วันศุกร์, กันยายน 04, 2569

1 ปีแห่งการถูกคุมขังครั้งที่ 8 ของ “ไผ่ จตุภัทร์” (คดีของนักโทษการเมือง บอกเราหลายถึงความบัดซบของประเทศนี้)


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
15 hours ago
·
1 ปีแห่งการถูกคุมขังครั้งที่ 8 ของ “ไผ่ จตุภัทร์”
.
.
3 ก.ย. 2569 ครบรอบ 1 ปีของ "ไผ่" จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ถูกคุมขังในระลอกนี้ นับตั้งแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำคุก 2 ปี 12 เดือน ในคดีมาตรา 112 จากการปราศรัยเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่หน้า สภ.ภูเขียว เมื่อปี 2564
.
แม้ต่อมาวันที่ 11 มี.ค. 2569 ศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในคดีดังกล่าว แต่จตุภัทร์ยังไม่สามารถออกจากเรือนจำได้ เพราะยังมีหมายขังในคดีมาตรา 112 จากการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งยังอยู่ระหว่างสืบพยานในศาลชั้นต้น และศาลยังคงไม่อนุญาตให้ประกันตัวเรื่อยมา แม้จะเป็นคดีที่ขอถอนประกันตัวเองหลังถูกคุมขังในคดีหลัก
.
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนชวนดูสถิติการถูกดำเนินคดีทางการเมืองของ "ไผ่" จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง นับตั้งแต่เริ่มออกมาต่อต้านคณะรัฐประหารหลังปี 2557 ต่อเนื่องมาถึงการเคลื่อนไหวในยุคเยาวชนปลดแอกปี 2563 รวม 12 ปีของการต่อสู้ทางการเมือง เขาถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น 27 คดี แบ่งเป็นคดีที่สิ้นสุดแล้ว 15 คดี และคดีที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการต่อสู้ชั้นศาลอีก 12 คดี
.
สำหรับจตุภัทร์ เขาถูกคุมขังในเรือนจำรวม 8 ครั้ง ตั้งแต่การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร ในช่วงปี 2557 จนถึงปัจจุบัน (2569)
.
ครั้งที่ 1 - ถูกคุมขังในช่วงวันที่ 25 มิ.ย. - 6 ก.ค. 2558 (12 วัน) จากเหตุทำกิจกรรมต้านรัฐประหารที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ร่วมกับสมาชิกกลุ่มดาวดิน รวม 6 คน โดยเป็นการถูกฝากขังในชั้นสอบสวน และทั้งหมดปฏิเสธการยื่นประกันตัว ก่อนศาลทหารจะยกคำร้องการฝากขังต่อในผลัดที่ 2
.
ครั้งที่ 2 - ถูกคุมขังในช่วงวันที่ 8 - 19 ส.ค. 2559 (12 วัน) ที่เรือนจำอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ จากเหตุแจกเอกสารรณรงค์ Vote No ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยเป็นการถูกฝากขังในชั้นสอบสวน ในการถูกคุมขังครั้งนี้ ไผ่ยังได้ประท้วงอดอาหารเป็นระยะเวลา 8 วัน ก่อนได้รับการประกันตัวหลังอัยการสั่งฟ้อง
.
ครั้งที่ 3 - ถูกคุมขังในช่วงวันที่ 19 - 23 ส.ค. 2559 (5 วัน) ที่เรือนจำกลางขอนแก่น โดยหลังจากได้รับการปล่อยตัวจากคดีภูเขียว ไผ่ถูกอายัดตัวต่อ จากเหตุคดีชูป้ายต่อต้านรัฐประหาร ซึ่งเขาถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 โดยเป็นการขังระหว่างพิจารณาคดี ก่อนได้รับการประกันตัว
.
ครั้งที่ 4 - ถูกคุมขังในช่วงวันที่ 22 ธ.ค. 2559 - 10 พ.ค. 2562 (2 ปี 4 เดือน 20 วัน) ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ในคดี ม.112 กรณีแชร์สกู๊ปข่าวของบีบีซีไทย โดยถูกขังระหว่างพิจารณาคดี และภายหลังศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน ไผ่ถูกคุมขังยาวนานที่สุดในครั้งนี้ ก่อนได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 10 พ.ค. 2562
.
ครั้งที่ 5 - ถูกคุมขังในช่วงวันที่ 13 - 23 ต.ค. 2563 (11 วัน) ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จากเหตุชุมนุม #คณะราษฎรอีสาน และคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร โดยเป็นการถูกฝากขังในชั้นสอบสวน ก่อนได้รับการปล่อยตัวหลังครบกำหนดฝากขังผลัดที่ 2
.
ครั้งที่ 6 - ถูกคุมขังในช่วงวันที่ 8 มี.ค. - 23 เม.ย. 2564 (47 วัน) ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จากเหตุปราศรัยในการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร โดยเป็นการขังระหว่างพิจารณาคดี การคุมขังครั้งนี้ ช่วงแรกเขาถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษธนบุรี ภายหลัง ทนายความยื่นคำร้องขอให้ศาลนำตัวไผ่มาคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ให้ถูกต้องตามหมายขังในคดี ก่อนได้รับการประกันตัว
.
ครั้งที่ 7 - ถูกคุมขังในช่วงวันที่ 9 ส.ค. 2564 - 10 ก.พ. 2565 (186 วัน) ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ การถูกคุมขังรอบนี้ไผ่ถูกขังจากหลายคดีจากเหตุการชุมนุมช่วงปี 2563-64 การถูกคุมขังในครั้งนี้ยังทำให้เขาติดโรคโควิด-19 ก่อนได้รับการประกันตัวในคดีต่าง ๆ
.
ปัจจุบัน (2569) นับเป็นการคุมขังครั้งที่ 8 ของไผ่ ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 2568 โดยเขาถูกย้ายตัวจากเรือนจำอำเภอภูเขียว มาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และปัจจุบันเหลือเพียงคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งอยู่ระหว่างสืบพยาน ที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว
.
.
ดูสถิติบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/86058


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1483074283663037&set=a.656922399611567






https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/10244330030888791




เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง ผิดกฎหมายตั้งแต่เมื่อไหร่วะ

https://www.facebook.com/khunnaphat.khachana/posts/1090259550368576

Khunnaphat Khachana
6 hours ago
·
สายฝนตกหนักลงมามากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่รัฐถามว่า
"รู้มั้ยมันผิดกฎหมาย"
"เป็นเรื่องการเมืองรึเปล่า?"
"เห็นมีคำว่า Free ๆ แล้วก็โซ่"
เขาไม่แปลคำว่า Political Prisoner
หรือ 'นักโทษการเมือง' จึงตอบไปแค่ว่า
"เกี่ยวกับเสรีภาพ งานศิลปะ ทำเสื้อลายนี้"
อ้างไปนั่นนี่ อย่างมากก็โดนแค่ พ.ร.บ.ความสะอาด แต่การเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง เป็นความผิดรึเปล่า? ก่อนที่จะตัดสินใจเก็บผ้าสภาพเขรอะสีสกรีน เพื่อนำมันไปใช้งานต่อ สุดท้ายเจ้าหน้าที่รัฐถามนายว่า
"จะเอายังไงดีครับ ปล่อยไปเลยไหม"
นายของเขาตัดสินใจบอกว่า
"ปล่อยไป"
ในสังคมที่ไร้เสรีภาพแห่งนี้ ผืนผ้าที่แขวนไว้บนสถาปัตยกรรมแห่งอำนาจทางการเมือง คงจะเป็นสิ่งที่รัฐเข้ามาเก็บกวาดอยู่เสมอ
แต่นั่นไม่ได้ความว่า เราจะต้องสยบยอม
แด่เพื่อนๆ นักโทษทางการเมือง
ในเรือนจำทุกคน แด่อิสรภาพในวันข้างหน้า
.....

Atukkit Sawangsuk
·
การเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง ผิดกฎหมายตั้งแต่เมื่อไหร่วะ
ภายใต้อำนาจที่เป็นอยู่แบบนี้ มีเลือกตั้ง แต่ไม่มีเสรีภาพในการแสดงออก ตำรวจมหาดไทยอาจแย่ยิ่งกว่าทหารในยุครัฐประหาร




ฟ้า พรหมศร ผู้ต้องขังคดี 112 ถูกส่งรพ.ราชทัณฑ์ หลังอดอาหาร 2 เดือน ขอสิทธิประกันตัวไปดูแลพ่อป่วย - 1 ปี หลังกำแพงของ“ไผ่-ครูใหญ่” สองผู้ต้องขังคดี มาตรา 112 ที่อิสรภาพยังคลุมเครือไม่เห็นแสงสว่าง


Matichon Online - มติชนออนไลน์

11 hour ago
·
ฟ้า พรหมศร ผู้ต้องขังคดี 112 ถูกส่งรพ.ราชทัณฑ์ หลังอดอาหาร 2 เดือน ขอสิทธิประกันตัวไปดูแลพ่อป่วย
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1555533169951648&set=a.362641849240792
อ่านต่อhttps://www.matichon.co.th/politics/news_5873479
.....

6 hours ago
·
1 ปี หลังกำแพงของ“ไผ่-ครูใหญ่” สองผู้ต้องขังคดี มาตรา 112 ที่อิสรภาพยังคลุมเครือ
.
.
วันที่ 3 ก.ย. 2569 คือวันครบรอบหนึ่งปีเต็มพอดิบพอดี ที่ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ สองนักกิจกรรมภาคอีสาน ต้องอยู่หลังกำแพงเรือนจำโดยไม่เคยได้ก้าวออกมาแม้แต่วันเดียว
.
ทั้งสองถูกคุมขังภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนในคดีมาตรา 112 กรณีปราศรัยหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ให้จำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน และครูใหญ่ 2 ปี ก่อนที่ภายหลังศาลฎีกาจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวทั้งคู่ระหว่างฎีกา แม้ภายหลังจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งในคดีนี้ แต่ทั้งคู่ก็ยังไม่ได้ประกันตัวในคดีอื่นที่ได้ยื่นถอนประกันตัวเองไว้
.
หนึ่งปีที่ผ่านมา คำว่าอิสรภาพยังคงเป็นสิ่งสามัญพื้นฐานที่ทั้งสองหวังจะได้รับ แต่เรื่องราวของการยื่นคำร้องขอประกันตัวครั้งแล้วครั้งเล่า ที่ส่วนใหญ่จบลงด้วยคำตอบว่า “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” ก็ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้ทั้งสองคนยังก้าวขาออกจากที่คุมขังไม่ได้สักที
.
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ในคดีหลักที่เคยถูกคุมขังศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวไปแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่ยังมีคดีอื่นค้างอยู่พร้อมกัน คำว่า “ได้ประกัน” ก็ยังไม่เคยแปลว่า “ได้ออก” สำหรับพวกเขาทั้งคู่
.
ชีวิตหลังกำแพงที่ยังคงเดินต่อ
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ทั้งสองคนต้องปรับตัวกับชีวิตในเรือนจำไปพร้อมกับปัญหาสุขภาพที่รุมเร้า โดยเฉพาะครูใหญ่ที่มีอาการปวดหลังจากกระดูกทับเส้นเรื้อรัง ต้องพึ่งยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของมอร์ฟีน
.
ขณะที่ไผ่ยังคงใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือ รวมถึงอัตชีวประวัติของเนลสัน แมนเดลา ผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกจำคุกนานถึง 27 ปี ซึ่งเขาบอกว่าให้มุมมองใหม่ในการเปรียบเทียบกับสิ่งที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่
.
ก่อนหน้านี้ 25 ก.ย. 2568 ในระหว่างการสืบพยานที่ศาลอาญา ในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฏร
ทั้งสองเล่าว่าได้ทำการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์โดยการเขียนข้อความลงบนเสื้อผู้ต้องขังของตัวเองในขณะที่ถูกคุมขังในเรือนจำอำเภอภูเขียว
.
พวกเขาได้เขียนข้อความบางส่วนของคำพิพากษาข้างต้นลงในเสื้อของผู้ต้องขังสีฟ้า โดยไผ่วาดภาพเสื้อด้านหลังให้ดู เสื้อของไผ่เป็นตัวอักษร BP 112 (มาจาก Baipai) ขณะที่เสื้อของครูใหญ่ เป็นตัวอักษร KY 112 (มาจาก Kruyai) จากนั้นไผ่ได้ส่งกระดาษให้ครูใหญ่วาดภาพเสื้อด้านหน้าต่อ ซึ่งด้านหน้าอกเสื้อเป็นโลโก้เลข ๙ และเลข ๑๐ ซ้อนกัน พร้อมข้อความ “ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ และอยู่ต่อมาในช่วงรัชกาลที่ ๑๐”
แต่ชีวิตในเรือนจำก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 ไผ่ได้เปิดเผยว่าเขาถูกข่มขู่จากผู้คุม หลังทำการประท้วงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยนำผ้าไปปิดกล้องวงจรปิดในห้องขังและนำกาแฟผสมน้ำไปเขียนข้อความบนกำแพง เนื่องจากเห็นว่าเมื่อถูกกักตัวป้องกันโรคหลังเข้าเรือนจำครบตามกำหนดแล้ว แต่ไม่ได้ถูกจำแนกแดนไป และไม่มีคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ จึงได้ดำเนินการประท้วงดังกล่าว
.
ต่อมา 8 ธ.ค. 2568 ทางเรือนจำลงโทษโดยให้ภาคทัณฑ์และไม่สามารถเยี่ยมญาติแบบใกล้ชิดได้ แต่เขาเห็นว่าคำสั่งลงโทษดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว
.
ในการฟ้องคดีนี้ ไผ่ได้ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เรื่อง การลงโทษผู้ต้องขังกระทำผิดวินัย ลงวันที่ 8 ธ.ค. 2568, ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ฉบับลงวันที่ 9 เม.ย. 2569, ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หรือที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันออกระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติให้มีการแจ้งสิทธิที่จะมีทนายความเข้าร่วมการสอบข้อเท็จจริงทางวินัยผู้ต้องขัง เพื่อคุ้มครองสิทธิในกระบวนการสอบสวนวินัยของผู้ต้องขังต่อไป และขอให้กรมราชทัณฑ์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีของเงินต้น
.
อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ยังคงยืนยันแนวทางเดิมที่เคยพูดไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขายังยืนยันที่จะเคลื่อนไหวไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพใด ไผ่ยังคงฝากความหวังไว้กับการเลือกตั้งครั้งหน้าและการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ครูใหญ่ยังยืนยันว่าจะเดินในเส้นทางการเมืองต่อไปแม้จะรู้ดีว่าอาจต้องแลกด้วยอิสรภาพ
.
ปีแห่งข้อความที่วนซ้ำ “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”
.
หลังถูกคุมขังจากการปราศรัยเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่หน้า สภ.ภูเขียว เมื่อปี 2564 ทั้งไผ่และครูใหญ่ยังมีคดีการเมืองอื่น ๆ ที่มีหมายขังค้างอยู่อีกหลายคดี โดยเฉพาะคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งเป็นคดีที่ทนายความต้องยื่นขอประกันตัวอย่างต่อเนื่อง
.
ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2569 เพียงไม่กี่วันก่อนจะครบรอบหนึ่งปีของการถูกคุมขัง ทนายความยื่นประกันตัวไผ่ในคดีนี้เป็นครั้งที่ 8 โดยยกเหตุผลมาชี้ว่าการถูกคุมขังของเขาไม่ได้เกิดจากการทำผิดเงื่อนไขประกัน หากเกิดจากการที่เขาสมัครใจถอนหลักประกันเองเพื่อรักษาสิทธิในการนับระยะเวลาต้องขังหลังไม่ได้รับประกันตัวในคดีภูเขียว
.
และยังชี้ว่าคดีนี้อยู่ระหว่างสืบพยานชั้นต้น จำเลยจึงควรได้รับความคุ้มครองตามข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ยิ่งกว่าคดีที่มีคำพิพากษาแล้วเสียอีก แต่ในวันเดียวกันศาลอาญาก็มีคำสั่งยกคำร้องด้วยข้อความที่ประทับตราสำเร็จรูปว่า “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”
.
ด้านครูใหญ่ก็เดินเรื่องคู่ขนานกันไป ในวันที่ 3 ก.ย. 2569 ซึ่งตรงกับวันครบรอบหนึ่งปีพอดี ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวในสองคดีมาตรา 112 ที่เหลืออยู่ ได้แก่ คดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน และคดีปราศรัยชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา
.
คำร้องอุทธรณ์ฉบับนี้ ชี้ให้เห็นว่าการที่ศาลอ้างเพียงความหนักเบาของข้อหาโดยไม่ระบุพฤติการณ์หลบหนีที่ชัดเจน เป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเป็นการปฏิบัติต่อจำเลยเสมือนมีความผิดไปแล้วทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุด โดยอยู่ระหว่างรอคำสั่งศาลอีกครั้ง
ประตูที่เปิดครึ่งบาน กับกำไล EM ที่ไม่ได้เป็นเงื่อนไขให้ได้อิสรภาพ
.
แต่เหมือนความหวังจะปรากฎแก่ทั้งสองคน เมื่อจุดเปลี่ยนสำคัญเพียงจุดเดียวตลอดทั้งปีเกิดขึ้นในวันที่ 11 มี.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งไผ่และครูใหญ่ในคดีหลักที่ภูเขียวระหว่างฎีกา โดยกำหนดเงื่อนไขให้วางหลักประกันคนละ 250,000 บาท พร้อมติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์หรือกำไล EM และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร
.
แต่คำสั่งนั้นไม่ได้แปลว่าประตูเรือนจำจะเปิดออกจริง เพราะทั้งคู่ยังมีคดีอื่นที่มีหมายขังค้างอยู่พร้อมกัน กว่าจะได้เดินทางไปทำสัญญาประกันและติดกำไล EM ที่ศาลจังหวัดภูเขียวตามคำสั่งจริง ๆ ก็ล่วงเลยมาถึงวันที่ 16 ก.ค. 2569 ซึ่งใช้เวลาเกือบสี่เดือนนับจากวันที่ศาลฎีกามีคำสั่ง
.
และแม้จะติดกำไล EM แล้ว ทั้งคู่ก็ยังต้องถูกส่งตัวกลับมาคุมขังต่อที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทันที เพราะยังมีหมายขังในคดีตามมาตรา 112 อื่นรออยู่ กำไล EM ที่ควรจะเป็นเงื่อนไขของอิสรภาพจึงเหลือเพียงเครื่องประดับที่พวกเขาสวมอยู่ข้างหลังกำแพงเรือนจำเท่านั้น
.
นิรโทษกรรมที่แผ้วถางบางส่วน แต่ยังไปไม่ถึงมาตรา 112
.
พัฒนาการที่น่าสนใจที่สุดในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนครบรอบปีของการคุมขังของทั้งสองคน เกิดขึ้นระหว่างการสืบพยานคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2569 ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยร่วม 15 คนในคดีเดียวกันนี้ พร้อมทั้งจำหน่ายข้อหาอื่น ๆ ทั้งหมดของไผ่ออกจากสารบบ เนื่องจากเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา 7 และ 8 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ เหลือไว้เพียงข้อหามาตรา 112 ข้อหาเดียวที่ยังคงเดินหน้าพิจารณาคดีต่อไป
.
ส่วนครูใหญ่ ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหลักตามมาตรา 116 ก็ถูกจำหน่ายออกจากสารบบไปพร้อมกับจำเลยร่วมทั้ง 15 คน ด้วยเหตุผลเดียวกัน ทำให้ปัจจุบันครูใหญ่เหลือคดีที่มีหมายขังอยู่เพียง 2 คดี จากที่เคยมีมากกว่านั้น และทั้งสองคดีที่เหลือล้วนเป็นคดีมาตรา 112 ทั้งสิ้น
.
แม้กฎหมายฉบับดังกล่าวได้เข้ามาแผ้วถางข้อหาปลีกย่อยและคดีร่วมที่พ่วงมากับการชุมนุมออกไปได้จริง ทั้งมาตรา 116 พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ และข้อหาอื่นๆ ที่เคยถ่วงอยู่ แต่สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่และเป็นสาเหตุที่ทำให้ทั้งไผ่และครูใหญ่ยังคงถูกคุมขังมาครบหนึ่งปี กลับเป็นคดี ม.112 ซึ่งอยู่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการพิจารณาของกฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่ต้น
.
.
อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/86086

https://www.facebook.com/lawyercenter2014



https://www.facebook.com/Prachatai/posts/1529063305934638

ประชาไท Prachatai.com 
6 hours ago
·
'ไผ่' ถูกคุมขังครบ 1 ปีเต็ม เดินทางกลับเรือนจำพร้อม ‘อานนท์’ หลังถูกเบิกตัวมาสืบพยานคดี 112 ชุมนุม19กันยาฯ ด้านแม่ของไผ่ เดินทางมายื่นประกันตัววันนี้เช่นกัน แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกัน
.
3 ก.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (3 ก.ย.) ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ อานนท์ นำภา สองนักกิจกรรมการเมือง ถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อมาสืบพยานในคดีมาตรา 112 จากเหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร
นอกจากวันนี้จะเป็นวันสืบพยานคดีชุมนุม 19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎรแล้ว ยังเป็นวันที่ไผ่ ถูกคุมขังครบ 1 ปีเต็ม หลังถูกคุมขังระหว่างฎีกาคดีมาตรา 112 จากการปราศรัยที่ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ แม้ว่าตอนหลัง ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวในคดีดังกล่าว แต่ไผ่ ยังไม่ได้รับการประกันตัวในคดีมาตรา 112 จากการชุมนุม 19 กันยาฯ อีกคดี ส่งผลให้เขายังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจนถึงตอนนี้
วันนี้แม่ของไผ่เดินทางมาเยี่ยมที่ศาล และได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวในคดี 19 กันยาฯ อีกครั้ง แต่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัว
ภายหลังการสืบพยานเสร็จสิ้น ไผ่ และอานนท์ ถูกควบคุมตัวขึ้นรถผู้ต้องขังเพื่อเดินทางกลับไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยมีมวลชนมารอยืนส่งทั้ง 2 คนบริเวณด้านหน้าศาลอาญา
สำหรับอานนท์ นำภา ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้ว
ภาพประกอบ: แมวส้ม ประชาไท




ศูนย์ข้อมูลไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ศูนย์ข้อมูลในข่าววันนี้ไม่เหมือนกับศูนย์ข้อมูลของศตวรรษที่ 20 ที่มีขนาดใหญ่มาก ในยุคก่อน ศูนย์ข้อมูลมาตรฐานทั่วไปมีพื้นที่เฉลี่ยประมาณ 100,000 ตารางฟุต แต่ตอนนี้ อาจมีพื้นที่กว้างถึงหลายล้านตารางฟุต ใหญ่กว่าสนามฟุตบอล 100,000 เท่า



ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ไม่ใช่เรื่องใหม่ แม้ว่าบางครั้งจะมีการถกเถียงอย่างดุเดือดเกี่ยวกับโครงสร้างขนาดมหึมาเหล่านี้ควบคู่ไปกับการพูดคุยเรื่อง AI ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ตัวศูนย์ข้อมูลเองนั้นมีมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1940 แล้ว

โดยพื้นฐานแล้ว ศูนย์ข้อมูลคือสถานที่สำหรับจัดเก็บ เข้าถึง และวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของกิจกรรมมากมายที่เราทำบนอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เรามองว่าเป็น "ระบบคลาวด์" (cloud) ล้วนเชื่อมโยงกับศูนย์ข้อมูลแห่งใดแห่งหนึ่งหรือหลายแห่ง การรวมศูนย์อุปกรณ์เหล่านี้ไว้ด้วยกันช่วยให้เกิดการขยายขนาดและการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

ทว่าศูนย์ข้อมูลที่เป็นข่าวในปัจจุบันนั้นแตกต่างจากศูนย์ข้อมูลในศตวรรษที่ 20 อย่างสิ้นเชิง Ben Green ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านข้อมูลและนโยบายสาธารณะแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน กล่าวว่า ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้มีขนาดใหญ่กว่าเดิมมหาศาล ทั้งในแง่ของขนาดพื้นที่ต่อแห่งและจำนวนศูนย์ข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้น

Green ระบุว่า แทนที่จะใช้เพียงเพื่อ "สตรีม Netflix หรือเช็กอีเมล" ศูนย์ข้อมูลยุคใหม่เหล่านี้ทำหน้าที่ฝึกฝนและรันโมเดล Generative AI กระบวนการก่อสร้าง กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ ได้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านและการถกเถียงในหลายประเด็น

ภาพรวมทางเทคนิค

ศูนย์ข้อมูลเปรียบเสมือนโรงงานผลิต AI ซึ่งเป็นสถานที่ติดตั้งและใช้งานโครงสร้างพื้นฐานที่ประกอบกันขึ้นเป็นโมเดล AI

ในยุคก่อนที่ AI จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ศูนย์ข้อมูลมาตรฐานทั่วไปมีพื้นที่เฉลี่ยประมาณ 100,000 ตารางฟุต แต่โรงงานข้อมูลในปัจจุบันอาจมีพื้นที่กว้างขวางนับล้านตารางฟุต ซึ่งบางแห่งมีขนาดใหญ่กว่าสนามฟุตบอลถึงกว่า 100,000 เท่า ศูนย์ข้อมูลจำนวนมากเป็นของบริษัทที่เรียกว่า "Hyperscalers" (ผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่พิเศษ) เช่น Amazon, Microsoft และ Google Cloud

ศูนย์ข้อมูลประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์เก็บข้อมูลนับล้านเครื่อง โดยมีการติดตั้งชิปประมวลผลไว้ในตู้แร็คเซิร์ฟเวอร์ ชิปเหล่านี้คือวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลที่จำเป็นสำหรับการฝึกฝนโมเดล AI ที่ซับซ้อน ซึ่งชิปมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปเรียกว่า Graphics Processing Unit หรือ GPU

การฝึกฝน AI จำเป็นต้องใช้ข้อมูลมหาศาล ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไร โมเดลก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น จึงเป็นที่มาของความต้องการศูนย์ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และเนื่องจากศูนย์ข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องขยายพื้นที่ในแนวราบมากกว่าแนวสูง บริษัท Hyperscalers จึงมักเลือกสร้างศูนย์ข้อมูลในเขตชานเมืองหรือพื้นที่ชนบทที่มีราคาที่ดินค่อนข้างถูก ด้วยขนาดที่ใหญ่โตและการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้จึงต้องการพลังงานมหาศาลและก่อให้เกิดความร้อนสูง ซึ่ง Green เปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้กับอาการเครื่องแล็ปท็อปร้อนจัดเมื่อมีการเปิดใช้งานแอปพลิเคชันจำนวนมากพร้อมกัน

"หน่วยประมวลผลทั้งหมดภายในคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นต่างทำงานอย่างหนักเต็มขีดความสามารถ ซึ่งกระบวนการทำงานดังกล่าวทำให้เกิดความร้อน คุณจึงอาจสังเกตเห็นว่าคอมพิวเตอร์ของคุณร้อนจัด" เขากล่าว "ศูนย์ข้อมูลก็คือสิ่งเดียวกันนี้แต่ในระดับที่ใหญ่กว่ามหาศาล"

เพื่อให้ระบบต่างๆ ทำงานได้ภายใต้อุณหภูมิที่เหมาะสม ศูนย์ข้อมูลจำเป็นต้องใช้ระบบระบายความร้อนที่ใช้น้ำในปริมาณมาก ซึ่งประเด็นนี้ได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่การหารือในประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ใครเป็นผู้มีอำนาจควบคุมเทคโนโลยีและผืนดิน

ผลกระทบทางการเมือง

ผลสำรวจล่าสุดจาก Gallup ระบุว่า ผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ เกือบสามในสี่ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ใกล้เคียงตน สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากเรื่องการใช้น้ำ โดยรายงานปี 2025 จาก Environmental and Energy Study Institute พบว่าศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่อาจใช้น้ำมากถึง 5 ล้านแกลลอนต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณการใช้น้ำของเมืองที่มีประชากรระหว่าง 10,000 ถึง 50,000 คน

นอกเหนือจากเรื่องน้ำแล้ว หลายฝ่ายยังมีความกังวลในประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการขึ้นราคาค่าไฟฟ้า ความต้องการใช้พลังงานหมุนเวียน และข้อกำหนดเรื่องการจ้างงานในการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล

เพื่อตอบสนองต่อข้อกังวลดังกล่าว หลายเมืองจึงได้ประกาศมาตรการระงับโครงการศูนย์ข้อมูลชั่วคราว (moratorium) จนกว่าจะมีการให้คำมั่นสัญญาในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมาตรการระงับโครงการนี้มักเกิดขึ้นในระดับท้องถิ่น และยังไม่มีการออกกฎหมายห้ามก่อสร้างในระดับรัฐแต่อย่างใด

Green กล่าวว่า "ส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีคือการดำเนินงานด้วยความรวดเร็วและเก็บเป็นความลับสูงสุด" ดังนั้น มาตรการระงับโครงการชั่วคราวจึงมักเป็นเครื่องมือต่อรองเพียงอย่างเดียวที่ชุมชนท้องถิ่นมี

มาตรการระงับโครงการเหล่านี้ให้ผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจ โดยข้อมูลจากบริษัทวิจัย Data Center Watch ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมปีนี้ มีโครงการศูนย์ข้อมูลอย่างน้อย 75 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากการคัดค้านของคนในท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดของการระงับหรือชะลอโครงการศูนย์ข้อมูลภายในไตรมาสเดียวเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้

ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสนับสนุนเทคโนโลยี AI อย่างเต็มที่และมักวิพากษ์วิจารณ์กฎระเบียบใดๆ ที่อาจขัดขวางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดังกล่าว ได้แสดงท่าทีสนับสนุนศูนย์ข้อมูล โดยเปรียบเปรยว่าศูนย์ข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือน "แหล่งทำเงินมหาศาล" (cash cows) “เหตุผลเดียวที่ชุมชนต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ จะไม่ต้องการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ก็คือการที่พวกเขาต้องการจะกลายเป็นชุมชนที่ล้าหลังและยากจน” ทรัมป์โพสต์ข้อความลงในแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม

ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากศูนย์ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากการก่อสร้าง คณะกรรมาธิการตรวจสอบแห่งรัฐเวอร์จิเนียรายงานเมื่อปี 2023 ว่า การก่อสร้างศูนย์ข้อมูลขนาด 250,000 ตารางฟุตจะสร้างงานให้แก่คนงานก่อสร้างได้มากถึง 1,500 คน แต่เมื่อการก่อสร้างเสร็จสิ้นลง จะมีความต้องการพนักงานประจำเพียง 50 คนเท่านั้น

ต้นทุนส่วนบุคคล

แม้การก่อสร้างจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ต่างๆ แต่หลายคนก็ยังคัดค้านการสร้างศูนย์ข้อมูล (data center) ในพื้นที่ใกล้บ้านตน ดังที่ Adam Shultz นายหน้าอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์จาก Coldwell Banker ได้ประสบมาในปีนี้

Shultz ใช้เวลาเกือบ 5 ปีในการพยายามขายพื้นที่ซึ่งเคยเป็นโรงงานของ General Motors (GM) ในเมือง Janesville รัฐ Wisconsin พื้นที่ดังกล่าวมีขนาดเกือบ 250 เอเคอร์ โรงงานถูกปิดตัวลงในปี 2008 และถูกปล่อยทิ้งร้างนับแต่นั้นมา อีกทั้งยังมีการปนเปื้อนของสารเคมีอันตรายในดินที่ทาง GM ไม่เคยดำเนินการกำจัดให้เรียบร้อย

Shultz ระบุว่า ทางเมือง Janesville ได้เข้าครอบครองพื้นที่ดังกล่าวเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ Viridian Partners บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ได้ยื่นข้อเสนอขอซื้อที่ดินผืนนี้

"ผมรีบคว้าโอกาสนี้ไว้ทันทีเพื่อให้เมืองของเราได้รับประโยชน์จากโครงการนี้" Shultz กล่าว

ทว่าเมื่อข่าวเรื่องความเป็นไปได้ที่จะมีการสร้างศูนย์ข้อมูลแพร่ออกไปในหมู่ชาวบ้าน กระแสสังคมก็หันมาต่อต้านหน่วยงานท้องถิ่น เนื่องจากมีการดำเนินงานร่วมกับ Viridian ภายใต้ข้อตกลงรักษาความลับ (NDA) กลุ่มนักเคลื่อนไหวที่คัดค้านศูนย์ข้อมูลได้ขัดขวางการซื้อขายและผลักดันให้มีการลงประชามติในเดือนพฤศจิกายน เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิ์โหวตตัดสินโครงการที่มีมูลค่าสูงกว่า 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

"นั่นคือประเด็นปัญหาสำคัญ เพราะนักพัฒนาส่วนใหญ่คงไม่ยอมเสี่ยงแบกรับต้นทุนแฝง (soft costs) หรือทุ่มเงินจำนวนมากไปกับการวางแผนและขั้นตอนต่างๆ หากสุดท้ายแล้วทางเมืองอาจจะลงมติปฏิเสธโครงการนั้นทิ้งไป" Shultz กล่าว

ปัญหาที่เมือง Janesville กำลังเผชิญอยู่นั้น ไม่ต่างจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนชนบทหรือชานเมืองแห่งอื่นๆ

"มันคือการต่อสู้ในรูปแบบเดียวกันเลย" Shultz กล่าว




ที่มา USA Today
It's time for you to start caring about data centers. Here's why

https://www.usatoday.com/story/tech/2026/09/03/are-data-centers-bad/91562787007/
Sept. 3, 2026



การใช้เมนูอาหารที่สร้างด้วย AI กำลังแพร่หลายไปทั่วจนกลายเป็นประเด็นที่ผู้คนต่างรู้สึกขยาดและรับไม่ได้







https://x.com/USATODAY/status/2095315936597155933
.....

ทำไมภาพอาหารที่สร้างด้วย AI ถึงทำให้ผู้คนรู้สึกขยะแขยงและไม่สบายใจ

เมื่อ Chris Murphy แวะไปที่ร้านขายอาหารสำเร็จรูป (deli) ใกล้ที่ทำงานในช่วงปลายเดือนสิงหาคม เขาพบว่าเมนูอาหารทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยภาพที่สร้างจาก AI ซึ่งดูแปลกประหลาดและชวนขนลุก ภาพแซนด์วิชบนหน้าจอเหนือเคาน์เตอร์แสดงลักษณะพื้นผิวอาหารที่ซ้ำซากและดูผิดธรรมชาติ แม้จะดูสมจริงเกินจริง (hyperrealistic) แต่ในขณะเดียวกันก็ดูปลอมอย่างชัดเจนจนน่ารังเกียจ มันเป็นภาพประเภทที่เรียกว่า "AI food slop" (ภาพอาหารเละเทะที่สร้างโดย AI) ซึ่งทำให้ Murphy รู้สึกคลื่นไส้จนไม่อยากอาหาร

ร้านอาหารในชิคาโกแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่ทำงานของ Murphy เพิ่งเปลี่ยนมาใช้เมนูที่สร้างด้วย AI เมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา บนหน้ารีวิวใน Yelp ยังคงมีภาพเมนูเก่าหลงเหลืออยู่ ซึ่งเป็นภาพถ่ายอาหารแบบทั่วไปพร้อมข้อความบรรยายส่วนประกอบของแซนด์วิชแต่ละชนิด Murphy กล่าวว่าหากร้านยังใช้เมนูเดิม เขาคงจะสั่งอาหารไปแล้ว

แต่ภาพอาหารใหม่นั้น "ดูน่าขยะแขยงจนรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างรุนแรง" เขากล่าวกับ USA TODAY เขาได้นำภาพเหล่านี้ไปให้เพื่อนร่วมงานดู ซึ่งทุกคนต่างแสดงอาการผงะและขอร้องให้เขาลบภาพทิ้งไป "พวกเขาแทบจะอาเจียนออกมาเลย" เขากล่าว

นี่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่กำลังแพร่หลาย ซึ่งงานออกแบบที่สร้างโดย AI เริ่มเข้ามาแทนที่โฆษณาแบบดั้งเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ ใบปลิวที่สร้างจาก AI ปรากฏให้เห็นบ่อยขึ้นในที่สาธารณะ ทั้งป้ายประกาศทั่วไปตามเมืองและร้านค้าต่างๆ ซึ่งมักสร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนที่เดินผ่านไปมา เมนูอาหารที่เต็มไปด้วยภาพจาก AI เหล่านี้ถูกขนานนามว่า "AI food slop" และ Murphy ก็ไม่ใช่คนเดียวที่แสดงความรู้สึกรังเกียจต่อสิ่งนี้

แม้ผู้คนจะรู้สึกต่อต้านภาพเหล่านี้โดยสัญชาตญาณ แต่โลกออนไลน์กลับให้ความสนใจอย่างมาก มีผู้ใช้ X (Twitter เดิม) รายหนึ่งโพสต์ภาพป้ายหน้าร้านอาหารที่เธอเดินผ่านระหว่างทางไปทำงาน โดยมียอดเข้าชมเกือบ 2 ล้านครั้ง เธอเขียนข้อความว่า "นี่เป็นหนึ่งในเมนูอาหารสุดสยองขวัญที่สร้างจาก AI ที่แย่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลย" และในขณะที่ความคิดเห็นส่วนใหญ่แสดงความรู้สึกสยดสยองหรือขยะแขยง (เช่น ความเห็นหนึ่งระบุว่า "แค่เห็นภาพนี้ก็รู้สึกเหมือนมีแมลงไต่อยู่ในคอแล้ว") โพสต์ดังกล่าวก็กระตุ้นให้ผู้ใช้อื่นๆ แห่กันแชร์ภาพเมนู "AI food slop" ที่พบเห็นตามสถานที่ต่างๆ ออกมาเช่นกัน



ผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามีเหตุผลที่ทำให้เราไม่อาจละสายตาจากภาพเหล่านี้ได้

Stephanie Sarkis นักจิตวิทยากล่าวว่า เมื่อภาพดูเกือบจะสมจริงแต่ก็ดูปลอมอย่างชัดเจน สมองของเราจะตกอยู่ในสภาวะก้ำกึ่งระหว่าง "การเข้าหาและการหลีกหนี" ในขณะที่พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เห็น "ผู้คนอาจรู้สึกอยากเบือนหน้าหนีหรือเกิดความวิตกกังวล แต่ในขณะเดียวกัน สมองก็อาจพยายามจ้องมองสิ่งนั้นมากขึ้นด้วยเช่นกัน" Sarkis อธิบาย สำหรับผู้ชมบางคน ภาพเหล่านี้อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงกว่า โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะ 'ทริปโปโฟเบีย' (trypophobia) หรืออาการหวาดกลัวอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่ประกอบด้วยรู ลวดลาย หรือพื้นผิวที่ซ้ำกันเป็นจำนวนมาก

ทำไมเราถึงละสายตาจากภาพ 'อาหารเละเทะที่สร้างโดย AI' อันน่าสะอิดสะเอียนไม่ได้

แม้จะเป็นภาวะที่พบได้ไม่บ่อยนัก แต่ทริปโปโฟเบียอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างรุนแรงได้ โดยทั่วไปมักเข้าใจกันว่าอาการนี้คือความกลัวรูเล็กๆ ที่เรียงตัวซ้ำกัน แต่แท้จริงแล้วยังรวมถึงพื้นผิวหรือลวดลายซ้ำๆ ในรูปแบบอื่นด้วย ซึ่งนั่นรวมไปถึงภาพ 'อาหารเละเทะที่สร้างโดย AI' แบบใหม่นี้เช่นกัน

Sarkis ระบุว่า ปฏิกิริยาตอบสนองทางสัญชาตญาณเหล่านี้มีไว้เพื่อช่วยให้มนุษย์หลีกเลี่ยงอันตรายต่างๆ เช่น การปนเปื้อน โรคภัยไข้เจ็บ การเน่าเสีย หรือปรสิต "สมองของเราจะสั่งการว่า 'เราต้องดูสิ่งนั้นให้แน่ใจว่ามันไม่มีอันตราย' แต่ปัญหาคือการกลับไปมองซ้ำไม่ได้ช่วยหยุดปฏิกิริยาตอบสนองนั้น แต่มันกลับยิ่งกระตุ้นให้รู้สึกรุนแรงขึ้นได้" Sarkis กล่าว

แม้ว่าผู้ที่มีภาวะทริปโปโฟเบียอาจรู้สึกทุกข์ใจหรือหวาดกลัวมากกว่าคนทั่วไป แต่ Sarkis ก็ชี้แจงว่าภาพที่สร้างโดย AI ซึ่งดู 'ไม่เป็นธรรมชาติ' เหล่านี้ ก็สามารถสร้างความรู้สึกขยะแขยงหรือชวนให้อึดอัดใจแก่ใครก็ตามที่ได้พบเห็นได้เช่นกัน

"มันทำให้หน้าตาของอาหารที่คุ้นเคยดูผิดเพี้ยนไปในทางชีวภาพ จนทำให้เรารู้สึกขยะแขยง" เธอกล่าว

วิธีบรรเทาความรู้สึกดังกล่าวในทันทีที่ดีที่สุดคือการเบี่ยงเบนความสนใจ Sarkis แนะนำให้ใช้วิธีดึงสติกลับมาอยู่กับปัจจุบัน (grounding exercises) เช่น การสังเกตสิ่งรอบตัว 3 อย่างที่คุณสามารถได้ยิน มองเห็น และสัมผัสได้ แต่หากความเครียดเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อขอรับคำแนะนำและความช่วยเหลือเพิ่มเติม

ในขณะที่โฆษณาเหล่านี้แพร่หลายมากขึ้นจนยากจะหลีกเลี่ยง ผู้คนจำนวนมากเริ่มออกมาแสดงความคิดเห็นโดยหวังว่าร้านอาหารจะเลิกหันมาใช้ AI อย่างสิ้นเชิง ซึ่งสอดคล้องกับทัศนคติเชิงลบของชาวอเมริกันที่มีต่อ AI และบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ที่เพิ่มสูงขึ้น ข้อมูลจากการสำรวจของ Pew Research Center ในเดือนสิงหาคม 2026 ระบุว่า ผู้ใหญ่ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปีส่วนใหญ่ (55%) รู้สึกกังวลมากกว่าตื่นเต้นกับเรื่อง AI ในขณะที่ผลสำรวจของ YouGov เมื่อเดือนกรกฎาคมพบว่า 7 ใน 10 ของผู้ใหญ่เชื่อว่าบริษัทเทคโนโลยีมีอำนาจมากเกินไป

'มันเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่ปัญหาใหญ่'

Emily Hawkes ช่างภาพอาหารมืออาชีพในนิวยอร์ก มีกลุ่มแชทที่รวมตัวกับนักสร้างสรรค์งานดิจิทัลในแวดวงอาหาร ซึ่งพวกเขามักจะนำโฆษณาที่ใช้ภาพจาก AI คุณภาพต่ำ (ที่พวกเขาเรียกว่า "AI slop") มาแชร์และวิจารณ์ด้วยความเอือมระอา

ด้วยสายตาที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี ภาพเหล่านั้นดูหลอกตาจนน่าขำ แต่ Hawkes ก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าเจ้าของร้านอาหารหรือแบรนด์ต่างๆ จะคิดว่าภาพเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นความอยากอาหารของลูกค้าได้ แม้ว่าโฆษณาที่สร้างด้วย AI จะกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อยๆ จนพบเห็นได้แม้กระทั่งบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งยอดนิยมอย่าง Hulu แต่เธอก็ยังมองในแง่ดีว่า ผู้คนคงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะยอมรับภาพอาหารที่สร้างจาก AI ได้

"ลักษณะหน้าตาของอาหารในโลกความเป็นจริงนั้น แม้แต่คนที่ไม่ได้ใช้เวลาจดจ่อหรือครุ่นคิดเกี่ยวกับมันตลอดเวลาเหมือนอย่างฉัน ก็ยังมีความรู้สึกบางอย่างที่หยั่งรากลึกอยู่ในสัญชาตญาณ" Hawkes อธิบาย "มันมีความผิดปกติบางอย่างที่คุณอาจจะระบุเจาะจงไม่ได้ว่าคืออะไร แต่คุณจะรับรู้ได้ทันทีเมื่อเห็นมัน"

หัวใจสำคัญในงานของเธอในฐานะช่างภาพอาหารคือการ "นำเสนอภาพอาหารให้ดูสมจริงที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องดูน่ารับประทานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้" เธอกล่าว ในความเป็นจริงแล้ว ลูกค้าต้องการเห็นภาพอาหารที่ตรงกับสิ่งที่พวกเขาจะได้รับประทานจริงๆ เธอเสริมว่าแม้แต่ก่อนที่จะมี AI ผู้คนก็มักจะวิจารณ์ภาพถ่ายอาหารที่ดูธรรมดาหรือซ้ำซากจำเจจนเกินไปอยู่แล้ว "เวลาที่คนเราเห็นภาพอาหารที่กระตุ้นความหิวและดูน่ารับประทานจริงๆ นั่นเป็นเพราะพวกเขากำลังเห็นสิ่งที่ดูสมจริง เห็นสิ่งที่พวกเขาสามารถจินตนาการภาพตัวเองกำลังรับประทานมันได้" เธอกล่าว "ฉันนึกภาพไม่ออกเลยว่า AI จะสามารถถ่ายทอดความรู้สึกแบบนั้นออกมาได้อย่างแท้จริงได้อย่างไร"

หากการจ้างช่างภาพอาหารเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปสำหรับธุรกิจ ยังมีทางเลือกอื่นที่น่าสนใจนอกเหนือจากการหันไปพึ่งพา Generative AI Hawkes แนะนำให้ลองติดต่อช่างภาพที่เป็นนักศึกษาแล้วเสนอแลกเปลี่ยนอาหารฟรีกับผลงานภาพถ่าย หรือลองศึกษาจากวิดีโอสอนใน YouTube เพื่อทำเอง (DIY)

สำหรับลูกค้าอย่าง Murphy แล้ว อะไรก็ย่อมดีกว่าแซนด์วิช Reuben รสชาติแย่สุดๆ ที่ร้านเดลี่แถวบ้านของเขา เขายังกังวลด้วยว่าเรื่องนี้อาจนำไปสู่ปัญหาที่บานปลายได้ เริ่มแรก AI อาจเข้ามามีบทบาทแค่ในภาพถ่ายอาหารและเมนู แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากร้านอาหารหันไปใช้สูตรอาหารจาก ChatGPT จนกลายเป็นสถานการณ์ที่ Murphy คาดการณ์ไว้ว่า "จู่ๆ เราก็ต้องมากินอาหารหน้าตาเละเทะชวนสยอง?" ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญคือภาพอาหารที่ดูเละเทะไม่น่ากินจาก AI เหล่านี้ ทำให้ลูกค้าขาดความเชื่อมั่นในคุณภาพอาหารที่ร้านนั้นๆ จะนำเสนอ

"การถ่ายภาพอาหารของคุณด้วย iPhone อย่างตั้งใจ ย่อมดีกว่าภาพที่ AI สร้างขึ้น เพราะนั่นคืออาหารของคุณจริงๆ" Hawkes กล่าว "ไม่ใช่แค่ภาพแซนด์วิชในแบบที่ AI คิดว่ามันควรจะเป็น"

(บทความแปล)
บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกใน USA TODAY: ทำไมภาพอาหารหน้าตาเละเทะจาก AI ถึงทำให้ผู้คนรู้สึกอึดอัดและไม่พอใจ

https://www.yahoo.com/lifestyle/articles/why-ai-food-slop-making-183840810.html







 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล กล่าวว่า อิสราเอล ‘ได้เตรียมการและจัดเตรียม’ ไว้แล้วสำหรับการอพยพประชากรในฉนวนกาซา หากสหรัฐฯ ให้ไฟเขียว (อีกคลิปที่อื้อฉาว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ โพสต์ AI วิดีโอซึ่งแสดงให้เห็นเขาปฏิเสธการให้อาหารแก่ชาวปาเลสไตน์และบังคับพวกเขาเข้าไปในค่ายกักกัน ต่อมาลบแล้ว)






https://x.com/ChrisVanHollen/status/2095222670174695620

วุฒิสมาชิก คริส แวน ฮอลเลน
@ChrisVanHollen

หลังจากที่เราเดินทางไปชายแดนกาซา-อียิปต์เมื่อปีที่แล้ว

@SenJeffMerkley และผมได้เผยแพร่รายงานเรื่อง “รัฐบาลเนทันยาฮูกำลังดำเนินการตามแผนการกวาดล้างชาวปาเลสไตน์ในกาซา”

ขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอลได้ยืนยันแล้วว่านั่นคือเป้าหมาย

เราต้องยุติการสมรู้ร่วมคิดของเรา
ภาพถ่ายทางอากาศจากโดรนแสดงสภาพความเสียหายของเมืองกาซาซิตี้หลังการระดมโจมตีโดยกองทัพอิสราเอล เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2025 (ภาพโดย AP)

อิสราเอล “ได้รับการจัดระเบียบและเตรียมพร้อม” เพื่อกำจัดชาวปาเลสไตน์ออกจากฉนวนกาซา “ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้” รัฐมนตรีกลาโหม อิสราเอล แคทซ์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพุธ พร้อมเสริมว่าไม่มี “วิธีแก้ปัญหา” ทางเลือกอื่นสำหรับวิกฤตการณ์ รัฐบาลอิสราเอลเพียงแต่รอให้สหรัฐฯ ค้นหาว่าจะพาชาวกาซานผู้พลัดถิ่นไปที่ไหน เขากล่าว

อิสราเอลมีแผนพร้อมที่จะนำชาวปาเลสไตน์ออกจากฉนวนกาซา แต่กำลังรอให้สหรัฐฯ ค้นหาว่าจะพาพวกเขาไปที่ไหน รัฐมนตรีกลาโหมกล่าวเมื่อวันพุธ

“สุดท้ายแล้วไม่มีวิธีแก้ปัญหาที่แท้จริงสำหรับฉนวนกาซา หากไม่มีการย้ายถิ่นฐาน” รัฐมนตรีกลาโหม อิสราเอล แคทซ์ กล่าวในการประชุมที่จัดโดยเว็บไซต์ข่าวของอิสราเอล Ynet และหนังสือพิมพ์ Yedioth Ahronoth

รัฐบาลอิสราเอล "ได้รับการจัดระเบียบและเตรียมพร้อมที่จะนำพวกเขาออกไป ทางทะเล ทางอากาศ ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้" เขากล่าว

สถานทูตสหรัฐฯ ส่งคำร้องขอความคิดเห็นไปยังกระทรวงการต่างประเทศในกรุงวอชิงตัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สร้างความตกตะลึงให้กับคนทั้งโลกเมื่อเริ่มดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ด้วยการเรียกร้องให้ชาวปาเลสไตน์ทั้ง 2 ล้านคนออกจากฉนวนกาซา

ทรัมป์พูดถึงการพัฒนาดินแดนเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดของอิสราเอลนับตั้งแต่การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ให้กลายเป็นรีสอร์ทหรู

ทรัมป์เดินกลับความคิดนี้หลังจากการตอบโต้อย่างรุนแรง ซึ่งรวมถึงอียิปต์ ซึ่งเป็นประเทศเดียวนอกเหนือจากอิสราเอลที่มีพรมแดนติดกับฉนวนกาซา

ข้อเสนอดังกล่าวยังถูกประณามโดยชาวปาเลสไตน์เองด้วย ซึ่งความพยายามใดๆ ก็ตามที่จะบังคับพวกเขาออกจากดินแดนของพวกเขา จะทำให้นึกถึง "นักบา" หรือหายนะ ซึ่งก็คือการพลัดถิ่นครั้งใหญ่ระหว่างการก่อตั้งอิสราเอลในปี 1948

การประกาศหยุดยิงในสงครามฉนวนกาซาในเดือนตุลาคม ทรัมป์ระบุ 20 คะแนนสำหรับดินแดนที่ไม่มีการบังคับพลัดถิ่น

แคทซ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากคำพูดตรงไปตรงมากล่าวว่าทรัมป์เพียง "ระงับ" แนวคิดนี้ในขณะที่เขามองหาประเทศต่างๆ ที่จะรับชาวปาเลสไตน์ เนื่องจากอียิปต์ไม่ใช่ทางเลือก

“แผนดังกล่าวไม่ได้ถูกยกเลิก มีการพูดคุยกันตลอดเวลา แม้แต่ตอนนี้ และผมคิดว่าไม่มีวิธีแก้ปัญหาอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทุกคน” เขากล่าว

“แต่เพื่อให้มันเกิดขึ้น เราต้องการสหรัฐฯ เราจะได้รับการอนุมัติเมื่อใด? เมื่อใดก็ตามที่เห็นได้ชัดว่ากลุ่มฮามาสไม่ปฏิบัติตามพันธกรณี” ภายใต้การหยุดยิง เขากล่าว

คัทซ์ไม่ได้อ้างแหล่งที่มาของเขา กล่าวว่า ประชาชน 80 เปอร์เซ็นต์ในฉนวนกาซาต้องการออกไป แต่กลุ่มฮามาสกำลังขัดขวางพวกเขา

การบังคับย้ายพลเรือนในดินแดนที่ถูกยึดครองถือเป็นอาชญากรรมสงครามภายใต้อนุสัญญาเจนีวา

ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ได้ออกหมายจับนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู และโยอาฟ กัลลันต์ บรรพบุรุษคนก่อนของแคทซ์ ในข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม ซึ่งทั้งอิสราเอลและสหรัฐฯ ปฏิเสธ

การโจมตีของอิสราเอลได้ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ในฉนวนกาซาต้องพลัดถิ่นภายในประเทศแล้ว หลังจากการโจมตีของกลุ่มฮามาสที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 1,221 ราย ตามข้อมูลของทางการอิสราเอล

การโจมตีของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 73,470 รายในฉนวนกาซา และมากกว่า 1,330 รายนับตั้งแต่การหยุดยิง ตามการระบุของกระทรวงสาธารณสุขฉนวนกาซา ซึ่งดำเนินงานภายใต้กลุ่มฮามาส

(FRANCE 24 with AFP)


ที่มา FRANCE 24
Israel ‘organised and prepared’ to remove Gaza population if US gives green light, Katz says

https://www.france24.com/en/middle-east/20260902-israel-organised-and-prepared-to-remove-gaza-population-if-us-gives-green-light-katz
02/09/2026







TRT World
@trtworld

นายอิตามาร์ เบน-กวิร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล โพสต์วิดีโอที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นเขาปฏิเสธการให้อาหารแก่ชาวปาเลสไตน์และบังคับพวกเขาเข้าไปในค่ายกักกันโดยใช้ระบบสายพานลำเลียง

วิดีโอดังกล่าว ซึ่งเรียกร้องให้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์อย่างเปิดเผย ถูกลบออกจากบัญชีโซเชียลมีเดียของเบน-กวิร์แล้วในวันจันทร์ หลังจากที่ก่อให้เกิดความไม่พอใจในโลกออนไลน์

วิดีโอดังกล่าวถูกโพสต์ในขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เรียกร้องให้เบน-กวิร์ร่วมมือกับพันธมิตรฝ่ายขวาจัดอื่นๆ และเข้าร่วมรัฐบาลผสมที่นำโดยเนทันยาฮูหลังการเลือกตั้งในวันที่ 27 ตุลาคม

https://x.com/trtworld/status/2094987463596876038




นักข่าว MSnow ได้มีโอกาสพูดคุยกับลูกเรือบางส่วน ซึ่งเป็นทหารเรือระดับปฏิบัติการทั่วไปในกลุ่มลูกเรือกว่า 5,000 นาย หลายคนบอกว่านี่เป็นภารกิจที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเจอมา และหลายคนถึงกับบอกว่าพวกเขาไม่อยากแวะจอดเทียบท่าเลยด้วยซ้ำ

 
https://www.facebook.com/reel/1269569455221536

ขณะนี้เรือ USS Abraham Lincoln กำลังจอดเทียบท่าอยู่ในประเทศไทย และลูกเรือส่วนใหญ่ต่างกำลังสัมผัสกับความรู้สึกผ่อนคลายเป็นครั้งแรกหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ Priya Sridhar จาก MS NOW ได้พูดคุยกับเหล่าทหารเรือและครอบครัว ซึ่งต่างถ่ายทอดความรู้สึกที่หลากหลายเกี่ยวกับภารกิจอันหนักหน่วงนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยปัญหาการขาดแคลนอาหารและเสบียง รวมถึงความกังวลด้านสุขภาพจิต







https://x.com/Acyn/status/2095335075282137436

MSnow ด้มีโอกาสพูดคุยกับลูกเรือบางส่วน ซึ่งเป็นทหารเรือระดับปฏิบัติการทั่วไปในจำนวนลูกเรือทั้งหมด 5,000 นายที่ร่วมในภารกิจการออกปฏิบัติการทางทะเลที่ยาวนานเป็นประวัติการณ์นี้ หลายคนบอกว่านี่เป็นภารกิจที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเจอมา มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่ง และหลายคนถึงกับบอกว่าพวกเขาไม่อยากแวะจอดเทียบท่าเลยด้วยซ้ำ พวกเขาแค่อยากเดินทางกลับบ้านทันที อีกเรื่องหนึ่งที่พวกเขาบอกคือ พวกเขากังวลว่าผลพวงจากสงครามครั้งนี้จะทำให้การออกปฏิบัติการทางทะเลที่ยาวนานโดยไม่มีการแวะจอดเทียบท่าเลย กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา และพวกเขามองว่าสิ่งนี้จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการรักษาบุคลากรให้อยู่กับกองทัพเรือต่อไป






 

วันพฤหัสบดี, กันยายน 03, 2569

การต่อต้านโครงการก่อสร้าง ‘เดต้าเซ็นเตอร์’ กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย อันเนื่องมาแต่ปัญหา ‘พระรามเก้า’ ซึ่งทางการไทยยังไม่มีระเบียบกำกับควบคุมกิจการเหล่านี้

เอไอ เดต้า เซ็นเตอร์วลีที่น่าจะ คูลสำหรับเทคโนโลยี่ก้าวหน้า แต่กลับกลายอสุรกายสำหรับครรลองชีวิตประจำวันของผู้คน และวิถีธรรมชาติของชุมชน ทั้งต่อสภาพแวดล้อม ความร้อน เสียงรบกวน และทรัพยากรเพื่อการอุปโภค

สิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกาเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมากำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เมื่อการต่อต้านโครงการก่อสร้าง เดต้าเซ็นเตอร์ เป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติสำหรับชุมชนที่กำลังจะมีโครงการฯ ไปลง อันเนื่องมาแต่ปัญหา พระรามเก้า

วานนี้ (๒ กันยา) สำนักงานเขตห้วยขวาง ลงพื้นที่ตลาดนัดกลางซอย ๖ ถนนพระราม ๙ ตรวจสอบข้อร้องเรียนของชุมชนที่ว่า “ภายในท่อระบายน้ำหน้าตลาดมีน้ำมันปะปนในน้ำทิ้ง...และมีกลิ่นน้ำมันในท่อระบายน้ำ” น้ำในท่อสีดำคล้ำ

บางคลั้งกลิ่นเหม็นน้ำมันคลุ้งในละแวกย่านตลาด จนผู้อยู่อาศัยเกิดอาการคลื่นเหียนอาเจียน ผลการตรวจสอบทราบว่าเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา ผู้ประกอบการเดต้าเซ็นเตอร์  “ได้มีการสำรองน้ำมันเพื่อใช้สำหรับทดสอบระบบสำรองไฟ”

ด้าน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบอาคาร Data Center ติดกับโรงพยาบาลพระราม ๙ หลังได้รับการร้องเรียนเช่นกัน พบว่ามีการ ‘แอบ’ ติดตั้งถัง และจัดเก็บน้ำมันดีเซลสำรองสำหรับปั่นไฟฉุกเฉินปริมาณสูงถึง ๒ แสนลิตร”

การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตาม พรบ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๖๕ โทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒ แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั่นเลขาฯ แจ้งว่าองค์กรเกี่ยวข้องของรัฐจะเร่งจัดทำหลักเกณฑ์โซนนิ่งสำหรับการนี้

ต่อมาผู้ว่า กทม.แถลงชี้แจงว่าทาง กทม.ได้ชลอการออกใบอนุญาตเพิ่มเติมแก่โครงการ EDGNEX Data Centers-BKK01 ไว้แล้ว พร้อมกับอีกสองโครงการที่ยื่นขอก่อสร้างศูนย์ดาต้าแห่งใหม่ รายงานระบุว่าใน กทม.มีศูนย์เช่นนี้ ๖ แห่ง อนุญาตไปแล้วสาม

แต่ว่าใน กทม.มีเดต้าเซ็นเตอร์ที่สร้างขึ้นโดยส่วนใหญ่ไม่ขออนุญาตประมาณ ๔๙ แห่ง กระจัดกระจายในย่าน “บางกะปิ บางรัก ปทุมวัน จตุจักร บางนา และเขตจีนเทาห้วยขวาง” ซึ่งมากที่สุด ๙ โครงการ ตามด้วยบางนา ๖ บางรัก ๕

ทางการไทยยังไม่มีระเบียบกำกับควบคุมกิจการเหล่านี้ จึงได้รับอนุญาต “ในฐานะ ‘คลังสินค้า’ หรือ ‘อาคารพาณิชย์’ และสามารถตั้งอยู่ใกล้ย่านที่อยู่อาศัยได้ ท่ามกลางความกังวลของชุมขนในประเด็นผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม”

เช่นเดียวกับเหตุผลที่ชุมชนในสหรัฐต่อต่านเดต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากการเปิดดำเนินการศูนย์ดาต้าจะต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมาก น้ำมันดีเซลที่ต้องเก็บสำรองเพื่อใช้ปั่นไฟทดแทนกรณีฉุกเฉิน ส่วนน้ำนั้นใช้ในการระบายความร้อนของเครื่องจักร

(https://www.facebook.com/thematterco/posts/G6pXXwvrN, https://justpow.co/article-bkk-data-center/, https://www.techtimes.com/articles/320932/20260718/anti-data-center-protests-hit-125-cities.htm และ https://x.com/themomentumco/status/2095106925528789135)

วิดีโอนี้จาก The Wall Street Journal เสนอข้อมูลว่ารัสเซียใช้มาตรการจูงใจทางการเงินจำนวนมหาศาลเพื่อระดมพลเข้าสู่สงครามในยูเครนอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกลและยากจนทางเศรษฐกิจ นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ ทำให้ #รัสเซีย ยังคงทำสงครามกับ #ยูเครน ได้ต่อไป


How Putin’s War Pay Is Creating New Wealth in Russia | WSJ

The Wall Street Journal

Sep 1, 2026

Russian soldiers receive millions of rubles when signing contracts for the war. This injection of cash is transforming the social fabric of remote Russian cities, such as Ulan-Ude, in Russia’s Buryatia region. New apartments and cars purchased with war money come with a hefty price tag: as modern real estate is being built, graves are piling up, and a generation of men is disappearing. 

WSJ spent months interviewing current and former residents of Ulan-Ude, and analyzing social media footage, to offer a rare look at how war money is transforming the remote Russian city. 

Chapters: 
0:00 Russia’s war boomtowns 
1:48 Mobilization in Ulan-Ude 
5:02 Where the money goes 
5:54 The recruitment strategy 
8:23 The societal costs


https://www.youtube.com/watch?v=ifVQlskT04E
.....


Pipob Udomittipong
17 hours ago
·
เหตุผลที่ทำให้ #รัสเซีย ยังคงทำสงครามกับ #ยูเครน ได้ต่อไปคือ เงิน ตามรายงานของ The Wall Street Journal จากที่เคยใช้ยุทธศาสตร์บังคับจับคนเป็นทหาร ปูตินเปลี่ยนมาใช้วิธีให้ค่าตอบแทนเป็นล้านรูเบิลให้กับคนที่สมัครใจไปรบ โดยเฉพาะผู้ชายในพื้นที่ห่างไกลและยากจนของประเทศ เงินจากทหารเกณฑ์เหล่านี้ ยังสร้างความเติบโตให้กับเศรษฐกิจในท้องถิ่นอีกด้วย
.
@WSJ ใช้เวลาหลายเดือนสัมภาษณ์คนที่อยู่และเคยอยู่ในเมืองอูลาน-อูเด ภูมิภาคบูเรียเทีย (Buryatia) ของรัสเซีย พบว่า จากที่เคยไล่จับไล่ทุบเพื่อบังคับคนให้ไปเป็นทหาร ทางการเปลี่ยนมาเป็นการจ่ายเงินมหาศาลเพื่อล่อใจ ตั้งแต่ค่าเซ็นสัญญาในเบื้องต้น รับไป 20,000 เหรียญ เงินเดือนอีก 2,000 เหรียญ และค่าทำศพ (coffin money) อีก 170,000 เหรียญ
.
เงินรายได้จากการเกณฑ์ทหารเหล่านี้ยังสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่นในเมืองอูลาน-อูเด ทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่ตัดสินใจเข้ามาเปิดกิจการ คนในท้องถิ่นก็เปิดกิจการหลายอย่างเป็นของตัวเอง นักวิชาการบอกว่าเป็นการกระจายรายได้จากภาคส่วนหนึ่งของสังคมไปยังภาคส่วนอื่น
.
ภูมิภาคที่ถูกเกณฑ์ทหารมากสุดในรัสเซีย มักเป็นพื้นที่ที่ยากจนสุดเช่นกัน และมีอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากสงครามมากสุดด้วย รวมทั้งภูมิภาคบูเรียเทีย ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายของการบังคับเกณฑ์ทหาร ตั้งแต่เริ่มทำสงครามกับยูเครนทีเดียว ทำให้ผู้ชายหลายคนตัดสินใจหนีไปอยู่ปท.อื่น โดยเฉพาะมองโกเลีย
.
แต่ช่วงปี 2024-2025 ทางการจึงเริ่มเปลี่ยนวิธีการ ทุ่มเงินมากมายเพื่อติดแผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ใช้รายการทีวีและสื่อโซเชียล ใช้อินฟลูช่วยโฆษณา เสนอค่าตอบแทนที่สูงลิ่วเพื่อกระตุ้นให้คนในท้องถิ่นมาสมัครเป็นทหาร รวมทั้งคำขวัญที่ว่า “การรับใช้ชาติคือการรับใช้ครอบครัวของคุณเอง”
.
ชายคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า ตอนแรก ๆ จนท.ทหารหลายคนมาชวนให้เขาสมัครเป็นทหาร แต่เขายังไม่สนใจ “ครั้งที่สองพวกเขาเสนอว่าจะจ่ายหนี้เกือบ 10 ล้านรูเบิล (ประมาณ 3.8 ล้านบาท) ให้กับผม”

นักวิจัยบอกเช่นเดียวกันว่า ทางการจ่ายเงินโบนัสให้คนที่มาสมัครเป็นทหารเพิ่มขึ้นเรื่อยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากระดับ 2-3 แสนรูเบิล เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1.6 ล้านรูเบิลในปัจจุบัน และถ้าทหารคนนั้นเสียชีวิต ครอบครัวจะได้รับเงินชดเชยมากถึง 14 ล้านรูเบิล

ส่วนทหารผ่านศึกที่รอดชีวิตกลับมา ก็สามารถนำเงินรายได้ระหว่างรับราชการทหารมาเปิดกิจการต่าง ๆ รวมทั้งร้านทำเล็บ ร้านขนมปัง ร้านทำเทียน ลูกโป่ง ส่วนบรรษัทขนาดใหญ่ก็เข้ามาเปิดกิจการในเมืองเล็ก ๆ อย่างอูลาน-อูเดมากขึ้น รวมทั้ง Stars Coffee (อดีตคือ Starbucks) Lenta (คล้าย ๆ กับ Walmart) Burger King ฯลฯ

สงครามของปูตินคือการหากินกับคนยากจนสุดในสังคม จริงมั้ย?
https://youtu.be/ifVQlskT04E

https://www.facebook.com/photo?fbid=10164613519926649&set=a.10150096728651649




Thumb Rights จัด “ยืนหยุดขัง” ส่งเสียงถึงสังคมว่าไม่ลืมผู้ต้องขังทางการเมือง แม้นิรโทษกรรมไม่รวมคดี ม.112

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1381698534111698

ไข่แมวชีส added photos to the album: 2 ก.ย. 69 Thumb Rights ยืนหยุดขัง อนุสาวรีย์ชัย
8 hours ago
·
Thumb Rights จัด “ยืนหยุดขัง” ส่งเสียงถึงสังคมว่าไม่ลืมผู้ต้องขังทางการเมือง แม้นิรโทษกรรมไม่รวมคดี ม.112
.
2 ก.ย. 2569 เวลา 17.00 - 18.12 น. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บริเวณเกาะพญาไท เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง หรือ Thumb Rights จัดกิจกรรม “ยืนหยุดขัง” เป็นเวลา 1 ชั่วโมง 12 นาที เพื่อส่งเสียงให้ผู้ที่สัญจรไปมาได้เห็นว่า ผู้ต้องขังทางการเมืองยังมีอยู่จริง และยังมีคนที่ไม่อยากให้เรื่องเหล่านี้เลือนหายไปจากสายตาของสังคม โดยผู้ร่วมกิจกรรมมีการอ่านบทกวี “มหาตุลาการ” ก่อนยุติกิจกรรม
.
ปัจจุบันมีผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 53 คน ในเรือนจำ โดยในจำนวนนี้มีผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จำนวน 31 คน ขณะที่ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เริ่มมีผลบังคับใช้ โดยยกเว้นไม่ให้นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 จึงชวนให้มาร่วมกันเพื่อส่งเสียงว่าพวกเขายังไม่ถูกลืม
.
ในตอนท้าย ณัฐชนน ไพโรจน์ Thumb Rights กล่าวว่า ตอนนี้เป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์ที่ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ประกาศบังคับใช้ มีข่าวดีให้กับเพื่อนหลายคนที่ศาลพิจารณาจำหน่ายคดีให้ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรม โดยอ้างว่าต้องรอคณะกรรมการฯ ที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่ออนุมัติ ซึ่งพวกเราต้องติดตามกันว่าจะมีการนิรโทษกรรมครบทุกคดีหรือไม่ แต่ก็ยังมีผู้ต้องขังคดี ม.112 และคดี ม.110 อีกจำนวนมากอยู่ในเรือนจำ “แม้ว่าพวกเขาจะถูกลอยแพ แต่เราจะไม่ทิ้งพวกเขาใช่หรือไม่ ถ้าช่วงนี้ยังมีแรงก็อยากชวนทุกคนออกมาช่วยกัน เพื่อให้พวกเขาไม่ถูกลืม เหมือนที่รัฐบาลลืมพวกเขา” ณัฐชนนกล่าว
.
ณัฐชนนกล่าวต่อว่า คนที่อยู่ในเรือนจำตอนนี้ เขาไม่ได้พูดเรื่องตัวเอง เราไม่ได้มาช่วยเขาเพราะเขาชื่ออะไร แต่เราช่วยเพราะเขาพูดเพื่อคนทั้งสังคม พูดเพื่อเรียกร้องให้คนในสังคมเท่าเทียมกันในทุกมิติ จึงชวนมาร่วมกันยืนหยุดขังในวันนี้ เพื่อบอกว่าเราไม่ลืมพวกเขา และไม่อยากให้เรื่องนี้เงียบลงไป และอยากให้ทุกคนช่วยกันติดตามและจับตา “สั่งฟ้องสว.” ไปพร้อม ๆ กัน
.
นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา” ชวนประชาชนร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหาร 2519 ที่เพิ่มโทษความผิดเกี่ยวกับหมิ่นประมาทในหลายข้อหา ซึ่งรวมไปถึง “มาตรา 112” ที่ถูกเปลี่ยนจากโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นโทษจำคุก 3-15 ปี

https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/1482289477074851

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
15 hours ago
·
สถานการณ์ผู้ต้องขังคดีการเมืองประจำเดือน ส.ค. 2569
.
.
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในปี 2569 ยังคงมีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำในคดีจากการแสดงออกทางการเมือง หรือมีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมือง จำนวนอย่างน้อย 53 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 31 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน) แยกเป็น
.
ผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 22 คน (เป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 12 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน)
.
ผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้วถูกคุมขังในเรือนจำ อย่างน้อย 31 คน (เป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 17 คน)
.
.
ในจำนวนทั้งหมดนี้ มีผู้ต้องขังลดลงจำนวนทั้งหมด 1 ราย ได้แก่ "ธีรภัทร" ผู้ต้องขังคดีที่เกี่ยวเนื่องกับวัตถุระเบิด ในการชุมนุมดินแดง #ม็อบ31ตุลา64 หลังศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี โดยเขาสิ้นสุดการเป็นผู้ต้องขังการเมืองหลังเข้าเกณฑ์อภัยโทษ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค. 2569 แต่ยังคงถูกคุมขังในที่เรือนจำกลางสมุทรปราการต่อในคดีส่วนตัว
.
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือน ส.ค.2569 ก็มีผู้ต้องขังคดี ม.112 เพิ่ม 2 ราย ได้แก่ “พีระ" (นามสมมติ) ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางสมุทรปราการจากกรณีโพสต์ข้อความ ซึ่งศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค. 2569
.
และ "โด่ง" ประสงค์ โคตรสงคราม ถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษธนบุรี จากกรณีแชร์โพสต์เฟซซบุ๊กสองข้อความ ศาลลงโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค. 2569 ซึ่งทั้งสองกรณีดังกล่าวเป็นการคุมขังตามคำพิพากษาของศาลฎีกา และเป็นผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดแล้ว
 
ดูรายชื่อผู้ต้องขังการเมืองบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/80978 ดูน้อยลง






เหตุใดข้อตกลงน้ำมันครั้งสำคัญระหว่างสหรัฐฯ - เวเนซุเอลา ทำให้นักวิเคราะห์กังขา ชาวเวเนซุเอลาไม่พอใจ


ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ และเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ต่างยกย่องข้อตกลงดังกล่าวว่าข้อตกลงครั้งนี้เป็นความสำเร็จ

วิเคราะห์: เหตุใดข้อตกลงน้ำมันครั้งสำคัญระหว่างสหรัฐฯ - เวเนซุเอลา ทำให้นักวิเคราะห์กังขา ชาวเวเนซุเอลาไม่พอใจ

วิลล์ แกรนต์
ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำเม็กซิโก อเมริกากลาง และคิวบา
Published 2 กันยายน 2026

นับตั้งแต่ช่วงที่กองกำลังของสหรัฐฯ บุกเข้าไปในที่พักของนิโกลัส มาดูโรในกรุงการากัส แล้วบังคับให้เขาลงจากอำนาจในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลาเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลของเขา

ในเวลานั้น ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ จะเข้ามาบริหารเวเนซุเอลา พร้อมทั้งควบคุมการจำหน่ายน้ำมันของประเทศต่อไปในอนาคตข้างหน้า

การลงนามในข้อตกลงเรื่องน้ำมันครั้งใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลาที่กรุงการากัสเมื่อวันพุธนี้ ถือเป็นการทำให้แผนการควบคุมน้ำมันดังกล่าวของสหรัฐฯ เกิดขึ้นจริง

ข้อตกลงนี้มอบสัมปทานระยะเวลา 100 ปีให้แก่บริษัทที่นำโดยสหรัฐฯ เพื่อดำเนินงานในแหล่งน้ำมัน 17 แห่งของเวเนซุเอลา ซึ่งมีปริมาณน้ำมันดิบรวมกันสูงถึง 65,000 ล้านบาร์เรล

ปริมาณดังกล่าวคิดเป็นมากกว่าหนึ่งในห้าของปริมาณสำรองน้ำมันที่พิสูจน์แล้วว่ามีอยู่จริงของเวเนซุเอลา

นอกเหนือจากตัวเลขมหาศาลที่น่าตกตะลึงแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างยกย่องว่าข้อตกลงนี้เป็นผลดีต่อประเทศของทั้งคู่

ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกข้อตกลงนี้ว่า "ข้อตกลงน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก" ขณะที่เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ถือเป็น "ครั้งประวัติศาสตร์" และจะสร้างเม็ดเงินด้านการลงทุนกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท) รวมถึงสร้างรายได้จากภาษีมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ (6.6 ล้านล้านบาท)

แต่ก็มีผู้ที่เห็นต่างอย่างสิ้นเชิง

เอลเลียต อับรามส์ อดีตผู้แทนพิเศษของทรัมป์เกี่ยวกับเวเนซุเอลาและอิหร่าน กล่าวว่า "นี่เป็นข้อตกลงที่เลวร้ายมาก [โรดริเกซ] ยกทรัพย์สมบัติของชาติ 20% ให้คนอื่นไปโดยไม่ได้อะไรตอบแทนใด ๆ เลย"

"ผมคิดว่าเธอเพียงแค่ทำตามข้อเรียกร้องที่ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐฯ เท่านั้น"


ข้อตกลงนี้มอบสัมปทานให้บริษัทที่นำโดยสหรัฐฯ ในพื้นที่ซึ่งมีน้ำมันดิบรวมกันถึง 65,000 ล้านบาร์เรล

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำเนียบขาวเผยแพร่เอกสารสรุปข้อมูล ซึ่งระบุรายละเอียดบางส่วนเกี่ยวกับกรอบของข้อตกลงเรื่องน้ำมันในครั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะทำงานร่วมกับบริษัทเอกชนในเวเนซุเอลาชื่อ นอร์ท อเมริกัน บลู เอ็นเนอร์จี พาร์ทเนอร์ส (North American Blue Energy Partners) หรือ Nabep ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตน้ำมันเอกชนรายใหญ่อันดับสองของเวเนซุเอลา รองจากบริษัทเชฟรอน (Chevron)

รายละเอียดหนึ่งที่โดดเด่นเป็นอย่างมากเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับ Nabep คือ รัฐบาลสหรัฐฯ จะมี "อำนาจยับยั้ง (veto power) การแต่งตั้งสมาชิกคนใดก็ตามในคณะกรรมการบริษัท และสมาชิกส่วนใหญ่ของคณะกรรมการ Nabep จะต้องเป็นพลเมืองสหรัฐฯ"

ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงดำเนินอยู่ทำให้ราคาน้ำมันตามสถานีบริการสูงขึ้น การเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจากนอกภูมิภาคตะวันออกกลางก็อาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคได้

ดั๊ก เบอร์กัม รัฐมนตรีมหาดไทยสหรัฐฯ กล่าวกับรายการฟ็อกซ์ บิสซิเนส (Fox Business) ว่า ข้อตกลงนี้กำลัง "เปลี่ยนศูนย์กลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก" จากสิ่งที่เขาเรียกว่า "จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในตะวันออกกลาง" กลับมายังซีกโลกตะวันตก

เอลเลียต อับรามส์มองว่า การที่สหรัฐฯ หันมาร่วมมือกับเวเนซุเอลานั้นมีเหตุผลในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะขณะนี้การจัดหาน้ำมันจากประเทศในอ่าวมีความไม่แน่นอนสูง

แต่เขากล่าวว่าเงื่อนไขของข้อตกลงนั้นเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งมากจนเป็นภาพเพ้อฝันอันสุดโต่งที่สะท้อนให้เห็นถึงลัทธิล่าอาณานิคม

ทำเนียบขาวระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวได้ "รื้อฟื้นหลักนิยมมอนโรขึ้นมาอีกครั้ง" ซึ่งเป็นแนวคิดจากศตวรรษที่ 18 ที่มุ่งแผ่อำนาจของสหรัฐฯ ไปทั่วอเมริกาใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อ "กำจัดอิทธิพลจากต่างชาติที่เป็นภัยออกไปจากหลังบ้านของเรา เพื่อให้มั่นใจว่า จะไม่มีใครตั้งคำถามต่อความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐฯ ในซีกโลกของเราอีกต่อไป"

แค่กรอบเวลาที่เสนอมาก็ถือว่าเป็นประเด็นเดียวที่น่ากังวลแล้ว ทรัมป์กล่าวว่าข้อตกลงนี้จะสร้างผลกำไรได้ภายในสองหรือสามปี อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเตือนว่า ด้วยสภาพอันย่ำแย่ของอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลา การฟื้นตัวภายในหนึ่งทศวรรษอาจเป็นกรอบเวลาที่สมจริงและดูเป็นไปได้มากกว่า

หลุยส์ ปาเชโก จากสถาบันเบเกอร์ (Baker Institute) แห่งมหาวิทยาลัยไรซ์ (Rice) ในเมืองฮิวสตัน กล่าวกับบีบีซีมุนโด (แผนกภาษาสเปน) ว่า เวเนซุเอลาจำเป็นต้องลงทุนราว 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดระยะเวลา 8 ปี เพื่อฟื้นฟูภาคการผลิตน้ำมันให้กลับมาอยู่ในระดับเดียวกับที่เคยผลิตได้เมื่อ 30 ปีก่อน

ปาเชโกกล่าวว่า "สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าใครจะเป็นผู้บริหารจัดการทรัพยากรเหล่านั้น และจะนำไปใช้เพื่ออะไร"

"พวกเขาจะให้คนกลุ่มเดิมเข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการเงินก้อนนี้อีกหรือ ทั้งที่เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่เคยผลาญผลประโยชน์มหาศาลจากยุคเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษจนหมดสิ้นไปแล้ว" เขาถามว่า โดยอ้างอิงถึงการบริหารจัดการที่ผิดพลาดในอุตสาหกรรมน้ำมันที่เคยมั่งคั่งของเวเนซุเอลา

ฝ่ายค้านของเวเนซุเอลากังวลว่า ข้อตกลงนี้จะยิ่งกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับเดลซี โรดริเกซ ซึ่งพวกเขากล่าวหาว่าเป็นผู้นำระบอบการปกครองแบบเดียวกับนิโกลัส มาดูโร

รัฐบาลทรัมป์ไม่เพียงแต่ประณามรัฐบาลของมาดูโรว่าเป็น "กลุ่มค้ายาเสพติดที่เต็มไปด้วยการทุจริต" เท่านั้น แต่ยังระดมกองเรือรบขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็นในยุคปัจจุบันเข้าล้อมรอบเวเนซุเอลาอีกด้วย


มาเรีย โครินา มาชาโด มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของเธอให้แก่ประธานาธิบดีทรัมป์

การที่รัฐบาลสหรัฐฯ หันมาร่วมมือกับอดีตรองประธานาธิบดีของมาดูโรอย่างง่ายดายและรวดเร็วในเวลานี้ ทำให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลไม่พอใจอย่างมาก

มาเรีย โครินา มาชาโด เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพและผู้หวังชิงตำแหน่งประธานาธิบดี อาจเลือกที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเปิดเผยในที่สาธารณะ เพราะหากเธอหวังจะขึ้นสู่อำนาจ เธอยังคงต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากเขา อย่างไรก็ตาม คนอื่น ๆ กลับเลือกที่จะแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมามากกว่า

"คุณเลือกที่จะใช้อำนาจของสหรัฐฯ ไม่ใช่เพื่อปลดปล่อยชาวเวเนซุเอลาจากการถูกกดขี่ แต่กลับเลือกเป็นพันธมิตรกับผู้ที่กดขี่พวกเรา" ริคาร์โด เฮาส์มันน์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวเวเนซุเอลา กล่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยมุ่งคำพูดดังกล่าวไปยังมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ

เฮาส์มันน์ กล่าวว่า "คุณเลือกที่จะเดินหน้าการยึดทรัพย์สิน และทำข้อตกลงที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญกับรัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรมและกดขี่ประชาชน แทนที่จะใช้อำนาจนำของสหรัฐฯ เพื่อฟื้นฟูระบอบการปกครองตามรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยเสียก่อน"

การที่เวเนซุเอลายังไม่มีการเลือกตั้งในเร็ว ๆ นี้ หรือแม้แต่ยังไม่มีแผนการที่ชัดเจนว่าจะจัดการเลือกตั้งหรือไม่ ทำให้ฝ่ายต่อต้านจำนวนมากรู้สึกว่าพวกเขาถูกหักหลัง

แต่ความรู้สึกถูกหักหลังก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเท่านั้น หากยังเกิดขึ้นกับผู้ที่อยู่คนละขั้วทางอุดมการณ์ด้วย แม้ว่าพรรคสังคมนิยมที่ปกครองประเทศเวเนซุเอลาอย่าง PSUV จะสนับสนุนโรดริเกซและข้อตกลงกับสหรัฐฯ แต่ชาวเวเนซุเอลาที่มีแนวคิดสังคมนิยมจำนวนมากกลับมองว่าข้อตกลงนี้เป็นการยอมจำนน

หลังจากต่อต้านอิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคมาเกือบสามทศวรรษ พวกเขารู้สึกว่าเธอกำลังยกทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของประเทศให้แก่ศัตรูเก่า

ราฟาเอล รามิเรซ อดีตผู้บริหารบริษัทพลังงานแห่งชาติ PDVSA และอดีตรัฐมนตรีน้ำมันในสมัยประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ "เท่ากับยก [น้ำมัน] ให้พวกเขา และเปิดประตูสู่ลัทธิล่าอาณานิคมรูปแบบใหม่ของสหรัฐฯ"

เมื่อต้นปี 2008 ชาเวซเดินทางไปยังแหล่งน้ำมันในแถบลุ่มแม่น้ำโอรีโนโก ซึ่งเคยดำเนินการโดยเอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil) บริษัทพลังงานรายใหญ่ของสหรัฐฯ เพื่อจัดรายการโทรทัศน์อาโล เปรซิเดนเต (Aló Presidente) ที่ออกอากาศทุกวันอาทิตย์

หลังจากที่เขายึดทรัพย์สินบางส่วนของบริษัทน้ำมันแห่งนี้ในภูมิภาคดังกล่าว ชาเวซก็แสดงท่าทีแข็งกร้าวและท้าทายอย่างชัดเจน

"อำนาจอยู่ในมือของเราแล้ว และเราจะไม่มีวันยอมปล่อยมืออีก" เขากล่าวถึงการที่บริษัทน้ำมันของรัฐเข้ามาถือครองแหล่งน้ำมัน พร้อมประณามรัฐบาลชุดก่อน ๆ ที่มีความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ว่าพวกเขาได้เปลี่ยนเวเนซุเอลาให้กลายเป็น "ประเทศที่ของชาวกริงโก" (กริงโก มีความหมายที่มีนัยเหยียดหยามในภาษาสเปนที่กล่าวถึง ชาวต่างชาติ อย่างเช่น ชาวอเมริกันหรืออังกฤษ)

"มันคือการปล้นประเทศของเรา แต่การปฏิวัติโบลิบาร์ (Bolivarian Revolution) ของเวเนซุเอลาได้ยุติเรื่องนี้ลงแล้ว" เขาประกาศเสียงดัง ท่ามกลางเสียงปรบมือจากพนักงานของ PDVSA

แต่เรื่องที่น่าขันก็คือ คนที่สืบทอดแนวคิดทางการเมืองของชาเวซในวันนั้นกลับเป็นผู้ลงนามในข้อตกลงอันคลุมเครือนี้กับสหรัฐฯ ในวันนี้ และยังยกย่องว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นชัยชนะและความสำเร็จของเวเนซุเอลา


https://www.bbc.com/thai/articles/cwyzned1x7po




บีบีซีไทยสำรวจพัทยาซอย 6 หนึ่งในพื้นที่ที่มีการจำกัดไม่ให้ทหารอเมริกันที่มากับเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น เข้าหลังพระอาทิตย์ตกดิน ทำไมต้องห้ามซอยนี้ ?!?

https://www.facebook.com/reel/1611881427066050
.....

ทำไมถึงห้าม พัทยา ซอย 6 มีชื่อเสียอย่างไร

การประกาศให้
พัทยา ซอย 6 (รวมถึง ซอย 6/1 และ ซอย 7) เป็นพื้นที่ต้องห้าม (Off-limits) สำหรับกำลังพลทหารเรือสหรัฐฯ ที่เดินทางมากับเรือ USS Abraham Lincoln มีเหตุผลสำคัญจากทั้งลักษณะเฉพาะของพื้นที่ ความเสี่ยงด้านความมั่นคงและภาพลักษณ์ รวมถึงข้อกฎหมายของกองทัพ ดังนี้

1. ลักษณะเฉพาะและชื่อเสียงของ "พัทยา ซอย 6"

พัทยา ซอย 6 เป็นย่านบันเทิงราตรีที่แตกต่างจากย่านอื่นอย่าง Walking Street อย่างสิ้นเชิง:

เป็นย่านบาร์เบียร์และการค้าบริการที่เปิดเผยสูง: ซอย 6 ขึ้นชื่อระดับโลกว่าเป็นศูนย์รวมบาร์เบียร์ขนาดเล็กแน่นขนัดตลอดทั้งสองฝั่งซอย มีลักษณะการดึงดูดลูกค้าและเชิญชวนท่องเที่ยวเชิงผู้ใหญ่ที่เปิดเผยและประชิดตัว ตั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงยามค่ำคืน

การแออัดและพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง: เนื่องจากความแคบของซอยและลักษณะร้าน ทำให้เกิดความแออัด มักมีปัญหาการรบกวนนักท่องเที่ยว การขายบริการแอบแฝง รวมถึงความเสี่ยงเรื่องการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนขาดสติและเกิดเหตุทะเลาะวิวาทได้ง่ายกว่าย่านกว้างๆ

ประวัติศาสตร์ปัญหาข้อพิพาท: ในอดีต ย่านบาร์เบียร์ลักษณะนี้มักเป็นจุดเกิดเหตุข้อพิพาทบ่อยครั้ง ทั้งการทะเลาะวิวาท การโกงราคาเครื่องดื่ม (Bill Pad) หรือการมีปากเสียงกับผู้ประกอบการ/การ์ดประจำร้าน

2. ทำไมกองทัพสหรัฐฯ และเมืองพัทยาถึงต้อง "ห้ามเข้า" (Off-limits)

1) ป้องกันปัญหาอาชญากรรมและการค้ามนุษย์ / การค้าประเวณีเด็ก

กองทัพสหรัฐฯ มีนโยบายยึดถือมาตรฐานความประพฤติที่เข้มงวดมาก โดยเฉพาะเรื่องการต่อต้านการค้ามนุษย์และการค้าประเวณี (Zero Tolerance for Human Trafficking) ย่าน ซอย 6 ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ล่อแหลมต่อการค้าบริการผิดกฎหมาย รวมถึงความเสี่ยงเรื่องบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปี การตัดไฟแต่ต้นลมจึงเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้กำลังพลเข้าไปเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางกฎหมายร้ายแรง

2) ป้องกันภาพลักษณ์ของกองทัพ (Public Image & Military Discipline)

กำลังพลของเรือ USS Abraham Lincoln เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจลาดตระเวนทางทะเลมายาวนานเกือบ 9 เดือน การสับเปลี่ยนมาพักผ่อน (R&R) อาจทำให้เกิดพฤติกรรมมึนเมาขาดสติ หากภาพของทหารเรือสหรัฐฯ ในสภาพเมามายหรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในย่านบาร์เบียร์หลุดออกไปทางสื่อสังคมออนไลน์ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์ของกองทัพสหรัฐฯ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
3) ความปลอดภัยของกำลังพล (Force Protection)

ซอย 6 เป็นพื้นที่ปิดและแคบ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ความขัดแย้ง หรืออุบัติเหตุ จะการเข้าช่วยเหลือหรือควบคุมสถานการณ์โดยเจ้าหน้าที่สายตรวจทหาร (Shore Patrol) และตำรวจท่องเที่ยวทำได้ยากลำบากกว่าพื้นที่เปิดกว้างอย่าง Walking Street หรือย่านเลียบหาดพัทยา

สรุป แม้ว่าย่าน Walking Street จะเป็นย่านสถานบันเทิงยามราตรีเช่นกัน แต่มีลักษณะเป็นถนนคนเดินกว้าง มีร้านอาหาร คลับ และบาร์กระจายตัวชัดเจน ควบคุมความปลอดภัยได้ง่ายกว่า ขณะที่ ซอย 6 ถูกจัดให้เป็นพื้นที่ล่อแหลมด้านพฤติกรรม ความปลอดภัย และภาพลักษณ์ กองทัพสหรัฐฯ จึงร่วมมือกับเมืองพัทยากำหนดให้เป็นพื้นที่ Off-limits หลังพระอาทิตย์ตกดิน โดยเด็ดขาด




มารู้จัก ลักษณะและบทบาทของ “ผู้สมัครพลีชีพ” ในขบวนการ “ฮั้ว ส.ว.” ทำไมถึงควรมีการตรวจสอบ "ผู้สมัครพลีชีพ" ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็น “ตัวช่วย” ให้กับผู้สมัครเต็งหนึ่งในเครือข่ายเดียวกันเพิ่มเติม


Tawee Sodsong - พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง
15 hours ago
·
“ฮั้ว ส.ว.” — “คะแนนศูนย์” ทางนิติบัญญัติสันนิษฐาน “ว่ามีการสมยอมกันในการเลือก และถือว่าการเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม”

ตามคำชี้แจงของสำนักงาน กกต. เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ว่า มาตรา 96(4) เป็นบทเฉพาะกาลที่สิ้นผลใช้บังคับแล้ว และไม่ใช้กับการเลือก ส.ว. ปี 2567 นั้น ประเด็นที่เรียกร้องมิใช่ให้นำเกณฑ์ผู้ได้คะแนนศูนย์ไม่น้อยกว่าร้อยละสิบมาสั่งเลือกใหม่โดยอัตโนมัติ แต่ กกต. ต้องไม่สับสนและตัดพฤติการณ์เรื่องผู้ไม่เลือกตนเองหรือผู้ได้คะแนนศูนย์ออกจากหลักฐานการจ้างและการสมยอมทั้งระบบ

ในฐานะผู้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ และ 6 มีนาคม 2568 ผมได้รับฟังผลการสืบสวน และร่วมพิจารณามติรับคดีฟอกเงินที่มีมูลเหตุอันควรเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเงินกว่า 300 ล้านบาทไว้เป็นคดีพิเศษ โดยปรากฏข้อเท็จจริงเรื่องการจ้างผู้สมัครและการจ่ายค่าตอบแทนตั้งแต่ระดับอำเภอ 5,000 บาท ระดับจังหวัด 10,000 บาท จนถึงระดับประเทศ 40,000–100,000 บาท รวมทั้งคำให้การเกี่ยวกับสมาชิกวุฒิสภา 138 คน

ประเด็นที่ต้องตรวจสอบจึงไม่ใช่เพียงว่าใครได้คะแนนศูนย์ แต่คือมีการจ้างบุคคลมาสมัครเพื่อส่งคะแนนให้ผู้สมัครที่กำหนดไว้หรือไม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่การลงคะแนนโดยเสรีและลับตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

คำว่า “ผู้สมัครพลีชีพ” ในบริบทนี้ หมายถึงผู้ที่ยอมสละโอกาสได้รับเลือกของตนเพื่อส่งคะแนนให้ผู้อื่น หากเกิดจากการจ้างวานหรือการควบคุมให้ลงคะแนนตามโพย ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของการเลือกกันเองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 ทั้งนี้ “ไม่ได้รับคะแนนเลย” กับ “ไม่เลือกตนเอง” เป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ ย่อมต้องตรวจสอบร่วมกับหลักฐานการจ้าง การจัดหาผู้สมัคร และการสมยอมอื่นอย่างเชื่อมโยง

เอกสาร “ความเป็นมา พ.ร.ป. เล่ม 2” ในส่วน พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 หน้า 297–300 แสดงบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้ไม่ได้รับคะแนนเลือกเลยและข้อสันนิษฐานเรื่องการสมยอมในบทเฉพาะกาล ส่วนหน้า 190 กล่าวถึงข้อเสนอห้ามรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่น เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้สมัคร โดยอธิบายว่าเป็นการทุจริตอย่างร้ายแรงและเป็นการฮั้วกัน

แม้ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 96(4) จะนำมาใช้กับการเลือก ส.ว. ปี 2567 โดยตรงไม่ได้ แต่พฤติการณ์ผู้ไม่เลือกตนเองเกินร้อยละสิบใน 12 กลุ่มอาชีพ ยังต้องนำมาพิจารณาร่วมกับหลักฐานอื่น ได้แก่ การกรอกหมายเลขรอบเช้าครบ 10 ช่องตรงกันทุกตำแหน่งโดยไม่สลับลำดับในทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ เฉลี่ยกลุ่มละ 15–20 ใบ และการลงคะแนนรอบบ่ายแบบเลือกไขว้ ซึ่งแบ่งเป็น 4 สาย สายละ 5 กลุ่ม โดยพบการกรอกหมายเลขใน 5 ช่องตรงกันตามลำดับ จนผู้ได้คะแนนลำดับที่ 1–6 มีคะแนนเฉลี่ยประมาณ 60 คะแนน ขณะที่ลำดับที่ 7–10 มีคะแนนเฉลี่ยประมาณ 28 คะแนน แบบแผนดังกล่าวต้องตรวจสอบว่าเชื่อมโยงกับโพย คำให้การ และการจ่ายเงินอย่างไร

นอกจากนี้ ยังปรากฏความผิดปกติของจำนวนผู้สมัครและความกระจุกตัวของผู้ได้รับเลือก โดย 13 จังหวัดซึ่งมีประชากรรวมประมาณ 11 ล้านคนเศษ มีผู้สมัครระดับอำเภอรวม 14,915 คน และมีผู้ได้รับเลือกเป็น ส.ว. ถึง 78 คน ได้แก่ บุรีรัมย์ 14 คน พระนครศรีอยุธยา 7 คน สุรินทร์ 7 คน อ่างทอง 6 คน สงขลา 6 คน สตูล 6 คน อำนาจเจริญ 5 คน นครศรีธรรมราช 5 คน เลย 5 คน ศรีสะเกษ 5 คน อุทัยธานี 5 คน สุราษฎร์ธานี 4 คน และนครนายก 3 คน

ขณะที่อีก 13 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร ตาก นราธิวาส เพชรบูรณ์ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร สระแก้ว อุดรธานี และอุตรดิตถ์ มีประชากรรวมประมาณ 11 ล้านคนเศษเช่นกัน แต่มีผู้สมัครระดับอำเภอรวมเพียง 5,162 คน น้อยกว่า 13 จังหวัดแรกถึง 2.89 เท่า และไม่มีผู้ได้รับเลือกเป็น ส.ว. แม้แต่คนเดียว

ความแตกต่างระหว่างจังหวัดเพียงอย่างเดียวยังไม่อาจยืนยันการทุจริตได้ เพราะ ส.ว. มาจากกลุ่มอาชีพ มิใช่ผู้แทนจังหวัดโดยตรง แต่ความกระจุกตัวดังกล่าวเป็นความผิดปกติที่ กกต. ต้องนำไปตรวจสอบร่วมกับหลักฐานการจัดหาผู้สมัคร เส้นทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร ข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ โพยหรือชุดหมายเลข ตลอดจนแบบแผนทางคณิตศาสตร์และสถิติของผลคะแนน

หลักฐานที่กล่าวมานี้เป็นเพียงบางส่วน เมื่อพิจารณาร่วมกันเป็นภาพรวม ย่อมมิใช่ข้อสงสัยลอย ๆ แต่มีน้ำหนักเพียงพอให้ กกต. ต้องตอบว่า หลักฐานเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนถึงเกณฑ์ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” กระทำการทุจริตหรือรู้เห็นกับการทุจริต อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือไม่

ภายหลังประกาศผลการเลือกแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กำหนดเกณฑ์ไว้เพียง “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มิใช่ให้ กกต. ยกระดับมาตรฐานเป็นการพิสูจน์ความผิดโดยปราศจากข้อสงสัยเช่นเดียวกับการพิพากษาคดีอาญา

กกต. มีอำนาจประเมินหลักฐาน แต่ไม่มีอำนาจพิพากษาหรือสั่งเพิกถอนสิทธิแทนศาลฎีกาในกระบวนการนี้ เมื่อหลักฐานถึงเกณฑ์ตามกฎหมาย กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องได้ต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม และให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัยเพื่อการธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง
หัวหน้าพรรคประชาชาติ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1630954731722223&set=a.496306251853749
.....

คำว่า “ผู้สมัครพลีชีพ” หรือ “ผู้สมัครนอมินี” เป็นศัพท์ที่เกิดขึ้นในบริบทของการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ของประเทศไทย ตามระบบการเลือกกันเองและเลือกร้ามกลุ่ม เพื่ออธิบายถึงผู้สมัครที่ไม่ได้ตั้งใจเข้ามาเพื่อดำรงตำแหน่ง ส.ว. จริงๆ แต่เข้ามาทำหน้าที่เป็น “ตัวช่วย” ให้กับผู้สมัครเต็งหนึ่งในเครือข่ายเดียวกัน

ลักษณะและบทบาทของผู้สมัครพลีชีพ

เข้ามาเพื่อลงคะแนนให้คนอื่น: ผู้สมัครกลุ่มนี้ยอมเสียค่าสมัคร (เช่น 2,500 บาท) โดยมีเป้าหมายเดียวคือการโหวตลงคะแนนให้กับ “ตัวจริง” หรือ “ผู้สมัครเต็ง” ในเครือข่ายของตนเอง เพื่อดันให้คนๆ นั้นผ่านเข้ารอบต่อไป

บล็อกคะแนนคู่แข่ง: ทำหน้าที่กระจายคะแนนหรือตัดคะแนนผู้สมัครสายอิสระที่ไม่ได้อยู่ในโพย (Poll) หรือบล็อกส่งคะแนนให้สายนอกไม่สามารถผ่านเข้ารอบได้

พร้อมโดนตัดสิทธิ์หรือยอมแพ้: หากต้องเลือกกันเองในกลุ่ม หรือเลือกรอบไขว้ กลุ่มพลีชีพจะพร้อมสละสิทธิ์ เทคะแนนทั้งหมดให้ตัวจริง และยอมร่วงในรอบแรกๆ โดยไม่เสียดายตำแหน่ง

กลไกการ “ฮั้ว” ที่ใช้ผู้สมัครพลีชีพ

การเกณฑ์คนลงสมัคร: กลุ่มการเมืองหรือหัวคะแนนในพื้นที่ จะทำการกวาดต้อนคนในเครือข่าย (เช่น ชาวบ้าน, พนักงาน, หรือผู้ติดตาม) มาลงสมัครในกลุ่มอาชีพต่างๆ ให้ได้มากที่สุด

การแจก “โพย” (List): มีการทำโพยเบอร์ผู้สมัครไว้ล่วงหน้า โดยสั่งการให้ผู้สมัครพลีชีพทุกคนกาเบอร์เดียวกันตามที่กำหนดไว้ในแต่ละรอบ

การคุมเสียง: ยิ่งเครือข่ายใดมี “ผู้สมัครพลีชีพ” ในมือมาก เท่ากับว่ามี “ฐานเสียงตั้งต้น” ในมือมาก ทำให้โอกาสที่ผู้สมัครตัวจริงจะชนะและหลุดเข้าไปถึงระดับประเทศมีสูงขึ้นอย่างมาก

สรุปแล้ว ผู้สมัครพลีชีพ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการบิดเบือนเจตนารมณ์ของระบบการเลือก ส.ว. ที่ต้องการได้ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายอาชีพ ให้กลายเป็นการแข่งขันกันด้วย “จำนวนหัวและฐานทุน” ของเครือข่ายการเมืองแทน