
วันพุธ, กุมภาพันธ์ 25, 2569
ข้าก็รู้ว่าข้าโกง (แล้วใครจะช่วยข้าฆ่ากฏหมาย!)

ใครเป็นใครในมหากาพย์ MOU กระทรวงดีอีฯ-กลุ่มทุนสิงคโปร์ และคดี "สแกนม่านตา"

ใครเป็นใครในมหากาพย์ MOU กระทรวงดีอีฯ-กลุ่มทุนสิงคโปร์ และคดี "สแกนม่านตา"
วศินี พบูประภาพ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เมื่อ 9 ชั่วโมงที่แล้ว
รายงานข่าวที่อ้างว่าเป็นเอกสารบันทึกถ้อยคำของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในคดี "สแกนม่านตา" มีถ้อยคำระบุว่าในการลงนามเอ็มโอยู่ (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอีฯ และกลุ่มทุนสิงคโปร์เมื่อช่วงต้นปี 2567 นายประเสริฐกล่าวว่ามาจากการประสานงานจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า โดยรายงานซึ่งถูกปฏิเสธจากนายประเสริฐในภายหลัง ปรากฏออกมาในช่วงจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. กว่าหนึ่งสัปดาห์
สำนักข่าวไทยโพสต์ซึ่งรายงานถึงเอกสารคำให้การฉบับนี้ อ้างว่านี่เป็นถ้อยคำที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวน กองคดียาเสพติดของดีเอสไอ
รายงานข่าวดังกล่าวระบุถึงข้อมูลถึงที่มาของการจัดทำ "บันทึกความเข้าใจเพื่อริเริ่มโครงการนำร่องสู่การพัฒนาศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลของประเทศไทย" หรือ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ บริษัท ไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี (Prime Opportunity Fund VCC) จากประเทศสิงคโปร์ ว่านายประเสริฐได้รับการประสานงานจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ( รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรองนายกฯ ในขณะนั้น) เพื่อแจ้งข้อมูลว่ามีกลุ่มทุนจากประเทศสิงคโปร์มีความประสงค์จะขอเข้าหารือเกี่ยวกับการจัดทำ MOU ดังกล่าวร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯ
รายงานข่าวนี้เผยแพร่ออกมาในห้วงที่พรรคการเมืองกำลังต่อรองการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงกลางเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา โดยกล่าวถึงคดีซึ่งได้รับการรับรู้ในสื่อสาธารณะว่าเกี่ยวพันกับเรื่องสองเรื่อง ได้แก่เรื่อง คดี "สแกนม่านตา" และ "เอ็มโอยู (MOU) " ของกระทรวงดิจิทัลฯ หรือดีอี ซึ่งปรากฏภาพบุคคลสำคัญหลายคนร่วมเฟรมเดียวกัน รวมถึงนายเบน สมิธ นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ ซึ่งถูกทางการไทยยึดทรัพย์จากการถูกกล่าวหาว่ามีเส้นทางการเงินพัวพันกับอาชญากรรมข้ามชาติ
ในเวลาต่อมา นายประเสริฐ และ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตั้งข้อสังเกตต่อเอกสารดังกล่าวว่า "เป็นบันทึกจริงหรือไม่"
นอกจากนี้นายประเสริฐยังกล่าวยืนยันว่า "ในคำให้การไม่มีการพูดในเรื่องที่ทำให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าเสียหาย" พร้อมปฏิเสธอว่าในเอ็มโอยูไม่มีรายละเอียดเรื่องโครงการสแกนม่านตา
บีบีซีไทยยังไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารจริงหรือไม่ จาก พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 36 ซึ่งกำหนดให้ข้อมูลสำนวนการสอบสวนถือเป็นความลับของทางราชการจนกว่าจะมีการวินิจฉัยเสร็จสิ้น
คดีนี้ได้ดำเนินการจนถึงชั้นการตรวจสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 4 ก.พ. และผลการวินิจฉัยของ ป.ป.ช. อาจส่งผลให้คุณให้โทษแก่สองนักการเมือง ได้แก่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม
บีบีซีไทยแกะรอยเอกสารเพื่อทำความเข้าใจถึงเส้นทางความสัมพันธ์ และสำรวจตัวละครสำคัญในมหากาพย์เรื่องนี้ซึ่งกลายเป็นคดีพิเศษของดีเอสไอและกำลังอยู่ในการพิจารณาของ ป.ป.ช. อยู่ในขณะนี้
เอ็มโอยู และคดี "สแกนม่านตา"
คดีพิเศษที่ 148/2568 ของกรมสอบสวนคดีพิเศษมีที่มาจากสองกรรมสองวาระ
ประเด็นแรกคือกรณี "สแกนม่านตา" ซึ่งเป็นที่รับรู้ว่าเปิดบริการเป็นการทั่วไปตั้งแต่กลางปี 2568 โดยในช่วงที่มีการบริการ บีบีซีไทยพบว่าประชาชนในหลายจังหวัด เช่น พัทลุง เพชรบูรณ์ และคลองเตย ถูกชักชวนให้เข้าร่วมโครงการ "เวิลด์คอยน์" โดยแลกข้อมูลม่านตากับเหรียญคริปโตมูลค่า 500-1,000 บาท
ในขณะนั้น กรมการปกครองและประชาสัมพันธ์จังหวัดเริ่มออกประกาศเตือนถึงความเสี่ยงของการให้ข้อมูลชีวมิติ แต่ในช่วงเวลาเดียวกันเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ปีที่แล้ว นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าการดำเนินงานของผู้ให้บริการในขณะนั้นถือว่าไม่ผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ดี สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือพีดีพีซี (PDPC) ได้เข้าตรวจสอบกรณีดังกล่าวโดยยังไม่มีการชี้ว่าการ "สแกนม่านตา" ดังกล่าวสามารถทำได้หรือผิดกฎหมายหรือไม่ จนกระทั่งในวันที่ 24 พ.ย. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเข้าดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ แถลงข่าวว่าการดำเนินการสแกนม่านตาขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ด้วยเหตุที่ผู้ให้บริการมีการแจ้งวัตถุประสงค์การเก็บข้อมูลไม่ครบถ้วนโดยการให้เหรียญคริปโตเป็นแรงจูงใจทำให้ความยินยอมของประชาชนไม่เป็นอิสระ และคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือพีดีพีซี เชื่อว่าขั้นตอนการดำเนินงานสามารถระบุตัวตนย้อนกลับได้
นายไชยชนก รมว.ดิจิทัลฯ จึงมีคำสั่งให้ผู้ให้บริการเวิลด์คอยน์ระงับการเก็บรวบรวมข้อมูลม่านตาและลบทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนกว่า 1.2 ล้านรายที่ได้เก็บไปแล้วทันที
"สแกนม่านตาแลกเงิน" ไม่ผิดกฎหมายไทย แต่มีอะไรควรกังวลบ้าง ?
กระทรวงดิจิทัลฯ สั่งลบข้อมูลสแกนม่านตาคนไทย 1.2 ล้านราย จากโครงการ Worldcoin แต่จะลบได้จริงหรือไม่
ส่วนประเด็น MOU ถูกเปิดเผยครั้งแรกโดยทอม ไรท์ ผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนอิสระได้กล่าวในงานเสวนาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวต่างชาติรายนี้พาดพิงว่ากระทรวงดิจิทัลฯ ภายใต้การเป็น รมว. ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับบริษัทเงินทุนผันแปรสัญชาติสิงคโปร์ที่ชื่อว่า Prime Opportunity Fund VCC
ในเดือนเดียวกัน ทอม ไรท์ ได้เผยแพร่ บทความเรื่อง "ผู้กำกับดูแลที่ไม่กำกับดูแล" อ้างว่าบริษัท Prime Opportunity Fund VCC "ถูกควบคุมโดยเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ (Benjamin Mauerberger) อาชญากรชาวแอฟริกาใต้ที่หลบหนีคดีฟอกเงินและเป็นที่ต้องการตัวในหลายเขตอำนาจศาล"
การเปิดเผยครั้งนั้นนำมาซึ่งการตรวจสอบภายในกระทรวงดิจิทัลฯ โดยมีการประสานขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยด่วน จนนำไปสู่การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องนี้เป็น "คดีพิเศษที่ 148/2568" ในช่วงเดือน ธ.ค. 2568

โทรศัพท์มือถือของประชาชนในชุมชนคลองเตยที่เข้าร่วมโครงการ "สแกนม่านตาแลกเงิน" ด้วยอุปกรณ์ Orb
MOU ปริศนา
คณะทำงานที่ประกอบด้วยกระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมกันแถลงผลความคืบหน้าคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา
นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวถึงข้อผิดสังเกตของการลงนาม MOU ดังกล่าวว่า "มีการเร่งรัดกระบวนการให้จบภายในเวลาเพียง 2 วัน ซึ่งถือว่าผิดวิสัยการทำงานปกติของราชการอย่างมาก"
เขาไล่เรียงลำดับทั้งสามวัน โดยเริ่มต้นเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2567 สำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ส่งเรื่องพร้อมร่าง MOU ไปยังกองการต่างประเทศ ถัดมาในวันที่ 26 มี.ค. ปีเดียวกัน ได้มีการส่งเอกสารเวียนเพื่อขอความเห็นจากหน่วยงานภายนอก ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานอัยการสูงสุด
ไชยชนกกล่าวว่า แม้สำนักงานอัยการสูงสุดจะมีข้อท้วงติงส่งกลับมา อย่างไรก็ดีข้อเท็จจริงที่ปรากฏแก่คณะทำงานพบว่าเนื้อหาในร่าง MOU ยังไม่ได้ถูกปรับแก้ตามข้อสังเกตของสำนักงานอัยการสูงสุด และได้มีการจัดพิธีลงนาม MOU ขึ้นในวันต่อมาคือวันที่ 27 มี.ค. 2567 โดยพบว่าลายเซ็นให้ความเห็นชอบของนายประเสริฐ ลงวันที่ย้อนหลังเป็นวันที่ 29 มี.ค. 2567 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากพิธีลงนามจริงไปแล้ว 2 วัน
รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ ระบุด้วยว่าในขั้นตอนการดำเนินการยังมีการกำหนดเงื่อนไขให้เก็บเอกสารดังกล่าวเป็นความลับ โดยอ้างว่าส่งผลให้ "ไม่มีหน่วยงานภายในกระทรวง หรือหน่วยงานอื่น ๆ นอกกระทรวงรับรู้ถึง MOU ฉบับนี้ ... [ทำให้ไม่สามารถ] เฝ้าระวังการกระทำของบริษัทที่เกิดขึ้นภายใต้ MOU นี้ ในตลอดเวลาที่ผ่านมา จนกระทั่งเกิดเหตุการสแกนม่านตาที่เป็นภัย"
คำกล่าวอ้างข้างต้นสอดคล้องกับข้อความในเอกสาร MOU ซึ่งมีการระบุเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนไว้อย่างชัดเจนกว่าห้ามเปิดเผยโดยเด็ดขาด
"ผู้เข้าร่วมแต่ละฝ่ายต้องเก็บรักษาความลับอย่างเคร่งครัด... มิให้เปิดเผยหรืออภิปรายข้อมูลใด ๆ ข้างต้นต่อสาธารณะ ผ่านสื่อ หรือช่องทางอื่นใดอย่างเด็ดขาด" เอกสาร MOU ภาษาอังกฤษจำนวน 5 หน้าที่เปิดเผยโดยสำนักข่าวอิศราระบุ
บีบีซีสอบทานเอกสารดังกล่าวกับสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ อดีตโฆษกและเลขานุการ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งยืนยันว่าเนื้อหาของเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารจริงที่กระทรวงดิจิทัลได้มาจากการตรวจสอบ
ใครเป็นใครในภาพถ่ายเซ็น MOU
บีบีซีไทยได้รับชุดภาพถ่ายจำนวน 5 ภาพซึ่งระบุว่าเป็นภาพที่บันทึกระหว่างพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2567
ภาพชุดเดียวกันนี้เคยได้รับการเผยแพร่มาก่อนผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย Insight Thailand สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท และสำนักข่าวอิศรา โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ยืนยันกับสำนักข่าวอิสราว่า "เป็นภาพจริง"
หนึ่งในนั้นเป็นภาพเรียงหน้ากระดาน บุคคลในภาพประกอบด้วยคณะบุคคลดังนี้
- นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ ในขณะนั้น ปัจจุบันเป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย
- ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงกระทรวงดิจิทัลฯ ในขณะนั้น มีชื่อลงนามใน MOU ฝ่ายไทย และปัจจุบันดำรงตำแหน่งซึ่งปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวของ ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ ในภาพดังกล่าวสร้างความกังวลต่อวงการการเงินการคลัง หนึ่งในนั้นได้แก่ กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังและแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตั้งคำถามว่าความสัมพันธ์ที่ปรากฏในภาพจะส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการ ก.ล.ต. หรือไม่
"ประเด็นสำคัญคือปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบกระบวนการการฟอกเงินผ่านตลาดทุน และวันนี้งานของ ก.ล.ต. ยังไม่สมบูรณ์" อดีต รมว.คลังโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กและตั้งคำถามต่อไปว่า หากนายวิศิษฏ์ยังยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ต้องรับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าวแล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะผู้กำกับดูแล ก.ล.ต. ว่า เห็นว่า ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ สมควรจะดำรงตำแหน่งประธานบอร์ด ก.ล.ต. ต่อไปหรือไม่
นอกจากนายประเสริฐ และ ศ. พิเศษ วิศิษฏ์ ซึ่งปรากฏตัวในฐานะคู่สัญญาฝ่ายกระทรวงดิจิทัลฯ ยังมีบุคคลอีกสามรายที่ปรากฏตัวในภาพ ได้แก่
- ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ในขณะนั้น และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมในปัจจุบัน
- นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย ในขณะนั้น
- นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ "เบน สมิธ" ชายชาวต่างชาติซึ่งปัจจุบันกำลังถูกตรวจสอบเส้นทางการเงินโดย ปปง. และตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ว่ามีเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติจนนำไปสู่การอายัดทรัพย์ และมีรายชื่อปรากฏในร่างกฎหมายเพื่อพิจารณาคว่ำบาตรฐานพัวพันแก๊งสแกมเมอร์ของรัฐสภาสหรัฐฯ
ขณะที่เอกสารที่อ้างว่าเป็นคำให้การของนายประเสริฐต่อกองคดียาเสพติดของดีเอสไออ้างว่า ร.อ.ธรรมนัส คือ "ผู้ประสานงาน" และเป็นคนแนะนำกลุ่มทุนสิงคโปร์นี้ให้มารู้จัก โดยระบุว่ากลุ่มทุนประสงค์จะหารือเรื่อง MOU พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล
ส่วนกรณีของนายเบน สมิธ นายประเสริฐกล่าวว่าไม่รู้จักนายเบน สมิธ เป็นการส่วนตัว และไม่ได้พูดคุยกันในระหว่างการลงนาม ส่วน ศ.พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ กล่าวว่า "น่าจะมาจากทางฝั่งนู้น (ฝั่งสิงคโปร์) พามา"
ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ไม่ได้ชี้แจงว่าเหตุใดจึงปรากฏตัวในภาพดังกล่าวเมื่อช่วงเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว ทว่าต่อมาสำนักข่าวอิศราได้สัมภาษณ์ ร.อ.ธรรมนัสอีกครั้งซึ่งเผยแพร่เมื่อ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา

หนึ่งในภาพชุดของวันลงนามเอ็มโอยูระหว่างกระทรวงดีอี และกลุ่มทุนสิงคโปร์
เมื่อถูกถามว่าเขาไปในฐานะอะไร ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ตอบว่า "ไม่ได้เกี่ยวกับผมเลย วันนั้นผมไปประชุมกับพี่ประเสริฐ (ประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดีอี ในขณะนั้น) เรื่องคลาวด์ดาตา ( Cloud Data) ของภาคการเกษตร ที่เราไปแถลงข่าวเปิดตัวมาแล้ว เป็นการเซ็นเอ็มโอยูระหว่างกระทรวงดีอี กับ กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งผมเป็นคนลงนาม คนละเรื่องกันเลย และ "เขาเรียกให้ไปถ่ายรูปกันหน่อย เราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก"
ส่วนความสัมพันธ์กับเบน สมิธ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า "ผมไม่ได้สนิทขนาดนั้น ผมรู้จักคุณเบน สมิธ ตอนมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรรวงเกษตรฯ สมัยนายกฯ เศรษฐา แล้ว ไม่ได้รู้จักก่อนหน้านั้น" ส่วนนางนฤมล ไปกับตนในฐานะผู้แทนการค้าไทยซึ่งได้ไปหารือเรื่องคลาวด์ดาตาภาคเกษตรตามที่กล่าวมาข้างต้น
บีบีซีไทยได้พยายามสอบถามไปยังนางนฤมลตามช่องทางการติดต่อสาธารณะของพรรคกล้าธรรมและช่องทางส่วนตัว แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ
ปปง. ยึด-อายัดทรัพย์ 3 เครือข่ายสแกมเมอร์กว่าหมื่นล้านบาท มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง
อนุทินและคนใน "ภาพหลุด" ชี้แจงอย่างไร หลังถูกปล่อยรูปร่วมเฟรม เบน สมิธ
กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐฯ เรียก 5 คนไทยแจงโยง B.I.C. Group แต่ละคนปฏิเสธอย่างไรบ้าง ?
ด้านฝ่ายคู่สัญญาใน MOU ที่ปรากฏตัวในภาพชุดนี้มีเพียงรายเดียว ได้แก่ นายจอร์จ แทน (George Tan) หรือธาน คุน เชาวน์ จอร์จ (Tan Kun Chiao George) ซึ่งเป็นผู้ลงนามฝ่ายบริษัท Prime Opportunity Fund VCC
จากข้อมูลของธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินของประเทศสิงคโปร์ (MAS) ระบุว่าเขายังมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารสูงสุดหรือซีอีโอของบริษัท Capital Asia Investments (CAI)
และตามฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าของไทยยังระบุว่าเขามีชื่อเป็นหนึ่งในกรรมการ บริษัท เจด เอ็มไพร์ จำกัด (Jade Empire) ซึ่งข้อมูลชุดเดียวกันระบุว่ามีกองทุนซีเอไอ ออฟติมัม ฟันด์ วีซีซี ถือหุ้นใหญ่ และมีนางสาวแคทรียา บีเวอร์ ซึ่งเป็นภรรยานายเบน สมิธ ร่วมถือหุ้นอยู่ด้วย
สำนักข่าวอิศราอ้างว่าบริษัทนี้เป็นหนึ่งในนิติบุคคลที่ ปปง. มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินกว่า 9.2 พันล้านบาท จากข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน
อย่างไรก็ดี บีบีซีไทยพบว่าในคำสั่งยึดทรัพย์นั้นได้มีการคาดแถบดำบริเวณชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถยืนยันได้
เปิดเนื้อหาใน MOU และข้อน่ากังวล
สำหรับเอกสาร MOU ซึ่งมีการลงนามนั้นมีชื่อเต็มว่า "บันทึกความเข้าใจเพื่อริเริ่มโครงการนำร่องสู่การพัฒนาศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลของประเทศไทย" หรือ "Thailand International Digital Business & Finance Centre" (TIDC) ลงนามเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2567
คู่สัญญาฝ่ายไทยคือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คู่สัญญาฝ่ายต่างชาติคือ บริษัท Prime Opportunity Fund VCC จากประเทศสิงคโปร์
โครงการนี้มีกรอบเวลาเริ่มต้น 36 เดือน ลงนามโดย ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ และธาน คุน เชาวน์ จอร์จ โดยเอกสารระบุไว้อย่างชัดเจนว่าบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อทั้งสองฝ่าย
สำหรับเนื้อหาของ MOU และข้อกังวลจากผู้สังเกตการณ์สรุปได้ดังนี้
- สร้างแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ธุรกรรมคริปโต หวั่นเป็นแหล่งฟอกเงิน
แม้ตอนหนึ่งของบันทึกระบุว่าแซนด์บ็อกซ์ดังกล่าวจะ "ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการทดสอบ การทดลอง และการจำลองสถานการณ์เท่านั้น และจะไม่ถือว่าเป็นธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริงในโลกแห่งความเป็นจริง" อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขแซนด์บ็อกซ์นี้ยังสร้างความกังวล
"มันเกี่ยวกับเรื่องของคริปโต แล้วมันเป็นการสร้างสิ่งที่เรียกว่าแซนด์บ็อกซ์คือพื้นที่ทดลองให้ใครพูดง่าย ๆ เกือบจะเรียกว่าเข้ามาทำอะไรก็ได้... " กรณ์ จาติกวณิช ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทยฯ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ปีที่แล้ว
"แล้วเรื่องของคริปโตนี้เราก็รู้กันอยู่แล้วว่ามันเกี่ยวโยงกับเรื่องของการใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน เพราะฉะนั้นถ้าเราสร้างพื้นที่ทดลองหรือแซนด์บ็อกซ์ขึ้นมา แล้วสามารถที่จะใช้ดำเนินการในการฟอกเงินผ่านธุรกรรมคริปโต... ผมคิดว่ามีความเสี่ยงอย่างมากครับ" อดีต รมว.คลังจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
- บริการเกมออนไลน์และการพนันกีฬา
สำหรับประเด็นนี้ กรณ์ชี้ในการให้สัมภาษณ์ครั้งเดียวกันว่าเกมออนไลน์ในบริบทนี้หมายถึงการพนันรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งผิดกฎหมายของไทย ขณะที่ ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธาน ก.ล.ต. ชี้แจงว่า สิ่งที่เอกชนระบุว่าต้องการทำเป็นเพียงการแสดงเจตนาเท่านั้น แต่จะไม่สามารถเดินหน้าจริงได้จนกว่ากฎหมายไทยจะอนุญาต
- วีซ่าพิเศษ
"อันนี้คือเป็นใบเปิดทางให้เหล่ามิจฉาชีพต่างชาติ เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้อย่างถูกกฎหมายหรือไม่" กรณ์ตั้งคำถาม
ในประเด็นนี้นายไชยชนกได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อกังวลเรื่องนี้ว่าระหว่างการแถลงข่าวกับดีเอสไอระบุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น ยังไม่พบว่ามีข้อมูลบุคลากรไอที 500 คนที่ใช้ MOU ฉบับนี้เพื่อขอวีซ่าเข้ามาในไทย และจะการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.), กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงแรงงาน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ทรัพย์สินทางปัญญา
ในส่วนที่เอกสารระบุเรื่องทรัพย์สินทางปัญญานั้น ระบุว่าโครงสร้างพื้นฐานไอทีและระบบทั้งหมดที่ผู้พัฒนานำมาใช้ จะตกเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของผู้พัฒนาแต่เพียงผู้เดียว เว้นแต่ส่วนที่กระทรวงฯ เป็นผู้จัดหาให้
ประเด็นนี้เองที่ รมว.ดิจิทัลฯ คนปัจจุบันอ้างว่าสำนักงานอัยการสูงสุดได้มีหนังสือตอบกลับพร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เงื่อนไขในร่าง MOU ข้อ 3 อาจทำให้ฝ่ายรัฐเสียเปรียบ พร้อมทั้งมีข้อเสนอแนะให้พิจารณาดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
"หากมีกรณีแบบนี้แล้ว ยังไงก็จำเป็นจะต้องเข้าสู่ ครม." ไชยชนกระบุในการแถลงข่าวเมื่อ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา
ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นวาระเดียวกันกับการประกาศคำสั่งระงับการเก็บข้อมูลม่านตาของโครงการเวิลด์คอยน์ (Worldcoin) นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่าได้มีคำสั่งยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับดังกล่าวแล้ว โดยให้เหตุผลว่าผลการตรวจสอบพบ "ข้อพิรุธสงสัย" หลายประการในกระบวนการดำเนินการที่อาจไม่มีความโปร่งใสเพียงพอ
หลังเซ็น MOU พบมีการจดทะเบียน 2 บ.ในไทย โยง MOU-สแกนม่านตา-กลุ่มทุนสิงคโปร์
แม้นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ จะอ้างว่า MOU เป็นเพียงกรอบความร่วมมือกว้าง ๆ แต่ในทางปฏิบัติกลับพบการจดทะเบียนบริษัทภายใต้ชื่อ "บริษัท ทีไอดีซี โฮลดิ้งส์ จำกัด" ในวันที่ 9 พ.ค. 2567 และในวันที่ 4 มิ.ย. 2567 ก็มีการจัดตั้ง "บริษัท ทีไอดีซี จำกัด" โดยนิติบุคคลทั้งคู่มีกรรมการคือ ธาน คุน เชาวน์ จอร์จ กลุ่มทุนจากสิงคโปร์ที่มีภาพลงนาม MOU ก่อนหน้านี้
ส่วนหนึ่งของชื่อของบริษัททั้งสอง "ทีไอดีซี" ยังเป็นชื่อที่พ้องกับชื่อย่อภาษาอังกฤษของ MOU ที่มีการลงนามก่อนหน้านี้คือ "Thailand International Digital Business & Finance Centre" (TIDC)"
จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โครงสร้างของบริษัท ทีไอดีซี จำกัด มีรูปแบบการร่วมทุน (Joint Venture) โดยมีบริษัท Prime Opportunity Fund VCC จากสิงคโปร์ อันเป็นคู่สัญญาใน MOU เป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 49% ร่วมกับผู้ถือหุ้นฝ่ายไทยคือ บริษัท ทีไอดีซี โฮลดิ้งส์ จำกัด ที่ถือหุ้นในสัดส่วน 51%
บริษัท ทีไอดีซี จำกัด นี้เองที่ถูกพบว่ามีการดำเนินงานอย่างน้อย 2 โครงการได้แก่ โครงการ "Next Generation Gaming Project" และโครงการ "สแกนม่านตา"

แผนผังจากการแถลงข่าวของกระทรวงยุติธรรม ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2569
- โครงการร่วมมือกับบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ (NT)
ในหน้าเว็บไซต์มีข่าวประชาสัมพันธ์พาดหัวเป็นภาษาอังกฤษที่มีความหมายว่า "กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) หนุนเอกชนเดินหน้าโครงการจัดตั้งศูนย์ธุรกิจและการเงินดิจิทัลงานนานาชาติของประเทศไทย (TIDC)" กำกับวันที่ 4 พ.ย. 2568 พร้อมภาพโลโก้บกระทรวงดิจิทัลฯ และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)
นอกจากนี้ยังพบจดหมายข่าวในหน้าสื่ออื่นที่ใช้พาดหัวเดียวกันกับที่เขียนไว้ในเว็บไซต์ข้างต้น เนื้อความด้านในระบุว่า "บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันโครงการ TIDC ที่จะพัฒนาแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ ๆ ของธุรกิจดิจิทัล"
แม้จะไม่ปรากฏเนื้อหาว่าบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด มีความร่วมมือกับบริษัท ทีไอดีซี จำกัด อย่างไรในเว็บไซต์ของทั้งสองฝ่าย ทว่าระหว่างการแถลงข่าววันที่ 24 พ.ย. 2568 ไชยชนก ชิดชอบ รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ เปิดเผยว่ามีการร่วมงานระหว่าง บริษัท Prime Opportunity Fund VCC และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด โดยเผยว่าพบข้อมูลความร่วมมือกับ NT ว่า "มีการประชุมเพียงครั้งเดียวเท่านั้น"
วันที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมา สื่อเดอะสแตนดาร์ด รายงานโดยอ้างว่าได้รับเอกสารบันทึกความเข้าใจ (MOU) อีกฉบับหนึ่งแสดงข้อตกลงร่วมระหว่าง บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กับบริษัท Prime Opportunity Fund VCC ซึ่งเป็นบริษัทคู่สัญญาของใน MOU ฉบับแรกที่ทำกับกระทรวงดิจิทัลฯ
เดอะสแตนดาร์ด ระบุว่า เอกสาร MOU ฉบับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำโครงการที่ชื่อว่า "Next Generation Gaming Project" โดยมีผู้ลงนามฝ่ายไทยคือ พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ส่วนผู้ลงนามฝ่ายบริษัทสิงคโปร์คือนาย จอร์จ แทน (George Tan) ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกับที่ลงนามใน MOU หลักของกระทรวงดิจิทัลฯ
บีบีซีไทยติดต่อ พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ทางจดหมายอีเลกทรอนิกส์ที่ปรากฏต่อสาธารณะ แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ

แผนที่ที่ปรากฎในการแถลงข่าวระหว่างกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงดิจิทัลฯ เมื่อ 30 ม.ค. 69
- โครงการ "สแกนม่านตา"
เมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่ผ่านมา ระหว่างเข้าให้การกับดีเอสไอ นายประเสริฐ จันทรวงทองไม่ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่าทราบถึงความเชื่อมโยงระหว่างการสแกนม่านตาและ MOU หรือไม่
ทว่าหลังจากมีการตรวจสอบเส้นทางการดำเนินงานของบริษัท ทีไอดีซี จำกัด โครงการสแกนม่านตาดังกล่าวก็ถูกพูดถึงในฐานะส่วนหนึ่งของมหากาพย์ MOU เนื่องจากหนึ่งในพาร์ทเนอร์ของบริษัท Tools For Humanity ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ World Project ที่ดำเนินงานในไทย เกี่ยวข้องกับบริษัท ทีไอดีซี จำกัด และนายธาน คุน เชาวน์ จอร์จ
"เมื่อมีการตรวจสอบย้อนกลับพบว่าโครงการสแกนม่านตาเข้าไปเกี่ยวข้องกับ MOU ดังนั้นมันก็คือสองเรื่องเป็นเรื่องเดียวกัน" พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกดีเอสไอ ระบุ
ในเดือน ม.ค. 2568 นายธาน คุน เชาวน์ จอร์จ ได้ร่วมจัดตั้งบริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด โดยที่อยู่จดทะเบียนเดียวกับบริษัท ทีไอดีซี จำกัด โดยเป็นผู้ถือหุ้นหลัก ร่วมกับบริษัท เจด เอ็มไพร์ จำกัด และบุคคลสัญชาติไทยอีกหนึ่งราย
ในเดือนเดียวกัน บริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด นี้ยังได้ทำจดหมายขออนุญาตทำโครงการสแกนม่านตาไปยังสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ซึ่งนายไชยชนก กล่าวว่าทั้งสองหน่วยงานได้ตอบกลับไปยังบริษัทดังกล่าวตั้งแต่ต้นปีแล้วว่าไม่อนุญาตให้ดำเนินโครงการ
กระนั้น ในเดือน ก.พ. 2568 ยังมีรายงานการเปิดตัวจุดสแกนม่านตาเป็นครั้งแรกที่ศูนย์การค้าเซนทรัลเวิลด์ ก่อนจะขยายสาขาไปยังจุดต่าง ๆ ทั่วประเทศ
บริษัท ทีไอดีซี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับบริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัดยังได้ประชาสัมพันธ์ของโครงการ World Project หรือที่เป็นที่รู้จักในฐานะโครงการที่ให้บริการ "สแกนม่านตา" โดยโพสต์ผ่านเว็บไซต์เดิมในวันที่ 14 มี.ค. 2568 พร้อมข้อความ "หลักฐานใหม่ของเทคโนโลยีมนุษย์เดินทางถึงประเทศไทยแล้ว พร้อมยกระดับความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ในยุคปัญญาประดิษฐ์"
ด้าน ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมดีเอสไอ ระบุระหว่างแถลงข่าวในวันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า บริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด ที่นาย ธาน คุน เชาวน์ จอร์จ ร่วมจัดตั้ง ยังเป็นนิติบุคคลที่ดำเนินการนำเข้าอุปกรณ์สแกนม่านตา (Orbs) เข้าสู่ประเทศไทยด้วยและมีลำดับเวลาการนำเข้าที่ไม่สอดคล้องกับเวลาที่ให้บริการจริง
"ในประเทศมี (อุปกรณ์ Orbs) ทั้งหมด 248 เครื่องนำเข้าเมื่อเดือน มิ.ย. 2568 แต่รายละเอียดเราพบปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวมีการดำเนินการตั้งแต่เดือน ก.พ. แสดงว่าเอกสารเครื่องต่าง ๆ มันต้องมาก่อนนะครับ ก็แสดงว่ามีความไม่สุจริตในเรื่องของการดำเนินการอยู่หลายอย่าง..." ร.ต.อ.สุรวุฒิซึ่งเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนกล่าว
World ประเทศไทย เคยออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2568 ว่าที่ผ่านมาบริษัทดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับของกฎหมายไทยอย่างครบถ้วน
ดีเอสไอส่งต่อคดีให้ ป.ป.ช.
เมื่อวันที่ 4 ก.พ. คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการสรุปสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 148/2568 รวบทั้งกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีและการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับภาคเอกชนรวมเป็นในสำนวนเดียว และส่งมอบเอกสารพยานหลักฐานให้แก่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
ผู้จัดการออนไลน์รายงานรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาว่ามีการกระทำอาจเข้าข่ายความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 รวมทั้งสิ้น 6 ราย ได้แก่
- ประเสริฐ จันทรรวงทอง (อดีต รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)
- ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ (อดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)
- อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
- อดีตรองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
- ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
- เจ้าหน้าที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่เกี่ยวข้อง 1 ราย
กลุ่มบริษัททีไอดีซี ถูกดีเอสไอแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในฐานการหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือใช้นอมินีตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ดีเอสไอยังได้ส่งรายละเอียดพฤติการณ์การบริหารโครงการและการแบ่งผลประโยชน์ของกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องเข้าไปในสำนวนของ ป.ป.ช. ด้วย เพื่อพิจารณาชี้มูลความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14
ด้านกระทรวงดีอีและดีเอสไอได้ส่งเรื่องให้ สำนักงาน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัท Prime Opportunity Fund VCC และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนายธาน คุน เชาวน์ จอร์จ นายเบน สมิธ และนายยิม เลียก
ก่อนหน้านี้ ปปง. ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินเครือข่ายของนายเบน สมิธ และนายยิม เลียก ไปแล้วกว่า 9.2 พันล้านบาท และกำลังขยายผลยึดทรัพย์เพิ่มเติม
กรณีธุรกิจสแกนม่านตา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) สั่งให้กลุ่มบริษัทผู้ดำเนินการลบทำลายข้อมูลม่านตาทั้งหมดภายใน 7 วัน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับทางปกครองวันละ 500,000 บาท โดยจะมีการติดตามว่าได้ลบส่วนที่ถูกจัดเก็บไว้ในต่างประเทศตามที่ได้มีคำสั่งหรือไม่
ส่วน ก.ล.ต. และตำรวจไซเบอร์ได้ดำเนินคดีกับผู้รับแลกเหรียญที่ไม่ได้รับอนุญาตแล้วหลายราย และกำลังตรวจสอบว่าการให้บริการแอปและการแจกเหรียญจูงใจเข้าข่ายประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ คณะกรรมการ สคส. ระบุว่า กำลังพิจารณาโทษปรับตามกฎหมาย PDPA ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายที่เรียกปรับได้สูงสุดถึง 5 ล้านบาท ต่อผู้ใช้หนึ่งราย
https://www.bbc.com/thai/articles/clyg59nlq0go
สตง.ไม่อายประชาชนบ้างหรือ ? ดูคลิปนี้จบ แล้วไปลบ MV ของท่านออกเถอะ
·
สตง.ไม่อายประชาชนบ้างหรือ ?
ดูคลิปนี้จบ แล้วไปลบ MV ของท่านออกเถอะ
คลิปนี้ดิฉันได้อภิปรายเรื่องตึกสตง. ถล่ม เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 หลังจากรับฟังรายงานของผู้ว่าสตง. ในวุฒิสภาแล้ว
ดิฉันได้ตั้งคำถาม แทนคนไทยทั่งประเทศ ที่คาใจกับ สตง. อาทิ
• จัดซื้อจัดจ้างอย่างไร ทำไมตึกจึงถล่ม (ทั้งๆที่ไม่มีตึกอื่นถล่มเลย)
• ทำไมเฟอร์นิเจอร์ต่างๆในสำนักงานจึงมีราคาแพงมหาศาล
• เมื่อเกิดเหตุ ทำไมจึงไม่ออกมาช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในฐานะเจ้าของตึก
• ทำไมไม่มีการออกมา “ขอโทษ” แสดงความรับผิดต่อประชาชน
• ทำไมจึงไม่แสดงความเสียใจ “ไว้อาลัย” ต่อผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
เราไม่เคยได้คำตอบใดๆ จากสตง.เลย จนเมื่อได้เห็น MV ออกมาเผยแพร่ เหมือนราดน้ำกรดรดหัวใจ เพราะในเนื้อหาของเพลงที่แต่งโดยผู้ว่าสตง. ไม่มีตรงไหน ที่แสดงความเสียใจ ขอโทษ รับผิดต่อประชาชนเลย
การที่ทางสตง.พยายามทำ MV ออกมาเผยแพร่ คงตั้งใจจะเรียกคืนความศรัทธาเชื่อมั่นต่อองค์กร แต่ด้วยเนื้อหาและวิธีการ น่าจะผิดทาง เพราะนอกจากท่านจะไม่ได้ตอบปัญหาเรื่องความโปร่งใสในการสร้างตึก “เต้าหู้” นี้แล้วการที่ท่านเชิดหน้ายืนเรียงแถวหน้าสำนักงาน เหมือนเป็นการ “เยาะเย้ย” ประชาชน ว่าในที่สุด ก็ไม่มีใครทำอะไรพวกท่านได้
ทางเดียวที่แก้วิกฤติศรัทธานี้ได้ แนะนำให้ “ ลาออก” เถอะค่ะ
#สวนันทนา #MVสตง #ตึกสตงถล่ม
ตึก สตง. เงียบหาย ไร้คนรับผิด ?
— Thai PBS (@ThaiPBS) February 24, 2026
.
1 ปีผ่านไป คดีตึก สตง. ถล่มยังเงียบ! ชำแหละ 3 ความล้มเหลวภาครัฐ สูญเงินภาษีประชาชนไปแล้วกว่า 600 ล้านบาท (จากงบ 2 พันล้าน) แต่ยังไร้เงาคนรับผิดชอบและไร้แนวทางป้องกัน สังคมจี้ถามหาความโปร่งใส อย่าปล่อยให้เป็นเพียงอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม… pic.twitter.com/V1RSH6XIss
https://x.com/ThaiPBS/status/2026224698661777669
วิกฤต "ทุนจีน" กินรวบธุรกิจมะพร้าวน้ำหอมไทย

Thai PBS News
11 hours ago
·
วิกฤต "ทุนจีน" กินรวบธุรกิจมะพร้าวน้ำหอมไทย
.
"มะพร้าวน้ำหอมไทย" ได้รับความนิยมจากตลาดจีน ความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีนักลงทุนจีนเข้ามาตั้งโรงคัดบรรจุ หรือล้งมากขึ้น โดยเฉพาะ จ.ราชบุรี แหล่งปลูกสำคัญ มีกว่า 200 ล้ง แต่ราคากลับตกต่ำ จนถูกตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มทุนจีนอาจเข้าครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จ
.
ไทยพีบีเอสสำรวจสวนมะพร้าว ต.ท่านัด อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี พบว่า มีการปักป้ายโฆษณาอักษรภาษาจีน และมีภาษาไทยกำกับ ระบุว่าเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพ และบริษัทมีผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวที่หลากหลาย เช่น น้ำมะพร้าว 100 % น้ำมะพร้าวสีชมพู
.
◤ การเข้ามาของ "ทุนจีน"
ชาวบ้านในพื้นที่ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันทุนจีนรุกเข้ามาในอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยอย่างครบวงจร ทั้งการผลิต แปรรูป และส่งออก โดยล้งส่วนใหญ่ที่ส่งออกจะเป็นการร่วมทุนไทย-จีน ส่วนล้งที่เป็นของคนไทยโดยตรงมีน้อย ส่วนใหญ่คนไทยจะรับจ้างผลิตส่งให้กับนายทุนจีนอีกทอดหนึ่ง
.
นายจรัญ เจริญทรัพย์ นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย ระบุว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา มะพร้าวน้ำหอมมีความต้องการของตลาดจีนเพิ่มขึ้น ขายได้ราคาดี เฉลี่ยลูกละ 10 - 11 บาท แต่ปัจจุบันประสบปัญหาด้านราคา แม้ว่าจะมีล้งหรือโรงคัดบรรจุเกิดขึ้นมาก จึงตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะมีการกดราคารับซื้อหรือไม่
.
ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร วิเคราะห์ว่า ปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ มาจากพื้นที่ปลูกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 4 จังหวัดสำคัญ จ.ราชบุรี, จ.สมุทรสาคร, จ.นครปฐม และ จ.สมุทรสงคราม สวนทางกับมูลค่าการส่งออกมะพร้าวผลสดที่ลดลงทุกปี จากพฤติกรรมการบริโภคตลาดจีนที่นิยมลดลงและหันไปนำเข้าจากเวียดนามเพิ่มขึ้นเพราะต้นทุนถูกกว่า
.
◤ ผลผลิตมากขึ้น แต่ราคาขายลดลง
ปัจจุบัน เกษตรกรเพาะปลูกมะพร้าวน้ำหอม กว่า 56,541 ครัวเรือน ในพื้นที่มากกว่า 305,499 ไร่ เผชิญกับความท้าทายจากราคาผลผลิตลดลง สำหรับมะพร้าวส่งออกต่างประเทศ ใน 4 พื้นที่สำคัญ สำหรับปริมาณผลผลิตในพื้นที่ 4 จังหวัดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามปริมาณพื้นที่ที่ให้ผลผลิต โดยในปี 2566 มีผลผลิตรวม 507,099 ตัน และปี 2568 อยู่ที่ 731,094 ตัน
.
นายไชยวิทย์ บัวงาม ประธานสภาเกษตรกร จ.ราชบุรี ระบุว่า ทุนจีนมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทย เพราะไทยพึ่งพาตลาดจีนถึง 80% ช่วงแรกล้งเข้ามารับซื้อในราคาสูง แต่เมื่อมีทุนจีนเข้ามามากขึ้น ราคามะพร้าวกลับปรับตัวลดลง มีการดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร จากเดิมที่เข้ามารับซื้อ ปัจจุบันเข้ามาเซ้ง-เช่าสวนมะพร้าว ปลูกและป้อนโรงงานเอง รวมทั้งเป็นผู้กำหนดราคารับซื้อและส่งออก
.
◤ ทุนจีน บุก ผ่านนอมินีคนไทย
ขณะนี้ จ.ราชบุรี อยู่ระหว่างการสำรวจจำนวนล้งที่แน่ชัดว่าปัจจุบันมีจำนวนเท่าใด เบื้องต้นเฉพาะ จ.ราชบุรี มีล้งประมาณ 200 ล้ง โดยเป็นล้งที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง 30-40 ล้ง และไม่ขึ้นทะเบียนกว่า 100 ล้ง
.
ส่วนการเช่าพื้นที่ปลูกมะพร้าวของทุนจีน นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย ประเมินว่า ใช้วิธีเช่าจากเกษตรกร จะมีการรวมแปลงหลักสิบไร่ไปจนถึงหลักร้อยไร่ หรือซื้อผ่านนอมินีคนไทย ค่าเช่าอยู่ที่ 5,000-15,000 บาทต่อไร่ต่อปี ขึ้นอยู่กับราคามะพร้าว ส่วนที่ดินเปล่าอยู่ที่ 3,000-4,000 บาทต่อไร่ต่อปี โดยจ้างชาวสวนดูแลผลผลิตและเข้าโรงงาน
.
บางสวนมีพนักงานที่จบด้านการเกษตรของจีนมาคอยดูแลสวนด้วย จึงกังวลว่า อาจไม่ใช่แค่การรุกธุรกิจมะพร้าวเท่านั้น แต่ยังได้เทคโนโลยีพันธุ์มะพร้าวจากไทยไปด้วย จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบการเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนจีนในลักษณะกินรวบหรือไม่ เพราะเริ่มลงลึกถึงแหล่งผลิต
.
สำหรับสถานการณ์ส่งออกมะพร้าวน้ำหอมไปตลาดจีน ปี 2566 ส่งออกได้กว่า 430,000 ตัน มูลค่าการส่งออกกว่า 288 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบ 10,000 ล้านบาท ก่อนที่ปี 2567 และปี 2568 การส่งออกจะลดลงเหลือส่งออกได้กว่า 200,000 ตัน ลดลงร้อยละ 9.2 เมื่อเทียบกับปีก่อน
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1416999707123150&set=a.365200502303081
หากต้องการรู้ว่าใครปกครองคุณ ให้ดูว่าใครที่ไม่อนุญาตให้คุณวิพากษวิจารณ์ - วอลแตร

Pipob Udomittipong
16 hours ago
·
อีเลน เพียร์สัน ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียของ #ฮิวแมนไรท์วอทช์ บอกว่า “การตัดสินจำคุกนักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพในการแสดงออก ส่งสัญญาณที่น่าหวาดกลัวว่า ทั้งสถาบันกษัตริย์และกฎหมายที่ปกป้องสถาบันฯ เป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ (untouchable)”
“การที่รัฐบาลดำเนินคดีกับพิมพ์สิริ โดยเฉพาะในข้อหาที่วิพากษ์วิจารณ์กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ ถือเป็นการก้าวถอยหลังด้านเสรีภาพขั้นพื้นฐานในประเทศไทย”
ในคดีนี้ ยังมีจำเลยอีก 3 คนที่ศาลสั่งลงโทษจำคุก รวมทั้ง อานนท์ นำภา, สมยศ พฤกษาเกษมสุข และ พรหมศร วีระธรรมจารี
@HRW บอกต่อไปว่า การบังคับใช้ #มาตรา112 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปีต่อกรรม ถือเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเกินควร นับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2557 มีผู้ถูกดำเนินคดีในประเทศไทยอย่างน้อย 1,987 คน เนื่องจากการใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสันติ ในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 285 คนที่ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์
ในเดือนกรกฎาคม 2568 ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทางการไทยยกเลิกข้อกล่าวหาต่อพิมพ์สิริและนักกิจกรรมคนอื่น ๆ ที่กำลังถูกดำเนินคดี
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุไว้ในความเห็นทั่วไปฉบับที่ 34 ว่า ไม่ควรมีกฎหมาย “ที่บัญญัติบทลงโทษที่รุนแรงมากขึ้น เพียงเพราะสถานะของบุคคลที่ถูกหมิ่นประมาท” และรัฐบาล “ไม่ควรห้ามการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันต่างๆ”
ประเทศไทยซึ่งได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในปัจจุบัน สนับสนุนข้อเสนอแนะหลายประการเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก ในระหว่างการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนสากลปี 2564 แต่ที่ผ่านมายังไม่มีความคืบหน้าในการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะเหล่านั้น
นั่นแหละครับ ท่านผู้ชม เสียเงินเสียทองรณรงค์ กระสันอยากเข้าไปเป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน แต่กลับไม่ทำตามข้อเสนอแนะด้านสิทธิมนุษยชนสักอย่าง แล้วจะเข้าไปนั่งเป็นสากกะเบืออะไร?
https://www.hrw.org/.../thailand-free-speech-activists...
https://www.facebook.com/photo?fbid=10163778893311649&set=a.10150096728651649
“Sentencing free speech activists to prison sends a chilling message that the monarchy and the law protecting it are untouchable,” said Elaine Pearsons @PearsonElaine, Asia director at Human Rights Watch @HRW. “The government’s prosecution of Pimsiri (Mook) Petchnamrob…
— Sunai (@sunaibkk) February 24, 2026
https://x.com/sunaibkk/status/2026113027784011817
ไม่ลับแต่ไม่โมฆะ นิติทิชชู่เปื้อน บทสรุป 20 ปีของการเลือกตั้งไทย ต่อให้ไม่ผิดกฎหมายก็ โมฆะได้ ถ้าไม่ถูกใจชนชั้นนำ ต่อให้ผิดกฎหมายอย่างไรก็ไม่โมฆะ เพราะถูกใจชนชั้นนำ

Kasian Tejapira
14 hours ago
·
นิติทิชชู่
%%%%
กระดาษชำระม้วน..........กับมือ
เช็ดอึแล้วเปื้อนหรือ........มิเปื้อน
ขี้คาดากควรถือ............โมฆะ ไหมเฮย
คลุ้งกลิ่นยังอิดเอื้อน.......เอ่ยถ้อยอธิบาย
ทิชชู่ชูหนึ่งม้วน..............เดียวกัน
ยามเช็ดบ้างเผ็ดมัน.......ม่วนแท้
บ้างเลอะเทอะเปรอะยัน..เหยียดง่าม ก้นเฮย
เปื้อนมิเปื้อนกล่าวแก้.....กลอกกลิ้งชิ่งไฉน
https://www.facebook.com/photo?fbid=10241338803069965&set=a.2556231547988
"ไม่ลับ แต่ไม่โมฆะ"
— สมศักดิ์ เจียม (@somsakjeam) February 24, 2026
สามคนเห็นตรงกัน
สามคนเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ชอบมาพากลถูกควบคุมแต่ต้น เพื่อไม่ให้พรรคประชาชนชนะ เพื่อไม่ให้เป็นตัวหลักจัดตั้งรัฐบาลได้
ตามคำหมาแก่ "พวกอนุรักษ์นิยมย่อมต้องรักษาผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไว้สุดชีวิต เลือกใหม่ไม่มีหลักประกัน.." pic.twitter.com/U1wQr5F52y
https://x.com/somsakjeam/status/2026163638428442875
Thanapol Eawsakul
·
บทสรุป
20 ปีของการเลือกตั้งไทย
จาก 2 เมษายน 2549 ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2569
ต่อให้ไม่ผิดกฎหมายก็ โมฆะได้ ถ้าไม่ถูกใจชนชั้นนำ
ต่อให้ผิดกฎหมายอย่างไรก็ไม่โมฆะ เพราะถูกใจชนชั้นนำ
...
(1)
พลันที่ทักษิณประกาศยุบสภา ในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 และกำหนดให้มีการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 พร้อมกับการบอยคอตการเลือกตั้งของ 3 พรรคการเมือง นำโดย พรรคประชาธิปัตย์ ชาติไทยและมหาชน
การที่ 3 พรรคการเมืองโดยเฉพาะประชาธิปัตย์ กล้าที่จะบอยคอตการเลือกตั้ง เพราะพวกเขารู้อยู่แล้วว่าการเลือกตั้งดังกล่าวจะไม่มีผล
ลองนึกดูสิครับ ถ้านักการเมืองร้อยกว่าคน พร้อมใจไม่ลงสนามเลือกตั้งและปล่อยเวลาทิ้งไว้อีก 4 ปี โดยที่ไม่มีบทบาทอะไรในสภาเลย อนาคตทางการเมือง ของเขาจะเป็นอย่างไร จะได้กลับมาหรือไม่
เมื่อถึงเวลานั้นก็พอจะรู้แล้วว่า การเลือกตั้ง 2 เมษายนไม่น่ามีผลทางกฎหมาย
และเป็นไปตามคาดมีการหาเหตุต่างๆที่ไม่ใช่ประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหีบบัตรเลือกตั้ง การกำหนดวันเลือกตั้ง หรืออะไรต่างๆ เพื่อให้การเลือกตั้ง 2 เมษายนเป็นโมฆะ ซึ่งก็ทำสำเร็จ
และนำไปสู่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
(2)
ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครปฏิเสธชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569
พรรคประชาชนที่มาเป็นอันดับ 2 ก็ลงสนามการเลือกตั้งและยอมรับความพ่ายแพ้ ตั้งแต่วันแรกเสียด้วยซ้ำ และไม่มีแนวคิดที่จะตั้งรัฐบาล แข่งกับพรรคภูมิใจไทย
แต่อีกด้านของชัยชนะพรรคภูมิใจไทยก็เต็มไปด้วยข้อครหาโดยเฉพาะบทบาทของกกต. และกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ตอนนี้ชลบุรีเขต 1 ในคืนวันที่ 9 กุมภาพันธ์จนถึงบัดนี้ก็ยังมีเรื่องฉาวโฉ่ ของ กกต. ไม่เว้นแต่ละวัน
และที่ชัดเจนที่สุดคือกรณีบาร์โค้ด และ QR Code ที่พิสูจน์ได้แล้วว่า ของการลงคะแนนเสียงไม่เป็นความลับอีกต่อไป ซึ่งจะขัดกับรัฐธรรมนูญ 2560 เอง
จนมาถึงปัจจุบันการไม่เปิดเผยข้อมูลอะไรสักอย่างของกกตทั้งที่ผ่านไปร่วม 14 วัน
นั้นก็เป็นบทพิสูจน์แล้วว่า พวกเขามีการโกง 100%
แต่ด้านกลับกัน แทบไม่มีใครเชื่อว่าการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นโมฆะ โดยเฉพาะชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยเป็นสิ่งที่ชนชั้นนำทางการเมือง ปรารถนามาโดยตลอด
ผมคิดว่าแม้กระทั่ง คนอย่างคุณสมบัติ บุญงามอนงค์ที่มีบทบาทอย่างเด่นชัด ในการเปิดเผยกลโกงของการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็ยังคาดหวังเพียงแค่ว่า อยากเห็นความวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะอุ้ม การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ให้โมฆะอย่างไร
(3)
บทสรุปของ 20 ปีของการเลือกตั้งไทย
จาก 2 เมษายน 2549 ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2569
คือการเอาผลลัพธ์มาก่อนวิธีการ
ต่อให้ไม่ผิดกฎหมาย ก็โมฆะได้
ถ้าไม่ถูกใจชนชั้นนำ
ต่อให้ผิดกฎหมายอย่างไร ก็ไม่โมฆะ
เพราะถูกใจชนชั้นนำ
https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/26265692903070867
สแกนอำนาจ 3 ศาล ที่ฝ่ายการเมือง-ภาคประชาชน เดินหน้าฟ้องเอาผิด กกต.ปมบัตรเลือกตั้ง 2569 มีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด เข้าข่ายเลือกตั้งไม่ลับ อาจถึงขั้นเลือกตั้งโมฆะ-สั่งจำคุก กกต. ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตฯ นัด 17 มี.ค.ฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้องแล้ว

ยื่นฟ้อง 3 ศาล เอาผิด กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 2569 อาจถึงเลือกตั้งโมฆะ-สั่งจำคุก
24 ก.พ. 2569
ไทยรัฐออนไลน์
สแกนอำนาจ 3 ศาล ฝ่ายการเมือง-ภาคประชาชน เดินหน้าฟ้องเอาผิด กกต.ปมบัตรเลือกตั้ง 2569 มีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด เข้าข่ายเลือกตั้งไม่ลับ อาจถึงขั้นเลือกตั้งโมฆะ-สั่งจำคุก กกต.
วันนี้ (24 ก.พ.) ถือว่าเป็นเวลามากกว่า 2 สัปดาห์ นับตั้งแต่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 8 ก.พ.2569 ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์วิกฤตศรัทธา ต่อการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่หยุดหย่อน
ทั้งการที่เว็บไซต์ กกต.ไม่แสดงผลการนับคะแนน 100%, ถูกตั้งข้อสงสัย “บัตรเขย่ง” จำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต และ สส.บัญชีรายชื่อไม่เท่ากัน ทั้งที่ทุกคนต่างได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ, ปัญหาการนับคะแนนรายหน่วยไม่ตรงกัน จำนวนในใบขีดคะแนนไม่ตรงกับใบรายงานที่ติดบนบอร์ด การประท้วงล้อมหีบบัตรเลือกตั้ง เรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่
แต่ที่กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่สุด คือการปรากฏ “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ที่คาดกันว่า สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ อาจเข้าข่ายเลือกตั้งไม่ลับ ขัดรัฐธรรมนูญ จนทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้กลายเป็นโมฆะได้
กรณีนี้ นำมาสู่การที่ฝ่ายการเมือง นักวิชาการ และภาคประชาชน เดินหน้ายื่นเรื่องร้องเรียน-ฟ้องร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อศาลต่างๆ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลอาญา เพื่อเอาผิด กกต. ปัจจุบัน มีการยื่นเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 2569 อะไรบ้าง อยู่ในศาลใด และการวินิจฉัยของศาลจะมีผลผูกพันอย่างไรบ้าง

ศาลรัฐธรรมนูญ
มีอำนาจในการวินิจฉัย ตรวจสอบกรณีที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งคดีที่มีผู้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่คือประเด็น “บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด” ซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าใครเป็นคนกา อาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยตรงและลับ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าไม่ลับ จะทำให้การเลือกตั้ง “เป็นโมฆะทั้งประเทศ”
ในอดีตศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะมาแล้ว 2 ครั้ง คือการเลือกตั้งปี 2549 และ 2557 ซึ่งกรณีที่มักถูกยกมาเทียบเคียงกับการเลือกตั้งในปี 2569 คือการเลือกตั้ง 2 เม.ย. 2549 ซึ่งมีการหันคูหาออก ทำให้คนที่สังเกตการณ์ภายนอกเห็นการลงคะแนนได้ ขณะเดียวกันก็มีประเด็นว่าจัดเลือกตั้งกระชั้นชิดเกินไปเพียง 37 วัน จนจำนวนบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนพุ่งสูง มีข้อครหาเรื่องการจ้างพรรคเล็กลงสมัคร
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 9/2549 วินิจฉัยว่า การจัดรูปแบบคูหาเลือกตั้งหันออก ขัดหลักการ “เลือกตั้งโดยลับ” และการกำหนดวันเลือกตั้งกระชั้นชิดเกินไป ทำให้เกิดความเที่ยงธรรม และเอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองบางพรรค

ในการเลือกตั้ง 2569 มีหลายฝ่ายการเมือง และภาคประชาชนยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยปมบาร์โค้ด ขัดหลักเลือกตั้งโดยลับหรือไม่ เช่น
วันที่ 13 ก.พ. “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” นายภัทรพงศ์ ศุภักษร ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปมคิวอาร์โค้ด และบัตรเขย่ง โดย 16 ก.พ.ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งหนังสือตอบกลับแจ้งว่าได้ทำหนังสือให้ กกต.ตรวจสอบปมคิวอาร์โค้ด โดยทนายอั๋น ถามกลับละเลยปมบัตรเขย่ง เป็นการส่งซิกเพราะมีที่มาเหมือนกันหรือไม่
- วันที่ 13 ก.พ. นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ฝ่ายกฎหมายกำลังรวบรวมข้อเท็จจริงและหลักฐาน ว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเข้าข่ายขัดหลักการเลือกตั้งโดยลับหรือไม่ อย่างไรจะมีการร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งเรื่องศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
- วันที่ 16 ก.พ. นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แคนดิเดตนายกฯ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคทางเลือกใหม่ ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่
- วันที่ 17 ก.พ. น.ส.นันทนา นันทวโรภาส กลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่ รับหนังสือจากทนายอั๋น บุรีรัมย์ ที่ขอให้ สว. 20 คน เข้าชื่อเพื่อส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ จากปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ล่าสุด 24 ก.พ. น.ส.นันทนา เผยความคืบหน้าว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างยกร่างคำร้องเพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ คาดแล้วเสร็จ 26 ก.พ.นี้ ก่อนให้ สว. ร่วมลงชื่อคำร้องต่อไป

ศาลปกครอง
ในกรณีนี้ ศาลปกครอง มีอำนาจในการวินิจฉัยว่าการทำหน้าที่ของ กกต. “ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่” และสามารถสั่ง “คุ้มครองชั่วคราว” เพื่อให้ กกต.ระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.ไว้ได้ และหากศาลพิพากษาแล้วว่าการมีบาร์โค้ดไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจสั่งให้มีจัดการเลือกตั้งใหม่โดยใช้บัตรที่ไม่มีบาร์โค้ด หรืออาจสั่งทำลายบัตรเลือกตั้งที่มีปัญหาเพื่อคุ้มครองความลับประชาชน โดยฝ่ายการเมือง และภาคประชาชน ที่ยื่นต่อศาลปกครอง อาทิ
- วันที่ 14 ก.พ. “ทนายชา” นายธนู รุ่งโรจน์เรืองฉาย ยื่นต่อศาลปกครอง พร้อมเรียกร้องให้
2.ขอให้ระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจนกว่าศาลจะพิพากษา
ต่อมาศาลปกครองกลางรับเป็นคดีดำ หมายเลข 304/2559
- วันที่ 15 ก.พ. นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง ร้องเอาผิด กกต.และเลขาฯ กกต. พร้อมเรียกร้อง
2.ลงโทษ กกต.ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ด้วยโทษจำคุกและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และให้ชดใช้ค่าเสียหายในการจัดเลือกตั้งใหม่
- วันที่ 16 ก.พ. ตัวแทนนิสิตนักศึกษา 9 มหาวิทยาลัย และนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูมทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ยื่นศาลปกครอง ให้วินิจฉัยว่าคำสั่ง กกต.ให้ออกแบบและใช้บัตรเลือกตั้ง 2569 ที่มีบาร์โค้ด ที่สามารถสืบย้อนไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เข้าข่ายขัดหลักการเลือกตั้งโดยลับตามรัฐธรรมนูญ ถือเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการนำบัตรเลือกตั้งดังกล่าวไปใช้ย่อมทำให้การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
เป็นการฟ้องทางอาญา ต่อ กกต.ซึ่งมีโทษปรับและจำคุก โดยส่วนใหญ่เป็นการฟ้องในความผิด ม.157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นคดีอาญาแผ่นดินที่ยอมความไม่ได้ และมีอายุความ 15 ปี
ในการเลือกตั้งโมฆะปี 2549 เคยมีการยื่นฟ้องเอาผิด กกต.ว่าจัดเลือกตั้งโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยมีจำเลย 3 คน คือ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภประธาน กกต., นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร ซึ่งศาลพิพากษาจำคุก กกต.ทั้ง 3 คนเป็นเวลา 2 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ขณะที่การเลือกตั้ง 2569 ฝ่ายการเมือง และภาคประชาชน ที่ยื่นฟ้อง อาทิ
- วันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา ร.อ.ยงยุทธ เสาแก้วสถิต ทนายความ ยื่นฟ้อง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. กับพวก และ เลขาฯ กกต. รวม 8 คน ผิด ม.157 ประกอบมาตรา 83 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต, พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2569 มาตรา 69, พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 149 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172
- พรรคประชาชน กำลังทำคำฟ้องและรวบรวมหลักฐานเพื่อยื่นเอาผิดมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในกรณีการจัดการเลือกตั้ง และบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ซึ่งในวันที่ 22 ก.พ.ที่มีการเลือกตั้งใหม่บางหน่วย ก็ได้ลงพื้นที่เก็บหลักฐานและพบว่าบัตรเปลี่ยนแปลงไป โดยไม่มีเลขรหัสระบุที่ต้นขั้วแล้ว ซึ่งก็จะนำไปประกอบคำฟ้องต่อไป

เบื้องหลังภาพประวัติศาสตร์ ครั้งหนึ่งอดีตเจ้าชายราชวงศ์อังกฤษ ถูกควบคุมตัวเฉกเช่นสามัญชน โดย ฟิล โนเบิล (Phil Noble) ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ส

ทันโลก กับ Thai PBS
Yesterday
เบื้องหลังภาพประวัติศาสตร์ ครั้งหนึ่งอดีตเจ้าชายราชวงศ์อังกฤษ ถูกควบคุมตัวเฉกเช่นสามัญชน โดย ฟิล โนเบิล (Phil Noble) ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ส
.
กราฟฟิกโดย : ปรินทร ทองประไพ





https://www.facebook.com/TanlokeThaiPBS/posts/1313538670807175?ref=embed_post
ทำไม 'รัฐบาลภูมิใจไทย' มีความคล้ายกับ ‘รัฐบาลพลังประชารัฐ’
ตระกูลบ้านใหญ่ช่วยให้พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งครั้งนี้มากน้อยแค่ไหน

ตระกูลบ้านใหญ่ช่วยให้พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งครั้งนี้มากน้อยแค่ไหน
Rocket Media
- เมื่อนำตระกูลบ้านใหญ่ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต ในนามพรรคภูมิใจไทยทั้ง 78 ตระกูล มาพิจารณาประกอบผลการเลือกตั้ง โดยอิงผลการเลือกตั้ง 94% จาก กกต. ณ วันที่ 10 ก.พ. 2569 จะพบว่า ในจำนวน 78 ตระกูลนั้นได้รับการเลือกตั้งถึง 67 ตระกูลด้วยกัน หรือคิดเป็น 85.90%
- การที่พรรคภูมิใจไทยสามารถรวบรวมตระกูลบ้านใหญ่ไว้มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองอื่นๆ และกระจายตัวในทุกภาค ทำให้มีอัตรการชนะการเลือกตั้งสูงมาก รวมทั้งประเทศกว่า 85% โดยเฉพาะตระกูลบ้านใหญ่ที่สังกัดพรรคภูมิใจไทยในภาคตะวันตกและภาคตะวันออกนั้น ซึ่งได้รับเลือกเป็น สส. 100% เช่น ตระกูลนพอมรบดี ที่จ.ราชบุรี ตระกูลชมกลิ่น ที่จ.ชลบุรี
- บ้านใหญ่ 78 ตระกูล เป็นบ้านใหญ่ที่สังกัดพรรคภูมิใจไทยมาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 จำนวน 37 ตระกูล โดยในการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้รับการเลือกตั้ง 37 ตระกูลด้วยกัน หรือคิดเป็น 100% ในขณะที่บ้านใหญ่ที่ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้มี 39 ตระกูล ได้รับการเลือกตั้ง 29 ตระกูล หรือคิดเป็น 74.36%
[ตระกูลบ้านใหญ่ หมายถึงตระกูลนักการเมืองที่มีอิทธิพลสูงในท้องถิ่น มีเครือญาติความสัมพันธ์หรือเป็นที่รู้จักกว้างขวางในชุมชน และอาจมีอำนาจการเมืองในระดับท้องถิ่นด้วย โดยในการจัดทำข้อมูลนี้ ใช้หลักเกณ์การสังกัดพรรคการเมืองจากการเลือกตั้งปี 2566 และการเลือกตั้งปี 2569 ดังนั้น ในกรณีของพรรคกล้าธรรมเกือบทั้งหมด จึงเป็นการย้ายมาจากพรรคพลังประชารัฐ]
บ้านใหญ่จากภูมิใจไทย ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนใน #เลือกตั้ง69
เมื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาตรวจสอบกับการลงสมัครรับเลือกตั้งจะพบว่า มีตระกูลบ้านใหญ่ที่ส่งผู้สมัครในนามพรรคภูมิใจไทยลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต 78 ตระกูลเท่านั้น ที่เหลือลงในนามบัญชีรายชื่อบ้าง เช่น ตระกูลหลีนวรัตน์ ที่จ.ปทุมธานี หรือให้การสนับสนุนแต่ไม่ได้ลงสมัครเอง เช่น ตระกูลพันธ์เจริญวรกุล ที่จ.พระนครศรีอยุธยา
- จากนั้นเมื่อนำตระกูลบ้านใหญ่ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต ในนามพรรคภูมิใจไทยทั้ง 78 ตระกูล มาพิจารณาประกอบผลการเลือกตั้ง โดยอิงผลการเลือกตั้ง 94% จาก กกต. ณ วันที่ 10 ก.พ. 2569 จะพบว่า ในจำนวน 78 ตระกูลนั้นได้รับการเลือกตั้งถึง 67 ตระกูลด้วยกัน หรือคิดเป็น 85.90% และแบ่งเป็นรายภาคได้ดังนี้ภาคเหนือ จาก 4 ตระกูล ได้รับการเลือกตั้ง 2 ตระกูล คิดเป็น 50%
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จาก 25 ตระกูล ได้รับการเลือกตั้ง 22 ตระกูล คิดเป็น 88%
- ภาคกลาง จาก 26 ตระกูล ได้รับการเลือกตั้ง 24 ตระกูล คิดเป็น 92.31%
- ภาคตะวันตก จาก 6 ตระกูล ได้รับการเลือกตั้ง 6 ตระกูล คิดเป็น 100%
- ภาคตะวันออก จาก 3 ตระกูล ได้รับการเลือกตั้ง 3 ตระกูล คิดเป็น 100%
- ภาคใต้ จาก 14 ตะกูล ได้รับการเลือกตั้ง 10 ตระกูล คิดเป็น 71.43%
จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า การที่พรรคภูมิใจไทยสามารถรวบรวมตระกูลบ้านใหญ่ไว้มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองอื่นๆ และกระจายตัวในทุกภาค ทำให้มีอัตราการชนะเลือกตั้งสูงมาก รวมทั้งประเทศกว่า 85% โดยเฉพาะตระกูลบ้านใหญ่ที่สังกัดพรรคภูมิใจไทยในภาคตะวันตกและภาคตะวันออกนั้น ซึ่งได้รับเลือกเป็น สส. 100% เช่น ตระกูลนพอมรบดี ที่จ.ราชบุรี ตระกูลชมกลิ่น ที่จ.ชลบุรี
ในขณะที่ภาคเหนือ ซึ่งอาจไม่ใช่พื้นที่ฐานเสียงของพรรค โดยพิจารณาได้จากผลการเลือกตั้งในปี 2566 และจำนวนบ้านใหญ่ที่พรรคภูมิใจไทยมีในภาคเหนือเพียง 4 ตระกูล เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนที่นั่ง สส. แบบแบ่งเขต จากข้อมูลจะเห็นว่าบ้านใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกเป็น สส. เพียง 50% คือ ตระกูลวันไชยธนวงศ์ จ.เชียงราย และตระกูลศุภศิริ จ.แพร่
ขณะที่ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พรรคภูมิใจไทยมีจำนวนบ้านใหญ่มากที่สุด พบว่าสัดส่วนของการที่บ้านใหญ่ชนะการเลือกตั้งมีสูงกว่า 80% เลยทีเดียว เช่น ตระกูลอรรณนพพร ที่จ.ขอนแก่น ตระกูลรัตนเศรษฐ ที่จ.นครราชสีมา ตระกูลสะสมทรัพย์ ที่จ.นครปฐม ตระกูลวงษ์ประยูร ที่จ.สระบุรี แต่ถึงอย่างนั้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางก็ถือเป็นพื้นที่ฐานคะแนนเสียงเดิมของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว
ในขณะที่ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทยก็ยังใช้ยุทธศาสตร์บ้านใหญ่เช่นกัน และประสบความสำเร็จสูงได้รับการเลือกตั้งถึง 71.43% เช่น ตระกูลกิตติธรกุล ที่จ.กระบี่ ตระกูลกี่สิ้น จ.ภูเก็ต

ภูมิใจไทยได้เก้าอี้ สส. จากบ้านใหญ่เดิม และบ้านใหญ่ที่มาจากการย้ายพรรค เป็นจำนวนเท่าไหร่
จากข้อมูลบ้านใหญ่ตระกูลการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต ในนามพรรคภูมิใจไทยทั้ง 78 ตระกูล เมื่อนำมาพิจารณาในประเด็นเรื่องการย้ายพรรคว่า ในการเลือกตั้งปี 2566 บ้านใหญ่เหล่านี้สังกัดพรรคการเมืองใดมาก่อนจะพบว่า
บ้านใหญ่ 78 ตระกูล เป็นบ้านใหญ่ที่สังกัดพรรคภูมิใจไทยมาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 จำนวน 37 ตระกูล โดยในการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้รับการเลือกตั้ง 37 ตระกูลด้วยกัน หรือคิดเป็น 100% เช่น ตระกูลสงฆ์ประชา จ.ชัยนาท ตระกูล แทนทรัพย์ จ.ชัยภูมิ ตระกูลทวีเกื้อกูลกิจ จ.ตาก ตระกูลเผ่าประทาน จ.ประจวบคีรีขันธ์
ในขณะที่บ้านใหญ่ที่ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้ง ปี 2569 มี 39 ตระกูล ได้รับการเลือกตั้ง 29 ตระกูล หรือคิดเป็น 74.36% เช่น ตระกูลพิทักษ์พรพัลลภ จ.อุบลราชธานี ตระกูลไกรวัตนุสสรณ์ จ.สมุทรสาคร ตระกูลบุญญามณี จ.สงขลา ตระกูลศุภศิริ จ.แพร่
นอกจากนั้น ยังมีอีก 2 ตระกูลที่ได้ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองระดับชาติมาก่อน แต่เป็นบ้านใหญ่การเมืองท้องถิ่นที่ขยับขึ้นมาเล่นการเมืองระดับชาติที่ได้รับการเลือกตั้งในครั้งนี้ เช่น ตระกูลนิโรจน์ จ.นครสวรรค์
จากนั้นหากพิจารณาบ้านใหญ่ที่ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นรายภาคจะพบว่าภาคตะวันตกและภาคตะวันออก เป็น 2 ภาคที่แม้บ้านใหญ่จะมาจากการย้ายพรรคก็ได้รับเลือกทั้งหมด 100% ส่วนภาคกลาง 13 ตระกูลได้รับเลือก 11 ตระกูล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 ตระกูลได้รับเลือก 7 ตระกูล ภาคใต้ 8 ตระกูล ได้รับเลือก 5 ตระกูล และภาคเหนือ 3 ตระกูล ได้รับเลือกเพียง 1 ตระกูล
และหากจะพิจารณาว่าตระกูลบ้านใหญ่ที่ย้ายเข้ามาลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย ย้ายมาจากพรรคไหนบ้าง และได้รับเลือกตั้งเป็นจำนวนเท่าไรจะพบว่า
- ย้ายมาจากพรรคพลังประชารัฐ 8 ตระกูล ได้รับเลือกตั้ง 7 ตระกูล เช่น ตระกูลรัตนเศรษฐ จ.นครราชสีมา ตระกูลพร้อมพัฒน์ จ.เพชรบูรณ์ ตระกูลวงษ์ประยูร จ.สระบุรี
- ย้ายมาจากพรรครวมไทยสร้างชาติ 9 ตระกูล ได้รับเลือกตั้ง 7 ตระกูล เช่น ตระกูลชมกลิ่น จ.ชลบุรี ตระกูลไกรฤกษ์ จ. พิษณุโลก ตระกูลอังกินันทน์ จ.เพชรบุรี
- ย้ายมาจากพรรคเพื่อไทย 10 ตระกูล ได้รับเลือกตั้ง 5 ตระกูล เช่น ตระกูลวิเชียรศิลป์ จ.กาญจนบุรี ตระกูลไกรวัตนุสสรณ์ จ.สมุทรสาคร ตระกูลพิทักษ์พรพัลลภ จ.อุบลราชธานี
- ย้ายมาจากพรรคประชาธิปัตย์ 3 ตระกูล ได้รับเลือกตั้ง 2 ตระกูล เช่น ตระกูลบุญญามณี และตระกูลพลายด้วง จ.สงขลา
- ย้ายมาจากพรรคชาติไทยพัฒนา 6 ตระกูล ได้รับเลือกตั้ง 6 ตระกูล เช่น ตระกูลปิตุเตชะ จ.ระยอง ตระกูลสะสมทรัพย์ จ.นครปฐม ตระกูลจุรีมาศ จ.ร้อยเอ็ด
- ย้ายมาจากพรรคไทยสร้างไทย 2 ตระกูล ได้รับเลือกตั้ง 2 ตระกูล เช่น ตระกูลสลับศรี จ.ยโสธร
- ย้ายมาจากพรรคประชาชาติ 1 ตระกูล แต่ไม่ได้รับเลือก คือ ตระกูลซูสารอ จ.ปัตตานี
เมื่อนำข้อมูลชุดนี้ไปพิจารณาร่วมกับข้อมูลจากบทความ เลือกตั้ง ’69 : ภูมิใจไทยโตกว่า 155% กวาด สส. เขต 174 ที่นั่ง ชนะขาดทั้งกลุ่มพรรคเดิม ย้ายพรรค และหน้าใหม่ โดย Rocket Media Lab ที่ชี้ให้เห็นว่า ภูมิใจไทย มีอดีต สส. ปี 2566 พรรคเดิมได้รับเลือกตั้ง 56 คน จาก 58 คน คิดเป็น 96.55% นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังได้ว่าที่ สส. ที่มาจากย้ายพรรคมากที่สุดถึง 66 คน โดยในจำนวนนี้มาจากอดีต สส. แบบแบ่งเขต ปี 2566 จำนวน 42 คน และพรรคภูมิใจไทยยังได้ว่าที่ สส. หน้าใหม่ที่มาจากนักการเมืองระดับท้องถิ่นอีก จำนวน 17 คน ซึ่งทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยประสบความสำเร็จเป็นพรรคอันดับหนึ่งได้ที่นั่ง สส. แบบแบ่งเขตสูงถึง 174 คนในการเลือกตั้งครั้งนี้
ดูข้อมูลที่ https://rocketmedialab.co/database-election-69-3/
https://rocketmedialab.co/election-69-21/
โจทย์ท้าทายของภูมิใจไทย เมื่อการตั้งรัฐบาลอาจไม่ยากเท่าการบริหารจัดการเก้าอี้ให้ตระกูลการเมืองทั้ง 67 ตระกูลที่ชนะมาในนามพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้
.png)
ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ - Chutiphong Pipoppinyo
8 hours ago
·
[โจทย์ท้าทายของภูมิใจไทย เมื่อการตั้งรัฐบาลอาจไม่ยากเท่าการบริหารจัดการเก้าอี้ให้ตระกูลการเมืองทั้ง 67 ตระกูลที่ชนะมาในนามพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้]
.
การเลือกตั้ง 69 จบลงไปแล้ว แต่ฝุ่นยังไม่หายตลบจากกรณีบัตรเลือกตั้งและการเลือกตั้งที่ประชาชนจำนวนมากกำลังตั้งข้อสงสัย กกต. ว่า ยัดบาร์โค้ดมาทำไม การเลือกตั้งที่อาจมีช่องให้ติดตามผู้ออกเสียงได้แบบนี้ มันอาจจะเป็นการเลือกตั้งไม่ลับ และอาจจะโมฆะไหม? กกต. จะตอบยังไง แต่เหมือนว่าจะไม่ใช่ปัญหาของการจัดตั้งรัฐบาลของภูมิใจไทยเลย และดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหาของพรรคที่จะไปร่วมรัฐบาลด้วย เพราะเหมือนรู้อะไรมาว่า ยังไงก็รอด?
.
พรรคภูมิใจไทยยังคงเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลต่อไปท่ามกลางข่าวลือว่าพรรคไหนจะเป็นพรรคร่วมบ้าง แบ่งโควตารัฐมนตรีกันยังไงบ้างให้ทั้ง 35 เก้าอี้ ตอบโจทย์กลุ่มการเมืองต่างๆที่เดินหน้าไปร่วมรัฐบาล มีสูตรโควตาโผล่มาว่า 8 เก้าอี้ สส. เป็น 1 เก้าอี้ รมต. บ้าง หรือ 10 เก้าอี้ สส. เป็น 1 เก้าอี้ รมต. บ้าง โดยมีสัดส่วนคนนอกมาทำงานบริหารบ้าง แต่ก็ต้องแบ่งกระทรวงให้กลุ่มก้อนในพรรคและพรรคร่วมไปจัดสรรกัน โดยยังไม่แน่ใจว่า คนที่จะเข้ามาทำงานบริหารประเทศ นอกจากมืออาชีพส่วนน้อยแล้ว กลุ่มการเมืองที่รวมตัวกันมาในร่มสีน้ำเงิน เขามีความเชี่ยวชาญการบริหารประเทศภายใต้กระทรวงไหนยังไง? แต่เอาเถอะ เขาคงคิดว่าคนไทยน่าจะชินแบบนี้ไปแล้ว
.
ประเด็นคือ ตระกูลการเมืองที่ตบเท้าเข้าไป เท่าที่มีข้อมูลจาก rocket media lab https://rocketmedialab.co/election-69-21/ นี่ก็ปาไป 78 ตระกูล ที่ชนะมาก็ 67 ตระกูล ซึ่งแต่ละตระกูลก็สังกัดซุ้มการเมืองที่แตกต่างกันออกไปอีก บางเจ้าเข้ามาตั้งแต่ปีตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ บางตระกูลมาตอนปี 62 บางกลุ่มมาตอนปี 66 และชุดใหญ่ไฟกระพริบ มาตอนปี 69 นี่แหละ
.
ทีนี้ก็เลยเป็นโจทย์ท้าทายของคุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทยว่าจะเกลี่ยเก้าอี้ที่มีในมือยังไงให้บ้านใหญ่ที่ตบเท้าเข้ามา ไม่อึดอัดจนเกินไปนัก เพราะบ้านใหญ่เหล่านี้ใช้ทรัพยากรกันมาเต็มระบบเพื่อชนะเลือกตั้ง เรียกว่าทุ่มกันมาแหลกราญ คงไม่ได้มาแบบใสๆ เพื่อเอาไปให้คนอื่นบริหาร แล้วตัวเองก็นั่งมองตาปริบๆกันหรอกมั้ง
.
มันก็คงต้องมาไล่เรียงความสำคัญกันอีก ใครมาก่อน ใครยกจังหวัด ใครช่วยดูแลข้ามจังหวัด ใครเป็นพี่ใหญ่ประจำซุ้ม ไหนจะเกรดกระทรวงต่างๆ จึงไม่ต้องแปลกใจที่พรรคร่วม ที่เข้ามาตอนนี้ สงสัยจะถูกขอว่า อย่าเพิ่งมาพูดอะไรมาก แค่ในพรรคนี่ยังจัดการไม่จบเลย เดี๋ยวแตะนั่นแตะนี่ จะหมางใจกันหนักกว่าเดิม
.
อย่าลืมว่า เก้าอี้ครม. มีจำกัดแค่ 35 เก้าอี้ นายก รองนายกสายคนนอกสามคน โดนตัดไปแล้ว 4 ก็เหลืออยู่ 31 โควตาของภูมิใจไทยเองถ้าสูตร 10 สส. = 1 เก้าอี้ เท่ากับมี 19-20 เก้าอี้ ลบไป 4 เหลือจริงๆ 15 เก้าอี้ สำหรับแบ่งให้ตระกูลการเมือง 67 ตระกูล นี่ถ้าจะไม่ให้หมางใจกัน สงสัยปรับ ครม.ทุก 10 เดือนเลยมั้ง…. มันจะบริหารประเทศให้ต่อเนื่องได้ไหมหนอ? หรือจะให้บางตระกูลอกหักไม่ได้เป็นอะไรเลย แค่ชวนมาชนะฝั่งเสรีนิยมเฉยๆ จบนี่ก็แยกย้ายไปแล้วค่อยมาสู้กันใหม่
.
หรือถ้าใช้ระบบ จำกัดเวลาแล้วเวียนให้กัน อันนี้ยิ่งเสี่ยง เพราะยิ่งเวลามีน้อยในการดำรงตำแหน่ง การบริหารงานนี่ยิ่งต้องจับตาดูกันให้ดี เพราะถ้ามาทรงนี้ โอกาสจะเกิดการบริหารแบบ “มาสั้นฉันรีบ” อาจจะสูงขึ้นมาก เพราะทุกคนรู้ตัวว่าเวลาจำกัด รีบยัดโปรเจ็คให้จบแล้วรีบไป จะดีกว่า โครงการยาวไม่ต้องวาง สุดท้ายเหมือนแค่มาแชร์โครงการให้ทีมตัวเองแล้วก็แยกย้าย สุดท้ายประชาชนได้อะไรไหมนี่?
.
ดังนั้น โจทย์ท้าทายดังกล่าว จึงเป็นอีกภารกิจของพรรคฝ่ายค้านในการเดินหน้าจับตาทุกโครงการทุกฝีก้าวของรัฐบาลภูมิใจไทย เพราะถ้ารัฐบาลเลือกบริหารจัดการด้วยการตอบแทนบ้านใหญ่ที่รวมพลังกันมาล้มส้มด้วยการเอาผลประโยชน์ไปตอบแทน ทีนี้โปรเจ็คต่างๆที่จะเกิดขึ้นอาจมีความสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมากที่การใช้งบและการหาผู้รับเหมาอาจเกิดปัญหาตามมาแบบมโหฬาร ชนิดที่อาจจะเห็นกันแบบโต้งๆเลย ฝ่ายค้านจึงเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ พรรคประชาชนก็ต้องเตรียมตัวใช้เวทีสภาให้เต็มประสิทธิภาพเช่นกัน
.
ฝากถึงคนที่อาจจะท้อแท้สิ้นหวังกับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ อย่าเพิ่งหมดหวังครับ และอย่าคิดว่ารัฐบาลนี้จะไม่มีใครแตะได้ เรายังมีกลไกสภาและหูตาประชาชนช่วยกันสอดส่องอยู่ ถ้ารัฐบาลภูมิใจไทยแก้โจทย์เรื่องการจัดการรัฐบาลตัวเองที่เสียงมหาศาลขนาดนี้ไม่ได้ เอาแต่แจกจ่ายผลประโยชน์ จนประชาชนเห็นคาตา ยังไงก็เละครับ
.
ส่วนตัวผมเอง รอบนี้ไม่ได้เข้าสภา แต่ยังได้ยินข่าวการเริ่มโครงการแปลกๆในพื้นที่โผล่มาเยอะ เดี๋ยวก็ขูดถนน 3574 ทำใหม่ทั้งที่ยังไม่พัง แถมเริ่มทันทีหลังเลือกตั้งจบ ซึ่งไม่รู้บริษัทไหนได้งานไปนะ กับโครงการขุดดินขุดทรายโผล่มาเป็นดอกเห็ด เดี๋ยวต้องลงไปดูกันหน่อยแล้วว่าฝีมือใคร ตระกูลไหนหรือเปล่านะ
.
ใครจะเป็นอาสาส้มช่วยจับตา ส่งข้อมูลมากันได้เลยนะครับ
ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ
"รัฐบาลบ้านใหญ่ที่ไม่ครองใจคน" อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ วิเคราะห์ ‘จุดเปราะบาง’ ของ ‘รัฐบาลบ้านใหญ่’

ประจักษ์ ก้องกีรติ’ วิเคราะห์ ‘จุดเปราะบาง’ ของ ‘รัฐบาลบ้านใหญ่’
22.02.2026
มติชนสุดสัปดาห์
เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
หมายเหตุ “รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ” คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ “ใบตองแห้ง-อธึกกิต แสวงสุข” ในรายการ “ประชาธิปไตย 2 สี” ทางช่องยูทูบมติชนทีวี โดยมีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าด้วยการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ดังต่อไปนี้
รัฐบาลบ้านใหญ่ที่ไม่ครองใจคน
“ภูมิใจไทยเป็นการเมือง ‘บ้านใหญ่’ ใหญ่กว่าพรรค คือเอามุ้งมาผสมกันหลายๆ มุ้ง ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งนั้นเลย เต็มไปหมด ตอนนี้จะแบ่งโควตารัฐมนตรีอย่างไร ผมว่าก็ปวดหัว คือคนนอกคงได้ 3 ที่นั่ง อีก 30 ที่นั่งก็คือบ้านใหญ่นั่นแหละที่จะแบ่งกัน มันก็ย้อนกลับไป ครม.สมัยก่อนปี 2540 ครม.บรรหาร (ศิลปอาชา) ครม.ชวลิต (ยงใจยุทธ)
“บ้านใหญ่จะขึ้นมามีอำนาจต่อรอง เหมือนที่สมัยก่อน ‘ป๋าเหนาะ’ (เสนาะ เทียนทอง) เป็นผู้ตั้งรัฐบาล แล้วแกมีอำนาจต่อรอง ถ้าไม่ให้รัฐมนตรีมหาดไทยแก พรรคก็อยู่ไม่ได้เลยนะ รัฐบาลก็อาจจะล่ม
“ตอนนี้ เรากลับไปสู่การเมืองแบบนั้น ที่พวกหัวหน้ามุ้งเหล่านี้จะมีอำนาจต่อรองสูงมาก เพราะเขาไม่ต้องเกาะกระแสพรรคเท่าไร ครั้งนี้บ้านใหญ่เป็นคนพา ส.ส.เป็นกอบเป็นกำมาให้พรรค
“อย่างไรก็ตาม ภูมิใจไทยเขาเป็นการเมืองแบบบ้านใหญ่ที่มีเครือข่ายอุปถัมภ์ แต่เขาไม่มีขบวนการมวลชนมาสนับสนุน ไม่ได้มีชาวบ้านแบบสมัย ‘เสื้อแดง’ ที่มาหนุนเป็นฐานให้พรรคไทยรักไทยสมัยก่อน มันเป็นความสัมพันธ์กับประชาชนอีกแบบ เป็นตัว ส.ส. เป็นบ้านใหญ่ ตัวต่อตัว ที่ดูแล (ประชาชน) มันเป็นการเมืองเชิงบุคคลแข็งแรงกว่าพรรค
“จริงๆ ที่นั่ง ถ้าสมัยเดิม ไทยรักไทยจนมาถึงเพื่อไทย ก่อนจะกลายมาเป็นพรรคอันดับสองอันดับสาม เมื่อก่อน เวลาไทยรักไทยชนะ คือได้เสียงเกินครึ่งหรือเฉียดครึ่ง ครั้งนี้ภูมิใจไทยก็ไม่ถึงกับ ‘แลนด์สไลด์’ ในความหมายแบบเดิม ที่เราเคยพูดว่าไทยรักไทยแลนด์สไลด์ (ครั้งนี้ภูมิใจไทย) ได้ 194 ที่นั่ง
“แล้ว (ภูมิใจไทย) ก็ไม่ใช่พรรคที่ใช้นโยบายนำ เพราะนโยบายที่เขาส่ง กกต.เป็นนโยบายที่น้อยกว่าพรรคอื่นอีก หลวมๆ ไม่ต้องขายนโยบาย นโยบายคืออะไรไม่ขาย นอกจาก ‘คนละครึ่งพลัส’ เรื่องยกเลิกเอ็มโอยูไทย-กัมพูชา แล้วก็ไม่ไปดีเบต
“ภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับหนึ่งพรรคแรกในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่เราใช้ระบบ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เป็นต้นมา ที่พรรคใหญ่อันดับหนึ่งชนะแต่ ส.ส.เขต แต่ไม่ชนะปาร์ตี้ลิสต์ ปาร์ตี้ลิสต์เขาได้แค่ 5 ล้านกว่า (เสียง) แล้วแพ้พรรคประชาชนเยอะ ประชาชนได้เกือบ 10 ล้าน ก็ห่างกัน 4-5 ล้าน
“ปกติ พรรคอันดับหนึ่งในการเมืองไทยก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย จนมาถึงก้าวไกลในครั้งที่แล้ว พรรคอันดับหนึ่งเป็นพรรคที่ต้องครองใจคนทั้งสองระบบ ชนะ ส.ส.เขต ได้มากที่สุด และชนะปาร์ตี้ลิสต์ด้วย เพราะมันขายนโยบาย ขายอุดมการณ์
“แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกเลยที่พรรคอันดับหนึ่งไม่ชนะปาร์ตี้ลิสต์ หมายความว่าอย่างไร ก็คือคุณไม่ครองใจคน ในแง่ความนิยมพรรค พรรคคุณไม่ได้เป็นพรรคที่เป็นที่นิยมที่สุด แต่ ส.ส.เยอะที่สุด เพราะบ้านใหญ่เขาประสบความสำเร็จในการทำยุทธศาสตร์”
การเมืองไทย 2569 ไม่ใช่สองนครา
“การเมืองไทย มันไม่ได้กลับไปสองนครา ตรงนี้อาจารย์อภิชาต สถิตนิรามัย แกก็พูดถึงบ้างแล้ว เคยเขียนบทความ และมีนักวิชาการฝรั่งเขาเคยทำข้อมูลตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว
“ถ้าเรามาดูจริงๆ มันไม่ใช่สองนครา เพราะบัตรปาร์ตี้ลิสต์ คนชนบทตั้งแต่ครั้งที่แล้วก็เลือกก้าวไกลไม่ต่างจากคนเมือง ครั้งนี้ก็เหมือนกัน (พรรค) ประชาชน คะแนนเขตแม้ว่าจะแพ้เยอะ แต่ปาร์ตี้ลิสต์เขายังมาเป็นกอบเป็นกำ ในเขตชนบทก็ได้
“พูดง่ายๆ ก็คือว่า ถ้าสำหรับบัตรปาร์ตี้ลิสต์ การเลือกพรรค คนชนบทกับคนเมืองไม่ต่างกันเลยในการตัดสินใจ มันไม่มีความแตกต่าง เราบอกไม่ได้ว่ามีสองนคราในบัตรปาร์ตี้ลิสต์ คือมันมาบรรจบกัน คนเมือง-คนชนบท ในส่วนของพรรคที่ชอบ เขาอยากได้พรรคแบบนี้แหละ พรรคที่เป็นเชิงนโยบาย พรรคที่มีวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนประเทศ
“ถ้าเราไปดู มีข้อมูลน่าสนใจ อย่างพรรคกล้าธรรม ไปดูเขตเลือกตั้งของเขา มี 34 เขตที่เขาได้ ส.ส. แต่ในเขตนั้น พรรคประชาชนชนะปาร์ตี้ลิสต์ ในเขตที่กล้าธรรมมาแรงๆ ได้ ส.ส.เขต แต่คนไม่เลือกพรรคกล้าธรรมในบัญชีรายชื่อ ก็คือเทคะแนนให้ประชาชน ประชาชนครองแชมป์ปาร์ตี้ลิสต์
“ภูมิใจไทยก็เป็นอย่างนี้เยอะ เขตที่ภูมิใจไทยได้ ส.ส.เขต แต่คนไปเลือกปาร์ตี้ลิสต์พรรคประชาชน โดยเฉพาะภาคอีสาน ฉะนั้น ในแง่นี้ มันไม่ใช่สองนคราแบบขาว-ดำ คนเมืองกับคนชนบท
“เพราะพูดง่ายๆ คนชนบทนี่ซับซ้อน เขาฉลาด เขาโหวตเชิงยุทธศาสตร์ ก็คือ ส.ส.เขตเอาแบบหนึ่ง เอาไว้ดูแล พวกใจถึงพึ่งได้ พวกแบบ ส.ส.บ้านใหญ่อุปถัมภ์ แต่พรรค เขาก็อยากได้พรรคที่สร้างความเปลี่ยนแปลง พรรคที่เน้นแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตรงนี้มันจึงไม่ใช่สองนคราแบบเดิม แบบที่อาจารย์เอนก (เหล่าธรรมทัศน์) ว่าไว้
“ขณะเดียวกัน คนกรุงเทพฯ ก็ไม่ใช่แบบเดิม สมัยก่อน ทฤษฎีสองนคราคือ คนกรุงเทพฯ รังเกียจนักการเมือง เกลียดการเมือง ชอบทหาร ถ้ามีการรัฐประหารก็ยินดี ซึ่งตอนนี้มันไม่ใช่ คนกรุงก็เปลี่ยนไป
“กลายเป็นว่าพื้นที่เมืองส่วนใหญ่ หรือกรุงเทพฯ เอง คนเลือกพรรคนี้ โดยที่รู้ด้วยว่าพรรคนี้มันต่อต้านรัฐประหาร ต่อต้านอำนาจนำ ต้องการปฏิรูปการเมือง
“พูดง่ายๆ คนกรุงเอง ก็ไม่ใช่คนกรุงเหมือนสมัยที่อาจารย์เอนกเขียนสองนคราประชาธิปไตย ตอนนี้กลายเป็นคนกรุงเขาเข้าใจแล้วว่า การเลือกตั้งมันคือคำตอบ อย่างไรก็ต้องอยู่ในกรอบประชาธิปไตย เล่นไปตามกติกา คนกรุงหัวก้าวหน้าขึ้น เป็นเสรีนิยมประชาธิปไตยมากขึ้น”
ระวังไทยจะซ้ำรอยฟิลิปปินส์!
“ฟิลิปปินส์นี่ ส.ส. 80 เปอร์เซ็นต์มาจากบ้านใหญ่ เราเรียกว่าเป็นการเมืองแบบ ‘บ้านใหญ่อุปถัมภ์ครอบงำตลอดกาล’ (dynastic politics) มันเป็นอย่างนี้มาตลอด
“เพราะฟิลิปปินส์ พรรคการเมืองอ่อน คุณมีประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง แต่สถาบันพรรคการเมืองอ่อนหมด พรรคไม่มีความหมายเลย ยุบและย้ายกันตลอด ไม่มีอุดมการณ์ คนก็ไม่เลือกที่พรรค (แต่) เลือกที่ใครดูแลอุปถัมภ์ได้ดีกว่ากัน
“บวกกับฟิลิปปินส์เป็นสังคมที่คนจนเยอะมากและเหลื่อมล้ำสูง ปฏิเสธไม่ได้ พอสังคมที่เหลื่อมล้ำสูง คนต้องปากกัดตีนถีบ ใช้ชีวิตอยู่รอดวันต่อวัน การจะไปคิดถึงนโยบายและการเปลี่ยนโครงสร้างระยะยาว มันยาก มันก็ต้องเลือกคนที่จะดูแลเขา ให้ชีวิตเขาไปรอด
“สังคมที่เหลื่อมล้ำสูงแบบนั้น แล้วพรรคการเมืองอ่อนแอ บ้านใหญ่ก็จะครอบงำตลอด อันนี้คือการเมืองแบบฟิลิปปินส์ เป็นแบบนี้ โอกาสที่จะเปลี่ยนมันก็ยาก
“ผมกลัวตรงนี้แหละ ที่เราจะกลายเป็นฟิลิปปินส์ ตอนนี้ในแง่เศรษฐกิจ-การพัฒนา เราเป็นแล้ว เพราะคำว่า ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ เดิมเป็นคำที่เขาเรียกฟิลิปปินส์ พวกนักข่าวต่างประเทศ นักวิเคราะห์ เขาเรียกฟิลิปปินส์ จากประเทศที่เคยรุ่งโรจน์ เคยมีระดับการพัฒนาดีกว่าเราด้วยซ้ำ การศึกษาก็ดีกว่า แต่ตั้งแต่การเมืองเป็นแบบนี้มา 4-5 ทศวรรษแล้ว มันก็กลายเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย
“การเมืองแบบนี้มันไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ เพราะขึ้นชื่อว่า ‘นักการเมืองบ้านใหญ่’ ไม่ว่าประเทศไหนก็ตาม ไทยหรือฟิลิปปินส์ เขาไม่ได้มีวิสัยทัศน์อะไรระยะยาว แล้วเขาไม่ต้องผลักดันการพัฒนาในเชิงนวัตกรรม การเปลี่ยนประเทศในเชิงโครงสร้าง เพราะถ้าเปลี่ยนไปมาก เขาจะเสียอำนาจด้วยซ้ำ
“การเมืองบ้านใหญ่มันอยู่ได้ด้วยการหล่อเลี้ยงสังคม เศรษฐกิจ การเมืองให้มันไม่เปลี่ยน เพราะถ้ามันเปลี่ยน ถ้าชนบทเปลี่ยน ถ้ามีการกระจายอำนาจ เศรษฐกิจเจริญขึ้น การศึกษาดีขึ้น ทุกอย่างพัฒนาขึ้น โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณสุข ไอ้การอุปถัมภ์แบบฝากลูกหลานเข้าโรงเรียน ฝากงาน ฝากพ่อแม่ที่เจ็บป่วยลัดคิวเข้าโรงพยาบาลรัฐ มันจะไม่ค่อยมีอิทธิพลเท่าไรแล้ว มันจะไม่มีความหมาย
“ดังนั้น การเมืองบ้านใหญ่คือการเมืองที่ ‘ตรึงสภาพ’ ให้มันอยู่แบบเดิม ในจังหวะของเขา ในสังคมของเขา ทีนี้ถ้าบ้านใหญ่มาครอบงำประเทศด้วย มามีอำนาจสูงสุด แล้วตอนนี้คุม ส.ว.ด้วยนะ คุมองค์กรอิสระ คุมทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ไอ้สภาพที่เขาตรึงไม่ให้ชนบทพัฒนา มันจะถูกนำมาใช้กับระดับประเทศเหมือนกัน
“ประเทศก็จะถูกตรึงกับ ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ มันก็ยากที่จะเติบโตต่อไป ที่จะออกจากกับดักนี้ ไอ้ตรงนี้ผมกลัวกว่าประเทศเป็นอนุรักษนิยมฝ่ายขวาอีก”
รู้หรือไม่? ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา มีพลทหารตายในค่ายกว่า 25 เคส (อย่างน้อยเท่าที่เป็นข่าว) หลายเคสถูกซ้อมจนตาย และอีกหลายเคสยังคงเป็นปริศนา รวมถึงกรณีของพลทหารเพชรรัตน์ที่กลายเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังพบช้อนสั้นในเตาเผาศพปะปนอยู่กับกระดูกส่วนหัว
รู้หรือไม่? ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา มีพลทหารตายในค่ายกว่า 25 เคส (อย่างน้อยเท่าที่เป็นข่าว) หลายเคสถูกซ้อมจนตาย และอีกหลายเคสยังคงเป็นปริศนา รวมถึงกรณีของพลทหารเพชรรัตน์ที่กลายเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังพบช้อนสั้นในเตาเผาศพปะปนอยู่กับกระดูกส่วนหัว#พลทหารเพชรรัตน์ pic.twitter.com/UUqWTZ0XIr
— prachatai (@prachatai) February 24, 2026
'17 ปี 25 เคส' เหตุเกิด 'ซ้ำแล้วซ้ำเล่า' ในค่ายทหาร
— prachatai (@prachatai) February 23, 2026
รวมความตายของ #ทหารเกณฑ์ ปี 2552-2569
.
1. พลทหารอภินพ เครือสุข เสียชีวิตปี 2552
2. พลทหารวิเชียร เผือกสม เสียชีวิตปี 2554
3. พลทหารสมชาย ศรีเอื้องดอย เสียชีวิตปี 2557
4. พลทหารทรงธรรม หมุดหมัด เสียชีวิตปี 2559
5.… pic.twitter.com/RIfQDj7Yrl
prachatai
@prachatai
·Feb 23
'17 ปี 25 เคส' เหตุเกิด 'ซ้ำแล้วซ้ำเล่า' ในค่ายทหาร
https://x.com/prachatai/status/2026283140193657294

