วันพุธ, พฤศจิกายน 30, 2554

ประเทศไทยกับศาลอาญาระหว่างประเทศ

ต่อให้มีการสัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมวันนี้ ประเทศไทยก็ยังไม่มีสถานะเป็นสมาชิกศาลอาญาระหว่างประเทศอยู่ดี และต่อให้เป็นสมาชิกศาลอาญาระหว่างประเทศวันนี้ ศาลอาญาระหว่างประเทศก็ไม่มีเขตอำนาจอยู่ดี เนื่องจากเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต 91 ศพนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่ไทยจะเป็นสมาชิกเพราะกรณีราชประสงค์นั้นเกิดขึ้นเมื่อพฤษภาคม พ.ศ. 2553 อย่างไรก็ดี ธรรมนูญกรุงโรมข้อที่ 12 (3) ก็เปิดช่องไว้ให้

โดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ที่มา เว็บไซต์นิติราษฎร์


บทนำ

อนุสนธิจากการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเพื่อไทยแถลงข่าวเกี่ยวกับการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศกรณี 91 ศพ

โดยในเนื้อข่าวได้ปรากฏมีเนื้อหาว่า จากประเทศไทยได้ให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม พ.ศ. 2543 โดยคณะรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2552 เรียบร้อยแล้วมีผลทำให้ประเทศไทยเป็นภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเรื่องการฟ้องคดีต่อศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น เป็นเรื่องสำคัญและเกี่ยวข้องกับประเด็นข้อกฎหมายระหว่างประเทศโดยตรง

จึงสมควรอธิบายทั้ง “ข้อเท็จจริง” และ “ข้อกฎหมาย” เพื่อมิให้สาธารณชนเข้าใจคลาดเคลื่อนดังต่อไปนี้

ประการแรก ประเทศไทยยังมิได้เป็นภาคีธรรมนูญก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศหรือที่เรียกว่าธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (The Rome Statute of the International Criminal Court: ICC) แต่อย่างใด

ประเทศไทยได้ “ลงนาม” (Sign) อนุสัญญากรุงโรมเท่านั้น แต่ยังมิได้ให้ “สัตยาบัน” (Ratification) หรือให้ความยอมรับ หรือให้ความเห็นชอบแต่ประการใด

ตามข้อบทของอนุสัญญากรุงโรมข้อที่ 126 ระบุว่า การมีผลบังคับใช้ของอนุสัญญาแก่รัฐนั้น รัฐสามารถแสดงเจตนาเข้าผูกพันพันธกรณีของอนุสัญญาได้ด้วยการให้สัตยาบัน หรือให้ความยอมรับ หรือให้ความเห็นชอบหรือภาคยานุวัติ

ดังนั้น ลำพังการลงนามเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญานี้แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงในเรื่องการเป็นภาคีของประเทศไทยนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์หรือค้นหาไม่ยากเพราะสามารถตรวจสอบได้จากเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศหรือข้อมูลจากอินเตอร์เนต1

นอกจากนี้แล้ว การให้สัตยาบันแก่อนุสัญญากรุงโรมเป็นเรื่องสำคัญยิ่งจึงเป็นไปไม่ได้ที่สาธารณชนจะไม่ทราบ และเท่าที่ทราบประเทศไทยติดขัดประเด็นสำคัญที่ละเอียดอ่อนอยู่ จึงยังมองไม่เห็นว่าการเข้าเป็นภาคีในเร็ววันนี้จะเป็นไปได้อย่างไร

มิพักต้องพูดถึงมาตรา 190 วรรคสองที่กำหนดว่า การเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาที่จะต้องตราพระราชบัญญัติอนุวัติการสนธิสัญญาดังกล่าว ฝ่ายบริหารจะต้องเสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ

แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่อย่างใด อีกทั้งที่ผ่านมา NGOs ของต่างประเทศอย่าง The Coalition for the International Criminal Court ได้เคยมีจดหมายลงวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) ไปยังนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อเรียกร้องให้ประเทศไทยเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรม2 ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยจะเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศแล้ว

ประการที่สอง โดยหลักกฎหมายพื้นฐานของสนธิสัญญาเกี่ยวกับการมีผลผูกพันของรัฐภาคีในแง่ของเวลานั้นบัญญัติว่า โดยหลักทั่วไปแล้ว หากมิได้ปรากฏเจตนาของรัฐภาคีเป็นอย่างอื่น การมีผลผูกพันของสนธิสัญญาจะไม่มีผลย้อนหลัง (non-retroactivity of treaties) โดยข้อบทที่ 28 ของอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญากำหนดว่า พันธกรณีของสนธิสัญญาจะไม่มีผลผูกพันรัฐภาคีหากว่า การกระทำใดๆหรือข้อเท็จจริงหรือสถานการณ์ได้เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงก่อนที่สนธิสัญญาจะเริ่มมีผลผูกพันต่อรัฐนั้น3

พูดง่าย ๆก็คือ หากเหตุการณ์ราชประสงค์เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงก่อนที่ไทยจะเข้าเป็นภาคีอนุสัญญากรุงโรม ไทยก็ไม่สามารถอ้างพันธกรณีตามอนุสัญญาได้ ในทางตรงกันข้าม ไทยจะเริ่มตกอยู่ภายใต้อนุสัญญานี้หลังจากที่อนุสัญญานี้เริ่มมีผลผูกพันกับประเทศไทยแล้ว

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ยิ่งนานวันเข้าเท่าใด วันที่อนุสัญญาเริ่มมีผลผูกพันประเทศไทย(หรือวันที่ไทยสามารถอ้างอนุสัญญาได้ในฐานะรัฐภาคี) ก็ยิ่งทอดนานเท่านั้น

นอกจากนี้ในข้อบทที่ 126 ของอนุสัญญากรุงโรมก็ระบุไว้ชัดเจนว่า
“สำหรับรัฐแต่ละรัฐที่ให้สัตยาบัน….ต่อธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศนี้ หลังจากการมอบสัตยาบันสารแล้ว….. ให้ธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประทศนี้มีผลใช้บังคับในวันแรกของเดือนถัดไปจากวันที่หกสิบหลังจากการยื่นสัตยาบันสาร…..”
และ ข้อที่ 11 บัญญัติว่า
“ หากรัฐเข้าเป็นภาคีธรรมนูญศาลนี้ หลังจากที่ธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ ศาลอาจใช้เขตอำนาจของตนเฉพาะกับอาชญากรรมที่กระทำขึ้นหลังจากที่ธรรมนูญศาลนี้มีผลบังคับใช้สำหรับรัฐนั้น….”
จากข้อบทดังกล่าวที่ยกมาอ้างอิงนั้นแสดงให้เห็นชัดว่า รัฐจะเป็นสมาชิกศาลอาญาระหว่างประเทศได้ก็ต่อเมื่อครบวันแรกของเดือนถัดจากวันที่หกสิบหลังจากที่ได้มอบสัตยาบันไปแล้ว

พูดง่ายๆก็คือ ต่อให้มีการสัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมวันนี้ ประเทศไทยก็ยังไม่มีสถานะเป็นสมาชิกศาลอาญาระหว่างประเทศอยู่ดี เพราะต้องพ้นระยะเวลาดังกล่าวไปก่อน

และต่อให้เป็นสมาชิกศาลอาญาระหว่างประเทศวันนี้ ศาลอาญาระหว่างประเทศก็ไม่มีเขตอำนาจอยู่ดี เนื่องจากเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต 91 ศพนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่ไทยจะเป็นสมาชิกเพราะกรณีราชประสงค์นั้นเกิดขึ้นเมื่อพฤษภาคม พ.ศ. 2553

ประการที่สาม วัตถุประสงค์สำคัญที่ประชาคมระหว่างประเทศได้ก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศขึ้นมานั้น มิได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อมาแทนที่ศาลภายในของรัฐสมาชิกแต่มีขึ้นเพื่อมาเสริมเขตอำนาจของศาลภายใน ซึ่งผู้ร่างอนุสัญญากรุงโรมเรียกว่า หลักการเสริมเขตอำนาจศาลภายใน (complementary)4

กล่าวคือ ศาลอาญาระหว่างประเทศจะมีเขตอำนาจพิจารณาคดี ก็ต่อเมื่อศาลภายในของรัฐสมาชิกไม่สามารถที่จะฟ้องร้องดำเนินคดี (Unable to prosecute) หรือไม่เต็มใจที่จะฟ้องร้องดำเนินคดี (Unwilling to prosecute)5 ที่จะดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาได้เท่านั้น

พูดง่ายๆก็คือ ก่อนที่จะส่งเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณา รัฐภาคีจะต้องให้เหตุผลอธิบายได้ว่า รัฐไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหาได้ด้วยเหตุใด

หากประเทศไทยไม่ได้ให้สัตยาบันจะมีหนทางใดหรือไม่ที่จะเสนอเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศได้ ?

คำถามข้างต้นเป็นประเด็นที่น่าสนใจและหลายคนคงอยากทราบ อนุสัญญากรุงโรมเองมิได้ปิดประตูตายเสียทีเดียวสำหรับรัฐที่มิได้เป็นภาคี (Non-party) ที่จะเสนอเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณา

โดยข้อบทที่ 12 (3) ได้เปิดช่องให้รัฐที่มิได้เป็นภาคีอนุสัญญาสามารถทำ “คำประกาศ” (Declaration) ยอมรับอำนาจศาลได้ เฉพาะฐานความผิดที่เป็นปัญหาเท่านั้น6 โดยรัฐสามารถส่งมอบคำประกาศให้แก่นายทะเบียน เขตอำนาจของศาลตามมาตรา 12 (3) นี้มีลักษณะเป็น เฉพาะคดี (ad hoc)7 ไม่มีลักษณะถาวรเป็นการทั่วไป

กล่าวคือ เป็นกรณีที่รัฐประกาศยอมรับเขตอำนาจเฉพาะฐานความผิดใดความผิดหนึ่ง หรือเฉพาะเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลดังกล่าวมิได้มีผลทางกฎหมายที่จะให้อัยการสอบสวนสืบสวนโดยทันที8 อำนาจการสอบสวนเป็นดุลพินิจของอัยการและจะต้องผ่านการกลั่นกรองจากองค์คณะตุลาการพิจารณาเบื้องต้น (Pre-Trial Chamber) เสียก่อน

อนึ่ง มีข้อสังเกตว่า การทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลนี้ ในทางกฎหมายระหว่างประเทศถือว่าเป็น “การกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ” (Unilateral act of state)9 มิใช่เป็นการทำสนธิสัญญา ดังนั้น การทำคำประกาศดังกล่าวจึงไม่อยู่ในข่ายของมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญเนื่องจากมาตรา 190 เป็นเรื่องของการทำหนังสือสัญญา (หรือสนธิสัญญา)

ที่ผ่านมาในอดีตมีบางประเทศที่ใช้ช่องทางนี้เพื่อให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณาคดี เช่น ประเทศไอวอรี่ โคส เป็นประเทศแรกที่ทำคำประกาศฝ่ายเดียวยอมรับเขตอำนาจศาล เมื่อปีค.ศ. 2003(10) หรือกรณีของปาเลสไตน์ รัฐบาลของปาเลสไตน์ที่เรียกว่า Palestinian National Authority (PNA) ได้ทำคำประกาศฝ่ายเดียวยอมรับเขตอำนาจศาลเมื่อวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 2009

อย่างไรก็ตาม การทำคำประกาศฝ่ายเดียวยอมรับเขตอำนาจศาลก็ยังสร้างปัญหาข้อกฎหมายสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ คำประกาศฝ่ายเดียงดังกล่าวจะมีผลย้อนหลังหรือไม่

กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐจะทำคำประกาศฝ่ายเดียวยอมรับเขตอำนาจศาลให้พิจารณาฐานความผิดที่เกิดขึ้นก่อนที่รัฐจะทำคำประกาศฝ่ายเดียวได้หรือไม่ ดังเช่นกรณีที่ปาเลสไตน์ได้ทำคำประกาศเมื่อปี ค.ศ. 2009 ให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณาความผิดที่ได้กระทำขึ้นบนดินแดนของปาเลสไตน์ตั้งแต่ค.ศ. 2002 เป็นต้นมา

ประเด็นนี้ยังคงเป็นประเด็นที่นักกฎหมายถกเถียงกันอยู่11 โดยนักกฎหมายส่วนใหญ่เห็นว่า หากเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่เป็นความผิดต่อเนื่องที่เรียกว่า continuing crime นั้น หากความผิดเกิดขึ้นก่อนที่รัฐจะทำคำประกาศแต่ความผิดดังกล่าวยังไม่สิ้นสุดลงยังคงดำเนินติดต่อกันมาเรื่อยจนกระทั้งถึงวันที่ทำคำประกาศนั้น นักกฎหมายเห็นว่า ศาลยังมีเขตอำนาจ

แต่หากเป็นความผิดที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงไปแล้วก่อนที่รัฐจะทำคำประกาศยังเป็นประเด็นที่ขาดความชัดเจน แต่นักกฎหมายส่วนใหญ่เห็นว่า ศาลมีเขตอำนาจนับแต่วันที่ทำคำประกาศ


บทสรุป

ธรรมนูญกรุงโรมก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศจะมีผลผูกพันกับรัฐภาคีเมื่อรัฐนั้นได้ให้สัตยาบันหรือรับรองหรือยอมรับ โดยจะมีผลบังคับกับรัฐดังกล่าวในวันแรกของเดือนถัดจากวันที่หกสิบหลังจากวันยื่นสัตยาบันสาร

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ธรรมนูญกรุงโรมไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลัง สำหรับสถานะของประเทศไทยในปัจจุบันยังมิได้เป็นสมาชิกแต่อย่างใดเนื่องจากไทยเพียงแค่ “ลงนาม” เท่านั้นแต่ยังมิได้ให้ “สัตยาบัน”

อย่างไรก็ดี ธรรมนูญกรุงโรมข้อที่ 12 (3) ก็เปิดช่องให้รัฐที่มิได้เป็นภาคีสามารถทำคำประกาศฝ่ายเดียวยอมรับเขตอำนาจศาลได้ซึ่งเขตอำนาจของศาลนั้นมีลักษณะเป็นเฉพาะคดี มิได้เป็นการยอมรับเขตอำนาจศาลเป็นการทั่วไป

____________________________

เชิงอรรถ

1 ข้อมูลจากอินเตอร์เนต ระบุว่า ประเทศไทยลงนามเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 2000 โดยที่ยังมิได้ให้สัตยาบัน

2 โปรดดู ข้อมูลใน http://thaingo.org/web/2011/10/04/global-coalition-calls-on-thailand-to-join-the-international-criminal-court/ นอกจากนี้ โปรดอ่านคำสัมภาษณ์รองประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ นาย Hans-Peter Kaul ที่มีโอกาสมาประเทศไทยให้สัมภาษณ์ในประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศกับประเทศไทยได้ใน http://www.bangkokpost.com/news/local/217418/icc-has-no-jurisdiction-over-crimes-on-thai-territory

3 โปรดดูข้อบทที่ 28ของอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 สถานะของอนุสัญญานี้มีสถานะเป็นกฎหมายประเพณีระหว่างประเทศ (Customary international law) ด้วย ฉะนั้น อนุสัญญานี้จึงมีผลผูกพันประเทศไทยแม้ว่าไทยจะมิได้เป็นภาคีอนุสัญญานี้ก็ตาม

4 โปรดดูอารัมภบทวรรคที่ 10 และข้อที่ 1 ของธรรมนูญกรุงโรม

5 โปรดดูข้อที่ 17 ของธรรมนูญกรุงโรม

6 ปัจจุบัน ฐานความผิดที่ศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอำนาจพิจารณามีอยู่ด้วยกัน 4 ฐานคือ อาชญากรรมอันเป็นการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมอันเป็นการรุกราน

7 Carsten Stahn (et al), The International Criminal Court’s Ad Hoc Jurisdiction Revisited, The American Journal of International Law, vol.99:421, 2005,p.422

8 Ibid,p. 423

9 Morten Bergsmo, 6 European Journal of Crime, Criminal Law and Criminal Justices, 1998, p.347 นอกจากนี้แล้ว ยังมีตัวอย่างของคำประกาศของปาเลสไตน์ซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมด้วย โปรดดูใน http://www.icc-cpi.int/NR/rdonlyres/74EEE201-0FED-4481-95D4-C8071087102C/279777/20090122PalestinianDeclaration2.pdf

10 โปรดดูตัวอย่างของคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศของประเทศไอวอรี่ โคส ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ใน http://www.icc-cpi.int/NR/rdonlyres/74EEE201-0FED-4481-95D4-C8071087102C/279844/ICDEENG.pdf

11 โปรดดูใน Yael Ronen, ICC Jurisdiction over Acts Committed in the Gaza Strip, Journal of International Criminal Justice, 8 (2010),p. 10

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-"สุนัย"กลับลำยังไม่รับปากส่งคดี 91 ศพร้องศาลระหว่างประเทศ อ้างขอศึกษาช่องทางนิติราษฎร์ ด้านบัวแก้วเผยไทยต้องออกก.ม.ลูกก่อนให้สัตยาบันภาคีศาลโลก

เอาจริงซะที!เพื่อไทยยื่นฟ้องICCฟันฆาตกร91ศพ

คุณยายคาลิฟอร์เนีย:กรณีอากงทำให้เสียแรงศรัทธา



คลิปเสวนาแสวงหาความยุติธรรมจากฝ่ายตุลาการในระบอบประชาธิปไตย" โดยวิทยากรร่วมเสวนา คุณประเวศ ประภานุกูล ทนายความของดา ตอร์ปิโด และคุณอานนท์ นำภา ทนายความของอากงSMS ดำเนินรายการโดยคุณเบญจมินทร์ เมื่อวันอังคารที่ 29 พ.ย. เวลา 13.00-17.00 น. ณ ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา อัพโหลดโดย fazhi2006

หรือ MP3 http://www.4shared.com/audio/B_5VCwUy/_14_29-11-2011.html

นอกจากนั้นเครือข่ายประชาธิปไตยจะจัดงานเสวนาคดีหมิ่นฯของอากง เพื่อตีฆ้องร้องป่าวปัญหาของคดีนี้ในวันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม 2554 ตามกำหนดการ

กำหนดการ 3 ธ.ค.54 ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (ห้องใต้ดิน) ถ.ราชดำเนิน สี่แยกคอกวัว

12.00-12.30 น. ลงทะเบียน
12.30-12.45 น. เปิดการเสวนาโดยภรรยาอากง
12.45-14.00 น. วิทยากรนำเสนอปัญหากระบวนการยุติธรรมไทยกับก.ม.หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ : กรณีคดีของอากง
1. ทนายอานนท์ นำภา ทนายความคดีอากง
2. อดีตผู้พิพากษา (กำลังติดต่อ)
3. ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวเนชั่น

14.00-15.30 น. แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
15.30-16.00 น. แถลงข่าืวโดยเครือข่ายประชาธิปไตย เพื่อประกาศจุดยืนต่อกรณีคดีอากงและกิจกรรมรณรงค์ต่อไปปิดการเสวนา
..........

โดย คุณยายศรีลัดดา คาลิฟอร์เนีย
พากษ์ไทย ไทยอีนิวส์


เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ยายยังมีความหวังอันสดใสต่ออนาคตที่รุ่งเรืองของประเทศไทย..เมื่อพรรคเพื่อไทยนำโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ยายคิดนะแน่นอนเลย..ก็ตอนนี้พวกเราชนะการเลือกตั้ง หนทางข้างหน้า่ย่อมอยู่ในกำมือของพวกเรา พวกเราจะนำพาประเทศไปสู่ความรุ่งโรจน์ และปลอดภัยภายใต้ระบบยุติธรรมที่จะปกป้องพลเมืองไทยทุกคนจากทรราชย์...แต่แล้วอนิจจากรณีตัดสินจำคุกอากง 20 ปี ก็ทำลายความหวังและความฝันของยายลงย่อยยับ

มันเป็นความจริงที่น่าเจ็บปวดที่อากงตกเป็นเหยื่ออยุติธรรมที่ยังไม่มีใครสามารถช่วยอะไรอากงได้ แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีเองก็ตามที รัฐบาลนี้ดูอ่อนแอราวลูกแกะเกิดใหม่ ทุกความเคลื่อนไหวของเธอล้วนถูกต่อต้านโดยพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเปรียบเสมือนสุนัขจิ้งจอกแก่เจ้าเล่ห์ ไม่น่าแปลกหรอกที่ประชาธิปัตย์ปรามาสว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะอยู่ได้ไม่พ้น 6 เดือน

สิ่งที่จะช่้วยรักษารัฐบาลนี้เอาไว้ได้คงต้องเป็น"ปาฎิหาริย์" และยายก็ได้แต้่สวดภาวนาให้มีปาฏิหาริย์ด้วย หากทุกคนช่วยกับยายภาวนา ก็อาจกลา่ยเป็นความจริงขึ้นมา

อย่างไรก็ดีอยากบอกว่ายายเองก็ชักสิ้นศรัทธาต่อคุณยิ่งลักษณ์และคณะรัฐมนตรีของเธอ ยายรู้ดีว่าเธอพยายามแล้ว แต่ผู้สนับสนุนจำนวนหลายล้านคนต่อรัฐบาลนี้ก็ไม่ใช่แค่เพียงคนเสื้อแดงเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องต่อสู้ขับเคี่ยวกับระบอบอันฉ้อฉลเดิมๆที่ดำรงอยู่...กรณีของอากงนับเป็นฟางเส้นสุดท้ายบนหลังของพลเมืองไทย...คนไทยนั้นกลัวกับการ"ขายหน้า"หรือเสียหน้า แต่กรณีอากงนั้นทำให้ประเทศไทยได้หวนไปสู่ยุคมืด พวกเขายังภาคภูมิใจได้ยังไงกันกับการกระทำเลวๆเช่นนี้ หรือไม่รู้สึกละอายบ้างเลย?

นับแต่วันที่อากงถูกตัดสินจำคุก 20 ปี ยายก็ยังรู้สึกเศร้าทุกครั้ง แต่ค่อยรู้สึกดีขึ้นแล้ว เพราะเมื่อได้อ่านรายงานข่าวในไทยอีนิวส์พบว่า มีประชาชนจำนวนมากเหลือเกินที่ก็รู้สึกไม่ต่างไปจากยาย ไม่ว่าเป็นองค์กรต่างประเทศ องค์กรด้านสิทธิมนุษชน ประชาชนทั่วไปที่ต่างพากันประณามคำตัดสินจำคุก 20 ปี ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรเลย นอกจากจะให้ตายอยู่ในคุก ที่ประเทศสหรัฐนั้น คุณยังไม่ผิด ตราบที่คุณยังพิสูจน์ตัวได้ว่าคุณเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ที่เมืองไทยคนละเรื่อง ยังไงซะคุณก็ผิดวันยังค่ำ แม้ได้พิสูจน์ตัวแล้วว่าคุณบริสุทธิ์..!!

ยายหละกลัวว่าการอยู่อาศัยในเมืองไทยนั้นจะไม่ต่างไปจากเขตสงคราม ที่คนไทยต้องระมัดระวังทุกย่างก้าว เพราะไม่รู้จะไปเหยียบทุ่นระเบิดที่ใครวางกับดักเอาไว้เข้าเมื่อไหร่ เหมือนกรณีของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปแจ้งความดำเนินคดีกับอากงแล้วจบลงด้วยคำตัดสินของผู้พิพากษาหนักหนาสาหัสอย่างนี้ทั้งที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าอากงได้ก่ออาชญากรรมจริงหรือไม่

ยายหละนึกประหลาดๆว่าหากนายสมเกียรติกับผู้พิพากษาเข้านอนแล้วหลับไปโดยปราศจากความสำนึกผิด และเป็นคนจำพวกเกิดมาโดยไร้สำนึก ผู้ที่ไม่รู้ความแตกต่างระหว่างผิดชอบชั่วดี หากพวกนี้ได้อ่านเรื่องไดอารีของแอนน์ แฟรงค์ เด็กสาวชาวยิวและครอบครัวของเธอที่ได้ซ่อนตัวจากการพยายามเข่นฆ่าของพวกนาซีในยุคสมัยฮิตเลอร์เรืองอำนาจ บางทีคงได้รับรู้ว่าในเมืองไทยเวลานี้ช่างเหมือนกันเหลือเกินของขบวนการล่าแม่มด

ยายหวังว่าหลานๆในเมืองไทยจะโชคดีและต้องระแวดระวังตัวเวลาจะพูดหรือทำอะไร เพราะพวกหลานๆไม่มีทางรู้หรอกว่า ใครจะทรยศพวกคุณแล้วก็ออกล่่าแม่มด ให้กลายเป็นเหยื่ออยุติธรรมแบบกรณีของอากง

(ภาคภาษาอังกฤษ)

For a few months I was elated with hope for a bright future of Thailand..with Puathai party led by MS.Yinglick as PM, I thought ..surely now that we have won the election, the path to the future is in our hands, we will lead the country to prosperity, and security under the justice system that will protect every Thai citizen from tyranny...But alas, the recent case of Argong dashed my hopes and dreams completely. The sad truth is that Ar Gong is the victim of injustice, yet nobody can do anything to help him, not even the Prime Minister herself.This government is as weak as a new born lamb, every move she makes is thwarted by the democrat party who is like an old fox. No wonder the democrats said Yingluck will not last more than six months.The only thing that will save this government is a MIRACLE...and I am praying for one.If everybody prays with me, may be it will come true.


I have lost faith and hope in Yingluck and her cabinet.I know her hands are tied but surely with millions of people not just the redshirts supporting her,there must be ways and means to fight the old corrupted system..The case of Ar Gong is the last straw on the back of Thai citizen. Thai people are afraid of..."kai na" or losing face, but now the case of Ar Gong has made Thailand looks like it has gone backward to the dark age. Are they pround of being infamous or are they ashame of their action?


I am still heartsick every time I think about Ar Gong, but today I feel better because I could see on Thaienews that there are a lot of people who feel the same way as I do.To comdemn an old, frail man to jail for twenty years is nothging but a death sentence. In US of America, you are innocent until you proved guilty..but in Thailand it is the opposit..you are guilty until you proved innocent..!!! I am afraid that living in Thailand is like living in a war zone..you have to watch every step you take because you might unknowingly step on a landmineAs for Nai Somkiat who reported Ar Gong to the authority and the judge who comdemn Ar Gong without enough evidence of his crime, I wonder if both of them could go bed and sleep without quilty conseience. but again there are people who were born without conseince, who do not know the differnce between right and wrong, good and evil. If you have read Diary of Ann Frank , a Jewish young girl and her family who had to hide from the Nazi who tried to kill off the Jews during Hitler regime, you can see the similarity of the witch-hunt this country. I wish you, all Thai citizen, good luck ka and be careful of what you say and do from now on because you never know who will and can betray you. Sawasdee ka.

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-"อานนท์ นำภา" บอกเล่าคดี "อากง เอสเอ็มเอส" และข้อหาทนายดราม่า(?)

จดหมายจากคุณยายคาลิฟอร์เนียถึงหลานสลิ่มเมืองกรุง

Big Question for this government (3): When will the terrorists seizing the airports going to jail? This is ‘Solving Problem, Not Revenge’

Solving Problem, Not Seeking Revenge: 3 months had passed since Yingluck became Prime Minister. No sign from the government that the injustice problems were being corrected. The Judicial process related to People’s Alliance for Democracy, PAD, seizure of airports stalled. In the past 3 years, the PAD airport seizure case never reached any criminal court. The Judicial process that related to terrorism act of airport seizure by PAD got stuck in neutral after two and a half years of police investigation and half a year in the prosecutor’s office while the Red Shirts got ‘short end of the stick’--- arrests made, jail term handed out rapidly and bails hardly came by, it was a true ‘Double standard’.

By Thai E-News
อ่านพากษ์ภาษาไทย คำถามตัวโตๆต่อรัฐบาลนี้(3):เมื่อไรผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินจะติดคุกซะที นี่คือ"การแก้ไขไม่ใช่แก้แค้น"
Today at 5 PM (25 November 2011), marked the third anniversary, or one thousand and ninety five days, had passed since the PAD’s seizure of the Suvarnnabhumi International airport. None of them served any jail term, all still free.

Their serious crime could constitute ‘terrorism’ act, which punishable by death. However, the charge had never been filed and was withheld by the police investigators for two and a half years.

Once reached the prosecutor office on 11 May 2011, the prosecutor kept it for another half a year. In all, 3 years had passed; no charge filed.

The Big Questions for the Thai Judicial system are--- when will the prosecutor office file charge against the PAD? When will the criminal court proceed with the case? How long would the court take to render verdict? And when or whether the terrorists who seized and blockaded the airports will ever face jail term?

Another Big Question is why the Red Shirts were treated differently comparing to Yellow Shirt PAD? Their ‘terrorism’ charge went to court right away. No bail allowed. They had been in jail since.

If the answer for not granting Red Shirts bails because it was too serious of a crime, a capital charges, afraid of escape, and so on, then why the Yellow Shirts PAD did not face the same thing.

Is it because there's a ‘State within a State’ in Thai society where the ‘Hidden hands’ of the ‘Hidden state’ helped protect this gang? If it is then those ‘Hidden hands’ ought to be brought to justice too as ‘Partner in Crime’.

And if there is no ‘State within State’, then the question is why the government did not pay attention to this issue? The government behaves just like two-and-a-half-years of Abhisit Vejjajiva government. Is this government crippled, weak; felt powerless even though 15.7 million Thais gave them mandate to run the government in a landslide victory?

The Abhisit government kept this case for two and a half years. The Yingluck government promised to people that it would ‘fix the problem, not seek revenge’. This is the opportune time for this government to ‘Fix the Problem’. This is not a Revenge!

When will the government going to be serious?


The third anniversary of the PAD seizure of the airport falls on 25 November 2011. The case is still pending, and has not reached any criminal court. This ‘political gang’ has reactionary idea with right-wing-fascist-like ideology. They are going to cause trouble again to the elected government.

3 Years of PAD Case



2008

On the evening of 25 November 2008, the People’s Alliance for Democracy (PAD) seized the airport. The PAD issued a statement stating the reason:
“In order to force Somchai Wongsawat and his cabinet to resign, PAD needs to escalate our protest and our civil disobedience by taking the airports. We issued this statement to the people in hope that it reaches the People’s Power Party (PPP) government”.

Government declared state of emergency around the two occupied airports and ordered police, with assistance from the military, to clear out the PAD forces. The order had been approved by the court but the military refused to help; PAD ignored the order. It was well known that PAD had ‘High level’ backing, no one dared saying.

Read more:People's Alliance for Democracy Announcement 26/2008

It was estimated that 600,000 people stranded. Virtually all of Thailand’s international air connections stopped. Farmer Bank Research Center estimated that the damage was in the ball park of 200 billion baht, not to mention damaging to Thailand image.

3 December 2008, court ordered the dissolution of the PPP and two other coalition parties from election irregularity which resulted in the dissolution of the Somchai government. PAD declared victory, and Major Gen Chamlong Srimuang held ‘Returning the Airport to Authority’ Ceremony. No arrests were made to any PAD.

2009

13 January 2009, Pol Gen Jongrak Chutanont, Deputy Director-General of Police, who was responsible for investigation the PAD incident, said the case had 70% progress.

18 February 2009, the government of Abhisit Vejjajiva transferred Pol Gen Jongrak from the investigation unit. Suthep Thaugsuban assumed responsibility.

20 February 2009, Pol Gen Chalong Sonchai, the 2nd Head of the investigators, stated that the case progressed at 80%

21 April 2009, Pol Gen Chalong stated the progress was at 95%. He gave the reason for taking so long because it was a case of terrorism which punishable by death.

27 April 2009, there was a change to the head of the Investigation unit again; this time was Pol Gen Voot Puavate.

4 July 2009, Pol Gen Voot charged PAD with Terrorism and issued summons for the first time.

16 July 2009, not only PAD said they would not report to the authority, they held protest in front of the Police club declaring that they would not accept the charge and demanded change to charge. Pol Gen Voot joined the PAD stage and declared PAD were ‘Do Good-ers’.

9 September 2009, there was another change to the head of the investigation unit. This was the fourth time. Pol Gen Somyote Phumpanmuang, Assistance Director General of the Police, who was close to Newin Chidchop, said he would issue another subpoena but would not issue arrest warrants.

2010

26 August 2010, 69 PAD who were charged with the airport seizure, reported to the authority. All were out on bails. Threats were made to Pol Gen Somyote, while another 45 PAD did not show up. The Police requested court approval to issue arrest warrants, the request was denied on the ground that it lacked ‘clear’ evidence, and the court did not believe the accused would flee.

3 November 2010, Director-General of Police, Pol Gen Wichian Pojphosri said he would file charge in one week, then silence.

19 November 2010, the case went back to Pol General Somyote. Meeting was held at 10 am to finalize the case. The consensus was to file terrorism charge against those 114 people. The recommendation would be made to the Director-General of Police.

25 November 2010, the 2nd anniversary of PAD’ seizure of airports, PAD demonstrated in front of the Parliament to voice against 2007-Constitution Amendments plan. The 2007 Constitution came from the military coup.

2011

26 March 2011, the Civil Court ordered 13 leaders of PAD to pay 522 million baht in damage to Airport Authority of Thailand.

3 July 2011, the PAD campaigned for a ‘No Vote’ failed miserably, one million ‘No Vote', while Pheu Thai Party received 15.7 million votes, a landslide victory.

Back to 11 May 2011, Police sent the case to Prosecutor’s office requesting them to file terrorism charge against 15 PAD leaders. The names of 15 PAD leaders follow:

Major Gen Chamlong Srimuang, Sondhi Limthongkul, Pipop Thongchai, Somsak Kosaisuuk, Suriyasai Katasila, Somkiat Pongpaiboon, Naranyo or Saranyu Wongkrachang, Sirichai Maingarm, Samran Rodpet, Maneerat Kaewka, Sub lieutenant Royal Navy Samdin Lertbuud, Police Lt Col Santana Prayoonrat, Chana Parsooksakul, Surawit Weerawan, Rachayut or Amornthep or Amorn Siriyothinpakdi or Amornrattananon.

The Prosecutor’s office kept postponing no less than 10 times. Latest, on 20 October 2011, there supposed to be a hearing but nothing happened. Massive Flooding problem faced the government, and it took over the news. PAD’s case ‘drowned’ in flooding news.

22 July 2011, former Foreign Minister Kasit Piromya reported to authority. Kasit was charged but not on terrorism.

15 August 2011, Human Right Watch sent a letter to Prime Minister Yingluck expressing concerned about the progress of human rights situation in Thailand. The letter read in part:

“To date, there has been no independent and impartial investigation into the politically motivated violence that the PAD committed during its 2008 protests, including unlawful use of force, violence in street battles after the march to Parliament on October 7, and forcible occupation of Government House and Bangkok’s airports. Prosecutions of PAD leaders and members have stalled, as have efforts to seek financial compensation for damages caused by their protest, amid a growing public perception that the PAD is immune from legal accountability”.

4 September 2011, police made the first PAD arrest, Chaiporn Kerdmongkol, 59, or Jume Dankian.

7 September 2011, Pramote Nakornsup arrested, later free on bail. He did not face terrorism charge.

21 November 2011, PAD met at Sondhi Limthongkul’s residence. Chamlong, the number 2 PAD, declared intention to oust the current government which won elections in a landslide.

In summary, since 11 May 2011, the day in which the police sent the case to prosecutor’s office, no charge had been filed against PAD. No less than 10 times, the prosecutors kept delaying. Ever since 20 October 2011 the case disappeared in the flooding news.

3 years had passed no case for court. How did they do it?

G O O D B Y E Thailand!

…..

‘Talk VS. Evidence’, is the Death penalty too harsh for PAD Terrorism Act?


The Thai version of this article first published on 10 July 2009

The Thaienews developed question-and-answer for our readers to judge for themselves in respond to PAD’s complaint that ‘Terrorism’ charge against them was too extreme.

Q- Was it too extreme to place the core leaders of PAD with ‘Terrorism’ charge for seizing the airports?

A- The issue was not whether the charge was extreme or not, but had to do with what crime committed and what the laws said.

First, please be clear that there were two charges, one for Donmuang airport seizure and another for Suvarnnabhumi airport seizure. On Donmuang, there was no terrorism charge against the PAD because Donmuang is not an International airport. So, the charge for Donmuang was related to ‘trespassing’, while Suvarnnabhumi was a different story. Suvannabhumi is an international airport protected by Thai laws and the International Agreement.


On 14 May 1996, Thailand agreed to sign as part of signatories to the ‘Montreal Convention’, which designed to suppress unlawful acts against the safety of Civil Aviation. It requires parties to the Convention to make offences punishable by ‘sever penalties’; and requires parties that have custody of offenders to either extradite the offenders or submit the case for prosecution.

Thailand also has laws that related to Aviation Protection. Criminal law Article 135/1 violators can be punishable by death.

So the PAD’s accusation that the charge was ‘extreme’ not warranted. It was the matter of laws and the International Agreement.

Q- Well--- it still excessive

A- Remember--- PAD occupied the airport--- PAD’s action disrupted air travelling. Over four hundred thousands, including Crown Prince of Denmark visited Thailand at the time as guest of His Majesty the King, all stranded for weeks.

PAD also stopped all flights. In all, about 88 planes affected. The U.S. Government and the European Union asked the Thai government to end the seize and asked not to let this happen again.

Hundreds of thousPAD also attacked peopleands of visitors and Thais would like to visit Thailand could not. The Bank of Thailand estimated the damage to Thailand directly or indirectly amounted to 270 billion baht.

Related Aviation agencies and companies such as Airport authority, Thai Airline, Foreign Airlines, asked the Thai government to pay them 19 billion baht for damages.

PAD attacked people. They also prevent the airport security from doing their jobs.

So, if this is not excessive, what is? Please explain.

Q- Kasit Piromya just stood up on stage, why was he charged with terrorism?

A- According to the Thai law that related to Aviation Protection of 1978, amended in 1995, stated that any person who supported the criminal offense under Section 5, Section 6, shall be liable as the offender.

Was it not, the reason Kasit joined the PAD on stage was to provide moral support? Airport during the time of PAD seizure was not the place, nor the time of ‘enjoying free food’ or for ‘music appreciation’ as claimed by Kasit.

Q- PAD did not close the airport, Airport director did

A- Well, let us look at PAD statement after the seizure.

On the evening of 25 November 2008, PAD issued a statement number 26/2551 explaining reason why they had to escalate their action. In part, it said:

“PAD needs to escalate our protest and our civil disobedience by closing the Suvarnnabhumi airport. We issued this message to the people around the country and around the world in hope that it reaches Somchai Wongsawat and his government. This is the ultimatum; they have to resign immediately and with no conditions”.

Through their action, the court was pressured to come out with verdict on election irregularity. The PPP and three other coalition parties were dissolved on 2 December 2008. That spelled the end of Somchai government. The following day at 09.20 am, Major Gen Chamlong Srimuang held ‘Giving Back Airport’ Ceremony to Vutipat Vichairat, Chairman of the Board of Airport authority in front of His Majesty the King Portrait.

It’s a ‘No-brainer’. Any person with common sense would know that, if the PAD did not take over the Suvarnnabhumi airport, why would they issue the statement they would close it? If they did not occupy and control it, why would they give it back to the authority?

**********
Related Topics:

-Series of ‘Big Questions’ for this Government: First question, Do you have any heart? Why you ignoring the Red Shirts still in Prisons

-Big Questions for this government (2): When will you bring those responsible for ordering the killing to justice? What is the difficulty in acceding to International Criminal Court (ICC)?

โลกทัศน์สลิ่ม:ด้วยเหตุนี้น้ำจึงไม่ท่วมกรุง-เอ้า!กราบ


จริงๆกรุงเทพฯต้องถูกน้ำท่วมไปนานแล้ว แต่ได้พระเจ้าตาก และ พระปิยะมหาราช ขี่ม้าทรงยื่นขวางลำน้ำอยู่ ช่วยไม่ให้กรุงเทพฯถูกน้ำท่วม แต่ตอนนี้ม้าตัวผอมเซียว ไม่รู้เมื่อไหร่ที่ม้าจะหมดแรง พูดจบ น้ำตาท่านก็ไหลออกมา ท่านบอกว่า เวลาไปที่วงเวียนใหญ่ หรือพระบรมรูปทรงม้า ให้กราบไหว้โดยนำหญ้าที่ม้ากิน เพื่อให้ม้ามีกำลังยืนต่อไป..จะเชื่อหรือไม่ก็ได้...แต่กรุณาอย่าลบหลู่...!เพราะมันสำคัญต่อชีวิตเราและลูกหลานในอนาคต

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ฟอร์เวิร์ดเมล์นี้มีต้นกำเนิดจากย่านสีลม ซึ่งรัฐบาลพยายามปกป้องจากน้ำท่วมอย่างที่สุด เรื่องนี้ยังได้สะท้อนโลกทัศน์ของชนชั้นกลางกรุงเทพฯที่มีนิยามว่าสลิ่มประการที่สำคัญคือ พวกเขารังเกียจพวกนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และฝากความหวังไว้กับศรัทธาบารมีของระบอบราชาธิปไตยอย่างไรด้วย หากจะหวนไปนึกถึงกรณีฟอร์เวิร์ดเมล์"พายุนาร์กีส"ในอดีต ซึ่งเรื่องราวคล้ายๆกัน (ได้คงตัวสะกดตามต้นฉบับFWM)

หรืออีกบางทีชนชาวสลิ่มกรุงเทพฯอาจต้องการหลุดโลก หลีกหนีไปจากความจริงที่ว่า่ ที่พวกเขาไม่เจอน้ำท่วมเลยนั้น ก็เพราะมีคนเขตกรุงเทพฯรอบนอกต้องรับบทผู้เสียสละไว้แทน...



FW: ทำไม ??กรุงเทพถึงไม่ถูกน้ำท่วม อ่านแล้วขนลุก!! จะเชื่อหรือไม่ก็ได้...แต่กรุณาอย่าลบหลู่...!ขอร้องว่าจะต้องอ่านให้จบ เพราะมันสำคัญต่อชีวิตเราและลูกหลานในอนาคต

พอดีเมื่อวานไปถวายเทียนพรรษาที่วัดหลวงพ่อโอภาษีครับ

คิดว่าเพื่อนๆที่อยู่แถวพระราม2 คงรู้จักกันทุกคน เข้าเรื่องเลยนะครับ ผมก็ไปกับที่บ้านรวม 5 คน เข้าไปถึงกุฎิที่พ่อผมบอกว่า เป็นพี่ชายของเจ้าอาวาส เป็นหลวงพ่อ อายุราวๆ 70 ตาซ้ายเสียอ่ะครับ

เห็นบอกว่าองค์นี้เก่งมากก็เข้าไปถวายเทียนพรรษา พร้อมๆกับอีกหลายๆคน ที่มาหาหลวงพ่อเช่นกัน พอถวายเทียนเสร็จหลวงพ่อท่านก็เล่าว่าท่านนิมิต(ฝัน)ว่า ท่านได้ไปนรกครับไปเจอเท้าเทพสุวรรณ(ยมฑูต)

ท่านก็เล่าว่า ท่านถามสุวรรณว่าท่านตายแล้วเหรอ? สุวรรณบอกว่าท่านยังไม่ตายแต่จะพาไปเที่ยว

แล้วเค้าก็พาหลวงพ่อเดินไป เดินไปเรื่อยๆ จนถึงระยะหนึ่ง หลวงพ่อหยุดเดิน สุวรรณที่เดินนำ ก็เดินกลับมาครับ แล้วถามว่า หยุดทำไม?
ท่านก็ตอบว่า เดินตั้งนานแล้วในนรกไม่เห็นมีอะไรเลย

ระหว่างนั้นท่านก็บรรยายบรรยกาศของนรกว่า นรกมีไฟเพลิงสีส้มแดง แต่ไม่มีควัน แล้วก็ไม่ร้อน ที่ท่านไม่ร้อนเพราะท่านมีบุญดีอยู่ แล้วสุวรรณก็ถามต่อครับว่า อยากเห็นอะไรละ? ท่านตอบว่า อยากเห็นต้นงิ้ว และกะทะทองแดง

สุวรรณบอกว่าไม่มีหรอก มนุษย์อุปโลกข์ขึ้นมาเองทั้งนั้น ในนี้มีแต่ไฟโลกัณฑ์ เดินไปอีกหน่อยแล้วจะรู้เอง ท่านก็ได้เดินต่อไป สิ่งที่ท่านเห็นก็คือ เหวที่มีไฟแดงฉาน อยู่ข้างล่าง สุวรรณบอกว่า ใครทำกรรมชั่วมากก็จะอยู่ข้างล่างสุด ทำกรรมชั่วน้อยก็จะอยู่ข้างบน ซึ่งข้างล่างจะร้อนกว่าข้างบน

คราวนี้เดินต่อไปเรื่อยๆ ท่านก็เห็นทางสามแพร่ง มีน้ำกันอยู่ จึงได้ถามสุวรรณว่านี้คืออะไร สุวรรณตอบว่านี่คือทางไปนรก สวรรค์ โลกมนุษย์ ซึ่งมีคนยืนในช่องทางไปโลกเยอะมากๆ มีบางคนแอบซุกเพื่อหลบน้ำที่จะต้องผ่าน ท่านจึงถามว่าน้ำนี่คืออะไร สุวรรณตอบว่าน้ำนี่ใช้ชะล้างจิตใจ ให้ลืมอดีต แล้วไปเกิดใหม่ คนที่หลบหลีกน้ำนี้ไปได้จะต้องเป็นทุกข์ (ที่เข้าใจคือระลึกชาติได้)

แล้วท่านก็เล่าว่า พวก สส.ที่มันได้ดีเพราะมันกินบุญเก่า เหมือนปลูกต้นแอปเปิ้ลไว้ ตัวเองปลูกตัวเองก็ได้กิน เมื่อต้นแอปเปิ้ลหมดก็อดกิน ก็เหมือนกับพวก สส. ที่กินบุญเก่าอยู่ เราไม่สามารถไปทำอะไรเค้าได้ ต้องรอ ให้เค้าหมดบุญไปเอง

หลวงพ่อท่านก็ถามสุวรรณต่อว่าวิญญาณมนุษย์ ไปเกิดก็เยอะ แล้ววิญญาณที่ยังอยู่ที่โลกก็เยอะ ทำไมไม่จับมาให้หมด สุวรรณก็ตอบว่า
จับมาไม่ได้เพราะเค้ายังไม่หมดอายุขัย ร่างกายคนเรา มี สังขาร (ร่างกาย) และจิตวิญญาณ เมื่อละสังขารแล้ว แต่ยังไม่ละจิตวิญญาณ คือยังไม่ถึงที่ตาย เช่นพวก ฆ่าตัวตาย หรือถูกรถชนตาย วิญญานก็จะต้องวนเวียนอยู่ ในโลกไปจนกว่าจะถึงเวลาที่ละวิญญาณแล้ว ถึงจะไปรับมาได้
ท่านจึงถามต่อว่า พ่อหลวงจะมีอายุยืนยาวไหม? สุวรรณตอบว่า ท่านสิ้นอายุขัยแล้วแต่มีคนต่ออายุขัยให้ท่าน ซึ่งก็คือพี่สาวของท่านเอง

แล้วประเทศไทยละจะเป็นอย่างไรต่อไป? สุวรรณตอบว่า บอกไม่ได้ แล้วหลวงพ่อก็เดินต่อไปอีก
คราวนี้ไปเจอแอ่งน้ำลักษณะเหมือนเขื่อน ซึ่งมองไปที่กำแพงกั้นน้ำ สิ่งที่ท่านเห็นคือ ม้าตัวผอมเซียว ซึ่งมีพระเจ้าตาก และ พระปิยะมหาราช ยื่นขวางลำน้ำอยู่ ท่านบอกว่า ที่เห็นอยู่คือกษัตริย์เก่าๆ ช่วยไม่ให้กรุงเทพฯ ถูกน้ำท่วม จริงๆกรุงเทพฯต้องถูกน้ำท่วมไปนานแล้ว แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ที่ม้าจะหมดแรง จากความหนาวของน้ำ และการอดอาหารมานาน หลวงพ่อท่านพูดจบ น้ำตาท่านก็ไหลออกมา

แล้วบอกให้ทุกคนที่ได้รับฟัง เรื่องราวของท่านว่า เป็นนิมิตของท่าน จะเชื่อหรือไม่ก็ได้ เพราะท่านก็ยังคิดว่า เป็นความฝันของท่าน...
แต่ท่านก็กำชับกับทุกๆคนเอาไว้ว่า เวลาไปที่วงเวียนใหญ่ หรือพระบรมรูปทรงม้า หรือที่ไหนก็แล้วแต่ที่มี พระบรมรูป ให้กราบไหว้โดยนำ หญ้าที่ม้ากิน ล้างให้สะอาดไปถวายด้วย เพื่อให้ม้ามีกำลังยืนต่อไปได้

ผมก็คิดว่านี่เป็นสิ่งที่ทุกคนมองข้ามไปจริงๆ เพราะคนส่วนมากเวลาไปไหว้ ก็จะนำแต่ดอกไม้ไปไหว้เท่านั้น สิ่งหนึ่งที่ผมคิดคือมันแปลกมากที่อยู่ๆ เข้าไปถวายเทียนแล้วท่านก็เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ในเมื่อมีโอกาสได้รับรู้ก็ควรเผยแพร่ แก่ทุกๆคนครับ

ก็อยากจะฝากเพื่อนๆ แต่อันนี้ สุดแล้วแต่ความเชื่อครับ ขอบคุณครับ

ส่งต่อให้คนที่คุณ รัก /ห่ว ง ส่งต่อเพื่อน และครอบครัว!!

fw ต่อให้อีก 30 คนแล้วชีวิตคุนจะมีแต่ความสุข !!!!!!

แซ่ซร้องพระปรีชาญาณยาวไกล
อีกเรื่องที่มีการนำไปกล่าวถึงกันมากคือพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 7 พฤศจิกายน 2553 หรือเมื่อปีที่แล้ว ที่พาดหัวข่าวว่า
ในหลวงห่วงพสกนิกร ถึง"สุบิน" ว่าน้ำท่วมกรงเทพฯ
ในฝัน-ยังทรงห้าม พยาบาลปิดหน้าต่าง นายกฯเผยทรงแนะ วิธีแก้ปัญหาอุทกภัย

โดยข่าวสดนำเสนอข่าวว่า เผย ′ในหลวง′ ทรงห่วงใยราษฎรผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างมาก ถึงกับทรงพระสุบินว่าน้ำท่วมกรุงเทพฯ

ดร.ภาธร ศรีกรานนท์ หนึ่งในคณะผู้จัดทำโครงการเพลงพระราชนิพนธ์นิวออร์ลีนส์แจ๊ซถวายในหลวง เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2553 เปิดเผยว่า เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมสร้างความเดือดร้อนกับประชาชน (ในปี2553) พระองค์ท่านก็ทรงเป็นห่วงจนถึงกับทรงพระสุบินว่าน้ำท่วมกรุงเทพฯ แล้วมีนางพยาบาลในพระสุบินมาปิดหน้าต่าง ก็รับสั่งว่าปิดทำไม พระองค์ท่านเป็นห่วงประชาชน

มีผู้นำข่าวนี้มาตั้งเป็นกระทู้ในเว็บบอร์ดพลังจิต เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 พร้อมแสดงความเห็นว่า

พระสุบินของท่านมักเป็นจริงค่ะ แต่ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ท่าน เลยทำให้มหันตภัยทั้งหลายผ่านพ้นไปได้ด้วยดีค่ะ
___________

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:มาอีกแร๊ะ-FWMเรื่องฮาสาดของชาวสลิ่มล่าสุด

มายาคติและข้อสงสัยในการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

อนุสนธิการยกร่าง พรบ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานครฯฉบับประชาชน เมื่อเดือนมกราคม๒๕๕๔ ที่ผ่านมา

โดยจะเสนอเข้าสู่สภาประมาณกลางปีหน้า ซึ่งเสนอให้เชียงใหม่มีการบริหารราชการเฉพาะราชการส่วนกลางกับราชการส่วนท้องถิ่นเท่านั้น โดยยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคเสีย

กอปรกับอดีตคณะกรรมการปฏิรูป ซึ่งมีอดีตนายกฯอานันท์ ปันยารชุนเป็นประธานฯได้เสนอเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ที่ผ่านมา ก็ได้เสนอให้มีการยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเช่นกัน แต่มิได้กำหนดระยะเวลาของการดำเนินการไว้

ปฏิกิริยาที่มีต่อปรากฏการณ์ครั้งนี้มีทั้งการตอบรับและการต่อต้าน

ปรากฏการณ์ตอบรับมีการกระจายไปทั่วประเทศ ประชาชนจังหวัดต่างๆถึง ๔๕ จังหวัดประกาศตัวเป็นแนวร่วมโดยให้เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่นำร่องไปก่อน บางจังหวัดถึงกับทำป้าย ทำเสื้อยืด เสื้อแจ็กเก็ตหรือแม้กระทั่งการขึ้นป้ายขอจัดการตัวเอง โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่เองมีการรณรงค์จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พรบ.ฯในพื้นที่ทั้ง ๒๕ อำเภอกันอย่างคึกคัก

แน่นอนว่าเรื่องใหญ่ๆเช่นนี้ ย่อมมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเพราะความเข้าใจว่าอาจจะกระทบต่อสถานภาพของตนเองหรือกังวลในผลที่จะตามมาเพราะความไม่ไว้วางใจในคุณภาพของคนไทยกันเอง

ซึ่งในเรื่องของความเห็นนั้นเป็นธรรมดาที่อาจะเห็นแตกต่างกันได้ แต่เมื่อได้พูดคุยและทำความเข้าใจกันแล้ว หากไม่มีอคติจนเกินไปนักก็ย่อมที่จะเห็นด้วยต่อการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

มายาคติและข้อสงสัย

๑)เป็นการแบ่งแยกรัฐ

ไม่จริง เพราะแม้จะไม่มีราชการส่วนภูมิภาค รัฐก็ยังคงเป็นรัฐเดี่ยวเหมือน เช่น ญี่ปุ่น เป็นต้น อีกทั้งยังมีสถาบันกษัตริย์เป็นประมุขเช่นเดียวกันกับไทย และท้องถิ่นจะไม่ทำอยู่ ๔ เรื่อง คือ การทหาร การต่างประเทศ ระบบเงินตรา และ ศาล

๒)กระทบต่อความมั่นคง

ไม่จริง เพราะแม้แต่เกาหลีใต้ซึ่งไม่มีราชการส่วนภูมิภาคและยังอยู่ในสภาวะประกาศสงครามกับเกาหลีเหนืออยู่เลย ก็ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องนี้แต่อย่างใด

๓)รายได้ท้องถิ่นยังไม่เพียงพอ

ก็แน่นอนสิครับ เพราะปัจจุบันเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นเก็บภาษีได้จิ๊บจ๊อย เช่น ภาษีป้าย ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือน ภาษีล้อเลื่อน ฯลฯ แล้วจะเอารายได้ที่ไหนมาเพียงพอ แต่ร่าง พรบ.ฯนี้กำหนดให้รายได้ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นทั้งหมดจะถูกจัดเก็บโดยท้องถิ่น แล้วจัดส่งไปส่วนกลาง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เอาไว้ใช้ในท้องถิ่น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง ๓๐ เปอร์เซ็นต์นั้นก็จะไปช่วยเหลือที่อื่นที่ยากจน เช่น ญี่ปุ่นก็ส่งไปให้ฮอกไกโดหรือโอกินาวา เป็นต้น

๔)อบจ./อบต./เทศบาลจะมีอยู่หรือไม่

ในร่าง พรบ.ฯนี้กำหนดไว้ให้มีการปกครองท้องใน ๒ ระดับ คือ ระดับเป็นชียงใหม่มหานคร ส่วนระดับล่างเป็นเทศบาล ซึ่งแตกต่างจากกรุงเทพมหานครเป็นการปกครองท้องถิ่นระดับเดียวโดยรวมศูนย์อยู่ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครที่เดียว แต่ในรูปแบบใหม่นี้ อบจ.หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะหายไปกรณีของเชียงใหม่ก็จะมีเชียงใหม่มหานครเข้ามาแทน ซึ่งเป็นการปกครองท้องถิ่นในระดับบน ส่วนในระดับล่างก็เป็นเทศบาลเหมือนกันหมดไม่มีการแยกเป็นเทศบาลหรือ อบต.เพราะปัจจุบันบางตำบลมีทั้งเทศบาลและอบต.อยู่ในตำบลเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างระบนกับระดับล่างเป็นไปในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ มิใช่การบังคับบัญชา

๕)จะเอาข้าราชส่วนภูมิภาคไปไว้ไหน/นายอำเภอยังมีอยู่หรือไม่

ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งมีวาระ ๔ ปี ผู้ว่าราชการจังหวัดเดิมและข้าราชการส่วนภูมิภาคก็มีทางเลือกว่าจะกลับไปสังกัดกระทรวง ทบวง กรมที่ส่วนกลางก็ได้ หรือเลือกจะอยู่ในพื้นที่ก็สังกัดเชียงใหม่มหานคร เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น

ส่วนนายอำเภอที่มาจากการแต่งตั้งจากกรมการปกครองก็จะหมดไป มีผู้อำนวยการเขตซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดเชียงใหม่มหานครทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน มิใช่เป็นเช่นผู้อำนวยการเขตแบบ กทม.ที่มีอำนาจล้นเหลือเช่นในปัจจุบัน

๖)เขตพื้นที่อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จะหายไป

ไม่จริง เขตการปกครองยังเหมือนเดิม แต่จะเรียกเป็น เขต แขวง แทน

๗)กำนันผู้ใหญ่บ้านยังคงมีอยู่หรือไม่ หากยังคงมีอยู่จะมีบทบาทอะไร

ยังคงมีอยู่ดังเช่นกรุงเทพมหานคร แต่บทบาทในด้านการพัฒนาจะหมดไปเพราะเป็นหน้าที่ของท้องถิ่นซึ่งมีงบประมาณเป็นของตนเอง แต่กำนันผู้ใหญ่บ้านจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยในฐานะหัวหน้าฝ่ายรักษาความสงบเรียบของตำบลและหมู่บ้านตามกรณี มีอำนาจจับกุมคุมขังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

๘)ประชาชนยังไม่พร้อม ยังไม่มีการศึกษาที่ดีพอ

ไม่จริง เพราะคำกล่าวที่ว่า “ประชาชนเป็นอย่างไร ผู้แทนเป็นอย่างนั้น” จะเห็นได้จากผู้แทนของคนกรุงเทพยังชกต่อยกันในสภาแต่ผู้แทนของคนจังหวัดอื่นยังไม่ปรากฏ และในตำบลหมู่บ้าน ตลาดสด เดี๋ยวนี้ชาวบ้านร้านค้าเขาไม่คุยกันแล้วเรื่องละครน้ำเน่า ถึงคุยก็คุยน้อย แต่คุยเรื่องการเมืองกันทั้งนั้น ที่สำคัญเป็นการเมืองนอกสื่อกระแสหลักเสียด้วยสิ

๙)นักเลงครองเมือง

ไม่จริง ตัวอย่างผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่ละคนก็ไม่เห็นขี้เหร่สักคน(ถึงแม้ว่าจะมีคนขี้เหร่สมัครแต่ก็ไม่เคยได้รับการเลือกตั้ง) ที่สำคัญก็คือผู้ว่าราชการจังหวัดในปัจจุบันแต่ละคนล้วนแล้วมาจากการแต่งตั้งซึ่งในบางยุคถึงกับมี “แก๊งแต่งตั้ง”ซึ่งเข้าใจง่ายก็คือถูกแต่งตั้งมาจากนักเลงนั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะได้ผู้ว่าฯเป็นนักเลง อย่างน้อยก็ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาด้วยมือของเขาเอง ไม่ได้ลอยมาจากไหนก็ไม่รู้เช่นในปัจจุบัน ถ้าเปรียบเทียบแล้วผู้ว่าฯที่มาจากการเลือกตั้งย่อมพบง่ายเข้าใจง่ายและต้องเอาใจประชาชนที่เลือกเขาเข้ามา มิใช่คอยเอาใจเจ้านายที่ส่วนกลางที่เป็นคนแต่งตั้งเขา

๑๐)ซื้อเสียงขายเสียง

อาจจะจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปัจจุบันนี้จะดีกว่า และก็มิใช่ว่าใครมีเงินมากกว่าแต่มิได้ทำคุณงามความดีอะไรเลย หิ้วกระเป๋าบรรจุเงินไปแล้วจะได้รับเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เขาจะต้องกุมชะตาชีวิตประจำวันเขาอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญจะซื้อคนทั้งจังหวัดไหวหรือ

๑๑)ทุจริตคอรัปชัน/เปลี่ยนโอนอำนาจจากอำมาตย์ใหญ่ไปสู่อำมาตย์เล็ก

ร่าง พรบ.ฯนี้กำหนดให้มีสภาพลเมืองหรือลูกขุนพลเมือง(Civil Juries)คอยถ่วงดุลและตรวจสอบการทำงานของทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วชี้มูลหรือส่งฟ้องศาล ซึ่ง กทม.ไม่มีเช่นนี้ ฉะนั้น จึงมิใช่การถ่ายโอนอำนาจจากอำมาตย์ใหญ่ไปสู่อำมาตย์เล็ก

เพราะปัจจุบันนี้ท้องถิ่นต่างๆก็ทำตัวเป็นอำมาตย์เล็กอยู่แล้วดังจะเห็นได้จากการขออนุมัติ อนุญาตต่าง ต้องเสียเบี้ยไบ้รายทางตลอด แต่เมื่อเรามีสภาพลเมืองหรือลูกขุนพลเมืองคอยตรวจสอบแล้ว สภาพเช่นนี้จะดีขึ้นกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน อีกทั้ง สตง., ปปช., ฯลฯ ก็ยังคงมีเหมือนเดิม

๑๒)ผิดกฎหมาย

ไม่จริง เพราะเป็นการใช้สิทธิที่มีรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๘๑ ถึงมาตรา ๒๙๐ รองรับไว้

โลกหมุนไปข้างหน้า นานาอารยประเทศ ไม่ว่าญี่ปุ่น เกาหลี อังกฤษ อเมริกา ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ไม่มีราชการส่วนภูมิภาค หากใครยังฝืนทวนกระแสโลก ก็ย่อมจะถูกกระแสแห่งโลกาภิวัตน์กวาดตกเวทีไปอย่างช่วยไม่ได้

----------------

วันอังคาร, พฤศจิกายน 29, 2554

ธิดาบันทึกช่วยนักโทษการเมืองคืบยื่นประกันกลางเดือนหน้า พ้อโดนตีแทนที่จะมาช่วยพาเพื่อนพ้นคุก

อ้ายเสือ..ถอย!-นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ทวีตข้อความผ่านtwitterว่า พรรคไม่มีนโยบายปิดยูทูป และเฟซบุ๊ค หลังจากรองโฆษกพรรค ติ่ง-มัลลิกา ออกมาแถลงข่าวก่อนหน้านี้เสนอให้ปิดเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์จากพวกหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้วโดนวิจารณ์หนัก ล่าสุดติ่ง-มัลลิกาได้ทวีตตอบหัวหน้าพรรคของเธอว่า"สอดคล้องค่ะ"


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 พฤศจิกายน 2554

คืบหน้าช่วยเพื่อนในคุก-นางธิดา ถาวรเศรษฐ เขียนบันทึกความก้าวหน้าช่วยเหลือเพื่อนนักโทษคดีการเมือง คาดได้ยื่นประกัน 101 นักโทษคีดการเมืองในกลางเดือนหน้า ส่วนการย้ายที่คุมขังมาที่บางเขนแยกจากอาชญากรทั่วไปพร้อมแล้ว และได้ขอร้องคนที่โจมตีว่า ขอให้มาเป็นส่วนหนึ่งแห่งการกระทำเพื่อช่วยเหลือนักโทษการเมืองให้สัมฤทธิผลจะดีกว่า


นายแพทย์สลักธรรม โตจิราการ บุตรชายนางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานนปช.เขียนเปิดเผยในเฟซบุ๊ควันนี้ ว่า ล่าสุดคุณแม่เล่าให้ฟังว่า พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรียุติธรรม ได้แจ้งว่า สถานที่ใหม่ที่จะให้นักโทษการเมืองอยู่นั้น ระยะแรกพร้อมแล้ว จะเริ่มย้ายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ คิดว่าสภาพสถานที่นั้นเอื้ออำนวยต่อคุณภาพชีวิตและสวัสดิภาพของนักโทษการเมืองทั้งหลายมากกว่าสภาพที่ปัจจุบัน แต่ยังติดปัญหาว่านักโทษการเมืองในต่างจังหวัดจะทำอย่างไร

ส่วนเื่เรื่องการประกันตัว ล่าสุดสมาคมทนายแห่งประเทศไทยเข้ามาช่วยทำงานกับกรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรมในการประกันตัวนักโทษการเมือง ในกลางเดือนธันวาคม ข้อมูลทั้งหมดน่าจะเรียบร้อยพร้อมดำเนินการยื่นเรื่องประกัน

คุณแม่ฝากประกาศว่า แม้เราจะได้รับความช่วยเหลือจากสมาคมทนายความ กลุ่มทนายเพชรพงศ์ บ้านเลขที่111 รวมถึงทนายอาสา เช่นคุณอานนท์ แต่เรายังต้องการทนายมาช่วยทวงความยุติธรรมเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะการประกันนักโทษคดี พรก.และคดี112 ถ้าทนายท่านใดรักความเป็นธรรมกรุณาติดต่อ อ้อย เลขาคุณแม่ได้ที่086-093-7706 หรือที่สำนักงานกองทุนยุติธรรม อิมพีเรียลลาดพร้าวชั้น5ในเวลาราชการครับ

เรื่องนี้สืบเนื่องจากรักษาการประธานนปช.เข้าพบรัฐมนตรียุติธรรมเมื่อวันที่ 23 พฤษจิกายนที่ผ่้านมา ขอให้รัฐบาลปฏิบัติตามข้อเสนอของ คอป.ซึ่งได้ข้อตกลง 2 เรื่้องคือการย้ายที่คุมขังให้นักโทษคดีการเมืองต่างหากจากอาชญากรทั่วไป และให้ปล่อยตัวโดยกรมคุ้มครองสิทธิจะเป็นผู้ยื่นประกันตัว

วันเดียวกันนางธิดา เขียนบันทึกหัวข้อ ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ถูกคุมขังในคดีอันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยกล่าวถึงสถานการณ์ล่าสุดว่า ในเร็ว ๆ นี้ผู้ต้องขังเหล่านี้จะได้รับสิทธิแยกไปคุมขังในที่เหมาะสม อาจจะเป็น โรงเรียนนายสิบตำรวจบางเขน ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงเพิ่มเติม เราก็หวังว่าในระหว่างรอคอยอิสรภาพ ผู้ถูกคุมขังจากคดีอันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง จะมีชีวิตที่ผ่อนคลายมากขึ้น ได้รับความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น จากที่เคยถูกคุมขังในเรือนจำเช่นเดียวกับผู้ประกอบอาชญากรรมทั่วไป

สำหรับการประกันตัวนั้น ถ้าผู้ถูกคุมขังใดประสงค์จะแยกประกันโดยหลักทรัพย์เดิม และทนายเดิมที่มีอยู่ ก็รีบแจ้งที่ นปช. ด่วนด้วย ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-9349481 แฟ็กซ์ 02-9349467 หรือ E-Mail : hec2011@hotmail.co.th , คุณวัฒน์ 089-5133197, คุณข้าวเหนียว 086-0937706 เพราะจะได้นำเสนอ ส่วนผู้ถูกคุมขังที่เหลือทั้งหมดที่ประสงค์จะให้รัฐบาลและกรมคุ้มครองสิทธิ ประกันตัวทุกท่าน

ก็หวังว่าจะได้รับการประกันตัวเพิ่มขึ้น และเราก็ต้องต่อสู้กันต่อไป เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเราทุกคน เรามิได้เน้นคนหนึ่งคนใด คดีใดเป็นพิเศษ แต่เราทำเพื่อทุกคน ผู้ที่พยายามโจมตีกล่าวร้าย นปช. ก็ไม่ว่ากัน แต่ขอให้คุณเป็นส่วนหนึ่งแห่งการกระทำเพื่อช่วยเหลือให้สัมฤทธิผลจะดีกว่ากระมัง !

นางธิดาเขียนบันทึกเรื่อง ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ถูกคุมขังในคดีอันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง ว่า การปฏิบัติภาระหน้าที่เฉพาะหน้าของคณะกรรมการ นปช. ส่วนกลางตามที่แถลงไว้ ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2553 อันเป็นการแถลงเปิดตัวคณะกรรมการ นปช.ส่วนกลาง ในสถานการณ์ที่คณะกรรมการชุดเดิมต้องถูกจับกุมคุมขังและหลบหนีไปเกือบทั้งหมด คนที่เหลืออยู่ก็ถูกคุกคามว่าจะจับกุมอยู่เกือบทุกวัน เช่น คุณจตุพร พรหมพันธ์ ก็ถูกอธิบดี DSI เวลานั้น ขู่จับกุมเกือบทุกสัปดาห์ คณะกรรมการชุดรักษาการจึงต้องเกิดขึ้นในสถานการณ์ยากลำบากของขบวน

ข้อแรกของภาระหน้าที่ คือ การรณรงค์ให้ปล่อยตัวหรือได้รับการประกันตัว ทั้งแกนนำ มวลชนเสื้อแดง และผู้ถูกจับกุมคุมขังโดยมิชอบทั้งหลายให้ได้รับการประกันตัว เพื่อดำเนินคดีอย่างรัฐที่มีนิติธรรม

ข้อ 2 การช่วยกันเยียวยาผู้ถูกกระทำและครอบครัว ทั้งการประกันตัวและต่อสู้คดี

ข้อ 3 การเรียกร้องความยุติธรรม อันหมายรวมที่จะเอาคนผิดมาลงโทษ และการใช้อำนาจรัฐที่เป็นนิติรัฐนิติธรรม ด้วยมาตรฐานเดียวกันต่อประชาชนผู้ถูกกล่าวโทษและจับกุมคุมขัง

ข้อ 4 การยกระดับการต่อสู้ของประชาชนให้สูงขึ้นด้วยองค์ความรู้ มิให้ลื่นไถลไปกับความคิดสุ่มเสี่ยง หรือการยอมจำนนอย่างไร้หลักการ

ข้อ 5 ต่อสู้ ผลักดัน จัดตั้งรัฐบาลประชาชน ภายใต้เป้าหมายยุทธศาสตร์ใหญ่เฉพาะหน้า คือการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมทั้งปวง และองค์กรที่มาจากผลการทำรัฐประหาร

ถ้าคนที่ติดตาม นปช. ในการแถลงข่าวมาตลอดก็จะรู้เป้าหมายยุทธศาสตร์ ซึ่งมีอยู่นานแล้วว่า ไม่ต่างอะไรกับแนวทางนิติราษฎร์ และเราก็แถลงสนับสนุนมาตลอด จนบางคนกล่าวว่า เราเอากลุ่มนิติราษฏรมาผูกโยงกับ นปช. รึเปล่า บางคนไม่เห็นด้วย

แต่เราได้แถลงเป็นประจำถึงเป้าหมายยุทธศาสตร์ นโยบาย และภาระหน้าที่ของ นปช. ซึ่งเราต้องปฏิบัติตามหลักการนี้ ไม่ใช่เรื่องสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนกลุ่มใด แต่เราเดินไปตามหลักการที่วางไว้ และได้รับการเห็นชอบมาก่อนแล้ว เมื่อเป็นไปตามแนวเดียวกัน การพูดสนับสนุนก็เป็นธรรมดาที่พูดกันเป็นประจำ ปัญหาเรื่องสนับสนุนนิติราษฎรหรือไม่ จีงมีเฉพาะผู้ที่ไม่ติดตามเรื่องราวของเราเท่านั้น จีงไม่ทราบหรือทราบแต่ตั้งใจจะให้ร้ายป้ายสีก็เป็นได้

ในการปฏิบัติตามหลักการ มติของ นปช. ที่วางไว้นั้น บางเรื่องต้องมีขั้นตอน ระยะเวลา และสถานการณ์มาเกี่ยวข้อง แต่เราเดินหน้าปฏิบัติไปให้บรรลุให้ได้

ขณะนี้เราได้รวบรวมรายชื่อผู้ต้องขังอันเกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองไว้ 101 ราย เพื่อทำภาระหน้าที่ช่วยเหลือชีวิตความเป็นอยู่ การประกันตัวและต่อสู้คดี ซึ่งประชาชนทั่วไปก็ได้ช่วยกันมากมาย เพราะลำพังกลุ่ม นปช. ไม่มีกำลังทรัพย์และทนายเพียงพอที่จะช่วยได้สมบูรณ์ทุกราย ทนายอาสา และประชาชนอาสาจึงเป็นส่วนเติมเสริมแต่งให้การช่วยเหลือดีขึ้น

ณ บัดนี้ ในการเร่งรัดรัฐบาลในขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ใช่เรื่องของตุลาการ เราได้พยายามที่จะเร่งให้รัฐบาลนี้และกลไกความยุติธรรมอื่น ๆ อำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนผู้ถูกกระทำให้ได้มากที่สุด ดังที่เราได้เจรจากับคณะของกระทรวงยุติธรรม มีทั้ง รัฐมนตรี ประชา พรหมนอก ท่านปลัดกระทรวงยุติธรรม ท่านรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และตัวแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิ โดยได้ขอความเป็นไปได้ 4 ข้อคือ

1. ให้ดำเนินการประกันตัวทุกรายในคดีอันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง (มิได้จำกัดเฉพาะคดีอันเนื่องมาจากการชุมนุมในเดือน เมษายน-พฤษภาคม ปี 2553)

2. ให้จัดที่คุมขังแยกจากผู้ถูกคุมขังอื่น ๆ

3. ให้ทบทวนการตั้งข้อหาที่รุนแรงเกินจริง

4. ให้ชลอคดีที่ดำเนินอยู่ โดยรอข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วนทั้งเหตุแห่งปัญหา และมาตรการทางกฎหมายและประโยชน์สาธารณะ รวมทั้งมาตรการทางอาญาเรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

ทางกระทรวงยุติธรรมรับไป 2 ข้อแรก เพราะเดิมหน่วยงานรัฐบาลจะไม่รวมคดี 112 และ พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ แต่เรายืนยันข้อเสนอ คอป., ปคอป. และมติ ครม. เรื่อง คดีหมิ่นฯ ตามมาตรา 112 และผิด พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ ทางกระทรวงฯ จึงรับสิทธิของผู้ต้องขังเหล่านี้รวมไว้ตามข้อเสนอ ปคอป. และข้อเรียกร้องของเราด้วย

ผลก็คือ เร็ว ๆ นี้ผู้ต้องขังเหล่านี้จะได้รับสิทธิแยกไปคุมขังในที่เหมาะสม อาจจะเป็น โรงเรียนนายสิบตำรวจบางเขน ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงเพิ่มเติม เราก็หวังว่าในระหว่างรอคอยอิสรภาพ ผู้ถูกคุมขังจากคดีอันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง จะมีชีวิตที่ผ่อนคลายมากขึ้น ได้รับความสะดวกสบายเพิ่มขึ้นจากที่เคยถูกคุมขังในเรือนจำเช่นเดียวกับผู้ประกอบอาชญากรรมทั่วไป

สำหรับการประกันตัวนั้น ถ้าผู้ถูกคุมขังใดประสงค์จะแยกประกันโดยหลักทรัพย์เดิม และทนายเดิมที่มีอยู่ ก็รีบแจ้งที่ นปช. ด่วนด้วย ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-9349481 แฟ็กซ์ 02-9349467 หรือ E-Mail : hec2011@hotmail.co.th , คุณวัฒน์ 089-5133197, คุณข้าวเหนียว 086-0937706 เพราะจะได้นำเสนอส่วนผู้ถูกคุมขังที่เหลือทั้งหมดให้รัฐบาลและกรมคุ้มครองสิทธิ ประกันตัวทุกท่าน

ก็หวังว่าจะได้รับการประกันตัวเพิ่มขึ้น และเราก็ต้องต่อสู้กันต่อไป เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเราทุกคน เรามิได้เน้นคนหนึ่งคนใด คดีใดเป็นพิเศษ แต่เราทำเพื่อทุกคน ผู้ที่พยายามโจมตีกล่าวร้าย นปช. ก็ไม่ว่ากัน แต่ขอให้คุณเป็นส่วนหนึ่งแห่งการกระทำเพื่อช่วยเหลือให้สัมฤทธิผลจะดีกว่ากระมัง !

สมศักดิ์ เจียมฯวิจารณ์ธิดา

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เขียนในเฟซบุ๊คว่า ไม่ได้อยากจะต้องมาคอยโต้แย้ง อ.ธิดา บ่อยๆ แต่ขอโทษเถอะว่า ถ้าอาจารย์เอาแต่ออกแถลงการณ์ที่ไม่ตรงความจริง และ ไม่เพียงพอ แบบนี้บ่อยๆ จะยิ่งชวนให้อาย ในฐานะทีชอบอ้างเป็น "กองหน้า" ของ "ขบวนการประชาธิปไตย" เปล่าๆ

แถลงการณ์วันนี้ ของ อ.ธิดา ที่เล่าเรื่องการไปยื่นหนังสือให้ ประชา เมื่อหลายวันก่อน มีข้อความ ที่ (ก) ไม่ตรงความจริง และ (ข) สะท้อน ความไม่เพียงพอ อย่างยิ่งต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

ผมจะพูดเฉพาะ 2 ประเด็นใหญ่ๆ ดังนี้

(1) อ.ธิดา อ้างว่า "เป้าหมายทางยุทธศาสตร์" ของ นปช. "ไม่ต่างอะไรกับแนวทางนิติราษฎร" เรื่องนี้ ไม่เป็นความจริง ข้อความเต็มๆ ของ อ.ธิดา ในเรื่องนี้ (ซึ่งมีที่ "แขวะ" เป็นนัยๆ ถึงข้อวิจารณ์ของผมอยู่) มีดังนี้

"ถ้าคนที่ติดตาม นปช. ในการแถลงข่าวมาตลอดก็จะรู้เป้าหมายยุทธศาสตร์ ซึ่งมีอยู่นานแล้วว่า ไม่ต่างอะไรกับแนวทางนิติราษฎร และเราก็แถลงสนับสนุนมาตลอด จนบางคนกล่าวว่าเราเอากลุ่มนิติราษฏรมาผูกโยงกับ นปช. รึเปล่า บางคนไม่เห็นด้วย แต่เราได้แถลงเป็นประจำถึงเป้าหมายยุทธศาสตร์ นโยบาย และภาระหน้าที่ของ นปช. ซึ่งเราต้องปฏิบัติตามหลักการนี้ ไม่ใช่เรื่องสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนกลุ่มใด แต่เราเดินไปตามหลักการที่วางไว้ และได้รับการเห็นชอบมาก่อนแล้ว เมื่อเป็นไปตามแนวเดียวกัน การพูดสนับสนุนก็เป็นธรรมดาที่พูดกันเป็นประจำ ปัญหาเรื่องสนับสนุนนิติราษฎรหรือไม่ จีงมีเฉพาะผู้ที่ไม่ติดตามเรื่องราวของเราเท่านั้น จีงไม่ทราบหรือทราบแต่ตั้งใจจะให้ร้ายป้ายสีก็เป็นได้"

ข้อความนี้ เต็มไปด้วย ความไม่จริง ดังนี้

(1.1) เฉพาะข้อเสนอในวาระ 19 กันยา ที่ผ่านมาของ นิติราษฎร์ มีจุดที่ ต่างกันอย่างชัดเจน กับสิ่ง นปช. ทำอยู่จนถึงบัดนี้ คือ

- นิติราษฎร์ เสนอให้ยกเลิกผลการรัฐประหาร ซึ่งมีนัยยะว่า จะต้องนำตัวผู้ทำรัฐประหาร มาลงโทษ สิ่งที่ อ.ธิดา พูดมาตลอดหลังจากการเสนอของนิติราษฎร์ ก็มีแต่เพียงเรื่อง "ทำความจริงให้ปรากฎ" ซึ่ง มีนัยยะ หมายถึงเฉพาะเหตุการณ์ปีกลายเท่านั้น (เพราะถ้าหมายถึง การรัฐประหาร มีอะไรที่ จะ ยัง "ไม่ปรากฏ" บ้าง ว่าใครเป็นคนทำ? คมช. ก็เห็นกันอยู่ชัดๆ) ซึงแม้แต่เรื่องนี้เอง ณ ปัจจุบัน ก็ยังจำกัดแค่ "ทำความจริงให้ปรากฏ" เท่านั้น เรื่องลงโทษ อะไร ก็ไม่ได้เสนออย่างซีเรียสแล้ว (ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะ นปช. ผูกอยู่กับ "นโยบายทางการ" ของรัฐบาล คือ "ปรองดอง" มากไป)

แต่ทีสำคัญ จะเห็นว่า นปช. ไม่เคยเรียกร้อง ให้ลงโทษ คณะรัฐประหาร 19 กันยา ตามที่ นิติราษฎร์ เสนอแต่อย่างใด

(1.2) ทีชัดเจนยิ่งกว่านั้น ในข้อเสนอของ นิติราษฎร์ มีข้อเสนอเรื่องแก้ไข 112 อยู่ด้วย นปช. นั้น อย่าว่าแต่หยิบยกเรื่อง 112 มาอภิปรายเลย แม้แต่ที่ตอนนี้ ออกมารวมเอา ผู้ต้องหา 112 เข้าไว้ด้วย ก็เป็นการเพิ่งมาทำเหมือนกัน (หลังสุรชัย สมยศ โดยจับ เป็นเวลาหลายเดือน นปช. มีท่าทีอะไรหรือ? เห็นมีแต่บรรดา "ลูกศิษย์" และ "ลูกน้อง" สุรชัย สมยศ ไปจัดชุมนุม จัดอภิปรายกันเองทุกสัปดาห์)

ขอย้ำว่า จนถึงบัดนี้ หลังจาก คนอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พากันเรียกร้องจนเรื่อง 112 กลายเป็น "วาระสาธารณะ" โดยเฉพาะในต่างประเทศ ทีกลายเป็นประเด็นทีไทยถูกวิพากษ์อย่างหนัก นปช. จึงค่อยๆ มา "แตะ" เรื่อง 112 แบบ น้อย มากๆ คือ แค่ "รวม" เอาผู้ต้องหา 112 เข้าไว้ในรายการทียื่นต่อประชา (และนี่ ก็ยังต้องทำ ภายใต้การอ้าง "คนอื่น" คือ คอป. ด้วยซ้ำ ไม่ได้กล้าพอจะเสนอเป็นข้อเสนอของตัวเองมาก่อนเลย)

ขอให้สังเกตด้วยว่า แถลงการณ์นี้ อ.ธิดา เขียนวันนี้ (29 พฤศจิกายน) ที่ กรณี "อากง" เป็นเรื่อง "ช็อค" ไปทั่วโลก และในไทยเอง อ.ธิดา ก็ไม่รู้สึกว่า เป็นเรื่องเหมาะสม ที่จะหยิบประเด็น 112 มาอภิปราย และชี้ให้เห็นความไม่เป็นธรรมของกฎหมายนี้ ทีทำให้เกิดกรณีอย่าง "อากง" ขึ้น

(1.3) "แนวทางนิติราษฎร์" นั้น พวกเขากล่าวไว้ชัดเจน (เช่นเดียวกับ บรรดา เสื้อแดงกลุ่มย่อยๆอื่น และเสื้อแดง ระดับล่างๆอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน) คือ การ "กลับไปหา 2475" แสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม คือ ให้ถือ รัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ของ คณะราษฎร เป็นแนวทาง

รัฐธรรมนูญ 3 ฉบับดังกล่าว มีจุดสำคัญที่เด่นชัดอย่างหนึ่ง เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญสมัยหลังๆ คือ ไมมีองคมนตรี

ปัญหา องคมนตรี นั้น จริงๆ แต่ไหน แต่ไร นปช. ไม่เคย เสนอเลย มีแต่ โจมตี องคมนตรีในแง่ตัวบุคคล ซึ่ง ก็ไม่ได้ทำมาเป็นปีๆแล้ว (ขออนุญาต เล่าอะไร "ส่วนตัว" เล็กน้อย ในต้นปี 2552 ผมพบกับพี่จรัล ซึงตอนนั้น เป็นแกนนำ นปช. คนหนึง ผมได้พยายามเสนออย่างจริงจังว่า แทนที่ นปช. จะเอาแต่ "ด่า เปรม" ควรเสนอให้แก้ไข รธน. หมวดพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะ คือ ยกเลิก ตำแหน่ง องคมนตรีเสีย แต่ พี่จรัล ก็ไม่ยอมรับ และ นปช. โดยรวม ก็ไม่เคยแตะ)

เฉพาะประเด็นองคมนตรี ประเด็นเดียว ก็ย่อมหมายถึงว่า ตาม "แนวทางนิติราษฎร์" จะต้องมีการแก้ไข "หมวดพระมหากษัตริย์" แน่นอน ซึงเป็นสิ่งที่ นปช. ไม่เคยแตะด้วยซ้ำ

ไม่ต้องพูดถึง "แนวคิด" ใหญ่ เกียวกับ "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" ที่เกิดขึั้น หลังรัฐธรรมนูญ คณะราษฎร เช่นกัน ซึ่งการที่ นิติราษฎร เสนอให้กลับไปสู่ รธน. คณะราษฎร ย่อมหมายถึง การต้องทบทวนแนวคิดนี้แน่นอน ...

ในประเด็น (1.2) และ (1.3) ที่เกี่ยวกับ 112 และสถานะของสถาบันกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญ (ซึ่งมีเรื่องการไม่มีองคมนตรี เป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง) ผมจะไม่พูดละเอียดด้วยซ้ำว่า ไม่เพียง นปช. จะไม่พูด ไม่แตะ เท่านั้น วันดีคืนดี ดังทีรู้กันไปทั่ว นปช. ยังใช้ นโยบาย ให้การ์ด จับคนไปส่ง ตำรวจข้อหา 112 (จนมีคนโดนตัดสินติดคุกไปแล้ว อย่างน้อย 1 คน และเกือบจะโดนข้อหาอีกอย่างน้อย 1 คน) และวันดีคืนดี ยังออกมายืนยันเรื่อง "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" ในลักษณะไม่ต่างจากอุดมการณ์ของพวก "อำมาตย์" ที่ นปช. โจมตี ด้วยซ้ำ

[ยังมีประเด็นใหญ่ ประเด็นที่ 2 ต่อ - ขออภัย ไม่มีเวลาเขียนให้จบครั้งเดียว และเห็นว่า ค่อนข้างจะยาวมากแล้ว คืนนี้ มีเวลา จะมาเขียนต่อ ประเด็นที่ 2 เกียวกับเรื่องที่ อ.ธิดา ไปยื่น ประชา ครั้งนี้ คือ การย้ายที่คุมขัง ฯลฯ]

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-เปิดหลักฐานกระบวนการอยุติธรรมไทยไม่ปรองดอง ฟันอีกคดีหมิ่น-ถ่วงคดีก่อการร้ายยึดสนามบินครบ3ปี

-ย้าย101นักโทษการเมืองไปพลตร.บางเขน รัฐเป็นเจ้าภาพยื่นประกันรวมอากงSMSขึ้นกับศาลเมตตา

เปิดคำฟ้องฟันเหยื่อ112หมิ่นผ่านfacebook อัยการให้ลงโทษหนักเกิดมาอาศัยแผ่นดินไทยไม่้จงรักดี!

"จำเลยเป็นคนไทย อาศัยบนผืนแผ่นดินไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาติบ้านเมือง และพสกนิกร จำเลยนอกจากไม่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรเสมอมาแล้ว ยังบังอาจแสดงความอาฆาตมาดร้าย มุ่งล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทย เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติที่ประชาชนชาวไทยไม่อาจยอมรับได้ พฤติการณ์ของจำเลยไม่มีเหตุอันควรปราณีไม่ว่าในทางใด สมควรได้รับโทษสถานหนัก "

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 พฤศจิกายน 2554

วันนี้ศาลอาญาได้เบิกตัวนายสุรภักดิ์(ขอสงวนนามสกุล)จำเลยมารับทราบคำฟ้องของนายชลัมพร เพ็ชรรัตน์ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา6 สำนักงานคดีอาญาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 และพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ รายล่าสุด หลังมีการจับกุมและคุมขังตั้งแต่วันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา

คำฟ้องของอัยการระบุว่า จำเลยกระทำผิดโดยเขียนข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเผยแพร่ลงในfacebookรวม 5 ครั้ง ระหว่างวันที่ 4 พฤษภาคม-16 สิงหาคม 2554 ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ในตอนท้ายคำฟ้องระบุว่า

" อนึ่ง จำเลยเป็นคนไทย อาศัยบนผืนแผ่นดินไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาติบ้านเมือง และพสกนิกร จำเลยนอกจากไม่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรเสมอมาแล้ว ยังบังอาจแสดงความอาฆาตมาดร้าย มุ่งล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทย เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติที่ประชาชนชาวไทยไม่อาจยอมรับได้ พฤติการณ์ของจำเลยไม่มีเหตุอันควรปราณีไม่ว่าในทางใด สมควรได้รับโทษสถานหนัก "

นายอานนท์ นำภา ทนายความของจำเลยในคดีนี้ แสดงความเห็นว่า อ่านคำฟ้องฉบับล่าสุดที่พนักงานอัยการฟ้องคดีหมิ่นฯ จากเฟซบุ๊คแล้วถือเป็นคดีแรกที่พนักงานอัยการได้แสดงทัศนคดิส่วนตนโดยบรรยายฟ้องจนเกินเลยไปกว่าองค์ประกอบความผิด ไม่ว่าท่านจะคิดเช่นไรก็หามีสิทธิที่ใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ

กระบวนการยุติธรรมไทยไม่สนมติครม.ให้ปรองดองสั่งชลอคดี

คำสั่งฟ้องในคดีดังกล่าว เกิดขึ้นภายหลังจากปลัดสำนัำกนายกรัฐมนตรีส่งหนังถือลงวันที่ 9 พฤศจิกายน ถึงอัยการสูงสุดให้ยึดมตินโยบายปรองดองตามข้อเสนอของคอป. ซึ่งเป็นตัวสะท้อนว่าอัยการไม่ได้ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลเลย
ไม่ปรองดองมีแต่ปูดอง2มาตรฐานต่อไป-หนังสือปลัดสำนักนายกรัฐมตรี ลงวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีคำสั่งขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) อัยการสูงสุด ให้ปฏิบัติตามมติครม.เรื่องการอย่าเพิ่งให้ส่งฟ้อง หรือให้ปล่อยตัว และชลอคดีคนเสื้อแดง กับคดี112 และหากตัดสินเด็ดขาดแล้วให้แยกที่คุมขังนักโทษคดีการเมืองออกจากนักโทษอาชญากรทั่วไป แต่กระบวนการยุติธรรมไทยไม่สน

ทั้งนี้นายสุรภักดิ์ วัย 40 ปี โปรแกรมเมอร์อิสระ ที่ถูกจับกุมคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 ตกเป็นเหยื่อคดีหมิ่นจากการเล่นเฟซบุ๊ค ซึ่งสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ รายงานข่าวเรื่อง จับ “เฟคบุ๊ค” เหยื่อ 112 : เขาละเมิดสิทธิผมตั้งแต่ชั้นจับกุม ว่า เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ 2 กันยายน เจ้าพนักงานชุดจับกุมของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในชุดนอกเครื่องแบบประมาณ 10 คน ได้บุกเข้าจับกุมนายสุรภักดิ์ชาวจังหวัดบึงกาฬ ณ อาพาร์ตเม้นท์ ในซอยมหาดไทย (ลาดพร้าว 122) โดยได้กล่าวหาว่ากระทำความตามพระราชบัญญัิติว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

ซึ่งในระหว่างจับกุมได้ตรวจยึดคอมพิวเตอร์แบบพกพา,คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แอร์การ์ด รวมทั้งแผ่นซีดีไปด้วย ทั้งนี้ ในระหว่างเข้าจับกุมพนักงานเจ้าหน้าที่มิได้ให้โอกาสผู้ต้องหาติดต่อกับทนายความ หรือผู้ที่ผู้ต้องหาไว้วางใจแต่อย่างใด

“พอผมกลับจากทำธุระข้างนอกเค้าก็กรูเข้ามาล็อกตัวผมทันที พูดจาข่มขู่สารพัด แต่ละคนตัวโตๆทั้งนั้น มีบางคนเข้าไปค้นและรื้อยึดคอมพ์ผมไปทั้งโน้ตบุ๊ค และ PC พวก ซีดีโปรแกรม และแอร์การ์ดที่ผมใช้ทำงานก็เอาไป เขาแจ้งข้อหาผม หาว่าผมเป็นคนสร้างเพจ เราจะครองแผ่นดินโดย… ในเฟสบุ๊ค ซึ่งผมก้ปฏิเสธว่าผมไม่รู้เรื่อง

แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอม และยังบอกว่าผมใช้ชื่อว่า “ดอกอ้อริมโขง” และกล่าวหาว่าผมไปเกี่ยวข้องกับเว็ปไซต์ นปช.ยูเอสเอ ผมยืนยันว่าผมไม่รู้เรื่อง แต่เขาบังคับให้ผมลงชื่อรับสารภาพ ผมจะโทร.หาทนายความก็แย่งโทรศัพท์มือถือจากผม ผมกลัวเลยลงชื่อไป

เจ้าหน้าที่บังคับให้ผมบอกรหัสเปิดคอมพิวเตอร์ ผมกลัวจึงบอกเค้าไป แล้วเขาก็พาผมมาที่ดีเอสไอ จึงได้ติดต่อกับทนายความ ดีที่ได้ทนายจากทีมคุณคารม พรรคเพื่อไทย ที่มาช่วยกัน ผมจึงมีโอกาสให้การปฏิเสธ”

ต่อมาญาตินายสุรภักดิ์ได้ประสานขอความช่วยเหลือจากทางพรรคเพื่อไทย โดย ส.ส.พรรคเพื่อไทยของจังหวัดบึงกาฬ ใช้ตำแหน่งเข้ายื่นประกันตัว แต่ก็เหมือนผู้ต้องหา่คดีนี้รายอื่นๆคือไม่ได้ประกันตัว

สหภาพยุโรป (อียู) ออกแถลงการณ์ แสดงความเป็นห่วง กรณีมีคำพิพากษาจำคุก "อากง" พร้อมเรียกร้องรัฐบาลไทยยึดมั่นในการนำหลักนิติธรรมไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม ไม่เลือกปฏิบัติ สอดคล้องกับการสนับสนุนหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่รวมถึงเสรีภาพในการแสดงออกด้วย

อียูออกแถลงการณ์แสดงความเป็นห่วง หลังคำตัดสินคดีอากง

เว็บไซต์ประชาไท รายงานว่า สำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปออกคำแถลงการณ์ตามที่ได้เห็นพ้องโดยหัวหน้าคณะผู้แทนประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ดังต่อไปนี้:

สำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปมีความเป็นห่วงในกรณีที่มีคำพิพากษาจำคุกนายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) เป็นเวลา 20 ปี มีความผิดในฐานละเมิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

สหภาพยุโรปต้องการย้ำถึงจุดยืนของสหภาพยุโรปที่ให้ความสำคัญกับการยึดมั่นในหลักนิติธรรม ประชาธิปไตย และการเคารพสิทธิมนุษยชน

สหภาพยุโรปขอสนับสนุนให้รัฐบาลไทยยึดมั่นในการนำหลักนิติธรรมนั้นไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม และไม่มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับการสนับสนุนหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่รวมถึงเสรีภาพในการแสดงออกด้วย

******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง
-เปิดเบื้องหน้าเบื้องหลังกลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติอ้างfacebookร่วมมือยัดคุกเหยื่อคดีหมิ่นรายล่าสุด

-นักล่าแม่มดบอร์ดเสรีไทยอ้างfacebookให้ความร่วมมือเปิดเผยIPสมาชิกจับกุมคนเล่นfbหมิ่นฯ1ราย

-'สันติประชาธรรม' วอนให้ประกันตัวผู้ต้องหาคดีหมิ่น เตือน 'เพื่อไทย' ถลำสู่เกม 'คลั่งเจ้า'

-เมืองไทยเรานี้แสนดีหนักหนาส่งSMS20ปีกดLikeเฟซบุ๊คคุก5ปี อ.นิติราษฎร์ฟันธงมั่วใหญ่แล้วไม่เข้าข่าย

ACT4DEMเชิญลงชื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก112 ปล่อยตัวนักโทษการเมืองและนักโทษคดีหมิ่นฯ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 พฤศจิกายน 2554
ที่มา เฟสบุ๊ค Junya Lek Yimprasert


รายงานต่อเนื่องจาก ACT4DEM "ขอเชิญร่วมเป็นหนึ่งในคนเดือนธันวา 11,135 รายชื่อแรก เพื่อเรียกร้องยกเลิกมาตรา 112 และให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองและนักโทษคดีหมิ่นฯ"


เรายังคงเดินหน้าต่อไป แม้จะต้องฝ่าด่าน "ไม่ปลื้ม" ของเทวดา ของ NGOs ของเพื่อไทย หรือของพวกคลั่งสถาบันฯ

ข้อเรียกร้องยกเลิกมาตรา 112 และปล่อยนักโทษคดีหมิ่นฯ และนักโทษการเมืองหยุดไม่อยู่แล้วค่ะ ตอนนี้ได้จัดทำฉบับสั้น กระขับ ที่ข้อเรียกร้องหนักแน่นไม่เปลี่ยนแปลง และจัดทำไปแล้ว 4 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส และล่าสุดภาษาฟินน์ (ทั้งนี้ภาษาเยอรมัน และสเปน กำลังตามมาอย่างกระชั้นชิด)

The Petition to Abolish Thailand LM 112 and release all LM and political prisoners are now have gone global in 4 languages. See the links below;

ภาษาไทย http://www.ipetitions.com/petition/petition-on-abolition-of-the-thai-law-of-lese/

Finnish http://www.ipetitions.com/petition/act4dem-vetoomus-thaimaan-hallitukselle-ja/

English http://www.ipetitions.com/petition/the-abolition-of-the-thai-law-of-lese-majeste/

French http://www.ipetitions.com/petition/sil-vous-plait-aidez-nous-a-faire-abolir-les/

Petition in German and Spanish ready soon!

ไม่ควรมีแต่คนต่างชาติมาลงชื่อ เรียกร้องเสรีภาพให้ประเทศไทย คนไทยต้องกล้าพูดและกล้าแสดงความรู้สึก ถ้าท่านต้องการให้ยกเลิก 112 ขอเชิญลงชื่อได้ตามภาษาที่ถนัดได้เลย ตามลิงค์ด้านล่างนี้

* * * * * * ** * *

ขณะ นี้ผู้ร่วมลงชื่อกว่า 1,200 คน และจาก 50 กลุ่ม ทั้งนี้มีทั้งนักเขียน อาจารย์มหาลัยไทยและต่างประเทศ ที่เป็นที่รุ้จักกันดีมากมายและเรายังมีเวลาอีกเพียง 10 วันสำหรับกิจกรรมยื่น ซึ่งตามการประกาศของเราคือ 10 ธันวาคม

รายละเอียดกิจกรรม ขอให้ทุกท่านร่วมกันเสนอและงานนี้ ไม่มีเจ้าภาพ เพราะ "ทุกคนคือ 11,135"

เป็นการประกาศรูปแบบกิจกรรมแห่งการต่อสู้ของโลกศตวรรษที่ 21 ที่ไม่ยึดติดแกนนำ ไม่ยึดติดคนมีชื่อเสียง ไม่ยึดติดขาใหญ่เจ้าของประเด็น

เป็นการ แสดงเจตจำนงค์ของคนที่อาจจะเคยเป็นแค่ "จำนวน" ที่งานนี้จะเป็น "ตัวจริง" "เสียงจริง" "สู้จริง" "ไม่ดีแต่พูด" "ไม่เพียงแต่เฝ้ารอเทวดามานำการต่อสู้"

ถ้าตัวเลขผู้เสีย ชีวิตจากการสังหาร อุ้ม ฆ่า เผา เพราะพวกเขาขอมีส่วนร่วมทางการเมือง หรือเพราะถูกหมายหัวว่าเป็นภัยต่อ "ชาติ ศาส์น กษัตริย์ และการพัฒนาของชาติ" จำนวน 11,135 ที่เราค้นคว้ามาได้จนถึงช่วงเวลาปัจจุบ้นนี้ ซึ่งประมาณการณ์ว่าเป็นเพียง หนึ่งในสามของตัวเลขผู้สูญสูญที่แท้จริง ยังน้อยไป ต่ำกว่าเรวันดา หรือเขมร - ท่านจะเอาชีวิตประชาชนอีกเท่าไหร่ถึงจะสาสมใจ เพื่อสังเวยอำนาจที่ฉ้อฉล

โปรดช่วยกันลงชื่อ เพื่อร่วมเป็นหนึ่งใน 11 135 คนเดือนธันวาฯ เพื่อร่วมกันปลดล๊อคการเมืองไทย และฝากช่วยกระจายและแชร์วิธีการลงชื่อออนไลน์นี้ไปให้มากที่สุด

และถ้าท่านสามารถช่วยรวบรวมรายชื่อคนที่ไม่ใด้ใช้อินเตอร์เนต เราจะขอบคุณมาก โดยส่งรายชื่อมาได้ที่ savethaiand@gmail.com

ขอบคุณ แทนทีมงานและอาสาสมัครหลังไมค์หลายชีวิตที่ทำงานกันอย่างไม่เห็นแก่ เหน็ดเหนื่อยเพราะเชื่อร่วมกันว่า ถึงเวลาที่เราต้องขยับประเด็นเรื่อง มาตรา 112 มาสู่การพูดได้อย่่างเต็มปากเต็มคำว่า "ยกเลิกไปเถอะมาตรา 112" "มันเป็นเครื่องมืออำมาตย์ทำร้ายประชาชนมานานเกินพอแล้ว"


ยกเลิก 112 ปล่อยนักโทษการเมืองและนักโทษคดีหม่ินฯในทันที!


* * * * * * * * *




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 พฤศจิกายน 2554

กลุ่มแอคชั่นเพื่อประชาธิปไตย (ACT4DEM) ได้เปิดรณรงค์ให้ลงชื่อข้อเรียกร้อง "ให้รัฐบาลยกกเลิกมาตรา 112 ปล่อยตัวนักโทษการเมือง และนักโทษการเมืองทุกคนที่ เฟสบุ๊ค เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2554 อันเป็นวันยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรีและวันครบรอบ 3 ปี การยึดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ทั้งคนยึดและคนสั่งยังลอยนวล

ผ่านไปสามวันยอดผู้ลงชื่อกว่า 40 องค์กรนานาชาติ และกว่า 900 บุคคล และขณะนี้ ACT4DEM ได้เปิดให้การลงชื่อทำได้ง่ายขึ้นด้วยการจัดทำให้ลงชื่อออนไลน์

ขอเชิญชวนผู้รักประชาธิปไตยช่วยกันลงชื่อเพื่อเรียกร้องรัฐบาลที่ประชาชนเลือกให้ยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 และปล่อยนักโทษการเมืองและนักโทษคดีหมิ่นฯ

ข้อเสนอถึง
รัฐบาลของประเทศไทย และองค์กรอาเซียน

เรียกร้องให้
ยกกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112 ของประมวลกฏหมายอาญา)

และเรียกร้องให้
ปล่อยตัวนักโทษการเมือง และนักโทษคดีหมิ่นฯ ทุกคน



ข้อเสนอแนะฉบับนี้ จัดทำโดยประชาชนและองค์กรที่รู้สึกวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับอนาคตแห่งประชาธิปไตยของประเทศไทยและของกลุ่มประเทศอาเซียน

ในปี พ.ศ. 2554 ประเทศถูกองค์กรสากลหลายสำนักจัดระดับเป็น “ไม่มีสิทธิและเสรีภาพด้านสื่อและอินเตอร์เน็ต” นักข่าวไร้พรมแดนได้ลดอันดับความมีสิทธิ เสรีภาพในการรับข่าวสารของประเทศไทย จากลำดับที่ 59 ไปอยู่ที่ลำดับ 153

หลังจากการรัฐประหารปี พ.ศ. 2549 มีผู้คนที่ถูกดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว จากไม่เกิน 10 คนต่อปีเป็น 100 คนต่อปี และในปี 2553 จำนวนผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ ได้เพิ่มสูงขึ้นกว่า 500 คน

ทุกวันนี้ไม่มีใครรู้ว่ามีคนที่ต้องติดคุกด้วยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกี่ร้อยคน หรือถูกดำเนินคดีกี่คนขนาดนักกฏหมายก็ไม่รู้ข้อมูลเหล่านี้ แต่ที่แน่ๆ นักโทษคดีหมิ่นฯ ถูกละเมิดสิทธิ คุกคามทำร้ายและบีบคั้นทางจิตใจในทุกด้านทั้งในและนอกห้องขัง

หลังจากเหตุการณ์การที่กองกำลังของกองทัพไทยเคลื่อนเข้าปราบปรามและสังหารหมู่ประชาชนเมื่อเดือนเมษายน และพฤษภาคม พ.ศ.2553 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 93 คน และ บาดเจ็บ 2,000 คน กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้ถูกนำมาใช้รุนแรงมากขึ้น เพื่อทำให้ผู้คนที่รู้สึกสุดทนมากขึ้นเรื่อยๆกับความไม่มียุติธรรมในประเทศไทยเกิดความกลัวและไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใดๆ

ข้อเรียกร้องฉบับนี้ พุ่งเป้าถึงต้นตอของวิกฤติการเมืองไทยในปัจจุบัน นั่นก็คือผลกระทบที่เกิดจากความน่าสะพรึงกลัวของกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่มีต่อพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย

ข้อเรียกร้องฉบับนี้ เปิดให้ทั้งองค์กร และประชาชนทั่วไปร่วมลงชื่อ และจะเปิดให้มีการลงชื่อต่อไปจนกว่านักโทษและผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทุกคน จะได้รับการปล่อยตัวและมีการยกเลิกกฏหมายมาตรา 112 นี้

เพื่อทันกิจกรรมยื่นข้อเรียกร้องนี้เป็นครั้งแรกต่อรัฐบาลไทยในวันที่ 10 ธันวาคม 2554 คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าภายในวันที่ 9 ธันวาคม จะมีผู้ร่วมลงชื่อ จำนวน 11,135 รายชื่อ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งตัวเลขผู้เสียชีวิตเพราะการเมืองไทยตลอด60 ปี แห่งการกดขี่และคุกคามสิทธิและเสรีภาพในประเทศไทย

นับตั้งแต่เปิดให้ลงชื่อในเฟสบุ๊คเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2554 จนถึงขณะนี้ มีผู้ร่วมลงชื่อในนามองค์กร 40 กลุ่ม และในนามส่วนบุคคลมากกว่า 900 คน

อำนาจอธิปไตยของประเทศไทยนั้นอยู่ในอุ้งมือของประชาชน การต่อสู้ของภาคประชาชน เพื่อขจัดพลังอำนาจที่ฉ้อฉล ที่จำกัดศักยภาพของพวกเขาในการตระหนักถึงสิทธิตามครรลองประชาธิปไตยในประเทศไทย จำต้องได้รับพลังสมานฉันท์จากคนไทยและจากนานาชาติ

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมลงชื่อในข้อเรียกร้องฉบับนี้

ขอขอบพระคุณอย่างสูง

กลุ่มแอ็คชั่นเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย
(ACT4DEM)


ร่วมลงชื่อ ภาษาไทย Finnish English French

หรือที่ เฟสบุ๊ค



* * * * * * * * * *




นักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112

-คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ผู้สื่อข่าวที่ออกมาร่วมประท้วงหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2549 เธอถูกจับขังคุกตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 และกำลังมีปัญหาด้านสุชภาพ แต่เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่กระนั้นเธอก็ยืนหยัดต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม

- ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล พ่อหม้ายและนักออกแบบเว็บไซด์เสื้อแดง ถูกตำรวจกลุ่มหนึ่งบุกจับที่บ้านและถูกขังคุกทันที ตำรวจกล่าวหาว่าเว็บไซด์ นปช.ยูเอสเอ เป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์ เขาเขียนจดหมายจากคุกถึงลูกชายวัย 10 ขวบของเขาว่า … สิ่งเดียวในตอนนี้ที่ป๊าหวังมากที่สุดนั่นคือการได้ออกไปอยู่กับน้องเว็บอีก ครั้งโดยเร็ว“น้องเว็บต้องรู้ไว้เสมอนะว่าป๊าไม่ได้ฆ่าคนตาย ป๊าไม่ได้คดโกงใคร ไม่ได้ขายยาเสพติด หรือหลอกลวงใคร ป๊าก็แค่ทำงานช่วยเหลือเพื่อนๆในสิ่งที่ป๊าสามารถทำได้เท่านั้น แล้วก็ถูกจับ”

-คุณสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำเสื้อแดงวัย 68 ปี ป่วยเป็นโรคต่างๆ มากมาย และกำลังอดอาหารประท้วงในคุก เขาถูกจับเข้าคุกเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 เขาเขียนข้อความส่งออกมาจากคุกถึงคนเสื้อแดงว่า อย่ายอมแพ้ จงสู้ต่อไป

- คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสาร เรดพาวเวอร์ และนักสิทธิแรงงาน ถูกจับที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2554 เขาส่งจดหมายจากคุกในชื่อหัวจัดหมาย "เหยี่ออธรรม" โดยระบุว่า "ผมจะสู้ให้ได้รับเสรีภาพตราบจนลมหายใจสุดท้าย ผมยอมเสียอิสระภาพ แต่จะไม่ยอมเสียความเป็นคนอย่างแน่นอน" คุณสมยศถูกกลั่นแกล้งและบีบบังคับมากมายเพื่อให้สารภาพผิด รวมทั้งถูกบังคับให้ยืนในรถผู้ต้องขังย้ายไปขึ้นศาลยังเรือนจำจังหวัดต่างๆ ทั้งสระแก้ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์และสงขลา

-คุณเลอพงศ์ วิชัยคำมาศ (โจ กอร์ดอน) ชาวอเมริกาเชื้อชาติไทย กลับเมืองไทยเพื่อรับการรักษาโรค เขาถูกล้อมจับด้วยตำรวจดีเอสไอร่วม 20 คน ด้วยข้อหาโพสลิ้งค์ของหนังสือ "กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม" ในเว็บบอร์ดในปี พ.ศ. 2551-2552 และถูกโยนเข้าห้องขังทันทีเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม

- อำพล ตั้งนพคุณ อากง อายุ 61 ปี ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 สำหรับข้อกล่าวหาว่าส่ง SMS ที่มาดร้ายต่อองค์สมเด็จพระนางเจ้า ไปยังมือถือของสมเกียรติ คล่องวัฒนาสุข เลขานุการส่วนตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อำพล ที่ทุกข์ทรมานจากโรงมะเร็งที่ลิ้น และไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่ถูกต้องได้ในระหว่างที่อยู่ในคุก ปฏิเสธอย่างจริงจังว่าไม่ได้เป็นคนส่งข้อความเหล่านี้

และอีกหลายร้อยชีวิตที่ไม่ทราบชะตากรรม



ร่วมลงชื่อ ภาษาไทย Finnish English French

หรือที่ เฟสบุ๊ค

* * * * * * * * * *

ข้อมูลเพิ่มเติม

การณรงค์รวบรวมรายชื่อ เพื่อยื่นรัฐบาลไทยให้ปล่อยนักโทษการเมือง นักโทษคดีหมิ่นฯ และยกเลิกมาตรา 112

60 ปีแห่งการกดขี่สิทธิและเสรีภาพในประเทศไทย
นักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

รายงานความคืบหน้า 26 พฤศจิกายน 2554

รายงานความคืบหน้า 27 พฤศจิกายน 2554
จดหมายจากทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา ของดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด)
บทกวีจากเรือนจำ: สมยศ พฤกษาเกษมสุข

เอาจริงซะที!เพื่อไทยยื่นฟ้องICCฟันฆาตกร91ศพ



********
"สุนัย" และ 3 ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อไทย เตรียมยื่นฟ้องศาลโลก คดี "91 ศพ"

มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ที่รัฐสภา นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมส.ส.บัญชีรายชื่อประกอบด้วย น.ส.จารุพรรณ กุลดิลก น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ร.ต.อ.นิติภูมิ นวรัตน์ แถลงข่าวการยื่นเรื่องฟ้องคดี 91 ศพ ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ

นายสุนัย กล่าวว่า ในเหตุการณ์ 10 เม.ย. และ 19 พ.ค.เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา มีประชาชนเสียชีวิตจำนวน 91 ศพ คดีนี้ดำเนินมาปีกว่าไม่มีอะไรคืบหน้า ผู้รับผิดชอบทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ทำหน้าที่ผอ.ศอฉ. จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

นายสุนัย กล่าวว่า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทุกฝ่ายจึงจะเสนอคดีดังกล่าวไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อให้ดำเนินคดีและไม่เกิดข้อครหาว่ารัฐบาลได้ดำเนินคดีกับใครคนใดคนหนึ่ง หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตนจะเดินทางไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ ในวันที่ 9 ธ.ค.เพื่อเยี่ยมและหารือโดยมีพี่น้องคนไทยที่อยู่ในยุโรปเตรียมการให้ตนไว้หมดแล้ว การเดินทางไปครั้งนี้ไปด้วยงบประมาณส่วนตัว

ด้านน.ส.จารุพรรณ กล่าวว่า คดีดังกล่าวถึงเปรียบกับคดีฆ่าล้างเผ่าพันธ์ ที่เคยนำเข้าสู่ศาลโลกในสนธิสัญญา ณ กรุงโรม เพราะมีการสังหารคนจำนวนมาก เป็นการสังหารที่อำมหิต มีการใช้ยุทโธปกรณ์ฆ่าคนด้วยมือเปล่า 91 ศพ มีคนบาดเจ็บ 2 พันคน ต้องกระทบต่อครอบครัวไม่น้อยกว่า 5 พันคน เนื่องจากประเทศไทยได้ลงสัตยาบันลงนามธรรมนูญกรุงโรม 2543 โดยคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2552 ตามสัญญาศาลโลกเรียบร้อยแล้ว ถือว่าประเทศไทยเป็นภาคีที่สมบูรณ์แบบ โดยจะนำตัวผู้กระทำความผิดขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ และค้นหาความจริงในระดับสากล

ตำรวจเรียกเทือก-มาร์คให้การคดีสังหาร16ศพ2ธค.นี้
ทางด้านสำนักข่าวไทย อสมท.รายงานว่า พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น.เผยพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนการเสียชีวิตของกลุ่มคนเสื้อแดง 16 ศพให้พนักอัยการพิจารณาให้ความเห็นทางคดีแล้ว 2 สำนวน อีก 14 สำนวนอยู่ระหว่างการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ทหาร คาดทั้ง 14 สำนวน จะเสร็จภายในกลางเดือนหน้า พร้อมประสาน "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-สุเทพ เทือกสุบรรณ" มาให้ปากคำวันที่ 2 ธ.ค. ในประเด็นสั่งการให้กระชับพื้นที่

ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ระบุว่า ขณะนี้สำนวนคดี 16 ศพ มีความคืบหน้าไปกว่าร้อยละ 90 แล้ว และสรุปสำนวนคดีไปแล้ว 2 สำนวน เชื่อว่าจะสามารถสรุปสำนวนคดีทั้งหมด เพื่อส่งความเห็นให้อัยการได้ตามกำหนดกรอบเวลา ไม่เกินกลางเดือนหน้า โดยไม่จำเป็นต้องขอขยายเวลาการสืบสวนอีกครั้ง

เนื่องจากพยานหลักฐานเพียงพอที่จะระบุถึงสาเหตุการเสียชีวิตของทั้งหมด ว่ามาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ พนักงานสอบสวน ได้ประสานไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตผู้อำนวยการ ศอฉ. เข้าให้ข้อมูลในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ในประเด็นสั่งการสลายการชุมนุม

ด้าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า เรื่องนี้คงอยู่ที่กระบวนการยุติธรรมมากกว่า และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ เป็นไปตามกฎหมายทุกประการ

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์:ประเทศไทยกับศาลอาญาระหว่างประเทศ ส.ส.เพื่อไทยยื่นฟ้องได้จริงหรือไม่ หากไม่จะต้องหาช่องทางอย่างไร

--"สุนัย"กลับลำยังไม่รับปากส่งคดี 91 ศพร้องศาลระหว่างประเทศ อ้างขอศึกษาช่องทางนิติราษฎร์ ด้านบัวแก้วเผยไทยต้องออกก.ม.ลูกก่อนให้สัตยาบันภาคีศาลโลก

:Big Questions for this government (2): When will you bring those responsible for ordering the killing to justice? What is the difficulty in acceding to International Criminal Court (ICC)?



Yingluck: If we have evidence that the soldiers killed the people, they would have to face jail as determined by the judicial process.

BBC commented that if Yingluck were to be able to do as said, it would be the first time in Thailand history, but BBC expressed doubt.

ฺิBy Thai E-news
อ่านพากษ์ภาษาไทย คำถามตัวโตๆต่อรัฐบาลนี้(2):เมื่อไรจะเอาคนสั่งฆ่าไปขังคุก มันลำบากตรงไหนกับการให้สัตยาบันICC?


The ‘Big Question’ for this government which came from great sacrifice of many of their supporters who lost their lives, limbs, and still continue to be ‘iron wall’ for the government is--- when will you release those on the side that got killed to freedom, and when will you put those that kill in prison.



Question No. 2: When will you bring the killers to justice? When will you accede to the Rome Statute of the ICC?


The cases still pending in DSI, the new government had transferred the 16-death case which including 3-death case in Wat Prathum to the DSI. At Wat Prathum, there was evident that soldiers fired from BTS rail. The DSI also indicated that the deaths resulted from the military, and wanted the police to continue its investigation.

Latest, Col Sansern Kaewkamnerd, spokesperson for the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), said CRES came into existence through the Executive order of then Prime Minister Abhisit Vejjajiva, while Suthep Tueksuban, deputy prime minister, was CRES Chairman.

It can simply state that the military will not be able to act in dispersing the Red Shirts without having special order from CRES, which in turn got its from Abhisit and Suthep.

Col Sansern, again, stated in the press conference yesterday (22 November 2011) that he witnessed this.

…………

“My testimony did not intend to direct or point finger at anyone. As to how Mr. Abhisit and Mr. Suthep would take this, I am not sure how they feel, but all of us had duties to do. They had theirs; military had its own”.
………………………

The Big Question is when will the government bring Abhisit, Suthep to justice?

Police Major Gen Anuchai Lekbamrung, deputy metropolitan commissioner, who is head of police investigation unit on the 16-death stated that the investigation was under his control, but filing charge was under DSI control. It is the responsibility of the DSI to bring whomever to justice.

The Big Question following the previous question is how much confidence or trust should we have on the DSI bringing charge to Abhisit, Suthep, and military leaders who ordered the firing to kill?

When the BBC documentary, Thailand – Justice Under Fire, reported conversation with anonymous DSI official that said:

……………….
“(DSI) has policy to blame the Red Shirts in every case as much as possible. If you could not find the perpetrator, blame the Red Shirts. This is the order from the chief of DSI”.

“If you could not find who fired the shot, you have to assume that the Red Shirts and their supporters did it”.

………………..

The Big Question is, will Tharit Pendit, chief of the DSI, continue to have this same policy in the new government?

The Big Question for the government who is boss of DSI is, if he obstructs, why keep him?

Another Big Question is, when Chalerm made comment that Abhisit and Suthep would ‘shaking all over’ and would ‘lost some sleep’ when they learnt about the finding of 92-death case. Is this real or just ‘talk’? Up until now, Mark-Tuek still around. Even ‘ThepTuek’ had admitted at Rachaprasong before July 3 elections that he issued the order firing to kill.



I ordered everything I am responsible , Suthep

So, what is the wait? After one and half year had passed, why justice cannot even touch ‘Mark-Tuek little pinky fingers’?

The problem is in the ‘double standard’ of Thai justice system in the past 5-6 years. Thai people and the international community all lost faith. Should Mr. Tharit had a change of heart, and prosecuted the 92-death case faithfully and straightforwardly; how much trust can we have on the other elements within the judicial process such as attorney- general, judge, prison administration, etc.?

This was why the International community trying to persuade the Thai government to fight against impunity by acceding to the Rome Statute of the International Criminal Court (ICC).

On 3 October 2011, the Coalition for the International Criminal Court – CICC sent a letter to Yingluck government pledging with Thailand to join the ICC. The letter read in part:

---the Coalition—a global network of more than 2,500 civil society organizations in 150 countries advocating for a fair, effective and independent ICC—urged the government of Thailand to move forward with the accession process of the Rome Statute.

Thailand’s accession to the Rome Statute would provide an important example to other ASEAN member states. “Thailand, as a leading country in the ASEAN, has been in the forefront of promoting human rights in the region,” noted Evelyn Balais-Serrano, the Coalition’s regional coordinator for Asia-Pacific. “With a new government, it is time to consider ratification of the Rome treaty in its efforts to forge unity among its people and its neighbouring countries. Its commitment to ending impunity and pursuing justice for victims of past conflicts are in line with the goals and spirit of the Rome Statute and the ICC,” she stated.

The Coalition also recalled Thailand’s participation in the Rome Conference and its subsequent steps toward accession. In recognition of some legal challenges that have surfaced with regards to compatibility between the Rome Statute and Thai domestic legislation, the Coalition called on Thailand to draw examples from states parties that have successfully addressed similar compatibility issues. By addressing these issues, the new government would demonstrate its commitment to the protection and promotion of human rights.

“As it undergoes major reforms, the new administration would benefit from accession to the Rome Statute, as it would show the Thai people’s concern for and solidarity with the sufferings of victims of conflicts in Asia and around the world,” stated Dr. Taejing Siripanich, commissioner of the Thai Human Rights Commission and head of the ICC Working Group in Thailand.

……………

The attempt to have Thailand joined the ICC in October failed, because maybe in part due to massive flooding problem that took all the government attention.

A Big Question for this government is, should the flooding problem subsided, is it time for the government to join Rome Statute as a way to bring heinous criminal to justice through the ICC?

In the Rome Statute Part 2, Article12 Section 3, there is a provision that allows the criminal to be prosecuted by the ICC even though the country is not the signatory to the ICC. It requires only country’s acceptance of the ICC jurisdiction.

So why waits?


It’s obvious, the ‘big question’ for this government which came from great sacrifice of many of their supporters who lost their lives, limbs, and still continue to be ‘iron wall’ for the government is--- when will you release those on the side that got killed to freedom, and when will you put those that kill in prison.

The old formulaic answer that calls for ‘for reconciliation’ that allows Red Shirts to continue to be in jail, killers allowed to be on the loose, the commanders scot-free awaiting amnesty, and ‘real Commander’ receives ‘worship’ as usual as if nothing had happened, then

The ‘Big question’ remains.

The big question is really this: When will there be justice. If there is no justice, there is no stability. If there is no stability, there is no peace.

So, No Justice, No Peace!

**************
Related Topics:

-Series of ‘Big Questions’ for this Government: First question, Do you have any heart? Why you ignoring the Red Shirts still in Prisons

-Bangkok Post:2010 crackdown complaint to ICC
Pheu Thai party list MP Sunai Julapongsathorn

A complaint will be filed with the International Criminal Court (ICC) in the Netherlands asking it consider last year's crackdown on the red-shirt protesters as a special case, Pheu Thai party list MP Sunai Julapongsathorn said on Monday.

Mr Sunai, in his capacity as chairman of the House committee on foreign affairs, announced this at a press conference in the presence of Pheu Thai list MPs Charuphan Kuldilok, Khattiyaa Sawasdipol and Pol Col Nitiphum Navarat.

The committe chairman said a complaint filed on behalf of Thailand regarding the deaths of 91 people in the crackdown between April 10 and May 19 last year had made little progress, causing pain for the relatives of the dead, who included Ms Khattiyaa, daughter of Maj-Gen Khattiya Sawasdipol or Seh Daeng.

Those who should be held responsible for the deaths were then-prime minister Abhisit Vejjajiva and then-deputy PM security affairs Suthep Thaugsuban, who was director of the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), he said.

To ensure justice for all, Mr Sunai said he would leave for The Hague in the Netherlands on Dec 9 to file a complaint with the ICC, asking that is treat this as a special case.

Ms Charuphan said since the cabinet had ratified the ICC Rome Convention of 2000 in 2009, Thailand is a full member of the ICC and can file a complaint.

Ms Khattiyaa said she had asked the Abhisit government if any progress had been made in the investigation of her father's death but to no avail.

So, the case should instead be in the hands of the ICC to deter criticism which might be made against Prime Minister Yingluck Shinawatra.

Pol Capt Nitiphum said that the decision to send Mr Sunai, as chairman of the House committee on foreign affairs, to The Hague to ask the ICC to accept the case for consideration was intended to ensure justice to all concerned, including Mr Abhisit and Mr Suthep.