วันศุกร์, กันยายน 29, 2566

การที่เศรษฐา บอกว่า ไม่รับเงินเดือน แต่ขอส่งต่อให้กลุ่มคนที่เปราะบาง คือเอาเงินเดือน นายก ไปแจกจ่ายให้ประชาชนที่เดือดร้อน หรือไปเป็นกองทุนให้ประชาชนแบบนี้ แล้วมันจะเป็นไม่รับเงินเดือนได้ไง แค่เปลี่ยนมือไม่ใช่หรอ ถ้าไม่รับเงินเดือน ก็ต้องส่งกลับเข้าคลัง


นายกฯ เศรษฐี ! "เศรษฐา" ขอไม่รับเงินเดือน-เบี้ยประชุม ส่งต่อผู้ให้กลุ่มเปราะบาง

CH7HD News

Sep 28, 2023


 

แน่ใจนะวิ กรณีหมออ๋องถูกขับออกจากก้าวไกล - ได้ทั้งผู้นำฝ่ายค้าน และรักษารองประธานสภา ให้อยู่กับฝ่ายประชาธิปไตย - นี่หรือคือ ”ก้าวไกลการละคร”


บอล ธนวัฒน์ วงค์ไชย @tanawatofficial ·5h

ดีครับ ได้ทั้งผู้นำฝ่ายค้าน และรักษารองประธานสภา ให้อยู่กับฝ่ายประชาธิปไตย สู้กับคนหน้าด้าน เราต้องหน้าด้านกว่า #ก้าวไกล #หมออ๋อง





พรรคก้าวไกล - Move Forward Party
5h·

แถลงการณ์พรรคก้าวไกล กรณีให้ ปดิพัทธ์ สันติภาดา พ้นจากสมาชิกภาพ
.
เรียนพี่น้องประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศ
.
นับจากนี้ไป พรรคก้าวไกลจะมุ่งมั่นเดินหน้าทำงานเต็มที่ในฐานะ “ฝ่ายค้าน” เราจะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา พร้อมกับผลักดันวาระการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้า และเตรียมความพร้อมในการเป็นรัฐบาลที่ดีของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งถัดไป
.
ในวันนี้ (28 ก.ย. 2566) คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่และผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกลจึงได้ประชุมร่วมกัน เพื่อวางแนวทางการทำงานที่รองรับเป้าหมายของพรรค ดังต่อไปนี้:
.
1. ที่ประชุมร่วมฯ เห็นตรงกันว่า พรรคก้าวไกลควรเดินหน้าเป็น “ฝ่ายค้านโดยสมบูรณ์” ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยให้หัวหน้าพรรคคนใหม่ ชัยธวัช ตุลาธน รับตำแหน่ง “ผู้นำฝ่านค้านในสภาผู้แทนราษฎร” เพื่อกำกับทิศทางการทำหน้าที่ในสภาฯ ของฝ่ายค้าน
.
2. ที่ประชุมร่วมฯ เข้าใจว่า การตัดสินใจดังกล่าวจะทำให้ สส. จากพรรคก้าวไกล ไม่สามารถดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 106
.
3. ที่ประชุมร่วมฯ รับทราบจากหัวหน้าพรรคว่า ทางคณะกรรมการบริหารพรรคได้หารือประเด็นดังกล่าวกับ ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกลแล้ว โดย ปดิพัทธ์ ได้แสดงความประสงค์ว่าต้องการทำหน้าที่ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎรต่อไป เพื่อผลักดันให้สภา มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น ตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ก่อนหน้า รวมถึงเพื่อช่วยผลักดันให้กระบวนการตรวจรับอาคารรัฐสภา ซึ่งมีสัญญาก่อสร้างมูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท มีความโปร่งใส
.
4. ที่ประชุมร่วมฯ เห็นด้วยว่าภารกิจที่ปดิพัทธ์ ตั้งใจขับเคลื่อนจะนำไปสู่การยกระดับการทำงานของสภา และเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน แต่ที่ประชุมร่วมฯ ยังคงยืนยันถึงความสำคัญของการทำหน้าที่เป็น “ฝ่ายค้านโดยสมบูรณ์” ซึ่งจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หาก ปดิพัทธ์ ยังคงดำรงสถานะเดิมในฐานะรองประธานสภา จากพรรคก้าวไกล
.
5. ที่ประชุมร่วมฯ จึงมีมติว่า ในเมื่อ ปดิพัทธ์ ยังคงยืนยันความประสงค์จะทำงานในฐานะรองประธานสภาต่อ พรรคก้าวไกลจึงจำเป็นต้องให้ปดิพัทธ์ออกจากการเป็นสมาชิกพรรคของพรรคก้าวไกล ตามบทบัญญัติแห่งข้อบังคับพรรคก้าวไกลและรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พรรคก้าวไกลสามารถทำหน้าที่เป็น “ฝ่ายค้านโดยสมบูรณ์” ได้ อันเป็นเงื่อนไขที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานของพรรคหลังจากนี้
.
6. ที่ประชุมร่วมฯ หวังว่า แม้ ปดิพัทธ์ จะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคก้าวไกลอีกต่อไป แต่เขาจะยังขับเคลื่อนนโยบายตามที่ได้เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ก่อนถูกรับเลือกโดยสภาผู้แทนราษฎร และต้องวางตนเป็นกลางต่อทุกพรรคการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ถูกกำหนดในรัฐธรรมนูญ มาตรา 80
.
พรรคก้าวไกลขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคน มาร่วมกับเราในการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ไปด้วยกัน
.....
@aorwiki

อิก้าวไกลขับหมออ๋องออกจากพรรค และพรรคก็สื่อสารแบบตรงไปตรงมาว่าเหตุผลใดถึงขับออก 

การที่หมอถูกขับออก ปชช ไม่ได้เสีย ปย อะไรนะ กลับกัน ปชช ได้ประโยชน์ เราจะมีรอง ปธ สภาที่เป็นหูเป็นตาแทน ปชช มีฝ่ายค้านที่ซักฟอกรัฐบาล และ กก ไม่เคยให้สัญญาอะไรเกี่ยวกับประเด็นนี้เลย 

อึ่งแบกตีฟูใช้คำว่า "ตระบัดสัตย์" ไม่ได้น๊า คำๆ นี้สำหรับพรรคที่เสียสัจจะที่ให้ไว้กับ ปชช 

ไปใช้กับเพื่อไทยนู้นนนนน อย่ามาใช้คำนี้เรี่ยราด #หมออ๋อง #ก้าวไกล



 

วันพฤหัสบดี, กันยายน 28, 2566

“ประชาชนกินข้าวค่ะท่าน…” มีคนตอบ ‘หมอมิ้ง’ เรื่องผลงานรัฐบาลเศรษฐา ๑๐ วันเท่า ๓ ปี

มีคนเรียกคุณเศรษฐาว่า ‘นายกฯ คอลเซ็นเตอร์’ เขาจะหมายความอย่างไร ไม่ต้องใส่ใจก็ได้ คนระดับนี้ที่มีเรื่องให้พูดถึงทุกวันทั้งที่ชื่นชม และที่ยังไม่สามารถสยบเสียง ‘ยี้’ ว่าส้มหล่นแล้วมือใหม่หัดขับมาแรมเดือนนั้น

ต้องย้อนไปฟัง ‘หมอมิ้ง’ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช สาย ‘แบก’ ทางการว่าอย่างไร “ผลงาน ๑๐ วัน นึกว่าทำงานมาแล้ว ๓ ปี” ฟังแล้วก็ดีอยู่หรอก ถ้าเขาไม่ตีความย้อนศร ว่าถ้าทำงาน ๓ ปีแล้วยังไม่ได้เห็นผลอะไร ดีแต่ลงมือโน่นนี่ละก็ ตายห่

ล่าสุดผลงานอันเป็นประจักษ์ ประกาศมอบรายได้จากรัฐของตน ทั้งเงินเดือนค่าตอบแทน ๗๕,๕๙๐ บาท และ เงินประจำตำแหน่ง ๕ หมื่นบาท กับเบี้ยประชุมทุกๆ อย่างจากสองตำแหน่ง นายกฯ และ รมว.คลัง รวมยอดเดือนละ ๑๒๕,๕๙๐ บาท

บริจาคหมดให้มูลนิธิต่างๆ เริ่มที่ ‘มูลนิธิเด็ก’ โดยบอกว่า “อย่าไปคิดอะไรมาก...ไม่ใช่การไปกดดันรัฐมนตรีคนอื่นให้ต้องทำตาม เพราะบางคนก็มีความจำเป็นส่วนตัว เรื่องนี้แล้วแต่ความสมัครใจ” ที่จริงไม่ต้องพูดอะไรพาดพิงก็ได้ แต่ว่าอยากบอก

“เป็นความประสงค์ที่ทำอยู่มาก่อนเป็นนายกฯ อยู่แล้ว...จะพยายามทำต่อไป...ไม่อยากพูดเยอะเดี๋ยวจะหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ปล่อยเงียบไปจะดีกว่า” แต่ว่ามันดังโฉ่งฉ่างซะแล้วอะ ขณะมีคนที่ปักหลักวิจารณ์ เนื่องเพราะอ้างว่าที่ติติงและกระตุกไว้ ยังไม่ตอบให้กระจ่าง

Sirikanya Tansakun @SirikanyaTansa1 ยังคงยืนกรานถึง “ประมาณการรายได้ปี ๖๗ ที่เพิ่ม ๓๐,๐๐๐ ล้านมาจากไหน” เธอบอกไปนั่งขุดคุ้ยหา “ปรากฏว่ามาจากที่รัฐบาลจะเก็บภาษีขายหุ้น ๑๔,๐๐๐ ล้าน ที่เหลือมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี”

เธองง “เพราะรายงานนี้ ก.คลังเอาเข้า ครม.วันที่ ๑๓ ก.ย. แต่อีก ๒ วันถัดมา นายกฯ ยืนยันยกเว้นภาษีขายหุ้น ตกลงจะเก็บภาษีขายหุ้นมั้ยคะ นายกช่วยไปคุยกับ รมต.คลังให้รู้เรื่องก่อน ถ้าไม่เก็บต้องไปประมาณการรายได้มาใหม่” ไม่งั้นต้องกู้ชดเชยรายได้ที่ลดลง

“ยอดหนี้สาธารณะก็ต้องปรับเพิ่มนะคะ” แล้วมีผีซ้ำดั้มพลอย “SET หลุดไป ๑,๕๐๐ เรียบร้อยแล้ว” Suvipan Jampa ออกมากระทุ้ง ท่ามกลางความไม่ไว้วางใจของนักลงทุน ในตัวนายกฯ (รายนี้แหละที่เรียก) คอลล์เซ็นเตอร์”

ซีอีโอของบรรษัท Tisco ไพบูลย์ นลินทรางกูร ก็บอก “#ดิจิตอลวอลเลท จำเป็นหรือไม่ที่ต้องใช้เงินเยอะ กระตุ้นถูกจุดหรือเปล่า” @pipob69 เขาเก็บเอามาเล่าว่า “รบ.ไม่มีแผนชัดเจน จะเอาเงินจากไหน...ไม่สร้างความมั่นใจให้นักลงทุน”

อีกคน ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ก็ว่าเอาเงิน ๔ แสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจ เทลงไปมันก็ต้องดีขึ้นในช่งหนึ่งละ “แต่ถ้าไม่ทำ รอสัก ๒–๓ ปี เศรษฐกิจก็จะขึ้นไปถึงจุดเดียวกันโดยไม่ต้องเป็นหนี้ ซึ่งเงินดิจิทัลไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้างอะไร เป็นหนี้ฟรี”

แล้วยังมีคาดการณ์เศรษฐกิจปีหน้าจากไพบูลย์ “คิดว่าจะโตแค่ ๓% เหมือนเดิม ทั้งที่การลงทุน ๕๖ แสนล้านเท่ากับ ๓% ของ GDP” นี่แหละ “เพราะความมั่นใจ ความเชื่อมั่นยังไม่มี” ไม่ตรงปกที่หมอมิ้งวาดไว้ จึงได้มีคนตอบทวี้ตของเลขาฯ นายกฯ

“ประชาชนกินข้าวค่ะท่าน…”

(https://twitter.com/pipob69/status/1706509269707935845, https://youtube.com/live/F-SIcpEXOQA?si=5wqtBxLPgfTuHcqp และ https://twitter.com/SirikanyaTansa1/status/1706978918325211494)

สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือว่าสำนักงานซ่องโจรแห่งชาติ สส.ฝ่ายค้าน อย่ามัวแต่เล่นติ๊กต๊อก ทำหน้าที่ตรวจสอบกันได้แล้ว ต้องกล้าออกมาตรวจสอบตามที่สุรเชษฐ์ หักพาลพูดออกมา ให้สุรเชษฐ์เปิดเผยข้อมูลพวกโจรในเครื่องแบบออกมาให้หมด


Somyot Pruksakasemsuk
9h ·

สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือว่าสำนักงานซ่องโจรแห่งชาติ
สุรเชษฐ์ หักพาล พูดเช่นนี้เข้าใจได้เลยว่า ตำรวจเป็นโจรกันทั้งหมด เพราะเปิดเผยกันเมื่อไรก็ตายกันทั้งหมด ดังนั้นถ้าจะหักพาลให้ได้จริงๆจะเป็นประโยชน์ต่อชาติเป็นอย่างมากอย่าแค่ขู่ตอบโต้กันไปมา เปิดเผยออกมาให้หมด ใครคือตำรวจ ใครคือโจร หรือว่าเป็นโจรกันไปทั้งหมด
สส.ฝ่ายค้าน อย่ามัวแต่เล่นติ๊กต๊อก ทำหน้าที่ตรวจสอบกันได้แล้ว ต้องกล้าออกมาตรวจสอบตามที่สุรเชษฐ์ หักพาลพูดออกมา ให้สุรเชษฐ์เปิดเผยข้อมูลพวกโจรในเครื่องแบบออกมาให้หมด ว่าส่วยต่างๆทั้งทางบกและทางน้ำ และพวกเส้นสายที่ส่งส่วยให้เบื้องบนมีใครบ้าง ส่วยส่งไปให้ใครได้สวาปามกันบ้าง
ถึงเวลานายกเศรษฐาต้องล้างบางตำรวจโจรให้หมดไปเช่นกัน อย่าปล่อยให้ตั๋วช้างปะทะกับตั๋วจรเข้ จนกลายเป็นสงครามห้ำหั่นชิงตำแหน่งกันภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ


จริง ซอฟท์พาวเวอร์ไทย ทำได้แค่ซีรีส์วาย


จิราพร สินธุไพร เผย เพื่อไทย ดันอุตสาหกรรมซีรีส์วาย

Atukkit Sawangsuk
21h
·
ซอฟท์พาวเวอร์ไทย
ทำได้แค่ซีรีส์วาย
ทั้งที่ LGBTQ ยังไม่ได้สิทธิเท่าเทียม
จะทำหนังประวัติศาสตร์ราชวงศ์แบบเกาหลี
ก็ทำได้แค่ยกย่องสดุดี ไม่งั้นโดน 112
จะทำหนังประวัติศาสตร์ล้านนา ปาตานี กบฏผีบุญ
ก็โดนข้อหาแบ่งแยกดินแดน
จะทำซีรีส์แฉนายพลค้ามนุษย์ ตำรวจรับส่วย ก็โดนเซ็นเซอร์
จะทำซีรีส์สืบสวนสอบสวน ตำรวจเป็นพระเอก ร.ต.อ.ปลอมตัวมา
ชาวบ้านก็โห่ ไม่มีคนดู

‘Soft power’ ไทย - ไม่เข้าใจและชอบห้าม - ฝันลมๆ แล้งๆ ของคนใช้แต่อำนาจ



‘Soft power’ ไทย: ฝันลมๆ แล้งๆ ของคนใช้แต่อำนาจ

เรื่อง นิติ ภวัครพันธุ์
ภาพ ณัฐพล อุปฮาด


4 Dec 2022
The 1O1 World

รัฐบาลไทยดูกระตือรือร้นมากในการโฆษณาขายไอเดียเรื่อง ‘Soft Power’ (ที่แปลอย่างเป็นทางการว่า ‘อำนาจละมุน’ แต่ผมอยากเรียกทับศัพท์ว่า ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ มากกว่า) ทำให้หน่วยงานของรัฐและข้าราชการทั้งหลายต้องรีบเข้ามาเกี่ยวข้อง และกระตุ้นความสนใจของผม


ทว่า ความคิดเรื่อง ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ที่เห็นๆ กันดูออกแนว ‘ไทยๆ’ เพราะนอกจากจะแตกต่างจากต้นตำรับแบบอเมริกันแล้ว ยังอาจไม่เข้าข่าย ‘เกณฑ์การวัด’ ความเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่โลกตะวันตกพยายามคิด/สร้างเพื่อให้มีมาตรฐานที่อาจใช้ร่วมกันและยอมรับกันได้ ยิ่งกว่านั้น การมีซอฟต์พาวเวอร์ที่ประชาคมโลก ประเทศต่างๆ ยอมรับนั้นมีความยุ่งยาก ซับซ้อน และต้องการการพัฒนาอย่างจริงจัง มากกว่าที่รัฐบาลกำลังโฆษณาอยู่ในขณะนี้

ในที่นี้ จะแสดงให้เห็นว่าซอฟต์พาวเวอร์ของไทยยังมีปัญหาและอุปสรรคอีกมากมาย เนื่องจากขาดความเข้าใจอย่างเพียงพอเกี่ยวกับแนวคิดนี้ (ซึ่งแฝงไว้ด้วยคุณค่าทางสังคมและการเมืองเสรีนิยม ที่เน้นเรื่องเสรีภาพ ความสมัครใจ และความเป็นปัจเจกบุคคล) ขาดการวางแผนระยะยาว และไม่มีการเสนอนโยบายเป็นแนวทางในการปฏิบัติในอนาคตที่แน่นอน/ชัดเจนในเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ (เพราะการชี้วัดซอฟต์พาวเวอร์และการจัดอันดับเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ผันแปร และมีพัฒนาการอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่ยืดหยุ่น แต่มีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ) ที่สำคัญอย่างยิ่งคือแม้ว่าประเทศจะถูกจัดอันดับว่ามีซอฟต์พาวเวอร์แล้ว แต่การรักษาอันดับนั้นไว้เป็นงานที่ยากลำบากอย่างยิ่ง

ซอฟต์พาวเวอร์จึงมิใช่แค่เรื่อง ‘อะไรที่คนไทยมีอยู่แล้ว’ นำออกไปโชว์และขายได้

‘ขาย’ ซอฟต์พาวเวอร์


ผมลองค้นหาความหมายของซอฟต์พาวเวอร์ตามการนิยามของทางราชการ พบว่าในเว็บไซต์ของหอสมุดรัฐสภามีข้อเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เริ่มด้วยการกล่าวถึง ‘มิลลิ’ แร็ปเปอร์สาวไทย กับการกินข้าวเหนียวบนเวทีการแสดงดนตรีที่กลายเป็นที่ฮือฮากันในหมู่ชาวไทย ตามด้วยการพาดพิงถึงแนวคิดเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ที่เสนอโดย โจเซฟ เอส นาย (Joseph S. Nye) อย่างสั้นๆ จากนั้นก็กล่าวถึงความสำเร็จของสาธารณรัฐเกาหลีในการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ ด้วยการสร้างวัฒนธรรมป๊อบที่รู้จักกันในนาม ‘เค-ป๊อบ’ (K-Pop) รวมถึงภาพยนตร์และสื่อด้านอื่นๆ กลายเป็นที่นิยมกันทั่วโลก จนทำให้ ‘วัฒนธรรมเกาหลี’ ซึ่งรวมถึงอาหารการกินและสิ่งอื่นๆ กลายเป็นสินค้าขายดีชนิดหนึ่งของเกาหลีใต้ และเสนอว่า

สำหรับประเทศไทยนั้นมีวัฒนธรรมซึ่งเป็นแหล่งที่มาของ Soft Power ที่เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในต่างประเทศ เช่น นาฏศิลป์ไทย อาหารไทย มวยไทย และภาพยนตร์ไทย ซึ่งรัฐบาลไทยมีนโยบายในการผลักดัน “Soft Power” ความเป็นไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพ 5 F ได้แก่ อาหาร (Food) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film) ผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น (Fashion) มวยไทย (Fighting) และเทศกาลประเพณี (Festival) สู่ระดับโลก เพื่อช่วยสร้างรายได้และภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศ[1]

นอกจากนี้ มีการเสนอว่า “วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ขายได้ตลอดถ้าเรารู้จักการสร้างคุณค่า และได้รับการสนับสนุนให้ Soft Power ขยายและพัฒนาศักยภาพได้ต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้เป็นเพียงกระแสชั่วครู่” และ “Soft Power กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงการฟื้นตัวหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่มุ่งสู่นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy”[2]

อาจสรุปได้ว่าในมุมมองของรัฐบาลไทย ซอฟต์พาวเวอร์เป็นพลังที่ใช้ดึงดูดใจคนต่างชาติ ด้วยการใช้วัฒนธรรมไทยเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยว ด้วยเหตุนี้ ซอฟต์พาวเวอร์จึงมีนัยของการประยุกต์วัฒนธรรมไทยให้กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

ทว่า ความคิดเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ดูจะซับซ้อนกว่า และมีพัฒนาการไปไกลกว่าที่หน่วยงานราชการไทยพยายามนำเสนอและประชาสัมพันธ์สู่สาธารณชน

ทรัพยากรของอำนาจ


โจเซฟ นาย ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ผู้เสนอแนวคิดเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ ค้นคว้าและพยายามสร้างคำนิยามเรื่อง ‘อำนาจ’ (Power) แต่เพราะมีพื้นฐานการศึกษาและความสนใจในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและนโยบายต่างประเทศ เขาจึงเริ่มด้วยคำนิยามที่ใช้กันทั่วไปว่าอำนาจคือความสามารถในการทำเรื่องต่างๆ ให้เกิดขึ้น แต่อำนาจที่ว่านี้วางอยู่กับเงื่อนไขทางสังคม

ด้วยเหตุนี้ อำนาจจึงหมายถึงความสามารถในการทำให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่เราต้องการ ทว่า มีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อความสามารถของเราในการทำให้บรรลุผลสำเร็จ และปัจจัยเหล่านี้ก็ผันแปร แตกต่างไปตามความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้อื่น

อันที่จริง เขาได้ให้ข้อเสนอเรื่อง ‘ฮาร์ดพาวเวอร์’ (Hard power) ที่หมายถึงอำนาจจากการบังคับข่มขู่และการใช้กำลัง เช่น กำลังทหาร และเรื่อง ‘สมาร์ตพาวเวอร์’ (Smart power) ซึ่งมีนัยว่าเป็นอำนาจที่ดีที่สุด เป็นการผสมผสานการใช้ฮาร์ดพาวเวอร์และซอฟต์พาวเวอร์เข้าด้วยกัน แต่ผมจะเน้นเรื่องซอฟต์พาวเวอร์เท่านั้น

ในความคิดของเขา อำนาจนอกจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ ที่อาจซับซ้อนและคลี่คลาย เปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขต่างๆ แล้ว ทรัพยากรของอำนาจ (Power resources ซึ่งหมายถึงปัจจัยและสิ่งต่างๆ ก่อให้เกิดอำนาจ) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น

เขาเห็นว่าซอฟต์พาวเวอร์เป็นอำนาจที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคสมัยแห่งข่าวสารข้อมูล ที่รวมถึงการดำรงอยู่ของโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่ทำให้เรื่องราวและข้อมูลต่างๆ กระจายออกไปได้อย่างรวดเร็ว และเสนอว่าทรัพยากรของซอฟต์พาวเวอร์ (Soft power resources) มีสามประการ ได้แก่วัฒนธรรม คุณค่าทางการเมือง และนโยบายต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่านอกจากการมีอำนาจ เศรษฐกิจของประเทศก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และยกตัวอย่างของสหรัฐอเมริกา ที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ มีการเติบโตที่เร็วมาก และมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก หรือญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1980-90 ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ในปัจจุบันประเทศอย่างอินเดียและจีนก็มีการเติบโตเศรษฐกิจที่รวดเร็วและแข็งแรงเช่นกัน

ทว่า เศรษฐกิจที่เข้มแข็ง/เติบโตเท่านั้นไม่พอ ความผาสุก (well-being) ของประชาชนในประเทศก็มีความสำคัญเช่นกัน ผู้คนทั่วไปต้องอยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี – หลายประเทศในยุโรปเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้

เมื่อพิจารณาเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ของสหรัฐอเมริกา โจเซฟ นายยืนยันว่าวัฒนธรรมป๊อบมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องนี้ โดยยกตัวอย่างของ ‘ฮอลลีวูด’ ที่ผลิตภาพยนตร์อเมริกันออกมาในจำนวนมหาศาล จนโด่งดัง กลายเป็นที่นิยมชมชอบกันไปทั่วโลก แต่เขาก็ระบุว่าวัฒนธรรมป๊อบเป็นสิ่งที่เอกชนผลิตขึ้น มีพัฒนาการและการเติบโตของมันเอง ถูกกำหนดด้วยเงื่อนไขและความเป็นไปของตลาด เป็นไปตามการบริโภคของผู้คนทั่วไป ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาล

นอกจากนี้ การสร้างวัฒนธรรมป๊อบอเมริกัน ที่มีภาพยนตร์ฮอลลีวูดเป็นกำลังสำคัญ เป็นกระบวนการที่ใช้เวลายาวนานหลายทศวรรษกว่าจะบรรลุผล ประสบความสำเร็จในการเผยแพร่วัฒนธรรมอเมริกันสู่สากลโลก ทำให้ ‘ความเป็นอเมริกัน’ และวิถีชีวิตแบบอเมริกันเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง

โจเซฟ นายย้ำว่าความสำเร็จนี้ ประการแรก เกิดขึ้นด้วยน้ำมือและความสามารถของเอกชน – บริษัทสร้างภาพยนตร์และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง – ไม่ใช่โดยรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐ ประการที่สอง มักมิได้เป็นไปตามความคาดหวังหรือการวางแผน เพราะวัฒนธรรมป๊อบมีการทำงานของมันเอง เป็นปฏิบัติการ ‘แบบอ้อมๆ’ (indirectly) ที่ไม่อาจควบคุมได้ ไม่ว่าจะโดยรัฐบาล หน่วยงานหรือองค์กรใดๆ ไม่ว่าจะเป็นปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดๆ

การสร้างซอฟต์พาวเวอร์จึงเป็นกระบวนการที่ใช้ระยะเวลายาวนาน เป็นเรื่องที่ยากลำบาก ต้องใช้ความอดทน มีความซับซ้อน และไม่อาจคาดหวังให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ ไม่อาจควบคุมได้ตามใจต้องการ และมิใช่เป็นเพียงการสร้างเศรษฐกิจให้เติบโต ด้วยการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการค้า

ซอฟต์พาวเวอร์กับเสรีภาพ


คุณค่าทางการเมืองเป็นหนึ่งในทรัพยากรของซอฟต์พาวเวอร์ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ ‘เสรีภาพ’ หนึ่งในคุณค่าทางการเมืองเสรีนิยม เป็นประเด็นสำคัญที่โจเซฟ นายเน้น/ย้ำเสมอในการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ เขาสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ที่รวมถึงนโยบายส่งเสริมด้านสิทธิมนุษยชน ตลอดจนเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก สิทธิในการประท้วง ฯลฯ

เขาพาดพิงถึงสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าเมื่อพูดถึงเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ ประเทศจีนไม่อาจสู้สหรัฐอเมริกาได้ในเรื่องนี้ ยกเว้นในทวีปแอฟริกาเท่านั้น เหตุผลหนึ่งคือสาธารณรัฐประชาชนจีนมักเลือกใช้ฮาร์ดพาวเวอร์ในนโยบายต่างประเทศ เป็นอำนาจที่มีลักษณะชาตินิยมจีนต่อประเทศอื่นๆ ดังจะเห็นได้จากการลงโทษทางเศรษฐกิจของจีนต่อออสเตรเลีย และการใช้กำลังทหารในบริเวณชายแดนจีนกับอินเดีย[3]

นอกจากนี้ เขายังได้กล่าวถึงเรื่อง ‘ชาร์ปพาวเวอร์’ (Sharp power) ซึ่งมีนัยของการทำโฆษณาและการชักชวนด้วยการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องนัก เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นจากการจัดการหรือชักใยข้อมูลต่างๆ อันเป็นเทคนิคที่ประเทศอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและรัสเซียเลือกใช้ปฏิบัติ โดยระบุว่าการทำโฆษณาและการชักชวนมักเกี่ยวข้องกับการสร้างเรื่อง/กุเรื่องขึ้นหรือการวางแผน และเป็นการสร้างข้อจำกัดในเรื่องความสมัครใจ (voluntarism) (เพราะความสมัครใจของผู้นั้นถูกชักชวนใจด้วยข้อมูลผิดๆ นั่นเอง) เขาเห็นว่าชาร์ปพาวเวอร์เป็นฮาร์ดพาวเวอร์ประเภทหนึ่ง และยืนยันว่าซอฟต์พาวเวอร์ที่ประชาธิปไตยเกิดขึ้นจากสังคมแบบประชาสังคม เป็นสังคมที่มีลักษณะเปิดกว้าง (ทั้งในเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก สิทธิในการประท้วง รวมถึงการเปิดเผยข้อมูล)[4]

ความเห็นของเขาต่อสาธารณรัฐประชาชนจีนได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติ มีรายงานระบุว่าหลายประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าในยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย-แปซิฟิก มีทัศนคติในเชิงลบต่อประเทศจีน ที่มีระบบการเมืองแบบเผด็จการ ปัญหาในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน และความไม่โปร่งใสในการจัดการในเรื่องการระบาดของเชื้อโควิด 19[5]

ตัวชี้วัดและมาตรฐาน


ยังมีประเด็นสำคัญและละเอียดอ่อนอีกหลายประการเมื่อพูดถึงเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ ในรายงานของ เมลิสสา นิสเบ็ตต์ (Melissa Nisbett) และ เจ ไซมอน โรฟ (J. Simon Rofe) นอกจากพาดพิงถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการมีรัฐบาลเผด็จการในหลายประเทศแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาหรือข้อจำกัดในเรื่องมาตรฐานในการชี้วัดซอฟต์พาวเวอร์ โดยระบุว่าการทำโพลชี้วัดซอฟต์พาวเวอร์ของแต่ละประเทศมักละเลยหลักการในเรื่องคุณค่าทางการเมืองเสรีนิยม (อันเป็นที่มาของแนวคิดเรื่องซอฟต์พาวเวอร์) ด้วยการจัดอันดับประเทศที่มีการปกครองแบบเผด็จการว่ามีอำนาจแบบซอฟต์พาวเวอร์ และไม่ใยดีถึงการเติบโตของระบบการปกครองแบบเผด็จการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลเสียต่อคุณค่าทางการเมืองเสรีนิยม (อันมีนัยของเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน และความเป็นปัจเจกบุคคล) และต่ออนาคตของความคิดประชาธิปไตยแบบตะวันตก[6]

ในประเด็นเรื่องมาตรฐานในการชี้วัดซอฟต์พาวเวอร์ มีบทความที่น่าสนใจของ ยุน ซึง-ฮุน (Yun Seong-Hun) ศาสตราจารย์ด้านการโฆษณาและประชาสัมพันธ์แห่งมหาวิทยาลัยทงกุก (Dongguk University) ในเกาหลีใต้ ที่วิพากษ์วิจารณ์มาตรฐานในการชี้วัดซอฟต์พาวเวอร์ของ ‘The Soft Power 30’ หนึ่งใน 3-4 โพลที่เป็นที่นิยมใช้ในการอ้างอิงกันอย่างกว้างขวาง ในด้านการจัดอันดับซอฟต์พาวเวอร์ รวมถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของประเทศต่างๆ

งานเขียนชิ้นนี้ระบุว่าตัวชี้วัดที่ เดอะ ซอฟต์พาวเวอร์ 30 ใช้นั้นเน้นที่ ‘ตัวชี้วัดทรัพยากรของซอฟต์พาวเวอร์’ (index of soft power resources) มากเกินไป อีกทั้งยังสร้างความสับสนแก่คนทั่วไป เกิดความไม่แน่ใจว่าตัวชี้วัดที่ว่านี้คืออะไร เช่น หากใช้ ‘ตัวชี้วัดซอฟต์พาวเวอร์’ (the soft power index) จะเน้นห้าเรื่อง ได้แก่ วัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ ทุนมนุษย์ และการทูต แต่ถ้าใช้ ‘ตัวชี้วัดยี่ห้อของชาติ’ (the nation brand index) จะเน้นหกเรื่อง คือ วัฒนธรรม ธรรมาภิบาล การส่งออก ผู้คน การท่องเที่ยว และการอพยพเข้าประเทศ/การลงทุน จะเห็นได้ว่าตัวชี้วัดทั้งสองประเภททับซ้อนกันในบางประเด็น แต่ก็มีความแตกต่างกัน ส่วนการชี้วัดก็อาจไม่ชัดเจน มิได้มีความกระจ่างเสมอไป

ดังนั้น ผู้เขียนจึงอ้างถึงข้อเสนอของ อเล็กซานเดอร์ วูวิง (Alexander Vuving) ในหนังสือชื่อ How Soft Power Works (2009) ว่าหากต้องการให้เกิดมาตรฐานในด้านการชี้วัด เราควรเน้นเรื่อง ‘เงินตราแห่งอำนาจ’ (Power currencies) ที่มีอยู่สามประการ ได้แก่ความโอบอ้อมอารี ความกรุณา ความอ่อนโยน (Benignity)
ความสามารถในการทำให้บรรลุผลสำเร็จ การมีประสิทธิภาพ (Competence)
อำนาจบารมี (Charisma)

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนได้ระบุว่าข้อเสนอเรื่องเงินตราแห่งอำนาจทั้งสามประการนี้ยังเป็นเพียงไอเดีย ที่รอให้นักวิชาการในอนาคตปรับเปลี่ยน แปลงไอเดียนี้ให้สามารถนำไปใช้ในทางปฏิบัติได้ และเพื่อใช้ในการชี้วัดซอฟต์พาวเวอร์[7]

การศึกษา การพัฒนาความรู้และเทคโนโลยี กีฬา


อันที่จริง หากพิจารณาการจัดอันดับซอฟต์พาวเวอร์ของโพลบางโพล จะเห็นว่ามีการให้ความสำคัญต่อรายละเอียดบางประการในเรื่องตัวชี้วัด เช่น แบรนด์ไฟนานซ์ (Brand Finance อันเป็นโฟลที่หน่วยงานราชการไทยใช้) ระบุถึงความโดดเด่นด้านซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศเยอรมนีในเรื่องการศึกษาและวิทยาศาสตร์ การจัดการกับปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 การส่งออก และนวัตกรรมที่เกิดขึ้นโดยธุรกิจ SMEs หรือในรายงานปี 2019 ของ เดอะ ซอฟต์พาวเวอร์ 30 ได้จัดให้เยอรมันอยู่ในอันดับที่ 3 เนื่องจากมีจุดแข็งในเรื่องการพัฒนาด้านมนุษย์ เศรษฐกิจ การช่วยเหลือผู้ลี้ภัย/อพยพ แต่มีจุดอ่อนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและอินเตอร์เน็ต

รายงานฉบับเดียวกัน เดอะ ซอฟต์พาวเวอร์ 30 จัดให้ประเทศญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 8 เพราะมีจุดแข็งในเรื่องวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านกีฬา เนื่องจากประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลกหลายครั้ง แต่มีจุดอ่อนในเรื่องความไว้วางใจต่อรัฐบาลและความไม่เท่าเทียมทางเพศ

หรือจัดให้สาธารณรัฐประชาชนจีนอยู่ในอันดับที่ 27 ด้วยจุดแข็งในเรื่องวัฒนธรรม ทั้งด้านกีฬาและอื่นๆ แต่มีจุดอ่อนในเรื่องการปกครอง เสรีภาพและอิสรภาพของปัจเจกบุคคล ความไม่โปรงใสในการจัดการด้านดิจิทัล อันเป็นการจำกัดเสรีภาพ

จะเห็นได้ชัดว่าในการจัดอันดับซอฟต์พาวเวอร์ มีการให้น้ำหนักในเรื่องต่างๆ เช่น การศึกษา การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การส่งเสริมด้านกีฬา การพัฒนาด้านมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องสิทธิและเสรีภาพ และการมีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อเสนอของโจเซฟ นายในเรื่องคุณค่าทางการเมืองเสรีนิยม

ไม่เข้าใจและชอบห้าม


แล้วประเทศไทยจะสร้างซอฟต์พาวเวอร์ให้เป็นจริงและสำเร็จได้หรือ คำถามนี้อาจหาคำตอบได้จากบทความเรื่อง ‘Soft power ไทย เหตุใดจึงยังไม่เวิร์ค’[8] ที่ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ

การตื่นตัวของภาครัฐต่อ soft power นำมาสู่คำถามว่า แท้ที่จริงแล้วภาครัฐเข้าใจ soft power ดีพอหรือไม่? เพราะที่ผ่านมานโยบายซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับ soft power ของหน่วยงานต่างๆ หรือความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม ล้วนสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดในความเข้าใจต่อนิยามและการทำงานของ soft power ตัวอย่างเช่น กระทรวงวัฒนธรรมสั่งห้ามนำท่ารำใส่ในเกมผี เพราะอาจทำให้คนกลัว [การรำไทย] กรณีดราม่า “ทศกัณฐ์เที่ยวไทย” ที่มีข้อร้องเรียนว่า มีการนำเสนอไม่เหมาะสม ทำให้เสื่อมเสียวัฒนธรรมของชาติ เพราะนำตัวละครทศกัณฐ์มาใช้งานอย่างไม่เหมาะสม หรือกรณี “อาลัวพระเครื่อง” ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นว่า เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม และไม่สมควรทำขนมอาลัวรูปทรงพระเครื่อง เป็นต้น

การที่หน่วยงานภาครัฐมีนโยบายสั่งห้ามไม่ให้กระทำหรือการที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมแสดงความคิดเห็นเชิงลบไม่เพียงแต่จำกัดการสร้างสรรค์วัฒนธรรมให้งอกเงยหรือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนความไม่เข้าใจในมโนทัศน์คำว่า soft power อย่างถ่องแท้

ผู้เขียนบทความมีความเห็นคัดค้านการออกคำสั่งห้ามดังกล่าวของทางราชการ และเสนอว่า

หากภาครัฐต้องการจะสนับสนุนการใช้ soft power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างชื่อเสียงแก่ประเทศไทย ภาครัฐจำเป็นจะต้องคำนึงว่า วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ขายได้ตลอด ถ้าเกิดเรารู้จักการสร้างคุณค่า ดังนั้น การจะพัฒนาวัฒนธรรมไทยให้เป็น soft power ที่ขายได้ ภาครัฐจำเป็นจะต้องเปิดโอกาสให้เกิดการสร้างคุณค่าขึ้นอย่างหลากหลาย มิควรเข้าไปห้ามหรือแทรกแซงพัฒนาการทางวัฒนธรรมดังที่เคยเกิดขึ้นหลายกรณี แต่ควรช่วยโปรโมทและโฆษณาวัฒนธรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ เช่น การออกมาชื่นชม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การพัฒนา soft power อาจจะไม่สามารถสร้างตลาดของสินค้านั้นๆ ได้เองเสมอไป รวมไปถึงตัว soft power นั้นอาจจะไม่สามารถคงอยู่ได้ตลอดไป ด้วยเหตุดังนี้ ภาครัฐจึงควรสร้างกลไกหนุนเสริม เช่น การให้ทุนสนับสนุนสินค้าวัฒนธรรมที่มีศักยภาพทั้งหน้าเก่าและใหม่ การสร้างพื้นที่โปรโมทและโฆษณาสินค้าวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง หรือการพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมอย่างเปิดกว้าง เป็นต้น เพื่อให้เกิดการสนับสนุนการขยายตัวของ soft power อย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่เข้าไปจับกระแสและปล่อยให้เงียบหาย

ผู้เขียนยังย้ำอีกว่า

… การใช้ soft power อย่างแท้จริงเกิดจากความเต็มใจที่จะเข้าหา soft power นั้นๆ มิใช่เกิดจากการบังคับหรือร้องขอ ด้วยเหตุนี้ การพัฒนา soft power ของไทยจึงควรให้พัฒนาไปตามกลไกธรรมชาติ คือ ให้วัฒนธรรมนั้นๆ เป็นสิ่งที่ดึงดูดผู้คนเข้าหาเอง ทั้งส่วนที่เป็นวัฒนธรรมในรูปแบบดั้งเดิม หรือจะเป็นรูปแบบใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนาใหม่หรือปรับปรุงแก้ไขก็ตาม ในแง่นี้ ภาครัฐจึงไม่ควรสร้างนโยบายหรือกฎระเบียบที่มีกรอบกำหนดแน่นิ่งตายตัว ไม่เปิดโอกาสให้ soft power พัฒนาตนเองไปได้ตามบริบทที่ควรจะเป็น (ซึ่งเป็นไปได้ที่จะไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ถูกกำหนดไว้) หากแต่จะต้องปรับปรุงแนวคิด แนวนโยบาย ไปจนถึงกฎระเบียบต่างๆ ให้เปิดกว้าง เอื้อแก่การพัฒนา soft power ใหม่ๆ

ฝันลมๆ แล้งๆ แล้วใช้อำนาจ


ในขณะที่รัฐบาลไทยพยายามประโคมข่าวเกี่ยวกับซอฟต์พาวเวอร์ และอ้างความสำเร็จในเรื่องนี้ แต่ในความเป็นจริง ซอฟต์พาวเวอร์เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน มากมายด้วยรายละเอียดต่างๆ และยังหาข้อยุติไม่ได้ในเรื่องตัวชี้วัดและมาตรฐานในการจัดอันดับซอฟต์พาวเวอร์ของแต่ละประเทศ

ยิ่งกว่านั้น นอกจากการพิจารณาในเรื่องทรัพยากรของซอฟต์พาวเวอร์ ที่มีด้วยกันสามประการ คือวัฒนธรรม คุณค่าทางการเมือง และนโยบายต่างประเทศ ยังมีตัวชี้วัดอื่นๆ ด้วย เช่น ความผาสุกของประชาชน การศึกษา การพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การส่งเสริมด้านกีฬา ฯลฯ

แต่ที่ดูสำคัญอย่างยิ่งคือซอฟต์พาวเวอร์เป็นอำนาจที่เน้น/ย้ำในเรื่องเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน สิทธิในการแสดงออกอย่างเสรี อิสรภาพของปัจเจกบุคคล – เหล่านี้คือประเด็นหลักที่ศาสตราจารย์โจเซฟ นาย ผู้เสนอแนวคิดนี้ ให้ความสำคัญตลอดมา และไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ทว่า คุณค่าทางการเมืองเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยไม่เข้าใจ และไม่สนใจ

[1] สุภาพิชญ์ ถิระวัฒน์, “Soft Power (อำนาจละมุน)”, ร้อยเรื่องเมืองไทย, สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, วันที่ออกอากาศ: 2565-05, <https://library.parliament.go.th/th/radioscript/rr2565-may7>

[2] Thailand Convention & Exhibition Bureau (TCEB), “Soft Power อำนาจแห่งความสร้างสรรค์ เพื่อสรรค์สร้างเศรษฐกิจไทย”, <https://www.businesseventsthailand.com/th/press-media/news-press-release/detail/1461-soft-power-the-power-of-creativity-to-build-the-thai-economy>

[3] Joseph S. Nye, “Whatever happened to soft power?”, The Jordan Times, Jan 11, 2022, <https://jordantimes.com/opinion/joseph-s-nye/whatever-happened-soft-power>

[4] Joseph S. Nye, “China’s Soft and Sharp Power”, Project Syndicate, The World’s Opinion Page, Jan 4, 2018, <https://www.project-syndicate.org/commentary/china-soft-and-sharp-power-by-joseph-s–nye-2018-01> และดู Joseph S. Nye, “Soft power: the evolution of a concept”, Journal of Political Power, 2021, <https://doi.org/10.1080/2158379X.2021.1879572>

[5] Melissa Nisbett and J. Simon Rofe, “Soft Power Polls and the Fate of Liberal Democracy”, Global Perspectives, 3(1)

[6] อ้างแล้ว

[7] Seong-Hun Yun, “An Overdue Critical Look at Soft Power Measurement: The Construct Validity of the Soft Power 30 in Focus”, Journal of International and Area Studies, Volume 25, Number 2, 2018, pp. 1-19 (see <https://www.researchgate.net/publication/330727833>)

[8] พนธกร วรภมร และ ดร. นณริฏ พิศลยบุตร, “Soft power ไทย เหตุใดจึงยังไม่เวิร์ค” (เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการติดตามสถานการณ์ การปรับตัวและมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาจากปัญหาโควิด-19: สู่การพลิกฟื้นอย่างยั่งยืน (ระยะที่ 2)” สนับสนุนโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)), TDRI (Thailand Development Research Institute), ออนไลน์ 19 เมษายน 2022, <https://tdri.or.th/2022/04/soft-power-thai/>

112 ไม่มีปัญหา ใครพูดวะ


แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม - United Front of Thammasat and Demonstration
2d·

ถิรนัย ชัยพร ชนะดล วุฒิ เวหา ทีปกร วารุณี ประวิตร วัฒน์ ขจรศักดิ์ คเชนทร์ ธีรภัทร ปฐวีกานต์ โสภณ อุดม วัชรพล พลพล ณัฐพล จตุพล อัญชัญ ศุภากร พลทหารเมธิน ณัฐชนน กฤษณะ วรรณภา ปริทัศน์ สุวิทย์ ทัตพงศ์ เอกชัย สมบัติ ไพฑูรย์ สุขสันต์ ธนายุทธ
รายชื่อเหล่านี้คือผู้ต้องขังจากคดีทางการเมืองที่ขณะนี้ศาลยังไม่ให้ประกันตัวสักคดี ด้าน ‘เวหา-วารุณี’ ได้อดอาหารประท้วงสิทธิในการประกันตัว
ไม่ว่าเขาเหล่านี้จะเป็นเพื่อน พี่ น้องกับคุณหรือไม่ หรือคุณเห็นด้วยกับแนวทางการต่อสู้ของพวกเขาหรือไม่ พวกเขากำลังถูกละเมิดสิทธิในการได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย
ในฐานะของเพื่อนร่วมอุดมการณ์และเป็นหนึ่งในผู้ที่เห็นถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชน พวกเราทำได้มากกว่าแค่เห็นโพสต์นี้แล้วเลื่อนผ่านไป ดังนั้นขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกัน
1. #เล่าเรื่องเพื่อน โดยการโพสต์หรือทวีตถึงเพื่อนในเรือนจำ
2. #ส่งใจถึงเพื่อนในเรือนจำ มาร่วมกันเขียนจดหมายเล็ก ๆ เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ให้กับเพื่อนในเรือนจำ
3. #ส่งต่อเรื่องของเพื่อน ด้วยการแชร์หรือพูดคุยบอกเล่ากับคนที่ยังไม่รู้ว่าในเมืองไทยเองก็มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย
กระบวนการยุติธรรม สิทธิมนุษยชนและอื่น ๆ จากการแชร์ในโลกอินเตอร์เน็ตทำให้คนคนหนึ่งต้องถูกจองจำถึง 40 กว่าปี บทลงโทษนี้หนังหนาเสียยิ่งกว่านักโทษคดีฆ่าคนตาย
4. #ส่งเสียงถึงสภาว่าข้าก็มีหัวใจ กฎหมายที่มีปัญหาจะเปลี่ยนแปลงให้เป็นธรรมได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติรวมไปถึงวุฒิสมาชิก ทว่ายังมีตำรวจตรวจในด่านเกือบสุดท้ายนั่นก็คือศาลรัฐธรรมนูญ มาร่วมกันส่งเสียงว่าประชาชนอย่างข้าก็มีหัวใจ พวกเราคือเจ้าของอำนาจอธิปไตยร่วมกัน การกำหนดนโยบาย กฎหมาย พวกคุณต้องฟังเสียงพวกเรา
5. #จับตาการพิจารณาคดี มีเพื่อนเราอีกหลายคนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ยื่นขอสิทธิประกันตัว เพราะฉะนั้นหากปล่อยให้กระบวนการดำเนินไปอย่างเงียบงัน ก็ไม่พ้นว่าเพื่อนเราก็คงจะถูกจองจำและเลือนหายไปจากความทรงจำของสังคม มาร่วมจับตากระบวนการยุติธรรมตั้งแต่การจับของตำรวจ การสั่งฟ้องของอัยการ การพิพากษาของศาลไปจนกระทั่งถึงการคุมขังโดยราชทัณฑ์ไปด้วยกัน
สุดท้ายนี้กาลเวลาอาจไม่ได้อยู่ข้างเราอย่างที่คิด การกระทำของเราต่างหากที่ขับเคลื่อนสังคม มาร่วมกันต่อสู้ในวิธีการของคุณไปด้วยกันนะ
.....

Bencha Saengchantra - เบญจา แสงจันทร์
17h·

โลกรายงานข่าว “อานนท์ นำภา”

สื่อระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น BBC , AP, Reuters,Aljazeera, the Guardian, Broomberg, South China morning Post และ Time ต่างรายงานข่าวใหญ่ของไทย กรณีศาลสั่งจำคุก ‘อานนท์’ 4 ปี ไม่รอลงอาญา ด้วยคดี ม.112 จากการปราศรัยทางการเมือง
Cr. Arm Worawit

ท่ามกลางกระแสกดดันในประเทศไทยให้ #ยกเลิกม112 แต่การใช้ ม.112 กลับทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

ไม่ใช่แค่ในไทย แต่หลายประเทศทั่วโลกก็กังวล และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปรับปรุงกฎหมายให้เป็นสากลเป็นที่ยอมรับจากสังคมโลก

ปัญหาการใช้ ม.112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง กำจัดผู้เห็นต่าง-ปิดกั้น-ริดลอน เสรีภาพในการแสดงออกของพี่น้องประชาชน ไม่เว้นแม้แต่ ทนายความ นักวิชาการ อาจารย์ นักการเมือง นักกิจกรรม การทำเช่นนี้จะส่งผลกระทบแง่ลบไปถึงภาพลักษณ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย

#อานนท์นําภา

รู้หรือไม่? ‘อานนท์ นำภา’ ไม่ใช่พ่อลูกอ่อนคนเดียวในเรือนจำ เพื่อนๆคดีชุมนุมดินแดงที่ติดคุกไปก่อนหน้านี้ มีพ่อลูกอ่อน อยู่อีก 4 คน!


อานนท์ นำภา
19h ·

สวัสดีตอนเช้า รู้หรือไม่?

‘อานนท์ นำภา’ ไม่ใช่พ่อลูกอ่อนคนเดียวในเรือนจำ เพื่อนๆคดีชุมนุมดินแดงที่ติดคุกไปก่อนหน้านี้ มีพ่อลูกอ่อน อยู่อีก 4 คน!

แบงค์ ณัฐพล อายุ 21 ปี เมียกำลังท้อง 4 เดือน
ถูกกล่าวหาร่วมเผารถยนต์ตำรวจ สน.ดินแดง หลังเหตุการณ์ชุมนุม #ราษฎรเดินไล่ตู่ หรือ #ม็อบ11มิถุนา2565 หลังเมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2566 ศาลอาญาพิพากษาจำคุก ณัฐพล 3 ปี ถูกขังมาแล้ว 29 วัน
.
แก๊ป ธีรภัทร อายุ 22 ปี ลูกอายุ 10 เดือน
อัยการสั่งฟ้องและศาลไม่ให้ประกันตัว เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2566 ในข้อหาร่วมกันกระทําให้เกิดระเบิด และร่วมกันพยายามทําร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน จากการปาวัตถุที่ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนคล้ายระเบิดใส่รถสายตรวจ ในระหว่างการชุมนุมของกลุ่ม #ทะลุแก๊ส คืนวันที่ 31 ต.ค. 2564 บริเวณดินแดง

‘ป่าน’ ปฐวีกานต์ อายุ 27 ปี มีลูก 2 คน 8 ขวบ กับ 3 ขวบ
อัยการสั่งฟ้องเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2566 ในข้อหาร่วมกันกระทําให้เกิดระเบิด และร่วมกันพยายามทําร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน จากการปาวัตถุที่ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนใส่รถสายตรวจ ในระหว่างการชุมนุมของกลุ่ม #ทะลุแก๊ส คืนวันที่ 31 ต.ค. 2564 บริเวณดินแดง ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี

ทั้งคู่ถูกขังมาแล้ว 41 วัน
.
บาส ประวิตร อายุ 20 ปี ลูก 2 คน อายุ 4 ขวบ กับ 6 เดือน
ศาลอาญาพิพากษาในความผิดข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และวางเพลิงเผาโรงเรือนฯ รวมจำคุกทั้งสิ้น 6 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงการลงโทษ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2566 จากกรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกันวางเพลิงป้อมตำรวจจราจร บริเวณใต้ทางด่วนดินแดง ภายหลังการชุมนุม #ม็อบ10สิงหา เมื่อปี 2564 ถูกขังมาแล้ว 79 วัน
.
เห็นข้อหาแบบนี้ บางคนอาจจะบอกว่าสมควรแล้ว ทำตัวเอง หรือ ไปหาเรื่องทำไม หนักไปจนถึงขั้นไม่ขอนับรวมเพื่อนๆผู้ต้องขังคดีอาวุธว่าเป็นคดีการเมือง แต่แอดอยากให้มองว่าพวกเขาเป็นคนอายุน้อยที่โตมากับเผด็จการอย่างยาวนาน เพิ่งจะยี่สิบในช่วงปี64-65 บางคนไม่สามารถลืมตาอ้าปากในยุคนั้นได้ ต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัวพ่อแม่ ทุกคนล้วนเป็นเสาหลักของบ้านตัวเอง
.
วิธีการต่อสู้แม้ดูเหมือนเป็นทางเลือก จะทำแบบไหนก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ แต่ถึงที่สุดยังมีอีกหลายปัจจัยที่เราไม่สามารถทราบได้ว่าทำไมคนคนหนึ่งเลือกวิธีนั้นๆเพื่อต่อสู้ ที่สำคัญหลายๆคนในกลุ่มคดีนี้ ต่อสู้ว่าไม่ได้กระทำความผิดมาตลอด แต่ไม่ได้รับการประกันตัวเพราะเป็นคดีอาวุธ
.
หากถอยหลังมามองโดยรวม ก็จะสามารถทราบได้ไม่ยากว่าไม่มีใครที่อยากลุกขึ้นมาเสี่ยงหาคุกหาตารางให้ตัวเอง ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ์ในด้านต่างๆ ให้ถูกจับ ถูกขัง ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องสิทธิวิธีไหนก็ตาม ถ้าพวกเขากินอิ่ม นอนอุ่น ถ้าประเทศนี้ดี ก็จะไม่มีใครต้องติดคุกเพราะออกมาชุมนุมทางการเมือง
.
สนใจ เห็นใจ พยายามทำความเข้าใจ เพื่อนๆหรือจะเรียกว่าเป็นน้องๆก็ได้ อย่างน้อยก็ควรให้การยอมรับว่าพวกเขาก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาต่อสู้ เรียกร้องสิทธิในช่วงเวลานั้นและมุ่งหวังอยากให้ประเทศดีขึ้นไม่ต่างจากคนอื่นๆเลย

ข้อคิดจาก อานนท์ นำภา “ผมว่าสังคมมันต้องไปข้างหน้า ทุกการต่อสู้จะมีคนบาดเจ็บ ดูแลคนที่บาดเจ็บ อย่าให้เขาตกหล่นไปในสังคม คนที่มีแสงก็ต้องดูแลคนที่ไม่ค่อยมีแสง สู้มาด้วยกัน ค่อย ๆ ประคับประคองกันไป... ”


The Active
Yesterday·

“ผมว่าสังคมมันต้องไปข้างหน้า ทุกการต่อสู้จะมีคนบาดเจ็บ ดูแลคนที่บาดเจ็บ อย่าให้เขาตกหล่นไปในสังคม คนที่มีแสงก็ต้องดูแลคนที่ไม่ค่อยมีแสง สู้มาด้วยกัน ค่อย ๆ ประคับประคองกันไป
นำเสนอความจริงต่อสังคม แม้ว่าความจริงจะนำไปสู่การบาดเจ็บ หรือรายจ่ายที่เราต้องมี
ทุกคนไม่ได้เสียดายรายจ่ายที่เสียไป ถ้าบทบาทจะถูกจำกัดด้วยการถูกขังหรือติดคุก ให้ถือว่าสิ่งที่เราสู้มา เราทำดีที่สุดแล้ว”
.
'อานนท์ นำภา' ทนายความ และผู้ต้องหาคดีอาญามาตรา 112 ให้สัมภาษณ์ The Active เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2566
.
.
ดูบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม https://theactive.net/video/politics-20230925/
.
#อย่าลืม #อานนท์นำภา #TheActive #ThaiPBS


อย่าลืม ความสูญเสีย หยุดขยายอำนาจ ทำลายนิติรัฐ : อานนท์ นำภา (25 ก.ย. 2566)


ทำไม อ.ธำรงศักดิ์ ถึงมองว่ารัฐบาลเศรษฐาโชคร้าย ? อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบ


ทำไม อ.ธำรงศักดิ์ ถึงมองว่ารัฐบาลเศรษฐาโชคร้าย ? อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบ

มติชนสุดสัปดาห์ - MatichonWeekly

Premiered Sep 21, 2023

ธํารงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ : ระบอบที่ชักใยโดยรัฐทหาร รัฐบาลเศรษฐาเป็นรัฐบาลโชคร้ายยืนอยู่บนฐานการพูดไม่จริง ? จุดเริ่มต้นของจุดจบเมื่อเริ่มด้วยการไร้ความชอบธรรม

แซะเธออีกแล้ว...

 
19h
·
ท่าแรกของการแข่งขี่ม้าแบบ Prix St-Georges คือขี่ม้าเข้ามาทำ Salute คือม้าต้องสะบัดเท้าแล้วหยุดนิ่ง แล้วคนขี่ก็ต้องนิ่ง แล้วสะบัดมือเพื่อทำความเคารพกรรมการ
หญิงขี่เข้าสนามมา ทำ Salute คนพากย์ภาษาไทยก็บรรยาย นิ่งมากครับ ทรงทำได้ดี คือเมิงงงง ดูช่องเดียวกะกุอยู่ปะเนี่ย 555 อิเดาะ เลยไปหาคลิปมาเทียบให้ดูว่า "นิ่ง" ของการ salute มันเป็นยังไง

สมเด็จพระจักรพรรดินีศรีศศิเฌอปรางวัชรสุภางควดี
คนขี่ม้าเป็น มันขี่กันตัวตรง ดูสบาย ดูเจ้าชาย ดูไฮโซ แต่อีพวกเด็กล้างคอกม้ามาขี่ ยังไง้ยังไง มันก็ยังเป็นกับเด็กล้างคอก โยกไปเยกมา เห็นแล้วอึดอัดแทน อิเดาะ
...
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามอยู่ที่นั่น
ความเห็นคนอื่นๆ https://www.facebook.com/watch/?v=313555634597048&t=0


จับโป๊ะ ข่าวในพระราชสำนักรายงานข่าวหญิงสิริวัณณวรีแข่งเอเชียนเกมส์ บอกแต่ว่าทรงทำผลงานได้เป็นที่พึงพอใจ แต่ไม่รายงานผลว่าตกรอบแล้ว

https://www.facebook.com/watch/?v=808945894311330&t=0
สมเด็จพระจักรพรรดินีศรีศศิเฌอปรางวัชรสุภางควดี
1h·

ขำแฮง!! โป๊ะแตกหนักมาก ข่าวในพระราชสำนักรายงานอัจฉริยภาพหญิงขี่ม้า!!
------------------------------
ข่าวในพระราชสำนักรายงานข่าวหญิงสิริวัณณวรีแข่งเอเชียนเกมส์ บอกแต่ว่าทรงทำผลงานได้เป็นที่พึงพอใจ แต่ไม่รายงานผลว่าตกรอบแล้ว และคะแนนห่างไกลจากคนเข้ารอบด้วย ผู้ประกาศอธิบายรายละเอียดการแข่งขันหมดทุกอย่าง บอกคัดเอา 15 คนที่ได้คะแนนดีที่สุดไปแข่งวันต่อไป คนฟังก็รอฟังผลการแข่งขันของหญิง แต่ไม่รายงานเฉยเลย ตัดจบแบบงงสุด ๆ 555555
ตัดมาเป็นบทสัมภาษณ์หญิง หญิงเองก็สัมภาษณ์ได้มั่นพระพักตร์มากกก บอกว่าทำได้ดีกว่าเมื่อวาน หญิงทำได้ไหลลื่น แต่กรรมการกดคะแนนหญิงมาก (กล้าพูด 5555) ตอนนี้ก็เตรียมตัวสำหรับการแข่งขัน Freestyle ในวันพรุ่งนี้ไว้แล้ว ....
หยุดดดดด เมิงง จัดฉากกันประหนึ่งว่าหญิงทำผลงานได้ดีแล้วจะไปชิงเหรียญพรุ่งนี้ ไม่มีรายงานซักคำว่าตกรอบแล้วจ้า หญิงเองก็พูดอ้อม ๆ ค้อม ๆ ว่าเตรียมตัวสำหรับพรุ่งนี้ไว้แล้ว แต่ไม่กล้าพูดว่าจะไม่ได้ใช้
โอ๊ยย นี่มันสมัยไหนแล้ว ยังมีคนดูข่าวพวกนี้อยู่มั้ยเนี่ย 5555555555 แทนที่ยอมรับไปตรง ๆ ว่าไม่มีอัจฉริยภาพ แล้วก็ไปหาอย่างอื่นที่ถนัดทำ
.....

สมเด็จพระจักรพรรดินีศรีศศิเฌอปรางวัชรสุภางควดี
8h·

หญิงตุ้บแล้วจ้าาาา
การแข่งขันประเภทบุคคลวันแรก ใช้การทดสอบแบบ Intermediate I คัดเลือก 15 คนที่ได้คะแนนสูงสุด ให้โควต้าชาติละ 2 คน เพื่อแข่งขันในรอบชิงเหรียญทอง วันพรุ่งนี้
ผลปรากฏว่าเด็กไทย 2 คน นักกีฬาหน้าใหม่ อายุ 22 กับ 21 ปี คว้าลำดับ 12 และ 14 ผ่านเข้ารอบชิงเหรียญทองต่อไป
ส่วนนักกีฬาหน้าเก่า ที่แข่งในนามทีมชาติมาแล้ว 10 ปี จนกระทั่งนักกีฬาทีมชาติคนอื่นเขาเอือมระอา ถอนตัวจากทีมชาติกันไปหมดแล้ว ได้ลำดับที่ 25 ถูกคัดออก ไม่ผ่านเข้าไปในรอบชิงเหรียญรางวัลได้
เสียจัยยยยย น้องม้า Samba King ตั้งแต่มีเจ้าของใหม่ก็ไม่ได้สัมผัสรางวัลในระดับนานาชาติอีกเลย


สมเด็จพระจักรพรรดินีศรีศศิเฌอปรางวัชรสุภางควดี
17h·
แข่งแล้วจ้าาาา
พังพินาศกว่าเดิม หญิงแข่งจบแล้วได้ 59.618 คะแนน ในขณะที่ "ตัวสำรอง" ของทีมชาติไทยอย่างน้องคลาร่า วัย 21 ปี ล่อเข้าไป 65.441 คะแนน จุก ๆ
ที่หญิงบอกขอบคุณเสียงคนไทย ทั้งกองเชียร์และพี่ ๆ สื่อมวลชนที่ตามมาเชียร์กันเสียงดังมาก เสียงเชียร์ของคนไทยคือพลังของหญิง แต่ทำไมเท่าที่ดูจากสแตนด์มันก็เงียบ ๆ นะหญิง เสียงเชียร์ทิพย์แบบนี้ได้ด้วยหรอคะ 555555555

มึงมานั่งเฝ้านะ พ่อเมืองนครพนม ผุดไอเดียกระดิ่งร้องทุกข์🔔 เพิ่มช่องทางบำรุงสุขให้ประชาชน


https://www.facebook.com/baitongpost/posts/6742350739180031?ref=embed_post
Atukkit Sawangsuk
7h ·
เต็มไปด้วยคนกดหัวเราะ

น.ส.พ. ตระเวนข่าว is with น้ำโขงฮอตนิวส์ โดยสุวิวัฒน์ ทาทอง.
September 25·

นครพนม /พ่อเมืองนครพนม ผุดไอเดียกระดิ่งร้องทุกข์ เพิ่มช่องทางบำรุงสุขให้ประชาชน
.
นายวันชัย จันทร์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เปิดเผยที่มาของการแขวนกระดิ่งร้องทุกข์ว่า วันนี้เป็นวันประชุมกรมการจังหวัด ถือเป็นฤกษ์งามยามดีของจังหวัดนครพนม จึงได้เชิญชวนท่านทั้งหลายมาแขวนกระดิ่งบำบัดทุกข์ บำรุงสุข เพื่อที่จะได้ให้กระดิ่งนี้เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ให้มีการทดลองแขวนกระดิ่งร้องทุกข์ที่อำเภอบ้านแพงเป็นอำเภอแรก โดยในการปฏิบัติงานงานของข้าราชการเราที่เป็นข้าของแผ่นดิน คือการดูแลพี่น้องประชาชนแก้ไขปัญหาให้ทุกคนมีความสุข ทำให้คิดถึงพ่อขุนรามคำแหงที่ท่านได้เขียนลงในหลักศิลาจารึก เกี่ยวกับใครที่มีความเดือดร้อนหรือมีปัญหาต่าง ๆ โดยในศิลาจารึกได้เขียนไว้ว่า
“...ในปากประตูมีกะดิ่งอันณึ่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปก กลางบ้านกลางเมือง มีถ้อยมีความ เจ็บท้องข้องใจ มักจักกล่างเถิงเจ้าเถิงขุนบ่ไว้ ไปลั่นกะดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียกเมือถาม สวนความแก่มันด้วยซื่อ ไพร่ในเมืองสุโขทัยนี้จึ่งชม”
ทำให้ได้จำว่าพ่อขุนรามคำแหงแขวนกระดิ่งไว้ ใครมีความเดือดร้อนอะไรต่าง ๆ ก็จะมาสั่นกระดิ่ง จึงได้น้อมนำแนวความคิดพ่อขุนรามคำแหงมาปรับใช้กับการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้พี่น้องประชาชนจังหวัดนครพนม และจากการทดลองแขวนกระดิ่งร้องทุกข์ที่อำเภอบ้านแพงถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี จึงได้มีการรายงานให้ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยได้รับทราบ ซึ่งท่านก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี จึงมีการขยายผลไปยังทุกอำเภอ ทำให้ในตอนนี้ทั้ง 12 อำเภอมีการแขวนกระดิ่งครบหมดแล้ว ในส่วนของจังหวัดจริง ๆ แล้วดำเนินการเสร็จนานแล้ว แต่ด้วยติดในเรื่องของฝนที่ตกลงมาจึงยังไม่ได้มีการติดตั้ง และในวันนี้ที่อากาศปลอดโปร่งอีกทั้งเป็นการประชุมคณะกรมการจังหวัดที่ทุกภาคส่วนมาร่วมประชุมหารือข้อราชการร่วมกัน จึงได้ถือเอาฤกษ์ดีในวันนี้แขวนกระดิ่งร้องทุกข์ ทั้งที่บริเวณศาลากลางจังหวัดนครพนม และที่หน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นเครื่องหมายเชิงสัญลักษณ์ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชน เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการรับเรื่อง จึงถือโอกาสนี้ในการแจ้งบอกข่าวไปยังพี่น้องประชาชนที่มีเรื่องเดือดร้อน สามารถมาใช้บริการได้ โดยในส่วนของศาลากลางจังหวัดนครพนมได้มีการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครพนมมารับเรื่องร้องทุกข์ร้องเรียน ส่วนที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมได้มอบให้เจ้าหน้าที่กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดนครพนมที่เข้าเวรรับเรื่องร้องเรียน เพื่อรายงานปัญหาดังกล่าวให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และนำไปสู่การแก้ไขที่มีความรวดเร็วที่สุด
Didy 2013