วันพฤหัสบดี, เมษายน 09, 2569

ที่มาที่ไปเบื้องหลังการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านของทรัมป์

https://www.nytimes.com/2026/04/07/us/politics/trump-iran-war.html

https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/pfbid02aR2P6avTNs2yNn3o1agnEYEMQEYKVeTJcofBnQtGhuUu2mjSTS2EfWRa27HywSMGl

การตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านของทรัมป์

บทความในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์เรื่อง "How Trump Took the U.S. to War With Iran" โดย Maggie Haberman และ Jonathan Swan นำเสนอการวิเคราะห์อย่างละเอียดเกี่ยวกับการหารือภายในที่นำไปสู่การโจมตีร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 รายงานนี้เน้นย้ำถึงการบริหารประเทศของประธานาธิบดีแบบ "jazz improvisation" ที่พึ่งพาความรู้สึกมากกว่าข้อมูลข่าวกรองอย่างเป็นทางการ


ประเด็นสำคัญจากบทความ ได้แก่:

1. ข้อเสนอของเนทันยาฮูเรื่อง "การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง"

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการนำเสนอด้วยตนเองของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เขาให้เหตุผลว่าอิหร่านอ่อนแอและพร้อมสำหรับการ "เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง" ผ่านการรณรงค์ทางทหารที่รวดเร็วและเด็ดขาด มีรายงานว่าเนทันยาฮูได้นำเสนอผู้นำหลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และรับรองกับทรัมป์ว่าสงครามจะสั้น ต้นทุนต่ำ และจะกระตุ้นให้เกิดการลุกฮือของประชาชน มีรายงานว่าทรัมป์ตอบทันทีว่า "ฟังดูดี"

2. ช่องว่างทางข่าวกรอง

หน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐฯ นำโดยผู้อำนวยการซีไอเอ จอห์น แรตคลิฟฟ์ มีความเห็นที่แตกต่างอย่างมากกับการประเมินของอิสราเอล มีรายงานว่าแรตคลิฟฟ์อธิบายสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองว่าเป็น "เรื่องตลก" และ "ไร้สาระ" พร้อมเตือนว่าแม้การโจมตีทางทหารอาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน แต่ก็ไม่น่าจะทำให้รัฐบาลล่มสลายหรือสถาปนาประชาธิปไตยที่มั่นคงได้ ทรัมป์ปฏิเสธข้อกังวลเหล่านี้ โดยส่งสัญญาณว่าเขาสนใจเป้าหมายทางทหารในระยะสั้นมากกว่า—โดยเฉพาะการสังหารผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี และการทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน—มากกว่าการสร้างชาติในระยะยาว

3. การต่อต้านภายใน "Lone Critic"

บทความนี้เผยให้เห็น "คณะรัฐมนตรีสงคราม" ที่แตกแยก:

เจดี แวนซ์: รองประธานาธิบดีเป็นผู้คัดค้านที่แสดงออกอย่างชัดเจนที่สุด โดยเตือนถึงความไม่มั่นคงในภูมิภาค ราคาแก๊สที่พุ่งสูงขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม และความเสี่ยงของการสู้รบที่ยืดเยื้อและ "หายนะ" แม้จะคัดค้านอย่างหนักแน่น แต่ในที่สุดแวนซ์ก็ยอมอ่อนข้อเมื่อรู้ว่าทรัมป์ตัดสินใจแล้ว พร้อมทั้งสัญญาว่าจะสนับสนุนการตัดสินใจนั้นอย่างเปิดเผย

พีท เฮกเซธ: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้สนับสนุนหลักของการโจมตี โดยผลักดันให้มีการดำเนินการทางทหารอย่างทันทีและรุนแรง

มาร์โค รูบิโอ: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศถูกอธิบายว่า "ลังเล" โดยเลือกใช้กลยุทธ์ "กดดันสูงสุด" มากกว่าสงครามเปิดเผย แต่ในที่สุดเขาก็ไม่ได้ท้าทายทรัมป์โดยตรง

Susie Wiles: หัวหน้าคณะทำงานของทรัมป์ ในตอนแรกมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางการเมืองที่จะตามมาหากเกิดสงคราม แต่ท้ายที่สุดเธอก็เลือกที่จะยืนเคียงข้างประธานาธิบดี

4. กลยุทธ์ "การเบี่ยงเบนความสนใจ"

รายงานฉบับนี้ให้รายละเอียดว่าทรัมป์ใช้ถ้อยแถลงต่อสาธารณะเพื่อปกปิดภารกิจดังกล่าวอย่างไร ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการวางแผนโจมตี ทรัมป์ได้บอกกับผู้สื่อข่าวว่าเขาจะตัดสินใจภายใน "10 หรือ 15 วัน" เพื่อสร้างเกราะกำบังทางความลับขึ้นมา นอกจากนี้ มีรายงานว่าเขารู้สึกหงุดหงิดอย่างมากกับจำนวนผู้คนที่เกี่ยวข้องในการวางแผน จนถึงขั้นเคยตวาดออกมาว่าปฏิบัติการนี้ถูก "ยกเลิก" แล้ว ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่เกรงว่าจะเกิดการรั่วไหลของข้อมูล ก่อนที่ท้ายที่สุดเขาจะลงนามอนุมัติคำสั่งขั้นสุดท้าย

5. ผลสืบเนื่องจากการตัดสินใจ

บทความนี้มองว่าการตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากนโยบาย "กดดันขั้นสูงสุด" (Maximum Pressure) ในสมัยแรกของการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ ไปสู่รูปแบบของ "การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง" (Regime Change) ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นตามมานำไปสู่การลอบสังหารคาเมเนอี การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และวิกฤตพลังงานระดับโลก ซึ่งในตอนแรกคณะบริหารของเขามั่นใจว่าจะสามารถหลีกเลี่ยงเหตุการณ์เหล่านี้ได้ด้วยเพียงแค่การแสดงแสนยานุภาพทางทหารที่เหนือชั้นเท่านั้น

ท้ายที่สุดแล้ว บทความชิ้นนี้ได้ฉายภาพของประธานาธิบดีผู้หนึ่ง ซึ่งรู้สึกว่าสัญชาตญาณของตนนั้นเหนือกว่าการประเมินสถานการณ์ด้านข่าวกรองของกลุ่ม "Deep State" (อำนาจรัฐซ้อนรัฐ) และผู้ซึ่งได้รับความฮึกเหิมจากเหล่าที่ปรึกษาที่—ต่างจากในช่วงสมัยแรกของการดำรงตำแหน่ง—มีความเต็มใจน้อยลงที่จะลุกขึ้นมาขัดขวางการตัดสินใจของเขา

(Google Gemini ช่วยสรุปประเด็นสำคัญ)






https://x.com/BabakTaghvaee1/status/2041648829120815254

แหล่งข่าวจากฝั่งอิสราเอล ซึ่งรวมถึงบุคคลสำคัญภายในพรรคฝ่ายค้าน ระบุว่า นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูมีความเห็นคัดค้านอย่างรุนแรงต่อข้อตกลงหยุดยิงใดๆ ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และกำลังดำเนินการเพื่อขัดขวางมิให้ข้อตกลงดังกล่าวเดินหน้าต่อไปได้

มีรายงานว่าเขามีความกังวลว่าการหยุดยิงในห้วงเวลานี้จะก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ และกำลังผลักดัน(ทรัมป์)ให้มีการใช้แรงกดดันทางทหารต่อไป แทนที่จะยินยอมให้มีการพักรบเกิดขึ้น