ การเข้าร่วมการชุมนุมที่เป็นไปอย่างสงบและปราศจากอาวุธ ล้วนแล้วแต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานแห่งระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น รวมถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็ได้บัญญัติรับรองสิทธิดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน

หากการใช้สิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่การกล่าวหาและตัดสินว่าบุคคลนั้นๆ ได้กระทำความผิด รวมไปถึงการลงโทษบุคคลอย่างรุนแรงไม่ว่าจะเป็นไปในทางอาญาหรือสิทธิในทางการเมือง ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติต่างๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้มีความหมายต่อสิทธิเสรีภาพในความเป็นจริงแต่อย่างใด การกระทำเช่นนี้ย่อมถือเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายรัฐธรรมนูญและความมั่นคงแห่งระบบกฎหมายเฉกเช่นที่อารยะประเทศได้ยึดถือเป็นหลักการพื้นฐาน

บทสรุปต่อข้อกล่าวหาที่มีต่อ สส. 44 คน

จากเหตุผลที่ได้กล่าวมาข้างต้น ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าการกระทำของ สส. ทั้ง 44 คน ในการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมถึงพฤติกรรมที่ได้แสดงออกในฐานะนายประกันต่อผู้ถูกกล่าวหา การเข้าร่วมการชุมนุม หรือการแสดงความเห็นในการแก้ไขมาตรา 112 เป็นการแสดงออกทั้งในฐานะของสมาชิกรัฐสภาที่มีบทบาทหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติและเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยและเป็นสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้รับรองไว้อย่างชัดเจน

ใคร่ย้ำว่าการกระทำของ 44 สส. ที่ได้กระทำลงไม่อาจนำมาพิจารณาว่าเป็นการกระทำที่ “แสดงออกถึงเจตนาที่ต้องการลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ลงโดยผ่านร่างกฎหมายและอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติ หรือเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง” ตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

References↑1 Adam Tomkins, Public Law (Oxford: Oxford University Press, 2003) chapter 4 Parliament pp. 90 – 125
↑2 หยุด แสงอุทัย, กฎหมายรัฐธรรมนูญ, พิมพ์ครั้งที่สอง (พระนคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2512) หน้า 211


https://www.the101.world/section-112-amendment/