วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 01, 2567

‘ทักษิณ’ อดไปดูไบ มีอะไรไหมหลังกอไผ่ เจอศาลหมั่นไส้ หรือว่าตนเองตีความ ‘ดีล’ หวานเกินไป

เรื่อง ทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลอาญาปฏิเสธไม่ให้ไปดูไบ ลองพินิจดูว่าทำไมทักษิณกำลังไปโลด แล้วมาโดน  ‘เบรค’ หัวคะมำอย่างนี้ได้ไง ศาลช่างไม่กริ่งเกรง ‘ดีล’ กลับบ้านของทักษิณที่ได้มา น่าจะสำมะคัญเอาการอยู่

ตามเนื้อผ้านั้นทักษิณยื่นคำร้องขอกลับไปรักษาตัวต่อที่ดูไบสักสองอาทิตย์กว่าๆ แต่ที่จะไปเจอหมอซึ่งเคยรักษาอาการป่วยต่างๆ ทั้งปอดอักเสบเรื้อรัง หลอดเลือดและระบบหายใจไม่ดี เอ็นไหล่ขวาฉีก และหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนนั้น

เป็นการพบหมอที่เคยรักษากันมาอยู่ก่อน ใช้เวลาราว ๑ อาทิตย์ อีกอาทิตย์กว่าๆ ที่เหลือมีความจำเป็นต้องไปพบ “บุคคลสำคัญหลายคน เกี่ยวด้วยภารกิจส่วนตัวของจำเลยหลายเรื่อง” ซ้ำย้ำว่าจะกลับมาก่อนวันที่ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานแน่นอน

คำร้องนี้ยื่นวันที่ ๒๗ กรกฎา การเดินทางตามที่ขอจะเป็นวันที่ ๑ สิงหา ศาลก็นัดไต่สวนให้เลยวันที่ ๓๐ กรกฎา พร้อมบอกด้วยว่าจะมีคำสั่งในวันเดียวกัน ดูมันราบรื่นดีแล้วนี่ ไฉนมาหักมุมเอาตรง ‘คำสั่ง’ นี้เล่า ความเห็นศาลก็ง่ายๆ

แม้จำเลย “ยืนยันถึงความจำเป็นที่ต้องเดินทางออกนอกราชอาณาจักร โดยมีเอกสารหลักฐานจากแพทย์สนับสนุน และนัดพบบุคคลสำคัญหลายคน” นั่น “แต่อาการป่วยของจำเลยเป็นโรคที่เกิดแก่บุคคลทั่วไป และแพทย์ในประเทศไทยตรวจรักษาเป็นประจำอยู่

แล้ว การเดินทางไปพบบุคคลสำคัญของจำเลยเป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลย ทั้งไม่มีพยานหลักฐานยืนยันชัดแจ้งถึงความจำเป็นดังกล่าว” และ “ในชั้นนี้ไม่สมควรอนุญาตให้จำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร จึงได้ ยกคำร้อง” คือถึงจะยันว่ากลับมาทันก็กระชั้นเกินไป

ถ้าเป็นสมัยยังไม่ทำการข้ามขั้ว ทำบิ๊กดีล จะตำหนิศาลว่าใจร้ายไม่ค่อยสนิทนักอยู่แล้ว ดูสิ ไม่ต้องติดคุก นอนชั้น ๑๔ แล้วยังได้ออกมาก่อนกำหนด ใช้ผ้าคล้องแขนอยู่สองสามวัน เที่ยวเดินสายพบแฟนคลับที่โน่นที่นี่ พูดแสดงความเห็นการเมืองไม่ต้องมีหูรูด

ถ้าผู้ต้องหาคดี ๑๑๒ ได้รับความสะดวกเหมือนกันอย่างนี้ทุกคน จะมีคนอยากโดน ๑๑๒ กันมากกว่านี้อีกเยอะ จะเป็นเพราะทักษิณตีความดีลอย่างเหลิงเกินไปหรือเปล่า หรือว่าเผลอไผลคิดว่ายังทรงอิทธิพลเหมือนครั้งเป็นนายใหญ่

ทักษิณน่าจะรู้ดีแก่ใจอยู่แล้ว ว่าปัญหาทางการเมืองของตนที่ซวยซ้ำและกรรมซัดหลายระลอก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามาจากพวกผู้พิพากษาและหัวหน้าศาล หมั่นไส้ ไม่ชอบขี้หน้ามาแต่ครั้งเรืองอำนาจโน่นแล้ว ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนให้ทักษิณ จำไว้ จำไว้

(https://x.com/MatichonOnline/status/1818539174523551996)

มีคนเล่าให้ฟัง เหตุเกิดในห้องงบประมาณ กองทัพเข้ามาชี้แจงงบประมาณ "เราก่อรัฐประหารกับคนชั่วเท่านั้น" ผู้แทนของกองทัพตอบด้วยเสียงอันดัง แล้วทหารครึ่งนึงก็หัวเราะกันครื้นเครง



Analayo "Skyman" Korsakul
9 hours ago
·
มีคนเล่าให้ฟัง เหตุเกิดในห้องงบประมาณ ไม่รู้เล่าได้ไหมว่าคนเล่าคือ Jirat Thongsuwan - จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ เนอะ
กองทัพเข้ามาชี้แจงงบประมาณ คนเล่าก็ถามถึงงบประมาณสวนสนามของกองทัพซึ่งขอเอาไว้ 30 ล้านบาท และตั้งข้อสังเกตุว่าจริง ๆ สวนสนามในหน่วยไม่น่าจะใช้งบเยอะขนาดนี้ สามารถสวนสนามโดยลดงบประมาณลงหน่อยได้ไหม
พูดไปพูดมาแล้วมาดูคำปฏิญาณที่ใช้ในการสวนสนาม ในคำปฏิญาณมีคำว่าข้าพเจ้าจักรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คนเล่าเลยตั้งข้อสังเกตว่าสวนสนามแล้วปฏิญาณไปก็ทำไม่ได้อย่างที่ปฏิญาณ เพราะมีการก่อรัฐประหารอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจะสวนสนามไปทำไม
ผู้แทนของกองทัพตอบด้วยเสียงอันดังว่า "เราก่อรัฐประหารกับคนชั่วเท่านั้น" แล้วทหารครึ่งนึงก็หัวเราะกันครื้นเครง
.... ปัญหาก็คือ ส.ส. ก้าวไกลไม่เจ็บนะ เพราะยังไม่เคยถูกรัฐประหาร แต่ส.ส. ที่เจ็บก็คือ ส.ส. เพื่อไทยที่โดนรัฐประหารมาสองรอบแล้วนี่แหละ คนเล่าบอกว่าสังเกตุอาการหลายคนดูตกใจ
มันเลยเกิดปฏิกิริยาต่อเนื่อง จากที่ ส.ส. เพื่อไทยพยายามพูดสนับสนุนงบประมาณให้กองทัพ กลายเป็นช่วยกันยกมือ แขวนงบมันซะเลย
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ทหารส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าการรัฐประหารเป็นเรื่องผิด กลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมและควรทำด้วยซ้ำ สังเกตุได้จากการพูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่าก่อรัฐประหาร และหัวเราะกันเหมือนกับเห็นด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ทหารที่มาชี้แจง ก็มาในนามของผู้บังคับบัญชาของตัวเอง เช่นทหารจากกองทัพบกก็มาแทนผู้บัญชาการทหารบก ดังนั้นคำพูดหรือการกระทำของตัวแทน ก็ถือเป็นคำพูดและการกระทำของผู้บัญชาการทหารบกด้วย
ฟังเรื่องนี้ผมก็ยิ่งมั่นใจเหมือนใจความที่เคยพูดใน Daily Topics กับ Winyu John Wongsurawat นี่แหละว่า กองทัพไม่เคยหยุดเล่นการเมือง และหาจังหวะก่อรัฐประหารแน่นอน
อย่าคาดหวังให้กองทัพไทยมีความเป็นมืออาชีพให้มากนักเลยครับ ถ้าประชาชนอยู่เฉย ๆ เขาไม่มีทางเป็นทหารอาชีพได้หรอก ดังนั้นประชาชนอย่าหยุดที่จะกดดันกองทัพและตรวจสอบกองทัพครับ อย่าให้เขาคิดว่าประเทศนี้อยู่ใต้รองเท้าบูทของเขา จะทำอะไรก็ได้ตามใจไม่มีใครต่อต้านได้

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1014278694038826&set=a.438131588320209
.....

Puangthong Pawakapan
7 minutes ago
·
"เราก่อรัฐประหารกับพวกคนชั่วเท่านั้น"
เป็นไงล่ะ ทุกวันนี้เพื่อไทยก็ยังปกป้องอุ้มชูกองทัพอยู่ ตั้งแต่ได้เป็นรัฐบาลก็ไม่กล้าคิดเรื่องปฏิรูปกองทัพเลย ช่วยกันรับใช้ต่อไปค่ะ






 

ไม่เห็นหน้านานเลย คุณหญิงอรอนงค์ สิริวชิรภักดิ์? ผู้ได้นามสกุลใหม่ "ปิยนาฏวชิรพัทธ์" แปลว่า "นางรำที่รัก ผู้มีกายปฏิพัทธ์กับผู้ใหญ่บ้าน"


ไม่เห็นหน้านานเลย คุณหญิงอรอนงค์ สิริวชิรภักดิ์?
จาก @SaiSeeMaP twitter
Jun 3, 2022
.....

Somsak Jeamteerasakul
12 hours ago
·
อรอนงค์ ปิยนาฏวชิรพัทธ์ เป็นนามสกุลใหม่ เปลี่ยนจาก "อรอนงค์ สิริวชิรภักดิ์"
คุณ สมเด็จพระจักรพรรดินีศรีศศิเฌอปรางวัชรสุภางควดี ได้แปลไว้ดังนี้
"ปิยนาฏวชิรพัทธ์"
- ปิยะ = ผู้เป็นที่รัก
- นาฏ = นางละคร นางรำ
- วชิร = ผู้ใหญ่บ้าน
- พัทธ์ = ผูก ติด เชื่อมกัน
ปิยนาฏวชิรพัทธ์ = นางรำที่รัก ผู้มีกายปฏิพัทธ์กับผู้ใหญ่บ้าน



รัฐไทยกล้าทำไม่กล้ารับผิด - 78 วันนางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม (บุ้ง) เสียชีวิต ทวี สอดส่อง คุณทำอะไรอยู่


....
ภัควดี วีระภาสพงษ์
8 hours ago
·
รัฐไทยกล้าทำไม่กล้ารับผิด

Krisadang-Pawadee Nutcharus
7 hours ago
·
คำแถลงกรณีการเสียชีวิตของ นางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม (บุ้ง)
วันนี้ ( 31 กรกฎาคม 2567 ) ซึ่งนับเป็นวันที่ 78 ของการเสียชีวิตของนางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง จำเลยในคดีอาญาของศาลอาญาและศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งถูกขังอยู่ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ กรุงเทพมหานคร โดยหมายขังของศาลยุติธรรมทั้งสองแห่ง ในฐานะทนายความของนางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง เห็นว่า การเสียชีวิตของบุ้งในวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ยังคงไม่ได้รับการชี้แจงถึงสาเหตุการตายและรายละเอียดอื่นๆที่เกี่ยวข้องในการเสียชีวิตของบุ้งจากหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบแต่อย่างใด
กระทรวงยุติธรรมซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลดูแลรับผิดชอบกรณีดังกล่าวยังมิได้ดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิตของบุ้งเลย และในส่วนหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจสอบค้นหาความจริงรวมทั้งค้นหาความรับผิดชอบจากกรณีการเสียชีวิตของบุ้งก็ยังมิได้มีการดำเนินการใดๆจนบัดนี้
​ข้าพเจ้าในฐานะทนายความของบุ้งในคดีอาญาที่เธอถูกกล่าวหาและยังไม่มีคำพิพากษาใดๆว่าเธอได้กระทำความผิดตามที่รัฐกล่าวอ้างทั้งสิ้น เห็นว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้เป็นข้อด่างพร้อยอย่างชัดเจนของกระบวนการยุติธรรมไทย
​แต่ถึงอย่างไรก็ตามเราได้ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงในกรณีการตายของบุ้งเพียงเท่าที่จะสามารถหาได้จากพยานหลักฐานทั้งรายงานทางการแพทย์และภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกจากกล้องวงจรปิดสถานที่เกิดเหตุ รวมทั้งจากพยานบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าวทำให้ได้ข้อยุติในข้อเท็จจริงที่รวบรวมได้ดังต่อไปนี้
​ข้อ 1. จากพยานหลักฐานที่จะระบุท้ายคำแถลงฉบับนี้ทำให้เราเชื่อได้ว่า นางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง ถึงแก่ความตายที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่เช้าวันที่ 14 พฤษภาคม 2567
​ข้อ 2. จากพยานหลักฐานภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกจากกล้องวงจรปิดในบริเวณห้องขังของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งนางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง รักษาตัวอยู่นั้นเห็นว่า ในครั้งแรกที่พบว่า นางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง มีอาการอยู่ในภาวะวิกฤตินั้น ไม่มีการกู้ชีพโดยใช้แพทย์หรือพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญและการกู้ชีพโดยบุคคลที่ปรากฎในภาพก็เป็นการช่วยเหลือโดยไม่เป็นตามหลักวิธีทางการแพทย์ และไม่มีการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลทั่วไปต้องมีอยู่ในการกู้ชีพแต่อย่างใด
​ข้อ 3. การเคลื่อนย้ายนางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง จากเตียงผู้ป่วยไปสู่ห้องฉุกเฉินของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ใช้เวลานานเกินสมควรและน่าจะมีข้อผิดพลาดในการช่วยเหลือ เพราะเห็นได้ชัดว่าในขณะทำการกู้ชีพนั้นที่บริเวณหน้าท้องของนางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้งมีอาการบวมจนสังเกตุได้จากภาพเคลื่อนไหวจากกล้องวงจรปิดของห้องฉุกเฉินที่ได้รับจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์
​ข้อ 4. การตัดสินใจส่งตัวนางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง ออกจากของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ไปยังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งอยู่ห่างไกลมากกว่าโรงพยาบาลทันสมัยอื่นที่อยู่ใกล้เคียง โดยในขณะนั้นนางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง มีหลักฐานบ่งชี้ชัดว่านางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง ไม่มีสัญญาณชีพแล้วจึงน่าจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้รับผิดชอบ
​ข้อ 5. จากภาพของกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ในขณะที่รถพยาบาลของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์นำตัวนางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง ไปส่งนั้นระบุชัดเจนว่าในการนำตัวนางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง ออกจากรถพยาบาลเพื่อส่งต่อเข้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรตินั้นใช้เวลานานเกินสมควรและผิดปรกติอย่างมาก ทั้งเห็นได้ว่าแพทย์ผู้มากับรถพยาบาลนั่งมาคู่กับคนขับมิได้อยู่กับผู้ป่วยที่อยู่ตอนหลังของรถแต่อย่างใด
​ข้อ 6. จากรายงานบันทึกทางการแพทย์ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติในขณะที่รับตัวนางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้งนั้นระบุชัดเจนว่าเธอไม่มีสัญญาณชีพแล้ว และพบว่าการสอดท่อช่วยหายใจที่จะนำอากาศเข้าสู่ปอดนั้นเกิดความผิดพลาด โดยท่อช่วยหายใจนั้นถูกสอดใส่ไปในหลอดอาหารแทนที่จะสอดใส่ไปที่ในท่อหายใจ ซึ่งแพทย์ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติได้บันทึกไว้ว่าต้องมีการแก้ไขสอดท่อใหม่ให้ถูกต้อง อีกทั้งจากการชันสูตรพลิกศพภายหลังพบว่ามีอากาศอยู่ในช่องท้องของผู้ตายจำนวนมากจนทำให้มีอาการป่องบวมอย่างเห็นได้ชัด
​ข้าพเจ้าขอเรียนว่า ข้อสังเกตุทั้ง 6 ประการข้างต้นนั้น ทนายความและญาติพร้อมทั้งผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียได้ตั้งข้อสังเกตุจากรายงานทางการแพทย์ของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และรายงานทางการแพทย์ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และรายงานจากการผ่าชันสูตรร่างกายผู้เสียชีวิตภายหลังการตาย รวมทั้งจากภาพเคลื่อนไหวของกล้องวงจรปิดเท่าที่ได้รับจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติเท่านั้น สำหรับรายละเอียดการวิเคราะห์ทางการแพทย์และทางเคมีรวมทั้งหลักวิชาการกู้ชีพในภาวะวิกฤติกรณีความบกพร่องในการช่วยชีวิตผู้ป่วยนั้นได้จัดทำขึ้นต่างหากเพื่อใช้สำหรับการไต่สวนการตายในชั้นพิจารณาคดีของศาลต่อไป
​ข้าพเจ้าขอเรียนว่าทนายความของผู้ตายในกรณีนี้ เห็นว่า นางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้งได้เสียชีวิตที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ กรุงเทพมหานครแล้ว การไต่สวนการตายในกรณีนี้จึงต้องกระทำที่ศาลอาญาซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเท่านั้น
​ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการสอบสวนของกระทรวงยุติธรรมซึ่งได้ตั้งขึ้นเพื่อสอบสวนกรณีนี้เร่งดำเนินการสอบสวนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว พร้อมทั้งเร่งชี้แจงผลการสอบสวนพร้อมรายละเอียดทั้งหมดต่อประชาชนและผู้เกี่ยวข้องโดยด่วน ก่อนที่จะมีการไต่สวนการตายของนางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง ณ ศาลที่มีอำนาจตามกฎหมายต่อไป
นายกฤษฎางค์ นุตจรัส
31 กรกฎาคม 2567
เป็นเวลา 78 วันนับจากการตายของบุ้ง
.....

lll•ประวัติศาสตร์แนวเอียง•lll @somsakjeam112
·May 14

วันนี้นักโทษการเมืองอดอาหารตายคาคุกในรัฐบาลเพื่อไทย เพื่อไทยจะ “ปล่อยนักโทษทางความคิด” กี่โมงงงงงงง



“บริษัท Apple” เลือก “ประเทศไทย” เป็นโลเคชั่นถ่ายทำโฆษณา กลายเป็นประเด็นดราม่าร้อนแรง 🍎 โดยใช้ชื่อคลิปว่า The Underdogs: OOO (Out Of Office) | Apple at Work ซึ่งได้เผยแพร่ไปเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 67 - ได้ดูยัง ?


The Underdogs: OOO (Out Of Office) | Apple at Work

Apple

Jul 18, 2024

Join Apple at Work for one heck of a business trip as the Underdogs head to Thailand to get stuff made! See Mac, iPhone, iPad, and Apple Vision Pro come together to help them find a new packaging factory, solve last-minute design changes, create prototypes, break down language barriers, and so much more.

This is Apple at Work.

https://www.youtube.com/watch?v=SbYckRAt5os
.....


The Earth
Yesterday
·
“บริษัท Apple” เลือก “ประเทศไทย” เป็นโลเคชั่นถ่ายทำโฆษณา

โดยคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ในยูทูบช่องทางการของ Apple
ซึ่งใช้ชื่อคลิปว่า The Underdogs: OOO (Out Of Office) | Apple at Work ซึ่งได้เผยแพร่ไปเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 67
เนื้อหาในคลิปเกี่ยวกับพนักงานบริษัทจากประเทศสหรัฐอเมริกาต้องเดินทางมาประเทศไทยเพื่อหาโรงงานผลิตสินค้า ซึ่งระหว่างที่อยู่ในไทยนั้นก็จะมีอาจมีปัญหาทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรมเข้ามาเป็นอุปสรรค แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดีด้วยการใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ จากผลิตภัณฑ์ Apple เข้าช่วยแก้ปัญหานั่นเอง
ซึ่งสีสันของคลิปสั้นนี้ก็คือได้เห็นความเป็นไทยในอีกแง่มุมของการทำงาน โดยเฉพาะการเดินทางในประเทศไทยด้วย รถตุ๊กตุ๊ก รถแท็กซี่ เรือข้ามฟาก รถไฟ และรถเมล์หวานเย็น ที่ทั้งโกลาหล วุ่นวาย และจอแจ
เมื่อเป็นช่วงคลิปที่แสดงถึงการได้มาพักผ่อนตามสถานที่ต่างๆ ก็ดูเอ็นจอยและอยากออกไปท่องเที่ยวตามไม่ใช่น้อย โดยในคลิปจะได้เห็นสถานที่ต่างๆ มากมาย อาทิ ถนนเยาวราช หัวลำโพง โรงแรม และร้านอาหารสตรีทฟู้ดต่างๆ
แต่กลายเป็นประเด็นดราม่าร้อนแรง มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนไทยไปในทิศทางลบว่า รู้สึกไม่ปลื้มอย่างแรง เพราะองค์ประกอบ สถานที่ คอสตูม ขัดกับสิ่งที่ Apple นำเสนอมาก ๆ
แถมมีการย้อมสีภาพให้ออกโทน “สีเหลือง” ค่อนข้างที่จะเหยียด สื่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยได้ออกมาล้าหลัง และด้อยพัฒนา
ไม่เพียงแค่นั้น ในเรื่องของการเดินทาง ที่ค่อนข้างเก่า จนเหมือนโลเคชั่นของการถ่ายทำเป็นประเทศอื่นไปเลย

Apple
The Underdogs: OOO (Out Of Office) | Apple at Work

(https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid02PaHP8WCDCpTYYW1Nqm3DJy4uTwpzLfMs5CSopigU1EGBkSUPrrhJsbRuecTDwGmpl&id=100086383039831)

https://www.youtube.com/watch?v=SbYckRAt5os


เฮ้อ มันเกิดอะไรขึ้น เจอ ปลานิลคางดำ สายพันธุ์ใหม่?


ขยี้ตาแหก! นี่มันเกิดอะไรขึ้น ปลานิลคางดำ สายพันธุ์ใหม่? | อมรินทร์อัปเดต

AMARINTV

Jul 31, 2024 

ขยี้ตาแหก! นี่มันเกิดอะไรขึ้น ปลานิลคางดำ สายพันธุ์ใหม่? | อมรินทร์อัปเดต

https://www.youtube.com/watch?v=sum5qtEfiu4


นางจำปี พรหมงาม เจ้าของบ่อเลี้ยงปู ถึงทางตัน..! ลงทุนเลี้ยงปู 100,000 กว่าบาท ตอนจับขาย เหลือปูแค่ 20 กิโลฯ ที่เหลือเป็น "ปลาหมอคางดำ" 4 ตัน


Thai PBS News 
17 hours ago
·
ถึงทางตัน..! ลงทุนเลี้ยงปู 100,000 กว่าบาท ตอนจับขาย เหลือปูแค่ 20 กิโลฯ ที่เหลือเป็น "ปลาหมอคางดำ" 4 ตัน
นางจำปี พรหมงาม เจ้าของบ่อเลี้ยงปู ในอำเภอบางบ่อ สู้กับปลาหมอคางดำมาแล้ว 2 ปี นับวันยิ่งรุนแรง รอบนี้ ปล่อยพันธุ์ลูกปู ตัวขนาดเหรียญบาท ลงบ่อ 9,000 ตัว รวมลงทุน 100,000 กว่าบาท
ผ่านไป 3 เดือนเศษ เมื่อวานถึงเวลาจับปู ปรากฏว่าได้ปูที่รอดมา เพียงแค่ 20 กิโล ขายได้ 8,000 บาท นอกนั้น ในบ่อเต็มไปด้วยปลาหมอคางดำ ตัวโตเกือบ 4,000 กิโล พวกมันกินลูกปู ตอนลอกคราบ
อย่าว่าแต่จะเอาไปขายได้กี่บาท เพียงแค่คิดจะเอาไปทิ้ง ให้ทันไม่เน่าเหม็น ก็เหนื่อยแล้ว
นางจำปี บอกว่า ตอนนี้รู้สึกจนตรอกแล้ว ยังคิดไม่ออก จะไปทำอะไรดี จะไปเป็นลูกจ้างในโรงงาน อายุก็มากเกินไป ไม่ไหวแล้วจริงๆ ถึงทางตันแล้ว สู้ไม่ไหวแล้วจริง ๆ
ที่นี่ ม.12 ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ
ปลาหมอคางดำ ในมือนางจำปี น้ำหนักครึ่ง กก.
ส่วนปูหนัก 7 ขีด
เอาปูไปขายได้กิโลกรัมละ 400 - 900 บาท เอาปลาหมอคางดำไปขาย ได้กิโลกรัมละ 3 - 5 บาท


https://www.facebook.com/ThaiPBSNews/posts/pfbid02pKjviNRuhLpmsQB2TReAWHQqpzZPfguYzAoNpYwKcy6vCns4CqpfNzd9kuWxK2t6l


ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 2 ปี “เพนกวิน” คดี ม.112 กรณีโพสต์รูป ร.10 ปี 64


ศาลอาญาพิพากษาจำคุก "เพนกวิน" 2 ปี กรณีโพสต์ภาพพระบรมฉายาลักษณ์กลับหัวและโพสต์ด้วยรักและฟัคยู 

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
13 hours ago
·
ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 2 ปี “เพนกวิน” คดี ม.112 กรณีโพสต์รูป ร.10 ปี 64
.
.
วันที่ 31 ก.ค. 2567 เวลา 9.00 น. ศาลอาญา รัชดาฯ นัดฟังคำพิพากษาในคดีของ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักกิจกรรมทางการเมือง ผู้ถูกกล่าวหาในคดี “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีโพสต์รูปในหลวงรัชกาลที่ 10 เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2564
.
ศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี ก่อนลดเหลือ 2 ปี เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์
.
สำหรับคดีนี้มี นพดล พรหมภาสิต จากกลุ่มศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) เป็นผู้แจ้งความกล่าวหาต่อพริษฐ์ โดยทางตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ได้เข้าแจ้งข้อกล่าวหาระหว่างเพนกวินถูกคุมขังในเรือนจำเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2564
.
พริษฐ์ได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และภายหลังถูกฟ้องคดี ศาลได้นัดหมายสืบพยานไปในช่วงเมื่อวันที่ 14-17 พ.ค. 2567 และศาลอาญาได้นัดอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2567 แต่เพนกวินไม่ได้เดินทางมาศาล ทำให้ศาลสั่งออกหมายจับ และนัดฟังคำพิพากษาใหม่อีกครั้งในวันนี้ โดยให้อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย
.
เวลาประมาณ 9.20 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 905 ทนายความและผู้สังเกตการณ์คดีเดินทางมาศาล ต่อมาศาลออกนั่งพิจารณาคดีและอ่านคำพิพากษาในคดีนี้ สามารถสรุปได้ดังนี้
.
พิเคราะห์พยานโจทก์และจำเลย รับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยโพสต์รูปและข้อความตามฟ้องจริง แม้ในการเบิกความจำเลยจะปฏิเสธว่าตนไม่ได้เป็นผู้โพสต์รูปและข้อความดังกล่าว แต่ศาลเห็นว่าจำเลยสามารถลบรูปเองได้ รวมถึงไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่เอาภาพของจำเลยไปโพสต์ นี่จึงแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นกับผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว
.
นอกจากนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จากพยานโจทก์ทุกปากได้แก่ ตรีดาว อภัยวงศ์, มหัศจักร โสดี, คมสัน โพธิ์คง, พ.ต.ต.ชัยยุทธ เชียงสอน, พ.ต.ต.หญิงกนกวรรณ สีสะอาด, พ.ต.ท.คมสัน ทุติยานนท์ และ ร.ต.อ.ณัฐวัฒน์ ตาแว่น เบิกความโดยสอดคล้องกันว่า ภาพดังกล่าวเข้าลักษณะดูหมิ่นและแสดงความอาฆาดมาดร้ายในหลวงรัชกาลที่ 10 ถือเป็นการลดทอนคุณค่าสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นการดูหมิ่นพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และการที่จำเลยโพสต์โดยตั้งค่าเป็นสาธารณะ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ จึงถือเป็นความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วยเช่นกัน
.
พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) เนื่องจากเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุด คือมาตรา 112 ลงโทษจำคุก 3 ปี เห็นว่าจำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 2 ปี
.
ทั้งนี้ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากคดีอื่นนั้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาแล้วหรือไม่ จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอส่วนนี้ให้ยก
.
โจทก์เห็นว่าข้อความเป็นการอาฆาตมาดร้ายรัชกาลที่ 10 ด้าน“เพนกวิน” ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันพฤติการณ์ไม่เข้าองค์ประกอบ ม.112 เพียงเรียกร้องให้แก้ไขปัญหา 3 ประการ
.
สำหรับคดีนี้ พริษฐ์ได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และศาลได้นัดหมายสืบพยานที่ห้องพิจารณาคดี 905 ในช่วงวันที่ 14-17 พ.ค. 2567
.
ฝ่ายโจทก์ได้นำพยานเข้าสืบทั้งหมด 8 ปาก ได้แก่ นพดล พรหมภาสิต ผู้กล่าวหา, ตรีดาว อภัยวงศ์ อาจารย์สอนศิลปะและการแสดง, มหัศจักร โสดี นักกฎหมายกลุ่ม ศชอ., คมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านนิติศาสตร์, พ.ต.ต.ชัยยุทธ เชียงสอน พนักงานสืบสวน บก.ปอท. และพนักงานสอบสวน บก.ปอท. 3 นาย ได้แก่ พ.ต.ต.หญิงกนกวรรณ สีสะอาด, พ.ต.ท.คมสัน ทุติยานนท์ และ ร.ต.อ.ณัฐวัฒน์ ตาแว่น
.
พยานโจทก์ทั้งหมดเบิกความไปในทำนองเดียวกันว่า ภาพถ่ายและข้อความของจำเลยเป็นการแสดงออกด้วยท่าทางและข้อความซึ่งมีเจตนาหมิ่นประมาท ด่าหยาบคาย ทำให้ผู้ถูกด่าเสื่อมเสียชื่อเสียง นอกจากนี้ยังมีการเชิญชวนให้ประชาชนใส่เสื้อดำในวันพระราชสมภพ ซึ่งถือเป็นการดูหมิ่น ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 6 ที่จะล่วงละเมิดกษัตริย์ไม่ได้
.
ขณะที่ฝั่งจำเลยนำพยานเข้าสืบทั้งหมด 2 ปาก พริษฐ์คือยืนยันว่า ตนไม่ได้ทำผิดตามฟ้อง เพราะว่าการกระทำไม่เข้าองค์ประกอบ ภาพที่ถูกกล่าวหาไม่ได้มีความหมายหมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ เป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพื่อให้ปัญหา 3 ประการถูกแก้ไข
.
#ประการแรก คือไม่ต้องการให้ทหารแอบอ้างสถาบันกษัตริย์ไปใช้ทางการเมือง เพราะว่าที่ผ่านมาได้มีการนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นเหตุผลที่ใช้ในการก่อรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นรัฐประหารปี 2534, 2549 และ 2557 การรัฐประหารจะต้องมีการนำสถาบันมาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ อย่างแถลงการณ์รัฐประหารปี 2549 ได้มีการอ้างว่าหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ทหารถึงได้มีการออกมาล้มล้างระบอบประชาธิปไตย
.
การนำสถาบันกษัตริย์ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเป็นเรื่องไม่สมควร เป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติเกินกว่าจะประมาณได้ โดยไม่เคยมีผู้นำรัฐประหารคนใดถูกลงโทษย้อนหลัง นอกจากนี้ยังมีชีวิตที่สุขสบาย ตัวอย่างเช่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นองคมนตรี
.
หลายประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่มีการรัฐประหาร อย่างประเทศอิตาลีและกรีซเคยมีสถาบันกษัตริย์ แต่ปัจจุบันไม่มีแล้วเพราะสองประเทศนี้เคยสนับสนุนเผด็จการทหาร นอกจากนี้ยังมีประเทศสเปนที่มีความพยายามที่จะรัฐประหาร แต่กษัตริย์ได้ยับยั้งเอาไว้
.
ทั้งนี้ จำเลยต้องการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อไม่ให้รัฐประหารมาเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ สถาบันกษัตริย์จะได้อยู่อย่างมั่นคงสถาพร ไม่เป็นที่ครหา
.
#ประการที่สอง คือต้องการให้ยุติการหากำไรในนามของกษัตริย์ ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ มีการเกิดโรคระบาดโควิด-19 อย่างรุนแรง เป็นผลให้ประชาชนล้มหายตายจากเป็นจำนวนมาก และประเทศไทยก็ไม่มีวัคซีน ซึ่งต่อมา รัฐบาลได้นำวัคซีนซิโนแวคเข้ามาแจกจ่ายให้กับประชาชน แต่วัคซีนนี้ก็ถูกตั้งคำถามถึงคุณภาพและความปลอดภัย ทำให้ประชาชนไม่อยากใช้
.
นอกจากวัคซีนซิโนแวคแล้วยังมียี่ห้ออื่นที่ดีกว่า แต่รัฐบาลก็ให้แค่วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งผลิตโดยสยามไบโอไซน์ เป็นทั้งผู้ผลิตและจัดจำหน่าย โดยปรากฏว่ามีผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือในหลวงรัชกาลที่ 10 ดังนั้นจึงเป็นที่ครหาว่ากษัตริย์เกี่ยวข้องกับการค้าขายวัคซีน เพราะไม่ใช่การแจกฟรี แต่เป็นการค้าขายได้กำไร
.
ทั้งนี้ ถ้าเกิดว่าวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้ามีผลอันตรายแก่ชีวิต ย่อมส่งผลกระทบต่อสถาบันกษัตริย์ในภายภาคหน้า เพราะวัคซีนผลิตโดยสยามไบโอไซน์ การค้ากำไรดังกล่าวเสี่ยงที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์เสื่อมเสียได้
.
#ประการที่สาม คือต้องการสะท้อนให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นเครื่องมือปราบปรามผู้เห็นต่างจากรัฐ โดยเฉพาะหลังรัฐประหารปี 2557 มีการใช้มาตรา 112 สูงมากทั้งฟ้องต่อศาลอาญาและศาลทหาร ซึ่งคนที่ถูกฟ้องคดีเป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร รวมถึงการสืบทอดอำนาจของทหาร
.
ทั้งหมดนี้ พริษฐ์ยืนยันว่าเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ สามารถทำได้ตามกฎหมายและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งไทยร่วมลงนามรับรองไว้ ยิ่งไปกว่านั้นรัฐธรรมนูญไทยก็เขียนไว้ว่า ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตย กษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจแทน ดังนั้นแล้วประชาชนจึงมีสิทธิที่จะแสดงออกทุกประการ
.
นอกจากนี้การที่เอาภาพในหลวงรัชกาลที่ 10 กลับหัว จำเลยไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นหรืออาฆาตมาดร้าย แต่ต้องการสื่อถึงในเชิงศิลปะว่าให้ผลิกมุมมองเพื่อให้คนมาสนใจทั้งสามประเด็นที่ตนกล่าวไป หากปัญหา 3 ประการนี้ได้รับการแก้ไข สถาบันกษัตริย์ก็จะมั่นคงสถาพรสืบต่อไป
.
อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีแรกที่เพนกวินถูกกล่าวหาและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาออกมา โดยเพนกวินถูกกล่าวหาในข้อหานี้รวมทั้งหมด 25 คดี เท่าที่ทราบข้อมูล นับได้ว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 ด้วยจำนวนคดีมากที่สุดในประวัติศาสตร์
.
.
อ่านบนเว็บไซต์:
https://tlhr2014.com/archives/68889


ความเป็นมาของ “ปลานิลพระราชทาน”


ธนฤทธิ์ พรมทา
6 days ago
·
ปลานิล กินอร่อย ราคาไม่เเพง สารพัดเมนู เเกง,นึ่ง,ทอด, ตามเเต่ไอเดีย คนทำ
ปลานิล เป็นปลาที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ประชาชนชาวไทย มีต้นกำเนิดมาจากพันธุ์ปลา Nile tilapia จำนวน 50 ตัว ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิอากิ ฮิโต เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฏราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลี้ยงไว้ในบ่อที่สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต จนแพร่ขยายพันธุ์เป็นจำนวนมาก
ปลาชนิดนี้เจริญเติบโตดี เลี้ยงง่าย และเนื้อมีรสชาติดี เหมาะที่จะเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญของประชาชนทั่วไป จึงพระราชทานปลาที่เพาะเลี้ยงจากสวนจิตรลดาจำนวน 10,000 ตัว แก่กรมประมง เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2509 เพื่อขยายพันธุ์และแจกจ่ายแก่ประชาชนเพื่อนำไปเลี้ยงในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานชื่อปลาชนิดนี้ว่า “ปลานิล” ปัจจุบันปลานิลเป็นปลาที่นิยมบริโภคโดยทั่วไปในประเทศ และสามารถส่งออกนำรายได้เข้าประเทศมีมูลค่าถึงประมาณ 900 ล้านบาทต่อปี
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฏราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้น้อมเกล้าฯ ถวายปลาน้ำจืดในตระกูลทิลาเปีย (tilapia) จำนวน 50 ตัว แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในระยะแรกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำปลาดังกล่าวไปเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ บริเวณพระตำหนักสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ต่อจากนั้นได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายปลาลงเลี้ยงในบ่อดิน และต่อมาในเวลาประมาณ 5 เดือนเศษ ปรากฏว่าในบ่อที่เลี้ยงมีลูกปลาเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุดบ่อดินเพิ่มขึ้นเป็น 6 บ่อ เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2508 ได้ทรงปล่อยปลาลงเลี้ยงในบ่อเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหน้าที่กรมประมงทำการตรวจสอบการเจริญเติบโตของปลาทุกเดือน ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่า ปลาชนิดนี้เจริญเติบโตได้รวดเร็วมาก มีขนาดเฉลี่ยถึง 178.8 กรัม ในระยะเวลา 6 เดือน
ในวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานลูกปลาดังกล่าว ขนาดความยาว 3–5 เซนติเมตร จำนวน 10,000 ตัว จากบ่อดินในบริเวณพระตำหนักสวนจิตรลดา แก่กรมประมงเพื่อนำไปขยายพันธุ์ ณ แผนกทดลองและเพาะเลี้ยงในบริเวณเกษตรกลางบางเขน จังหวัดพระนครและสถานีประมงต่างๆ 15 แห่ง ทั่วราชอาณาจักร เพื่อให้ดำเนินการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์พร้อมกัน และได้พระราชทานชื่อปลาชนิดนี้ว่า “ปลานิล”
เมื่อปลานิลแพร่ขยายพันธุ์ออกไปได้มากเพียงพอแล้ว กรมประมงจึงได้แจกจ่ายพันธุ์ปลานิลให้แก่ราษฎรเพื่อนำไปเพาะเลี้ยงตามความต้องการ และกรมประมงได้กำหนดให้วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2510 ซึ่งเป็นวันที่ครบกำหนดระยะเวลา 1 ปี 5 เดือน นับแต่วันที่กรมประมงได้รับพระราชทานปลานิลมาเป็นวันแจก “ปลานิลพระราชทาน” ให้แก่ราษฎร โดยในระหว่างวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2510 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ.2513 รวมระยะเวลาประมาณ 3 ปี กรมประมงได้แจกจ่ายพันธุ์ปลานิลไปเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 5,093,900 ตัว
อนึ่ง หลังจากที่ได้พระราชทานปลานิลให้แก่กรมประมงเพื่อนำไปเพาะขยายพันธุ์แล้ว ยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมประมงนำพันธุ์ปลานิลที่ทรงเพาะไว้ไปแจกจ่ายแก่ราษฎรอีกเป็นประจำทุกเดือน จนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2512 รวมเป็นพันธุ์ปลาทั้งสิ้น 92,269 ตัว แม้กระนั้นก็ดี จำนวนพันธุ์ปลานิลที่ได้ยังไม่เพียงพอแก่ความต้องการของพสกนิกรที่ต้องการนำพันธุ์ปลานี้ไปเพาะเลี้ยง โดยเฉพาะที่แผนกทดลองและเพาะเลี้ยงในบริเวณเกษตรกลางบางเขน ได้มีราษฎรมาติดต่อขอรับพันธุ์ปลานิลเดือนละไม่ต่ำกว่า 100,000 ตัว ความทราบถึงใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุดบ่อขนาดใหญ่ในสวนจิตรลดาเพื่มขึ้นอีก 1 บ่อ เพื่อช่วยเร่งผลิตพันธุ์ปลานิลให้เพียงพอแก่ความต้องการของพสกนิกรของพระองค์ต่อไป
ที่มาของข้อมูล :: กองวิจัยเเละพัฒนาสัตว์น้ำ
กรมส่งเสริมการเกษตร

https://www.facebook.com/tanaritepormta1975/posts/pfbid02xuJUmj17LyPPYLWv1gXDaehFYAUQrY6s7ZyCBamYmrA2mjmZENEWLXWu4e2Hh7Pbl


การฟ้องปิดปากมีมานานแล้ว ตอนนี้เรายังไม่มีกฏหมายที่จะใช้แยก คดี SLAPP (ฟ้องปิดปาก) และ คดี หมิ่นประมาท จริงๆ ประชาชนต้องช่วยกันผลักดันสภาฯ

https://www.facebook.com/100090471065009/videos/1278054666688896/?t=0


"สภาทนายความ" ฟ้องเอกชน-กรมประมง ทำ "ปลาหมอคางดำ" ระบาด



31 ก.ค. 67
Thai PBS

คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม สภาทนายความ และคณะทำงานสำนักงานคดีปกครอง เตรียมยื่นฟ้องคดีแพ่ง “บริษัทเอกชน” และคดีปกครอง “กรมประมง” จากกรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำใน 17 จังหวัด โดยกำหนดยื่นฟ้องในวันที่ 16 ส.ค.นี้
วันนี้ (31 ก.ค.2567) หลักฐานสำคัญที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมสภาทนายความ และคณะทำงานสำนักงานคดีปกครอง ระบุว่า จะนำไปใช้ ในการยื่นฟ้อง บริษัทเอกชนในคดีแพ่ง คือ ข้อมูลงานวิจัย 2 ฉบับ ของกรมประมง ซึ่งมีรายงานผลการศึกษา จุดที่พบการระบาดของปลาหมอคางดำ เมื่อปี 2554 และดีเอ็นเอของปลาหมอคางดำ

ในการแถลงข่าว ระบุว่า เจ้าหน้าที่จะแยกดำเนินคดีแบบกลุ่ม เช่น กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งในบ่อ และกลุ่มผู้หาปลาธรรมชาติ เพื่อเรียกค่าเสียหาย หลังพบว่าทรัพยากรธรรมชาติ ได้รับผลกระทบจากปลาหมอคางดำ โดย อาศัย พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 433

นอกจากนี้ยังระบุว่า จะฟ้องดำเนินคดีปกครอง กับหน่วยงาน ที่อนุญาตให้นำเข้าปลาหมอคางดำเพื่อมาวิจัย ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมาย พร้อมทั้งร้องขอให้ศาลเร่งรัฐให้กรมประมง เรียกค่าเสียหายจากบริษัทเอกชน
ขณะที่ นายวิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ ระบุว่า จากการรวบรวมหลักฐาน เพื่อยื่นฟ้องทั้ง 2 คดี พบว่ามีน้ำหนักมากพอที่จะยื่นฟ้องก่อนวันที่ 16 ส.ค.นี้ ส่วนกรณีที่รัฐบาล ประกาศจะนำเงินมาแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำจำนวน 450 ล้านบาท ชาวบ้านระบุว่า เงินจำนวนนี้อาจไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา เนื่องจากหลายคนประสบปัญหานี้มานานกว่า 10 ปี

จึงอยากร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย พิจารณาประกาศเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่อนำงบประมาณของกระทรวงการคลัง มาช่วยเหลือ เนื่องจากมองว่าการฟ้องร้องคดีแพ่งกับบริษัทเอกชน ใช้ระยะเวลานาน อาจจะไม่ทันกับวิกฤตปัญหาเร่งด่วน

นอกจากนี้สภาทนายความยังออกแถลงการณ์ กรณีปลาหมอคางดำ ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาด “ปลาหมอคางดำ” ที่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ “หลุดรอดเข้าฟาร์มเพาะเลี้ยงกินสัตว์น้ำตัวอ่อนกุ้ง และปลา” สร้างความเสียหายให้เกษตรกรเป็นวงกว้างแล้วอย่างน้อย 16 จังหวัดในขณะนี้ กลายเป็นปัญหาใหญ่ กระทบและทำลายความหลากหลายของระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด น้ำกร่อย และลุกลามลงสู่ทะเล

ด้วยลักษณะเฉพาะปลาชนิดนี้สามารถปรับตัว “ทนทุกสภาพแวดล้อม” ทำให้ปลาท้องถิ่นถูกกินเป็นอาหารลดจำนวนลงแล้วปลาหมอคางดำนี้ก็จะเป็นปลาหลักในแหล่งน้ำนั้นแทน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคการประมง
หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เราอาจเห็นข่าวประกาศจับปลาหมอคางดำ ปรากฏในหลายพื้นที่ เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดของสัตว์น้ำต่างถิ่น ที่คุกคามระบบนิเวศ และสัตว์น้ำดั้งเดิม ซึ่งมีรูปแบบการดำเนินการที่หลากหลาย เช่น จัดแข่งขันจับปลาหมอคางดำด้วยการลากแหและอวน ระดมพลลงแขก ไปจนถึงการปล่อยปลาผู้ล่าสู่แหล่งน้ำ แต่การแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ก็ไม่ง่าย เพราะทั้งความที่ปล่อยปัญหานี้ไว้ยาวนาน มีการแพร่กระจายได้ง่าย

จากสถานการณ์ที่ระบบนิเวศกำลังเผชิญ แนวทางในการแก้ปัญหาตามหลักสากลทั่วโลก คือผู้ก่อปัญหาต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ การจัดการปัญหาปลาหมอคางดำระบาด ถ้าหากเลี้ยงแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ ควรจัดการอย่างไร

อาจเกิดการละเลยของผู้ที่นำเข้า หรือว่าเกิดความผิดพลาดของผู้ทดลองเลี้ยง จึงเกิดปัญหาขึ้นดังนั้นผู้ที่นำเข้าควรเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่าย ในการกำจัดปลาหมอคางดำ เป็นเจ้าภาพในการกำจัดจนกระทั่งเหลือปลาตัวสุดท้าย ต้องมีแผนจัดการในพื้นที่ระบาดหนักและหาทางควบคุมไม่ให้เกิดการระบาดในอนาคตอีก และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด้วย

กรณีนี้ ทั้งบริษัทผู้นำเข้า และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ต่างต้องร่วมกับผิดชอบในความผิดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพื่อรับผิดชอบการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ ความหละหลวมไม่มีมาตรการควบคุมที่ดี ปล่อยให้มีการนำเข้าจนมาสู่การระบาดของปลาหมอคางดำ
การคุกคามปลาพื้นถิ่นปลาต่างถิ่น ที่เข้าไปกัดกินสัตว์น้ำพื้นถิ่นและกุ้งหอยปูปลาในบ่อเลี้ยง สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกร รวมถึงระบบนิเวศเสียหายเป็นวงกว้าง

เอกชนผู้นำเข้า และภาครัฐจึงมีหน้าที่ต้องแก้ไขผลกระทบจากปลาหมอคางดำระบาด ต้องมีการเร่งรัดให้แก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และบริษัทเอกชน ที่นำพันธุ์ปลาเข้ามาในประเทศ ให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ

สภาทนายความได้จัดตั้งคณะทำงานลงตรวจพื้นที่และข้อเท็จจริง หาคนมารับผิดชอบกรณีต้นเหตุการนำเข้าปลาหมอคางดำ และการทำลายปลาหมอคางดำว่าเหตุใด จึงมีการแพร่กระจายพันธุ์ได้ จากนั้นจะฟ้องร้องทั้งคดีปกครอง คดีแพ่ง เพื่อให้เอกชนและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องรับผิดและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น แก่ผู้ได้รับผลกระทบ และความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ระบบนิเวศ
https://www.thaipbs.or.th/news/content/342561
.....
ชมคลิป
LIVE🔥 สภาทนายความฯ แถลงใหญ่ ลุยฟ้อง กรมประมง-เอกชน ทำปลาหมอคางดำระบาด | 31 ก.ค.67
(https://www.youtube.com/watch?v=IpgJMOdcmtg)


LIVE🔥 สภาทนายความฯ แถลงใหญ่ ลุยฟ้อง กรมประมง-เอกชน ทำปลาหมอคางดำระบาด | 31 ก.ค.67
THAIRATH Online Originals
Streamed live 14 hours ago
#ปลาหมอคางดำ #ไทยรัฐออนไลน์ #Thairath
LIVE🔥 สภาทนายความฯ แถลงใหญ่ ลุยฟ้อง กรมประมง-เอกชน ทำปลาหมอคางดำระบาด | 31 ก.ค.67 🎙 รายงานสดโดย บิว-พีระ คูหาเรืองรอง 🔴 สดจาก สภาทนายความฯ

งาน 📢 "รวมใจไทย สู้ทุนจีน" 📢 โอกาสเดียวที่ SME จะได้รวมพลังกัน ถกปัญหา หาทางออก เพื่อให้ธุรกิจไทยไปต่อได้!❗วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2567 💸 บัตรราคา 999 บาท


Mission To The Moon
July 26
·
ใครคิดว่าตัวเองได้รับผลกระทบจากทุนจีนบ้าง?
.
.
เหนื่อยไหม? กับการที่ทุนจีนเข้ามาแย่งชิงตลาดในประเทศไทยจน SMEs ตัวเล็กๆ อย่างเราแทบไม่มีทางสู้
.
เบื่อไหม? ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหนก็เจอแต่ธุรกิจสัญชาติจีน พูดอะไรออกไปก็เป็นแค่เสียงบ่น แถมไม่มีใครลุกขึ้นทำอะไรสักอย่าง
.
และทุกอย่างก็จะเป็นแบบเดิม จนทำให้ทุนจีนจะค่อยๆ กวาดล้างธุรกิจ SME ของไทยให้หายไปจากเศรษฐกิจในตลาดที่เรียกว่าบ้านของตัวเอง
.
ต้องรออีกนานเท่าไร? ต้องสูญเสียกันไปอีกมากเท่าไร? ถึงจะได้เวลาที่เหล่าผู้ประกอบการ และ SMEs ไทยทั้งหลายจะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้! เพื่อไม่ให้ไทยตกเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจ อย่างที่เห็นตัวอย่างมาแล้วในหลายประเทศทั่วโลก
.
พอแล้วกับการแก้ปัญหาด้วยการบ่น พอแล้วกับความอัดอั้นที่อยู่ในใจเป็นหมื่นล้านคำ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เครียด ชีวิตวนไปแบบนี้ เพราะนี่คือโอกาสเดียวที่เราจะได้แสดงความเห็นอย่างเปิดเผย!
.
.
พบกันที่งานเสวนา
"รวมใจไทย สู้ทุนจีน"
.
โอกาสเดียวที่ SME จะได้รวมพลังกัน ถกปัญหา หาทางออก เพื่อให้ธุรกิจไทยไปต่อได้!
.
จุดประสงค์ของงาน:
[ ] ร่วมระดมความคิดจากนักธุรกิจไทยและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
[ ] ฟังประสบการณ์ตรงจากนักธุรกิจที่เข้าใจวิธีการทำธุรกิจแบบจีนอย่างลึกซึ้ง และครบทุกมิติ
[ ] นำเสนอแนวทางแก้ปัญหา เพื่อนำเสนอให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
.
.
เตรียมพบกับ 3 Speakers หลัก ที่จะรับหน้าที่ขับเคลื่อนบทสนทนาให้กับเหล่าผู้ประกอบการไทย!
1. “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" - ผู้อยู่ในแวดวง e-commerce ของไทยมานานกว่า 20 ปี และเป็นบุคคลสำคัญที่ผลักดันเรื่องการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้านำเข้าจากจีนที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทจนสำเร็จ
.
2. รวิศ หาญอุตสาหะ - CEO และเจ้าของแบรนด์ศรีจันทร์ แบรนด์ไทยที่รู้ซึ้งดีกว่า การแข่งขันกับจีนนั้น มันมีอุปสรรคบางอย่างที่ SME ด้วยกันทำเองไม่ได้
.
3. “ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์” - เจ้าของเพจ Trick of the Trade และอดีตผู้ประสบภัยจากสินค้าจีนถล่มไทยรุ่นแรกๆ เมื่อสิบกว่าปีก่อน
.
พร้อมแขกรับเชิญพิเศษอีกหลายคน
.
.
ใครที่ควรมาฟัง:
.
1. เจ้าของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากธุรกิจจีน และ
2. เจ้าของธุรกิจที่คิดว่าธุรกิจของตัวเองไม่มีทางได้รับผลกระทบจากทุนจีน
.
.
วัน เวลา และสถานที่จัดงาน
วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2567
เวลา 9:00-12:00 น.
ที่ ห้อง Auditorium สมาคมนักเรียนเก่า สหรัฐอเมริกา (AUA)
(มีที่จอดรถ) หรือเดินทางโดย BTS สถานี ราชดำริ เดินแค่ 5 นาที
.
[ ] บัตรราคา 999 บาท
[ ] สามารถซื้อบัตรได้ที่ https://shop.line.me/@whatisit/product/1006563485
.
.
#รวมใจไทยสู้ทุนจีน
#เสวนานักธุรกิจ

https://www.facebook.com/missiontothemoonofficial/posts/1031816341633557?ref=embed_post


สรุป ทุกเรื่อง เกี่ยวกับ TEMU


ภาพจากอืนเตอร์เน็ต
.....

Pikileaks Lertsavetpong
14 hours ago
·
สรุป ทุกเรื่อง เกี่ยวกับ TEMU
.
.
1. เป็นแพลทฟอร์มขายของที่มี slogan ว่า shop like a billionaire ความหมายคือ เราจะทำให้ทุกคนซื้อของได้ราวกับเป็นมหาเศรษฐี เพราะเราขายของถูกจริงๆ (เออ มรึงคิดได้)
.
.
2. TEMU เป็นสนามรบของผู้ผลิตและโรงงานลงมาลุยกัน ใครที่จะเข้ามาใน platform ถูกบังคับให้เล่นเกมเดียวคือ ขายในราคาที่ต่ำสุด อัลกอริทึ่มของ temu คือ ใครยิ่งขายราคาถูก ร้านยิ่งถูกดันและเพิ่มการมองเห็น ไม่ต้องยิ่งแอด ไม่มีแคมเปญ double day ให้ทำ เพราะฉันขายถูกทุกวันอยู่แล้ว
.
.
3. คนที่ไม่ได้ผลิตของเอง เช่น แม่ค้าคนกลาง คนที่จับของมาขาย อาศัยยิงแอดแม่นๆ temu ไม่ใช่พื้นที่ของคุณ ถอยไปได้เลย
.
.
4. คนที่จะขายได้ ต้องโฟกัสที่การผลิตจริงๆ ทำให้ได้ scale ที่สุด โดยไม่ต้องสนใจกังวลกับงานที่ไม่ถนัด เช่น ทำแบรนด์ ทำคอนเทนต์ ทำแอด เพราะทุกอย่างที่ทำเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจและกระทบกับต้นทุนทั้งนั้น
.
.
5. ผู้ขายจะได้ข้อมูลความเคลื่อนไหวของตลาด (ทั้งโลก) ฟรีจาก temu ว่าตอนนี้มีความต้องการสินค้าแบบไหนบ้าง ขายอะไรกันอยู่บ้าง เพื่อให้ผู้ขายลดการเสียเงิน เสียเวลาในการมัวไปงมว่าอะไรขายดี รู้แล้วจะได้ไปโฟกัสการผลิตให้ถูกที่สุดออกมาขาย
.
.
6. ความน่ากลัวของ คือ TEMU เป็นแพลทฟอร์มที่เราเข้าไปซื้อของชิ้นเดียวในราคาที่ถูกมากจริงๆ ถูกกว่าราคาโรงงานบ้านเราอีก
.
.
7. ด้วยราคาขายที่เห็นอยู่ จะถอดสมการยังไงก็นึกไม่ออกว่า ขายราคานี้ได้ยังไงวะ เห็นแล้วก็อยากจะร้องไห้ (ไม่ทุกตัว แต่ก็เยอะ)
.
.
8. จุ่มเข้าไปดูในหน้าร้านมา 10 ร้าน มั่นใจเลยว่าเป็นร้านคนจีนแผ่นดินใหญ่ทั้งหมด ทุกคอนเทนต์ คุณมึงแปลมาล้วนๆ แบบนี้แปลว่าเรากำลังสู้กับผู้ผลิตจจากจีนชัดเจน (ต่างจาก Amazon เราสู้กับคนขายทั่วโลก) ชัดเจนขนาดนี้ เรารู้แล้วนะว่าต้องแข่งเกมไหน
.
.
9. ใน TEMU เน้นขายของเป็นชิ้น ไม่ใช่มีหน้าร้านแบบ shopee/laz ดังนั้น เกมคือแข่งกันขายเป็นรายการ เน้นๆ ไม่ใช่วาไรตี้-ความหลากหลายของร้าน
.
.
10. ธุรกิจและสินค้าที่กระทบโดยตรง คือ สินค้าที่เราซื้อโดยไม่ต้องคิด ซื้อเล่นๆ ซื้อเอาขำทั้งหลาย แบบนี้ รับรองว่าแพ้แน่ๆ เช่น ถ้วย ถัง กาละลัง หม้อ งานพลาสติก ไม้แขวนเสื้อ เสื้อสีพื้นๆ ทิชชู่ รองเท้าแตะ กระเป๋าเดินทาง เครื่องมือช่าง ฯลฯ
.
.
11. สินค้าที่จะยังรอด (ในความเห็นส่วนตัว อย่างน้อยก็ 1-2 ปีนี้ ) คือสินค้าที่คนซื้อต้องคิด อ่าน พิจารณาด้วยความระวัง เช่น ของใช้ลูก ของใช้พ่อแม่ ยา ของที่ต้องกินเข้าตัว สินค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ คนอื่นทำแทนไม่ได้
.
.
12. ธุรกิจบริการ ยินดีด้วย คุณรอดเกมนี้
.
.
13. ยังไงก็ตาม ผลกระทบทางอ้อมจะเกิดขึ้นกับทุกคนอยู่ดี เมื่อโรงงานขนาดกลางเล็กหลายแสนโรงไปต่อไม่ไหว สุดท้ายต้องเลิกจ้างงาน แปลว่ากำลังซื้อจะหายในวงกว้าง และจะทำให้เราทุกคนอยู่กันยากขึ้นอยู่ดี
.
.
14. ข้อดีของ TEMU ก็ยังมี คือช่วยให้เราเห็นว่า สินค้าอะไรขายดีบ้าง เราจะได้ไม่เสียเวลาทำอย่างอื่นแล้วหันมาโฟกัสกับสิ่งที่ขายดีจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องผลิตทุกอย่างก็ได้
.
.
15. ราคาขายใน TEMU จะเป็นตัวสะท้อนกลับมาให้เราเห็นว่าทุกวันนี้เรากำลังทำอะไรที่ไม่จำเป็นอยู่ไหม ถ้าเราตัดงานที่ไม่สำคัญจริงๆ ออกไป เราจะลดต้นทุนได้อีกเยอะมาก
.
.
TEMU เหมือนเป็นการเข้ามาเตือนสติเราอีกรอบว่า สุดท้ายเราจะเลือกทางไหนกันแน่ จะสร้างแบรนด์ หรือจะเน้นผลิต
และโลกของคนกลางอาจจะเหลือน้อยลงทุกที
.
.
ขอให้โชคดีครับ
#temu #platform #จีน #marketplace
.....

https://www.facebook.com/watch/?v=513277627778462&t=0