วันอังคาร, ตุลาคม 13, 2569

“ประชากรคุณภาพต่ำ ผู้ประกันตนคุณภาพต่ำ...ประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้ง คือวิธีการที่เลวร้ายที่สุดเสมอสำหรับประเทศไทย” คำของ อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ นักวิชาการนิด้า ออกอาการคลั่งเมื่อทีมก้าวหน้าชนะเลือกตั้งท่วมท้น ได้ที่นั่งบอร์ด ๑๔ ใน ๒๑ คน

ไม่น่าเชื่อว่าปฏิกิริยาบ้าคลั่งต่อการที่ประชาชนออกเสียงโหวตให้กับทีมประกันสังคมก้าวหน้าท่วมท้น ๑๔ ที่นั่งบอร์ดประกันสังคม จะเป็นได้เพียงนี้ จากการออกอาการของ อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ นักวิชาการนิด้า ว่าเสียงเหล่านั้นเป็น

“ประชากรคุณภาพต่ำ ผู้ประกันตนคุณภาพต่ำ...ประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้ง คือวิธีการที่เลวร้ายที่สุดเสมอสำหรับประเทศไทย” นี่เป็นจิตสำนึกในระนาบเดียวกับ พนัส ไทยล้วน หรือด้อยกว่า ดังว่าไม่ได้อย่างใจแล้วตีโพยตีพาย

ยกเอาพุทธทาสภิกขุมาอ้าง ใช้ปรัชญาของท่านอย่างผิดๆ บิดเบือนความหมายไปจากข้อความที่ว่า “ประชาธิปไตยคือประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ต้องให้ประชาชนได้รับประโยชน์เต็มอย่างนั้น จึงจะเป็นประชาธิปไตย

ไอ้ประชาชนเป็นใหญ่นั้นมันไม่แน่ ประชาชนบ้อบอก็ได้ ถ้าประชาชนเห็นแก่ตัวแล้วฉิบหายหมด” ความชั่วร้ายอยู่ที่เอาดีกรีด็อกเตอร์มาใช้เบี้ยวบิด เป็นอย่างพนัสยังไม่ร้ายเท่าเพราะเขาทำตามฐานานุรูปของเขา สติปัญญาอย่างไรว่าไปอย่างนั้น

แต่กระนั้น ปฏิกิริยาสวนกลับจากสาธารณะต่อการอาการสติแตกของอานนท์ เสียดแทงยิ่งกว่า “ผมว่าผู้โพสต์คุณภาพต่ำมากๆ มากกว่าครับ...ต่อให้คุณจะเป็นใคร คุณไม่มีสิทธิไปว่าใครต่ำ...นายกคุณภาพต่ำ เพราะมาจากการเลือกตั้งสินะ”

ขณะที่อานนท์ยิ่งยกตนสูงส่ง หยามเหยียด ฝ่ายประกันสังคมก้าวหน้าหนักลงไปอีก เขาบอกว่า “ทุกปัญหาที่พวกนี้สนใจ ไม่มีแก่นสารเลย” อาทิ ปฏิทิน เสื้อสูท ซื้อตึกแล้วขาดทุน บินเฟิร์สคลาส ดูงานนอก “ปัญหาจริงๆ ไม่เคยพูดถึง พวกนี้ผิวเผินมาก”

อานนท์อ้างถึง Actuarial valuation ที่องค์กรแรงงานนานาชาติทำวิจัยไว้ ในการประเมินผลทางการคลัง “ยืนยันว่ากองทุนประกันสังคมไม่รอดแน่...กลุ่มที่ชนะเลือกตั้งมา ๑๔ เสียงก็ไม่เคยสนใจ ไม่เคยรู้เรื่อง” กับสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘คณิตศาสตร์ประกันภัย’

ทว่าชาวบ้านที่เข้าไปโต้เถียงในโพสต์ของเขา บอกเพียงง่ายๆ ซื่อๆ ว่า “อย่าให้มีอคติบังตา...เราไม่ได้มีปัญหากับการประกันสังคม แต่เรามีปัญหากับการบริหารของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งเชื่อว่าทำให้ดีกว่านี้ได้

ผมอาจเป็นประชากรคุณภาพต่ำ แต่เป็นคน ๙๙% คนแบบนี้ แหละที่คุณปรามาส”

(https://ch3plus.com/news/socialnews/ruangden/472469?=IwY2xjawU589hg)

วันจันทร์, ตุลาคม 12, 2569

ความเก่าฉาวชื่อ ลิซ่า มโนบาล กลับมาเป็นที่กล่าวขานวิพากษ์กันอีก จากคำร้อง ‘นิกก้า’ ในเพลงแร้ปฝึกฝนเคพ้อปเมื่อสิบปีที่แล้ว ที่เธอต้องขอโทษมาโดยตลอด

เป็นเรื่องละสิ ความเก่าฉาวชื่อ ลิซ่า มโนบาล กลับมาเป็นที่กล่าวขานและถกเถียงกัน บนหน้าโซเชียลโดยเฉพาะบนแพล้ทฟอร์มเอ็กซ์ อย่างน้อยๆ ๕ ล้านครึ่ง แม้ส่วนใหญ่จะแสดงความเห็นใจนักร้องนักเต้นเลือดไทยดาวโด่งเคพ้อปคนนี้

แต่เรื่องมิดีมิร้ายอันเป็นแผลบาดใจคนอเมริกันผิวดำชั่วนาตาปี เมื่อมีใครใช้คำเรียกชาติพันธุ์พวกเขาว่า ‘นิกเกอร์’ หรือในกรณีลิซ่าเป็นคำร้องในเพลงแร้ประหว่างการฝึกฝนเมื่อสิบปีที่แล้ว ‘นิกก้า’ ทำให้เธอถูกกล่าวหาว่า ‘เหยียดผิว’

ครั้งนั้นเมื่อปีที่แล้วระว่างที่ลิซ่ากำลังฝึกซ้อมเตรียมการแสดงโชว์บนเวทีเคาเชลล่าในแคลิฟอร์เนีย มีมือดีปล่อยคลิปหลุดการฝึกซ้อมคณะสี่สาวเคพ้อป ‘แบล็คพิ้งค์’ ขณะลิซ่าอายุ ๑๕-๑๖ ปีเห็นจะได้ แน่นอนว่าเพลงแร้ปสมัยนั้นย่อมมีคำเหล่านี้ในเนื้อร้อง

ลิซ่าได้ขอโทษทางสาธารณะต่อเหตุการณ์นั้นเรื่อยมา รวมทั้งในการให้สัมภาษณ์นิตยสารวาไรเอตี้หลายปีให้หลัง แต่ครั้งนี้ในการสัมภาษณ์เพื่อถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับลิซ่าโดย ‘บีบีซี’ ชื่อว่า ‘Always Lalisa’ ซึ่งจะออกเผยแพร่เป็นทางการวันนี้ (๑๒ ตุลา)

ซู คิม นักเขียนชีวประวัติผู้ช่ำชอง ใช้ความคุ้นเคยที่ติดตามลิซ่ามาเนิ่นนาน บุกเข้าไปสัมภาษณ์ในห้องแต่งตัวของเธอ แล้วพบกับความแปลกใจ ทึ่งที่ลิซ่าไม่ยักปฏิเสธเลยแม้แต่นิด ทั้งยังลงนั่งเอนเล่าความหลังให้ฟังเป็นชั่วโมง

“มันเป็นเรื่องไมดีเลย” เธอว่า “ตอนนั้นฉันอายุ ๑๕-๑๖ ไม่รู้เลยว่ามันเป็นคำที่ล่อแหลมมาก เพราะฉันเป็นเด็กไทยที่ภาษาเมื่อกำเนิดของฉันไม่ใช่อังกฤษ เดี๋ยวนี้ฉันไม่มีทางใช้คำนั้นอีก ฉันมีการศึกษามากขึ้นแล้ว รู้อะไรดีขึ้น แม้นว่าได้ทำผิดพลาดมาก่อน”

ซู คิม บอกกับบีบีซีว่า “สิ่งที่ฉันเห็นกับลิซ่าในนาฑีนั้น มันถ่องแท้ เต็มไปด้วยจิตสำนึกเปี่ยมล้น เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เกิดความรู้สึกประทับใจกับเธอ” คลิปนั้นโผล่ขึ้นมาตอนที่ลิซ่ากำลังเตรียมแยกตัวจากแบล็คพิ้งค์ไปเป็นศิลปินเดี่ยว เธอเจอกับการก่นด่าและขู่ฆ่า

เธอยอมรับว่ามันหนักหนาสากรรจ์ แต่ก็ต้องทนรับการวิพากษ์และหาทางประนีประนอม เสียงวิพากษ์ไม่สนใจกับคำสารภาพของเธอ บางรายลำเลิกไปถึงกรณีที่เธอถูกคนผิวดำ และนักสิทธิมนุษยชนโจมตีอย่างหนัก เกี่ยวกับชุดแต่งกายแสดงของเธอ

ที่มักเป็นกางเกงสั้นเกาะสะโพก ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นลายลูกไม้ มีรูป โรซ่า พ้าร์ค วีรสตรีผิวดำอเมริกันแทรกอยู่ในลายถักนั้น มันเป็นอุปสรรคที่ลิซ่าต้องเผชิญหน้าพยายามแก้ไข ในเมื่อขณะนี้เธอเซ็นสัญญาอยู่ในสังกัดค่ายแผ่นเสียงอาร์ซีเออเมริกัน หลังตัดขาดกับเคพ้อป ‘วายจี’ มาเป็นปีแล้ว

(https://www.bbc.com/news/articles/cjzxl56q30k7AC0BE และ https://x.com/BBCWorld/status/2109225135240605887) 

“ไทยไม่เฉย” โหวตบอร์ดประกันสังคมก้าวหน้าท่วมท้น ‘ษัษฐรัมย์’ ขานรับ เรายอมเป็นเด็กที่เอาแต่ใจเพื่อทำให้สังคมนี้มันดีขึ้น ไม่ให้มีเด็กคนไหนต้องอดตายในความมั่งคั่งของประเทศนี้

ผลเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้พูดได้ว่า “ไทยไม่เฉย” โดยเฉพาะ ไทยผู้ใช้แรงงาน ไม่เพียงคนไปออกเสียงกันถล่มทะลาย มากกว่าครั้งก่อน ๓๓๑% แต่การที่เลือก ‘ปฏิรูป’ ไม่เอาปฏิทินนั่นสิ ทำให้ประเทศนี้มีความหวัง

‘เป๋า’ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ แห่งไอลอว์ บอกว่า คนหลัก ๕-๖ แสน ออกมาโหวตกันวันนี้ (๑๑ ตุลา) ทำให้เชื่อได้ว่าถ้าสถานการณ์ถึงวันที่ต้องการจำนวนนับเพื่อชี้ขาด เขาเชื่อเสมอว่าจะมีคนมา “หากต้องการรวมชื่อเพื่อเสนอกฎหมาย จะ ๕ หมื่น หรือ ๕ แสน ก็สามารถหาได้

ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี แกนนำกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า ซึ่งทีมของเขาได้รับเลือกทั้งฝ่ายผู้ใช้แรงงานและนายจ้าง ๗+๗ รวม ๑๔ คน ในจำนวนกรรมการทั้งสิ้น ๒๑ คน กล่าวตอบรับชัยชนะตอนหนึ่งว่า “เราถูกกล่าวหาเป็นเด็กเอาแต่ใจ

แต่ความเอาแต่ใจของเราเป็นความเอาแต่ใจที่ปรารถนาให้ชาติกำเนิดของทุกคนเป็นโมฆะ...ไม่ให้มีเด็กคนไหนต้องอดตายในความมั่งคั่งของประเทศนี้...ทำให้คนแก่ทุกคนได้รับบำนาญที่สมเหตุสมผล สมกับที่พวกเขาได้ส่งมาทั้งชีวิต

เรายอมเป็นเด็กที่เอาแต่ใจเพื่อทำให้สังคมนี้มันดีขึ้น ทุกท่านครับ วันนี้คือก้าวแรก แต่ไม่ใช่ก้าวสุดท้าย ปี ๒๕๖๙ อาจเป็นฝันร้ายที่ยาวนานของคนไทย แต่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าของเราวันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า เราคือปราการสุดท้ายของการปฏิรูป

และเราคือแนวหน้าของการ)ฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม สร้างสวัสดิการให้เป็นธรรมสำหรับทุกคน ขอบคุณสำหรับทุกคะแนนเสียง ขอบคุณสำหรับทุกความเชื่อในความเป็นไปได้” เขาประกาศภารกิจ ๗ วันแรกทันที จะเปิดการประชุมแบบไล้ฟ์สด

มีรายงานออกมาให้เข้าถึงได้ “เพื่อให้ทุกการตัดสินใจของประกันสังคม ต้องมีการรับผิดรับชอบ ไม่ใช่ใครจะทำอะไรก็ทำ ตัดสินใจอะไรก็ทำกันเงียบ ๆ อย่างที่ผ่านมา...๑๔ เสียงนี้เพียงพอ ต่อการปฎิรูปประกันสังคม ให้กลับมาเป็นของคนธรรมดาอย่างแท้จริง

และ “เราเป็นปีศาจของเหล่าชนชั้นนำ/เหล่าปรสิตเสมอ” อย่างไรก็ดี ‘ไอ๊ซ์’ รักชนก ศรีนอก เตือนอย่าเพิ่งดีใจไปมากนัก “อย่าไว้ใจทาง” เพราะการเลือกตั้งบอร์ดเมื่อปี ๒๕๖๖ เคยมีอภินิหารเกิดขึ้นแล้ว ฝั่งลูกจ้างที่ชนะถูกตัดสิทธิไป ๒ คน

แล้วกว่าจะประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการครั้งนั้น ใช้เวลานานถึง ๒ เดือน นับไปนับมาอีท่าไหนคะแนนหายไป ๑,๕๐๐ อ้างว่าเป็น ‘Human error’ อะ และกว่าจะได้ประชุมนัดแรกโน่น ปาเข้าไปมีนา ๖๗ ฉะนั้นครั้งนี้ “อะไรก็เกิดขึ้นได้”

เธอประกาศ “ถ้าเกิดอะไรขึ้น...ฉันพร้อม”

(https://x.com/nanaicez/status/2109259638902501402 และ https://x.com/s_paceNyan/status/2109295651662299508) 

วันนี้ เมื่อ 93 ปีที่แล้ว (11 ตุลาคม 2476) เกิดกบฎบวรเดช ซึ่งเป็นความพยายามก่อการรัฐประหารของพวกปฏฺิกิริยาโดยใช้กำลังทหารจากนอกเมืองหลวง เพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎรที่บริหารประเทศตามระบอบรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากการอภิวัฒน์ 2475 แล้วเปลี่ยนแปลงกลับสู่ระบอบเก่า


Parinand Bird Varnasavang
AI content · ·
5 hours ago

วันนี้ เมื่อ 93 ปีที่แล้ว (11 ตุลาคม 2476) เกิดกบฎบวรเดช ซึ่งเป็นความพยายามก่อการรัฐประหารของพวกปฏฺิกิริยาโดยใช้กำลังทหารจากนอกเมืองหลวง เพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎรที่บริหารประเทศตามระบอบรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากการอภิวัฒน์ 2475 แล้วเปลี่ยนแปลงกลับสู่ระบอบเก่า. ฝ่ายรัฐบาลรู้ข่าวจึงเตรียมการป้องกันอย่างรัดกุม และทำให้เกิดการสู้รบในย่านชานเมืองด้านเหนือแถบทุ่งบางเขนเป็นเวลาถึง 5 วัน (12-16 ต.ค.) จากยุทธการทั้งหมด 15 วัน อาจเรียกได้ว่าเป็นสงครามกลางเมืองขนาดย่อม. ภายหลังปราบกบฎได้ รัฐบาลได้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพทหารกล้าผู้สละชีพพิทักษ์รัฐธรรมนูญที่สนามหลวง แล้วก่อสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นไว้ที่บางเขน ใกล้หลักที่สี่ของคลองเปรมประชากรที่อยู่ห่างออกไป 2 กม. เรียกกันว่าอนุสาวรีย์ปราบกบฎ หรือ อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ.
 
อนุสาวรีย์นี้ตั้งอยู่กลางถนนพหลโยธิน ซึ่งในเวลานั้นชื่อว่าถนนประชาธิปัตย์ ณ ทางแยกถนนแจ้งวัฒนะที่ไปปากเกร็ดและถนนรามอินทราที่ไปมีนบุรี โดยสถานที่ตั้งอนุสาวรีย์น่าจะเรียกว่าจัตุรัสมากกว่าวงเวียนเพราะถนนโดยรอบมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนมากกว่าเป็นวงกลมหรือวงรี. ในตอนนั้น อนุสาวรีย์แห่งนี้ถือเป็น landmark สำคัญของเมืองใหม่บางเขนที่รัฐบาลพัฒนาขึ้น โดยอยู่คู่กับ landmark อีกองค์ที่อยู่ใกล้กัน คือพระเจดีย์องค์ใหญ่สีขาวทรงลังกา ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุตรงกลางองค์เจดีย์ รายล้อมด้วยช่องเก็บอัฐิของบุคคลผู้ทำประโยชน์แก่ประเทศ ซึ่งรวมถึงสมาชิกคณะราษฎร ผู้ก่อการอภิวัฒน์ 2475 ซึ่งหากมองในเชิงสัญลักษณ์ อาจกล่าวได้ว่าเป็น People's Pantheon ก็ว่าได้ โดยที่เจดีย์องค์นี้อยู่ในวัดพระศรีมหาธาตุ ที่เดิมตั้งชื่อว่าวัดประชาธิปไตยและสร้างขึ้นในโครงการพัฒนาเมืองใหม่บางเขนที่เกิดขึ้นพร้อมกับการก่อสร้างอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่ภายหลังเมื่อรัฐบาลได้รับมอบพระบรมสารีริกธาตุจากรัฐบาลอินเดียของอังกฤษ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระศรีมหาธาตุเพื่อความเป็นสิริมงคล.
 
ในเวลาต่อมา พื้นที่นี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นวงเวียน และมีการแบ่งพื้นที่วงเวียนใช้ก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าสายสีเขียวทางซีกตะวันออก และสะพานลอยรถยนต์ข้ามทางแยกตามแนวถนนแจ้งวัฒนะ-ถนนรามอินทรา ที่ขนาบด้วยทางรถไฟฟ้าสายสีชมพูทางซีกใต้ของวงเวียน และยังมีอุโมงค์ทางลอดทางแยกตามแนวถนนพหลโยธินมุดใต้วงเวียนอีกด้วย. ปัจจุบันเรียกว่าวงเวียนอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หรือ วงเวียนหลักสี่ หรือ วงเวียนบางเขน อยู่ในแขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร.
 
หมายเหตุ: ภาพประกอบทั้งสองนี้ เป็นภาพจากจินตนาการที่ผมอยากเห็นแล้วสั่งให้ AI รังสรรค์ขึ้น อันที่จริงแล้ว อนุสาวรีย์นี้ได้ถูกผู้ประสงค์ร้ายทำให้อันตรธานไปในปลายเดือนธันวาคม 2561.


https://www.facebook.com/parinand.varnasavang/posts/10165013112893808
.....

อนุสาวรีย์กบฎบวรเดช หายไปได้อย่างไร

อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หรือที่นิยมเรียกว่า อนุสาวรีย์ปราบกบฏบวรเดช (ตั้งอยู่บริเวณวงเวียนหลักสี่ ย่านบางเขน) ได้หายไปจากการรื้อถอนในยามวิกาล โดยไม่มีหน่วยงานรัฐออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการล่วงหน้า มีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้

การรื้อถอนตัวอนุสาวรีย์ (คืนวันที่ 27–28 ธันวาคม 2561): ในช่วงกลางดึก มีรายงานการใช้รถเครนและเครื่องมือเข้ายกตัวอนุสาวรีย์ (ซึ่งเป็นพานรัฐธรรมนูญและโครงสร้างบรรจุอัฐิของทหารและตำรวจ 17 นายที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ปราบกบฏ พ.ศ. 2476) ออกจากพื้นที่วงเวียนหลักสี่ โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงควบคุมพื้นที่ ห้ามบันทึกภาพ และมีการควบคุมตัวผู้ที่พยายามเข้าไปสังเกตการณ์หรือไลฟ์สดในขณะนั้น

การทำลายส่วนฐาน (กุมภาพันธ์ 2563): หลังจากตัวอนุสาวรีย์หายไปราวหนึ่งปี ส่วนฐานของอนุสาวรีย์ที่เหลืออยู่ตรงวงเวียนหลักสี่ก็ได้ถูกทุบและรื้อถอนออกจนหมดในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2563 เพื่อเคลียร์พื้นที่ก่อสร้างรถไฟฟ้า

ปัญหาการปัดความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ: หลังเกิดเหตุ ไม่มีหน่วยงานใดออกมารับเป็นเจ้าของคำสั่งหรือชี้แจงว่านำอนุสาวรีย์ไปเก็บไว้ที่ใด โดยทั้งกรุงเทพมหานคร, การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และสำนักงานเขตบางเขน ต่างระบุว่าไม่มีข้อมูลหรือไม่ใช่ผู้ดำเนินการเคลื่อนย้าย

การดำเนินคดีทางกฎหมาย: ในเดือนธันวาคม 2563 กรมศิลปากร (เนื่องจากอนุสาวรีย์แห่งนี้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน) ได้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ สน.บางเขน เพื่อดำเนินคดีกับผู้รื้อถอนและทำลายโบราณสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาพนักงานสอบสวนมีความเห็นควร "งดการสอบสวน" เนื่องจากไม่สามารถสืบหาตัวผู้กระทำความผิดได้

จนถึงปัจจุบัน ตัวอนุสาวรีย์ยังคงมีสถานะสูญหาย และไม่เป็นที่แน่ชัดว่าถูกนำไปเก็บรักษาไว้ ณ สถานที่ใดหรือถูกทำลายไปแล้ว




จับตาฟังคำพิพากษาคดี ม.112 ของ “ดิเรก” ที่พัทลุง กรณีคอมเมนต์โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อปี 65 กำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 12 ต.ค. 2569


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
17 hours ago
·
จับตาฟังคำพิพากษาคดี ม.112 ของ “ดิเรก” ที่พัทลุง กรณีคอมเมนต์โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อปี 65
.
.
พรุ่งนี้ (12 ต.ค. 2569) เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดพัทลุงนัดฟังคำพิพากษาในคดีของดิเรก (สงวนนามสกุล) พ่อค้าขายหมูปิ้งชาวจังหวัดกาญจนบุรีวัย 46 ปี ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีคอมเมนต์ข้อความลงในโพสต์เฟซบุ๊กของ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี ซึ่งต้นโพสต์มีเนื้อหาวิจารณ์กลุ่มปกป้องสถาบันฯ เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2565
.
คดีนี้มี ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.) เป็นผู้กล่าวหา ไว้ที่ สภ.เมืองพัทลุง โดยกล่าวหาทั้งพรหมศรและดิเรก ดิเรกได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2567 โดยในตอนแรกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาทั้งตามมาตรา 112, มาตรา 116, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามมาตรา 328 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1)
.
ต่อมาหลังผ่านไปเกือบ 1 ปี เดือนพฤศจิกายน 2568 พนักงานสอบสวนได้ประสานงานให้ทั้งดิเรกและพรหมศรไปรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม หลังทางอัยการส่งสำนวนกลับมา ทำให้ทั้งสองคนต้องเดินทางไปพัทลุงรับทราบข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) อีก เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2569
.
จากนั้นเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9 ได้มีคำสั่งฟ้องคดีทั้งของดิเรกและพรหมศร แยกเป็นสองคดี โดยฟ้องเฉพาะในสองข้อกล่าวหา ทั้งสองคนต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดพัทลุงอีกครั้ง
.
ในกรณีของพรหมศร ถูกกล่าวหาว่าได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2565 เนื้อหาเกี่ยวกับคนคลั่งรักพระมหากษัตริย์ ถูกบรรยายฟ้องว่าทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง ทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยในพระมหากษัตริย์ และระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
.
ส่วนกรณีของดิเรก ถูกกล่าวหาว่าในวันเดียวกันได้คอมเมนต์ข้อความสั้นๆ ไว้ใต้โพสต์ของพรหมศร และถูกอัยการบรรยายฟ้องในลักษณะเดียวกัน ก่อนศาลอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างพิจารณา โดยต้องวางหลักทรัพย์คนละ 1 แสนบาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์
.
หลังจากนั้นดิเรกเดินทางไปในนัดคุ้มครองสิทธิ นัดตรวจพยานหลักฐาน ก่อนในนัดสืบพยานวันแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ดิเรกได้ตัดสินใจกลับคำให้การเป็นรับสารภาพตามฟ้อง ศาลให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะพินิจเพิ่มเติมภายใน 30 วัน และกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 12 ต.ค. 2569
.
การเดินทางไปฟังคำพิพากษาในครั้งนี้ จะเป็นครั้งที่ 9 แล้วที่ดิเรกต้องเดินทางไปยังจังหวัดพัทลุง คดีนี้นับเป็นหนึ่งในคดีกล่าวหาทางไกล ซึ่งมีทรงชัย เนียมหอม ไปกล่าวหาในหลายสถานีตำรวจในพื้นที่ภาคใต้ ทั้งคดีตามมาตรา 112 และ 116 อาทิ ในจังหวัดพัทลุง, สงขลา, ตรัง, กระบี่, สุราษฎร์ธานี โดยทราบข้อมูลผู้ถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่า 19 คดีแล้ว โดยแทบทั้งหมดผู้ถูกกล่าวหาเป็นประชาชนทั่วไป ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกแจ้งความ ทำให้แต่ละคนมีภาระและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่อสู้คดี
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/87164
.
อ่านรายงาน “ปัญหาการดําเนินคดีทางไกล: สำรวจข้อกฎหมาย ผลกระทบ และข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง” https://tlhr2014.com/archives/84147

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1517094360261029&set=a.656922399611567





“พนัส นายแน่มาก…”

https://www.facebook.com/boycitychanFC/posts/1687976829355441












เข้าใจหนูด้วย



ช่วยเข้าใจนายกด้วย
ไม่ใช่ว่า เขาไม่อยากแก้ปัญหา
อะไรให้ประเทศไทย
แต่การแก้ปัญหาต่างๆ มันต้องใช้อองค์ความรู้
ซึ่งเขาไม่มี!

Karun Siringam
แหล่งข่าว : คนนอนนา วันที่ 11 ตุลาคม 2569
.....

อ่านอักษร สีดำ
15 hours ago
·
"ได้ยินแบบนี้ไอ้ผมก็ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย"

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122122554177464944&set=a.122098663431464944


ภัควดี วีระภาสพงษ์
เข้าใจหนูด้วยค่ะ หนูอยู่แต่ในท่อ จะให้รู้จักโลกกว้างได้ยังไง




ภาพแห่งความหวัง "เมื่อเด็กที่เอาแต่ใจ" กำชัยชนะเหนือกว่า "ผู้ใหญ่เอาแต่ได้" (คนจะลุกขึ้นมาทำอะไรยากๆ ได้ ในวันที่เขาเห็นว่า สิ่งที่เขาลงทุนไปแล้วจะมีความหมาย)

https://www.facebook.com/thestandardth/posts/1474982118094460

THE STANDARD 
10 hours ago
·
นาทีสุดท้าย ผู้ประกันตนวิ่งสุดฝีเท้า เร่งเข้าอาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ลุ้นลงคะแนนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมทันก่อนปิดหีบ 16.00 น.
.
วันนี้ (11 ตุลาคม) บรรยากาศช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ เป็นไปอย่างตื่นเต้นและระทึก เมื่อผู้ประกันตนจำนวนมากที่เพิ่งเดินทางมาถึง ต่างเร่งก้าวเท้าและวิ่งสปีดจากบริเวณชั้น G เพื่อตรงไปยังแถวต่อคิวเข้าลิฟต์ ขึ้นไปยังหน่วยลงคะแนนชั้น 11, 14, 15 และ 16 หวังใช้สิทธิให้ทันเวลาปิดหีบใน 16.00 น.
.
ทั้งนี้ จีระภา บุญรัตน์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า เมื่อถึงเวลา 16.00 น. หากยังมีผู้รอใช้สิทธิอยู่ในบริเวณสถานที่เลือกตั้ง เจ้าหน้าที่จะกั้นท้ายแถวและอนุญาตให้ผู้ที่อยู่ในเขตแนวกั้นสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้จนเสร็จสิ้น ขณะที่ผู้ที่เดินทางมาหลังเวลา 16.00 น. จะไม่อนุญาตให้เข้าเขตแนวกั้น
.
ภาพ: ฐานิส สุดโต
.


Yingcheep Atchanont 
13 hours ago
·

เลือกตั้งประกันสังคม ครั้งที่แล้วไปใช้สิทธิที่กระทรวงมหาดไทยตามที่อยู่ในทะเบียนบ้าน ไปประมาณบ่ายโมงไม่มีคนเลย มีแต่เจ้าหน้าที่นั่งรอ ปีนี้เลือกสถานที่ที่สะดวกเขตห้วยขวาง โรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ มาเที่ยงกว่ากว่าพบว่าคนเยอะมาก

โรงเรียนปิดรั้วบอกว่าที่จอดเต็มและไม่ให้รถเข้าทำให้รถที่มาเลือกตั้งหาที่จอดไม่ได้แล้วก็วนเวียนรถติดมหาศาล ไม่เคยเห็นแถวนี้รถติดขนาดนี้มาก่อน ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านกาแฟทุกร้านคนนั่งเต็มหมด ก็ยินดีกับพ่อค้าแม่ค้าด้วยครับ

วนหาที่จอด 30 นาที หาไม่ได้ แต่ก็เข้าไปในโรงเรียนจนได้ และพบว่า คิวยาวมากในหลายหน่วย แต่หน่วยของข้าพเจ้ามีแค่ 2 คิว เจ้าหน้าที่ให้บริการดี หาหมายเลข ยื่นบัตร ตรวจสอบ เข้าคูหา เร็วกว่าเลือกตั้งสส. อีก ขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ และชื่นชมคนมากมายที่ออกไปใช้สิทธิกันอย่างล้นหลามครับ


Yingcheep Atchanont 
6 hours ago
·
คนจะลุกขึ้นมาทำอะไรยากๆ ได้ ในวันที่เขาเห็นว่า สิ่งที่เขาลงทุนไปแล้วจะมีความหมาย

บางครั้งอาจต้องการให้คนไปร่วมชุมนุมเยอะๆ แต่เมื่อเขาไม่รู้ว่า การไปหรือไม่ไปจะแตกต่างอย่างเป็นรูปธรรมได้ไหม เขาก็ต้องแบ่งเวลาให้กับภาระหน้าที่อีกมากมาย

ในวันที่เราต้องการรายชื่อ 10,000 เพื่อเสนอกฎหมาย ผมเชื่อว่าเราจะหาได้ ถ้าเงื่อนไขบอกให้หา 50,000 เราก็จะหาได้ ถ้าเงื่อนไขบอกให้หา 500,000 เราก็จะหาได้

เลือกตั้งประกันสังคม เมื่อเขารู้ว่าจำนวนเสียงที่มากขึ้นจะถูกนับและใช้ตัดสินชี้ขาดได้ จะรถติด จะเดินทาง จะต้องลงทะเบียน จะต้องเตรียมเอกสาร คนหลัก 5-6 แสนคนก็พร้อมจะไป

ผมชอบอยู่ประเทศนี้ ถ้าสถานการณ์ถึงวันที่ต้องการจำนวนนับเพื่อชี้ขาด ผมเชื่อเสมอว่า จะมีคนมา








สภาพปัจจุบัน ภาพล่าสุดในปี 2569 ของ "บ้านพักตุลาการเชิงดอยสุเทพ" หรือ "หมู่บ้านป่าแหว่ง" หลังจากได้ส่งมอบพื้นที่ให้กับ "กรมธนารักษ์" มานานกว่า 5 ปี

https://www.facebook.com/lovedoisuthep/posts/1521173516723301

เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ
Yesterday
·
เปิดภาพล่าสุดปี69 "บ้านพักตุลาการเชิงดอยสุเทพ" หรือ (หมู่บ้านป่าแหว่ง) หลังจากส่งมอบพื้นที่ให้กับ "กรมธนารักษ์" มานานกว่า5ปี ปัจจุบัน ตัวอาคารเริ่มทรุดโทรม ส่วนพื้นที่โดยรอบมีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นปกคลุมตัวบ้านและถนนจนรกทึบไปหมด ส่วนภายในตัวอาคารเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นยังคงอยู่ในสภาพดี จึงอยากเรียกร้องให้ "กรมธนารักษ์" ช่วยส่งมอบเฟอร์นิเจอร์ เช่น โต๊ะ,เก้าอี้ ,เตียง,ตู้,แอร์,เครื่องทำน้ำอุ่น ไปให้กับหน่วยงานราชการอื่นๆนำไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ เพราะครุภัณฑ์เหล่านี้ จัดซื้อมาจากภาษีของประชาชน จึงไม่ควรปล่อยให้ชำรุดเสียหายไปอย่างเปล่าประโยชน์...

.....

ตำนาน หมู่บ้านป่าแหว่ง

"หมู่บ้านป่าแหว่ง" หรือโครงการก่อสร้างบ้านพักและอาคารชุดของข้าราชการตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บริเวณเชิงดอยสุเทพ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นหนึ่งในประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย โดยมีจุดเริ่มต้นและลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้:

จุดเริ่มต้นโครงการ (พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา): ทางสำนักอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ได้ขอใช้พื้นที่ราชพัสดุในความดูแลของกองทัพบกบริเวณเชิงดอยสุเทพ เพื่อก่อสร้างอาคารที่ทำการและบ้านพักข้าราชการ โดยโครงการได้รับการอนุมัติและดำเนินการก่อสร้างเรื่อยมา จนกระทั่งตัวสิ่งปลูกสร้างรวมถึงบ้านพักและแฟลต (อาคารชุด) หลายสิบหลังเกือบแล้วเสร็จสมบูรณ์

การจุดชนวนกระแสคัดค้าน (พ.ศ. 2561): ภาพถ่ายมุมสูงเผยให้เห็นแนวป่าสีเขียวที่ถูกแผ้วถางจนแหว่งเป็นรอยกว้างเพื่อก่อสร้างกลุ่มอาคารและบ้านพักดังกล่าว จนเกิดเป็นกระแสความไม่พอใจอย่างรุนแรงในโลกออนไลน์และภาคประชาชน นำโดย "เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ" ประชาชนและนักอนุรักษ์มองว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ชิดกับเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย และรบกวนระบบนิเวศ รวมถึงทำลายทัศนียภาพอัน

ข้อเรียกร้อง "รื้อถอนคืนป่า": เกิดการชุมนุมประท้วงและการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เรียกร้องให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด เพื่อคืนสภาพพื้นที่ให้กลับมาเป็นผืนป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์ จนกลายเป็นวาระระดับประเทศที่ภาครัฐต้องเข้ามาหาทางออกร่วมกัน

ทางออกและการส่งมอบพื้นที่ (พ.ศ. 2565): ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เจรจาจนได้ข้อสรุปว่า ทางศาลอุทธรณ์ภาค 5 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ย้ายกำลังพลออกและทำการส่งมอบพื้นที่บ้านพักพร้อมครุภัณฑ์คืนให้กับ "กรมธนารักษ์" เพื่อเตรียมแผนฟื้นฟูและปลูกป่าทดแทน

สภาพปัจจุบัน: เนื่องจากไม่มีการเข้าไปอยู่อาศัยและไม่มีการใช้ระบบสาธารณูปโภคอย่างไฟฟ้าหรือน้ำประปา ประกอบกับเวลาที่ผ่านไปนาน ทำให้ตัวอาคารเริ่มทรุดโทรม และถูกต้นไม้รวมถึงวัชพืชขึ้นปกคลุมหนาแน่นจนมีสภาพกลายเป็นพื้นที่รกร้างตามภาพข่าวที่ปรากฏ




จากมหาอำนาจเจ้าอาณานิคม สู่ประเทศที่เสื่อมโทรม วุ่นวาย ใกล้ถังแตก ฝรั่งเศสมาถึงจุดนี้ได้ยังไง?


World Wide Wow - เรื่องเล่าเขย่าโลก
Yesterday
·

จากมหาอำนาจเจ้าอาณานิคม สู่ประเทศที่เสื่อมโทรม วุ่นวาย ใกล้ถังแตก ฝรั่งเศสมาถึงจุดนี้ได้ยังไง?
.
การประท้วงของนักเรียนในฝรั่งเศสที่เวลานี้ลุกลามเป็นการจลาจลไปทั่วประเทศ ต้นเหตุไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษาแต่คือปัญหาเชิงโครงสร้างขนาดมหึมาของฝรั่งเศสที่บ่มจนได้ที่
.
ย้อนกลับไปช่วงศตวรรษที่ 19-20 ฝรั่งเศสคือหนึ่งในมหาอำนาจจักรวรรดินิยมที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกตีคู่กับจักรวรรดิอังกฤษ พวกเขามีกองทัพอันเกรียงไกรและปกครองอาณานิคมจำนวนมาก รวมดินแดนกว่า 10 ล้านตารางกิโลเมตร
.
นอกเหนือจากอำนาจทางการทหาร ฝรั่งเศสยังทรงอิทธิพลด้านวัฒนธรรม ภาษา การศึกษา กฎหมาย และแนวคิดทางการเมือง โดยเฉพาะอุดมการณ์ “เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ” อันโด่งดังจากยุคปฏิวัติ ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญของระบอบสาธารณรัฐฝรั่งเศสสมัยใหม่ และมีอิทธิพลต่อแนวคิดประชาธิปไตยหลายแห่งในโลก
.
แต่ความยิ่งใหญ่นั้นค่อย ๆ เลือนหายไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสบอบช้ำและเริ่มสูญเสียการควบคุมอาณานิคมแต่ละแห่งที่พากันลุกฮือเรียกร้องเอกราช โดยเฉพาะหลังสงครามอินโดจีนและสงครามแอลจีเรีย ทำให้ฝรั่งเศสต้องยอมปล่อยมือให้เอกราชแก่ดินแดนเหล่านี้ ขณะเดียวกันก็ต้องกลับมาฟื้นฟูบูรณะบ้านตนเองจากความเสียหายของมหาสงคราม
.
แม้หมดยุคอาณานิคมแต่ฝรั่งเศสก็ไม่ได้สิ้นแสง ช่วงปี 1945–1975 พวกเขาอยู่ในยุคที่เรียกว่า “Trente Glorieuses” หรือสามทศวรรษแห่งความรุ่งเรือง ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจฝรั่งเศสขยายตัว อุตสาหกรรมเติบโต ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น และคุณภาพชีวิตของชาวฝรั่งเศสก็ดีขึ้นอย่างมากหลังสงคราม
.
หนึ่งในมรดกสำคัญจากยุคนี้คือการกำเนิด “รัฐสวัสดิการ” ฝรั่งเศสเริ่มวางรากฐานระบบประกันสังคมยุคใหม่ในปี 1945 และค่อย ๆ พัฒนาจนครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งการรักษาพยาบาล การศึกษา เงินบำนาญ สวัสดิการครอบครัว การว่างงาน และการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย
.
หลักการไม่มีอะไรซับซ้อน คือให้ประชาชนช่วยกันแบกผ่านการจ่ายภาษีและเงินสมทบ เพื่อให้รัฐนำเงินไปจัดสวัสดิการกลับมาดูแลประชาชนอีกที
.
ระบบนี้จะอยู่รอดได้ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยสำคัญ
.
ข้อแรกคือรัฐต้องหาเงินได้เพียงพอ เพื่อหล่อเลี้ยงทั้งระบบสวัสดิการและภาคส่วนอื่น ๆ ของประเทศ ขณะที่รายจ่ายด้านสวัสดิการกินสัดส่วนมหาศาลของงบประมาณ
.
สองคือประเทศต้องมีประชากรวัยทำงานมากพอเพื่อทำงานส่งเงินเข้าระบบในรูปของภาษีและเงินสมทบ โดยต้องมีผลิตภาพแรงงานซึ่งหมายถึงผลผลิตและการจ้างงานที่ดีด้วย
.
ถ้าเป็นยุครุ่งเรืองที่เศรษฐกิจเติบโตระบบนี้ก็เดินเครื่องได้ไม่มีปัญหา แต่ประเด็นคือฝรั่งเศสไม่ได้อยู่ในยุคนั้นอีกต่อไปแล้ว รายได้ประเทศเริ่มนิ่งแต่รายจ่ายของรัฐไม่นิ่งตาม ตรงกันข้ามมันยิ่งโตวันโตคืน
.
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (INSEE) ระบุว่า ในปี 2025 ภาครัฐฝรั่งเศสขาดดุลการคลังประมาณ 152,500 ล้านยูโร หรือคิดเป็น 5.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แม้จะลดลงจาก 5.8% ในปี 2024 แต่ก็ยังถือว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับเกณฑ์ด้านการคลังของสหภาพยุโรป (EU) ที่กำหนดการขาดดุลไว้ว่าไม่ควรเกิน 3% ของ GDP
.
สาเหตุการขาดดุลงบประมาณของฝรั่งเศสเกิดจากหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่และเป็นวงจรมรณะที่หาทางออกยากมาก
.
1. รัฐสวัสดิการขนาดใหญ่ที่เคยภูมิใจกลายเป็นภัยการคลัง
แม้ระบบนี้ช่วยอุ้มชูคนตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกทั้งเงินบำนาญและสวัสดิการส่วนหนึ่งก็มาจากการจ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมโดยประชาชนเองไม่ได้มีแค่เงินภาษี แต่สวัสดิการแบบจัดเต็มของฝรั่งเศส ก็เป็นภาระอันหนักอึ้งที่ดูดกลืนงบประมาณในแต่ละปีอย่างมหาศาล
.
2. สังคมสูงวัยและวิกฤติประชากร
จำเงื่อนไขสองข้อของระบบรัฐสวัสดิการฝรั่งเศสได้มั้ย คือต้องมีจำนวนคนวัยทำงานมากพอเพื่อส่งเงินเข้าระบบ แต่ปัญหาที่ทั่วโลกกำลังเจอเวลานี้คือคนมีลูกน้อยลง
.
ข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม 2026 ฝรั่งเศสมีประชากรประมาณ 69.1 ล้านคน โดยประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปคิดเป็น 22% ของประชากรทั้งหมด ใกล้เคียงกับสัดส่วนประชากรอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าเกณฑ์สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-Aged Society) ขณะเดียวกัน ในปี 2025 ฝรั่งเศสมีเด็กเกิดใหม่ประมาณ 645,000 คน ลดลงถึง 24% เมื่อเทียบกับปี 2010 และอัตราเจริญพันธุ์ลดลงเหลือเพียง 1.56 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน (มาตรฐานคือ 2.1) ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่สำคัญ ปี 2025 ยังเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองที่ฝรั่งเศสมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ โดยมีผู้เสียชีวิตประมาณ 651,000 คน
.
เด็กเกิดน้อย หนุ่มสาวซึ่งเคยเป็นกำลังขับเคลื่อนรัฐสวัสดิการก็ทยอยแก่ตัวและเกษียณอายุกันไป แต่คนทำงานรุ่นใหม่มีน้อยลง เงินที่ส่งเข้าระบบก็ลดลงตามไปด้วย
.
ปัญหาต่อมาคือเราไม่ได้เกษียณแล้วสิ้นอายุขัยเลย แต่ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่ออีกหลายสิบปี และยิ่งอยู่นานก็ยิ่งกินสวัสดิการรัฐมากขึ้น ทั้งเงินบำนาญ การรักษาพยาบาล และการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งคนยุคนี้ก็ดันอายุยืนซะด้วย แตะหลักร้อยมีให้เห็นมากขึ้น เมื่อสัดส่วนผู้รับสวัสดิการกับคนทำงานส่งเงินไม่สมดุลกัน ระบบที่เคยลื่นไหลก็เริ่มสะดุด
.
3. เศรษฐกิจโตไม่ทันรายจ่ายจนต้องเริ่มกู้
ต้องเข้าใจก่อนว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสไม่ได้อ่อนแอ ประเทศนี้มีเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมมากมายที่สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศอย่างมหาศาล แต่การเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำ ไม่อู้ฟู่เหมือนเมื่อก่อน
.
เมื่อเศรษฐกิจโตช้า รายได้ของรัฐจากภาษี ทั้งภาษีเงินได้ ภาษีนิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่มก็เก็บได้ไม่พอ แม้ปกติฝรั่งเศสจะเก็บภาษีสูงอยู่แล้วก็ตาม ซึ่งก็กระทบเงื่อนไขอีกข้อหนึ่งของรัฐสวัสดิการที่บอกไป แถมฝรั่งเศสยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อรับมือและเยียวยาวิกฤตหลายครั้ง เช่น วิกฤตการเงินโลกปี 2008 วิกฤตหนี้ยุโรป การระบาดของโควิด-19 รวมถึงวิกฤตพลังงานหลังรัสเซียบุกยูเครนปี 2022 ทำให้แม้รัฐฝรั่งเศสจะหาเงินได้เยอะ แต่รายจ่ายมีเยอะกว่า ภาษาชาวบ้านเรียก “หมุนเงินไม่ทัน”
.
หมุนเงินไม่ทันแล้วทำไงดี ก็กู้สิครับ โดยเฉพาะการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อระดมเงินจากนักลงทุน ทำซ้ำ ๆ นานวันเข้า ฝรั่งเศสก็มีหนี้สาธารณะสะสมจนท่วมหัว ยิ่งหนี้สูง รัฐก็ยิ่งต้องหาเงินมาชำระคืนหรือออกพันธบัตรใหม่ทดแทนหนี้เดิม และเมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลก็ต้องกันเงินส่วนหนึ่งไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น ทำให้งบสำหรับพัฒนาประเทศถูกเบียดบังเข้าไปอีก
.
การมีหนี้สาธารณะสูงไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้นจะล้มละลาย หลายประเทศที่พัฒนาแล้วก็มีหนี้สาธารณะสูงเช่นกัน แต่สำหรับฝรั่งเศสมันคือบ่วงมรณะที่ดิ้นไม่หลุด และยิ่งดิ้นยิ่งรัดแน่นกว่าเดิม
.
รัฐมีคนต้องดูแลสวัสดิการมากขึ้น แต่รายได้กลับเพิ่มไม่ทันรายจ่าย ต้องไปดึงงบประมาณส่วนอื่นมาช่วย พอโยกงบไปลงที่สวัสดิการ เงินพัฒนาประเทศด้านอื่นก็ไม่เพียงพอ สาธารณูปโภคและบริการต่าง ๆ ของรัฐเสื่อมโทรมเพราะขาดงบมาลงทุนรวมถึงดูแลบุคลากร เช่น การขึ้นเงินเดือนและตำแหน่งในภาคส่วนต่างๆ
.
พองบไม่พอก็ต้องกู้ ยิ่งกู้ก็ยิ่งเป็นหนี้ ต้องกันเงินส่วนหนึ่งไปจ่ายหนี้ ปีต่อมามีคนขอรับสวัสดิการเพิ่มขึ้น คนเก่าก็ยังไม่ตายสักที หารายได้ไม่ทัน วนลูบไป
.
สิ้นไตรมาสที่สองของปี 2026 ฝรั่งเศสมีหนี้สาธารณะรวมประมาณ 3.60 ล้านล้านยูโร หรือเท่ากับ 119% ของ GDP เพิ่มขึ้นจาก 117.5% ในไตรมาสก่อนหน้า หมายความว่าตอนนี้ฝรั่งเศสมีหนี้มากกว่าเงินทั้งหมดที่ตัวเองหาได้ในหนึ่งปีเสียอีก
.
IMF ยังประเมินว่าหากไม่มีมาตรการเพิ่มเติมที่เพียงพอ หนี้สาธารณะฝรั่งเศสอาจพุ่งไปถึงประมาณ 121.8% ของ GDP ภายในปี 2030
.
ปัญหางบประมาณและความเสื่อมโทรมของรัฐนำไปสู่ความไม่พอใจ จนเกิดม็อบนักเรียนและประชาชนที่เรากำลังเห็นอยู่ตอนนี้ เป็นสัญญาณว่าระเบิดเวลาของฝรั่งเศสกำลังนับถอยหลังใกล้หมดแล้ว
.
จริง ๆ ระเบิดลูกนี้ไม่ได้มีกลไกซับซ้อน วิธีปลดชนวนหลัก ๆ มีแค่เพิ่มรายได้หรือลดรายจ่าย หรือทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน
.
เพิ่มรายได้ก็คือการขึ้นภาษี เพิ่มจำนวนคนทำงาน อายุการทำงาน และผลิตผลเพื่อให้ประเทศมีเงินส่งเข้าระบบมากขึ้น
.
ลดรายจ่ายคือการรัดเข็มขัด ตัดลดสวัสดิการและงบประมาณที่ไม่จำเป็น
.
แต่ทุกทางมีราคาต้องจ่ายสูงมาก จนผู้นำและนักการเมืองฝรั่งเศสต่างคิดหนัก
.
จะขึ้นภาษีก็อาจกระทบต่อรายได้และกำลังซื้อของประชาชน รวมถึงการลงทุนและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ จะหวังให้เศรษฐกิจเติบโตจนสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้เอง ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับประเทศที่กำลังเจอปัญหาสังคมสูงวัยและความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างฝรั่งเศส จะลดรายจ่ายก็สะเทือนระบบสวัสดิการซึ่งประชาชนไม่พอใจแน่
.
หนึ่งในตัวอย่างที่ทำฝรั่งเศสลุกเป็นไฟมาแล้ว คือนโยบายปฏิรูประบบบำนาญในปี 2023 ของรัฐบาลประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) โดยจะทยอยเพิ่มอายุเกษียณตามกฎหมายจาก 62 ปีเป็น 64 ปี สาเหตุหลักก็มาจากสังคมสูงวัยและภาระการคลังนั่นแหละ อย่างที่บอก ถ้าไม่ลดสวัสดิการก็ต้องเพิ่มเงินหรืออายุทำงาน
.
รัฐบาลฝรั่งเศสให้เหตุผลว่ามันจำเป็นต่อความยั่งยืนของระบบบำนาญ แต่สหภาพแรงงานและผู้ประท้วงจำนวนมากมองว่าเป็นการผลักภาระไปให้ประชาชน โดยเฉพาะแรงงานที่ทำงานหนักหรือเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย
.
สำหรับประเทศประชาธิปไตยที่ผู้คนเปี่ยมไปด้วยสิทธิเสรีภาพ และอิ่มเอมกับสวัสดิการครบวงจรมาหลายสิบปี ยอมถูกเก็บภาษีแพง ๆ และทำงานส่งเงินให้รัฐตลอดวัยหนุ่มสาว เพื่อหวังให้รัฐเลี้ยงดูยามแก่เฒ่า แต่วันหนึ่งรัฐก็เดินมาบอกว่าจะตัดหรือลดสวัสดิการลง หรือบอกให้คุณต้องจ่ายหรือทำงานนานขึ้นเพื่อรับสิทธิ์เดิมที่เคยคาดหวัง มาแบบนี้จะให้ประชาชนที่รู้ว่าตัวเองกำลังเสียสิทธิ์ทำยังไง ลงถนนสิครับพี่น้อง
.
เกิดการประท้วงและการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ทั่วประเทศ จนบริการสาธารณะหลายส่วนของฝรั่งเศสตอนนั้นเป็นอัมพาตไปเลย แม้จะรัฐบาลจะใช้ช่องทางพิเศษเพื่อผ่านกฎหมายมาได้ แต่ในเวลาต่อมาแผนนี้ก็ถูกระงับไว้ ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ “การเมือง“
.
สภาพการเมืองในฝรั่งเศสเวลานี้มีส่วนสำคัญมากที่ทำให้วิกฤตหนี้รัฐและสวัสดิการยังหาทางออกไม่ได้
.
เรื่องเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2017 เมื่อมาครงก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยภาพลักษณ์นักการเมืองสายกลางที่ต้องการก้าวข้ามความขัดแย้งระหว่างฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาในประเทศ
.
ในช่วงแรก มาครงได้รับเสียงสนับสนุนมากพอที่จะผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป นโยบายหลายด้านของเขากลับเผชิญแรงต่อต้านจากประชาชน
.
ตัวอย่างคือการประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลือง (Yellow Vests) ที่เริ่มต้นในปี 2018 จากความไม่พอใจต่อการปรับขึ้นภาษีน้ำมัน ก่อนขยายตัวเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำ และนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาล
.
ในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรปี 2022 กลุ่มการเมืองที่สนับสนุนมาครงแพ้หมดรูป สูญเสียเสียงข้างมากในสภา ทำให้การผ่านกฎหมายสำคัญของรัฐบาลยากลำบากขึ้น
.
สถานการณ์น่าปวดหัวกว่าเดิมในปี 2024 เมื่อมาครงตัดสินใจยุบสภาหลังเห็นว่าฝ่ายขวาจัดประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งรัฐสภายุโรป โดยหวังให้การเลือกตั้งใหม่ของฝรั่งช่วยสร้างความชัดเจน พาประเทศออกจากเดดล็อกทางการเมือง
.
ผลที่ได้แย่หนักกว่าเดิม เลือกตั้งครั้งนั้นไม่มีขั้วการเมืองใดสามารถครองเสียงข้างมากได้อย่างเด็ดขาด ทำให้สภาฝรั่งเศสแบ่งออกเป็นกลุ่มการเมืองหลายฝ่ายที่แตกต่างกันสุดขั้ว ตั้งแต่พรรคซ้ายจัด พรรคสังคมนิยม พรรคสายกลางที่สนับสนุนมาครง พรรคอนุรักษ์นิยม ไปจนถึงพรรคขวาจัดอย่าง National Rally
.
อันที่จริงการมีสภาที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองหลากหลายใช่ว่าจะต้องมีปัญหาเสมอไป หากทุกฝ่ายสามารถเจรจาและประนีประนอมกันได้ แต่ปัญหาคือของฝรั่งเศสมันประนีประนอมกันไม่ได้นี่สิ เพราะแต่ละพรรคมีแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจแตกต่างกันมาก
.
ฝ่ายซ้ายบางกลุ่มต้องการเพิ่มภาษีคนร่ำรวยและบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อรักษาระดับสวัสดิการและบริการสาธารณะ ขณะที่ฝ่ายกลางและฝ่ายอนุรักษนิยมบางส่วนเน้นการควบคุมรายจ่าย การเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ และการสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน ส่วนพรรคขวาจัดอย่าง National Rally เสนอแนวทางควบคุมการเข้าเมืองและจัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายใหม่ ควบคู่กับมาตรการทางเศรษฐกิจที่พรรคเห็นว่าจะช่วยลดภาระหนี้และค่าครองชีพ
.
เมื่อไม่มีพรรคใดมีเสียงมากพอที่จะบริหารประเทศเพียงลำพังได้ ทำให้รัฐบาลของมาครงซึ่งตอนนี้กลายเป็นเป็ดง่อยเสียงข้างน้อย ต้องวิ่งไปเจรจากับพรรคการเมืองอื่นตลอดเวลาเมื่อต้องการผ่านกฎหมายสำคัญ โดยเฉพาะกฎหมายงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีและการใช้จ่ายของรัฐ
.
เกิดเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก คือรัฐบาลจำเป็นต้องปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดภาระหนี้ แต่การปฏิรูปมักกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชนบางกลุ่ม ทำให้เกิดการประท้วงและแรงต่อต้านทางการเมือง แต่ละพรรคก็ห่วงฐานเสียงตัวเองจึงคอยสกัดและใช้อำนาจต่อรองกฎหมาย ขณะที่รัฐบาลก็ไม่มีเสียงสนับสนุนมากพอจะผลักดันนโยบายปฏิรูปเหล่านั้นเองได้ และต้องพยายามเอาใจพรรคอื่นๆ ให้สนับสนุนร่างกฎหมายหรืองบประมาณฉบับใหม่ เช่น เมื่อปี 2025 รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเซบัสเตียง เลอกอร์นู (Sébastien Lecornu) ต้องยอมระงับแผนเพิ่มอายุเกษียณจาก 62 เป็น 64 เพื่อให้สภายอมผ่านงบปี 2026 แม้รู้ดีว่าระบบบำนาญฝรั่งเศสกำลังจะไม่ไหว มาตรการแก้ปัญหาของฝรั่งเศสส่วนใหญ่จึงออกมาแบบครึ่งๆ กลางๆ ขาดแนวทางที่ชัดเจน
.
ยิ่งฝรั่งเศสกำลังเข้าใกล้การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2027 การประนีประนอมยิ่งทำได้ยากขึ้น ไม่ว่ารัฐบาลจะเลือกเพิ่มอายุเกษียณ เพิ่มภาษี ลดสิทธิประโยชน์ หรือกู้เงินเพิ่ม ก็จะต้องมีคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้รับผลกระทบ และในระบอบประชาธิปไตยไม่มีใครอยากตัดอนาคตการเมืองของตัวเอง
.
ตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ คือความพยายามผลักดันงบประมาณปี 2027 ของรัฐบาลซึ่งมีเป้าหมายลดการขาดดุลและสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดการเงิน โดยเน้นการรัดเข็มขัดและลดรายจ่ายภาครัฐ ทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจมากโดยเฉพาะในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐที่เจอผลกระทบเต็มๆ
.
เพียงช่วงเริ่มต้นของการพิจารณาร่างงบประมาณ คณะกรรมาธิการการคลังของสภาฝรั่งเศสก็ลงมติปฏิเสธร่างที่รัฐบาลเสนอ เพราะไม่เห็นด้วยในบางเรื่อง เช่น มาตรการลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีของผู้รับบำนาญ และจนถึงตอนที่บทความนี้เขียนเสร็จ ฝรั่งเศสก็ยังผ่านงบประมาณปีต่อไปไม่ได้
.
เมื่อการปฏิรูปถูกชะลอ ปัญหาทางการคลังยิ่งสะสม ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลชุดต่อไปต้องใช้มาตรการที่ยากลำบากมากขึ้น
.
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุในรายงานประเมินเศรษฐกิจฝรั่งเศสปี 2026 ว่า ความแตกแยกทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสไม่สามารถปฏิรูปการคลังได้ตามแผน และความไม่แน่นอนนี้อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน รวมถึงเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล
.
อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องในสังคมฝรั่งเศสตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือปัญหา “ผู้อพยพ” ซึ่งมีรากฐานส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์อาณานิคมของฝรั่งเศสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
ในอดีต ฝรั่งเศสปกครองดินแดนจำนวนมากในแอฟริกา โดยเฉพาะแอลจีเรีย โมร็อกโก ตูนิเซีย เซเนกัล มาลี และประเทศอื่น ๆ ซึ่งทำให้เกิดความสัมพันธ์ด้านภาษา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเคลื่อนย้ายประชากรระหว่างฝรั่งเศสกับดินแดนเหล่านี้มาเป็นเวลานาน
.
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสต้องการแรงงานจำนวนมากเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาอุตสาหกรรม จึงมีการรับแรงงานจากต่างประเทศเข้ามาทำงาน ทั้งจากประเทศในยุโรปและอดีตดินแดนอาณานิคม
.
แรงงานเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และการเติบโตทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสยุคหลังสงคราม แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวหลังวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ฝรั่งเศสก็เริ่มจำกัดการอพยพมาเพื่อทำงาน แต่คลื่นผู้อพยพและลี้ภัยยังคงหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด
.
ปัญหาผู้อพยพได้รับแรงกดดันเพิ่มอีกในปี 2015 เมื่อยุโรปเผชิญวิกฤตผู้ลี้ภัยจากซีเรียและประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลางและแอฟริกา โดยเยอรมนีเป็นหนึ่งในประเทศที่รับผู้ลี้ภัยจำนวนมาก ขณะที่ฝรั่งเศสก็มีส่วนรับผู้ขอลี้ภัยเช่นกัน แม้ตัวเองจะมีผู้ลี้ภัยและผู้อพยพจากภูมิภาคอื่นทยอยเข้ามาอยู่แล้วก็ตาม
.
ข้อมูลของ INSEE ระบุว่า ในปี 2025 ฝรั่งเศสมีประชากรที่จัดอยู่ในกลุ่มผู้อพยพประมาณ 8 ล้านคน หรือคิดเป็น 11.6% ของประชากรทั้งหมด โดยในจำนวนนี้ประมาณ 2.6 ล้านคนได้รับสัญชาติฝรั่งเศสแล้ว ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวหมายถึงผู้ที่เกิดในต่างประเทศโดยไม่ได้ถือสัญชาติฝรั่งเศสตั้งแต่เกิด ไม่ใช่ผู้ลี้ภัยหรือผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายทั้งหมด อาจจะเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องและได้สัญชาติภายหลังก็ได้
.
ผลที่ตามมาคือฝรั่งเศสค่อย ๆ เปลี่ยนจากประเทศที่รับแรงงานต่างชาติเพื่อตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจ มาเป็นสังคมที่มีประชากรหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และภูมิหลังทางวัฒนธรรมมากขึ้น จากทั้งการย้ายถิ่นฐานเพื่อทำงาน การอยู่ร่วมกับครอบครัว การศึกษา และนโยบายด้านมนุษยธรรม ฟังดูดีนะแต่ก็สร้างปัญหาใหญ่เหมือนกัน
.
จำได้มั้ยว่าตอนนี้ฝรั่งเศสกำลังเจอสังคมสูงวัย จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนแรงงานและผลิตภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับภาระบำนาญ สวัสดิการ และบริการสาธารณะที่เพิ่มขึ้น ฉะนั้นการอพยพเข้ามาของประชากรวัยทำงานจากที่อื่นจึง “อาจ“ ช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนประชากรได้ หากบุคคลเหล่านั้นสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างทั่วถึงและมีรายได้เพียงพอ
.
แต่มันไม่ง่ายแบบนั้นนี่สิ เพราะผู้อพยพจำนวนมากในฝรั่งเศสยังต้องเผชิญอุปสรรคและความเหลื่อมล้ำในการหางาน การเรียนภาษา การเข้าถึงการศึกษาและที่อยู่อาศัย และสำคัญที่สุดคือการบูรณาการและปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรม ชุมชน หรือสังคมฝรั่งเศส
.
ความขัดแย้งจึงไม่ได้มีเพียงมิติทางเศรษฐกิจ แต่ยังเกี่ยวข้องกับคำถามพื้นฐานที่ว่า การเป็นชาวฝรั่งเศสหมายถึงอะไร และประชาชนที่มีภูมิหลังแตกต่างกันควรอยู่ร่วมกันภายใต้ค่านิยมของสาธารณรัฐอย่างไร
.
การจัดการปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำฟรี ๆ ต้องใช้งบประมาณรัฐซึ่งไม่ค่อยจะพออยู่แล้วมาดูแล แต่ขณะเดียวกันก็ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย ว่าผู้อพยพจำนวนไม่น้อยในฝรั่งเศสก็ทำงานจ่ายภาษีและเงินสมทบเข้าระบบ ไม่ได้เป็นภาระทางการคลังไปเสียทั้งหมด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกัน ว่านโยบายเปิดประตูรับคนเข้ามาของฝรั่งเศสและยุโรป เพียงเพราะเห็นแก่มนุษยธรรมมากกว่าการคัดสรรแรงงานเพื่อมาพัฒนาเศรษฐกิจ ก็เป็นส่วนสำคัญที่พาสังคมฝรั่งเศสและยุโรปมาถึงจุดนี้ เข้าทำนอง“เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด”
.
ปัญหาอาชญากรรม ความไม่สงบ ตลอดจนพรมแดนและผู้อพยพ ทำให้ประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดขึ้น และควบคุมการเข้าเมืองอย่างจริงจัง ซึ่งก็ทำไม่ได้อีกไง ด้วยสภาพการเมืองฝรั่งเศสเวลานี้เสนออะไรไปก็โดนสกัดหรือตีตก
.
ความล้มเหลวของรัฐบาลปัจจุบัน กลายเป็นจุดขายและนโยบายหาเสียงหลักของพรรคเนชันแนลแรลลี (Rassemblement National หรือ RN) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดของฝรั่งเศสที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และเน้นเรื่องการควบคุมผู้อพยพ ตรงข้ามกับฝ่ายซ้ายที่ให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้ลี้ภัย การต่อต้านการเลือกปฏิบัติ และนโยบายเข้าเมืองที่เปิดกว้างกว่า
.
นอกจากเรื่องผู้อพยพ พรรค RN ยังพยายามชูการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและหนี้สาธารณะ แต่ยังเจอคำถามว่านโยบายเหล่านี้จะทำได้จริงหรือไม่ และเหนือสิ่งอื่นใดต้องถามก่อนว่าฝ่ายขวาจัดจะเป็นรัฐบาลได้หรือเปล่า เพราะระบบเลือกตั้งฝรั่งเศสที่มี 2 รอบและมุมมองเชิงลบของคนในสังคมจำนวนมาก ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขวางพวกเขาสู่อำนาจทางการเมือง
.
สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2027 ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญที่ประชาชนฝรั่งเศสต้องตัดสินใจว่าต้องการให้ใครพาประเทศเดินไปข้างหน้า แต่ไม่ว่าฝ่ายใดจะเข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลชุดใหม่ก็ยังต้องเจอโจทย์เดียวกัน ภายใต้โครงสร้างที่กำลังผุพังอย่างหนัก และไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ล้วนมีต้นทุนและอาจมีคนที่เสียประโยชน์ออกมาต่อต้าน
.
นี่คือความท้าทายของฝรั่งเศส ประเทศที่มีมาตรฐานและความต้องการทางสังคมสูง มีภาระทางการคลังเพิ่มขึ้น แต่กลับขาดฉันทามติว่าควรแก้ปัญหาอย่างไร ในเมื่อทุกคนอยากให้ระบบเดินต่อได้ แต่ไม่มีใครอยากเป็นผู้เสียสละ

—

เรื่องและภาพ : นพรุจ สงวนจังวงศ์

สืบค้นและเรียบเรียงจาก :
- Assemblée nationale
- Associated Press (AP)
- European Central Bank (ECB)
- European Commission
- Institut national de la statistique et des études économiques (INSEE)
- International Monetary Fund (IMF)
- Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD)
- Reuters
- Service-Public.fr
- Vie publique


https://www.facebook.com/photo?fbid=122122950009429109&set=a.122116953681429109




ข้อมูลภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีทั้งหมด 11 ประเทศ ที่คุณอาจยังไม่รู้มาก่อน


เล่าประวัติศาสตร์
Yesterday
·
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีทั้งหมด 11 ประเทศ

โดยแบ่งตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้ครับ

1. ประเทศบนผืนแผ่นดินใหญ่ 5 ประเทศ
กลุ่มประเทศที่ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีนและผืนแผ่นดินใหญ่

ไทย (Thailand) — เมืองหลวง: กรุงเทพมหานคร
พม่า / เมียนมา (Myanmar) — เมืองหลวง: เนปยีดอ
ลาว (Laos) — เมืองหลวง: เวียงจันทน์ (เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ไม่มีเขตติดต่อกับทะเล)
เวียดนาม (Vietnam) — เมืองหลวง: ฮานอย
กัมพูชา (Cambodia) — เมืองหลวง: พนมเปญ

2. ประเทศที่เป็นหมู่เกาะและคาบสมุทร 6 ประเทศ
กลุ่มประเทศที่ตั้งอยู่บนเกาะ หมู่เกาะ หรือคาบสมุทรปลายแหลม

มาเลเซีย (Malaysia) — เมืองหลวง: กัวลาลัมเปอร์
สิงคโปร์ (Singapore) — เมืองหลวง: สิงคโปร์
อินโดนีเซีย (Indonesia) — เมืองหลวง: นูซันตารา (อดีตคือ จาการ์ตา)
ฟิลิปปินส์ (Philippines) — เมืองหลวง: มะนิลา
บรูไน (Brunei) — เมืองหลวง: บันดาร์เสรีเบกาวัน
ติมอร์-เลสเต / ติมอร์ตะวันออก (Timor-Leste) — เมืองหลวง: ดิลี

ทั้ง 11 ประเทศนี้ เป็นสมาชิกของ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) โดยติมอร์-เลสเตเป็นประเทศล่าสุดที่ได้รับการรับรองเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประชากรรวมทั้งหมดประมาณ 700 - 706 ล้านคน (คิดเป็นประมาณ 8.5% ของประชากรโลก)
รายชื่อและจำนวนประชากรรายประเทศ
เมื่อเรียงลำดับตามจำนวนประชากรจากมากไปน้อยครับ

อินโดนีเซีย ~280–282 ล้านคน
ฟิลิปปินส์ ~117–119 ล้านคน
เวียดนาม ~100–101 ล้านคน
ไทย ~71–72 ล้านคน
พม่า / เมียนมา ~54–55 ล้านคน
มาเลเซีย ~34–35 ล้านคน
กัมพูชา ~17 ล้านคน
ลาว ~7.6 ล้านคน
สิงคโปร์ ~6.0 ล้านคน
ติมอร์-เลสเต ~1.3–1.4 ล้านคน
บรูไน ~450,000 คน

ประเทศที่มีประชากรมากที่สุด: อินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรเกือบ 40% ของทั้งภูมิภาค และเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก

ความหนาแน่นสูงที่สุด: สิงคโปร์ แม้จะมีประชากรราว 6 ล้านคน แต่มีความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่สูงที่สุดในภูมิภาค (และเป็นอันดับต้นๆ ของโลก)
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122136713648809190&set=a.122115879260809190
.....

เพิ่มเติม (Gemini รวบรวม)

การจัดลำดับขนาดเศรษฐกิจของ 11 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียนและติมอร์-เลสเต) จัดอันดับตามผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Nominal GDP) โดยอ้างอิงจากข้อมูลแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีลำดับดังนี้

อินโดนีเซีย (~1.45 - 1.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) – เศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคด้วยขนาดประชากรและตลาดภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุด

สิงคโปร์ (~600,000 - 660,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – แม้พื้นที่จะเล็ก แต่เป็นศูนย์กลางทางการเงิน การค้า และการลงทุนที่สำคัญของโลก มี GDP ต่อหัวสูงที่สุด

ไทย (~560,000 - 580,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – เศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของภูมิภาค โดดเด่นด้านอุตสาหกรรมการผลิต การเกษตร และการท่องเที่ยว

เวียดนาม (~515,000 - 527,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีการขยายตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และภาคการส่งออกสูง

มาเลเซีย (~470,000 - 516,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – มีความโดดเด่นด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน และเศรษฐกิจที่มีความก้าวหน้าสูง

ฟิลิปปินส์ (~487,000 - 512,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – ขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ การจ้างงานนอกสถานที่ (BPO) และการบริโภคภายในประเทศ

เมียนมา (~65,000 - 83,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – แม้จะมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ แต่เผชิญกับความท้าทายด้านเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ

กัมพูชา (~51,000 - 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่องจากภาคสิ่งทอ การท่องเที่ยว และการก่อสร้าง

ลาว (~17,000 - 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – พึ่งพาการเกษตรกรรม การส่งออกพลังงานน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติ

บรูไน (~15,000 - 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – แม้ขนาด GDP รวมจะไม่สูงมากเนื่องจากประชากรน้อย แต่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัว (GDP per capita) สูงมากจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ติมอร์-เลสเต (~2,100 - 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – ประเทศน้องใหม่ล่าสุดในภูมิภาคที่กำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจหลักจากการส่งออกน้ำมันและก๊าซ

(หมายเหตุ: ตัวเลขมูลค่า GDP อาจมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยในแต่ละไตรมาสขึ้นอยู่กับการปรับปรุงข้อมูลทางสถิติและการประเมินอัตราแลกเปลี่ยนขององค์กรระหว่างประเทศ)

แล้วการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เมื่อมองในมุมของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Real GDP Growth) ภาพรวมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (ค่าเฉลี่ยภูมิภาคเติบโตราว 4.5% ต่อปี) แต่จังหวะการเติบโตและปัจจัยขับเคลื่อนของแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน สามารถจัดกลุ่มตามลักษณะการเติบโตได้ดังนี้

1. กลุ่มเศรษฐกิจเติบโตสูงและเร็ว (High Growth Economies)

กลุ่มนี้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของภูมิภาค มีอัตราการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยส่วนใหญ่ ได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิต การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และการส่งออกที่ขยายตัว

เวียดนาม (~6% - 7%+ ต่อปี): โดดเด่นที่สุดในด้านความเร็วในการเติบโต ขับเคลื่อนด้วยภาคการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก

ฟิลิปปินส์ (~5.5% - 6% ต่อปี): มีอัตราการเติบโตภายในประเทศที่แข็งแกร่งมาก ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคของประชากรวัยหนุ่มสาว ธุรกิจบริการ outsourcing (BPO) และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ

2. กลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตมั่นคง (Steady Growth)

กลุ่มนี้มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่และมีเสถียรภาพสูง แต่อัตราการเติบโตอาจไม่ได้หวือหวาเท่ากับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาความเร็วสูง เนื่องจากฐานเศรษฐกิจที่ใหญ่มากอยู่แล้ว

อินโดนีเซีย (~5% ต่อปี): ด้วยความที่เป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน การเติบโตราว 5% ถือว่ามีความสม่ำเสมอและมั่นคง ขับเคลื่อนด้วยตลาดภายในประเทศที่มีประชากรเกือบ 280 ล้านคน นโยบายแปรรูปวัตถุดิบในประเทศ (เช่น นโยบายแร่ธาตุและนิกเกิล) และการลงทุนภาครัฐ

มาเลเซีย (~4% - 4.5% ต่อปี): ได้แรงหนุนสำคัญจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และภาคบริการที่ฟื้นตัวได้ดี

กัมพูชาและลาว (~4.5% - 5.5% ต่อปี): เป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว การก่อสร้าง และการเกษตรเชิงพาณิชย์ แม้จะมีความเปราะบางทางเศรษฐกิจมหภาคอยู่บ้าง

3. กลุ่มเศรษฐกิจพัฒนาแล้วและเติบโตปานกลาง (Moderate / Mature Growth)

กลุ่มนี้ผ่านพ้นช่วงเติบโตเร่งด่วนในอดีต เข้าสู่โหมดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีเสถียรภาพสูง การเติบโตจึงอยู่ในกรอบที่ต่ำกว่าแต่สะท้อนประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มที่สูง

สิงคโปร์ (~2.5% - 3.5% ต่อปี): แม้ตัวเลขเปอร์เซ็นต์การเติบโตจะไม่สูงนักเนื่องจากเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่เศรษฐกิจเติบโตบนฐานมูลค่าสูง (High Value-Added) ทั้งด้านการเงิน เทคโนโลยี ศูนย์กลางการค้า และบริการระดับภูมิภาค

ไทย (~1.5% - 2.5% ต่อปี): ถือว่ามีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศหลักของอาเซียน สะท้อนถึงความท้าทายเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย (Aging Society) การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และความสามารถในการดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ที่ต้องอาศัยการปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อเร่งเครื่องให้ทันเพื่อนบ้าน




จริงมั้ย เครื่องบินรบนี่กินน้ำมันและปล่อยมลพิษมากกว่า private jet อีกนะครับ



มีคนโพสต์
เครื่องบินรบนี่กินน้ำมันและปล่อยมลพิษมากกว่า private jet อีกนะครับ
...
มีคนตอบ
ไพรเวทเจ็ต 1 ชม ปล่อย CO2 เท่ากับเปิดแอร์ 1 ปี Gripen 1 ชม ปล่อย CO2 เท่ากับเปิดแอร์ 6.5 ปี


Gemini ตอบมั่ง

จริงมั้ย คำพูดข้างบน

คำกล่าวนี้ "ใกล้เคียงความจริงในแง่ของสัดส่วนมลพิษ" แต่ตัวเลขเปรียบเทียบขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่องบินและประเภทของแอร์ที่นำมาเทียบ โดยสามารถแจกแจงรายละเอียดได้ดังนี้ครับ:
1. ไพรเวทเจ็ต (Private Jet) 1 ชั่วโมง = แอร์ 1 ปี?

การปล่อย CO2 ของไพรเวทเจ็ต: เครื่องบินเจ็ตส่วนบุคคล (เช่น รุ่นขนาดเล็กถึงกลาง) จะเผาผลาญน้ำมันและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยประมาณ 1,000 ถึง 3,000 กิโลกรัม (1 - 3 ตัน) ต่อการบิน 1 ชั่วโมง (หากเป็นเครื่องลำใหญ่หรือบินระยะไกลอาจพุ่งสูงถึง 4-8 ตันต่อชั่วโมง)

การปล่อย CO2 ของเครื่องปรับอากาศ (แอร์บ้าน): แอร์บ้านทั่วไปขนาดประมาณ 12,000–18,000 BTU ที่เปิดใช้งานเป็นประจำ (เช่น เปิดวันละ 8-10 ชั่วโมง) จะกินไฟและปล่อย CO2 ทางอ้อมผ่านโรงไฟฟ้าประมาณ 700 ถึง 1,500 กิโลกรัม (0.7 - 1.5 ตัน) ต่อปี

สรุป: การนั่งไพรเวทเจ็ตเพียง 1 ชั่วโมง ปล่อยคาร์บอนฯ เทียบเท่ากับการเปิดแอร์บ้านปกติ 1 ถึง 2 ปีเต็ม (หรือบางกรณีอาจมากกว่านั้นหากเป็นเจ็ตลำใหญ่) ดังนั้นประโยคนี้จึงถือว่า สมเหตุสมผลและใกล้เคียงความจริงมาก
2. เครื่องบินขับไล่ Gripen 1 ชั่วโมง = แอร์ 6.5 ปี?

การปล่อย CO2 ของเครื่องบินขับไล่ (Gripen): เครื่องบินรบทหารใช้น้ำมันเจ็ตปริมาณมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง เครื่องบินขับไล่เช่น JAS 39 Gripen มีอัตราการเผาผลาญน้ำมันสูงมาก (อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันของเครื่องบินขับไล่ไอพ่นโดยทั่วไปอยู่ที่หลายพันลิตรต่อชั่วโมง) ซึ่งทำให้อัตราการปล่อย CO2 สูงขึ้นไปอีกเมื่อเทียบกับไพรเวทเจ็ต โดยอาจอยู่ที่ประมาณ 5,000 ถึง 8,000 กิโลกรัม (หรือราวๆ 5-8 ตัน) ต่อการบิน 1 ชั่วโมง

การเทียบกับแอร์: หากคำนวณจากแอร์บ้านที่ปล่อย CO2 ราวๆ 1,000 กิโลกรัมต่อปี การบิน Gripen 1 ชั่วโมง (ปล่อย CO2 ราว 6,500 กิโลกรัม) ก็จะเทียบเท่ากับการเปิดแอร์บ้านต่อเนื่องกันประมาณ 6 ถึง 7 ปี พอดี

สรุป: ตัวเลข 6.5 ปี ถือว่าเป็นตัวเลขการประเมินที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและสอดคล้องกับความเป็นจริงทางสถิติการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเครื่องบินทหารครับ
.....


Translated from Spanish

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีแห่งประเทศไทยทรงขับเครื่องบินขับไล่ด้วยพระองค์เองเพียงลำพัง โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา พระองค์ทรงนำเครื่องบินขับไล่กริพเพน (Gripen) แบบที่นั่งเดี่ยวของกองทัพอากาศขึ้นบินเป็นเวลา 41 นาทีโดยไม่มีครูฝึกร่วมบินด้วย ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณฯ ทรงเฝ้าทอดพระเนตรอยู่ภาคพื้นดิน ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักพระราชวังระบุว่า พระองค์ทรงใช้เวลาเตรียมพระองค์นานหลายเดือน ซึ่งรวมถึงการศึกษาใน 45 หัวข้อวิชา การฝึกกับเครื่องช่วยฝึกจำลองการบิน (Simulator) จำนวน 20 ครั้ง และการฝึกบินกับเครื่องบินแบบสองที่นั่งเป็นเวลาประมาณ 10 ชั่วโมง จนทรงกลายเป็นสตรีไทยคนแรกที่ทรงขับเครื่องบินกริพเพน









 

อือ น่าคิด !






https://x.com/nexta_tv/status/2109210651105050727
.....

NEXTA
@nexta_tv

“ต่อให้ผมพูดเรื่องที่งี่เง่าที่สุด พวกคุณก็ยังจะปรบมือให้อยู่ดี” — ทรัมป์กล่าวกับผู้สนับสนุนของเขา

ในการปราศรัยที่รัฐเทนเนสซี ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวติดตลกถึงความภักดีอย่างเหนียวแน่นของกลุ่มผู้ฟัง

แล้วลองทายดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น? พวกเขากลับปรบมือให้เขาจริงๆ

แน่นอนว่าผู้นำสหรัฐฯ รีบชี้แจงทันทีว่ารัฐบาลของเขาไม่ได้พูดเรื่องงี่เง่า แต่พูดเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับ “สามัญสำนึก” เท่านั้น
.....

Context 360
@NewsContext360
·
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวว่าเขากำลังพิจารณาที่จะเปลี่ยนชื่อมหาสมุทรแอตแลนติกหรือมหาสมุทรแปซิฟิก ให้เป็น “มหาสมุทรทรัมป์” (Trump Ocean) หรือ “มหาสมุทรแห่งทวีปอเมริกา” (Ocean of the Americas) ก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่ง

“เราจำเป็นต้องมีมหาสมุทรสักแห่ง ผมเลยคิดว่าจะเลือกมหาสมุทรแอตแลนติกหรือแปซิฟิกดี เราจะเรียกมันว่ามหาสมุทรทรัมป์ หรือมหาสมุทรแห่งทวีปอเมริกา อะไรทำนองนั้นแหละ เราต้องทำเรื่องนี้ให้เสร็จก่อนที่ผมจะลงจากตำแหน่ง ผมคิดว่าเราควรมีมหาสมุทร และเราก็ต้องการแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่ด้วย แต่ผมจะไม่เปลี่ยนชื่อแม่น้ำมิสซิสซิปปีนะ ผมรักแม่น้ำมิสซิสซิปปี”






ปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับการจัดการอุทกภัยในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันเชิงโครงสร้างที่ยังคงมีอยู่ จังหวัดภาคกลางอย่างอยุธยาทำหน้าที่เป็นลุ่มน้ำเพื่อปกป้องศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ทำให้ชุมชนต้นน้ำและโดยรอบต้องแบกรับภาระหนักจากการถูกน้ำท่วมเป็นเวลานาน







https://x.com/AJEnglish/status/2109177179372408842

หมู่บ้านทางเหนือของกรุงเทพฯ ถูกน้ำท่วมมานานกว่าสามสัปดาห์แล้ว เนื่องจากทางการได้ผันน้ำจากเมืองหลวง  ชาวบ้านในอยุธยากล่าวว่าพวกเขากำลังจ่ายราคาเพื่อการปกป้องกรุงเทพฯ โดยได้รับการชดเชยเพียงเล็กน้อยสำหรับความยากลำบากที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า @AJEnglish
.....

ปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับการจัดการอุทกภัยในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันเชิงโครงสร้างที่ยังคงมีอยู่: จังหวัดภาคกลางอย่างอยุธยาทำหน้าที่เป็นลุ่มน้ำเพื่อปกป้องศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ทำให้ชุมชนต้นน้ำและโดยรอบต้องแบกรับภาระหนักจากการถูกน้ำท่วมเป็นเวลานาน

การผันน้ำโดยเจตนาเพื่อปกป้องเมืองหลวงเน้นย้ำถึงความกังวลที่มีมายาวนานเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมกัน โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอสำหรับการปกป้องชนชั้นแรงงานและภาคเกษตรกรรม และกรอบการชดเชยที่ไม่เพียงพอสำหรับผู้อยู่อาศัยที่บ้านและแหล่งทำมาหากินของพวกเขาต้องถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า




‘บันเทิงธิปไตย’ โดยแท้! ‘ประกันสังคมก้าวหน้า’ ชนะเลือกตั้ง ‘บอร์ดประกันสังคม’ ถล่มทลาย ทั้งฝ่ายผู้ประกันตนและฝ่ายนายจ้าง ครองเสียงข้างมาก ในบอร์ดฯ 14 จาก 21 ‘ษัษฐรัมย์’ ขอบคุณคะแนนเสียงมหาศาล ลั่น ‘ทีมประกันสังคมก้าวหน้า’ เป็นความหวังประชาชน ชี้มี 14 เสียงเพียงพอปฏิรูปประกันสังคม


🔴สด! ทีมประกันสังคมก้าวหน้าแถลงหลังปลเลือกตั้ง(อย่างไม่เป็นทางการ) 11ต.ค.69

Friends Talk

Streamed live 5 hours ago

https://www.youtube.com/watch?v=a8xz-baN8Yo










The Momentum
@themomentumco
·2h

‘อินทรี’ ปีกหัก ไปไม่ถึงบอร์ด กลุ่มพลังแรงงานของ ‘พนัส ไทยล้วน’ แพ้เลือกตั้งประกันสังคมยับเยิน
วันนี้ (11 ตุลาคม 2569) ผลการนับคะแนนเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเข้าสู่คณะกรรมการประกันสังคมอย่างไม่เป็นทางการ หลังนับคะแนนแล้ว พบว่า ผู้สมัครกลุ่มพลังแรงงาน หมายเลข 63-69 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก พนัส ไทยล้วน ไม่สามารถติดอันดับผู้ได้รับเลือกตั้งทั้ง 7 คน โดยผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุดเป็นของกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า โดยขณะนี้ เมื่อนับคะแนนไปราว 27% กลุ่มของพนัสได้คะแนนเกาะกลุ่มอยู่ที่ราว 610 คะแนน คนที่ได้คะแนนมากสุดอยู่ในอันดับที่ 35 คือ สรายุทธิ์ พรหมสวัสดิ์

ทั้งนี้ พนัสเคยเป็นอดีตกรรมการประกันสังคมชุดแต่งตั้ง 8 สมัย และเป็นประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ พนัสไม่ได้ลงสมัครด้วยตัวเองแต่จัดทีมพลังแรงงานลงแข่งขัน พร้อมชูความแข็งแกร่งของเครือข่ายสหภาพแรงงานที่ทำงานร่วมกันมายาวนาน
สำหรับพนัส เป็นผู้นำแรงงานวัย 84 ปี เคยทำงานกับการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นเวลา 34 ปี ก่อนมีบทบาทในขบวนการสหภาพแรงงานและงานด้านนโยบายแรงงาน อีกทั้งเคยเป็นผู้แทนฝ่ายลูกจ้างของประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) โดยมีความใกล้ชิดกับสำนักงานประกันสังคม และข้าราชการกระทรวงแรงงานในอดีตจากการเป็นกรรมการประกันสังคมในฐานะตัวแทนฝ่ายลูกจ้างมาอย่างยาวนาน

ก่อนการเลือกตั้ง พนัสเป็นที่พูดถึงจากการออกมาคัดค้านการตัดงบจัดทำปฏิทินประกันสังคม โดยให้เหตุผลว่าปฏิทินเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์สิทธิประโยชน์ และสร้างความผูกพันระหว่างสำนักงานประกันสังคมกับผู้ประกันตน ประเด็นนี้ทำให้เขาเผชิญข้อถกเถียงกับฝ่ายที่เห็นว่า ควรนำงบประมาณไปเพิ่มสวัสดิการและบริการโดยตรงให้ผู้ประกันตน

พนัสยังเคยเปรียบตัวเองเป็น ‘อินทรี’ ระหว่างให้สัมภาษณ์รายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ของสรยุทธ สุทัศนะจินดา โดยกล่าวว่า "ผมไม่ใช่หมอดู ผมพ่อมด พ่อมดประกันสังคม ผมทำมากับมือและค่อยๆไต่ขึ้นมา มันเละตุ้มเป๊ะ คนงานบอกไม่เอาๆ เพราะมองไม่เห็นประโยชน์ แต่วันนี้เห็นประโยชน์แล้ว คุณต้องเรียกผมอินทรี อีเหยี่ยวผมไม่เอา รับไม่ได้" เมื่อสรยุทธถามว่าตกลงเป็นสิงโต หรือหมาป่า พนัส บอกว่า เป็นสิงโต
“หมาป่ามันกินของเหลือของสิงโต ไม่เอาไฮยีนา มันกินของเหลือ สิงโตกินของสด ล่าเอง ไฮยีนา อีแร้ง กินซาก แต่อินทรีไม่กินซาก”

แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คะแนนเสียงจากผู้ประกันตนไม่เพียงพอส่งผู้สมัครของกลุ่มพลังแรงงานเข้าสู่บอร์ดแม้แต่คนเดียว อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวยังเป็นผลอย่างไม่เป็นทางการ และต้องรอสำนักงานประกันสังคมประกาศรับรองต่อไป




วันอาทิตย์, ตุลาคม 11, 2569

เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมวันนี้ (๑๑ ตุลา) คึกคัก แต่เจอกรณีที่ไม่เรียบร้อย เช่น “ป้ายประชาสัมพันธ์อ่านยาก” และที่หาดใหญ่ เจ้าหน้าที่ไม่ให้ใช้สิทธิ อ้างไม่มีรายชื่อ ทั้งที่ไม่ต้องลงทะเบียน

เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมวันนี้ หลายสำนักข่าวบอกคึกคัก แต่ก็มีบางสำนักลงพื้นที่แล้วเจอกรณีที่ไม่เรียบร้อย ยกตัวอย่างรายงานของ The Reporters พบ “ป้ายประชาสัมพันธ์อ่านยาก” เพราะเขียนด้วยมือ เป็นต้น

ที่โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว เขตวังทองหลาง “สถานที่แห่งนี้มีทั้งหมด ๒๐ หน่วยเลือกตั้ง รวมแล้วมีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ ๑๘,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ คน” เจ้าหน้าที่ให้ความสะดวกอย่างดี “จัดเตรียมพื้นที่จอดรถไว้รองรับประชาชนเป็นไปอย่างเรียบร้อย”

สำนักข่าวนั้น ซักถามสัมภาษณ์ผู้ไปใช้สิทธิ ในช่วงเช้าของเวลากำหนด ๘.๐๐-๑๖.๐๐ น. ส่วนใหญ่บอกว่าสามารถใช้สิทธิได้รวดเร็ว กินเวลาไม่นาน และตั้งความหวังให้ผู้ได้รับเลือก “เข้ามาเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ไม่อยากให้เป็นเหมือนเดิม”

ทั้งที่การลงคะแนน ใช้เวลาเพียง ๑-๒ นาฑี แต่ผู้ประกันตนอีกรายกลับแจ้งว่า “ป้ายประชาสัมพันธ์บางส่วนเขียนด้วยมือทั้งหมด ทำให้ตั้งข้อสงสัยเรื่องการใช้งบประมาณ และมองว่าป้ายภายในคูหาควรพิมพ์ให้ชัดเจนกว่านี้ พร้อมคาดหวัง...

ให้เงินประกันสังคมถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริง...อยากให้ผู้แทนที่เลือกจะทำหน้าที่อย่างเหมาะสม และใช้งบประมาณในสัดส่วนที่ถูกต้อง” แล้วยังมองเห็นในบางเรื่องว่า “การประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่ทราบว่ามีการเลือกตั้ง”

รายเดียวกันนี้บอกอีกว่า “ก่อนหน้านี้เข้าใจว่าต้องลงทะเบียนจึงจะมีสิทธิเลือกตั้ง แต่ภายหลังมีข้อมูลว่าแม้ไม่ได้ลงทะเบียนก็สามารถเลือกตั้งได้” เช่นนี้อาจทำให้ “ประชาชนบางส่วนสับสน อีกทั้งหมายเลขผู้สมัครที่มีจำนวนมาก อาจทำให้ผู้สูงอายุเลือกหมายเลขได้ยาก”

อีกกรณีที่สำคัญ ก่อให้เกิดความกังวล มีผู้ใช้สิทธิคนหนึ่งสอบถามว่า “ทำไมสำนักงานประกันสังคมถึงประชาสัมพันธ์ว่า ไม่ลงทะเบียนก็สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้ แต่พอมาหน้าหน่วยเลือกตั้งจริง เจ้าหน้าที่กลับแจ้งว่าไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้”

เนื่องจากไม่มีรายชื่อในระบบ ณ สถานที่ใช้สิทธิ อาคารโรงยิมเนเซี่ยมสุวรรณวงศ์ สนามกีฬาจิระนคร อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

(https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/266cESw1Hv7 และ https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/2RtdDvcRG) 

แรงส์! รศ. ดร. พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต จวกนายกฯ อนุทิน ที่มอง "โกงสอบ" เป็นเรื่องบุคคล ไม่กล้าแตะระบบราชการ ชี้ คิดแบบนี้เป็นนายกฯ ได้ไง?









https://x.com/PartisansG/status/2108781205038768148
.....

มุมมองของ รศ. ดร. พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต สะท้อนถึงข้อถกเถียงสำคัญในสังคมไทยเกี่ยวกับ "ปัญหาการทุจริตเชิงโครงสร้าง" โดยเฉพาะประเด็นการโกงสอบเข้ารับราชการ (เช่น การสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น) ซึ่งมีเครือข่ายความสัมพันธ์และกระบวนการทุจริตฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน

การที่นักวิชาการออกมาตำหนิผู้นำรัฐบาลในลักษณะดังกล่าว มีประเด็นสำคัญที่ขยายความได้ดังนี้:
  • การมองปัญหาแบบแยกส่วนเทียบกับปัญหาเชิงระบบ: การที่ผู้มีอำนาจมองว่าการโกงสอบเป็นเพียงความผิดพลาดหรือการกระทำผิดของปัจเจกบุคคล (Individual wrongdoing) ทำให้แนวทางแก้ไขมุ่งไปที่การลงโทษรายบุคคลแบบปลายเหตุ เช่น ไล่ออกหรือดำเนินคดีกับผู้เข้าสอบบางราย โดยละเลยการตรวจสอบโครงสร้างอำนาจ ขบวนการซื้อขายตำแหน่ง หรือระบบอุปถัมภ์ที่เอื้อให้เกิดการทุจริตเป็นขบวนการ
  • ความรับผิดชอบทางการเมืองของผู้นำ: ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีบทบาทกำกับดูแลกลไกราชการ การแสดงท่าทีปัดความรับผิดชอบหรือมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล ถูกมองว่าสะท้อนถึงการขาดเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ที่จะรื้อถอนและปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง
  • ผลกระทบต่อความเชื่อมั่น: ปัญหาการทุจริตสอบเข้ารับราชการไม่เพียงแต่ทำลายความยุติธรรมและตัดโอกาสของคนมีความสามารถ แต่ยังบั่นทอนความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบราชการและเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งถูกคาดหวังให้ใช้อำนาจเด็ดขาดในการจัดการปัญหาระดับโครงสร้างเหล่านี้