
สถาบันปรีดี พนมยงค์ Pridi Banomyong Institute
16 hours ago
·
#OnThisDay
22 พฤษภาคม 2569
12 ปีรัฐประหาร คสช. 2557
.
วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น พร้อมด้วยคณะทหารซึ่งเรียกตัวเองว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจรัฐบาลรักษาการของนายนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล รักษาการนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก่อนรัฐประหารไม่นาน อันเป็นช่วงวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2556 ซึ่งเริ่มต้นจากการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของกลุ่ม กปปส. การคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม การยุบสภา และการเลือกตั้งที่ไม่สามารถจัดให้เสร็จสมบูรณ์
.
ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 หัวหน้า คสช. ได้รับอำนาจเบ็ดเสร็จผ่านมาตรา 44 (ม. 44) ซึ่งเปิดทางให้คำสั่งของผู้มีอำนาจอยู่เหนือทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ส่งผลกระทบต่อสิทธิพลเมือง เสรีภาพสื่อ และหลักนิติรัฐอย่างกว้างขวาง การควบคุมการชุมนุม การเรียกบุคคลเข้ารายงานตัว การดำเนินคดีต่อผู้เห็นต่าง ตลอดจนการใช้ศาลทหารกับพลเรือน กลายเป็นภาพปกติของสังคมไทยในช่วงเวลานั้น
.
ต่อมาทางคณะรัฐประหารได้ร่าง รัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการสืบทอดอำนาจของ คสช. ผ่านวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง และระบบการเมืองที่จำกัดอำนาจของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่โครงสร้างที่ถูกออกแบบขึ้นหลังรัฐประหารยังคงส่งอิทธิพลต่อการจัดตั้งรัฐบาล การทำงานของรัฐสภา และบทบาทขององค์กรอิสระอย่างต่อเนื่อง ดังสะท้อนให้เห็นในการเลือกตั้งปี 2562 พล.อ.ประยุทธ์สามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้ง แม้พรรคที่สนับสนุน คสช. จะไม่ได้ครองเสียงข้างมากจากประชาชนโดยตรง แต่ด้วยอำนาจของวุฒิสภาที่ คสช. แต่งตั้งไว้ ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้สะท้อน “เสียงข้างมากของประชาชน” อย่างแท้จริง
.
ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่ได้ออกจากเงาของรัฐประหารอย่างแท้จริง หากยังดำรงอยู่ภายใต้สภาพการเมืองที่ประชาธิปไตยถูกจำกัดอยู่ภายใต้เงื่อนไขของชนชั้นนำและกลไกที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน เสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากถูกควบคุมผ่านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขณะที่การเลือกตั้งซึ่งควรเป็นเครื่องมือสะท้อนเจตจำนงประชาชน กลับดำเนินอยู่ภายใต้กติกาที่ไม่เท่าเทียม
.
เมื่อมองย้อนกลับมาสู่ปัจจุบัน คำถามที่สังคมไทยอาจต้องร่วมกันขบคิดคือ เราได้หลุดพ้นจากระบอบเผด็จการแล้วจริง ๆ หรือเพียงแค่กำลังอยู่ภายใต้ “ระบอบเผด็จการซ่อนรูป” ที่ยังคงรักษาอำนาจของตนเองผ่านรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และกลไกทางการเมืองที่ถูกออกแบบไว้ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 กันแน่
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1409342541238445&set=a.635945515244822
.....
เพิ่มเติม
3 กลไกหลักที่ยังคงเป็น "เงา" ของรัฐประหารไว้
แม้ว่าประเทศไทยจะผ่านการเลือกตั้งทั่วไปมาแล้วถึง 2 ครั้ง (ในปี 2562 และ 2566) และมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ในทางโครงสร้าง รัฐธรรมนูญฉราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นผลพวงโดยตรงจากยุค คสช. ได้วางกลไกที่ทำให้ประชาธิปไตยถูกจำกัดไว้ ดังนี้:
องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ: ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมทิศทางการเมืองและพรรคการเมืองที่มีแนวคิดเสรีนิยมหรือต้องการปฏิรูปโครงสร้าง โดยมีอำนาจในการยุบพรรคการเมืองหรือตัดสิทธิ์ทางการเมืองของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี: เป็นกฎหมายแม่บทที่ผูกมัดให้รัฐบาลทุกชุด (ไม่ว่าจะมาจากฝั่งไหน) ต้องดำเนินนโยบายตามกรอบที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ (ซึ่งส่วนใหญ่แต่งตั้งในยุค คสช.) วางไว้ หากไม่ทำตามอาจมีโทษทางกฎหมาย
เครือข่ายอำนาจของชนชั้นนำ (Elite): การจัดสรรอำนาจและการเจรจาทางการเมืองในระยะหลัง (เช่น การจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว) แสดงให้เห็นว่า ฉันทามติของชนชั้นนำ กองทัพ และกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ยังคงมีน้ำหนักและอิทธิพลสูงกว่าเจตจำนงบริสุทธิ์ของประชาชนผ่านคูหาเลือกตั้ง
เพิ่มเติม
3 กลไกหลักที่ยังคงเป็น "เงา" ของรัฐประหารไว้
แม้ว่าประเทศไทยจะผ่านการเลือกตั้งทั่วไปมาแล้วถึง 2 ครั้ง (ในปี 2562 และ 2566) และมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ในทางโครงสร้าง รัฐธรรมนูญฉราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นผลพวงโดยตรงจากยุค คสช. ได้วางกลไกที่ทำให้ประชาธิปไตยถูกจำกัดไว้ ดังนี้:
องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ: ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมทิศทางการเมืองและพรรคการเมืองที่มีแนวคิดเสรีนิยมหรือต้องการปฏิรูปโครงสร้าง โดยมีอำนาจในการยุบพรรคการเมืองหรือตัดสิทธิ์ทางการเมืองของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี: เป็นกฎหมายแม่บทที่ผูกมัดให้รัฐบาลทุกชุด (ไม่ว่าจะมาจากฝั่งไหน) ต้องดำเนินนโยบายตามกรอบที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ (ซึ่งส่วนใหญ่แต่งตั้งในยุค คสช.) วางไว้ หากไม่ทำตามอาจมีโทษทางกฎหมาย
เครือข่ายอำนาจของชนชั้นนำ (Elite): การจัดสรรอำนาจและการเจรจาทางการเมืองในระยะหลัง (เช่น การจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว) แสดงให้เห็นว่า ฉันทามติของชนชั้นนำ กองทัพ และกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ยังคงมีน้ำหนักและอิทธิพลสูงกว่าเจตจำนงบริสุทธิ์ของประชาชนผ่านคูหาเลือกตั้ง