น่าจะเป็นการอภิปรายในสภาฯ ครั้งสุดท้าย ของ สส.แกนนำพรรคประชาชน ๑๐ คน ช่วงสองสามวันนี้ ก่อนที่ศาลฎีกาฯ จะแถลงรับคำร้องยุบพรรค จาก ปปช. อันเป็นเงื่อนบังคับให้ศาลฯ สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เนื่องแต่ข้อหาความผิดจากการหาเสียงเสนอแก้ ม.๑๑๒
กระนั้นไม่ได้ทำให้การอภิปรายลดราวาศอกแต่อย่างใด ในวันที่ ๘ เมษา ก่อนที่ ปปช.จะไปยื่นคำร้องวันนี้ (๙ เมษา) เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ขึ้นอภิปรายถึงความเดือดร้อนของประชาชนจากวิกฤตราคาน้ำมัน ว่ามันเป็นระเบิดเวลาใกล้จะกระหึ่มอยู่รอมร่อ
เขาฝากถึงประธานสภาฯ และสมาชิกทุกคนว่า “เรายังพอมีเวลาที่จะปลดชนวนระเบิดเวลาลูกนี้ ก่อนที่มันจะสายไป ผมเองแม้จะไม่ได้อยู่ในที่แห่งนี้ก็จะทำหน้าที่นั้นเช่นเดียวกัน” รุ่งขึ้น เลขาฯ ปปช.ก็หอบเอกสารขึ้นรถตู้ไปยื่นต่อศาลฎีกาตามที่สัญญาไว้กับ ‘นักร้อง’
ซึ่งบังเอิญเป็นวันเดียวกับการประชุมร่วม ๒ สภา เพื่อฟังคณะรัฐมนตรีใหม่แถลงนโยบาย ๒๓ ข้อ แถลงเสร็จผู้นำฝ่ายค้านขึ้นแถลงต่อ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จัดเต็ม ‘Rebuttal’ วิพากษ์ตามสไตล์ประเทศประชาธิปไตยเต็มใบ
เขาสรุปแผนงาน ๕ คลัสเตอร์ของฝ่ายรัฐบาลในสายตาฝ่ายค้านว่า คลัสเตอร์แรก คือการกวาดรวมมุ้งการเมืองต่างๆ ตั้งแต่ บ้านสงขลา ถึงชลบุรี และสุพรรณบุรี ทำให้แม้พรรคภูมิใจไทยไม่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด แต่ก็ได้ สส.ย้ายพรรคมาเข้าร่วมมากที่สุด
คลัสเตอร์ที่สองเป็นพรรคการเมืองอันดับสองที่ขายวิญญานเพื่อจะได้เข้าร่วมรัฐบาล แล้วสยบสงบเสงี่ยมต่อศูนย์นำราบคาบ เนื่องเพราะเมื่อใดที่หือ หัวหน้ารัฐบาลก็พร้อมที่จะไปดึงบางพรรคฝ่ายค้านที่รอเขากวักมือเรียกไปเป็น ‘Concubine’ ทันที
คลัสเตอร์ที่สามเป็นปลาซิวปลาสร้อยพรรคจิ๊บจ๊อย ๒๐ เสียงคอยจ้อง “ทำลายล้างอำนาจต่อรองพรรคการเมืองอันดับ ๒” เช่นกันกับคลัสเตอร์ที่ห้าที่ ‘เท้ง’ เรียกว่า “กลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศที่ต้องการรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป”
ย้อนไปคลัสเตอร์ที่สี่นี่สำมะคัญยิ่งนัก เป็น “บรรดาสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือองค์กรอิสระอื่น ๆ ที่ได้รับการแต่งตั้ง” สีน้ำเงินโร่ คือพวก ‘ฮั้ว’ เข้ามา แล้วขนแต่งตั้งองคาพยพเข้าไปกุมองค์กรอิสระต่างๆ เกิดวลีที่ว่า “กกต.เป็นเสียเอง”
รวมความว่ารัฐบาล ‘อนุทิน ๒.๐’ นี้ มีเสถียรภาพมากที่สุดอย่างไม่เคยปรากฏในรอบหลายทศวรรษ กลับกลายเป็นหมอนรองรับ “กลุ่มคนผู้มีอำนาจในประเทศ (ซึ่ง) พยายามจะทำทุกวิถีทาง เพื่อรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป”
กาลข้างหน้าเราคงไม่ได้ฟังอภิปรายกินใจเช่นนี้อีกว่า “พอได้แล้วกับระบบพวกพ้อง การแสวงหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกตน ไม่ไหวแล้วกับวิกฤตรอบด้านที่ประชาชนต้องแบกรับ เริ่มได้แล้วกับการเมืองของประชาชนของพวกเราทุกคน”
(https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/EskbCiwK7, https://x.com/sorrayuth9111/status/2041848143688638498 และ https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/aFXJnxG4c)
