วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 28, 2569

สรุปวีรกรรมในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาของแก๊ง #กกตหค


Faris PHar Yothasamuth 
16 hours ago
·
สรุปวีรกรรมในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาของแก๊ง #กกตหค
- ไม่ยอมประกาศผลคะแนนเลือกตั้ง 100% แบบที่เป็นสถิติชัดเจนในรูปไฟล์ Excel ทั้งที่ผ่านมาเกินสองสัปดาห์
- ให้ข่าวว่าประกาศผล 100% แล้ว แต่พอเข้าไปดูเป็นแค่ไฟล์ภาพถ่ายใบสรุปนับคะแนนหน้าหน่วยที่อัพโหลดขึ้น Google Drive ไม่มีสรุปสถิติอะไรเลย
- มีคนแฉหลายเคส ว่าสรุปคะแนนที่อัพโหลด กับภาพถ่ายใบขีดนับคะแนนบนกระดานนับคะแนนที่หน่วยไม่ตรงกัน
- มีนัก data ใช้เอไอช่วยอ่านผลจากรูปถ่ายที่กกต.อัพโหลด พบว่าตัวเลขผิดปกติหลายเขต เช่น จำนวนผู้มาใช้สิทธิตอนนับ 100% น้อยกว่าตอนนับ 94% ซึ่งเป็นไปไม่ได้
- จัดเลือกตั้งซ่อม โดยบัตรเลือกตั้งไม่มีเลขกำกับที่ต้นขั้ว
- ลัดขั้นตอน ประกาศรับรองสส.เขต ทั้งที่ผลคะแนน 100% ยังไม่ประกาศ ทั้งที่ตัวเลขจำนวนผู้ใช้สิทธิทั้งหมดก็ยังไม่ประกาศ(กลับไปอ่านข้อ 1-2)
- แทนที่จะสร้างความโปร่งใส ไปแจ้งความเอาผิดคนที่ไปเกาะติดเรื่องบาร์โค้ด โดยยัดคดีร้ายแรงเป็นพรวนทั้งอั้งยี่ ควาามั่งคง พรบ.คอม ฯลฯ
- หลังจากเลือกตั้งผ่านไป 19 วัน เมื่อวานเพิ่งจะมาประกาศจำนวนผู้มาใช้สิทธิ ยอดเพิ่มขึ้นมาเป็น 71% จากตอนแรกๆที่ระบุว่าประมาณ 65%
#กกตต้องติดคุก

ล่าสุด
Chattiya Waenphet
ล่าสุดนับใหม่สุพรรณ
https://www.facebook.com/share/p/1GXrfTYdGZ/




กกต. ไม่แคร์สังคม เชื่อมั่นในกลไกเชิงระบบที่คอยคุ้มครอง มองความโกรธของประชาชนไร้ความหมาย

https://www.facebook.com/watch/?v=1480353800355611

The101.world
13 hours ago
·
กกต. เชื่อมั่นในกลไกเชิงระบบที่คอยคุ้มครอง มองความโกรธของประชาชนไร้ความหมาย
วิเคราะห์การเมืองกับ ใบตองแห้ง-อธึกกิต แสวงสุข และ ประทีป คงสิบ สองคอการเมือง สื่อมวลชนรุ่นเก๋าที่คร่ำหวอดในสนามข่าวมาหลายทศวรรษ
(ออกอากาศเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569)
ชมรายการเต็ม: https://youtube.com/live/fnZMnlKVXCc



ระบอบหน้าด้าน ในรัฐพันไม่ค่อยลึก | ค.การเมือง EP.103

The101world

Streamed live on Feb 26, 2026 
#101VOTE69 #การเมืองไทย #คอการเมือง

วิเคราะห์การเมืองไทยกันแบบสดๆ กับ ใบตองแห้ง-อธึกกิต แสวงสุข และ ประทีป คงสิบ สองคอการเมือง สื่อมวลชนรุ่นเก๋าที่คร่ำหวอดในสนามข่าวมาหลายทศวรรษ 

ชวนคุยโดย สมคิด พุทธศรี บรรณาธิการอำนวยการ The101.world



ข้อมูลยืนยัน ข้อเท็จจริง พลทหารเพชรัตน์ กำลังยิ่ง เสียชีวิตเพราะมีคนทำให้เขาตายจากการกระทำความรุนแรง ไม่ได้เสียชีวิตป่วยจากโรค


น้ำ-นิชนันท์ วังคะฮาต-Nitchanan Wangkahat
Yesterday
·
อัพเดท : ได้ข้อมูลยืนยัน ข้อเท็จจริง พลทหารเพชรัตน์ กำลังยิ่ง เสียชีวิตเพราะมีคนทำให้เขาตายจากการกระทำความรุนแรง ไม่ได้เสียชีวิตป่วยจากโรค ขอเล่ารายละเอียดเรื่องราวต่างๆดังนี้

1) หัวหน้าห้อง ชื่อ เล่นตัวย่อ บ1 เรียกพลทหารเพชรรัตน์ และ พลทหาร บ2 อีก หนึ่งคน เข้าไปลงโทษ ที่ หลับเวรยาม ของเมื่อวาน 9 พย 68
- ระเบียบการเข้าเวรในตอนกลางคืนคือ เข้าเวรตรง หน้าประตู เรือนจำด้านในโรงนอน ต้องสลับกันเข้าเวร ทุกๆ 2 ชั่วโมง

- ถ้าใครไม่อยากเข้าเวรก็ต้องจ่ายเงินให้หัวหน้าห้อง บ.1 เข้าเวรแทน เช่น ติด 7 วัน ก็จ่าย 700 บาท ติด 10 วันก็จ่าย 1,000 บาท ติด 15 วัน ก็จ่าย 1,500 บาท เป็นต้นถ้าจ่ายค่าเวรแล้วก็นอนหลับเช้าไม่ต้องมาสลับเข้าเวร

- โดยที่หัวหน้าห้องจะให้ติดต่อญาติสัปดาห์ละครั้ง ให้นำเงินมาจ่ายค่าเวร

- โทษของ พลทหารเพชรรัตน์ ติด 15 วัน ตอนมาใหม่ เพชรรัตน์ไม่ได้เข้าเวร และ ยังไม่ได้จ่าย ค่าเวร ให้หัวหน้าห้อง เพราะ เพชรรัตน์ ติดต่อญาติไม่ได้เลยไม่มีเงินมาจ่ายค่าเวร ให้ บ.1 ไม่แน่ใจว่ากี่วัน น่าจะ 6 หรือ 7 วัน (600 หรือ700 บาทไม่มั่นใจ) ตั้งแต่พลฯเพชรัตน์มา เพิ่งได้ เข้าเวร 3 วัน เขาอยู่มาแล้ว 9 วัน วันที่เสียชีวิตคือ วันที่ 10

- วันที่ 9 พย 68 พลฯเพชรรัตน์เข้าเวร ตอนตี 2 ถึง ตี 4 และมีเผลอหลับ หลังจากนั้นมีพลทหาร ชื่อ บ2 มาเข้าเวร ต่อ ตี 4 ถึง 6:00 น

- ปรากฎว่า มีคนไปปรับนาฬิกาให้หมุนเร็วขึ้น 30 นาที ของวันที่ 9 ระหว่าง เพชรรัตน์ และ พลฯบ2 เพราะมีการเคาะไม้ตามเวลาตอนเช้า แต่ห้อง2 เคาะไม้ระฆังหลังห้อง 1 ไป 30 นาที เลยทำให้รู้ว่า มีคนไปปรับเปลี่ยนหมุนนาฬิกาให้เร็วขึ้น 30 นาที

2) วันที่ 10 พย 68 หลังสวดมนต์เสร็จหัวหน้าห้องก็พูดคุยเรื่องงานต่างๆ เสร็จแล้วก็เรียก พลฯเพชรรัตน์ กับ พลฯ บ2 มาลงโทษ เพราะ ถามว่าใครปรับนาฬิกาไม่มีใครยอมรับทั้งคู่ และจะทำโทษที่เผลอหลับตอนเข้าเวร เลยจะทำโทษทั้ง 2 คน

- โดย หัวหน้าห้อง ยืนอยู่คู่กับรองหัวหน้าห้อง ใต้ กล้องวงจรปิด เพื่อ ไม่ให้กล้องบันทึกภาพได้ แล้วเรียก 2 คนเข้ามา ส่วนคนอื่นๆก็ยืนตรงตามระเบียบวินัยปกติ

- หัวหน้าห้องบ1 ทำโทษพลเพชรัตน์ก่อน ให้ดันพื้นทำท่าเตรียม แล้วหัวหน้าห้องบ1 เตะเข้าตรงหน้าอก ไปตรงลิ้นปี่เต็มแรงเสียงดัง ”ปึก“อย่างแรง พลฯเพชรัตน์ร้องลั่นเพราะความเจ็บปวด แล้วหัวหน้าห้องเตะครั้งที่2 อีกอย่างแรง พลฯเพชรัตน์ร้องไม่ดังแล้วเป็นดังเอิ๊กๆสักพักพร้อมตาเหลือกและ หมดสติทิ้งตัวลงไป หัวหน้าห้องพูดว่า

“มึงแกล้งใช่ไหม” จะเอาให้หนักกว่าเดิมเลยถ้าแกล้ง แต่พลฯเพชรัตน์ ก็แน่นิ่งไป เลยทำให้ หัวหน้าห้องคิดว่าไม่ได้แกล้ง หมดสติจริงๆ หัวหน้าห้องเลย ทำ CPR กระตุ้นหัวใจ

- พล บ2 เดินเอาผ้าชุบน้ำมาเข็ดตัว และ หยิบแปรงลบกระดานมาง้างปาก คนที่ให้ข้อมูลยืนยันว่าไม่มีช้อนแต่อย่างใด เท่าที่เขาเห็นในขณะนั้น

- จนสักพักใหญ่ๆ ก่อนเคาะไม้(ระฆัง) หัวหน้าห้องเตี้ยมทุกคนว่า ให้พูดเหมือนกันว่า พลฯคนเดินมาแล้ววูบหมดสติไปเอง ไม่มีใครทำอะไร แล้วก็เคาะระฆัง ให้ผู้คุมด้านนอกได้ยิน ก็มาเปิดประตู อุ้มพลฯเพชรัตน์ออกไป ข้างนอก เขาไม่มีชีพจรแล้ว ผบ.เรือนจำมาก็ใส่รถไปส่งโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์

- ตอนมีคนมาตรวจสอบ สอบถาม ทุกคนก็ไม่กล้าพูดความจริงเพราะกลัวหัวหน้าห้อง บ.1 เลยพูดตามที่หัวหน้าห้องสั่งไว้ แต่ขณะนี้เชื่อว่า มีคนกล้าพูดความจริงมาบ้างแล้ว เพราะมันเป็นตราปาบอยู่ในใจ เหมือนมีอะไรค้างคาใจ ว่าปล่อยให้ พลทหารเพชรัตน์ตายฟรี โดยที่ช่วยกันปกปิดความจริง มันไม่ถูกต้อง นึกถึงใจเขาใจเรา ความจริงก็คือความจริง

—————
3) ทางรพ.ค่ายจักรพงษ์ รับตัวลงรายงานว่าพลฯเพชรัตน์ ไม่มีชีพจรแล้ว และได้ทำการกู้ชีพ ทำ CPR ใส่ท่อช่วยหายใจและ ฉีดยากระตุ้น แต่ไม่ฟื้นแล้ว

4) ญาติมาถึง รพ.ค่ายจักพงษ์ ประมาณ2 ทุ่ม หมอก็ไม่ให้ญาติดูพลฯเพชรัตน์ ให้รออยู่ข้างนอก ประมาณ 3 ชั่วโมง ญาติถึงได้เข้าไปดู ได้เห็นสภาพของพลฯเพชรัตน์ ตามรูปที่โพสต์นี้

5)ส่งศพไป ผ่าชันสูตรศพ ที่ รพ. เจ้าพระยาอภัยภูเบศร

6) ใบชันสูตรศพระบุว่า มีกล้ามเนื้อหัวใจโตข้างซ้าย และ มีเลือดออกตรงปอด และ หัวใจ ไม่มีร่องรอยใดๆ ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเสียชีวิต

7) แปลกใจ สงสัยว่าทำไมผลการตรวจพลิกศพของ รพ.ค่ายจักพงษ์บอกว่าไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายบนร่างกาย ทั้งๆที่ พลฯเพชรัตน์ถูกเตะตรงลิ้นปี่อย่างแรง 2 ที ขนาดนั้น และ จากภาพก็มองด้วยสายตามีใครมองเห็นร่องรอยหรือไม่?

8 ) คนให้ข้อมูลคนนี้ขอยืนยันเรื่องช้อน ไม่มีใครพกช้อนในเรือนจำ และ ในระหว่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีการยัดช้อนใส่ปากแต่อย่างใด เท่าที่คนให้ข้อมูลคนนี้มองเห็น

หมายเหตุ : ช้อน ถ้าจะมีใครแอบเอาเข้าไปเองช่อนไว้หรือไม่อันนั้นไม่ทราบอาจทราบได้ แต่ระเบียบเรือนจำไม่อนุญาต ให้มีช้อน และ วันนั้นไม่เห็นช้อนเขาเล่าเท่าที่เขามองเห็น

9) พลฯเพชรัตน์ รับโทษติดในเรือนจำ10 วันก็ถูก หัวหน้าห้องทำร้ายหลายครั้ง เช่น เอาไม้เคาะตีก้น บ้าง หลายคนก็โดน

10) หัวหน้าห้องไม่รู้รับโทษอะไร แต่อยู่มานานแล้ว

11) ขณะนี้ หลังเกิดเหตุการณ์นี้ ทางเรือนจำแยกห้องแล้วระหว่างห้องขังที่ติดเพราะทำผิดระเบียบวินัยเช่นติด 5 วัน-15 วัน กับ ติดยาวเพราะคดีอาญาทั่วไป

12) คนที่เป็นรองหัวหน้าห้อง ต. ออกไปยืน ตามตำแหน่งรองหัวหน้าห้อง ไม่ได้มีส่วนรับรู้เรื่องการใช้ความรุนแรงของหัวหน้าห้องบ1 แต่อย่างใด

13 ) ข้อมูลที่ได้มามั่นใจว่าเป็นเรื่องจริง และ ว่าอยู่ในเหตุการณ์จริง สอดคล้องตรงกับภาพที่ตัวน้ำมองเห็นในกล้องวงจรปิด

14) คนที่อยู่ใต้ภาพกล้องวงจรปิด มี 4 คน
- หัวหน้าห้อง บ1
- รองหัวหน้าห้อง ต.
- พลทหารเพชรรัตน์ ที่เรียกออกมาทำโทษ
-พลทหาร บ.2 ที่เรียกออกมาทำโทษ

15) รอให้ กองทัพบก ตั้งกรรมการกลางขึ้นมาสอบสวนใหม่ เร็วๆนี้

ขอบคุณผู้ให้ข้อมูลมา อย่างน้อยก็ไม่ปกปิดความผิด และเป็นการทำความจริงให้ปรากฏ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1252661293635886&set=a.383241963911161




อัยการสั่งฟ้องคดี ม.112 ของ “ฟ้า-ดิเรก” ที่พัทลุง กรณีโพสต์-คอมเมนต์วิจารณ์กลุ่มปกป้องสถาบันฯ ปี 65


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
18 hours ago
·
อัยการสั่งฟ้องคดี ม.112 ของ “ฟ้า-ดิเรก” ที่พัทลุง กรณีโพสต์-คอมเมนต์วิจารณ์กลุ่มปกป้องสถาบันฯ ปี 65
.
.
เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 ที่ศาลจังหวัดพัทลุง พนักงานอัยการภาค 9 ได้มีคำสั่งฟ้องคดีมาตรา 112 จำนวน 2 คดี ได้แก่ คดีของ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู และคดีของดิเรก (สงวนนามสกุล) พ่อค้าขายหมูปิ้งชาวจังหวัดกาญจนบุรี กรณีโพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กวิจารณ์กลุ่มปกป้องสถาบันฯ เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2565 ก่อนศาลให้ประกันตัวทั้งสองคนระหว่างพิจารณา
.
คดีของทั้งสองคนมี ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.) เป็นผู้กล่าวหา ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2567 พรหมศรได้เดินทางจากกรุงเทพฯไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.เมืองพัทลุง และเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2567 ดิเรกก็ได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาเช่นกัน โดยดิเรกถูกกล่าวหาจากการไปคอมเมนต์ข้อความท้ายโพสต์ของพรหมศร
.
ในการเข้ารับทราบข้อหาครั้งแรก ทั้งสองคนถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 116, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามมาตรา 328 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1)
.
ต่อมาหลังผ่านไปเกือบ 1 ปี เดือนพฤศจิกายน 2568 พนักงานสอบสวนได้ประสานงานให้ทั้งสองคนไปรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม หลังทางอัยการส่งสำนวนกลับมาให้แจ้งข้อหาเพิ่ม และทั้งสองคนได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2569
.
จนต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9 ได้มีคำสั่งฟ้องคดี โดยทั้งสองคนต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดพัทลุงอีกครั้ง นับเป็นครั้งที่สี่แล้ว
.
ในการสั่งฟ้องทั้งสองคดี อัยการได้ฟ้องเฉพาะข้อหาตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) รวมสองข้อกล่าวหา
.
ในกรณีของพรหมศร ถูกกล่าวหาว่าได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2565 ซึ่งโพสต์ข้อความเกี่ยวกับคนคลั่งรักพระมหากษัตริย์ ถูกบรรยายฟ้องว่าทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง ทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยในพระมหากษัตริย์ และระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา
.
ส่วนกรณีของดิเรก ถูกกล่าวหาว่าในวันเดียวกันได้คอมเมนต์ข้อความใต้โพสต์ของพรหมศร และถูกอัยการบรรยายฟ้องในลักษณะเดียวกัน
.
ทั้งนี้ในทั้งสองคดี อัยการระบุว่าหากจำเลยขอปล่อยตัวชั่วคราว ให้อยู่ในดุลยพินิจศาล
.
ต่อมาหลังศาลรับฟ้องไว้ ได้อนุญาตให้ประกันตัวจำเลยทั้งสองคน โดยให้วางหลักประกันคนละ 1 แสนบาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ พร้อมกำหนดวันนัดคุ้มครองสิทธิต่อไปในวันที่ 7 และ 8 เม.ย. 2569 วันนัดพร้อมคดีในวันที่ 27 เม.ย. 2569
.
จากการติดตามของศูนย์ทนายฯ พบว่า ทรงชัย เนียมหอม ผู้กล่าวหาในคดีนี้ เป็นผู้แจ้งความคดีมาตรา 112 และ 116 ไว้กระจายไปในหลายสถานีตำรวจในจังหวัดทางภาคใต้ อาทิ ในจังหวัดพัทลุง, สงขลา, ตรัง, กระบี่, สุราษฎร์ธานี รวมทั้งในกรุงเทพฯ โดยมีผู้ถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่า 19 คดีแล้ว โดยส่วนใหญ่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นประชาชนทั่วไป ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกแจ้งความ ทำให้แต่ละคนมีภาระและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่อสู้คดี
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/82053

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1326640012639799&set=a.656922399611567




3 ปี พรบ. ทรมานอุ้มหาย การบังคับสูญหายยังไม่มีคดีไหนถึงศาล ดูเหมือนว่า คณะกรรมการฯ ตาม พรบ.นี้ พยายามที่จะปิดคดี มากกว่าจะเต็มใจในการติดตามหาตัวผู้ถูกบังคับสูญหาย

https://www.facebook.com/angkhana.nee/posts/pfbid02CeRYS5XezritRBryuT7MfnE5jtHDgdKem9M68jXwX9eAbtcVrrj9hXeUkiKXKTZLl

Angkhana Neelapaijit 
8 hours ago
·
3 ปี พรบ. ทรมานอุ้มหาย: #ความก้าวหน้าในการติดตามหาผู้สูญหาย หรือ #ความสำเร็จของรัฐในการปิดคดี
สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์ที่หลายหน่วยงานทั้งรัฐและองค์กรเอกชนร่วมกันจัดงานในโอกาสครบ 3 ปี การบังคับใช้ พรบ. ทรมานอุ้มหาย คงจำกันได้ว่าคดีสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งเป็นคดีคนหายคดีแรกที่ถูกนำขึ้นสู่ศาล ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ว่า “ญาติไม่มีสิทธิเป็นโจทก์ร่วมในคดี” เพราะ “ไม่มีหลักฐานว่าสมชายบาดเจ็บจนไม่อาจมาดำเนินการด้วยตนเอง” คดีอุ้มหายจึงไม่มีผู้เสียหาย เพราะผู้เสียหายหายไปแล้ว อีกประการ คือ กฎหมายอาญามีความผิดฐานกักขังหน่วงเหนี่ยว รวมถึงความผิดฐานฆาตกรรม แต่คดีคนหายไม่ใช่คดีฆาตกรรม เพราะไม่มีศพ เมื่อไม่มีศพจึงไม่มีความผิด คดีสมชายจึงนำมาสู่การแก้กฎหมายให้การบังคับสูญหายเป็นอาชญากรรมที่ไม่มีอายุความ โดยอายุความจะเริ่มนับต่อเมื่อทราบที่อยู่และชะตากรรมของผู้สูญหาย
.
ผ่านมา 3 ปี เมื่อวานนี้ (26.02.26) ญาติ ๆ ซึ่งรอคอยความยุติธรรมจากรัฐพากันช็อคกับคำพูดของ ณรงค์ ใจหาญ #กรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ที่บอกในเวทีเสวนาว่า “กรรมการได้ตรวจสอบกรณีคนหายตามรายชื่อของคณะทำงานคนหาย สหประชาชาติ (UN WGEID) 70-80 ราย (รายงานปี 2025 ระบุจำนวนผู้ถูกบังคับสูญหายในประเทศไทยทั้งสิ้น 77 ราย) ปัจจุบันเหลือเพียง 20 กว่าราย” และเมื่อผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ ถามย้ำถึงจำนวนตัวเลข ก็ได้รับคำตอบว่า อีก 50 กว่าราย พบว่าบางรายยังมีชีวิตอยู่ และบางรายเสียชีวิตไปแล้ว แต่ณรงค์ก็ไม่ได้แจ้งรายละเอียดว่าผู้สูญหาย 50 กว่ารายที่ว่ายังมีชีวิตอยู่ หรือ มีหลักฐานว่าเสียชีวิตแล้วมีใครบ้าง และอีก 20 กว่ารายที่ยังไม่ทราบที่อยู่และชะตากรรม และยังเป็นกรณีที่คณะกรรมการต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนมีใครบ้าง เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก เพราะเท่าที่จำได้ จำนวนคนหายในไทยที่บันทึกไว้กับ UN WGEID มีกรณี #พฤษภา35 จำนวน 30 กว่าราย กรณี #คนหายในจชต. อีกประมาณ 30 ราย รวมถึง #ผู้ถูกบังคับสูญหายช่วงสงครามยาเสพติด และกรณี #สมชายนีละไพจิตร รวมทั้งสิ้น 77 ราย แล้วทำไมอยู่ ๆ จึงลดลงเหลือแค่ 20 กว่าราย ดูเหมือนเรื่องนี้จะเป็นผลงานสำคัญของกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการทรมานการบังคับสูญหาย ในโอกาสครบ 3 ปีการบังคับใช้กฎหมายของไทย
.
ในส่วนกรณีวันเฉลิม พี่สาววันเฉลิมได้ถามถึงความคืบหน้าในการติดตามหาตัวน้องชาย ซึ่งอัยการตอบทำนองว่า ยังไม่มีหลักฐานว่ามี จนท รัฐกระทำให้สูญหาย และยังบอกญาติว่า “ถ้ามีหลักฐานให้เอามาให้อัยการ” และส่งท้ายด้วยคำพูดว่า “#คดีนี้ยังมีหวังเมื่อฟ้าเป็นใจ” ในขณะที่ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่พูดถึงความคืบหน้าการสืบสวนคดีทรมานอุ้มหาย เพียงแต่บอกว่า เมื่อมีคนมาร้อง ก็ยังไม่ใช่คดีพิเศษ จะเป็นคดีพิเศษต่อเมื่อมีการสืบสวนแล้วปรากฏชัดว่าเป็นการทรมานหรือสูญหายโดยรัฐจริง ส่วนตัวในฐานะ กมธ. ร่าง พรบ. เห็นว่า DSI น่าจะเข้าใจและตีความกฎหมายไม่ถูกต้องและไม่เป็นคุณกับเหยื่อ เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมาย คือให้มีการสืบสวนโดยทันที เมื่อทราบว่ามีการลักพาตัว และญาติไม่รู้ที่อยู่และชะตากรรมของผู้สูญหาย เพราะโอกาสในการรอดชีวิตของเหยื่อยังมีสูง แต่เมื่อเวลาผ่านไปโอกาสพบตัวผู้ถูกลักพาตัวจะยิ่งน้อยลง ซึ่งต้องยอมรับว่าอำนาจตามกฎหมายอาญาปกติไม่เพียงพอสำหรับการหาตัวผู้ถูกอุ้มหายจึงจำมีความเป็นต้องใช้ พรบ.คดีพิเศษ
.
สรุป การจัดงาน 3 ปีการบังคับใช้ พรบ ทรมานอุ้มหาย จึงมีคำถามว่าเป็นการจัดงานที่แสดงความสำเร็จของรัฐในการปิดคดีคนหายกว่า 50 กรณีในประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งถ้าใช่ก็ถือเป็นความพ่ายแพ้ของครอบครัวในการเข้าถึงความจริงและความยุติธรรม เพราะระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการที่อ้างว่ากำลังตรวจสอบกรณีการบังคับสูญหาย ญาติและประชาชนทั่วไปไม่เคยทราบวิธีการตรวจสอบและดำเนินการมาก่อน ทั้งที่ กฎหมายระบุหน้าที่ของคณะกรรมการ ในมาตรา 19 (7) ว่า “พิจารณารายงานสถานการณ์เกี่ยวกับการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกระทำให้บุคคลสูญหาย และรายงานผลการดำเนินการประจำปี เสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป”
.
งานที่จัดโดย กสม. และองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ถูกวิพากษ์จากญาติที่ได้รับเชิญเข้าร่วมงาน ญาติบางคนบอกว่า จนท. มีการขอสคริปต์ที่จะพูดหรือแสดงความคิดเห็น เพราะผู้จัดอยากให้งานออกมาในแนวทางสมานฉันท์ ไม่มีการตอบโต้ระหว่าง จนท. กับผู้เสียหาย ทั้งที่ญาติ ๆ อยากทราบความก้าวหน้าในการติดตามผู้สูญหาย อยากทราบที่อยู่และชะตากรรม อยากรู้ตัวผู้กระทำผิด หรืออย่างน้อยอยากทราบว่ารัฐยังมีการติดตามหาตัวคนในครอบครัวเขาหรือไม่ หรือคดีถูกปิดไปแล้ว เหมือนที่ลูกชาย #ทนงโพธิ์อ่าน ถามในเวทีถึงสองครั้งว่า คดีทนงที่ถูกบังคับสูญหายช่วงรัฐบาล รสช. (2534) ยังมีการติดตามหาตัวทนงหรือไม่ ซึ่งจนปิดการเสวนา ก็ยังไม่มีคำตอบจากคณะกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบในการสืบสวนสอบสวน ญาติหลายคนจึงตั้งคำถามว่าจะจัดงานไปทำไม จัดเพื่ออวดองค์กรระหว่างประเทศ หรือเพื่ออวยตัวเองในขณะที่ไม่สนใจเรื่องความยุติธรรมที่ผู้เสียหายควรได้รับ
.
ในฐานะครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหาย จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลกล้าหาญที่จะเชิญคณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจของสหประชาชาติ (UN WGEID) เข้ามาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์การบังคับสูญหายในประเทศไทยตามคำร้องขอของคณะทำงานเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2011 และเน้นย้ำคำร้องขออีกครั้งเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2023 และให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของคณะกรรมการ รวมถึงเปิดเผยชื่อผู้สูญหายที่อ้างว่ายังมีชีวิตอยู่ หรือพบว่าเสียชีวิตแล้ว และเปิดเผยรายชื่อผู้สูญหาย 20 กว่ารายที่ยังไม่ถูกปิดคดีให้ญาติและสาธารณะชนทราบโดยเร็ว เพื่อความโปร่งใส และเพื่อไม่ให้ #คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ที่ตั้งขึ้นมาตามกฎหมาย ถูกครหาว่า คณะกรรมการ ตาม พรบ.ฉบับนี้ พยายามที่จะปิดคดี มากกว่าจะเต็มใจในการติดตามหาตัวผู้ถูกบังคับสูญหาย
.....


3 ปี พ.ร.บ.อุ้มหาย แต่การบังคับสูญหายยังไม่มีคดีไหนถึงศาล(25 ก.พ. 69) | ตรงประเด็น

The Active

Feb 25, 2026 

พ.ร.บ.อุ้มหาย บังคับใช้ ครบ 3 ปี แอมเนสตี้ฯ ระบุ กฎหมายฉบับนี้ยังมีข้อเสียหลายจุด ข้อหาทรมาน และการอุ้มหาย ยังมีอายุความ 20 ปี หวั่นช่องโหว่นี้ทำคนผิดลอยนวล . ขณะที่การซ้อมทรมานพบรูปแบบเปลี่ยนไป ไม่ทิ้งร่องรอยตามร่างกาย ส่วนกรณีการบังคับสูญหายยังไม่มีคดีไหนถึงชั้นศาล

https://www.youtube.com/watch?v=UWIWMmCym-4




การบินไทยถูกกล่าวหาว่ามีเอี่ยวนำความตายไปสู่กาซา โดยมีการส่งชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ F-35 ไปยังอิสราเอล ซึ่งถูกใช้สังหารผู้คนในความขัดแย้งครั้งล่าสุด การบินไทยชี้แจงว่า ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รับขนส่งให้กับพันธมิตรทางธุรกิจ "เขาขาย แต่เขามาส่งขึ้นเครื่องการบินไทย" ผู้เชี่ยวชาญชี้ กรณีนี้ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของไทย


เครื่องบินแอร์บัส 350-900 ถูกใช้บินในเที่ยวบิน TG472 เส้นทางนครซิดนีย์-กรุงเทพมหานคร
การบินไทยอยู่ในห่วงโซ่ขนส่งชิ้นส่วน F-35 ไปอิสราเอล กระทบความสัมพันธ์ไทย-โลกมุสลิม หรือไม่

จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
26 กุมภาพันธ์ 2026

ในเดือน พ.ย. 2024 องค์กรด้านประชาสังคมระหว่างประเทศกว่า 230 แห่ง เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ระงับการส่งอาวุธไปยังอิสราเอล โดยเฉพาะชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ เอฟ-35 (F-35) เนื่องจากเห็นว่ามันถูกใช้สังหารผู้คนในความขัดแย้งกับปาเลสไตน์ครั้งล่าสุด

ทว่า ต้องใช้เวลาราว 2 ปี กว่าเรื่องนี้จะส่งผลสะเทือนถึงประเทศไทย เมื่อสายการบินแห่งชาติถูกกล่าวหาจากนักกิจกรรมฝ่ายซ้ายจัดในออสเตรเลียว่า "การบินไทยนำความตายไปสู่กาซา"

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กลุ่มดังกล่าวที่เรียกตัวเองว่า Defend Peace Djiang จัดทำแคมเปญประท้วงการส่งอาวุธจากออสเตรเลียไปยังอิสราเอล และกล่าวหาว่า "การบินไทยได้ลักลอบขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบิน F-35 ที่อันตรายจากนครซิดนีย์ไปยังอิสราเอล โดยซ่อนไว้ในห้องเก็บสัมภาระของเครื่องบินโดยสารถึง 71 ครั้ง"

อย่างไรก็ตาม ทางบีบีซีไทยไม่สามารถตรวจสอบคำกล่าวอ้างได้อย่างอิสระ

ด้าน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.การบินไทย) ออกแถลงการชี้แจงในวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า ทางบริษัทฯ ดำเนินการรับขนส่งสินค้าและไปรษณียภัณฑ์โดยปฏิบัติตามขั้นตอนด้านพิธีการศุลกากร ตลอดจนกระบวนการตรวจคัดกรองด้านความปลอดภัยตามกฎหมายและข้อกำหนดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของประเทศต่าง ๆ ที่บริษัทฯ ให้บริการเที่ยวบินอย่างเคร่งครัด ตลอดจนปฏิบัติตามขั้นตอนและมาตรการควบคุมการขนส่งวัตถุอันตราย (dangerous goods) ตามมาตรฐานการบินสากลอย่างเคร่งครัด โดยอนุญาตให้ขนส่งได้เฉพาะสินค้าที่เป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย กฎหมายของประเทศต้นทาง ประเทศปลายทาง และประเทศตามเส้นทางบินที่เกี่ยวข้อง

"การปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อกำหนด และมาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ เป็นแนวทางการดำเนินงานที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญและถือปฏิบัติมาโดยตลอด โดยมีเป้าหมายให้การปฏิบัติการบินของบริษัทฯ มีมาตรฐานความปลอดภัยที่สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้โดยสาร" บมจ.การบินไทย ระบุ

ทางกลุ่ม Defend Peace Djiang ยังรณรงค์ให้ผู้เดินทางคว่ำบาตรสายการบินแห่งชาติของไทย ด้วยการไม่ขึ้นบินกับสายการบินนี้ เนื่องจากเห็นว่า "การบินไทยได้รับผลประโยชน์จากอิสราเอล" และละเมิดทั้งกฎหมายของออสเตรเลียและกฎหมายระหว่างประเท

ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าต้องการเห็นการพูดคุยอย่างสันติระหว่างฝ่ายอิสราเอลกับฝ่ายปาเลสไตน์ และเห็นด้วยกับแนวทางแก้ปัญหาแบบสองรัฐ (two-state solution) พร้อมกับยืนยันว่าประเทศไทยวางตัวเป็นกลางในความขัดแย้งดังกล่าวตลอดมา

บีบีซีไทยได้ติดต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ของไทยเพื่อสอบถามว่าในกรณีที่สายการบินแห่งชาติของไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) โครงการเครื่องบินขับไล่ F-35 ที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล จะส่งผลกระทบต่อจุดยืนของไทยที่ผ่านมาหรือไม่ และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอการตอบกลับ

เหตุใดกลุ่มภาคประชาสังคมจึงประท้วงการส่งชิ้นส่วนเครื่องบินรบ F-35 ให้กับอิสราเอล

เดือน พ.ย. 2024 องค์กรภาคประชาสังคมทั่วโลกกว่า 230 แห่ง เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ยุติการถ่ายโอนอาวุธต่าง ๆ ไปยังอิสราเอลโดยทันที โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเครื่องบินขับไล่ F-35

ประเทศพันธมิตรในโครงการผลิตเครื่องบินขับไล่ F-35 ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา เดนมาร์ก อิตาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก

องค์กรภาคประชาสังคมดังกล่าวระบุว่า "อิสราเอลได้ใช้เครื่องบินขับไล่ F-35 ในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์"

แม้อิสราเอลปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวปาเลสไตน์มาโดยตลอด แต่ เดือน ก.ย. ปีที่แล้ว คณะกรรมการสอบสวนของสหประชาชาติระบุว่าอิสราเอลได้ก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ก็ถูกออกหมายจับโดยศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในข้อหาอาชญากรรมสงคราม

สำหรับเครื่องบินรบ F-35 เป็นเครื่องบินขับไล่โจมตีภาคพื้นความเร็วเหนือเสียง พร้อมด้วยคุณสมบัติล่องหนหรือพรางตัว

ผู้ผลิตหลักคือบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ของสหรัฐฯ แต่ชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกผลิตโดยพันธมิตรหลายแห่งทั่วโลก


11 ต.ค. 2025 นักกิจกรรมในเนเธอแลนด์ประท้วงปิดกั้นรางรถไฟในท่าเรือรอตเตอร์ดัม เพื่อเรียกร้องให้ระงับการส่งชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ F-35 ไปยังอิสราเอล

ด้านองค์กรพัฒนาเอกชนที่ชื่อว่า กลุ่มรณรงค์การต่อต้านค้าอาวุธ หรือ ซีเอเอที (Campaign Against Arms Trade - CAAT) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในสหราชอาณาจักร อ้างว่าอิสราเอลดัดแปลงเครื่องบินขับไล่ F-35 ให้อยู่ใน "โหมดสัตว์ร้าย (beast mode)" โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน และโครงการ F-35 ของเพนตากอนหรือกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ

การดัดแปลงเพิ่มประสิทธิภาพดังกล่าวทำให้เครื่องบินขับไล่ F-35 ของอิสราเอลสามารถบรรทุกระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ (ราว 907 กิโลกรัม) ได้ถึง 4 ลูก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ในห้วงเวลาที่ผ่านมา สำนักข่าวต่าง ๆ รายงานว่ารัฐบาลประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตเครื่องบินรบชนิดนี้ ถูกกดดันให้ระงับการส่งออกชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ดังกล่าวไปยังอิสราเอล

ในปี 2024 ปรากฏคำสั่งศาลเนเธอแลนด์ที่ระบุว่ารัฐบาลต้องระงับการส่งออกชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ F-35 ไปยังอิสราเอล จากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ส

ศาลของเนเธอร์แลนด์เห็นว่ามีความเสี่ยงอย่างชัดเจนว่าชิ้นส่วนที่ถูกส่งออกไปนั้น อาจถูกนำไปใช้ในการละเมิดมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

ในเดือน ก.ย. 2025 สำนักข่าวอินฟอร์เมชัน (Information) ของประเทศเดนมาร์ก รายงานว่าได้รับการยืนยันจากกองทัพอิสราเอลว่าเครื่องบินขับไล่ F-35 ถูกใช้ในการโจมตีเขตอัล-มาวาซี (Al-Mawasi) เมืองข่านยูนิส ฉนวนกาซา เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2025 ในปฏิบัติการสังหารโมฮัมเหม็ด เดอีฟ และ ราฟา ซาลาเมห์ ผู้นำฮามาสในพื้นที่

ทว่าการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในเขตช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ส่งผลให้มีพลเรือนชาวปาเลสไตน์ถูกคร่าชีวิต 90 ราย และได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 300 ราย จากรายงานของสำนักข่าวอัลจาซีรา

จากรายงานข่าวของอินฟอร์เมชันระบุว่าทางองค์กรแอมเนสตี อินเตอร์เนชันแนล ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศเดนมาร์กระงับการส่งชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ F-35 ไปยังอิสราเอล เนื่องจากเสี่ยงละเมิดกฎของสหภาพยุโรปและสหประชาชาติที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกอาวุธ

นอกจากนี้ ในเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว องค์กรสิทธิมนุษยชนปาเลสไตน์ยังออกมาเรียกร้องให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ในกรุงลอนดอน อนุญาตให้องค์กรฯ ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของศาลสูงที่ปฏิเสธคำร้องของกลุ่มผู้รณรงค์ที่พยายามยับยั้งการส่งมอบชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ F-35 จากสหราชอาณาจักรไปยังอิสราเอล จากรายงานของสำนักข่าวทีเอ็นทีเวิลด์

การบินไทยเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร

การบินไทยถูกดึงเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานโครงการเครื่องบินขับไล่ F-35 ของออสเตรเลียที่ส่งไปยังอิสราเอลได้อย่างไร

จากรายงานของสำนักข่าวเดอะการ์เดียน ซึ่งเป็นสื่อในอังกฤษเมื่อเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว ระบุว่ามีบริษัทมากกว่า 1,900 แห่งในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเครื่องบินรบชนิดนี้

เดอะการ์เดียนกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมของออสเตรเลียที่ระบุว่า มีบริษัทในออสเตรเลียมากกว่า 75 แห่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานดังกล่าว และชิ้นส่วนสำคัญกว่า 700 ชิ้นที่นำไปประกอบเครื่องบินขับไล่ F-35 ถูกผลิตขึ้นในรัฐวิกตอเรียของออสเตรเลียเพียงแห่งเดียว

ยกตัวอย่างเช่น บริษัท อาร์ยูเอจี ออสเตรเลีย (RUAG Australia) เป็นผู้จัดหาชิ้นส่วนที่ทำให้เครื่องบินสามารถเปิดประตูช่องเก็บขีปนาวุธและยิงขีปนาวุธได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ยังคงรักษาคุณสมบัติการพรางตัวไว้ได้

สำนักข่าวเดอะการ์เดียนยังระบุด้วยว่า ออสเตรเลียยังเป็นที่ตั้งของศูนย์กระจายสินค้าประจำภูมิภาคสำหรับชิ้นส่วน F-35 อีกด้วย

ในห้วงเวลาที่คณะกรรมการสอบสวนของสหประชาชาติระบุว่าอิสราเอลก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา นักสิทธิมนุษยชนชาวออสเตรเลียซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าว ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอบีซีของออสเตรเลียว่าการส่งออกชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ออสเตรเลียควรยุติลง

"หากชิ้นส่วนที่ผลิตในออสเตรเลียถูกนำไปใช้ในเครื่องบินขับไล่ F-35 ที่อิสราเอลใช้ทิ้งระเบิดในกาซา เราก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน" คริส ซิโดติ กล่าว

ก่อนจะมีผลการสอบสวนของสหประชาชาติออกมา ริชาร์ด มาร์ลส์ รักษาการนายกรัฐมนตรีของออสเตรเลียในขณะนั้น ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอบีซีว่า ออสเตรเลียไม่ได้จัดหาอาวุธให้กับอิสราเอล แต่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเครื่องบินขับไล่ F-35 มาหลายทศวรรษแล้ว และเห็นว่านั่นเป็น "คำถามที่แตกต่างกันมาก" จากประเด็นเรื่องการเป็นผู้ส่งออกอาวุธไปยังอิสราเอล

อย่างไรก็ตาม คำสัมภาษณ์ของมาร์ลส์ถูกตอบโต้จาก เดวิด ชูบริดต์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จากพรรคกรีน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายในออสเตรเลียว่า "กฎหมายระหว่างประเทศชัดเจนมากว่าชิ้นส่วนอาวุธก็คืออาวุธ" และตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลออสเตรเลียจึงไม่ระงับการส่งออกชิ้นส่วนดังกล่าว ทั้งที่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง


เครื่องบินขับไล่ F-35 ของอิสราเอล

ปลายปีที่แล้ว สำนักข่าวดีคลาสสิไฟด์ออสเตรเลีย (Declassified Australia) เผยแพร่รายงานการสืบสวนเกี่ยวกับการขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ F-35 อย่างลับ ๆ จากออสเตรเลียไปยังอิสราเอล

สำนักข่าวดีคลาสสิไฟด์ออสเตรเลียอ้างว่าจากเอกสารที่รั่วไหลออกมา ทำให้เห็นข้อมูลว่ามีอย่างน้อย 68 เที่ยวบินที่ขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ F-35 ไปยังอิสราเอล โดยมีต้นทางจากออสเตรเลีย

สำนักข่าวดังกล่าวรายงานว่าชิ้นส่วนล่าสุดที่ถูกขนส่งทางอากาศไปยังอิสราเอลจากออสเตรเลีย คือ แผ่นทางเข้าน้ำมันหล่อลื่น (Inlet Lube Plate) ซึ่งน่าจะใช้สำหรับระบบควบคุมสภาพแวดล้อมของเครื่องบินขับไล่ F-35

เอกสารการขนส่งที่สำนักข่าวดังกล่าวได้เห็น ระบุว่าชิ้นส่วนนี้ถูกสั่งซื้อในวันที่ 7 ก.ย. 2025 และพัสดุถูกรับโดยบริษัทขนส่งจากเมืองวิลเลียมทาวน์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของฝูงบิน F-35 ของกองทัพอากาศออสเตรเลีย ในวันที่ 11 ก.ย. 2025

จากนั้นชิ้นส่วนที่ถูกระบุในเอกสารการขนส่งว่าเป็น "สินค้าทางทหาร-ชิ้นส่วนเครื่องบิน" สำหรับใช้ในเครื่องบินขับไล่โจมตีร่วม หรือ เจเอสเอฟ (Joint Strike Fighters - JSF) ซึ่งคู่ค้าคือบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน ถูกขนส่งทางอากาศผ่านเที่ยวบินพาณิชย์ของการบินไทย TG472 ในช่วงบ่ายของวันที่ 17 ก.ย. 2025

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้หลังจากคณะกรรมการสอบสวนของสหประชาชาติระบุว่าอิสราเอลก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวปาเลสไตน์ได้เพียง 1 วัน

เที่ยวบินดังกล่าวใช้เวลาราว 10 ชั่วโมงเดินทางมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิของไทย และพัสดุถูกขนถ่ายไปยังสายการบินหมายเลข ELY82 ซึ่งเป็นเที่ยวบินของสายการบินเอล อัล อิสราเอลแอร์ไลน์ เพื่อเดินทางต่อไปยังกรุงเทลอาวีฟ เมืองหลวงของอิสราเอล

สำนักข่าวดีคลาสสิไฟด์ออสเตรเลียระบุว่าเครื่องบินดังกล่าวลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติเบนกูเรียนในเวลา 06.33 น. ของวันที่ 18 ก.ย. ตามเวลาของอิสราเอล จากนั้นเดินทางต่อไปยังฐานทัพอากาศเนวาติมของอิสราเอล และถึงที่หมายในวันที่ 19 ก.ย. 2025

รายงานชิ้นอื่น ๆ ของดีคลาสสิไฟด์ออสเตรเลียยังเปิดเผยด้วยว่าเห็นการขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบินผ่านเที่ยวบินของการบินไทยในช่วงอื่น ๆ

ในวันที่ 9 เม.ย. 2025 พบเที่ยวบิน TG472 เดินทางออกจากนครซิดนีย์ไปยังกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยพัสดุ 2 ชิ้นที่ระบุว่าเป็น "ชิ้นส่วนเครื่องบิน" สำหรับเครื่องบินขับไล่ F-35 โดยมีที่มาจากบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน

เมื่อเดินทางมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ พัสดุทั้งสองชิ้นถูกลำเลียงต่อไปยังเที่ยวบิน ELY86 ของสายการบินเอล อัล อิสราเอลแอร์ไลน์ และเดินทางถึงจุดหมายปลายทางสุดท้ายที่กรุงเทลอาวีฟ

การบินไทยชี้แจงไม่ได้ระวางขนส่งเอง

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.การบินไทย

วันที่ 26 ก.พ. นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.การบินไทย ชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่าตนทราบถึงกรณีดังกล่าว และอธิบายว่าสายการบินทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รับขนส่งให้กับพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งเป็นแนวทางปกติของอุตสาหกรรมการบิน โดยกรณีนี้ทางการบินไทยไม่ได้เป็นผู้ขายระวางสินค้าเอง

"เขาขาย แต่เขามาส่งขึ้นเครื่องการบินไทย" นายชาย กล่าว "Air Waybill (ใบตราส่งสินค้าทางอากาศ) เอกสารการส่งของ เป็นของสายการบินอื่น เรารับขน การรับขนก็มีโปรโตคอล มีมาตรการ มีมาตรฐานอยู่"

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของการบินไทยกล่าวต่อว่า ในใบตราส่งสินค้าทางอากาศจะสำแดงว่าสินค้าที่อยู่ในการขนส่งคืออะไร โดยหน้าที่การตรวจสอบขึ้นอยู่กับศุลากรของแต่ละประเทศ การบินไทยไม่สามารถไปเปิดพัสดุดูได้ เนื่องจากไม่มีอำนาจ และมีเพียงศุลกากรที่สามารถเปิดดูได้ว่าพัสดุดังกล่าวผิดกฎหมายหรือไม่

เขายืนยันว่าพัสดุที่รับมาไม่เป็นอันตรายต่อเครื่องบิน เนื่องจากผ่านการเอ็กซเรย์มาแล้ว

"ชิ้นส่วนอะไรก็ตามที่ไม่ใช่ระเบิด ไม่ใช่วัตถุอันตราย เราขนได้" นายชาย กล่าว

เขายืนยันว่าการบินไทยทำตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานความปลอดภัยในการรับคนด้วย เนื่องจากชิ้นส่วนดังกล่าวเป็นรูปแบบการขนส่งสินค้าใต้ท้องเครื่องบิน

"เราไม่สามารถพูดได้เต็มปาก เพราะไม่รู้หรอกว่าเหตุการณ์นี้มันจะขยายผลอย่างไร แต่เราก็มีมาตรการอยู่ มีความระมัดระวังในการรับขน ก็ต้องไปทำความเข้าใจกับคู่ค้าด้วย" นายชาย กล่าวเสริม

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของการบินไทยบอกด้วยว่า ตนติดตามกระแสการคว่ำบาตรสายการบินไทยในออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด แต่ก็เห็นความเห็นของทั้งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย และฝ่ายที่เข้าใจขั้นตอนการทำธุรกิจของสายการบิน

"เรื่องนี้เป็นเรื่อง sensitive (อ่อนไหว) เราไม่อยากเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง เราก็ทำหน้าที่ของคนทำธุรกิจ" นายชาย กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญชี้ กรณีนี้ส่งต่อภาพลักษณ์และจุดยืนด้านการทูตของไทย

ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผอ.ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า การที่การบินไทยซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติและเป็นสัญลักษณ์ของประเทศเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานการขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ F-35 ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาประเทศโลกมุสลิมอย่างปฏิเสธไม่ได้

"มันทำให้ประชาชนกลุ่มประเทศโลกมุสลิมเห็นว่า ประเทศไทยอาจมีส่วนในการทำให้เกิดการเข่นฆ่าในดินแดนฉนวนกาซา แล้วมันทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาโลกมุสลิมดูไม่ดีเอาเสียเลย" เขากล่าว

ดร.ศราวุฒิ อธิบายต่อว่าประเด็นนี้อาจทำให้ประเทศโลกมุสลิมและประชาคมโลกเข้าใจผิดว่าประเทศไทยมีนโยบายต่างประเทศ "ที่อิงแอบอยู่กับอิสราเอล" ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ไทยพยายามรักษาความเป็นกลางท่ามกลางความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในกาซา

เขาเสริมว่าเหตุผลที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญต่อมุมมองโลกมุสลิม เป็นเพราะหลายประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกันก็เป็นชาติมุสลิม เช่น บรูไน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

นอกจากนี้ ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางยังเป็นตลาดใหม่ที่นำผลประโยชน์มหาศาลทางเศรษฐกิจมาสู่ไทย หลังไทยเพิ่งฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียได้ และขยายตลาดส่งออกไปยังกลุ่มประเทศมุสลิม เช่น กลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ได้แก่ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปจนถึงประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียกลาง

"เรากำลังเปิดตลาดใหม่ ๆ นอกเหนือจากตลาดเก่าที่ไม่สามารถรอได้ เช่น ยุโรป หรือเอเชียตะวันออก" ดร.ศราวุฒิ กล่าว

นอกจากนี้ เขาเห็นว่าเรื่องนี้ยังส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของชาวมุสลิมในไทยซึ่งเดินทางไปแสวงบุญที่ประเทศซาอุดีอาระเบียทุกปี

"ในข้อตกลงเรื่องฮัจญ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียนั้น เราจะต้องใช้สายการบินแห่งชาติของประเทศ นั่นก็คือการบินไทย มันก็อาจกระทบต่อความรู้สึกประชากรมุสลิมในไทย รวมถึงผู้ใช้บริการการบินไทยด้วย"



ดร.ศราวุฒิ กล่าวว่าการบินไทยไม่ควรเพียงแค่อ้างว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือมาตรฐานสากลเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงกฎหมายระหว่างประเทศและปลายทางของสินค้าด้วย

"ผมคิดว่าการบินไทยต้องพิจารณาการให้บริการลักษณะนี้ ในเรื่องของการขนส่งอาวุธ ในเรื่องการขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบินที่จะนำไปสู่การเข้าไปทำสงครามในดินแดนฉนวนกาซา ผมคิดว่าการบินไทยต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง"

เขายังชี้แนะว่าทางการไทยควรออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่าการดำเนินการของการบินไทยไม่ได้สะท้อนจุดยืนทางการทูตของประเทศ

"จริง ๆ แล้วทางการไทยควรที่จะออกมาอธิบายว่าการบินไทยและนโยบายการต่างประเทศนั้นเป็นคนละส่วนกัน บอกว่าอันนั้นเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจซึ่งดำเนินตามมาตรฐานการบินสากลอยู่ ในขณะที่ประเทศไทยค่อนข้างที่จะเป็นกลางในประเด็นปัญหาความขัดแย้ง"

พร้อมกันนี้ เขายังเสนอว่าไทยควรทบทวนการส่งแรงงานไทยไปทำงานในอิสราเอล เนื่องจากมองว่าอาจไม่สอดคล้องกับกฎหมายแรงงานระหว่างประเทศ และไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้แรงงานที่ต้องไปทำงานภายใต้สภาวะสงคราม รวมถึงคัดกรองผู้เดินทางชาวอิสราเอลที่มาเยือนประเทศไทยว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในสงครามกาซาหรือไม่

นอกจากนี้ เขาแสดงทัศนะว่าทางการไทยควรชี้แจงกรณีพลเมืองไทยหรือผู้ถือสองสัญชาติที่เข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามกาซา เพื่อไม่ให้เกิดความคลางแคลงใจในกลุ่มประเทศอาหรับว่าไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งโดยตรงหรือไม่

https://www.bbc.com/thai/articles/cj0d734p404o







Netflix ถอนตัว Paramount คงได้ซื้อ Warner Brothers แน่แล้ว น่ากังวลนะ สื่ิออเมริกาจะเอียงขวามากขึ้น จากเดิมก็ขวาๆ อยู่แล้ว


Man On Film
12 hours ago
·
พาราเมาต์เข้าซื้อวอร์เนอร์ บราเธอร์ส แล้วมันน่ากังวลอย่างไร

หลังจากพยายามเจรจาต่อรองมาหลายเดือน ล่าสุดเน็ตฟลิกซ์ก็ถอนดีลซื้อกิจการสตูดิโอ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส เรียบร้อยแล้ว เปิดทางให้คู่แข่งใหญ่ยักษ์อย่างพาราเมาต์ คว้าดีลราคากว่าแสนล้านเหรียญฯ

ก่อนหน้านี้เราอาจเคยประเมินกันว่า ถ้าดีลของเน็ตฟลิกซ์สำเร็จ ก็อาจเป็นหายนะของภาพยนตร์ฉายโรง เพราะรู้กันดีว่าเน็ตฟลิกซ์คือสตรีมมิ่งที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับโรงหนังมาตลอด ระดับที่หากดีลนี้สำเร็จ ระยะการยืนโรงของหนังในโรงก็จะสั้นลง คนที่จะได้รับผลกระทบเป็นรายแรกๆ คือเจ้าของกิจการโรงหนังจำนวนมาก (อันที่จริง ในสหรัฐฯ จะเห็นการงัดข้อระหว่างเจ้าของโรงหนังกับเน็ตฟลิกซ์ค่อนข้างชัด) ไปจนถึงภาษาภาพยนตร์, วัฒนธรรมการดูหนังซึ่งจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในระยะยาว

แต่ตอนนี้ ในเมื่อเน็ตฟลิกซ์ถอนดีลแล้ว ก็ใช่ว่าสถานการณ์จะดีขึ้นสักกี่มากน้อย กลายเป็นว่า หลายคนพิจารณาถึงการเมืองเรื่องการซื้อสื่อที่ปรากฏรูปร่างชัดกว่าที่เคย เพราะเจ้าของพาราเมาต์คือตระกูลเอลลิสัน คนพ่ออย่าง แลร์รี เอลลิสัน ให้การสนับสนุนพรรครีพับลิกันชัดเจน (โดยเฉพาะหลังปี 2016 หรือคือหลังจากที่ทรัมป์เข้ามาเป็นแคนดิเดต) คนที่ดูแลกิจการพาราเมาต์คือ เดวิด เอลลิสัน ลูกชายของแลร์รี

เรื่องคือว่า ก่อนหน้านี้เดวิดสร้างธุรกิจโปรดักชั่นในชื่อ Skydance Media และทำดีลห้าปี ร่วมลงทุนทำหนังกับพาราเมาต์ในปี 2009 และเพิ่งมาเข้าซื้อกิจการพาราเมาต์ก็เมื่อกลางปี 2025 ที่ผ่านมา โดยได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานอิสระของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ดูแลเรื่องการแข่งขันที่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมสื่อ (FCC) ซึ่งการอนุมัตินี้เกิดขึ้นในรัฐบาลทรัมป์ -ที่ก็ยืนยันความสัมพันธ์อันดีระหว่างทรัมป์และตระกูลเอลลิสัน

สิ่งที่อาจจะเปลี่ยนแปลงเร็วที่สุดหากว่าดีลระหว่างพาราเมาต์กับวอร์เนอร์ บราเธอร์สสำเร็จจริงๆ คือสำนักข่าว cnn ซึ่งเป็นสำนักข่าวในเครือของวอร์เนอร์ ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับทรัมป์ และทรัมป์ก็โจมตีอยู่บ่อยๆ ว่าเป็นสำนักข่าวที่ "ไม่มืออาชีพ" และ "รายการแต่ความเท็จ"

ดังนั้น ความเปลี่ยนแปลงที่จะตามมานี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องวัฒนธรรมการดูหนัง อย่างที่หลายคนกังวลตอนดีลกับเน็ตฟลิกซ์ แต่เป็นเรื่องวัฒนธรรมเชิงการเมืองในสหรัฐฯ และการควบรวมสื่อของฝั่งขวา ที่อาจอยู่ในรูปแบบของสำนักข่าว หรือในเชิงภาพยนตร์ในอุตสาหกรรมฮอลลีวูด

ดูแล้วนึกถึง Succession (2018–2023) ซีรีส์ที่ว่าด้วยตระกูลสื่อของ HBO (ที่อยู่ใต้ร่มของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส อีกทีหนึ่ง) และส่วนหนึ่งของซีรีส์ก็พูดถึงพลวัติในการพยายามครอบครองสื่อของพรรคการเมืองขวาจัดด้วย

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1597055835282724&set=a.491094702545515





ความกล้าหาญของบริษัท Anthropic - Anthropic AI rejects Pentagon's weapons & surveillance ultimatum


Anthropic AI rejects Pentagon's weapons & surveillance ultimatum

CNN

Feb 27, 2026 

American artificial intelligence company Anthropic could be at risk being designated a “supply chain risk” — a label typically reserved for companies tied to foreign adversaries. The Pentagon, which uses Anthropic’s Claude AI system on its classified networks, wants broad authority to use it for “all lawful purposes.” 

But Anthropic has two red lines for the Pentagon: no use in autonomous weapons and no mass surveillance of US citizens. 

0:00 Anthropic rejects Pentagon's ultimatum 
2:58 Drone & military technology expert discusses 
5:17 Anthropic pushes for guardrails 
7:09 Mass surveillance concerns

https://www.youtube.com/watch?v=-zOCrWxCqUU





Prefect Signs! ฟ้องด้วยป้าย ทรัป์ทีม







 https://x.com/Suzierizzo1/status/2026928446035636347



ชำแหละ แพทยสภา สะเทือนแน่ หมอของขวัญ คืนใบอนุญาตแพทย์แล้ว ลาออกปุ๊บฟาดแพทยสภาเละระบบสุดห่วย ลั่นชอบกดให้ต่ำ กดให้กลัว แต่หมอไม่กลัว ย้ำเป็นคนแรกที่ลาออกจาก 8 หมื่นคน

https://www.facebook.com/watch/?v=760186320182456
https://www.facebook.com/reel/760186320182456



6 ปีที่แล้ว คนอย่างธรรมนัส พรหมเผ่ายังมีประโยชน์ กับชนชั้นนำ ไม่ว่าข้อหาอะไรก็ทำอะไรเขาไม่ได้ แต่พอเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ธรรมนัสกลายเป็น สิ่งที่น่ารังเกียจ สำหรับชนชั้นนำไปเสียแล้ว ?


นักการเมืองต้องมีศักดิ์ศรี | สำนักข่าววันนิวส์

Feb 27, 2026 #ธรรมนัส #กล้าธรรม #สำนักข่าววันนิวส์
#ธรรมนัส ลั่น จุดยืน เป็นนักการเมืองต้องมีศักดิ์ศรี ไม่ตอบร่วมรัฐบาลหรือไม่ รอความชัดเจนจากพรรคแกนนำ พร้อมทำหน้าที่ทุกบทบาท ให้วิ่งไปหา โดยไม่มีศักดิ์ศรี ไม่ใช่สไตล์ผม

https://www.youtube.com/watch?v=wZ53M6B60_4
.....

Thanapol Eawsakul shared a memory.
16 hours ago
·
6 ปีที่แล้ว
เมื่อคนอย่างธรรมนัส พรหมเผ่ายังมีประโยชน์ กับชนชั้นนำ
ไม่ว่าข้อหาอะไรก็ทำอะไรเขาไม่ได้
ไม่ต้องอะไรมาก
แค่เดือนตุลาคม 2568 ธรรมนัสยังเนื้อหอม อยู่เลยเมื่อ ถีบหัวทักษิณทิ้ง
แต่พอเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ธรรมนัสกลายเป็น สิ่งที่น่ารังเกียจ สำหรับชนชั้นนำไปเสียแล้ว

Thanapol Eawsakul 
February 26, 2020
·
ระบบการเมืองแบบไหนที่ปล่อยให้ธรรมนัส พรหมเผ่ามาเป็นรัฐมนตรีได้
- เปลี่ยนชื่อ นามสกุล มาแล้วรวม 5 ครั้ง
- ถูกไล่ออก+ถอดยศจากทหาร 2 ครั้ง
- ถูกไลออก ถอดยศจากทหารบก แล้วกลับเข้ารับราชการในทหรเรือ แล้วย้ายกลับไปทหารบก แล้วถูกไลออก ถอดยศจากทหารบก อีกครั้งหนึ่ง
- ติดคุกที่ออสเตรเลีย ข้อหา ค้าเฮโรอีน 4 ปี
- เป็นจำเลยคดีฆาตกรรม
- เป็นจำเลยคดีมาเฟีย
ฯลฯ

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/26294384426868381









 

“เสรีพิศุทธ์” อัดแหลก กกต.ไร้อนาคต ยังไงก็ไม่รอดคุก ถามรีบประกาศผล #เลือกตั้ง69 ทำไม หรือต้องการเอื้อ “อนุทิน” ฟาด นับคะแนนชุ่ยๆ ไม่ยอมนับใหม่ แถมแจ้งจับประชาชน






 

สุพรรณบุรีเขต2 ผลนับคะแนนใหม่ ชวนเอ๊ะ !! คะแนนผิดเป็น 100 อ.สิโรฒม์ ตั้งข้อสังเกตว่า คนขานคะแนน เหมือนจะ ขานให้อีกพรรคหนึ่ง ที่ไม่ตรงกับในมือ






 


https://www.facebook.com/natthaphong.ruengpanyawut/posts/pfbid02Fa8sK2PRgnVVdtWmYGJ7toSsBCTAnNZYbLNqxMtZBGDDJMUpuDjhoTEU1HCteeL8l




วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 27, 2569

กกต.เนี่ยถ้าไม่เหลิงอำนาจมากจนล้นเกิน ก็น่าจะ “ปลาตายน้ำตื้น” ที่ไล่ฟ้องประชาชน ๖ คน เมื่อ ‘ไอติม’ ย้อนให้ว่า ดีสิ จะทำให้ กกต.ต้องเปิดข้อมูลที่อุบไว้ในชั้นศาล

กกต.เนี่ยถ้าไม่เหลิงอำนาจมากจนล้นเกิน ก็น่าจะ “ปลาตายน้ำตื้น” เรื่องที่ไล่ฟ้องประชาชน ๖ คนจากการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง หาว่ากระทำการอั้งยี่ก่อกวนนั้น ไอติม หนึ่งในผู้ถูกฟ้องย้อนเอาว่า ดีสิ จะทำให้ กกต.ต้องเปิดข้อมูลที่อุบไว้ในชั้นศาล

ผมยินดีเข้าสู่กระบวนการ เพราะผมไม่เคยกลัวความจริง และความจริงจะปรากฎว่าผมไม่ได้ดำเนินการใดๆ ที่ผิดต่อกฎหมาย” พริษฐ์ วัชรสินธุ “ได้แต่เพียงหวังว่า หากกระบวนการในชั้นศาลนำไปสู่การเปิดเผยข้อเท็จจริงหรือหลักฐานต่างๆ

ที่ประชาชนสงสัยและยังไม่เคยได้รับคำตอบจาก กกต. (แล้ว) ทาง กกต.เองจะไม่หลีกหนีความจริง และจะพร้อมรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองเช่นกัน” ทางด้าน นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ซึ่งยื่นฟ้องอาญา ม.๑๕๗ ต่อ กกต.ทั้ง ๙ คน ชี้ว่า

“กรณีนี้ แทบจะคล้ายกับการเลือกตั้งปี ๔๙ ซึ่งเป็นเรื่องการเลือกปฏิบัติ โดย กกต.ยุคนั้น ไม่ดําเนินการกับพรรคไทยรักไทย แต่ใช้กับพรรคเล็ก” คำวินิจฉัยคดีนั้นใช้เป็นแนวในการปรักปรำ กกต. “ว่าละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว ที่ได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญ”

ไม่เพียงการฟ้องกลับว่า กกต.ใช้อำนาจกฎหมายเกินกว่าข้อเท็จจริง หรือ “ฟ้องปิดปาก” เป็นการกระทำผิดตามมาตรา ๑๕๗ ป.อาญา ควบ พรป.ว่าด้วย กกต.มาตรา ๖๙ และ พรป.ว่าด้วย สส.มาตรา ๙๖ ประกอบมาตรา ๑๖๔ เรื่องคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

แล้วยังมีภาคประชาชน เช่น คปท. (เครือข่ายปฏิรูปประเทศไทย) นำโดย ทนายนกเขานิติธร ล้ำเหลือ ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่า กกต.ชุดนี้ “จัดเลือกตั้งไม่ลับ ไม่สุจริต และไม่เที่ยงธรรม” ด้วย รวมความแล้วเป็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่บิดเบือนกฎหมาย

ดังระบุไว้ในแถลงการณ์ของสมาคมทนายว่าเป็นการกระทำที่ “ละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน” นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมฯ ยกเอาข้อ กม.ในรัฐธรรมนูญ ม.๒๕ มาอธิบายว่า

การตรวจสอบของภาคประชาชนไม่ได้ขัดขวางการจัดการเลือกตั้ง หรือละเมิดสิทธิของ กกต.แต่อย่างใด” การถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง “เพื่อติดตามกระบวนการทำงานของ กกต. จึงเป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยชอบธรรม”

การที่ กกต.ฟ้องร้องประชาชน “เข้าข่ายลักษณะการกลั่นแกล้ง ข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัว และใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อปิดปากการตรวจสอบจากสาธารณะ” ทางแก้ระยะยาวจึงไปตกอยู่ที่ “การเร่งผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามเจตนารมณ์ของผลประชามติ

เพื่อเปิดทางให้ประชาชนมีอำนาจตามกฎหมายในการเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ ที่ใช้อำนาจของประชาชนโดยมิชอบได้”

(https://www.facebook.com/thestandardth/posts/28RMbz4GH, https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/gJcSV46DQ, https://www.facebook.com/TheReportersTH/videos/1671627420875793 และ https://www.facebook.com/paritw/posts/0PA2yr85auk) 

การเมืองแบบ 'บ้านใหญ่' กลับมาอีกครั้งอย่างเห็นได้ชัดในการเลือกตั้งครั้งนี้ อดีต สส. พรรคประชาชนที่แพ้เลือกตั้ง เผยถึงการเผชิญหน้ากับระบบอุปถัมภ์ "บ้านใหญ่" ที่ทรงอิทธิพลของประเทศไทย



อดีต สส. พรรคประชาชนที่แพ้เลือกตั้ง เผยถึงการเผชิญหน้ากับระบบอุปถัมภ์ "บ้านใหญ่" ที่ทรงอิทธิพลของประเทศไทย

โจนาธาน เฮด
ผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ
ธัญญารัตน์ ดอกสน
26 กุมภาพันธ์ 2026

"ครั้งหนึ่งผมไปงานวันเด็ก และผมก็พบว่าตัวเองนั่งอยู่ข้าง ๆ นักการเมืองคนหนึ่ง เขาถือธนบัตร 100 บาทเป็นปึกใหญ่เพื่อแจกเด็ก ๆ ในขณะที่ผมมามือเปล่า ผมจะไปแข่งกับเขาได้ยังไง" ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ บอกกับบีบีซี

ชุติพงศ์ เป็นส่วนหนึ่งของ "คลื่นสีส้ม" ซึ่งรวมผู้สมัครหนุ่มสาวที่มีอุดมการณ์และสร้างความประหลาดใจให้กับประเทศไทยในการเลือกตั้งปี 2566 ด้วยการทำให้พรรคก้าวไกลคว้าที่นั่งในสภามาได้มากกว่าพรรคอื่น

อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งปีนี้ ชุติพงศ์ เสียที่นั่งในจังหวัดระยองซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา ให้กับคู่แข่งจากตระกูลการเมืองเก่าที่ครองตำแหน่งมาอย่างยาวนาน

"ในปี 2566 เราเหมือนพายุที่พัดถล่มทลาย และพรรคอื่น ๆ ก็ไม่พร้อมที่จะสู้กลับ พวกเขาคิดว่าผมเป็นแค่ผู้สมัครไร้ชื่อ คลื่นแห่งการสนับสนุนพรรคก้าวไกลในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งนั้นกระตุ้นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลองเลือกสิ่งใหม่ ๆ"

สำหรับพรรคสีส้มที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคประชาชนแล้ว ความหวังของพวกเขาที่จะทำผลงานให้ดีขึ้นกว่าปี 2566 ต้องพังทลายลงเพราะเครือข่ายอุปถัมภ์แบบเก่าที่ครอบงำการเมืองระดับจังหวัดของไทยมาตลอดประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของประเทศ

ผลการเลือกตั้งยังไม่ถูกรับรองอย่างเป็นทางการทั้งหมด โดยยังมีการตรวจสอบความผิดปกติในการเลือกตั้งในหลายประเด็นอยู่ แต่นั่นจะไม่เปลี่ยนแปลงผลเลือกตั้งโดยรวม นั่นคือจำนวนที่นั่งของพรรคประชาชนลดลงอย่างมากถึงกว่า 20% ส่วนพรรคภูมิใจไทยกลับมีจำนวนที่นั่งเพิ่มขึ้นอย่างน่าทึ่ง จาก 71 ที่นั่งในปี 2566 เป็นประมาณ 193 ที่นั่งในสภา 500 ที่นั่งในปีนี้


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคประชาชน ถ่ายภาพร่วมกับสมาชิกพรรคระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง

"พวกเขาไม่พูดกับผมอีกเลย"


หลังจากได้รับเลือกตั้งในปี 2566 ชุติพงศ์ทุ่มเทให้กับงานใหม่ของเขาอย่างเต็มที่ โดยเขาเดินทางไปทั่วเขตเลือกตั้งเพื่อหวังช่วยเหลือแก้ไขปัญหาที่เพื่อนบ้านเผชิญอยู่ แต่เขากลับพบกับการต่อต้านจากผู้ที่ทำงานให้กับกลุ่มผู้มีอำนาจเดิมอย่างรวดเร็ว ที่แย่ไปกว่านั้น เขาพบว่าเขาถูกคาดหวังให้บริจาคเงินอย่างมากมาย จากเงินทุนที่เขาไม่มี

"ผมได้รับเชิญไปงานส่งเสริมศักยภาพสตรี ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำที่ชาวบ้านเข้าร่วมและสนุกสนานกัน แต่พวกเขาบอกว่าถ้าผมอยากมา ผมต้องบริจาค 25,000 บาท ผมบอกพวกเขาว่าผมไม่มีเงินขนาดนั้น พวกเขาไม่พอใจมากและบอกว่าผมใจร้าย ผมถามพวกเขาว่ามีอะไรอย่างอื่นที่ผมสามารถช่วยได้บ้างไหม แต่พวกเขาก็ไม่พูดกับผมอีกเลย"

สิ่งที่ชุติพงศ์เผชิญคือระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกซึ่งควบคุมโดยครอบครัวเดียว

ระยองเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก เขตอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานจำนวนมากที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออก สิ่งนี้ได้ดึงดูดแรงงานจากภูมิภาคอื่น ๆ และยังสร้างชนชั้นกลางในเมือง ซึ่งตอบสนองต่อแนวคิดปฏิรูปของขบวนการก้าวหน้าได้ดีมากขึ้น

ในปี 2566 พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งในทั้ง 5 เขตเลือกตั้งของจังหวัดระยอง

แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ของระยองยังคงเป็นชนบท เป็นที่อยู่อาศัยของเกษตรกรและผู้ปลูกผลไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขต 4 ซึ่งชุติพงศ์ได้รับเลือกตั้งใครครั้งที่แล้ว แม้เขาจะเป็นคนท้องถิ่น แต่ก็ใช้เวลาหลายปีอาศัยอยู่ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

จังหวัดระยองถูกครอบงำโดยตระกูลที่มีอำนาจเพียงตระกูลเดียวมานานหลายทศวรรษ นั่นคือตระกูลปิตุเตชะ นี่คือสิ่งที่รู้จักกันในประเทศไทยว่า "บ้านใหญ่" และนี่คือวิธีที่อำนาจท้องถิ่นถูกจัดการมาตลอดในประเทศนี้

ตระกูลปิตุเตชะ บริหารราชการส่วนท้องถิ่นเกือบทั้งหมดในจังหวัดระยอง

ปิยะ ปิตุเตชะ หรือ 'ช้าง' ผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน เป็นหัวหน้าองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอิทธิพลอย่างมาก เนื่องจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดบริหารจัดการงบประมาณรายจ่ายส่วนใหญ่ในจังหวัดระยอง

ก่อนถึงปี 2566 ตระกูลปิตุเตชะเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งมาโดยตลอด โดยมีสมาชิกคนหนึ่งจากตระกูลได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขด้วย

เช่นเดียวกับ "บ้านใหญ่" อื่น ๆ พวกเขาไม่มีความภักดีต่อพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษ ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขาเคยเป็นตัวแทนของพรรคการเมืองที่ต่างกันถึงห้าพรรค ตระกูลนี้ยังมีบทบาทสำคัญในชุมชนธุรกิจท้องถิ่น และแตกต่างจากชุติพงศ์ ตระกูลบ้านใหญ่มีเงินทุนมากมาย ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหน้าใหม่จะสามารถแข่งขันได้

"บ้านใหญ่" ทั้งหลายอาศัยเครือข่ายผู้หาเสียงที่กว้างขวาง ซึ่งเป็นคนในท้องถิ่นที่รู้จักละแวกบ้านของตน และระดมผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้สนับสนุนผู้สมัครของพวกเขา และถึงแม้จะไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ แต่เครือข่ายผู้หาเสียงเหล่านี้ก็ยังแจกเงินในช่วงและหลังการเลือกตั้งด้วย หัวคะแนนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่สำคัญต่อความสำเร็จของนักการเมืองท้องถิ่นมาโดยตลอด และพรรคประชาชนในฐานะองค์กรใหม่ที่ส่วนใหญ่มีโครงข่ายอยู่ในพื้นที่เมือง พรรคประชาชนจึงไม่สามารถเข้าถึงพวกเขาได้

"ดังนั้นผมจึงปรับกลยุทธ์" ชุติพงศ์กล่าว "ผมประกาศว่าผมจะพยายามแก้ไขข้อร้องเรียนใด ๆ ทันที ถ้าไม่มีน้ำใช้ ไม่มีไฟฟ้าใช้ ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ผมจะไปที่นั่น"

"แต่ชาวบ้านที่โทรหาผมในตอนนั้นต้องเผชิญกับแรงกดดันจากเครือข่ายดังกล่าว บางคนถูกวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มแชทของหมู่บ้านหรือผ่านระบบกระจายเสียงในหมู่บ้าน พวกเขาถูกกล่าวหาว่านำผม ซึ่งเป็นคนนอก เข้ามาในพื้นที่" ชุติพงศ์เสริม

"เมื่อผมพยายามตรวจสอบโรงงานหลังจากได้รับข้อร้องเรียนเรื่องมลพิษ ผมก็เจอกับการต่อต้านจากชุมชนท้องถิ่น เพราะพวกเขาได้รับจดหมายจากโรงงานเหล่านั้น" เขาอธิบาย

เมื่อการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 มาถึง ตระกูลปิตุเตชะก็ได้เรียนรู้จากความพ่ายแพ้ในศึกการเลือกตั้งครั้งก่อนแล้ว

ในเขตเลือกตั้งที่ 3 และ 4 พวกเขาส่งสมาชิกครอบครัวที่อายุน้อยกว่า ซึ่งได้รับการศึกษาดีกว่าและมีภาพลักษณ์ที่ดูเป็นเจ้าพ่อทางการเมืองน้อยกว่าคนรุ่นเก่า ลงสมัคร ในเขตเลือกตั้งที่ 3 พวกเขาลงสมัครภายใต้สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่พวกเขาเคยชื่นชอบมาโดยตลอด แต่ในเขตเลือกตั้งที่ 4 ฉัตรชัย ปิตุเตชะ วัย 34 ปี ลงสมัครภายใต้พรรคภูมิใจไทย ของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งมีความสามารถในการดึง "บ้านใหญ่" มาอยู่ฝ่ายตน

นายชุติพงศ์จึงพ่ายแพ้ในศึกการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

ตระกูลปิตุเตชะสามารถคว้าที่นั่งคืนจากพรรคประชาชนได้สองที่นั่งในจังหวัดระยอง แม้ว่าพรรคประชาชนจะยังคงรักษาที่นั่งไว้ได้สามที่นั่งในจังหวัด

"พวกเขาคงต้อนรับผมหากผมให้เงินพวกเขา แต่ผมทำอย่างนั้นตลอดไปไม่ได้ เพราะทรัพยากรผมมีจำกัด ผมต้องตัดสินใจว่าผมจะเป็นผู้แทนแบบที่พวกเขาต้องการ หรือจะยึดมั่นในหลักการของตัวเองและดูว่าชาวบ้านจะยอมรับแนวคิดนี้หรือไม่ ผลการเลือกตั้งแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาไม่ยอมรับ"

บีบีซีได้สอบถามความคิดเห็นของของ ฉัตรชัย ปิตุเตชะ เกี่ยวกับเหตุผลที่ทำให้เขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่เขาปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น

"การเมืองแบบ 'บ้านใหญ่' กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งในภาคตะวันออกของประเทศไทย" ศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว จากคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี กล่าว

"ชาวบ้านยังคงมีความคาดหวังต่อ สส. ของพวกเขา เพราะภายใต้ระบบการปกครองแบบรวมศูนย์ พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเป็นธรรม พวกเขาต้องพึ่งพาเครือข่ายอุปถัมภ์เพื่อความมั่นคงของครอบครัว" ศ.ดร.โอฬาร อธิบาย

เขากล่าวด้วยว่า สส. หนุ่มของพรรคประชาชนขาดทุนทางสังคม ใบหน้าของพวกเขาอาจเป็นที่คุ้นเคยในโซเชียลมีเดีย แต่พวกเขาขาดการยอมรับและความไว้วางใจ ต่างกับหัวคะแนนในหมู่บ้าน

อีกทั้งพวกเขายังไม่สามารถเชื่อมโยงกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับในปี 2566 ซึ่งในครั้งนั้นพวกเขาเสนอตัวเป็นทางเลือกที่สดใหม่และเยาว์วัยกว่ากลุ่มทหารที่ปกครองประเทศมานานถึงเก้าปี ทำให้เกิดความปรารถนาในสังคมอย่างกว้างขวางที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง

แต่การที่ศาลและสถาบันอนุรักษนิยมอื่น ๆ ขัดขวางไม่ให้พรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลหลังชนะการเลือกตั้งในปี 2566 ได้อย่างง่ายดาย ทำให้คนไทยจำนวนมากมองโลกในแง่ร้ายเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลง และหันไปให้ความสำคัญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในระยะสั้นมากกว่า

แต่ในเมืองใหญ่อื่น ๆ สถานการณ์กลับแตกต่างออกไป

ในพื้นที่กรุงเทพฯ พรรคประชาชนกวาดชัยชนะในปีนี้ โดยได้ที่นั่งทั้งหมด ซึ่งเป็นผลงานที่ดีขึ้นกว่าผลงานเมื่อปี 2566 พวกเขายังครองเสียงข้างมากในเมืองใหญ่อันดับสองอย่างเชียงใหม่ด้วย แต่สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าความนิยมของพวกเขาจำกัดอยู่แค่เฉพาะในเขตพื้นที่เมืองเท่านั้น

พวกเขายังคงเอาชนะคู่แข่งทุกพรรคในส่วนแบ่งคะแนนเสียงทั่วประเทศสำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ แต่ สส.บัญชีรายชื่อ คิดเป็นจำนวนเพียงหนึ่งในห้าของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 80% จะถูกจัดสรรตามคะแนนการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต และในครั้งนี้กลุ่มหัวก้าวหน้าก็พ่ายแพ้อย่างชัดเจนให้กับอำนาจที่ฝังรากลึกของตระกูลใหญ่ดั้งเดิมในต่างจังหวัด

https://www.bbc.com/thai/articles/cq8geqlxd3no




The Wall Street Journal บอกว่า “กษัตริย์ชาร์ลส์มีเรื่องให้กังวลมากกว่าแค่เรื่องของแอนดรูว์” เพราะ “แต่ราชวงศ์อังกฤษไม่ได้ทรงอำนาจอีกต่อไปแล้ว” ความนิยมของประชาชนเสื่อมถอยลง โดยเฉพาะในบรรดาคนรุ่นใหม่ ทุกวันนี้ สถาบันกษัตริย์ยังเป็นที่รักและเคารพเฉพาะกับคนสูงวัยและนักท่องเที่ยวเท่านั้น


Pipob Udomittipong
19 hours ago
·
The Wall Street Journal บอกว่า “กษัตริย์ชาร์ลส์มีเรื่องให้กังวลมากกว่าแค่เรื่องของแอนดรูว์” เพราะ “แต่ราชวงศ์อังกฤษไม่ได้ทรงอำนาจอีกต่อไปแล้ว” ความนิยมของประชาชนเสื่อมถอยลง โดยเฉพาะในบรรดาคนรุ่นใหม่ ทุกวันนี้ สถาบันกษัตริย์ยังเป็นที่รักและเคารพเฉพาะกับคนสูงวัยและนักท่องเที่ยวเท่านั้น

อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ถือเป็นสมาชิกราชวงศ์อังกฤษคนแรกที่ถูกจับกุมในรอบเกือบ 400 ปี ครั้งสุดท้ายคือการจับกุมพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 (องค์ปัจจุบันคือ พระเจ้าชาลส์ที่ 3) ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากเกิดสงครามกลางเมืองที่คร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 3% ของประชากรในอังกฤษและเวลส์ เพราะมีการประท้วงต่อต้าน แต่แอนดรูว์กลับถูกจับกุมโดยไม่มีการคัดค้านใด ๆ ทั้งสิ้น

“ความแตกต่างก็คือ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 เป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจ ในขณะที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ไม่มีอำนาจ ราชวงศ์อังกฤษรู้ดีว่าสถานะของตนเปราะบาง และสมาชิกในครอบครัวที่สร้างปัญหาอย่างแอนดรูว์ จะต้องถูกขับไล่ออกไปเพื่อปกป้องราชวงศ์”

แรงต่อต้านทางการเมืองต่อสถาบันกษัตริย์ เกิดขึ้นมานานแล้ว @WSJ บอก “การปฏิวัติทางอุดมการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกตะวันตกในทศวรรษ 1960 และกลุ่มผู้ปฏิวัติก็มีอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเป็นเหตุผลที่สื่ออังกฤษแสดงความเคารพต่อราชวงศ์น้อยมาก”

เขาว่าคำว่า “deference” เป็นคำที่ฮิตติดหูคนอังกฤษมาก เพราะ “deference” “ความเคารพยำเกรง” ต่อสถาบันกษัตริย์ลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะหลังหตุอื้อฉาวของอดีตเจ้าชายองค์นี้

“และเป็นเหตุผลที่ผลสำรวจของ #YouGov ในเดือนมกราคม 2026 พบว่ามีเพียง 42% ของคนอายุ 18-24 ปีเท่านั้นที่เห็นด้วยว่าสถาบันกษัตริย์นั้น “ดีต่อสหราชอาณาจักร” “good for Britain”

ราชวงศ์อังกฤษก็พยายามฟื้นฟูความนิยมและความจงรักภักดี ด้วยการสนับสนุนประเด็นที่ก้าวหน้าต่างๆ รวมถึงสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจิต กษัตริย์ชาร์ลส์มักแสดงความคิดเห็นเชิงบวกเกี่ยวกับความหลากหลาย และการสนทนาระหว่างศาสนา ทั้งยังทรงเชิญผู้นำทางศาสนาที่ไม่ใช่คริสเตียนเข้าร่วมในพิธีราชาภิเษก แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ไม่เร้าใจประชาชนมากพอ

ที่แย่กว่านั้นคือ ความพยายามที่จะเอาใจกลุ่มก้าวหน้าเหล่านี้ ทำให้คนหนุ่มสาวชาวอังกฤษฝ่ายขวาจำนวนมากไม่พอใจ ในจดหมายข่าวที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนหนุ่มสาววัย 20 กว่า ๆ ที่ทำงานในแวดวงราชการเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้กล่าวถึงกษัตริย์ว่าเป็น “The Rancid Woke Charlie.” “ชาร์ลีที่โวกและเน่าเฟะ”

และการเปลี่ยนแปลงทางประชากรไม่เป็นคุณกับราชวงศ์เลย โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในปี 2023 ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุมากกว่า 65 ปี 77% บอกกับ YouGov ว่า พวกเขาเชื่อว่าสถาบันกษัตริย์นั้น “ดีต่อสหราชอาณาจักร” ในขณะที่ชาวอังกฤษกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยอายุ 18-24 ปี เพียง 19% เท่านั้นที่เชื่อแบบเดียวกัน

เมื่อคำนึงว่าเกือบครึ่งหนึ่งของเด็กที่เกิดในสหราชอาณาจักรในปี 2024 มาจากครอบครัวกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อย ความสนับสนุนสถาบันกษัตริย์จึงมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างรวดเร็ว และลดลงมากขึ้นในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

น่าสงสารราชวงศ์อังกฤษเสียจริง ทำไมไม่เข้มแข็งเหมือนราชวงศ์ของเรา

https://www.wsj.com/.../king-charles-has-more-than-andrew...

https://www.facebook.com/photo?fbid=10163787471486649&set=a.10150096728651649



บิล เกตส์ นักบุญที่ถูกกระชากหน้ากาก ออกมาขอโทษแต่โทษทีสายเสียแล้ว


Pipob Udomittipong
18 hours ago
·
สื่อไปให้ความสนใจกับเรื่องที่บิล เกตส์ สารภาพและขอโทษว่า เขามีเซ็กซ์กับหญิงชาวรัสเซียสองคน ระหว่างยังสมรสกับเมลินดา เฟรนช์ เกตส์ คนหนึ่งเป็นนักเล่นบริดจ์ และอีกคนเป็นนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ แต่อ้างว่าไม่ได้เป็นเด็กของเจฟฟรีย์ เอปสตีน แม้เขาจะขอโทษที่เคยคบหากับเอปสตีนก็ตาม

แต่สิ่งที่สื่อไม่ให้ความสนใจคือ ก่อนหน้านี้จากอีเมล์ของเอปสตีนไฟล์ระบุว่า บิล เกตส์ ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จาก “หญิงสาวชาวรัสเซีย” น่าจะทั้งสองคนนี้แหละ และวางแผนที่จะให้ภรรยากินยาปฏิชีวนะโดยไม่บอกให้รู้ตัว

ที่สำคัญกว่านั้น ในการสารภาพระหว่างการประชุมของมูลนิธิเกตส์เมื่อวันอังคาร บิล เกตส์ยอมรับว่า “ต้องให้เครดิตเธอ (เมลินดา เฟรนช์ เกตส์) เพราะเธอสงสัยเรื่องของเอปสตีนมาตลอด” เกตส์เล่าว่าช่วงแรก ๆ ที่เริ่มรู้จักเอปสตีนเมื่อปี 2011 ไม่กี่ปีหลังจากเอปสตีนสารภาพผิดในปี 2008 ในข้อหาค้าประเวณีเด็ก ภรรยาเขาเป็นคนเตือนให้เขาระวังบุคคลคนนี้ แต่เขาไม่เชื่อ และไม่ทำการบ้าน

ที่น่าเศร้าใจไปกว่านั้นคือ ก่อนหน้านี้ เมลินดา เฟรนช์ เกตส์เคยให้สัมภาษณ์ NPR ในประเด็นที่อดีตสามีเอากามโรคมาติดเธอ และพยายามให้เธอกินยาเพื่อป้องกันว่า

“ดิฉันรู้สึกเศร้าค่ะ เศร้าอย่างเหลือเชื่อ เศร้าอย่างเหลือเชื่อ (ย้ำ)” ก่อนจะเงียบไป และบอกต่อว่า “เมื่อมองดูความเศร้าที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และเมื่อมองชะตากรรมของเด็กผู้หญิงเหล่านั้น ทำไมเหตุการณ์แบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับพวกเธอด้วย สำหรับตัวดิฉัน มันก็แค่ความเศร้า ดิฉันเลิกกับสามี ดิฉันต้องเลิกกับสามี ดิฉันอยากเลิกกับสามี และต้องออกจากมูลนิธิในที่สุด มันจึงเรื่องน่าเศร้า แต่มันคือความจริง”

เธอเศร้ากับตัวเอง และเห็นใจเด็กที่ตกเป็นเหยื่อ แต่อดีตสามีแค่ขอโทษว่านอกใจภรรยา แต่ไม่แสดงความเห็นใจเหยื่อของเขาเลย

ที่เลวร้ายกว่านั้น จนถึงตอนนี้บิล เกตส์ไม่ยอมรับว่า ผญ.รัสเซียอย่างน้อย 2 คนที่เขามีความสัมพันธ์ด้วย เป็นเด็กของเจฟฟรีย์ เอปสตีน ทั้งที่มีอีเมล์จากบอริส นิโคลิค (อดีที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของบิล เกตส์) ที่ระบุถึงการโอนเงิน 500,000 ดอลลาร์ให้กับเจฟฟรีย์ เอปสตีน

บิล เกตส์อ้างกับภรรยาว่า โอนเงินครึ่งล้านเหรียญให้กับบอริส นิโคลิคที่เพิ่งลาออกจากมูลนิธิ แต่ความจริง เขาโอนเงินให้เอปสตีน น่าจะเพราะถูกแบล็กเมล์ เพราะเอปสตีนบิลกุมข้อมูลอื้อฉาวของเขากับผญ.รัสเซีย

สื่อจึงควรให้พื้นที่กับเมลินดา เฟรนช์ เกตส์ ซึ่งหลังจากหย่าและลาออกจากมูลนิธิเกตส์ในปี 2024 เธอได้อุทิศเงิน 12.5 พันล้านดอลลาร์ให้กับโครงการที่มุ่งเน้นความช่วยเหลือสตรีและครอบครัว ทำหน้าที่รณรงค์ด้านสิทธิสตรีอย่างแข็งขัน รวมถึงการต่อสู้เพื่อเสรีภาพด้านอนามัยเจริญพันธุ์ และถือเป็นผู้บริจาครายใหญ่สุดคนหนึ่งในโลก

บิล เกตต์ไม่ได้เป็นเหยื่อ เขาเป็น predator
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=10163787689026649&set=a.10150096728651649



"Unbelievable sadness" - Melinda French Gates responds to Bill Gates claims in latest Epstein files

Wild Card with Rachel Martin and NPR

Feb 3, 2026

Watch the full Wild Card episode here: • Melinda French Gates on moving past the ‘m... 

Melinda French Gates responds to allegations involving her ex-husband, Bill Gates, in the Epstein files released on Jan. 30, 2026.

https://www.youtube.com/watch?v=1iPe6Iegom4