วันพฤหัสบดี, เมษายน 09, 2569

น่าจะเป็นการอภิปรายในสภาฯ ครั้งสุดท้าย ของ สส.แกนนำพรรคประชาชน ๑๐ คน ‘เท่า’ และ ‘เท้ง’ จัดเต็ม ไม่ลดราวาศอกแต่อย่างใด

น่าจะเป็นการอภิปรายในสภาฯ ครั้งสุดท้าย ของ สส.แกนนำพรรคประชาชน ๑๐ คน ช่วงสองสามวันนี้ ก่อนที่ศาลฎีกาฯ จะแถลงรับคำร้องยุบพรรค จาก ปปช. อันเป็นเงื่อนบังคับให้ศาลฯ สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เนื่องแต่ข้อหาความผิดจากการหาเสียงเสนอแก้ ม.๑๑๒

กระนั้นไม่ได้ทำให้การอภิปรายลดราวาศอกแต่อย่างใด ในวันที่ ๘ เมษา ก่อนที่ ปปช.จะไปยื่นคำร้องวันนี้ (๙ เมษา) เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ขึ้นอภิปรายถึงความเดือดร้อนของประชาชนจากวิกฤตราคาน้ำมัน ว่ามันเป็นระเบิดเวลาใกล้จะกระหึ่มอยู่รอมร่อ

เขาฝากถึงประธานสภาฯ และสมาชิกทุกคนว่า “เรายังพอมีเวลาที่จะปลดชนวนระเบิดเวลาลูกนี้ ก่อนที่มันจะสายไป ผมเองแม้จะไม่ได้อยู่ในที่แห่งนี้ก็จะทำหน้าที่นั้นเช่นเดียวกัน” รุ่งขึ้น เลขาฯ ปปช.ก็หอบเอกสารขึ้นรถตู้ไปยื่นต่อศาลฎีกาตามที่สัญญาไว้กับ นักร้อง

ซึ่งบังเอิญเป็นวันเดียวกับการประชุมร่วม ๒ สภา เพื่อฟังคณะรัฐมนตรีใหม่แถลงนโยบาย ๒๓ ข้อ  แถลงเสร็จผู้นำฝ่ายค้านขึ้นแถลงต่อ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จัดเต็ม ‘Rebuttal’ วิพากษ์ตามสไตล์ประเทศประชาธิปไตยเต็มใบ

เขาสรุปแผนงาน ๕ คลัสเตอร์ของฝ่ายรัฐบาลในสายตาฝ่ายค้านว่า คลัสเตอร์แรก คือการกวาดรวมมุ้งการเมืองต่างๆ ตั้งแต่ บ้านสงขลา ถึงชลบุรี และสุพรรณบุรี ทำให้แม้พรรคภูมิใจไทยไม่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด แต่ก็ได้ สส.ย้ายพรรคมาเข้าร่วมมากที่สุด

คลัสเตอร์ที่สองเป็นพรรคการเมืองอันดับสองที่ขายวิญญานเพื่อจะได้เข้าร่วมรัฐบาล แล้วสยบสงบเสงี่ยมต่อศูนย์นำราบคาบ เนื่องเพราะเมื่อใดที่หือ หัวหน้ารัฐบาลก็พร้อมที่จะไปดึงบางพรรคฝ่ายค้านที่รอเขากวักมือเรียกไปเป็น ‘Concubine’ ทันที

คลัสเตอร์ที่สามเป็นปลาซิวปลาสร้อยพรรคจิ๊บจ๊อย ๒๐ เสียงคอยจ้อง “ทำลายล้างอำนาจต่อรองพรรคการเมืองอันดับ ๒” เช่นกันกับคลัสเตอร์ที่ห้าที่ เท้ง เรียกว่า “กลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศที่ต้องการรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป”

ย้อนไปคลัสเตอร์ที่สี่นี่สำมะคัญยิ่งนัก เป็น “บรรดาสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือองค์กรอิสระอื่น ๆ ที่ได้รับการแต่งตั้ง” สีน้ำเงินโร่ คือพวก ฮั้ว เข้ามา แล้วขนแต่งตั้งองคาพยพเข้าไปกุมองค์กรอิสระต่างๆ เกิดวลีที่ว่า “กกต.เป็นเสียเอง”

รวมความว่ารัฐบาล อนุทิน ๒.๐ นี้ มีเสถียรภาพมากที่สุดอย่างไม่เคยปรากฏในรอบหลายทศวรรษ กลับกลายเป็นหมอนรองรับ “กลุ่มคนผู้มีอำนาจในประเทศ (ซึ่ง) พยายามจะทำทุกวิถีทาง เพื่อรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป”

กาลข้างหน้าเราคงไม่ได้ฟังอภิปรายกินใจเช่นนี้อีกว่า “พอได้แล้วกับระบบพวกพ้อง การแสวงหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกตน ไม่ไหวแล้วกับวิกฤตรอบด้านที่ประชาชนต้องแบกรับ เริ่มได้แล้วกับการเมืองของประชาชนของพวกเราทุกคน”

(https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/EskbCiwK7, https://x.com/sorrayuth9111/status/2041848143688638498 และ https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/aFXJnxG4c)