วันพุธ, กันยายน 23, 2569

โครงการปฏิรูประบบราชครั้งใหญ่ชนิดเรียกได้ว่าเป็น ‘tall order’ (งานยากชิบ!) ของรัฐบาลอนุทิน จะลบล้างข้อครหาที่กระหึ่มมาหนักหน่วงเรื่องคอรัปชั่นได้ไหม

โครงการปฏิรูประบบราชครั้งใหญ่ชนิดเรียกได้ว่าเป็น ‘tall order’ (งานยากชิบ!) ของรัฐบาลอนุทิน ที่กำลังจะเป็น ๒.๕ เมื่อจะมีพรรคกล้าธรรมของ ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้าร่วมแน่นอน จะลบล้างข้อครหาที่กระหึ่มมาหนักหน่วงเรื่องคอรัปชั่นได้ไหม

ก็ต้องไปรอดูกันในปี ๒๕๗๕ ได้ฉลองครบรอบร้อยปีเปลี่ยนแปลงการปกครองพอดี และจะทำให้เนวิน อนุทิน ธรรมนัส อ้อ แล้วยศชนันอีกคน ชุบตัวได้เป็นคณะผู้ก่อการดีอีกรุ่นได้ไหม ชาวบ้านอาจจะต้องรอและลุ้นกันนานและหนักหน่อย

ก่อนอื่นมีคำถามรอมาตั้งแต่เริ่มมีข่าวว่า คณะผู้ริเริ่มก่อการมอบหมายให้ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นผู้รับผิดชอบและเป็นผู้ร่างเค้าโครงสร้างคร่าวๆ ของการปฏิรูปชิ้นนี้ จะแน่แช่แป้งแค่ไหน ก็ต้องคอยติดตามรายละเอียดกันไว้ใกล้ชิดหน่อย อย่าชะล่าใจ

เพราะมี ผู้กองแป้ง มาร่วมอีกคน ใช่จะว่าอย่างโน้นอย่างนี้ ประวัติการไม่ค่อยสุจริตมีอยู่ที่ออสเตรเลีย ถึงจะ “คนละเรื่อง” แต่ก็ระนาบ “เดียวกัน” กับที่ดินเขากระโดง และสัมปทานสัปปายะสภาสถาน ล้วนแต่เรื่องยังไม่เคลียร์ทั้งนั้น จะผันผายไปเรื่องอื่นๆ มักง่าย ไปมั้ง

นักข่าวถามยศชนันว่า “ผู้กองมาแล้ว” เพื่อไทยจะว่าไง อาจารย์ บอกไม่มีอะไรนี่ เราก็ทำ ๕ กระทรวงของเราไป ตามโควต้าที่ได้มา ไม่รู้ว่าหมายตีตราเอาไว้ “ของข้าใครอย่าแตะ” หรือเปล่านะ ยิ่ง ไผ่ ลิกส์ ฉวยคุยโตแทนว่า (นาย) เขา

ถอดนาฬิกาคาสิโอสลักชื่อนายกฯ ให้ผู้กองไว้กับมือเป็นสินสอดเลยเชียวนะ รักแท้ถ่านไฟเก่า โบราณว่ามันขลังนักก็ตาม ดังนั้นให้ไปดูกันที่เค้าโครงปฏิรูปราชการดีกว่า จะว่าไปถ้าเพื่อไทยได้ไปร่วมเอี่ยวกับงานนั้น น่าจะเป็นเบี้ยคะแนนนิยมขลังๆ เก็บไว้ใช้

เพราะงานนี้ ปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ.ยังร้อง อื้อฮือ “มันมีความใหญ่ของมันมาก จริง ๆ ต้องให้เครดิตท่านรองนายกฯ ปกรณ์ ต้องให้เครดิตรัฐบาลที่สนับสนุน ให้มีการปรับปรุงระบบข้าราชการในระดับนี้” ถ้าจะมีการลดกรอบอัตรากำลังลง

“ไม่น้อยกว่า ๑๕% จากฐานข้าราชการพลเรือนที่มีอยู่ปัจจุบัน ๔.๑ แสนคน ภายในปีงบประมาณ ๒๕๗๕” ได้จริง ถ้าช่วยกันจ้องดูภายในปีงบประมาณ ๒๕๗๐ ไม่ถึงสิ้นปีก็รู้เรื่องแล้ว ว่านายกฯ จะสามารถกำกับให้งานเดินไปอย่างคล่องแคล่วและโปร่งใส

ตลอดไปถึงวันหมดวาระก่อนสิ้นปี ๗๒ จำเพาะอย่างยิ่งสามารถเอาเนื้องานที่เห็นเป็นผล มาตอบโจทย์ข้อกังขาต่างๆ นานาของฝ่ายค้านได้เป็นส่วนมากที่สุด ไม่ใช่ทำยะโสไม่ตอบอะไร แล้วมัวแต่เล่นลิ้นแซะซอนด้วยโวหารสำนวนเหมือนเดี๋ยวนี้

(https://www.bbc.com/thai/articles/cm89j3dln9w5o และ https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/169032?=IwY2xjawUfk) 

พ่อบุญหนักศักดิ์ใหญ่ใครก็เห็น เขาว่าคนอยู่เป็นมักเล่นใหญ่ กำแพงสูงตลิ่งชันทำมั่นใจ วันหนึ่งพังครืนไปบุญไม่ค้ำ


THE STANDARD
3 hours ago ·

ศิริกัญญาฝากถึงอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ตอบกลับว่า “รอให้บุญถึงก่อนนะครับ” หลังก่อนหน้านั้นได้โพสต์ถึงนายกฯ ใจความว่า ‘อ่านแต่เฟซบุ๊ก ไม่ตอบกระทู้สภา’ รายการ THE STANDARD NOW วันที่ 22 กันยายน 2569

#TheStandardNews
https://www.facebook.com/photo?fbid=1455807553345250&set=a.586524703606877



 
https://www.facebook.com/watch/?v=2306446993460140
.....

ศิริกัญญาตอบอนุทินแล้ว ประเด็นคือ การตรวจสอบของสภาไม่ใช่เรื่องวาสนา แต่เป็น "หน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ" และเป็นการเคารพเสียงของประชาชน ดังนั้น การเข้าสภาเพื่อตอบกระทู้จึงเป็นความรับผิดชอบขั้นพื้นฐานที่ฝ่ายบริหารปฏิเสธไม่ได้
.....

พ่อบุญหนักศักดิ์ใหญ่ใครก็เห็น
เขาว่าคนอยู่เป็นมักเล่นใหญ่
กำแพงสูงตลิ่งชันทำมั่นใจ
วันหนึ่งพังครืนไปบุญไม่ค้ำ
Dharmnan Kantatian





รู้ไหม 27 กันยานี้ มีเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม! ไม่ต้องลงทะเบียนก็ไปเลือกตั้งได้แล้ว! ไม่ว่านายจ้างหรือลูกจ้าง ทุกคนที่จ่ายเงินสมทบ มีสิทธิเลือกคนบริหารเงินของตัวเอง . เช็กลิสต์ก่อนไปคูหา:






https://x.com/PPLEThai/status/2102374855232426165



 

“ฟ้า พรหมศร” อดอาหารผ่านวันที่ 83 พร้อมระลึกถึงมรณานุสติในโรงพยาบาล


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
14 hours ago ·

“ฟ้า พรหมศร” อดอาหารผ่านวันที่ 83 พร้อมระลึกถึงมรณานุสติในโรงพยาบาล
.
.
เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ระหว่างฎีกา เขาเริ่มอดอาหารอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัว และขอโอกาสออกไปดูแลครอบครัว ปัจจุบันฟ้าอดอาหารมาแล้ว 83 วัน
.
เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 ฟ้าถูกส่งตัวจากเรือนจำอำเภอธัญบุรีมาอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ทำให้ได้รับน้ำเกลือ และได้กลับไปกินน้ำ-น้ำหวานอีกครั้ง แต่เขายังยืนยันการอดอาหารต่อไป
.
กลางอาทิตย์ที่ผ่านมา ฟ้ากลับไปลองอดน้ำหวานและปฏิเสธการรับน้ำเกลือ ฟ้าบอกว่าเขาทดสอบตัวเองอีก เขาประเมินอาการวันต่อวัน โดยน้ำหนักลดลงไปเหลือ 50 กิโล และแพทย์ได้ให้วิตามินเสริมกินสามเวลาเช้า กลางวัน เย็น เพราะกลัวว่าร่างกายจะทรุดลงอีก
.
อาทิตย์นี้ ฟ้าแจ้งว่าได้กลับมาจิบน้ำหวานแล้ว เขาเล่าว่าเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้เจาะวัดค่าน้ำตาล พบว่าค่าต่ำมาก อยู่ที่ 58 ความดันประมาณ 82 แต่ถ้าเหนื่อย ๆ หน่อย ความดันจะอยู่ที่ 90 แพทย์ได้พูดคุยถึงค่าน้ำตาลที่ต่ำมาก จึงให้เขาเลือกระหว่างการรับน้ำเกลือหรือกลับมาจิบน้ำหวาน ฟ้าจึงเลือกกลับมากินน้ำหวานอีกครั้งตั้งแต่วันเสาร์ ต่อมาช่วงบ่ายวันอาทิตย์ ฟ้ารู้สึกไม่ไหว ตัวเย็น หน้ามืด เมื่อเจาะน้ำตาล พบว่าค่าก็ยังต่ำอยู่
.
ส่วนวันนี้ เขารู้สึกมือเย็น เท้าเย็น และวิงเวียนศีรษะ ขณะที่พูดนั้น ฟ้าก็หยิบยาดมขึ้นมาดมตลอด และบอกว่าสิ่งนี้ช่วยฟ้าได้เยอะมาก เขายังพยายามจิบน้ำอยู่ตลอดด้วย
.
ฟ้าบรรยายถึงความรู้สึกโดยรวมว่า รู้สึกทรมานมากในการผ่านไปแต่ละวัน โดยปกติเขาเป็นคนที่ชอบกิน โดยเฉพาะกินขนม แต่ในการอดอาหารทำได้เพียงซื้อขนมไว้ แต่ไม่ได้กิน จึงพยายามแบ่งปันให้ผู้ต้องขังคนอื่น ๆ หรือเอาไว้ใส่บาตรในช่วงเช้า
.
อาทิตย์ที่ผ่านมา ฟ้ายังเล่าถึงภาวะในโรงพยาบาล ที่ตั้งแต่เขาเข้ามา ก็พบว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตไปหลายคน เขารู้สึกถึง “มรณานุสติ” บ่อยครั้ง ในนี้ การได้พิจารณาถึงความเจ็บความตาย ทำให้ฟ้ารู้สึกสงบได้ หลายคนต้องจากไปเพราะไม่สามารถรักษาได้แล้ว เมื่อเทียบกับฟ้า หากเขากลับมาค่อย ๆ กิน ก็สามารถอยู่ไปได้ ทำให้ได้ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ และระลึกถึงความรู้สึกอยากบวชในสมัยก่อน
.
ฟ้ายังคงกังวลเรื่องคดีมาตรา 112 ที่มีนัดสืบพยานที่พัทลุงในวันที่ 29-30 ก.ย., 1 ต.ค. นี้ เขาเล่าว่าครั้งที่แล้ว ถูกนำตัวนั่งรถไป แม้ไม่ได้อดอาหาร ก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยมาก รู้สึกไกลมาก และการเดินทางไปในสภาพถูกคุมขังก็ทำให้รู้สึกเศร้าด้วย ครั้งนี้เขาจึงหวังว่าจะได้พิจารณาคดีผ่านระบบคอนเฟอเรนซ์ แต่ยังต้องรอคำสั่งศาลต่อไป
.
ฟ้ายังรับฟังข่าวสารและสถานการณ์ภายนอก เขาให้ความสนใจเรื่องนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน และปัญหาการพัฒนาของ AI โดยระหว่างรับฟัง ฟ้าจะจิบน้ำเป็นพัก ๆ และสูดยาดมอยู่ตลอด
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/86761
.
“ฟ้า” พรหมศร ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. 2569 หลังศาลฎีกาไม่ให้ประกันตัวระหว่างฎีกา ในคดีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564 ซึ่งถูกศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ลงโทษจำคุก 2 ปี 10 เดือน โดยมีความพยายามยื่นขอประกันตัวมาแล้วทั้งหมด 5 ครั้ง

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1499312288705903&set=a.656922399611567





จบไวกว่าเดิม 49 วัน ศาลฎีกาตัดวันไต่สวน "คดี 44 สส." ออก 4 นัด ทนายพรรคส้มเล็งส่งวิโรจน์ขึ้นเบิกความปากแรกเดือน พ.ย.


วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้รับการขนานนามว่า "นักการเมืองฝีปากกล้า" เขาเป็นอดีต สส. พรรคส้ม 3 ยุค ตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชน

จบไวกว่าเดิม 49 วัน ศาลฎีกาตัดวันไต่สวน "คดี 44 สส." ออก 4 นัด ทนายพรรคส้มเล็งส่งวิโรจน์ขึ้นเบิกความปากแรกเดือน พ.ย.

หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Publishedเมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว

ศาลฎีกาแจ้งยกเลิกวันนัดไต่สวนพยานบุคคลที่ฝ่ายอดีต สส. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ขอนำสืบ 4 นัดในเดือน เม.ย.-พ.ค. 2570 ซึ่งจะทำให้กระบวนพิจารณาเสร็จสิ้นเร็วขึ้น ในระหว่างเปิดไต่สวน "คดี 44 สส." นัดที่ 2

พยานบุคคลที่ขึ้นเบิกความในวันนี้ (22 ก.ย.) มีจำนวน 3 ปาก ทั้งหมดเป็นข้าราชการและข้าราชการบำนาญสังกัดสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) ซึ่งมาให้การในฐานะพยานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้ร้อง ประกอบด้วย
  • ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขณะเกิดเหตุ ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสภาฯ กำกับดูแลสำนักการประชุม
  • นางสินี ส้มมี อดีตผู้อำนวยการสำนักการประชุม สผ.
  • นายสุวัฒน์ คีรีวิเชียร นิติกร ชำนาญการพิเศษ สผ.
คดีนี้ ป.ป.ช. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้พิจารณาวินิจฉัยว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กับพวกรวม 44 คน กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ มาตรา 112) เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2564

นอกจากผู้ว่าความของ ป.ป.ช. และทนายความผู้รับมอบอำนาจจากอดีต 44 สส. พรรค ก.ก. ในฐานะผู้คัดค้าน ยังมีอดีต สส. ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีนี้ เข้าร่วมรับฟังการไต่สวนในห้องพิจารณาคดีเช่นเคย

ไต่สวนนัดสุดท้าย 30 มี.ค. 2570


ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้อง "คดี 44 สส." เอาไว้พิจารณาวินิจฉัยเมื่อ 24 เม.ย. โดยไม่ได้มีคำสั่งให้ 10 สส. ซึ่งปัจจุบันสังกัดพรรคประชาชนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวน ศาลได้อ่านรายงานกระบวนพิจารณา โดยให้นัดไต่สวนครั้งต่อไป 20 ต.ค. ซึ่งยังคงเป็นพยานของฝ่ายผู้ร้อง โดยคาดว่าจะเป็นอดีต สส.ก้าวไกลที่ไม่ได้ร่วมลงลายมือชื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 และเคยไปให้การชี้แจงข้อเท็จจริงในชั้น ป.ป.ช. มาแล้ว

ศาลยังได้แจ้งปรับปรุงวันนัด โดยยกเลิกการไต่สวน 4 นัดสุดท้ายคือ วันที่ 20 เม.ย., 27 เม.ย., 11 พ.ค. และ 18 พ.ค. 2570 เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าพยานบุคคลของฝ่ายผู้คัดค้านหลายคนเป็นนักวิชาการน่าจะนำสืบในประเด็นเดียวกัน ไม่มีข้อเท็จจริงให้ซักถามมากนัก อย่างไรก็ตามศาลยังคงไว้ซึ่งจำนวนพยานในบัญชีตามที่ฝ่ายผู้คัดค้านยื่นมาตั้งแต่ต้น และขอให้ผู้คัดค้านจัดทำตารางลำดับการไต่สวนพยานแล้วเสนอต่อศาลภายใน 15 วัน

บีบีซีไทยรายงานเพิ่มเติมว่า เดิมศาลฎีกาวางกรอบการไต่สวน "คดี 44 สส." เอาไว้ราว 10 เดือน เริ่มต้นนัดแรก 25 ส.ค. 2569 และจะไปสิ้นสุด 18 พ.ค. 2570 โดยกำหนดให้สืบพยานบุคคลรวม 69 ปาก ใน 21 นัด แบ่งเป็น พยานฝ่ายผู้ร้อง 9 ปาก รวม 4 นัด และพยานฝ่ายผู้คัดค้าน 60 ปาก รวม 17 นัด เมื่อศาลให้ตัด 4 นัดสุดท้ายออกไป จึงเหลือการไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้าน 13 นัด นั่นหมายความว่าพยานปากสุดท้ายจะขึ้นเบิกความในวันที่ 30 มี.ค. 2570 หรือจบไวกว่าเดิมถึง 49 วัน ทั้งนี้มีข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างศาลกับคู่ความว่าให้นำพยานบุคคลขึ้นไต่สวนให้ได้ 4-5 ปากต่อนัดเพื่อกระชับเวลา

นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากฝ่ายผู้คัดค้าน เปิดเผยว่า ต้องปรับปรุงตารางบัญชีพยานใหม่ แต่ในการไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้านนัดแรกในเดือน พ.ย. จะมีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ขึ้นเบิกความเป็นปากแรก และยืนยันว่านักการเมืองคนสำคัญของพรรคทั้งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรค ก.ก. และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) จะมาเบิกความด้วยตนเอง แต่ต้องหารือเพื่อยืนยันตารางเวลาที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งหลังศาลตัดวันนัดไต่สวนออกไป 4 นัด

สำหรับนายวิโรจน์ เป็นผู้คัดค้านที่ 21 เขาได้รับการขนานนามว่า "นักการเมืองฝีปากกล้า" โดยเป็นอดีต สส. พรรคส้มมา 3 ยุค ตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชน


นิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก สส. กลุ่มใหญ่ของพรรคสีส้มให้ต่อสู้คดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงในศาลฎีกา

ประเด็นสำคัญในการไต่สวนพยานนัดที่ 2

ในการไต่สวนนัดที่ 2 ศาลฎีกาใช้เวลา 2 ชม. ครึ่ง โดยองค์คณะได้ให้พยานทั้ง 3 ปากยืนยันข้อเท็จจริงและความถูกต้องของบันทึกคำให้การที่ยื่นต่อศาล และใช้เวลาซักถามเพียงไม่กี่คำถามเท่านั้น ก่อนเปิดโอกาสให้คู่ความ โดยเฉพาะฝ่ายผู้คัดค้านได้ซักถามคำถามมากมาย

หัวใจสำคัญของการเบิกความของข้าราชการสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) อยู่ที่ "การทักท้วง" เกี่ยวกับเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นผู้ริเริ่มลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมาย โดยมีผู้ร่วมลงชื่อในญัตติที่เสนออีก 43 คน ทั้งนี้ฝ่ายผู้คัดค้านมุ่งซักถามเรื่อง "การรับรู้" ถึงข้อทักท้วงดังกล่าวที่ สผ. ทำหนังสือแจ้งต่อหัวหน้าพรรค ก.ก. แต่เพียงผู้เดียว และอำนาจหน้าที่ในการชี้ขาดเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายที่เสนอ

สำหรับข้าราชการทั้ง 3 คนนี้มีส่วนสำคัญในกระบวนการเสนอความเห็นเมื่อมีสมาชิกเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาสภา โดยตั้งต้นจากนิติกรที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมาย หากพบความบกพร่องก็สามารถประสานงานนอกรอบกับเจ้าของร่างได้ เพื่อขอให้ปรับแก้ร่าง และรายงานให้ผู้บังคับบัญชารับทราบตามลำดับชั้น เริ่มจาก ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานพระราชบัญญัติและญัตติ >> ผู้อำนวยการสำนักการประชุม >> รองเลขาธิการสภาที่กำกับดูแลสำนักการประชุม >> รองประธานสภาที่ได้รับมอบหมายจากประธานสภาให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณากลั่นกรองร่าง พ.ร.บ. และการจัดระเบียบวาระการประชุมสภาเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.



บีบีซีไทยขอสรุปประเด็นสำคัญจากการไต่สวนพยานฝ่าย ป.ป.ช. ทั้ง 3 ปากนี้เอาไว้ ดังนี้
  • ขั้นตอนการเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร, บทบาทของ สส. และกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ในการพิจารณาร่างกฎหมาย
  • การตรวจสอบความถูกต้องของ "รูปแบบ" และ "เนื้อหา" ของร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอให้สภาพิจารณา ซึ่งต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรปี 2562 ข้อ 110 และข้อ 112 รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมาย โดยทนายฝ่ายผู้คัดค้านมุ่งซักถามเพื่อให้พยานยืนยันว่าในขณะที่ 44 เสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีล้มล้างการปกครอง
  • อำนาจหน้าที่ การใช้ดุลยพินิจ และการเสนอความเห็นของฝ่ายประจำ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจของประธานสภาในการสั่งบรรจุร่างแก้ไขมาตรา 112 เข้าระเบียบวาระการประชุม โดยเจ้า มีการอ้างถึงข้อกฎหมาย และ "ประเพณีปฏิบัติ" ภายในสำนักงานเลขาธิการสภา
  • กระบวนการแจ้งข้อทักท้วงจากสำนักงานเลขาธิการสภาถึงนายพิธาและคณะผู้เสนอร่าง หลังพบ "ข้อบกพร่อง" ในร่างแก้ไขมาตรา 112, สส. แต่ละคนมีส่วนรับรู้หรือไม่อย่างไรกับหนังสือทักท้วงดังกล่าว และเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการขอถอนร่างกลับไปปรับปรุงแก้ไข แล้วเสนอร่างใหม่เข้าสภา โดยมี 44 สส. ร่วมลงลายมือชื่อใหม่อีกครั้ง
  • สถานะทางกฎหมายของร่างแก้ไขมาตรา 112 หลังมีข้อทักท้วงจาก สผ., มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ "คดีชุมนุมทะลุเพดาน" ว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง เมื่อ 10 พ.ย. 2564, มีการยุบสภาเมื่อ 20 มี.ค. 2566 และรัฐบาลชุดใหม่ภายหลังเลือกตั้ง ก็ไม่ได้ยืนยันร่าง พ.ร.บ. แก้ไขมาตรา 112 ที่ค้างสภา ทำให้ร่างกฎหมายตกไป

การเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ของ สส.ก้าวไกล และใช้เป็นนโยบายหาเสียงในปี 2566 เป็นเหตุที่ทำให้มีผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย "คดีล้มล้างการปกครอง" เมื่อ 31 ม.ค. 2567 และเป็นเหตุที่ กกต. ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคหลังจากนั้น


https://www.bbc.com/thai/articles/cmx2z1nx0g7po





ทำไม AI ของจีนกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มประเทศ Global South



บทวิเคราะห์ จาก FP

เหตุผลที่แท้จริงที่ AI ของจีนกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มประเทศ Global South

รัฐบาลจีนยินดีเปิดทางให้ผู้อื่นนำเครื่องมือของตนไปใช้ในการพัฒนาต่อยอด

โดย Lizzi C. Lee นักวิจัยด้านเศรษฐกิจจีนประจำศูนย์วิเคราะห์จีน (Center for China Analysis) ของสถาบัน Asia Society Policy Institute และ Zhuoning Li นักศึกษาฝึกงานด้านการวิจัยประจำศูนย์เดียวกัน (บทความจาก Foreign Policy)

ในบทวิเคราะห์ของ Foreign Policy นี้ Lizzi C. Lee และ Zhuoning Li ได้สำรวจเหตุผลที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของจีนกำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหรือ Global South ซึ่งมักจะแซงหน้าทางเลือกจากชาติตะวันตก

ประเด็นหลักและปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ

กลยุทธ์แบบ Open-Weight และ Open-Source

ในขณะที่ห้องปฏิบัติการชั้นนำของสหรัฐฯ (เช่น OpenAI และ Anthropic) มักจำกัดการเข้าถึงโมเดลของตนผ่านระบบปิด (Closed API) และระบบสมาชิกแบบเสียค่าใช้จ่าย แต่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและสถาบันวิจัยของจีน (เช่น โมเดล Qwen ของ Alibaba และ DeepSeek) กลับเลือกใช้กลยุทธ์การเผยแพร่โมเดลแบบ Open-weight (เปิดเผยน้ำหนักของโมเดล) ในวงกว้าง

รัฐบาลจีนสนับสนุนให้นักพัฒนาท้องถิ่น สตาร์ทอัพ และหน่วยงานภาครัฐในประเทศกำลังพัฒนา สามารถนำโมเดลพื้นฐาน (Foundational Models) ของจีนไปใช้งาน ปรับแต่ง (Fine-tune) และพัฒนาต่อยอดได้อย่างอิสระ โดยไม่มีค่าธรรมเนียมลิขสิทธิ์หรือข้อจำกัดที่ยุ่งยากซับซ้อน

ความคุ้มค่าด้านต้นทุนและความต้องการทรัพยากรประมวลผลที่ต่ำกว่า

การเปิดเผยน้ำหนักโมเดล (Open-weight) ช่วยให้ประเทศที่มีทรัพยากรจำกัดในภูมิภาคแอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และละตินอเมริกา สามารถติดตั้งและใช้งานโมเดล AI ที่ปรับแต่งเองได้ภายในประเทศ โดยใช้ฮาร์ดแวร์ระดับกลางที่มีราคาจับต้องได้ แทนที่จะต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ราคาแพงจากชาติตะวันตก

สิ่งนี้ช่วยลดอุปสรรคทางการเงินในการเริ่มต้นโครงการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ของท้องถิ่นลงได้อย่างมาก

อธิปไตยทางดิจิทัลและการปรับให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น

การติดตั้งโมเดลแบบ Open-weight ภายในประเทศช่วยให้แต่ละชาติสามารถควบคุมข้อมูลของตนเองได้มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับอธิปไตยทางดิจิทัลและกฎหมายที่กำหนดให้จัดเก็บข้อมูลไว้ภายในประเทศ (Data Localization)

นักพัฒนาในท้องถิ่นสามารถปรับแต่งโมเดลพื้นฐานของจีนให้รองรับภาษาประจำภูมิภาค ภาษาถิ่น และบริบททางวัฒนธรรม เพื่อสร้างแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์ความต้องการภายในประเทศ แทนที่จะต้องพึ่งพาโมเดลมาตรฐานที่ยึดเอาสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลาง

อำนาจละมุน (Soft Power) เชิงกลยุทธ์และการสร้างความผูกพันในระบบนิเวศเทคโนโลยี

การวางตำแหน่งโมเดลของจีนให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่เข้าถึงง่ายสำหรับระบบนิเวศเทคโนโลยีทั่วโลก ช่วยให้จีนสร้างความผูกพันและการพึ่งพาทางเทคโนโลยีในระยะยาว

เมื่อวิศวกรท้องถิ่นพัฒนาและติดตั้งซอฟต์แวร์โดยใช้สถาปัตยกรรม AI ของจีนเป็นฐาน จีนจะสามารถเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของกลุ่มประเทศ Global South เข้ากับมาตรฐาน ฮาร์ดแวร์ และบรรทัดฐานทางเทคนิคของจีนได้อย่างแนบเนียน

บทสรุปสำคัญ

การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนในกลุ่มประเทศ Global South ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการสร้างโมเดลที่ "ฉลาดที่สุด" หรือล้ำสมัยที่สุดเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการเข้าถึงเทคโนโลยีและความเป็นอิสระในการใช้งานอีกด้วย ด้วยการนำเสนอเครื่องมือที่มีต้นทุนต่ำและเป็นระบบเปิด ซึ่งช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถสร้างระบบของตนเองได้ จีนกำลังประสบความสำเร็จในการครองใจทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและกลุ่มนักพัฒนาทั่วทั้งกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่




อย่าว่าแต่คนทั่วไปเลย แม้แต่ เอกสารลับมากของ กอ. รมน. ก็รู้ว่าการเลือก สว. 2567 นั้นมีพิรุธ และคนที่ได้ผลประโยชน์โดยตรงคือพรรคภูมิใจไทย

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/28727544726885660

Thanapol Eawsakul
2 hours ago ·

อย่่าว่าแต่คนทั่วไปเลย
แม้แต่ เอกสารลับมากของ กอ. รมน. ก็รู้ว่าการเลือก สว. 2567 นั้นมีพิรุธ
และคนที่ได้ผลประโยชน์โดยตรงคือพรรคภูมิใจไทย
.............................
เนื่องจากได้ฟังการเสวนา “กองทัพไอโอ: ไอโอกองทัพ เมื่อกองทัพปฏิบัติการข่าวสารกับประชาชน” เนื่องในวาระครบรอบ 20 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ทำให้ได้กลับไปอ่านเอกสารและฟังอภิปรายของชยพล สะท้อนดีโดยเฉพาะเอกสารเกาะมมีที่น่าสนใจคือ
เอกสารลับมาก
ประมาณการด้านภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักร รอบหนึ่งปี ห้วง 1 ต.ต. 67 ถึง 30 ก.ย. 69
เอกสารนี้ลงนามโดย
พลโทวณัฐ รัตนศิริ
ผู้อำนวยการสำนักการข่าวกอ.รมน.
https://drive.google.com/.../16n2xNG...
ไม่ต้องกกต. หรอกครับ กอ.รมน. ก็รู้ว่าการเลือกสว 2567 นั้นมีพิรุธและคนที่ได้ผลประโยชน์โดยตรงคือพรรคภูมิใจไทยดูเอกสาร หน้า ที่ 20 เป็นประจักษ์พยานได้
……
โดยสถานการณ์ทางการเมืองภายหลังเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา คะแนนการเลือกสว. ลำดับที่หนึ่งถึงหก ของแต่ละกลุ่มอาชีพมีคะแนนสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับลำดับที่ 7 ถึง 10 และเป็นไปในลักษณะคะแนนเกาะกลุ่มกันโดยคะแนนเฉลี่ยประมาณ 50 ถึง 70 คะแนน ขณะที่ลำดับที่ 7 ถึง 10 จะมีคะแนนเฉลี่ยระหว่าง 20 ถึง 30 คะแนน อีกทั้งผู้ได้รับเลือกเป็นสว. จำนวนมากไม่ได้เป็นผู้ที่มีเป็นบุคคลที่มีมีชื่อเสียงโดดเด่นและพบว่ามีสายสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้สว. ที่ได้รับเลือกจำนวนมากมาจากพื้นที่จังหวัดที่เป็นฐานมวลชนของพรรคภูมิใจไทย เช่นจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีสวจำนวนมากที่สุดในประเทศคือ 14 คน ขณะเป็นฐานเสียงของตระกูลชิดชอบ จังหวัดอ่างทองที่มีสว.จำนวน6 คนเป็นพื้นที่ฐานเสียงของตระกูลปริศนันทกุลแ ละจังหวัดอุทัยธานีที่มีสว. จำนวน 5 คนที่เป็นพื้นที่ฐานเสียงตระกูลไทยเศษฐ์
สำหรับผลกระทบทางการเมืองต่อพรรคเพื่อไทยจากผลการเลือกสว. ในภาพรวมที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทยนั้นมีจำนวนน้อยกว่าพรรคภูมิใจไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทยอย่างนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีและนายนิวัตธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกรัฐมนตรีไม่ได้รับเลือก ย่อมส่งผลทางการเมืองโดยตรงต่อพรรคเพื่อไทยทั้งในเรื่องความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์โดยเฉพาะการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่จะจะมีขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อการคุมเสียงของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการพิจารณาบุคคลที่ทำหน้าที่ในหน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระโดยในปีนี้ต้องมีการสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งในหลายองค์กรที่มีมีความสำคัญทางการเมืองอาทิ คณะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินและศาลรัฐธรรมนูญรวมทั้งการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ว่าที่สว. ที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติซึ่งเป็นกลุ่มกลุ่มการเมืองสายอนุรักษ์นิยมนั้นมีจำนวนมากกว่ากลุ่มของพรรคเพื่อไทยซึ่งคาดว่ามีบทบาทในการกำหนดทิศทางวุฒิสภารวมทั้งการแก้ไขรัฐในห้วงต่อไป
..............
กล่าวสำหรับะคะแนนที่เกาะกลุ่ม 1-6 ทั้ง 20 กลุ่มนั้นก็มีพิรุธเพียงพอแล้วที่จะสอบสวนถึงที่สุด เพราะความเป็นไปได้ในทางสถิติแทบไม่มีเลยที่คะแนนจะออกมาเช่นนั้น
ในความเห็นของคุณวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
บอกว่า
“6 คนแรกของทุกกลุ่มฮั้วทั้งนั้น มาเถียงกับผมหลังไมค์ได้ ใช่ครับ ผมโดนฟ้องหมิ่นประมาทแน่ เป็นความเห็นของผม แต่เป็นความเห็นโดยมีเหตุผลประกอบ ฟ้องเลย ผมจะได้เอาหลักฐานที่คุณฮั้วกันไปแฉในศาล”
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1531680592339319&set=pb.100064921771337.-2207520000&type=3




ปิยะ รักสกุล อธิบดี DSI คนใหม่ เกี่ยวข้องยังไงกับคดี “โกงเลือก สว.”


iLaw
6 hours ago ·

ปิยะ รักสกุล อธิบดี DSI คนใหม่ เกี่ยวข้องยังไงกับคดี “โกงเลือก สว.”
.
22 กันยายน 2569 มีรายงานว่า คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง ร้อยตำรวจเอกปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ ให้เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ
.
ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างๆ รายงานประวัติของร้อยตำรวจเอกปิยะ ตรงกันว่า เป็น “ลูกหม้อ” กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยเริ่มจากการเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ต่อมาปี 2558 เป็นรองผู้บัญชาการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมภายใต้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ก่อนจะขยับขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อปี 2565 และย้ายไปเป็นรองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เมื่อปี 2567
.
เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ปิยะ รักสกุล ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติ ภายใต้รัฐบาลอนุทิน 1 และมีพลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยที่อดีตผู้บังคับบัญชาของรุทธพล คือ พลตำรวจตรีฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่ม 2 กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จากจังหวัดบุรีรัมย์
.
ชื่อของร้อยตำรวจเอกปิยะไม่ได้เพียงน่าสนใจในฐานะ “ลูกหม้อ” ของกระทรวงยุติธรรมเท่านั้น แต่เขายังมีชื่อเป็นอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งเป็นผู้พิจารณาสำนวนคดี "โกงเลือก สว." และมีมติ 5:2 ลงความเห็นว่าไม่สั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีโกงเลือก สว. ทั้ง 229 คน เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569
.
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 สำนักข่าวมติชนยังรายงานภาพร้อยตำรวจปิยะ รักสกุล ยกมือไหว้ต้อนรับอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะที่กำลังเดินทางลงมาจากเครื่องบินของกองทัพอากาศ ซึ่งอนุทินเดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดและมอบรางวัลการแข่งขันจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการโมโตจีพี (MotoGP) 2569 ด้วย
.
อ่านต่อได้ที่: https://www.ilaw.or.th/articles/55431 และ https://www.ilaw.or.th/articles/57334

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1524260493080898&set=a.625664036273886





ประเด็นร้อนทางการเมือง : การที่ ร.ต.อ. ปิยะ เป็นหนึ่งในเสียงข้างมากที่ยกคำร้องให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน (คดีฮั้ส สว. ซึ่งมีชื่อนักการเมืองใหญ่และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรวมอยู่ด้วย) แล้วต่อมาได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI คนใหม่ ถูกตั้งคำถามจากสังคมถึงความเชื่อถือ





https://x.com/natlamborghini1/status/2102340469162160243
.....

กรณีของ ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล ซึ่งแต่งตั้งเป็น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คนใหม่ ในการประชุม ครม. นอกเหนือจากประเด็นการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงยุติธรรมแล้ว สิ่งที่ถูกตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คือการที่ชื่อของท่านปรากฏอยู่ในคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต.

มติ 5 ต่อ 2 ยุติคดี: คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ดังกล่าว ได้ลงมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เสียง ให้ "ยกคำร้อง" ในส่วนของคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งสวนทางกับผลการสอบสวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 (ที่เคยทำสำนวนร่วมกับ DSI และเห็นควรให้ดำเนินคดี)

ข้อกังขาเรื่องความสัมพันธ์และผลประโยชน์ขัดกัน: การที่ ร.ต.อ. ปิยะ เป็นหนึ่งในเสียงข้างมากที่ยกคำร้องให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน (ซึ่งมีชื่อนักการเมืองใหญ่และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรวมอยู่ด้วย) แล้วต่อมาได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI คนใหม่ จึงกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่ภาคประชาชนและฝ่ายค้านหยิบมาตั้งคำถามถึงเรื่องระบบอุปถัมภ์ ความเกี่ยวโยง และผลประโยชน์ทับซ้อนในกระบวนการยุติธรรม

ข้อกังขาและปมความเชื่อมโยงในกรณีนี้ ถูกตั้งคำถามอย่างหนักใน 3 มิติหลัก ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาระบบอุปถัมภ์ ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) และธรรมาภิบาลในกระบวนการยุติธรรมของไทย:

1. ความย้อนแย้งระหว่าง DSI กับมติอนุกรรมการ กกต.

บทบาทซ้ำซ้อนในคดีเดียวกัน: ในทางปฏิบัติ DSI เป็นหน่วยงานหลักที่เคยเข้ามาร่วมสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานในคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งสำนวนของฝ่ายสืบสวน (คณะไต่สวนชุดที่ 26) มีความเห็นว่า "มีมูลความผิด"

มติยกคำร้อง: แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ของ กกต. ร.ต.อ. ปิยะ (ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง รองอธิบดี DSI) กลับเป็น 1 ใน 5 เสียงข้างมากที่ลงมติ "ให้ยกคำร้อง" คดีดังกล่าว ส่งผลให้กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนหลุดพ้นจากข้อหาในชั้นนี้

ข้อสงสัย: สังคมจึงเกิดคำถามว่า เหตุใดเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานที่ร่วมสืบสวนจนพบพยานหลักฐาน ถึงลงมติในชั้นอนุกรรมการฯ ตรงกันข้ามกับทิศทางสำนวนการสอบสวนเดิม

2. เงื่อนเวลา (Timing) กับรางวัลทางการเมือง/ตำแหน่ง

กระบวนการแต่งตั้งที่ประจวบเหมาะ: การลงมติยกคำร้องเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการพิจารณาแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงยุติธรรม

ข้อสงสัยเรื่อง "ตั๋ว/รางวัล": ฝ่ายค้านและภาคประชาชนจึงตั้งคำถามเชิงวิพากษ์วิจารณ์ว่า มติยกคำร้องที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและกลุ่มทุน/เครือข่ายการเมืองใหญ่ในสภาสูงนั้น เป็น "เงื่อนไขแลกเปลี่ยน" หรือ "ผลงาน" ที่ส่งผลต่อการได้รับความเห็นชอบจาก ครม. ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI (ตำแหน่งระดับ C10/บริหารระดับสูง) หรือไม่

3. ผลประโยชน์ขัดกันและการทำลายความเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบ

ผู้ถูกกล่าวหาคือฝ่ายบริหาร/ผู้มีอำนาจ: เมื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีมีทั้งนักการเมืองระดับชาติและบุคคลที่เชื่อมโยงกับฝ่ายบริหาร การที่ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบ (อนุกรรมการ กกต.) ได้รับการแต่งตั้ง/โปรโมตโดยฝ่ายบริหารในเวลาต่อมา จึงขัดกับหลักการพื้นฐานของ "ความเป็นกลางทางการเมือง" และ "ความปราศจากอคติ"

กระทบความน่าเชื่อถือของ DSI: DSI เป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมายในคดีพิเศษที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือสูง เมื่อผู้นำองค์กรคนใหม่มีประเด็นข้อกังขาเรื่องมติยกคำร้องคดีระดับชาติ ย่อมส่งผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนต่อการทำคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจทางการเมืองในอนาคต









 

ทำไมเราจึงต้องเสนอร่าง #NOระบอบสีน้ำเงิน ชวนดูข้อเสนอ สสร. ผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในร่างแก้รัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย เทียบกับร่างที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอกัน ยืนยันว่า #ไม่เอาอำนาจสว และ สสร.ต้องเลือกตั้ง 100% ‼️เรื่องนี้รายละเอียดเยอะแต่สำคัญ ช่วยกันสื่อสาร








https://x.com/iLawclub/status/2102408443974049802
.....

แบบคร่าวๆก่อน

เปรียบเทียบข้อเสนอเกี่ยวกับ สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เพื่อเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ระหว่าง ข้อเสนอพรรคภูมิใจไทย และ ข้อเสนอ CONFORALL (ร่างของภาคประชาชน) โดยสรุปรายละเอียดได้ดังนี้

1. ที่มา สสร.
พรรคภูมิใจไทย: รัฐสภา (สส. + สว.) เป็นผู้หยิบเลือก 100%
CONFORALL: มาจากการเลือกตั้ง 100%

2. จำนวน สสร.
พรรคภูมิใจไทย: สสร. จำนวน 100 คน (และมีสำรอง 300 คน)
CONFORALL: สสร. จำนวน 300 คน (แบ่งเขต 150 คน + บัญชีรายชื่อ 150 คน)
 
3. กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
พรรคภูมิใจไทย: มีจำนวน 45 คน (แบ่งเป็น สสร. 30 คน + สสร.สำรอง 15 คน)
CONFORALL: มีจำนวน 35 คน (แบ่งเป็น สสร. 25 คน + ผู้เชี่ยวชาญ 10 คน) โดยเน้นความหลากหลายและการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่ม
 
4. การให้ความเห็นชอบในรัฐสภาก่อนส่งทำประชามติ
พรรคภูมิใจไทย: ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา (มากกว่า 350 คน) ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 4
CONFORALL: ไม่ต้องผ่านรัฐสภา และไม่ต้องใช้เสียง สว.
เมื่อ สสร. ให้ความเห็นชอบแล้ว สามารถส่งเข้าสู่ขั้นตอนการทำประชามติได้เลย




เข้าใจกันยัง ทำไมเราถึงบอกว่า.. "ไทย เป็นประเทศที่มีคนโง่มากที่สุดในโลก" 10 กว่าปี 4 นายก เห็นอะไรดีขึ้นมั่ง⁉️ ปท.อื่น เค้าไปถึงไหนกันแล้ว มีแต่ไทยนี่แหละ ที่ยังย่ำอยู่กับที่






https://x.com/BlackeyeLi4565/status/2102388941429350846


 

เริ่มมีกระแสเรียกร้องให้ นพ.จักรีวัชร วิวัชรวงศ์ หรือ "ท่านอ่อง" กลับมารักษาตัวที่ประเทศไทย อานนท์ นำภา ช่วยเรียกร้องอีก 1 เสียง "ปราชญ์สามสี" หรือ ดร.ลูกบิด โพสต์ว่า ยังไม่อนุญาต อย่าเข้ามา

https://www.facebook.com/pravit.rojanaphruk.5/posts/4711144945779986



อ.สมศักดิ์ โพสต์เพิ่มเติม
ผมเชื่อว่าร้อยละ 99.99 ต้องเห็นว่า ให้คุณอ่องเดินทางเข้ามาเมืองไทยเลย แล้วทำการรักษาโดยด่วน (ผมยังเห็นเพจไอโออย่าง "ปราชญ์สามสี" หรือ ดร.ลูกบิด ว่ายังไม่อนุญาต อย่าเข้ามา)
เรื่องจะได้จบๆกัน แล้วอย่างอื่นค่อยว่าทีหลัง

https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/28237179405908637



รายงานจากสำนักข่าว Associated Press และ Times of Israel ว่า สมาชิกคณะผู้แทนอิหร่านได้เดินออกจากห้องประชุมเพื่อแสดงการประท้วง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เริ่มกล่าวสุนทรพจน์ไปได้ประมาณ 10 - อ่านประเด็นสำคัญจากสุนทรพจน์ของทรัมป์ ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

 






https://x.com/nexta_tv/status/2102411345920491691
.....

NEXTA
@nexta_tv

ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:
📌 อเมริกาหวนคืนสู่เวทีโลกแล้ว และในวันนี้ประเทศของเราก็แข็งแกร่งยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา
📌 เศรษฐกิจของเราเป็นที่อิจฉาของคนทั้งโลก โลกทั้งใบต่างได้รับประโยชน์จากความมั่งคั่ง ความแข็งแกร่ง และความคึกคักของอเมริกาที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่
📌 ในขณะที่คนอื่นเอาแต่พูด ผมลงมือทำจริง ในขณะที่คนอื่นพูดเรื่องสันติภาพ ผมสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นจริง ในขณะที่คนอื่นเพิกเฉยต่อภัยคุกคาม ผมกลับเผชิญหน้ากับมัน
📌 เรายุติสงครามในฉนวนกาซาได้สำเร็จ ซึ่งช่วยรักษาชีวิตผู้คนไว้ได้นับพัน
📌 เราจะสามารถยุติสงครามในยูเครนได้รวดเร็วกว่าที่คิด
📌 ผมจะไม่มีวันยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
📌 พวกเขา (อิหร่าน) พัฒนาขีปนาวุธที่สามารถยิงไปถึงยุโรปได้ และพวกเขาก็ภูมิใจกับมันมาก ผมหวังว่าชาวยุโรปจะตระหนักถึงเรื่องนี้
📌 ในปีนี้ รัฐบาลอิหร่านได้สังหารพลเมืองของตนเองไปแล้วกว่า 72,000 คน
📌 กลุ่มก่อการร้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านได้ทรมาน ทารุณกรรม และสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์ไป 1,200 คน ซึ่งรวมถึงชาวอเมริกันจำนวนมากและทารกอีกหลายคน
📌 ผมเชื่อว่าเราจะบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้ทันทีหลังการเลือกตั้ง เพราะมันไม่มีเหตุผลเลยที่พวกเขาจะไม่ทำเช่นนั้น
📌 ผมเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมมือกับเราในการโดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง จนกว่าพวกเขาจะยุติการโจมตีเรือพาณิชย์ ละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ และยุติการสนับสนุนการก่อการร้าย









The Hormuz Letter 
@HormuzLetter 
· 1 ชม. 

ด่วน: คณะผู้แทนอิหร่านทั้งหมดเพิ่งเดินออกจากห้องประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังกล่าวถึงอิหร่าน โดยเขาระบุว่าตนมี "การตัดสินใจครั้งใหญ่ที่ต้องทำ" (อ้างอิงข้อมูลจากสำนักข่าว AP) 

ทรัมป์ตั้งคำถามว่า ข้อตกลงจะช่วยให้อิหร่าน "ฟื้นฟูและสร้างประเทศให้ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเป็นมา" หรือ "ผมควรทำลายล้างสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ให้สิ้นซากอย่างรวดเร็ว โดยไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาก่อเหตุฆ่าฟันและทำลายล้างได้อีก? ผมควรส่งพวกเขาลงนรกโดยไม่มีทางรอดและปราศจากความหวังที่จะกลับมายิ่งใหญ่ในอนาคตหรือไม่?" 

รายงานจากสำนักข่าว Associated Press และ Times of Israel ยืนยันว่า สมาชิกคณะผู้แทนอิหร่านได้เดินออกจากห้องประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเพื่อประท้วง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เริ่มกล่าวสุนทรพจน์ไปได้ประมาณ 10 นาที โดยมีรายละเอียดสำคัญจากในที่ประชุมดังนี้: 

เหล่านักการทูตเริ่มทยอยเดินออกเมื่อทรัมป์เข้าสู่ช่วงที่กล่าวถึงปฏิบัติการทางทหารและนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อกรุงเตหะราน โดยระบุว่าเขากำลังเผชิญกับทางเลือกว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปกับอิหร่าน

ผู้ที่เดินออก: ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน และรัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อารักชี ของอิหร่าน ซึ่งเดินทางมายังนิวยอร์กเพื่อร่วมการประชุมสุดยอด ไม่ได้เข้าร่วมฟังการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้ กลุ่มที่เดินออกไปคือเจ้าหน้าที่ระดับรองและผู้แทนที่นั่งอยู่ในโซนที่จัดไว้ให้อิหร่าน อย่างไรก็ตาม ยังมีนักการทูตระดับรองอีกหนึ่งคนนั่งอยู่ในห้องประชุมต่อไป








 

วันอังคาร, กันยายน 22, 2569

วันที่ 21 กันยายน - วันสันติภาพโลก - เหตุใดวันสันติภาพสากลจึงมีความสำคัญในปีนี้



เหตุใดวันสันติภาพสากลจึงมีความสำคัญในปี 2026
  • ในวันที่ 21 กันยายน องค์การสหประชาชาติได้จัดกิจกรรมเนื่องในวันสันติภาพสากล ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งทั่วโลกที่ยังคงดำเนินอยู่
  • หัวข้อหลักของปีนี้คือ 'การลงทุนเพื่อสันติภาพ – เพื่อทุกคน ทุกที่ ทุกวัน' (Invest in Peace – for Everyone, Everywhere, Every Day) โดยทางสหประชาชาติได้เรียกร้องให้ผู้นำโลกเร่งลงมือปฏิบัติการ
  • ความขัดแย้งด้วยอาวุธระหว่างรัฐ (State-based armed conflict) ถือเป็นความเสี่ยงระดับโลกที่สำคัญเป็นอันดับสอง ตามที่ระบุไว้ในรายงานความเสี่ยงระดับโลกประจำปี 2026 (Global Risks Report 2026) ของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum)สถานการณ์สันติภาพของโลกในภาพรวมนั้นถือว่ามีความท้าทายอย่างยิ่ง โดยมีการบันทึกเหตุการณ์ความขัดแย้งด้วยอาวุธที่แยกจากกันถึง 195 เหตุการณ์ในปี 2025 และผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,300 คนทั่วโลกต่างลงความเห็นว่า ความขัดแย้งด้วยอาวุธระหว่างรัฐเป็นความเสี่ยงอันดับสองในปี 2026 รองจากการเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (geoeconomic confrontation) และนำหน้าภัยพิบัติจากสภาพอากาศสุดขั้ว
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่องค์การสหประชาชาติ (UN) จัดกิจกรรมวันสันติภาพสากลในวันที่ 21 กันยายน นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติซึ่งกำลังจะหมดวาระ ได้ย้ำเตือนชาวโลกว่า "สันติภาพไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้เองโดยปราศจากการลงมือทำ"



รายงานความเสี่ยงระดับโลกประจำปี 2026 ระบุว่า "โลกกำลังยืนอยู่บนปากเหว ความวุ่นวายที่เกิดจากสงครามที่มีการใช้อาวุธจริง (kinetic wars) ควบคู่ไปกับการใช้อาวุธทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ กำลังทำให้สังคมแตกแยกมากยิ่งขึ้น"

รายงานฉบับนี้ระบุว่าเรากำลังอยู่ใน 'ยุคแห่งการแข่งขัน' (The Age of Competition) ซึ่ง "เสถียรภาพกำลังถูกสั่นคลอน" จากการที่กลไกความร่วมมือต่างๆ เริ่มเสื่อมถอยลงและรัฐบาลหลายประเทศถอนตัวจากกรอบความร่วมมือพหุภาคี การเผชิญหน้ากำลังเข้ามาแทนที่ความร่วมมือ และความไว้วางใจก็กำลังสูญเสียคุณค่าไป

ข้อมูลจากดัชนีสันติภาพโลก (Global Peace Index) ประจำปี 2025 ชี้ให้เห็นว่ามีจำนวนความขัดแย้งด้วยอาวุธระหว่างรัฐที่กำลังดำเนินอยู่มากที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ดังนั้น หัวข้อหลักของ UN ในปี 2026 ที่ว่า 'การลงทุนเพื่อสันติภาพ – เพื่อทุกคน ทุกที่ ทุกวัน' จึงถือเป็นประเด็นที่สำคัญและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างยิ่ง



วันสันติภาพสากลมีจุดเริ่มต้นอย่างไร?

องค์การสหประชาชาติก่อตั้งขึ้นในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1945 หรือไม่ถึงสองเดือนหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง โดยมีวัตถุประสงค์หลักที่ระบุไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ ได้แก่ "การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ" "การยืนยันความศรัทธาในสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน" "การส่งเสริมความก้าวหน้าทางสังคมและมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น" และการรับรอง "ความยุติธรรมและการเคารพต่อพันธกรณีที่เกิดจากสนธิสัญญาและแหล่งที่มาอื่นๆ ของกฎหมายระหว่างประเทศ" วันสันติภาพสากลได้รับการกำหนดขึ้นในปี ค.ศ. 1981 โดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) และมีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในเดือนกันยายน มติของสหประชาชาติระบุให้วันนี้เป็นวันสำหรับ "การรำลึกถึงและเสริมสร้างอุดมการณ์แห่งสันติภาพ ทั้งภายในและระหว่างประเทศและประชาชนทั้งปวง"

ในอีก 20 ปีต่อมา สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ผ่านมติฉบับที่สอง โดยกำหนดให้วันนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการไม่ใช้ความรุนแรงและการหยุดยิง ซึ่งมุ่งเน้นการยุติการสู้รบ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเจรจา การแก้ไขความขัดแย้ง และการศึกษาเพื่อสันติภาพ

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 เป็นต้นมา วันสันติภาพสากลได้ถูกจัดขึ้นในวันที่ 21 กันยายน

มีการจัดกิจกรรมเนื่องในวันสันติภาพสากลอย่างไรบ้าง?

กิจกรรมเนื่องในวันสันติภาพสากลมีรูปแบบที่หลากหลายทั่วโลก

ในหลายพื้นที่ทั่วโลก วันนี้จะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การยืนสงบนิ่งเพื่อรำลึกถึงสันติภาพ กิจกรรมให้ความรู้เรื่องสันติภาพ การเสวนาแลกเปลี่ยนระหว่างวัฒนธรรม และกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยส่งเสริมความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างวัฒนธรรม

ในแต่ละปี จะมีการจัดพิธีตีระฆังแห่งสันติภาพ (Peace Bell Ceremony) ขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติ ระฆังดังกล่าวถูกหล่อขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1950 จากเหรียญกษาปณ์และเหรียญรางวัลที่ได้รับมอบจากผู้แทนของประเทศสมาชิกสหประชาชาติและเด็กๆ จากทุกทวีปทั่วโลก

"มนุษย์...ต้องทนทุกข์ทรมานจากสงครามมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และ...สันติภาพก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ปรารถนามาอย่างยาวนาน" ชิโยจิ นากางาวะ (Chiyoji Nakagawa) กรรมการบริหารสมาคมสหประชาชาติแห่งญี่ปุ่น ผู้บริจาคระฆังดังกล่าวในปี ค.ศ. 1954 กล่าวไว้

การลงทุนเพื่อสันติภาพ

ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อันที่จริง ข้อมูลจาก Uppsala Conflict Data Program แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งต่างๆ ทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2010

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส กล่าวในพิธีตีระฆังว่า ในขณะที่การดำเนินงานเพื่อสันติภาพชะงักงัน ความรุนแรงและความแตกแยกกำลังทำลายชุมชน และความขัดแย้งทั่วโลกกำลังทวีความรุนแรงขึ้น เหล่าอาสาสมัคร นักรณรงค์ และผู้รักษาสันติภาพต่างก้าวเข้ามามีบทบาทในจุดที่ภาครัฐล้มเหลว


ในวันนี้ ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้ผู้นำโลกยืนหยัดเคียงข้างเรา: จงลงมือปฏิบัติ ลงทุนในแนวทางแก้ไขปัญหา และทุ่มเททำงานหนักเพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนและมั่นคงถาวร

—อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ

https://www.weforum.org/stories/forum-institutional/united-nations-day-of-peace-2026/



The Story of แม่หญิงไฟ้ท์ : นักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้ได้รับผลกระทบปากมูลประกาศชัยชนะก้าวแรก ยุติการปักหลักหน้ากระทรวงพลังงาน เตรียมขับเคลื่อนต่อระดับจังหวัด หลังได้ร่วมสังเกตการณ์และที่ประชุมเห็นชอบตั้งคณะอนุกรรมการพื้นที่

https://www.facebook.com/WHRDPOWER/posts/1723203086475673
The Story of แม่หญิงไฟ้ท์
12 hours ago ·

นักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้ได้รับผลกระทบปากมูลประกาศชัยชนะก้าวแรก ยุติการปักหลักหน้ากระทรวงพลังงาน เตรียมขับเคลื่อนต่อระดับจังหวัด หลังได้ร่วมสังเกตการณ์และที่ประชุมเห็นชอบตั้งคณะอนุกรรมการพื้นที่
.
ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยรายงานสถานการณ์การชุมนุมวันที่ 5 ของ ผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูลคณะกรรมการเพื่อฟื้นฟูชีวิตและชุมชนลุ่มน้ำมูล หรือ ช.ช.ช. สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูลที่หน้ากระทรวงพลังงาน โดยวันนี้ (21 กันยายน 2569) เครือข่ายฯได้บรรลุข้อเรียกร้องพร้อมอ่านแถลงการณ์ประกาศชัยชนะก้าวแรกหลังผู้แทน 2 คนได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมสังเกตการณ์ และที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้งคณะอนุกรรมการระดับพื้นที่ซึ่งต้องมีตัวแทนจากผู้ได้รับผลกระทบ 1,632 ครอบครัวร่วมอยู่ด้วย ก่อนที่ทั้งหมดจะเก็บเต็นท์ยุติการปักหลักหน้ากระทรวงพลังงาน และเตรียมเดินหน้าต่อในระดับจังหวัดเพราะการรับรองรายชื่อทั้ง 1,632 ครอบครัวและผลการศึกษาผลกระทบจากเขื่อนปากมูลยังไม่แล้วเสร็จ
.
ทั้งนี้ก่อนเริ่มการประชุม ช.ช.ช. ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ขอให้ผู้แทนของผู้ได้รับผลกระทบอย่างน้อย 3 คน ได้แก่ นางสมปอง เวียงจันทร์ นายบัวลี โพธิวงศ์ และนางพวงพยอม ขันใหญ่ เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์
ข้อเรียกร้องดังกล่าวสืบเนื่องจากมติของคณะอนุกรรมการรวบรวมข้อมูล หลักฐาน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และกำหนดหลักเกณฑ์ผู้ประกอบอาชีพกลุ่มประมงที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ซึ่งรับรองรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 1,632 ครอบครัวอย่างเป็นทางการ
.
ผู้ได้รับผลกระทบแสดงความกังวลว่า องค์ประกอบของคณะกรรมการชุดปัจจุบันอาจไม่มีผู้แทนที่ครอบคลุมทั้ง 1,632 ครอบครัว และการประชุมอาจไม่สะท้อนข้อเท็จจริง ความต้องการ และเสียงของผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด จึงเรียกร้องให้ผู้แทนที่ผู้ได้รับผลกระทบให้การยอมรับเข้าร่วมสังเกตการณ์ เพื่อรับฟังข้อมูลและนำผลการประชุมกลับไปสื่อสารกับผู้ได้รับผลกระทบ
.
ก่อนเริ่มการประชุม เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานได้ลงมาเจรจากับผู้ชุมนุมและแจ้งว่า ไม่สามารถอนุญาตให้ผู้แทนของผู้ได้รับผลกระทบเข้าร่วมสังเกตการณ์ได้ เนื่องจากมีรายชื่อของนายศักดิ์สิทธิ์ สอดสะอาด เป็นตัวแทนอยู่ในคณะกรรมการแล้ว และตามคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ นายศักดิ์สิทธิ์ไม่ยินยอมให้ผู้แทนของกลุ่มดังกล่าวเข้าร่วม
.
คำชี้แจงดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ชุมนุม ซึ่งตั้งคำถามว่า การอนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมประชุมควรเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในฐานะประธานคณะกรรมการ หรือเป็นมติของคณะกรรมการ มิใช่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบุคคลเพียงคนเดียว
.
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งต่อผู้ชุมนุมว่า ไม่สามารถอนุญาตให้เข้าไปภายในอาคารได้ เนื่องจากกระทรวงพลังงานเช่าพื้นที่จากเอกชนและต้องได้รับอนุญาตก่อน
นายบัวลี โพธิวงศ์ ตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบ ยืนยันว่า ผู้ได้รับผลกระทบเดินทางมาที่กระทรวงพลังงานเพื่อสนับสนุนให้การประชุมเกิดขึ้นและดำเนินต่อไป ไม่ได้มาเพื่อขัดขวางหรือล้มการประชุมตามที่เคยถูกกล่าวหา
.
“เรามาเพื่อสนับสนุนให้มีการประชุมอย่างต่อเนื่อง แต่ในการประชุมนั้นต้องมีตัวแทนของผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงเข้าไปนั่งฟัง คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องและไม่ได้อยู่ในรายชื่อ 1,632 ครอบครัว ทำไมจึงมีอำนาจตัดสินใจแทนผู้ได้รับผลกระทบ”
นายบัวลีกล่าวว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ระดับผู้อำนวยการกองและผู้ตรวจราชการได้ลงมาพูดคุยและแจ้งว่าจะอนุญาตให้ผู้แทนของผู้ได้รับผลกระทบ 2 คนเข้าร่วมสังเกตการณ์ ต่อมาผู้ได้รับผลกระทบได้ขอเพิ่มเป็น 4 คน โดยยืนยันว่าจะไม่สร้างความวุ่นวาย ไม่แสดงความคิดเห็น และไม่ร่วมลงมติ แต่ภายหลังกลับได้รับแจ้งว่าไม่สามารถเข้าร่วมได้แม้แต่คนเดียว
.
นายบัวลียังตั้งคำถามต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่า การแก้ไขปัญหาครั้งนี้จะยึดการตัดสินใจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือยึดสิทธิและความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบทั้ง 1,632 ครอบครัวเป็นสำคัญ
.
เขายืนยันว่า การมีผู้แทนของผู้ได้รับผลกระทบเข้าร่วมสังเกตการณ์เป็นหลักประกันสำคัญว่า ข้อมูลและข้อเสนอของผู้ได้รับผลกระทบจะไม่ถูกนำเสนออย่างคลาดเคลื่อน พร้อมระบุว่า หากไม่มีผู้แทนเข้าร่วม ผู้ที่ปักหลักอยู่หน้ากระทรวงจะร่วมกันตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางการเคลื่อนไหวต่อไป
ภายหลังผู้ได้รับผลกระทบยืนยันข้อเรียกร้องและเจรจากับเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง กระทรวงพลังงานได้เชิญนางสมปอง เวียงจันทร์ และนายบัวลี โพธิวงศ์ เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุม ขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบคนอื่นยังคงปักหลักรอฟังผลอยู่ด้านหน้ากระทรวง โดยมีการขับร้องเพลงและหมอลำที่สะท้อนปัญหาและประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนลุ่มน้ำมูลเป็นระยะ
.
การเข้าร่วมสังเกตการณ์ของนางสมปอง เวียงจันทร์ ยังสะท้อนความสำคัญของการรับรองบทบาทของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบ แต่เป็นผู้จัดตั้งชุมชน นำการเคลื่อนไหวและการเจรจา ดูแลผู้คนและความสัมพันธ์ภายในชุมชน ตลอดจนรักษาความทรงจำและความต่อเนื่องของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของคนลุ่มน้ำมูลมาอย่างยาวนาน
.
ในขณะที่ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนประเทศไทย รายงานว่ายังคงติดตามสถานการณ์และกระบวนการประชุม โดยยืนยันว่า ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลและหลักการของสหประชาชาติ ผู้ได้รับผลกระทบทุกคนมีสิทธิเข้าถึงกระบวนการเยียวยาที่เพียงพอ มีประสิทธิผล รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล กำหนดผู้แทนของตนเอง และมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในกระบวนการที่กำหนดสิทธิ การเยียวยา และอนาคตของตน โดยต้องรับรองเสียงและอำนาจร่วมรวมการตัดสินใจของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง
.
ความแตกต่างทางความคิดเห็น การสังกัดกลุ่ม หรือข้อพิพาทเรื่องสถานะสมาชิกภายในองค์กร ต้องไม่ถูกนำมาใช้เป็นเหตุในการกีดกันผู้ได้รับผลกระทบออกจากกระบวนการพิจารณา การตัดสินใจ หรือการเข้าถึงการเยียวยา
ภายหลังการประชุม นายไพรัช เพชรล้ำ ผู้อำนวยการกองตรวจราชการ กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณา 3 ประเด็น ได้แก่ การรับรองรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูลของสมัชชาคนจนจำนวน 1,632 ครอบครัว การรับรองผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล และการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการระดับจังหวัด
.
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมีมติรับรองเพียงประเด็นเดียว คือ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการระดับพื้นที่ โดยนายไพรัชยืนยันว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้กำชับให้มีผู้แทนของผู้ได้รับผลกระทบทั้ง 1,632 ครอบครัวเข้าร่วมเป็นคณะอนุกรรมการระดับจังหวัด เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขปัญหาโดยตรง
.
สำหรับการรับรองรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 1,632 ครอบครัว นายไพรัชระบุว่า กระบวนการตรวจสอบยังมีประเด็นที่ต้องแก้ไข จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปดำเนินการและนำเสนอต่อที่ประชุมอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการตัดรายชื่อทั้ง 1,632 ครอบครัวออกจากกระบวนการพิจารณา
.
ส่วนผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเขื่อนปากมูล ที่ประชุมยังไม่ได้ให้การรับรอง เนื่องจากยังต้องพิจารณาว่าจะมอบหมายให้หน่วยงานใดรับผิดชอบดำเนินการต่อ และข้อมูลจากงานศึกษายังมีข้อค้นพบสองด้าน ทั้งส่วนที่ระบุว่าความเสียหายเกิดจากเขื่อนปากมูลและส่วนที่เห็นว่าไม่ได้เกิดจากเขื่อน จึงต้องมีการพิจารณาข้อมูลและข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
.
ผลการประชุมครั้งนี้จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการ โดยยังไม่มีมติรับรองรายชื่อ 1,632 ครอบครัวและผลการศึกษาวิจัยอย่างเป็นทางการ ผู้ได้รับผลกระทบจึงยังต้องติดตามว่าการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการระดับพื้นที่จะเกิดขึ้นเมื่อใด มีองค์ประกอบอย่างไร และจะรับรองการมีส่วนร่วมของผู้แทนที่ผู้ได้รับผลกระทบให้การยอมรับอย่างแท้จริงหรือไม่
.
การยุติการปักหลักครั้งนี้จึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการต่อสู้ แต่เป็นการเปลี่ยนพื้นที่การขับเคลื่อนจากหน้ากระทรวงพลังงานกลับไปสู่ระดับจังหวัด เพื่อทำให้ข้อตกลงจากการประชุมเกิดผลในทางปฏิบัติ ทั้งการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการที่ผู้ได้รับผลกระทบมีอำนาจร่วมอย่างแท้จริง การรักษารายชื่อทั้ง 1,632 ครอบครัว และการกำหนดกรอบเวลาสำหรับการรับรองสิทธิและการเยียวยาที่ตรวจสอบได้
.
ต่อมากลุ่มได้อ่านแถลงการณ์ระบุว่า
แถลงการณ์สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล ฉบับที่ ๓
เรื่อง ข้อสรุปและท่าทีของสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูลหลังเข้าสังเกตการณ์การประชุมของคณะกรรมการการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ของสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล
ตามที่พี่น้องผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนปากมูล ในนาม "สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล" ได้ติดตามและเรียกร้องการแก้ไขปัญหามายาวนานกว่า ๓๖ ปี กระทั่งได้มีความก้าวหน้าสำคัญ และเกิดข้อตกลงร่วมกันในการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน กรณีปัญหาเขื่อนปากมูล ในวันนี้ (๒๑ กันยายน ๒๕๖๙) นั้น
สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล ขอแสดงความขอบคุณเป็นอย่างสูงต่อนายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ของสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล
.
ตลอดจนคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน เจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องจากทุกฝ่ายทุกองค์กร ที่ได้แสดงความจริงใจในการรับฟังปัญหาของพี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล จนสามารถร่วมกันผลักดันให้เกิดข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมดังนี้
.
วาระที่หนึ่ง มติให้ยกเรื่องการรับรองรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจำนวน ๑,๖๓๒ ครอบครัว ตามมติคณะอนุกรรมการรวบรวมข้อมูล หลักฐาน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และกำหนดหลักเกณฑ์ กลับไปที่จังหวัดเนื่องจากมีข้อมูลไม่ครบถ้วน
วาระที่สอง ประเด็นการศึกษาเรื่องเขื่อนปากมูล ให้คณะอนุกรรมการจังหวัดรวบรวมข้อมูลแล้วนำเสนอขึ้นมาให้ส่วนกลางพิจารณา
.
วาระที่สาม ให้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการรวบรวมข้อมูล หลักฐาน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และกำหนดแนวทางการช่วยเหลือ ในระดับจังหวัด โดยการแต่งตั้งอนุกรรมการให้ครอบคลุมทั้งสองฝ่าย โดยรายชื่อต้องมาจากผู้ได้รับผลกระทบที่แท้จริง ส่วนการเสนอรายชื่อคณะอนุกรรมการสัดส่วนของตัวแทนสมัชชาคนจน ต้องมาจากมติคณะอนุกรรมการจากจังหวัด ไม่ผ่านฝ่ายเลขานุการของภาคประชาชน
.
การก้าวข้ามความต่างและความเห็นที่ไม่ตรงกันในครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่สะท้อนถึงเจตจำนงในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน ผู้ใหญ่และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้แสดงให้เห็นถึงเมตตาธรรม ความใจกว้าง และความจริงใจในการแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน
.
พวกเราขอยืนยันด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า พวกเราไม่มีอคติ หรือความขุ่นข้องหมองใจใดๆ ต่อบุคคลหรือกลุ่มฝ่ายใดทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่พวกเรามุ่งหวังและถือเป็นหัวใจสำคัญสูงสุด คือการเห็นพี่น้องผู้เดือดร้อนทั้ง ๑,๖๓๒ ครอบครัว ได้รับการแก้ไขปัญหาและได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม รวมทั้งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชาวบ้านได้รับการคืนกลับมา และวิถีชีวิตของชุมชนได้รับการฟื้นฟูอย่างแท้จริง
.
จากนี้เป็นต้นไป สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล ขอยืนยันที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มกำลังกับกระทรวงพลังงาน ภาครัฐ และทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง ด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อขับเคลื่อนกระบวนการแก้ไขปัญหาในรายละเอียดให้ลุล่วง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องจะได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรมก่อนสิ้นลมหายใจ
.
ทั้งนี้ภายหลังอ่านแถลงการณ์เสร็จสิ้นเครือข่ายฯได้เก็บเต๊นท์เตรียมกลับจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อเตรียมขับเคลื่อนคณะทำงานในระดับจังหวัดต่อไป

https://www.facebook.com/watch/?v=861654310271356

🔴LIVE คณะกรรมการชาวบ้านฟื้นฟูชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูชีวิตชุมชนลุ่มน้ำมูล (ช.ช.ช) สมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูลแถลงสรุปท่าทีหลังเข้าสังเกตุการณ์คณะทำงานแก้ไขปัญหารอบแรกที่กระทรวงพลังงาน




เป็นหนังคนละม้วนกับการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ Saxony-Anhalt เขต #เยอรมนี ตะวันออกเมื่อต้นเดือนนี้ ซึ่งฝ่ายขวาจัดชนะเลือกตั้ง แต่ที่เมืองหลวง ผลเลือกตั้งเบื้องต้นชี้ว่า พรรคซ้าย (Die Linke) น่าจะชนะเลือกตั้ง ด้วยนโยบายที่ตรงข้ามกับ AfD และคนเบอร์ลินอาจได้นายกเทศนมตรีเป็นผู้หญิงมุสลิม แบบมัมดานี


Pipob Udomittipong
14 hours ago ·

เป็นหนังคนละม้วนกับการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ Saxony-Anhalt เขต #เยอรมนี ตะวันออกเมื่อต้นเดือนนี้ ซึ่งฝ่ายขวาจัดชนะเลือกตั้ง เพราะที่เมืองหลวง ผลเลือกตั้งเบื้องต้นชี้ว่า พรรคซ้าย (Die Linke) น่าจะชนะเลือกตั้งด้วยสัดส่วน 25% ด้วยนโยบายที่ตรงข้ามกับ AfD ทั้งหมดเลย และคนเบอร์ลินอาจได้นายกเทศนมตรีเป็นผู้หญิงมุสลิมที่เป็นลูกของผู้ลี้ภัยแบบคนนิวยอร์กเปี๊ยบ

Elif Eralp 45 ปี เป็นบุตรสาวของครอบครัวนักสหภาพแรงงานฝ่ายสังคมนิยม ที่อพยพออกจาก #ตุรกี หลังเกิดการรัฐประหารในปี 1980 ตอนนั้นแม่กำลังตั้งครรภ์ เธอจึงเกิดที่เมืองมิวนิก ครอบครัวต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติและอุปสรรคต่าง ๆ ระหว่างกระบวนการขอลี้ภัย

ผลจากการถูกกัดกันในวัยเด็ก เอลิฟ เอรัลป์ จึงตัดสินใจเรียนหนังสือเพื่อเป็นทนายความสิทธิมนุษยชน โดยเข้าเรียนกฎหมายที่ฮัมบูร์ก เคยทำงานในสำนักงานกฎหมายที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคนเข้าเมืองและกฎหมายว่าด้วยการขอที่ลี้ภัย เคยทำงานกับ UNHCR ในเบอร์ลินด้วย ปัจจุบันเป็นสส.ระดับรัฐที่เบอร์ลิน

เธอได้รับฉายาว่า “Berlin’s Mamdani” ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทั้งสองนคนมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก นอกจากจะเป็นลูกหลานมุสลิมทั้งคู่ พวกเขายังมีนโยบายหาเสียงคล้ายกันในเรื่องของการช่วยเหลือคนจน รวมทั้งการแก้ปัญหาค่าเช่า เพราะคนส่วนใหญ่ในทั้งสองนครใหญ่ รวมทั้งตัวของเอลิฟ เอรัลป์เอง ยังต้องเช่าบ้านอยู่ทั้งนั้น

ในขณะที่มามดานีรณรงค์ด้วยนโยบายระงับการขึ้นค่าเช่า “Freeze the Rent” และทำได้สำเร็จเมื่อเดือนมิย.ที่ผ่านมา โดยมีการลงนามในคำสั่งตรึงราคาค่าเช่าบ้านประมาณหนึ่งล้านหลัง พรรคซ้ายและเอลิฟ เอรัลป์ ก็มีการหาเสียงเรื่องการตรึงราคาค่าเช่าเหมือนกัน

เพราะจากการสำรวจความเห็น คนในกรุงเบอร์ลินระบุว่า ค่าเช่าที่พักอาศัยและตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นประเด็นปัญหาสำคัญในการเลือกตั้ง และหลายคนมองว่า Die Linke เป็นพรรคที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในการรับมือกับปัญหานี้

ในแง่ของอายุผู้เลือกตั้งก็คล้ายกันใน เพราะจากข้อมูล Exit Poll ในขณะที่ 75% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18-29 ปีในนิวยอร์กสนับสนุนมามดานี ในกรุงเบอร์ลิน ผลสำรวจจากพบว่าพรรค Die Linke ได้รับความนิยมจากผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปีในสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่ง ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ชัดเจนว่าทั้งสองกลุ่มต่างมีผู้สนับสนุนเป็นคนหนุ่มสาว

มีรายงานว่า ในปี 2017 หลังจากมีการเลือกตั้งซึ่งพรรค AfD สามารถเข้าไปนั่งในสภาระดับประเทศได้เป็นครั้งแรก เธอจึงได้ตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคฝ่ายซ้าย และได้รับเลือกตั้งเข้าสู่สภาระดับรัฐของเบอร์ลินในปี 2021

https://www.democrata.es/.../first-we-take-manhattan.../

https://www.facebook.com/photo?fbid=10164692688051649&set=a.10150096728651649.....
.....




การเมืองที่เข้าถึงได้ แบบมัมดานี

ก่อนอื่นเรามาดูแมนฮัตตัน จากนั้นมาดูเบอร์ลิน: ฝ่ายซ้ายของมัมดานีพบภาพสะท้อนในตัวเอลิฟ เอรัลป์

ชัยชนะของพรรค Die Linke ในเบอร์ลินเชื่อมโยงกับชัยชนะของโซห์ราน มัมดานีในนิวยอร์ก: ที่อยู่อาศัย การสนับสนุนเยาวชน และคำมั่นสัญญาของเมืองที่เข้าถึงได้มากขึ้น แต่เอลิฟ เอรัลป์ยังคงต้องพิชิตสิ่งที่ชาวอเมริกันได้รับจากการเลือกตั้ง: อำนาจในการปกครอง

เลียวนาร์ด โคเฮนนำสองเมืองนี้มาไว้ในเพลงเดียวกัน การเมืองในปัจจุบันอนุญาตให้วางพวกเขาไว้ในบทสนทนาเดียวกัน ก่อนอื่น นิวยอร์กเลือกโซห์ราน มัมดานีเป็นนายกเทศมนตรี นักสังคมนิยมประชาธิปไตยที่เน้นค่าครองชีพในเมืองเป็นศูนย์กลางของการหาเสียง ตอนนี้ พรรค Die Linke ชนะในเบอร์ลินด้วยข้อเสนอที่พบที่อยู่อาศัยและเยาวชนเป็นสองประเด็นหลักในการสนับสนุนเช่นกัน

ความคล้ายคลึงกันชวนให้พูดถึงฝ่ายซ้ายในเมืองที่ฟื้นคืนความคิดริเริ่ม ความแตกต่างบังคับให้ต้องระบุว่าการฟื้นคืนนั้นไปไกลแค่ไหน

มัมดานีชนะการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี เอลิฟ เอราลป์ ได้วางพรรคของเธอไว้เป็นผู้นำรัฐสภาที่แตกแยก ระหว่างสองสิ่งนี้ มีระยะห่างที่วัดได้จากพันธมิตร การเจรจา และความสามารถในการเปลี่ยนคำสัญญาให้เป็นการตัดสินใจ

ค่าเช่าเป็นเรื่องของความเป็นเจ้าของ

ความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งที่สุดระหว่างนิวยอร์กและเบอร์ลินปรากฏขึ้นทุกเดือนในบัญชีธนาคารของเพื่อนบ้าน


ที่อยู่อาศัยช่วยให้สามารถเปลี่ยนการถกเถียงเชิงอุดมการณ์ให้เป็นประสบการณ์โดยตรงได้: ค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัยเท่าไหร่ ต้องย้ายออกจากที่ทำงานไกลแค่ไหน และเงินเดือนส่วนไหนหายไปก่อนที่จะเริ่มต้นใช้ชีวิต เมืองหนึ่งๆ สามารถมอบโอกาสและในขณะเดียวกันก็อาจเข้าถึงไม่ได้สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านั้น

มัมดานีได้ทำให้การตรึงค่าเช่าที่ถูกควบคุมเป็นประเด็นสำคัญ ในเดือนมิถุนายน หน่วยงานของนิวยอร์กที่รับผิดชอบในการกำหนดการเพิ่มขึ้นของค่าเช่าได้อนุมัติการตรึงค่าเช่าสำหรับบ้านประมาณหนึ่งล้านหลัง โดยมีผลบังคับใช้กับการต่อสัญญาที่เกี่ยวข้องเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2026 คำสัญญาในการเลือกตั้งจึงเริ่มกลายเป็นนโยบายสาธารณะ

ในกรุงเบอร์ลิน การวิเคราะห์ของ ZDF ระบุว่าค่าเช่าและตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นปัญหาหลักในการเลือกตั้ง และมองว่าพรรค Die Linke มีความมั่นใจมากที่สุดในการแก้ไขปัญหานี้ พรรคยังสนับสนุนการโอนกรรมสิทธิ์บ้านจากเจ้าของบ้านรายใหญ่ไปเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม ซึ่งเป็นการแทรกแซงที่แตกต่างและลึกซึ้งกว่าการตรึงค่าเช่าบางประเภท

ความเชื่อมโยงทางการเมืองสามารถสรุปได้ดังนี้: สิทธิในการอยู่อาศัยในเมืองต่อไปกลายเป็นข้อเสนอสำหรับอนาคต

คนหนุ่มสาวปรากฏอยู่ในภาพถ่ายทั้งสองภาพ


นอกจากนี้ยังมีความคล้ายคลึงกันในด้านช่วงวัย แม้ว่าจะควรหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์โดยอัตโนมัติก็ตาม

ศูนย์วิจัย CIRCLE จากมหาวิทยาลัย Tufts คำนวณว่า 75% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18 ถึง 29 ปี สนับสนุน Mamdani การวิเคราะห์ของศูนย์ฯ ซึ่งอิงจากผลสำรวจหลังการลงคะแนน ระบุว่าคนหนุ่มสาวเป็นกลุ่มอายุที่ให้การสนับสนุนมากที่สุด ในกลุ่มหญิงสาว การสนับสนุนสูงถึง 82%


ในกรุงเบอร์ลิน กลุ่มวิจัย Wahlen พบว่าพรรค Die Linke ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอายุต่ำกว่า 30 ปีเกือบครึ่งหนึ่ง โดยผู้หญิงให้การสนับสนุนมากกว่า คือ 55% เทียบกับผู้ชาย 40% แม้ว่าประชากรและการเลือกตั้งจะแตกต่างกัน แต่ทั้งสองอย่างแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งเป็นพิเศษในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นเยาว์

ข้อมูลเหล่านี้ท้าทายเรื่องราวใดๆ ที่นำเสนอการเปลี่ยนแปลงของคนหนุ่มสาวไปทางขวาว่าเป็นชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ชี้ให้เห็นถึงบางสิ่งบางอย่างที่ขึ้นอยู่กับบริบทมากกว่า นั่นคือ ใครสามารถเป็นตัวแทนความกังวลของคนรุ่นนั้นและเสนอคำตอบที่ยอมรับได้

ฝ่ายซ้ายภายในพรรคใหญ่และอีกฝ่ายที่แข่งขันกับพรรคใหญ่

มามดานีเข้าสู่การเลือกตั้งระดับเทศบาลในฐานะผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต หลังจากที่เขาคัดค้านทิศทางของพื้นที่ทางการเมืองนั้น เขาได้รับชัยชนะในเดือนพฤศจิกายน 2025 เหนือแอนดรูว์ คูโอโม ซึ่งลงสมัครในฐานะผู้สมัครอิสระ และเคอร์ติส สลิวา จากพรรครีพับลิกัน

พรรค Die Linke ดำเนินงานจากพรรคของตนเองและแข่งขันกับพรรคสังคมประชาธิปไตยและพรรคอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การเติบโตของพรรคอาจเสริมสร้างความเป็นผู้นำภายในฝ่ายซ้าย ในขณะเดียวกันก็ลดทอนอำนาจการเลือกตั้งของกลุ่มการเมืองที่พรรคจะต้องร่วมมือด้วยในภายหลัง

นี่คือความแตกต่างเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ในนิวยอร์ก ข้อพิพาทเกี่ยวกับผู้ที่จะเป็นตัวแทนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายก้าวหน้าได้ดำเนินไปผ่านการลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคเดโมแครต ในเบอร์ลิน ข้อพิพาทนั้นยังคงดำเนินต่อไปหลังจากการนับคะแนนใหม่ รอบโต๊ะเจรจา

การชนะในเบอร์ลินไม่ได้หมายความว่าจะได้ปกครองเมืองนั้น

การคาดการณ์ของ ZDF เวลา 21:56 น. ระบุว่าพรรค Die Linke ได้ 25.1% เมื่อเทียบกับ 19.2% สำหรับพรรค CDU ซึ่งมากกว่าสองเท่าของ 12.2% จากปี 2023 แต่ยังห่างไกลจากการได้ปกครองโดยลำพัง

การคาดการณ์การกระจายที่นั่งนี้ทำให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรค Die Linke, พรรคกรีน และพรรค SPD โดยมี 77 ที่นั่ง มากกว่า 66 ที่นั่งที่ต้องการ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอีกรัฐบาลหนึ่งที่นำโดยพรรค CDU ร่วมกับพรรคกรีนและพรรค SPD โดยมี 68 ที่นั่ง การนับคะแนนทั้งสองขึ้นอยู่กับผลลัพธ์สุดท้ายของพรรค BSW ซึ่งอยู่ที่ 4.9% ในขณะนั้น

ความขัดแย้งนั้นเห็นได้ชัดเจน: เอรัลป์อาจชนะอย่างเด็ดขาด แต่ก็ยังต้องการความเห็นชอบจากพรรคการเมืองอื่น ๆ เพื่อเปลี่ยนชัยชนะนั้นให้กลายเป็นรัฐบาล

ไม่ใช่ทั้งการตีเช็คเปล่าและไม่ใช่สูตรสำเร็จครอบจักรวาล


มีข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่ช่วยดึงสติไม่ให้มองสถานการณ์ในแง่ดีจนเกินจริง ผลการวิเคราะห์โดย Forschungsgruppe Wahlen เผยให้เห็นถึงความไม่พอใจอย่างมากในหมู่ชาวเบอร์ลิน โดย 45% มองว่าไม่มีพรรคการเมืองใดที่เหมาะสมจะเข้ามาแก้ไขปัญหาของเมืองได้ และมีเพียง 37% เท่านั้นที่เชื่อว่าการเวนคืนทรัพย์สินจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จะช่วยแก้ปัญหาในตลาดที่อยู่อาศัยได้

การได้รับความไว้วางใจในประเด็นเรื่องที่อยู่อาศัยไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนข้างมากสำหรับมาตรการทุกอย่างที่เสนอไป อีกทั้งชัยชนะในเขตเมืองเพียงสองแห่งก็ยังไม่เพียงพอที่จะบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในภาพรวม

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้เผยให้เห็นถึงโอกาสสำคัญ นั่นคือหากฝ่ายซ้ายสามารถเชื่อมโยงอัตลักษณ์ของตนเข้ากับปัญหาในชีวิตประจำวันได้ ก็จะสามารถขยายฐานเสียงของตนให้กว้างขึ้นได้ ประเด็นเรื่องค่าเช่าที่พักอาศัย ระบบขนส่งมวลชน และโอกาสในการสร้างชีวิตที่มั่นคง เปรียบเสมือนภาษาที่ช่วยเชื่อมโยงนโยบายพรรคเข้ากับประสบการณ์ชีวิตจริงของผู้คน

ในขณะที่ Mamdani กำลังเผชิญกับบททดสอบในขั้นตอนการลงมือปฏิบัติจริง ทางด้าน Eralp จำเป็นต้องสร้างฐานเสียงข้างมากให้ได้เสียก่อนจึงจะสามารถเริ่มดำเนินการตามแนวทางที่วางไว้ได้ ทั้งนิวยอร์กและเบอร์ลินต่างมีคำมั่นสัญญาเดียวกัน นั่นคือการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่จะต้องไม่กลายเป็นเรื่องของสิทธิพิเศษสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น และความสำเร็จจะวัดกันที่ว่ามีผู้คนจำนวนมากเพียงใดที่ยังสามารถปักหลักใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแห่งนี้ต่อไปได้

https://www.democrata.es/en/europe/first-we-take-manhattan-then-we-take-berlin-mamdani-s-left-finds-a-mirror-in-elif-eralp/?




เทปการสนทนาระหว่าง "ใบตองแห้ง" (อธึกกิต แสวงสุข) และเบญจา แสงจันทร์ อดีตกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล วันเสาร์นี่ ก็วิจารณ์พรรคนะ ชัดๆตรงๆ


เบญจา แสงจันทร์ I โลกไร้ระเบียบหลากอุดมการณ์ พรรคก้าวหน้าตกต่ำไม่สามารถนำกระแส

matichon tv

Sep 19, 2026 

รายการประชาธิปไตยสองสี : ตอนที่ 128 อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง ) สนทนากับ เบญจา แสงจันทร์ อดีตกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ว่าด้วยเรื่อง โลกไร้ระเบียบหลากอุดมการณ์ พรรคก้าวหน้าตกต่ำไม่สามารถนำกระแส เสาร์ 19 กย.2569 เวลา 18.00 น.

https://www.youtube.com/watch?v=FuQTgwjBKsU
.....

Atukkit Sawangsuk
7 hours ago ·

เทปวันเสาร์นี่ก็วิจารณ์พรรคนะ ชัดๆตรงๆ

เบญจา แสงจันทร์ ซึ่งประกาศชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยโหวตอนุทิน

มองการเคลื่อนไหวในยุคปัจจุบัน ว่ามันยิ่งมีความ "ไร้ระเบียบ" ท่ามกลางความแตกแยกรุนแรง เช่นการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่อินเดียต่อต้านทจริตสอบ ไม่ได้บอกว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้าฝ่ายขวาหรือชาตินิยม แต่มีจุดร่วมกัน ถูกโกงอนาคต ซึ่งก็เหมือนกระแสค้าน โกง สว. มาจากหลากหลายกลุ่ม

แต่สภาวะเช่นนี้ อันตรายตรงที่กระแสฝ่ายก้าวหน้าต่ำ พรรคก้าวหน้าไม่สามารถเป็นผู้นำทางความคิด ให้กับสังคม กระแสถล่มระบอบสีน้ำเงินมาพร้อมกับความเกลียดชังนักการเมือง ชาตินิยม เกลียดเขมรเกลียดแรงงานข้ามชาติ เกลียดยิว เกลียดมุสลิม เกลียดคนสามจังหวัดเหมาเป็น BRN

ถ้าพรรคไม่สามารถนำกระแส นำความคิด มันก็จะไหลไปเข้าทางอนุรักษนิยม ซึ่งง่ายมากอยู่แล้วเพราะมันฝังรากลึก
https://www.youtube.com/watch?app=desktop&v=FuQTgwjBKsU...
:
พรรคส้มเนี่ย ถ้ามันเสื่อม ก็ไม่ต่างจากเพื่อไทยหรอก เดี๋ยวก็มีพรรคใหม่ขบวนใหม่ที่ก้าวหน้ากว่าขึ้นมานำ ถึงตอนนั้น ด้อมส้มก็ไม่สามารถโวยวายว่า เราสู้มาก่อน เราถูกกระทำ ธนาธร พิธา โดนตัดสิทธิ ครบสิบปีต้องคืนความยุติธรรมให้เราเป็นนายกฯ สิ

เพียงแต่พรรคส้มน่ะ มันยังมีการต่อสู้ทางความคิดอยู่ภายใน ไม่ว่าในพรรค ในคณะก้าวหน้า จะเดินแนวทางแหลมคมหรือมนกลม มันสามารถเถียงกันได้เสมอ ผิดก็ด่ากัน วิจารณ์กัน แต่ก็ยังสู้ร่วมกันอยู่
ไม่ใช่ไม่มีการต่อสู้ทางความคิดเลยสามัคคีกันแบกสถานเดียว
.....

วิดีโอนี้นำเสนอการสนทนาระหว่าง "ใบตองแห้ง" (อธึกกิต แสวงสุข) และเบญจา แสงจันทร์ อดีตกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล โดยมีเนื้อหาครอบคลุมสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน ความท้าทายที่ขบวนการฝ่ายก้าวหน้ากำลังเผชิญ และแนวคิดเรื่อง "โลกที่ไร้ระเบียบและเต็มไปด้วยอุดมการณ์ที่หลากหลาย"

ประเด็นสำคัญจากการสนทนา:

ความสิ้นหวังทางการเมือง: ผู้สนทนาพูดคุยถึงความรู้สึกสิ้นหวังที่แพร่หลายในสังคมไทยภายหลังเหตุการณ์ทางการเมืองล่าสุด โดยตั้งข้อสังเกตว่าแม้แต่คนรุ่นใหม่ (Gen Z) ก็มักรู้สึกแปลกแยกหรือมองการมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วยความไม่เชื่อมั่น (2:28 - 3:05, 5:00 - 5:44)

การสูญเสียแรงขับเคลื่อนของฝ่ายก้าวหน้า: เบญจายอมรับว่าพลังทางการเมืองฝ่ายก้าวหน้ามีศักยภาพในการกำหนดทิศทางวาทกรรมทางสังคมลดลง เธอเน้นย้ำว่าชัยชนะในการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฟื้นฟูความเชื่อมั่นและนำเสนอวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและเป็นเอกภาพแก่สังคม (1:31 - 1:58, 27:27 - 28:54)

ผลกระทบของกระแสชาตินิยม: การสนทนาชี้ให้เห็นว่า การขาดภาวะผู้นำที่เข้มแข็งจากฝ่ายก้าวหน้าในประเด็นเฉพาะเจาะจง—เช่น ความขัดแย้งบริเวณชายแดนกับกัมพูชา หรือสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้—เปิดช่องให้กระแสชาตินิยมและแนวคิดอนุรักษนิยมเข้ามาครอบงำวาทกรรมสาธารณะ (3:08 - 3:22, 30:16 - 31:03)

บริบทการเมืองโลก: เบญจาแบ่งปันมุมมองจากประสบการณ์การเป็นนักวิจัยรับเชิญที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยตั้งข้อสังเกตว่าในระดับโลก เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคการเมืองที่ "ไร้ระเบียบ" ซึ่งมีลักษณะเด่นคือการเคลื่อนไหวโดยยึดอัตลักษณ์เป็นที่ตั้ง และกระแสขวาจัดที่เพิ่มสูงขึ้นอันเนื่องมาจากความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (15:29 - 18:05, 53:34 - 55:18)

ย้อนมองอดีต: การสนทนาครอบคลุมถึงประวัติศาสตร์การเมืองในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา รวมถึงความท้าทายของพรรคก้าวไกลและการตัดสินใจที่เป็นประเด็นถกเถียงอย่างการโหวตเลือกอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งผู้สนทนามองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลให้อิทธิพลของขบวนการฝ่ายก้าวหน้าถดถอยลง (55:22 - 58:09)

ขบวนการฝ่ายก้าวหน้ากำลังเผชิญกับความยากลำบากอยู่หรือไม่? ผู้พูดระบุอย่างชัดเจนว่าขณะนี้ขบวนการฝ่ายก้าวหน้ากำลังเผชิญกับภาวะที่ขาดแรงขับเคลื่อนและศักยภาพในการกำหนดทิศทางวาทกรรมทางสังคมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (27:27 - 28:05)

จากการอภิปรายพบว่ามีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ดังกล่าว:

การสูญเสียความเชื่อมั่นจากสาธารณชน: เกิดความรู้สึกสิ้นหวังในหมู่ผู้สนับสนุน รวมถึงคนรุ่นใหม่ ซึ่งทำให้ยากต่อการกู้คืนความไว้วางใจกลับมา (1:31 - 1:58)

ขาดการนำเสนอวาทกรรมเชิงรุก: ฝ่ายก้าวหน้าล้มเหลวในการทำหน้าที่เป็น "เบรก" หรือกลไกถ่วงดุลกระแสชาตินิยมและแนวคิดอนุรักษนิยมที่กำลังเติบโตขึ้น ทำให้แนวคิดเหล่านั้นเข้ามาครอบงำพื้นที่ทางความคิดแทน (28:11 - 28:54)

ความท้าทายเชิงโครงสร้าง: ขบวนการต้องเผชิญกับอุปสรรคซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงการสูญเสียบุคลากรคนสำคัญ และความจำเป็นในการต้องเริ่มต้นสร้างอัตลักษณ์ทางอุดมการณ์ใหม่อยู่เสมอ (42:33 - 43:03)

พรรคฝ่ายก้าวหน้าจะสามารถกู้คืนอิทธิพลกลับมาได้อย่างไร?

ผู้พูดได้อภิปรายถึงกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อให้ฝ่ายการเมืองก้าวหน้าสามารถฟื้นฟูอิทธิพลและก้าวข้ามภาวะขาดแรงขับเคลื่อนในปัจจุบัน:

สร้างความเชื่อมั่นจากสาธารณชนขึ้นใหม่: ขบวนการฝ่ายก้าวหน้าต้องมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน โดยต้องก้าวข้ามเพียงแค่การมุ่งชนะการเลือกตั้ง แต่ต้องนำเสนอวิสัยทัศน์สำหรับสังคมที่ชัดเจนและเป็นเอกภาพ (01:31-01:58)

เป็นผู้นำในวาทกรรมทางสังคม: ผู้พูดเห็นว่าฝ่ายก้าวหน้าต้องเข้ามาจัดการและแก้ไขประเด็นทางสังคมที่หลากหลายและเป็นเรื่องย่อยๆ ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของสาธารณชนในขณะนี้ หากไม่สามารถเข้ามา "รองรับ" หรือจัดการประเด็นเหล่านี้ได้ ก็จะเปิดโอกาสให้วาทกรรมของฝ่ายอนุรักษนิยมและชาตินิยมเข้ามาแทนที่ (28:11-28:54)

ขับเคลื่อนงานด้านอุดมการณ์เชิงรุก: แทนที่จะรอเพียงช่วงเวลาเลือกตั้ง พรรคฝ่ายก้าวหน้าจำเป็นต้องดำเนินงานด้านอุดมการณ์อย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน สิ่งนี้จำเป็นอย่างยิ่งในการทำหน้าที่เป็น "เบรก" ยับยั้งกระแสความแตกแยกหรือแนวคิดชาตินิยม และช่วยฝังรากฐานค่านิยมหลักของพรรคลงในสังคม (1:03:15-1:04:14)

สร้างความชัดเจนในค่านิยมหลัก: มีข้อเสนอแนะว่าพรรคการเมืองควรรักษาค่านิยมพื้นฐานที่ชัดเจนไว้เพียงไม่กี่ประการเพื่อใช้เป็นรากฐาน การทำเช่นนี้จะช่วยให้พรรคสามารถรวมกลุ่มผู้สนับสนุนที่หลากหลาย ซึ่งอาจมีความเห็นต่างในประเด็นรอง แต่ยังคงความเป็นเอกภาพภายใต้ภารกิจหลักของพรรคไว้ได้ (46:10-49:25)




ช่องแคบบาบ เอล มันเดบ - กบฏฮูตีจี้จุดอ่อนของซาอุดีอาระเบียได้อย่างไร ?



ช่องแคบบาบ เอล มันเดบ - กบฏฮูตีจี้จุดอ่อนของซาอุดีอาระเบียได้อย่างไร ?

เฟราส คิลานี
ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีแผนกภาษาอาหรับ
21 กันยายน 2026

ความพยายามทางการทหาร การทูต และเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียที่ดำเนินมายาวนานกว่าทศวรรษ ดูเหมือนจะพังทลายลงภายในเวลาเพียงไม่กี่วันในช่วงต้นเดือน ก.ย. เมื่อกองกำลังที่ภักดีต่อรัฐบาลเยเมนซึ่งได้รับการยอมรับจากนานาชาติพ่ายแพ้ต่อการโจมตีอย่างรวดเร็วของกลุ่มกบฏฮูตี

ขบวนการอันซาร์ อัลลอฮ์ หรือ "ผู้สนับสนุนพระเจ้า" (Partisans of God) เข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของชายฝั่งทะเลแดงทางตะวันตกของเยเมน และรุกคืบไปจนถึงช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน และมันได้กลายเป็นเส้นทางสำคัญที่สุดสำหรับการส่งออกน้ำมันและการค้าของซาอุดีอาระเบีย นับตั้งแต่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซในช่วงปลายเดือน ก.พ.

การรุกคืบครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากกบฏฮูตีประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อ "ศัตรูซาอุดี" (Saudi enemy) จากนั้นได้เกิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนต่อเมืองต่าง ๆ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงมีการโจมตีที่กองกำลังติดอาวุธอิรักซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านออกมาอ้างความรับผิดชอบ

สำหรับ ดร.อาซิซ อัลฆาชิอัน จากสถาบันกัลฟ์ อินเตอร์เนชันแนล ฟอรัม (Gulf International Forum) สถาบันวิจัยที่ศึกษาประเด็นความมั่นคง เศรษฐกิจ และการเมือง ของกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียและในตะวันออกกลางที่ตั้งอยู่ในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย กล่าวว่าสถานการณ์นี้เปรียบเสมือนฝันร้ายที่กลายเป็นจริง

เขากล่าวกับบีบีซีนิวส์ว่า "เส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียซึ่งหนึ่งในนั้นคือการส่งออกน้ำมันกำลังประสบภาวะหยุดชะงักอย่างรุนแรง

"มันยากที่จะจินตนาการได้ว่าจะมีสิ่งใดร้ายแรงไปกว่านี้อีก"

ในปี 2015 ซาอุดีอาระเบียได้จัดตั้งกองกำลังพันธมิตรเพื่อฟื้นฟูความชอบธรรมในเยเมน (Coalition to Restore Legitimacy in Yemen) โดยกองกำลังพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศหลายพันครั้ง ซึ่งตามข้อมูลของสหประชาชาติ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคน และก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และในปี 2021 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ในขณะนั้น ได้ยุติการสนับสนุนปฏิบัติการเชิงรุกในเยเมนของสหรัฐฯ รวมถึงการขายอาวุธที่เกี่ยวข้อง

มีรายงานว่าการสู้รบทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 150,000 คน และก่อให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรม โดยมีผู้พลัดถิ่น 4.8 ล้านคน และประชาชน 19.5 ล้านคน หรือราวครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด ต้องการความช่วยเหลือในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

หลังจากมีข้อตกลงหยุดยิงในปี 2022 เยเมนช่วงเวลาที่ค่อนข้างสงบอยู่นานหลายปี ทว่าการโจมตีครั้งล่าสุดของกลุ่มกบฏฮูตีได้สะท้อนให้เห็นถึงขีดความสามารถทางทหารและการจัดรูปองค์กรที่เติบโตมากขึ้น

ดร.เอลิซาเบธ เคนดัลล์ จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ กล่าวกับบีบีซีนิวส์ว่า "สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันไม่ใช่เพียงขบวนการที่มีประสบการณ์ มีวินัย และมีการจัดองค์กรที่ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นกลุ่มที่กำลังใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) ทั้งในการสื่อสารและการกำหนดเป้าหมายโจมตีอีกด้วย"

เจ้าหน้าที่ของซาอุดีอาระเบียและสหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านว่าแอบลักลอบส่งอาวุธ เช่น โดรน ขีปนาวุธร่อน และขีปนาวุธแบบทิ้งตัวให้กับกลุ่มกบฏฮูตี ซึ่งเป็นการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรด้านอาวุธของสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม อิหร่านปฏิเสธว่ามิได้จัดหาอาวุธให้แก่กลุ่มกบฏฮูตี โดยยืนยันว่าให้การสนับสนุนเพียงในทางการเมืองเท่านั้น

ทว่าตามข้อมูลของสถาบันอิตาเลียนเพื่อการศึกษาการเมืองระหว่างประเทศ (Italian Institute of International Political Studies) ระบุว่าอิหร่านได้ให้ช่วยเหลือกลุ่มฮูตีในการสร้างโรงงานผลิตโดรนภายในเยเมน

ศูนย์ศึกษาการต่อต้านการก่อการร้ายแห่งสถาบันการทหารเวสต์พอยต์ของสหรัฐฯ ยังระบุว่า กลุ่มฮูตียังได้รับคำแนะนำและการสนับสนุนทางทหารจากฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มอิสลามิสต์จากเลบานอนอีกด้วย

ด้านกลุ่มกบฏฮูตีปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าพวกเขากำลังดำเนินการตามวาระหรือคำสั่งของอิหร่าน

ฟาเรอา อัล-มุสลิมี จากราชสถาบันกิจการระหว่างประเทศหรือแชตธัมเฮาส์ (Chatham House) กล่าวว่า การที่กลุ่มกบฏฮูตีรุกคืบไปถึงช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ได้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะของรัฐบาลอิหร่านในภูมิภาค

"ขณะนี้อิหร่านมีอำนาจต่อรองกับสหรัฐฯ มากกว่าที่เคยมีมา" เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม ดร.เคนดัลล์ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีนิวส์ว่า "แม้จะไม่มีการสนับสนุนจากอิหร่าน ฉันก็คาดว่ากลุ่มฮูตีจะยังคงทำในสิ่งที่กำลังทำอยู่ต่อไป พวกเขามีแรงจูงใจและเป้าหมายของตนเอง ขณะนี้แรงจูงใจเหล่านั้นดูจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเงิน อำนาจต่อรอง อิทธิพล และท้ายที่สุดคือการได้รับการยอมรับทางการเมือง"

"กลุ่มฮูตีไม่สามารถปฏิบัติการได้ในระดับนี้หากปราศจากอาวุธ การฝึกฝน และข่าวกรองจากอิหร่าน [แต่] ยังไม่มีความชัดเจนว่าอิหร่านมีอำนาจสั่งการและควบคุมกลุ่มฮูตีโดยตรงหรือไม่"


กลุ่มฮูตีกล่าวหาซาอุดีอาระเบียว่าได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศหลายสิบครั้งต่อเป้าหมายต่าง ๆ ในเยเมนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

รัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ถอดกลุ่มฮูตีออกจากบัญชีองค์กรก่อการร้ายต่างชาติของสหรัฐฯ ในเดือน ม.ค. 2021 ไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากเข้ารับตำแหน่ง ขณะที่เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2025 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้คืนสถานะการขึ้นบัญชีกลุ่มฮูตีเป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่ารัฐบาลวอชิงตันได้หารือโดยตรงกับกลุ่มฮูตีเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดในเยเมน เขาเสริมว่าสหรัฐฯ มีความกังวลต่อการที่กลุ่มฮูตียึดครองเกาะเปริม และกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

คำกล่าวของแวนซ์มีขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ระบุว่า กลุ่มฮูตีได้ร้องขอต่อวอชิงตันไม่ให้แทรกแซงในเยเมน โดยยืนยันว่าพวกเขาไม่ต้องการเผชิญหน้าทางทหารกับสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. พล.ร.อ.แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือเซนต์คอม (US Central Command - CENTCOM) ได้เดินทางไปยังซาอุดีอาระเบียและเข้าพบมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) อ้างแหล่งข่าวที่ระบุว่ามกุฎราชกุมารซัลมานได้พูดคุยกับโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงสองครั้ง โดยทรงขอให้สหรัฐฯ อนุมัติการโจมตีทางทหารต่อกลุ่มกบฏฮูตี แต่ทรัมป์ได้ปฏิเสธคำร้องดังกล่าว

ดร.อาซิซ อัลฆาชิอัน กล่าวกับบีบีซีว่า "เรื่องนี้สะท้อนถึงความไม่พอใจของซาอุดีอาระเบียที่มีต่อความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐอเมริกาโดยตรง ชาวซาอุดีอาระเบียเข้าใจว่าพวกเขาไม่สามารถพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียวได้"

ด้านรัฐบาลซาอุดีอาระเบียยังคงยืนยันสิ่งที่เรียกว่าสิทธิอันชอบธรรมในการปกป้องอธิปไตย ประชาชน และผลประโยชน์สำคัญของประเทศ ขณะที่กลุ่มฮูตีกล่าวหาซาอุดีอาระเบียว่า ได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศหลายสิบครั้งต่อเป้าหมายต่าง ๆ ในเยเมนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา


กลุ่มนักรบอันซาร์ อัลลอฮ์ ยังคงเสริมกำลัง ณ ที่มั่นของตนต่อไปบริเวณทางเข้าสู่ทะเลแดง

โมฮัมเหม็ด อับดุลซาลาม โฆษกของกลุ่มกบฏฮูตี กล่าวว่าปฏิบัติการล่าสุดของพวกเขาไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อการเดินเรือระหว่างประเทศ และจะยุติลงทันทีที่สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า การปิดล้อมเยเมนโดยซาอุดีอาระเบียนั้นถูกยกเลิก และการโจมตีต่อประเทศเยเมนยุติลง

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า "การเดินเรือและการค้าระหว่างประเทศในทะเลแดงและช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ยังคงมีความปลอดภัยและเป็นไปด้วยเรียบร้อย"

ดร.เคนดัลล์ กล่าวกับบีบีซีว่า "กลุ่มฮูตีระมัดระวังอย่างมากในการสื่อสารและส่งสารต่อสาธารณะ เพราะพวกเขาไม่ต้องการดึงดูดให้เกิดปฏิบัติการทางทหารร่วมกันของนานาชาติต่อต้านพวกเขาเอง ในเวลานี้พวกเขายังคงมุ่งความเป็นปฏิปักษ์ส่วนใหญ่ไปที่ซาอุดีอาระเบีย"

ในช่วงสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ซาอุดีอาระเบียตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่านหลายสิบครั้ง

แม้หลังจากมีการประกาศหยุดยิงแล้ว เจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียระบุว่าการโจมตียังคงดำเนินต่อไป โดยเป็นฝีมือของกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านและปฏิบัติการจากดินแดนอิรัก รวมถึงกลุ่มฮูตีด้วย

เมื่อวันที่ 11 ก.ย. กระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบีย ได้ประกาศระงับการดำเนินงานชั่วคราว หลังจากโดรนซึ่งเชื่อว่าได้รับการปล่อยมาจากพื้นที่ทางตอนใต้ของอิรักได้พุ่งโจมตีท่อส่งน้ำมันดิบสายตะวันออก-ตะวันตก



ซาอุดีอาระเบียกำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง

การตอบโต้ทางทหารต่อกลุ่มฮูตีไม่ได้รับประกันว่าจะประสบความสำเร็จ เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ของความขัดแย้งที่เกิดในช่วงปี 2015-2022 อีกทั้งยังต้องอาศัยการสนับสนุนจากทั้งประเทศในภูมิภาคและประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีและอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงอย่างมาก โดยเฉพาะจากขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและโดรนที่มีความซับซ้อนซึ่งเชื่อกันว่ากลุ่มฮูตีมีอยู่ในครอบครอง

อัล-มุสลิมี ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า "ภูมิประเทศของเยเมน ลักษณะทางมานุษยวิทยาและสังคมของเยเมน การที่ประชาชนมีอาวุธจำนวนมาก สถาบันของรัฐที่อ่อนแอ และการขาดพันธมิตรภายในประเทศที่เข้มแข็งและมีอิทธิพล ล้วนทำให้ภารกิจทางทหารใด ๆ ในเยเมนเป็นเรื่องยากหรือแม้แต่เป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะดำเนินการโดยซาอุดีอาระเบียหรือฝ่ายใดก็ตาม"

แต่หากไม่ตอบโต้ ซาอุดีอาระเบียก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเผชิญแรงกดดัน การบีบบังคับ หรือการโจมตีในอนาคตจากกลุ่มติดอาวุธและผู้เล่นระดับภูมิภาคอื่น ๆ ได้เช่นกัน

ดร.อาซิซ อัลฆาชิอัน ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า "ชาวซาอุดีอาระเบียรู้สึกว่ากำลังเผชิญภาระหนักเกินกำลัง มากกว่ารู้สึกว่าถูกโดดเดี่ยว"

"เราเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคที่กำลังเผชิญวิกฤตหลายด้านในเวลาเดียวกัน มีไฟกำลังลุกไหม้อยู่ในหลายแนวรบ และการรับมือกับแต่ละด้านทั้งหมดพร้อมกันเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่ง"

ขณะที่การทูตของซาอุดีอาระเบียกำลังพยายามแสวงหาการสนับสนุนจากนานาชาติเพื่อรับมือกับสิ่งที่มองว่าเป็นภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มฮูตีต่อหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก นักรบกลุ่มอันซาร์ อัลลอฮ์ ก็ยังคงเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานที่มั่นของตนบริเวณทางเข้าสู่ทะเลแดงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับซาอุดีอาระเบียแล้ว กำลังมีความกังวลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการชะลอการดำเนินการในวันนี้อาจทำให้ไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้เลยในวันพรุ่งนี้

https://www.bbc.com/thai/articles/cvrl64w1pnkpo