วันพฤหัสบดี, เมษายน 17, 2568

พรุ่งนี้ 17.04.25: จับตาดูนายกรัฐมนตรีแพทองธารในการประชุมหารือกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย เรื่องความร่วมมือในการแก้ปัญหาความรุนแรงในเมียนมา อยากเห็น รัฐบาลที่อ้างว่าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค โดยเฉพาะในเมียนมา


Angkhana Neelapaijit
19 hours ago
·
พรุ่งนี้ 17.04.25: หลังพักผ่อนกับครอบครัวและเล่นน้ำสงกรานต์ จับตาดูนายกรัฐมนตรีแพทองธารในการประชุมหารือกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย และประธานอาเซียน เรื่องความร่วมมือในการแก้ปัญหาความรุนแรงในเมียนมา หลังรัฐบาลไทยถูกวิจารณ์อย่างหนักกรณีเชิญผู้นำทหารเมียนมาเข้าร่วมประชุม BIMSTEC เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย และประธานอาเซียน ได้โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊คส่วนตัวว่าจะมีการพบและหารือกับพลเอกอาวุโสมิน อ่อง ลาย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาที่กรุงเทพ อันวาร์กล่าวว่า “มาเลเซียยังคงมุ่งมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือ รวมถึงการสร้างโรงพยาบาลชั่วคราวในเมียนมา หลังเกิดแผ่นดินไหว อย่างไรก็ตามเงื่อนไขของเราชัดเจนว่าความช่วยเหลือจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อรัฐบาลทหารเมียนมาตกลงที่จะหยุดยิง” (https://www.facebook.com/share/p/1DGrT2h8iK/)
.
ความเห็นของประธานอาเซียน สอดคล้องกับความเห็นของข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน สหประชาชาติที่แถลงข่าวเมื่อวันที่ 4 เมษายน ว่า “สำนักงานได้รับรายงานว่ากองทัพเมียนมาได้ดำเนินการโจมตีในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวอย่างน้อย 53 ครั้ง ซึ่งรวมถึงการโจมตีโดยอากาศยานและโดรน ปืนใหญ่ และพารามอเตอร์ โดยมีรายงานการโจมตีอย่างน้อย 14 ครั้งเกิดขึ้นหลังจากที่กองทัพประกาศหยุดยิงชั่วคราวซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน” “ความหวาดกลัว และความสะเทือนใจอย่างกะทันหัน ได้เพิ่มความทุกข์ทรมานให้กับพลเรือน ซึ่งต้องเผชิญกับความรุนแรงจากกองทัพมาเป็นเวลาสี่ปีนับตั้งแต่การรัฐประหาร” Volker Türk ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ กล่าว
.
Türk ยังเน้นย้ำว่า “#ความต้องการด้านมนุษยธรรมและการคุ้มครองของประชาชนพลเรือนจะต้องได้รับการตอบสนองโดยไม่ล่าช้า และปราศจากข้อจำกัด #นักโทษการเมืองหลายพันคนยังคงถูกคุมขังโดยพลการในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย และยังไม่ชัดเจนว่าแผ่นดินไหวส่งผลกระทบต่อสถานที่คุมขังเหล่านั้นอย่างไร พวกเขาควรได้รับการปล่อยตัวในทันที” “ประชาชนในเมียนมาต้องทนทุกข์มามากพอแล้ว การตอบสนองต่อภัยพิบัติอันเลวร้ายนี้ควรเป็นจุดเริ่มต้นของหนทางสู่การแก้ปัญหาอย่างรอบด้านที่ยึดถือประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน” ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน สหประชาชาติกล่าว
.
ในฐานะที่นายกรัฐมนตรีไทยและพ่อ สนิทสนมคุ้ยเคยกับมิน อ่อง หล่าย ไม่ต่างจากรัฐบาลประยุทธ์ อยากเห็นท่าทีของ #นายกแพ และรัฐบาลที่อ้างว่าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงในเมียนมาที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารโดยทหาร .. อีกเรื่องที่นายก ต้องให้ความสำคัญ คือ การปนเปื้อนสารตะกั่วในแม่น้ำกก ที่ชาวบ้านเชื่อว่าอาจมาการทำเหมืองทองในเมียนมา หรือในเขตปกครองของว้าหรือไม่ เพราะหากเป็นจริงจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อประชาชนทั้งไทย และเมียนมาที่อุปโภคและบริโภคน้ำในแม่น้ำกก และเนื่องจากประเทศไทยให้คำมั่นโดยสมัครใจในการรับรองหลักการชี้แนะสหประชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และในฐานะสมาชิกอาเซียน รัฐบาลควรหารือกับรัฐบาลเมียนมาอย่างจริงจังถึงผลผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น โดยให้มีการตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Dilligence - HRDD) กรณีที่การทำเหมืองในเมียนมา หรือในเขตปกครองของว้า อาจทำให้เกิดมลพิษในแม่น้ำกก เรื่องนี้รัฐบาลไทยต้องไม่เกรงใจผู้นำทหารเมียนมา ในการขอความร่วมมือกับชนกลุ่มน้อยชายแดนเมียนมา ในการหาข้อเท็จจริง เพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกฝ่าย ซึ่งหากพบมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ต้องมีมาตรการในการป้องกัน การคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น
..........................
Full version of OHCHR Press Release (https://l.facebook.com/l.php...)

https://www.facebook.com/angkhana.nee/posts/10164120480133268