วันเสาร์, มิถุนายน 29, 2567

บทความ “คนชอบกินหมู” โดย อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ผู้ไม่กินหมู ด้วยเหตุผลทางศาสนา


Atukkit Sawangsuk
15 hours ago
·
ชอบอันนี้
บทความ “คนชอบกินหมู”
อ.ชัยวัฒน์ยกตัวอย่าง เกาะในนิวกินี ที่หมูเติบโตได้ดี เลี้ยงง่าย จนชนเผ่าต้องมีพิธีบูชายัญหมูทุก 12 ปี
ในมุมกลับคือแกบอกว่า การกินหมูไม่กินหมู มันมีเหตุผลรองรับ จากสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน

Sarawut Hengsawad
17 hours ago
·
ชีวิตนี้มีโอกาสสัมภาษณ์ขอความรู้ผู้คนมาไม่น้อย แต่มีอยู่หนึ่งท่านที่ผมจำความรู้สึกและบทสนทนาในวันนั้นได้ไม่ลืม คือตอนควงแขนพี่หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา ไปสัมภาษณ์อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ที่รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ในรายการวัฒนธรรมชุบแป้งทอด ตอนที่เกี่ยวกับความรุนแรง
จำได้ว่า แทบทุกคำถามที่ถามไปจะถูก 'ถามกลับ' หรือไม่ก็ 'ชวนคิดอีกมุม' หรือไม่อาจารย์ก็จะบอกว่า 'อาจต้องถามใหม่' รู้สึกเหมือนคุยกับนักปรัชญาที่ไม่ได้มอบคำตอบให้เราแบบผู้กุมความรู้ ทว่าพยายามกระตุ้นความรู้ของเรา
ทั้งที่รู้อยู่แล้ว นึกว่ารู้ เคยรู้มา หรือมั่นใจว่ารู้ ให้สั่นคลอนด้วยวิธีเสนอมุมมองอีกด้าน ข้อมูลอีกชุด คำถามอีกแบบให้มองโจทย์ โลก ผู้คน และตนเองในแง่มุมอื่น
ผมแทบไม่เคยเจอแขกรับเชิญแบบนี้เลย
วันนั้นช่างน่าประทับใจ สัมภาษณ์เสร็จจำได้ว่ามึนเหมือนถูกเขย่าสมองแรงๆ อยู่ชั่วโมงกว่า รู้สึกเหมือนเข้าเรียนวิชาปรัชญาหัวข้อ 'ความรุนแรง'
ซึ่งเป็นความรู้สึกเดียวกับตอนที่ได้อ่านหนังสือสามเล่มที่นับเป็นซีรีส์ในดวงใจของอาจารย์ชัยวัฒน์ ซึ่งงามตั้งแต่ชื่อ 'ราวกับมีคำตอบ' 'มีกรอบไม่มีเส้น' 'ถึงเว้นไม่เห็นวรรค' (สนพ.สารคดี) ที่อ่านแล้วเหมือนความคิดความเชื่อถูกเขย่า เพียงแค่ด้วยลีลาที่นุ่มนวลกว่าตอนอยู่ต่อหน้าอาจารย์ อันนั้นสะเทือนจากการตอบโต้ระยะประชิด
...
จำได้ว่าพี่หนุ่มถามไปว่า "ความรุนแรงถูกสร้างขึ้นจากการสร้างความเป็นอื่นให้กับมนุษย์คนอื่น นี่คือฐานของความรุนแรงเลยไหมครับ" อาจารย์ตอบว่าใช่ แต่... "ไม่ใช่ความเป็นอื่นทุกชนิดเป็นกุญแจของความรุนแรง เพราะความเป็นอื่นอาจเป็นความเป็นอื่นที่เราชอบก็ได้...อย่างเวลาเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ เราก็ไปเพราะมันไม่เหมือนบ้านเรา ที่อื่นก็มีไว้ให้เราชื่นชมได้เหมือนกัน" ยิ้มแล้วบอกว่า "คำถามคุณโตมรต้องถามใหม่ว่า ความเป็นอื่นแบบใดนำไปสู่ความรุนแรง"
ผมถามต่อ "แต่ในสังคมที่ขับเน้นความเป็นอื่นแล้วเพิ่มความขัดแย้งในความเป็นอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นแบ่งสีแบ่งฝ่ายกัน จะมีส่วนเพิ่มความรุนแรงในสังคมไหมครับ" ลองฟังคำตอบของอาจารย์สิครับ
"ถ้าผมอธิบายใหม่ว่า ในสังคมมีคนที่ชอบหนังผี แล้วก็มีคนชอบหนังโรแมนติก สองค่ายนี้ก็สนับสนุนหนังที่ตัวเองชอบ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมาฆ่าฟันกัน หรือไม่จำเป็นต้องเกลียดชังกัน ก็แค่ผมไม่ดูของคุณ คุณก็ไม่ต้องดูของผม แต่มันมีปัญหาตรงที่ไอ้พวกที่ชอบหนังผีบอกว่าหนังโรแมนติกไม่ควรมีโรงฉาย พวกชอบหนังผีไม่ควรได้ดู หรือมีคนบอกว่าถ้าเป็นคนไทยไม่ควรดูหนังโรแมนติก แบบนั้นแหละเป็นปัญหา ผมกลับคิดว่า ถ้าไม่มีความเป็นอื่นเลย เหมือนกันไปหมด คุณจะอยู่ไหมล่ะ สิ่งที่ควรพัฒนาคือต้องทนความเป็นอื่นได้ และเคารพคนที่เขาชอบอย่างอื่นด้วย"
...
บทความของอาจารย์ที่ผมจำได้คือ "คนชอบกินหมู"
อาจารย์เปิดบทความว่าตนไม่กินหมู ด้วยเหตุผลทางศาสนา ความเคยชิน และประเพณี ในมุมของคนไม่กินหมูนั้น การกินหมูเป็นเรื่องเข้าใจได้ยาก แล้วอาจารย์ก็พาไปทำความรู้จักกลุ่มคนที่รักการกินหมูเป็นชีวิตจิตใจ
เผ่ามาริงในนิวกีนี ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ซึ่งมักจัดงานเลี้ยงล้างผลาญหมูทุกๆ 12 ปีมีการล้มหมูครั้งใหญ่ พอเสร็จพิธีก็จะทำการรบกับเผ่าที่เป็นอริกัน ระหว่างรบก็บูชายัญหมูไปเรื่อยๆ พอถึงจุดหนึ่งจะพบว่าไม่เหลือหมูให้บูชายัญแล้ว สงครามจะหยุดทันที แล้วสองฝ่ายก็ร่วมปลูกต้นไม้ที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วแยกย้ายกลับไปเลี้ยงดูหมูให้เติบโตขึ้นอีก
มันอาจดูบ้าบอ แต่มีเหตุผลของมันอยู่
เป็นเรื่องของการควบคุม สร้างและกำจัดเพื่อสมดุลของทรัพยากรบนเกาะ เพื่อนิเวศที่ไม่เอียงเทไปด้านใดด้านหนึ่ง ด้วยสภาพอากาศที่นี่เหมาะกับการเลี้ยงหมู หมูหาอาหารกินเองได้ เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ ฉะนั้น ใครเลี้ยงหมูได้มากก็มีเกียรติ แต่ไปถึงจุดหนึ่งหมูจะมากเกินไป แล้วจะกลายเป็น 'ภาระ' เพราะจะไปกินพืชพรรณจนเสียหาย ก็ถึงเวลาต้องบูชายัญหมู ล้มหมูครั้งใหญ่ ทำสงคราม ซึ่งก่อนทำสงครามจะเชิญแขกต่างเผ่ามางานเลี้ยง หากหมูเพียงพอก็เป็นพันธมิตรกัน เพราะถ้ามีเผ่าที่เลี้ยงดูหมูได้เยอะขนาดนี้แปลว่ากำลังแข็งแกร่ง หากหมูน้อยก็เสี่ยงต่อการถูกยึดครอง
เมื่อเล่าถึงตรงนี้ อาจารย์จึงบอกว่า ถ้าเราเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังทั้งหมดนี้ การกินเนื้อหมูอย่างคลั่งไคล้ของเผ่ามาริงนั้นเป็นเรื่องเข้าใจได้ขึ้นมาทันที
การกินหมูของพวกเขามีระบบเหตุผลอันซับซ้อนรองรับอยู่ และตรงนี้เองที่เป็นไม้เด็ด...อาจารย์เขียนต่อไปว่า "ในทำนองเดียวกัน สำหรับบรรดาผู้ที่ไม่รับประทานหมูทั้งหลายนั้น ก็ล้วนมีระบบเหตุผลของตนรองรับอยู่เช่นกัน"
"สังคมมนุษย์มักมีปัญหาที่ความไม่พยายามจะเข้าใจผู้อื่น สิ่งใดที่ตนกระทำก็มักเห็นชัดว่าเหตุและผลของการกระทำอยู่ที่ไหน แต่สิ่งที่ผู้อื่นกระทำนั้น กลับเห็นเป็นสิ่งไร้สาระ"
...
ผมประทับใจ 'วิธี' ในการอธิบายความต่างเรื่องที่ชาวมุสลิมไม่กินหมู โดยทำความเข้าใจ 'คนชอบกินหมู' ของอาจารย์ชัยวัฒน์มากๆ
เรียบง่าย ใจกว้าง เขย่าความคิด ด้วยมิตรไมตรี
นี่คือสิ่งที่สัมผัสได้ผ่านทั้งงานเขียนบทความ การสัมภาษณ์ หนังสือที่อาจารย์เป็นบรรณาธิการ อาจารย์เปรียบเสมือนกัลยาณมิตรที่คอยสะกิดเตือนว่า "ระวังความคับแคบของความคิดและการด่วนตัดสิน"
อาจารย์โยน 'กุญแจ' สำคัญมาให้ ซึ่งกุญแจนั้นคือ 'เครื่องหมายคำถาม' โดยสิ่งที่ควรถามท้วงมากที่สุดก็คือความคิดความเชื่ออันแข็งทื่อของเรานั่นเอง
นั่นคือเหตุผลที่อาจารย์ชัยวัฒน์เป็นหนึ่งในแขกรับเชิญที่ผมไม่มีวันลืม เพราะวันนั้นวันเดียว ผมได้ 'กุญแจ' กลับมาทำการบ้านเต็มไปหมด แถมด้วยปัญญาที่อาจารย์ฝากไว้ระหว่างถกเรื่องความเป็นอื่น...
"ถ้าพูดแบบเพลโตก็ต้องบอกว่า ฐานของความรักคือสิ่งที่อยู่ตรงข้ามเชื่อมเข้าหากัน ไม่ใช่เหมือนกัน"
ขออนุญาตกราบลาอาจารย์ด้วยรักและนับถืออย่างยิ่งครับ
---
*ขอบคุณอาจารย์ปกป้อง พี่หนุ่ม-โตมร จุง ฝ้าย แชมป์-ทีปกร แชมป์-กฤดิกร ทีมชุบแป้งทอด ที่ทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้จากอาจารย์ผ่านการสัมภาษณ์ในครั้งนั้นด้วยครับ


“THE KING CAN DO NO WRONG” ผ่านปากคำในคดี 112 คดีที่ 4 ของ อานนท์ นำภา


28/06/2567
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนัษยชน

วันที่ 26 มิ.ย. 2567 ที่ศาลอาญา มีนัดสืบพยานคดีมาตรา 112 – พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จาก 2 โพสต์ในเฟซบุ๊กของอานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในช่วงเดือน ม.ค. – ก.พ. 2564 โดยโพสต์ดังกล่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับการตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินของรัชกาลที่ 10

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ชวนอ่านคำเบิกความของอานนท์ที่ยืนยันหลักการ The king can do no wrong หรือ “ปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง” ของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย และยืนยันว่า ข้อความที่โพสต์และถูกฟ้องเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด

คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 4 ที่อานนท์ได้เข้าเบิกความต่อศาลเป็นพยานให้ตนเอง

.

อานนท์ นำภา จำเลย อ้างตัวเองเป็นพยานในคดีนี้เบิกความว่า พยานจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์ ประกอบอาชีพเป็นทนายความสิทธิมนุษยชน เคยทำคดีที่เกี่ยวเนื่องกับสิทธิมนุษยชนในหลายพื้นที่ ตลอดการทำงานพยานได้รับรางวัลจากนิตยสาร Time ในการจัดอันดับ 100 Next 2021 ในหมวดผู้นำ (Leaders) ผู้สร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดขึ้นในสังคม และรางวัลสิทธิมนุษยชนกวางจู จากประเทศเกาหลีใต้

ก่อนเกิดเหตุในคดีนี้ พยานได้เสนอข้อเรียกร้อง และเข้าร่วมการชุมนุมหลายพื้นที่ในปี 2563 โดยข้อเรียกร้องดังกล่าวคือ การขอให้เปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายข้อ หนึ่งในนั้นคือการแสดงข้อกังวลต่อบทบาทของกษัตริย์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง

การชุมนุมของพยานและกลุ่มคนรุ่นใหม่มีคำถามถึงบทบาทของรัชกาลที่ 10 ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง และการที่ไม่ได้ประทับอยู่ในประเทศไทย ตลอดจนการขยายพระราชอำนาจของกษัตริย์

ทั้งนี้ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 3 ได้บัญญัติไว้ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน และพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขใช้อำนาจนั้นผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล นั่นหมายความว่าพระมหากษัตริย์จะทรงใช้อำนาจโดยตรงไม่ได้ แต่ต้องใช้อำนาจผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล

ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 โดยเปลี่ยนให้พระมหากษัตริย์ลงมาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และมีหลักการว่า The king can do no wrong หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “ปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง” ดังนั้น สถานะอันล่วงละเมิดมิได้ของพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบการปกครองนี้ ย่อมเป็นการจัดวางให้สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง หรือกษัตริย์ไม่สามารถกระทำความผิดได้

ในรัฐธรรมนูญฉบับแรก (ชั่วคราว) มาตรา 3 บทบาทของกษัตริย์ได้ถูกบัญญัติไว้ให้ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้ ซึ่งคำว่า “ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้” หมายความว่า ใครจะไปฟ้องร้องกษัตริย์ไม่ได้ และมาตรา 6 บัญญัติว่า หากกษัตริย์ทำผิดอาญาจะไม่สามารถฟ้องร้องต่อศาลได้ แต่เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะวินิจฉัยความผิดนั้นเอง

แต่หลังจากนั้นมีการแก้บทบัญญัตินี้หลายครั้ง ในรัฐธรรมนูญ 2492 มีบทบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นมาด้วยข้อความว่า “ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้” ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ไม่ให้บุคคลฟ้องร้องพระมหากษัตริย์

ซึ่งต่อมาเป็นบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 6 การฟ้องร้องกษัตริย์ไม่ได้จึงหมายถึง กษัตริย์จะทำผิดไม่ได้ การกระทำหรือการใช้พระราชอำนาจจะต้องมีผู้รับสนองพระราชโองการ

อานนท์เห็นว่า การตีความมาตรา 6 ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่ได้มีผลบังคับประชาชนเพียงฝ่ายเดียว แต่บังคับโดยตรงต่อพระมหากษัตริย์ที่ต้องดำรงตนให้เป็นที่เคารพสักการะด้วย ที่พยานคิดแบบนี้ก็เพราะในมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่า ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

ดังนั้น การวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของพยาน ไม่ได้เกี่ยวกับมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญ เพราะตราบใดที่พระมหากษัตริย์ดำรงตนอยู่ในที่เคารพสักการะ ผู้ใดก็จะล่วงละเมิดมิได้ แต่ถ้าหากกษัตริย์ไม่สามารถดำรงตนอยู่ในสถานะดังกล่าวได้แล้ว ประชาชนก็ย่อมมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์ สามารถติเตียนได้

.
การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ หากกระทำโดยสุจริตใจก็ย่อมเป็นสิ่งที่ทำได้

อานนท์เบิกความต่ออีกว่า เมื่อถามถึงการติเตียนกษัตริย์ว่า เราจะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน หรือมีขอบเขตการวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร เราต้องตีความตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 ซึ่งได้รับรองเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นไว้ ซึ่ง ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ ได้เสนอแนวทางการพิจารณาประเด็นดังกล่าวไว้ว่า รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย นอกเหนือจากเสรีภาพของมนุษย์ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว ไม่มีคุณค่าใดที่สูงสุดหรือเป็นคุณค่าที่แตะต้องไม่ได้ ดังนั้น การวิพากษ์วิจารณ์หากกระทำโดยสุจริตใจก็ย่อมเป็นสิ่งที่ทำได้

ส่วนการแสดงความคิดเห็นที่จะไม่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ อานนท์เห็นว่า การแสดงความคิดเห็นที่เสนอให้ล้มล้างการปกครอง ไม่ถือว่าอยู่ในหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

สำหรับข้อความในคดีนี้ อานนท์กล่าวว่า ตนได้โพสต์ลงบนเฟซบุ๊กของตัวเองภายหลังช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในปี 2563 ซึ่งมีการออกมาตั้งคำถามถึงบทบาทของกษัตริย์รัชกาลที่ 10 ในทางอ้อมโดยใช้พื้นที่การชุมนุมสาธารณะ

อานนท์กล่าวต่อศาลว่า คำพูดทางอ้อมที่หมายถึงรัชกาลที่ 10 เกิดขึ้นจำนวนมากในช่วงเวลานั้น พยานเองได้ยินจากกลุ่มคนรุ่นใหม่หลายคำ ซึ่งในความเห็นส่วนตัวเห็นว่า การสื่อสารเช่นนี้ไม่เหมาะสม พยานจึงได้ริเริ่มการวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาในพื้นที่การชุมนุมสาธารณะอย่างม็อบแฮรี่พอตเตอร์ เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2563

การปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ของเขาในวันนั้น อานนท์ได้กล่าวต่อศาลว่า ไม่มีการกล่าวคำหยาบคายต่อกษัตริย์แม้แต่คำเดียว

อานนท์เบิกความต่อไปว่า ในการชุมนุมวันดังกล่าว เขาได้อภิปรายบทบาทของกษัตริย์ที่เขามีข้อห่วงกังวลว่าพระองค์ไม่ได้กำลังดำรงอยู่ในบทบาทที่เหมาะสมตามรัฐธรรมนูญ ตามหลักการ The king can do no wrong

.
ข้อความตามฟ้องเป็นข้อเท็จจริงจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย

อานนท์บอกว่า การพูดของเขาทั้งหมดเป็นความจริง และข้อเท็จจริงก็มีให้เห็นกระจ่างชัด โดยเริ่มตั้งแต่ภายหลังการสวรรคตของกษัตริย์รัชกาลที่ 9 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2560 โดยทำเสร็จสิ้นในวันที่ 7 ส.ค. 2559 และได้นำร่างรัฐธรรมนูญทูลเกล้าถวายต่อรัชกาลที่ 9 แต่ไม่ทันได้ลงพระปรมาภิไธย เนื่องจากพระองค์สวรรคตไปเสียก่อน

ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวถูกแช่แข็งไว้จนกระทั่งการขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 10 ซึ่งพระองค์ไม่ลงพระปรมาภิไธย โดยประยุทธ์ได้แถลงข่าวว่า รัชกาลที่ 10 ต้องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งได้ผ่านการลงประชามติของประชาชนไปแล้ว

ซึ่งประเด็นที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมีพระประสงค์ให้แก้ไขคือ มาตรา 16 ที่บัญญัติไว้ว่า เมื่อพระมหากษัตริย์ไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือทรงบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะต้องแต่งตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน บทบัญญัติดังกล่าวได้ถูกแก้ไขโดยให้อำนาจกษัตริย์จะแต่งตั้งหรือไม่แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการฯ ก็ได้

การรับสั่งให้แก้รัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติของประชาชนเช่นนี้ ขัดต่อหลักการของรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ว่าอำนาจอธิปไตย และอำนาจในการสถาปนากฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน การกระทำเช่นนี้ไม่มีกษัตริย์พระองค์ไหนเคยทำมาก่อน

นอกจากนี้ ตามหลักการทางกฎหมายแล้ว การรับสั่งให้แก้มาตรา 16 ย่อมเป็นการแก้เพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของกษัตริย์ ซึ่งทรงประทับอยู่ที่ประเทศเยอรมนี และไม่ประสงค์ที่ต้องการให้มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในประเทศไทย

อานนท์ยังได้แสดงหลักฐานยืนยันจากข่าวว่า รัฐสภาประเทศเยอรมนีมีการอภิปรายถึงความกังวลต่อการใช้พระราชอำนาจทางการเมืองของในหลวงรัชกาลที่ 10 ในแผ่นดินเยอรมัน

และข้อห่วงกังวลที่ 2 คือ การเสด็จประทับประเทศเยอรมนีของพระองค์ ได้นำข้าราชบริพารติดตามไปเป็นจำนวนมาก และมีการเช่าโรงแรมในแคว้นบาวาเรียให้ข้าราชบริพารและพระองค์ใช้ชีวิตอยู่ ซึ่งประชาชนมองว่าเป็นการใช้งบประมาณโดยสิ้นเปลือง

นอกจากนี้ ในปี 2563 ซึ่งยังคงมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 แต่พระมหากษัตริย์กลับไม่ทรงประทับอยู่ในประเทศไทย และสร้างความกังวลให้กับประชาชนและคนรุ่นใหม่ไม่สบายใจ โดยเฉพาะการใช้ชีวิตส่วนตัวของพระองค์ที่ต่างประเทศ และมีภาพไม่เหมาะสมหลายประการ จนถูกนำไปล้อเลียนและกลายเป็นการดำเนินคดีตามมาตรา 112 หลายคดี

อานนท์ยังได้หยิบยกตัวอย่างการออกข้อกฎหมายและการเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมายอีกหลายประการ รวมถึงการออกพระบรมราชโองการที่เขาเห็นว่าแปลกประหลาด กล่าวคือ การถอดยศเจ้าคุณพระสินีนาฏ และลงโทษให้ถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิงกลางกรุงเทพฯ ก่อนภายหลังมีการรับสั่งแต่งตั้งยศให้ใหม่ โดยไม่มีการลงชื่อผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

และในปี 2564 ก็ได้มีการออกพระบรมราชโองการโอนย้ายข้าราชการอัยการ คือองค์ภาฯ ซึ่งเป็นลูกสาวของพระองค์เอง ไปเป็นข้าราชการทหารส่วนพระองค์ โดยไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการเช่นเดิม

หรือในปี 2566 ก็ได้มีการแต่งตั้ง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นองคมนตรี โดยไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อานนท์กล่าวว่า ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เขาต้องการจะอธิบายและยืนยันข้อเท็จจริงเพื่อปฏิเสธข้อกล่าวหาตามที่อัยการฟ้องมา สิ่งที่เขาโพสต์เพียงแค่ต้องการส่งข้อความบอกกับสังคมว่า หากไม่มีใครหยุดการกระทำเช่นนี้ พระองค์ก็จะทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเขาเชื่อว่าหากรัชกาลที่ 9 ยังมีชีวิตอยู่ก็จะไม่ทำแบบนี้ โดยเฉพาะการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติมาแล้ว

นอกจากนี้ การโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ตามที่โจทก์ฟ้อง อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงของการเปลี่ยนแปลงกฎหมายตามที่รัชกาลที่ 10 ทรงรับสั่ง รวม 2 ฉบับ ได้แก่ 1. พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลฯ ของกรมทหารราบที่ 1 และ 11 ไปเป็นส่วนราชการในพระองค์ ซึ่งพยานเห็นว่า กษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยไม่ควรจะมีกองกำลังส่วนตัวเช่นนี้

2. การแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำให้กษัตริย์มีอำนาจถ่ายโอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รวมถึงส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไปเป็นทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ และใช้ได้ตามพระราชอัธยาศัย โดยไม่อยู่ในการดูแลของกระทรวงการคลังอีกต่อไป พยานเห็นว่าสิ่งนี้สร้างความคลุมเครือและไม่ชัดเจน

.
ทรัพย์สินของราชบัลลังก์คือทรัพย์สมบัติของประเทศที่ต้องปกป้องไว้ – หวังกษัตริย์ดำรงตนอยู่ในหลักการประชาธิปไตย ตามมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญ

อานนท์กล่าวว่า การแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ นี้มีความน่ากังวลและเป็นเรื่องใหญ่ โดยเขาได้อธิบายให้ศาลเห็นภาพว่า ทรัพย์สินที่เป็นส่วนพระมหากษัตริย์ ยกตัวอย่างเช่น วัดพระแก้ว หากที่ดินดังกล่าวอยู่การครอบครองส่วนพระองค์แล้ว เมื่อมีการสวรรคตของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ทรัพย์สินที่ควรจะเป็นสมบัติสาธารณแผ่นดินก็จะถูกโอนย้ายไปตามกฎหมายมรดก ซึ่งสามารถตกทอดสู่ลูกหลานหรือบุคคลใดก็ได้ที่อยู่ในพินัยกรรม

ทั้งนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดาหลายพระองค์ โดยล่าสุด “ท่านอ้น” ซึ่งเป็นพระราชโอรสก็ได้แสดงตัวและเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งแรก หลังไม่สามารถเดินทางกลับมาได้กว่า 20 ปี

อีกประการหนึ่ง หากทรัพย์สินของราชบัลลังก์ตกทอดสู่รัชทายาทอย่างเช่น เจ้าฟ้าทีปังกร ซึ่งขณะนี้ศึกษาและใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศเยอรมนี หากพระองค์ได้รับมรดกไปก็จะต้องมีการเสียภาษีมรดกตามกฎหมายของประเทศที่อยู่ ซึ่งหากไม่สามารถแบกรับภาระหนี้สินหรือจ่ายภาษีตามกฎหมายได้ เจ้าหนี้ก็สามารถยึดทรัพย์สินดังกล่าวไปได้

การวิพากษ์วิจารณ์ของเขาเพียงต้องการแสดงความห่วงกังวลเรื่องทรัพย์สินที่เป็นของราชบัลลังก์ว่า มีความเป็นได้สูงมากที่จะถูกส่งต่อให้กับบุคคลอื่น และเขาไม่ต้องการให้ทรัพย์สินเหล่านี้สูญหายไปจากประเทศของเรา นอกจากนี้ ข้อเสนอต่าง ๆ ที่เขาพูดในที่สาธารณะก็เพียงอยากให้กษัตริย์ดำรงตนอยู่ในสถานะเป็นที่เคารพสักการะในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

.
ไทยมีพันธะตามกฎหมายระหว่างประเทศรับรองเสรีภาพในการวิจารณ์ของประชาชน – ขอศาลอย่าสถาปนาคำพิพากษาที่ไม่สอดคล้องหลักประชาธิปไตย

ก่อนจบการพิจารณาคดี อานนท์ได้ทิ้งท้ายโดยกล่าวถึงการตีความมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไว้ว่า การที่อัยการฟ้องโดยระบุข้อกฎหมายข้างต้นมาด้วยกันนั้น เป็นคนละเรื่องเดียวกัน การที่ระบุว่า เราไม่สามารถติชมหรือฟ้องร้องกษัตริย์ได้นั้น ขัดต่อหลักการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ปัจจุบันประเทศไทยได้ให้สัตยาบันและเข้าร่วมเป็นสมาชิกกฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับ จึงมีพันธะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 19 เพื่อรองรับเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน

ในการพูดหรือแสดงความเห็นของตนทุกครั้งก็แสดงออกไปด้วยความสุจริตใจ อานนท์บอกกับศาลว่า แล้วแต่ท่านว่าจะเชื่อหรือไม่ แต่การวิพากษ์วิจารณ์ย่อมต้องมีหน่วยกล้าตายเช่นนี้ เพื่อให้สังคมมันก้าวต่อไปข้างหน้าได้

“ผมขอต่อท่านทั้งหลายว่า ในการพิพากษาคดี ม.112 ขอท่านอย่าได้สถาปนาคำพิพากษาเช่นในคดีที่ผ่านมาต่อไปเรื่อย ๆ เพราะเมื่อสังคมอารยประเทศเขามองเข้ามา มันน่าละอาย การพิพากษาเช่นนี้ไม่ได้สอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่อารยประเทศเขาใช้กัน”

https://tlhr2014.com/archives/68306


ดูคอมเมนต์เกาหลี "ลิซ่า" สลัดภาพ K-Pop ทิ้งไม่เหลือ



"ไม่ใช่แนว-เจ๋งดี-คูล-ผิดหวัง?" ดูคอมเมนต์เกาหลี "ลิซ่า" สลัดภาพ K-Pop ทิ้งไม่เหลือ

28 มิ.ย. 2567
โดย: ผู้จัดการออนไลน์

หลังจากรอคอยกันมานาน ลิซ่า คัมแบ็คสู่วงการดนตรีอีกครั้งด้วย MV ใหม่ล่าสุดสำหรับซิงเกิล “ROCKSTAR” ที่ปล่อยเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ซิงเกิลนี้โชว์สไตล์ฮิปฮอปอันเป็นเอกลักษณ์ของลิซ่า พร้อม MV ที่ตระการตาซึ่งตรึงตาตรึงใจแฟน ๆ ทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว

ลิซ่า และ Lloud ต้นสังกัดใหม่ที่ตั้งขึ้นมาเอง ได้เซ็นสัญญากับ RCA Records เพื่อออกผลงานเดี่ยว ซึ่งเธอจะเป็นเจ้าของสิทธิ์ในทุกผลงานเพลงของตัวเอง

โดย ลิซ่าเริ่มโปรโมทเพลงใหม่ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน โดยการโพสต์กราฟิก "coming soon" พร้อมลิงก์พรีเซฟในสื่อโซเชียลมีเดียของเธอ นอกจากนี้ยังได้เปิดบัญชี TikTok ใหม่และโพสต์วิดีโอคู่กับทีเซอร์เพลง จนทำให้เธอได้รับการบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ในฐานะผู้ที่มียอดผู้ติดตามถึงหนึ่งล้านคนในเวลาเพียงสองชั่วโมงสิบแปดนาทีเท่านั้น


MV “ROCKSTAR” ถ่ายทำในหลากหลายสถานที่ในกรุงเทพฯ พร้อมภาพลักษณ์ใหม่ ที่แตกต่างจากการเป็น "ไอดอล" K-Pop ที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง

งานนี้ Allkpop รวบรวมคอมเมนต์ชาวเกาหลีมีความเห็นถึงผลงานใหม่ของ ลิซ่า ที่พวกเขาคุ้นเคยกันมานานในแบบที่แตกต่างหลากหลายกันไป บางคนชอบ, บางคนผิดหวัง แต่ที่แน่ ๆ ส่วนใหญ่มองว่า ลิซ่า เลือกที่จะทิ้งภาพ K-Pop ของตัวเองแบบไม่เหลือ!


“คุณภาพวิดีโอยังไม่ถึงมาตรฐาน ความสามารถของลิซ่ามีมากกว่านี้”
“เพลงอาจจะไม่ดีมาก แต่ลิซ่าก็ทำได้ดี”
“ดูเหมือนลิซ่านำสิ่งที่เธอถนัดมาแสดงได้ดี”
“ลิซ่านำเสนอสไตล์ที่เธอทำได้ดีอย่างมาก”
“เพลงนี้ดีกว่า 'Lalisa' นะ”
“ไม่ค่อยใช่แนวของฉันเท่าไหร่”
“ลิซ่าควรนำเสนอสไตล์แบบ 'Money' มากกว่า”
“เพลงนี้ยังขาดพลัง แต่ลิซ่าก็ยังคูล”
“เพลงนี้ไม่น่าจะถูกใจชาวเกาหลี...แต่คนไทยน่าจะชอบ แม้ว่าจะไม่ค่อยเหมือน K-pop นัก แต่ก็ยังดูดี”
“เพลงและ MV ค่อนข้างน่าเบื่อ”
“ลิซ่าคูลมาก รออัลบั้มไม่ไหวแล้ว”



“เพลงสั้นเกินไป อยากเห็นวิดีโอท่าเต้นด้วย โปรโมทของลิซ่าดูแตกต่างจาก K-pop นิดหน่อย อยากเห็นวิดีโอเต้นมากขึ้น”
“ลิซ่าเก่งจริง ๆ”
“ไม่เข้าใจเนื้อร้อง แต่วิดีโอและท่าเต้นดี อาจจะเป็นเนื้อร้องสำหรับ TikTok”
“ดูเป็นสไตล์ของลิซ่า”
“ดูน่าเบื่อ...ดูเหมือนที่ผ่านมา YG เป็นฝ่ายที่ทำให้เธอสมบูรณ์แบบกว่านี้”
“ไม่มีความรู้สึกแบบ K-pop เลย”
“แค่โอเค”
“Money >>> Rockstar > Lalisa ถ้าจัดอันดับก็คงประมาณนี้”
“เพลงดี แต่สั้นเกินไป”
“ถ่ายทำในไทยเหรอ? ให้บรรยากาศแบบไทยมาก ทั้งเพลงและวิดีโอยังไม่ดีเท่ากับการแสดง 'Lalisa' หรือ 'Money' คาดหวังมากไปอาจจะทำให้ผิดหวัง”
“มันน่าสนใจที่ไม่มีความรู้สึกแบบ K-pop... ส่วนตัวไม่ใช่แนวของฉัน การแต่งกาย เพลง และวิดีโอทั้งหมดดูยุ่งเหยิง แม้ว่าลิซ่าจะทำได้ดีมาก”
“คิดว่าโซโล่ของเธอจะเท่กว่านี้ แต่กลายเป็นธรรมดากว่าที่คาด”
“คุณภาพเพลงและวิดีโอยังต่ำกว่าความสามารถของลิซ่า”
“เพลงดีและคูล”


“YG ทำได้ดีกว่า...แต่ลิซ่ายังเจ๋งและคูล”
“ส่วนที่เป็นภาษาญี่ปุ่นดูเก่า ๆ มันเป็นส่วนที่เน้นมากที่สุดของเนื้อเพลง น่าผิดหวังเพราะเธอไม่ได้แจ้งเกิดในญี่ปุ่นซะหน่อย และเป็นนักร้อง K-pop ต่างหาก”
“เพลงและวิดีโอเจ๋ง แต่เนื้อเพลงที่ซ้ำซากนั้นทำให้ผิดหวัง”
“การแสดงของลิซ่าทำได้ดีมาก เนื้อเพลงก็ดี ดูเหมือนเธอจะไม่ทำ K-pop แล้ว”
“ต่างจากงานของ BLACKPINK เลย เจ๋งดี”
“ส่วนภาษาญี่ปุ่นอาจจะเป็นการล้อเลียนชาวตะวันตกที่ไม่สามารถแยกคนเอเชียออกจากกันได้”
“Teddy ทำได้ดีมากมาตลอด ตัวตนของ YG ถูกผูกติดกับเขา”
“แสดงให้เห็นว่าโปรดักชั่นสำคัญแค่ไหน”
“ทำออกมาด้วยความพยายามอย่างมาก แต่เพลงยังน่าผิดหวัง”
“ดี”
“เธอกำลังทิ้งภาพลักษณ์ไอดอลใช่ไหม?”
“นี่คือ T-POP”
"ไม่ใช่แนวของฉัน แต่ดีแล้วที่ลิซ่าทำในสิ่งที่เธออยากทำ"



https://mgronline.com/entertainment/detail/9670000055157

เมื่อ #SoftBrain พยายามเคลม #SoftPower


.....
Moo Krai
ชอบวิ่งราวsuperstarกัน

Apirux Wanasathop
เมื่อ #SoftBrain พยายามเคลม #SoftPower





เพลง Rockstar-Lisa Lalisa #thaisub


[แปลเพลง] Rockstar-Lisa Lalisa #thaisub #แปลไทย

Lyrics.thaisub

Jun 28, 2024

" That’s my life, life, baby, I’m a rockstar " 
_____________________________________________

https://www.youtube.com/watch?v=thrblEole7g


เสียงจากคนใน-นอกสนามสว.67 ระบบเลือกเอื้อฮั้ว กกต.ปิดกั้นสังเกตการณ์


iLaw
12 hours ago
·
เสียงจากคนใน-นอกสนามสว.67 ระบบเลือกเอื้อฮั้ว กกต.ปิดกั้นสังเกตการณ์
.
28 มิถุนายน 2567 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ iLaw และ We Watch จัดงานเสวนา “เห็นกับตากับบทเรียนในระดับประเทศ” เวลา 09.00 น. ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เสวนาประกอบด้วย นุชนารถ แท่นทอง รายชื่อสำรอง สว. กลุ่ม 17 กลุ่มประชาสังคม กลุ่มองค์กรสาธารณประโยชน์ เทวฤทธิ์ มณีฉาย ว่าที่ สว. กลุ่ม 18 กลุ่มสื่อสารมวลชน กฤต แสงสุรินทร์ We Watch และบุศรินทร์ แปแนะ iLaw พูดคุยและบอกเล่าเรื่องราวสมรภูมิการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 2567 ในฐานะผู้สมัครที่เป็นผู้เล่นในสนาม และแลกเปลี่ยนมุมมองฝั่งผู้สังเกตการณ์การเลือก สว. ที่ติดตามกระบวนการเลือก สว.
.
นุชนารถ: ผู้สมัครมีคนในใจแต่แรก บางคนภารกิจเสร็จสิ้นเมื่อลงคะแนน
.
นุชนารถ แท่นทอง รายชื่อสำรอง สว. กลุ่ม 17 กลุ่มประชาสังคม เล่าถึงประสบการณ์ในฐานะการเป็นผู้สมัคร สว. เมื่อตนได้รับเลือกในระดับอำเภอ เข้าสู่รอบระดับจังหวัด ได้รับเสียงครหาว่าถูกจ้างมาเลือก สว. ทำให้รู้สึกว่าต้องเข้าไปสู่รอบประเทศให้ได้ เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นสว.ประชาชนจริงๆ ในวันเลือกระดับประเทศ จากการอยู่ในสถานที่เลือกข้ามวันข้ามคืนจนนับคะแนนเสร็จสิ้น ก็พบว่ามีผู้คนหลากหลายประเภท พออยู่ในสถานที่เลือกนานเข้า ก็เริ่มคิดว่าผู้สมัครส่วนใหญ่รู้จักกันหมดอยู่แล้ว หากใครมาเป็นกลุ่มก็จะจับกลุ่มกันอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันเพื่อนๆ ที่เธอรู้จักต่างตกรอบเลือกกันเองกันไปเกือบหมด เมื่อนุชนารถต้องไปลงคะแนนรอบไขว้จึงหวั่นใจมากขึ้น
.
กลุ่ม 17 ที่นุชนารถสมัคร จับสลากได้อยู่ในสาย ข. ประกอบด้วยผู้สมัครกลุ่มอื่นอีกสี่กลุ่มได้แก่ กลุ่ม 1 กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง กลุ่ม 4 กลุ่มการสาธารณสุข กลุ่ม 6 กลุ่มอาชีพทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง กลุ่ม 18 กลุ่มสื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม นุชนารถระบุว่าไม่มีโอกาสจะรู้จักกับใครในกลุ่มนั้นๆ ขณะเดียวกันก็ไม่รู้ว่าจะลงคะแนนให้ใคร จึงรู้สึกหมดหวังกับการไปต่อ
.
ช่วงนับคะแนน นุชนารถสังเกตว่ามีผู้สมัครหลายคนไม่สนใจช่วงนับคะแนนเลย ทิ้งเอกสารสว.3 หรือเดินไปเดินมา ไปนอนพัก ไปห้องน้ำ ไม่ได้สนใจกระบวนการนับคะแนน หลังนับคะแนนแล้ว เธอพบว่าคะแนนผู้สมัครหลายคนนำโด่งมาก จึงตั้งข้อสังเกตว่าผู้สมัครหลายคนมีผู้สมัครที่จะเลือกมาในใจตั้งแต่แรกแล้ว
.
นุชนารถปิดท้ายว่า หลังจากนี้แม้ไม่ได้มีโอกาสในการเข้าไปทำงานในรัฐสภาก็จะทำงานข้างนอกต่อไป โดยเฉพาะการรณรงค์เพื่อให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดทางไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน
.
เทวฤทธิ์: กระบวนการเลือกไม่ยึดโยง แต่สว. ชุดใหม่ยังมีหวังแก้ไขรัฐธรรมนูญ
.
เทวฤทธิ์ มณีฉาย ว่าที่ สว. กลุ่ม 18 กลุ่มสื่อสารมวลชน ระบุว่าในการจัดการเลือก สว. ระดับประเทศ กกต. ไม่ได้เปิดพื้นที่หรือให้เวลาผู้สมัคร สว. พูดคุยแนะนำตัวก่อนลงคะแนนรอบเลือกไขว้ ทำให้ผู้สมัครต้องตัดสินใจเลือก สว. ผ่านเอกสารสว. 3 ที่มีพื้นที่ให้ระบุประสบการณ์ทำงานไม่เกินห้าบรรทัดเพียงอย่างเดียว ปัญหานี้เทวฤทธิ์ชี้ว่าเป็นความไม่สม่ำเสมอของกระบวนการ เนื่องจากในการเลือกระดับอำเภอหรือระดับจังหวัดบางสถานที่เลือกยังสามารถพูดคุยแนะนำตัวกันข้ามกลุ่มได้
.
วันเลือกระดับประเทศ 26 มิถุนายน 2567 เทวฤทธิ์ไปดักสังเกตการณ์กระบวนการเลือกในรอบเช้า พบว่ามีรถตู้มาส่งผู้สมัครแบบ “เป็นทีม”
.
หากได้เป็น สว. เทวฤทธิ์ระบุว่าจะไม่ใช้อำนาจบางประการ คือ การลงคะแนนเห็นชอบผู้จะดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เพราะถือว่ารูปแบบการได้มาของ สว. ไม่สามารถพูดได้ว่ามีความชอบธรรมในฐานะผู้แทนของกลุ่มอาชีพจริง ขณะเดียวกันกระบวนการนี้ก็จำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชน บุคคลทั่วไป อีกด้วย
.
จุดขายสำคัญของเทวฤทธิ์ในการเลือก สว. คือ จุดยืนว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ และผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมือง ทำให้เขาได้มี “เพื่อนร่วมทาง” มากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของเขาก็ยังพูดคุยกับเขาได้เพราะเทวฤทธิ์ใช้ความจริงใจในการพูดคุย จุดนี้เขาระบุว่าเขาทำสำเร็จในระดับอำเภอและระดับจังหวัด นอกจากนี้เขากล่าวว่ายังมีหวังที่สว. ชุดใหม่จะมีบางส่วนที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ การพูดคุยกันอาจจะทำให้ใครหลายคนเปลี่ยนใจได้
.
สิ่งที่เทวฤทธิ์กังวล คือ การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลอาจจะต้องให้ สว. ชุดใหม่ช่วยกันหาทางออกอื่นๆ มากขึ้นเพื่อไม่ให้สภาวะ “ติดล็อก” เกิดขึ้นในสังคม ประชาชนและผู้สมัคร สว. ที่ไม่ผ่านการรับเลือกยังสามารถติดตามการทำงานของสว. ชุดใหม่ได้ คอยกำกับดูแลให้สว. ชุดใหม่เดินไปอย่างถูกทาง
.
เสียงจากผู้สังเกตการณ์ เรียกร้อง กกต. เผยแพร่เอกสารผลคะแนนผู้สมัครทุกราย-คลิปการเลือก
.
มาที่ฝั่งมุมผู้สังเกตการณ์ กฤต แสงสุรินทร์ We Watch และบุศรินทร์ แปแนะ iLaw เล่าว่าก่อนการเลือกสว. ระดับประเทศได้พูดคุยกับ กกต. เพื่อขอเข้าไปสังเกตการณ์การเลือกในสถานที่เลือก ซึ่ง We Watch ได้ส่งรายชื่อไปให้กกต. ผู้สังเกตการณ์จำนวน 20 คนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าเมื่อถึงวันเลือกจริงนั้น กกต. กลับให้โควตาผู้สังเกตการณ์การเลือกสว. ระดับประเทศทั้งหมดเพียง 15 ที่นั่ง จากทั้งหมดห้าองค์กร ได้แก่ We Watch iLaw สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ของสภาผู้แทนราษฎร ตัวแทนจากสถานทูตหรือองค์กรระหว่างประเทศ และสภาชุมชน จำนวนรวมทั้งหมดถึง 45 คน ทำให้แต่ละองค์กรต้องแบ่งและจัดสรรโควตาผู้สังเกตการณ์กันเอง ขณะเดียวกันสว. มีทั้งหมด 20 กลุ่มแต่กกต. ให้ผู้สังเกตการณ์เข้าไปได้เพียง 15 ที่นั่ง และต้องคอยเวียนสลับกับองค์กรอื่นจนไม่มีความต่อเนื่องในการสังเกตการณ์
.
การเข้าไปสังเกตการณ์ก็ไม่สามารถเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพได้เลยเพราะที่นั่งของผู้สังเกตการณ์อยู่ในชั้นลอยด้านบน เห็นภาพมุมกว้างๆ ไม่สามารถมองลงไปเห็นการนับคะแนนหรือเหตุการณ์ใดที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน จึงทำให้ผู้สังเกตการณ์ทั้งหมดต้องพยายามเข้าไปสังเกตการณ์ให้ใกล้ชิดมากที่สุดด้วยตัวเอง ขณะที่พื้นที่สถานที่เลือกกว้างขวาง จำนวนผู้สังเกตการณ์ไม่ได้รบกวนกระบวนการเลือก กกต. สามารถให้ผู้สังเกตการณ์ ประชาชน หรือสื่อมวลชนสามารถเข้าไปสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดโดยไม่เกิดความวุ่นวายต่อกระบวนการเลือกได้ เพราะในวันเลือกสว. ระดับประเทศกกต. ก็เชิญ กกต. ต่างประเทศมาสังเกตการณ์เช่นเดียวกัน แต่กกต. ต่างประเทศกลับสามารถเดินสังเกตการณ์ภายในสถานที่เลือกได้มากกว่าผู้สังเกตการณ์คนไทย
.
การเลือกระดับประเทศที่สามารถสังเกตการณ์ได้อย่างห่างไกล ไม่สม่ำเสมอ ขัดแย้งกับหนังสือราชการของกกต. ที่อนุญาตให้สามารถสังเกตการณ์ได้อย่างใกล้ชิด ทั้งที่ผู้จัดเป็นกกต. เอง ขณะเดียวกันสื่อมวลชนสามารถเข้าไปถ่ายภาพได้แค่เพียงรอบละ 10 นาที เป้าหมายของกกต. เหมือนไม่ต้องการให้เข้าไปเพื่อเพิ่มความโปร่งใสแต่ให้เข้าไปเพื่อเก็บภาพสำหรับการทำข่าวมากกว่า
.
อย่างไรก็ตาม คามเข้มงวดของกกต. ในการจัดการงานกลับค่อยๆ ลดลงเมื่อเวลาลากยาวมาขึ้น กระบวนการเลือกเริ่มตั้งแต่ 09.00 น. ไปจบเวลา 04.52 น. ซึ่งช่วงแรกของการเลือกกันเอง การเข้าห้องน้ำของผู้สมัครต้องมีเจ้าหน้าที่คอยควบคุม แต่เมื่อเริ่มการเลือกไขว้ผู้สมัครกลับเดินกันได้ค่อนข้างอิสระ ไม่มีเจ้าหน้าที่คอยกำกับดูแล แทบไม่เหลือนั่งในกลุ่มเหมือนช่วงเช้าเลย
.
ขณะเดียวกันการสังเกตการณ์ผ่านกล้อง CCTV ข้างนอกห้องสถานที่เลือก ก็ไม่สามารถมองเห็นได้ครบถ้วนจนสามารถสร้างความโปร่งใสให้กระบวนการเลือกได้ เพราะไม่ได้แช่จอไว้ทุกกลุ่มแต่เป็นการตัดสลับ ประชาชนจึงต้องตามแคปภาพหน้าจอจากอินเตอร์เน็ตช่วย กกต. ตรวจสอบในภายหลัง ส่วนกระดานคะแนนที่มีความสำคัญมากกลับไม่สามารถเข้าถึงหรือมองเห็นได้ง่าย หากไม่มีผู้สมัครจดข้อมูลสำคัญทั้งหมดออกมาคนภายนอกสถานที่เลือกก็แทบจะไม่ทราบได้เลยว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในห้องดังกล่าว
.
ประเด็นสุดท้าย ผู้สังเกตการณ์พบว่ามีผู้สมัครหลายคนที่สวมเสื้อลักษณะเหมือนกัน สีเหลืองเดียวกัน มีรอยยับบนเสื้อลักษณะของการเพิ่งออกจากโรงงานแบบเดียวกัน และมีแฟ้มแบบเดียวกัน ผู้สมัครกลุ่มนี้จะไม่พูดคุยกับผู้สมัครคนอื่นแต่นั่งรวมตัวอยู่กันเองเพราะมาจากจังหวัดเดียวกัน อย่างไรก็ตามผู้สมัครกลุ่มนี้ออกมาจากสถานที่เลือกขณะการนับคะแนนรอบไขว้ทั้งที่กฎหมายไม่ได้อนุญาตและรีบกลับเข้าไปเมื่อถูกทักท้วง ผู้สมัครกลุ่มนี้เดินทางกลับที่ตึกประชุมอีกตึกหนึ่งโดยมีบุคคลที่อาจไม่ใช่ญาติมารับ เป็นรถทะเบียนกรุงเทพมหานครและบุรีรัมย์
.
ผู้สังเกตการณ์เรียกร้องต่อกกต. ดังนี้
.
1. เผยแพร่ภาพเคลื่อนไหวทั้งหมดของการเลือกทุกระดับ เพราะตามกฎหมาย กกต. ต้องบันทึกภาพและเสียงเอาไว้อยู่แล้ว
.
2. เผยแพร่เอกสารผลคะแนนของทุกคนผู้สมัครทุกคน ไม่ใช่แค่เฉพาะผู้ที่ผ่านการเลือกเป็น สว.
.
3. เผยแพร่รายงานการตรวจสอบข้อร้องเรียนของ กกต. ทุกกรณี เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของสาธารณะไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างผู้สมัครหรือ กกต. เพียงฝ่ายเดียว
.

https://www.facebook.com/iLawClub/posts/871950931645194?ref=embed_post


iLaw เปิดข้อค้นพบเลือก #สว67 ระดับประเทศ แปดจังหวัดวิเคราะห์ได้ใครตัวจริงใครตัวโหวต หลายรายอาจขาดคุณสมบัติ สมัครไม่ตรงกลุ่ม

(https://www.facebook.com/iLawClub/posts/pfbid02MskrhMH4scGVDw8rkpP9cSHDS923of8XoBLHU6QHtvUqBFRLGbzTi5noApU9f1VGl)

กล่าวโดยสรุปคือ จากการวิเคราะห์ผลการลงคะแนน พอจะมองเห็นได้ว่าใครที่เข้ารอบมาเป็นผู้เลือก (voter) ซึ่งจะได้คะแนนน้อยมากๆ และใครที่เข้ามาเป็นผู้สมัคร สว. ตัวจริง จะได้คะแนนสูงโดด
อ่านทั้งหมดได้ที่ https://www.ilaw.or.th/articles/39719


เลือกตั้งจบชาวเน็ตไม่จบ! เธรดนี้จะมารวบรวมเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากชาวเน็ตเกี่ยวกับประเด็น #เลือกตั้งสว มันยังไงกันนะ 👀


@wevisdemo
·13h

เลือกตั้งจบชาวเน็ตไม่จบ! เธรดนี้จะมารวบรวมเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากชาวเน็ตเกี่ยวกับประเด็น #เลือกตั้งสว มันยังไงกันนะ
.
วันนี้หยิบมา 3 ประเด็นที่ถูกเม้าท์แซ่บ! จริงหรือคิดเอง? ทีม #WeVis คันมือไม่ไหว ขอเอาข้อมูลมากางฉ่ำๆ ดูกันไปเลยคุณน้า - 
(1)
.....
ประเด็นที่ 1  
เค้าว่ากันว่า…คนที่ได้คะแนนอันดับต้นๆ ในรอบเลือกกันเอง มักเป็น ตัวเต็ง สว. ในรอบเลือกไขว้ 
เพื่อที่จะพิสูจน์ประเด็นนี้ เราได้นำคะแนนรอบเลือกกันเองของผู้สมัครที่ผ่านเข้าสู่รอบไขว้ 800 คน (แบ่งตามกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่ม กลุ่มละ 40 คน) มาพล็อตที่เส้นด้านซ้ายของแต่ละกลุ่มอาชีพ จากนั้นก็นำคะแนนในรอบไขว้มาพล็อตที่เส้นด้านขวา แล้วลากเส้นเชื่อมคะแนนทั้ง 2 รอบของแต่ละคนเพื่อเปรียบเทียบกัน 
เส้นสีเขียวและสีชมพู คือคนที่ได้คะแนนสูงสุด 10 อันดับแรกของแต่ละกลุ่มอาชีพในรอบไขว้ และนำไปสู่การเป็น สว. ส่วนเส้นสีเทา คือคนที่ไม่ได้เป็น 
จากกราฟจะเห็นว่า ในบรรดาคนที่ได้รับเลือกในรอบไขว้ ส่วนใหญ่เป็นคนที่ได้คะแนนเยอะลำดับตั้นๆ ตอนรอบเลือกกันเองจริง (ดูที่เส้นสีเขียว) แต่ขณะเดียวกัน เส้นสีชมพูที่เราไฮไลท์ก็แสดงให้เห็นว่า มีคนจำนวนหนึ่งที่แม้รอบเลือกกันเองจะได้คะแนนเป็นลำดับท้ายๆ ของคนที่เข้ารอบ แต่กลับได้คะแนนพุ่งนำหน้าหลายคนในรอบไขว้ จนนำไปสู่การเป็น สว. 
คนที่ดูโดดเด่นที่สุดในแก๊งเส้นสีชมพูนี้ คือ นางวรรษมนต์ คุณแสน ช่างเสริมสวยในกลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งมาจากจังหวัดบุรีรัมย์ โดยในรอบเลือกกันเองได้คะแนนในลำดับที่ 34 จาก 40 และคะแนนพุ่งขึ้นมาเป็นลำดับที่ 2 ในรอบไข - 
(2) . 

.....
ประเด็นที่ 2  

เค้าว่ากันว่า…คนที่ได้คะแนนทิ้งห่างเพื่อน ส่วนใหญ่มาจากบุรีรัมย์ 
ต่อเนื่องมาจากกราฟที่แล้ว จะสังเกตได้ว่า ในทุกกลุ่มอาชีพจะมีผู้สมัครจำนวนหนึ่งที่ได้คะแนนทิ้งห่างจากเพื่อนอย่างเห็นได้ชัด (ดูกลุ่มเส้นที่ชี้ขึ้นไปด้านบนขวาด้วยความชันสูงลิ่ว) เมื่อลองแยกคนกลุ่มนี้ ซึ่งมีจำนวน 120 คนออกมาสำรวจต่อ พบว่า 
- มีคนมากจากบุรีรัมย์มากที่สุด คือ 12 คน (10%) 
- ตามมาด้วยสุรินทร์และพระนครศรีอยุธยาในจำนวนที่เท่ากัน คือจังหวัดละ 7 คน 
- สตูล 6 คน 
- อำนาจเจริญ อ่างทอง และเลย จังหวัดละ 5 คน 
- ส่วนที่เหลืออีก 73 คนมาจากอีก 42 จังหวัด มีจำนวนตั้งแต่จังหวัดละ 4 คนจนถึง 1 คน 
ในบรรดา 12 คนที่มาจากบุรีรัมย์นั้น ประกอบด้วย 
- นายมงคล สุระสัจจะ จากกลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง ก่อนลงสมัครมีภูมิหลังเป็นผู้ว่าฯ 
- พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร จากกลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เป็นตำรวจ 
- นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล จากกลุ่มการสาธารณสุข เป็นรองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (พ.ศ.2553 - ปัจจุบัน ) 
- นายฤชุ แก้วลาย จากกลุ่มการสาธารณสุข เป็นสัตวแพทย์ที่คลินิกสัตว์ประโคนชัย 
- นางปวีณา สาระรัมย์ จากกลุ่มอาชีพทำนา เป็นคนทำนา 
- นายจตุพร เรียงเงิน จากกลุ่มพนักงานหรือลูกจ้างของบุคคลซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ เป็นคนวิ่งน้ำและรับจ้าง 
- นางวรรษมนต์ คุณแสน จากกลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นช่างเสริมสวย 
- นายพรเพิ่ม ทองศรี จากกลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การพัฒนานวัตกรรม เป็นอดีตหัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (ทรงศักดิ์ ทองศรี) 
- นายปราณีต เกรัมย์ จากกลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา เป็นนักฟุตบอลอาวุโส 
- นางประไม หอมเทียม จากกลุ่มประชาสังคม กลุ่มองค์กรสาธารณประโยชน์ เป็นกรรมการหมู่บ้าน อสม. 
- นายชาญชัย ไชยพิศ จากกลุ่มประชาสังคม กลุ่มองค์กรสาธารณประโยชน์ เป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน 
- นายศุภชัย กิตติภูติกุล จากกลุ่มสื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม ทำงานผู้สื่อข่าวไทยรัฐมา 35 ปี -
 (3) .
.....
ประเด็นที่ 3  

เค้าว่ากันว่า…จำนวน สว. จากแต่ละจังหวัด มีความสัมพันธ์กับสัดส่วน สส. เขตของบางพรรคในจังหวัดนั้นๆ 
มาถึงข้อสังเกตสุดท้ายที่ดูจะได้รับการพูดถึงอย่างมาก นั่นคือการเชื่อมโยงจังหวัดที่มีจำนวน สว. เยอะ กับสัดส่วน สส. เขตของพรรคการเมืองหนึ่งในการเลือกตั้งปีที่แล้ว ซึ่งนำไปสู่ข้อสันนิษฐานเรื่องเทคนิคการเกณฑ์คนมาลงสมัครของ 'บ้านใหญ่' ในจังหวัด 
พรรคการเมืองที่ว่านั้นคือพรรคอะไร ขอเชิญชวนทุกคนมาลองเปรียบเทียบแผนที่สีเขียว (แสดงจำนวน สว.) กับแผนที่สีชมพู (แสดงสัดส่วน สส. เขต) ของแต่ละพรรค แล้วตอบในใจกันเอาเอง  
ส่วนใครอยากสำรวจข้อมูลเพื่อตั้งข้อสังเกตใหม่ๆ ด้วยตัวเอง iLaw ได้อดหลับอดนอนเตรียมข้อมูลมาให้แล้ว (กกต. ดูไว้นะ) เข้าไปดูได้เลยที่ (https://docs.google.com/spreadsheets/d/1zJSO-l1nXAaj0g9YBoCzZrEyunBlRoHFiGsrN2fzDsQ/edit?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAAR21mgTf8BcXJQZiGILfqL5uLuTgZIS_VF-Nmt_ecYyL7yoDb6KiFe_TciI_aem_DB-GeBX2tz3Dqa3ewM1V0g&gid=1597177763#gid=1597177763… )


ที่มา (https://x.com/wevisdemo/status/1806587248827302342)



วันศุกร์, มิถุนายน 28, 2567

‘อนุทิน’ โอด “โดนให้ร้ายอยู่เรื่อย” ‘ช่อ’ ถกอาชีพผู้ได้รับเลือก สว. ไม่ได้ด้อยค่า แต่มาได้อย่างไร

ไม่เพียงประเด็น สายน้ำเงิน ที่ทำให้ สว.๖๗ กลายเป็นอะไรที่ในทางการเมืองไทยไม่ควรมีเลยทั้งยวง กรณี “โซเชียลแห่แชร์ประวัติโดดเด่น ๔ ว่าที่ สว.” ก็ยิ่งทำให้ความพิสดารในวิธีการเลือกกันเอง เลือกไขว้ เป็นตลกร้ายให้ต้องกล้ำกลืนอีกเรื่อง

ก่อนอื่น หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเล่นบทโอดว่า “โดนให้ร้ายอยู่เรื่อย” จากเสียงนินทาว่าเป็นฝ่ายจัดตั้งตัวยง ทำให้สายน้ำเงินกับมินเนี่ยน ฟาดชิ้นใหญ่พิชซ่า สว.ไปไม่ต่ำกว่า ๑๒๐ เขาอ้าง “ขนาดพี่สาวเนวิน (ชิดชอบ) ยังตกรอบ”

ส่วนคนขับรถปู่ ชัย ชิดชอบ ที่เขียนประวัติบรรทัดเดียวว่าเป็น “นักฟุตบอลอาวุโส” นั้น อนุทิน ชาญวีรกูล ปฏิเสธเสียงแข็งไม่เคยรู้จัก ส่วนเรื่องจังหวัดบุรีรัมย์มาอันดับ ๑ จำนวนได้ สว.งวดนี้ ๑๔ คน รัฐมนตรีมหาดไทยไม่รู้ไม่ชี้

ไหนจะ “ว่าที่ สว.อันดับหนึ่งของประเทศ (๗๙ คะแนน)” เป็นสาวสวยรุ่นใหญ่วัย ๔๕ ปี เป็นศาสตราจารย์ทางด้านเวชศาสตร์แขนงสุขภาพจิตชุมชน และผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและความงามนั่นเป็นความทึ่งของสภาสูงไทยอีกอย่าง

สำหรับ ประวัติโดดเด่นที่อ้างข้างต้น “แม่ค้าขายหมู-พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ-เจ้าหน้าที่เสียงตามสาย และผู้คิดค้นวิธีกำจัดสายเคเบิลใยแก้วคนแรกของโลก” นั้นมีความพยายามเบี่ยงประเด็นกันว่า อย่าด้อยค่าอาชีพเหล่านั้นสิ


เรื่องนี้ก็ ช่อ พรรณิการ์ วานิช อีกแหละที่เอาไปถกให้ถึงกึ๋น “โตโตกันแล้วอย่าเบี่ยงประเด็น” เธอว่า “สิ่งที่เห็นวันนี้ไม่ใช่การด้อยค่าอาชีพ แต่ชวนให้ตั้งคำถามว่าบุคคลเหล่านี้ได้คะแนนหลัก ๓๐ ได้อย่างไร ในขณะที่อังคณา นีละไพจิตร ได้ ๒๐ กว่าคะแนน”

อย่างผู้ประกาศ เสียงตามสาย ในหมู่บ้าน “ประชาสัมพันธ์ชุมชนในอำเภอหนึ่ง ได้รับเสียงในระดับประเทศถึง ๓๐-๔๐ คะแนน...ในเมื่อบุคคลที่ทำงานในแวดวงนั้นจริง และมีชื่อเสียงระดับประเทศจริงได้แค่ ๑๐ คะแนน” เธอบอก “ต้องพูดให้เคลียร์”

เธอยกมาอีกตัวอย่าง อาชีพ อสม. –อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน “จากตำบลหรืออำเภอหนึ่งสามารถมาถึงระดับประเทศ แล้วกลายเป็น สว.ได้อย่างไร” ในระดับจังหวัดอาจมีคนรู้จักมาก “เลยจากจังหวัดจะรู้จักกันถึงขนาดแลกคะแนนได้หรือไม่”

ปัญหาอยู่ที่ในรอบไขว้ ต้องไปเจอ “กลุ่มข้าราชการ กลุ่มการศึกษา หรือไขว้เจอกลุ่มอุตสาหกรรมเนี่ย เขาจะมารู้จัก อสม.คนนี้ได้อย่างไร ในเมื่อเสิร์ชในกูเกิ้ลยังไม่เจอเลย” แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยคะแนนไม่น้อยเสียด้วย แบบนี้ต้องมีคำอธิบาย ใช่ไหมล่ะ

(https://x.com/trendforMFP/status/1806314310727286791, https://mgronline.com/politics/detail/9670000055020?tbref=hp และ https://facebook.com/share/p/qsBSjYfec1Witmab/?mibextid=WC7FNe) 

ANALYSIS ส.ว. ‘สีน้ำเงิน’ ผงาด ในระบบเลือกตั้งที่พิสดารที่สุดในโลก


The Momentum
15 hours ago

ANALYSIS
ส.ว. ‘สีน้ำเงิน’ ผงาด
ในระบบเลือกตั้งที่พิสดารที่สุดในโลก
.
หลังจากผ่านกระบวนการซับซ้อน กินระยะเวลายาวนาน ล่าช้ากว่ากำหนดในที่สุดก็ได้เวลาเห็นโฉมหน้าของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดใหม่ ส.ว.ชุดแรกที่ได้มาจากการเลือกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ส.ว.ที่เกิดจากการเลือกเป็นตัวแทนกลุ่มอำเภอ ตัวแทนกลุ่มจังหวัด และผ่านการเลือกไขว้จาก 4 หมื่นคน จนเหลือ 200 คน
.
สูตรพิสดารดังกล่าวเริ่มต้นจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน โดยตั้งใจแก้ปัญหาเดิมอย่าง ‘สภาผัวเมีย’ สามีเป็น ส.ส. ภรรยาเป็น ส.ว. ยุครัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 จากนั้นในปี 2551 ส.ว.ถูกซอยออกเป็น ส.ว.สรรหา และ ส.ว.เลือกตั้ง 76 จังหวัด (ณ ขณะนั้น) ขณะที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 คิดด้วยสูตรเลือกกันเองในระดับอำเภอ ระดับจังหวัด กระทั่งเป็นระดับประเทศ
.
คำถามสำคัญหลังจากหลังขดหลังแข็ง เลือกกันมาอย่างยาวนาน จนจบในเวลาตี 4 เศษ ก็คือหลังจากเห็นรายชื่อแล้ว คนเหล่านี้ ‘คือใคร’ ระบบอันพิสดารเหล่านี้ตอบโจทย์อะไร
.
และประชาชนจะเชื่อถือได้แค่ไหนกับ ส.ว.ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของใครเลยเหล่านี้
.
1. คะแนนโดด
.
ข้อที่น่าสังเกตก็คือในบรรดา 6-7 อันดับแรกของแต่ละกลุ่ม ซึ่งมีทั้งสิ้น 20 กลุ่ม ล้วนเป็นคะแนนที่ ‘เกาะกลุ่ม’ กัน ทั้งคะแนนยังสูงโดดกว่าคนอื่นๆ
.
ผู้ที่เข้ารอบสุดท้าย รอบเลือกไขว้ บางคนบอกว่า ที่ชัดเจนคือในแต่ละกลุ่ม บัตรที่ลงคะแนนเลือกมี ‘ชุดเลข’ ที่ทุกคนกรอกตรงกัน 4 เลข ทำให้หลายคนในแต่ละกลุ่มมีคะแนนโดดชัดเจน
.
และหากพล็อตกราฟจะพบว่า คะแนนเหล่านี้มีลักษณะเดียวกันในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอันดับ 1-6 ทิ้งห่างอันดับ 7-10
.
คำถามสำคัญคือ มีการล็อกชุดเลขของ ส.ว.กลุ่มนี้หรือไม่ แล้วเพราะเหตุใด ผู้ที่เข้าไปโหวตรอบหลัก และรอบไขว้ ล้วนพร้อมใจกันเลือกคนเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่คนทั่วไปไม่รู้จัก
.
2. แก๊งมินเนียน
.
ในการเลือกรอบสุดท้ายที่อิมแพ็คฟอรัม สิ่งที่พบคือ มีผู้สมัครจำนวนมากสวมเสื้อเหลืองเข้าไปในเวที ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปโดยการนัดแนะ
.
ในแง่นี้ ษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความชื่อดัง บอกว่า กลุ่มก้อนนี้มีการพก ‘โพย’ ชัดเจน โดยเดินมาเป็นกลุ่ม และคาดว่ามีพรรคการเมืองหนึ่งจัดตั้งคนเข้ามา จนเป็นสาเหตุของคะแนนโดดในบางกลุ่มการเมือง
.
ขณะเดียวกัน กลุ่มนี้ยังตั้งใจเข้ามาโหวตเพื่อ ‘พลีชีพ’ ไม่ได้ตั้งใจเป็น ส.ว.แต่มีหน้าที่สำคัญคือโหวตให้คนอื่นเป็น ส.ว.
.
ษิทราบอกว่า อาจมีความพยายามจากบางกลุ่มในการฟ้องร้อง เพื่อตรวจสอบคะแนนจัดตั้งของกลุ่มมินเนียนต่อไป
.
3. คน Well Known ตกรอบ ส่วน ‘โนเนม’ ได้เป็น ส.ว.พรึ่บ
.
น่าสนใจตรงที่บรรดาคนเด่นดังที่หลายคนกะเก็งไว้ว่าจะได้รับตำแหน่งแน่นอนกลับพลาดเป้า ไม่ว่าจะเป็น สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้คะแนนเพียง 4 คะแนน, พลตำรวจเอก ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และบรรจง นะแส ที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย
.
อย่างไรก็ตาม หลายคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อ ทั้งยังมีประวัติการทำงานสุดพิสดาร เป็นต้นว่า คอดียะห์ ทรงงาม ช่างตัดเย็บเสื้อผ้า ประชาสัมพันธ์เสียงตามสาย ได้รับคะแนนเป็น ส.ว.สายสื่อมวลชนมากที่สุด หรืออารีย์ บรรจงธุระการ พิธีกรงานแต่งงานได้รับเลือกเป็น ส.ว.สายสื่อมวลชนด้วย คะแนนมากเป็นอันดับที่ 2
.
ขณะที่สายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ก็เป็นอีกสายที่มีเสียงเซ็งแซ่ว่า คนเหล่านี้ ‘คือใคร’ ไม่ว่าจะเป็น กัมพล ทองชิว ผู้พบตะเคียนยักษ์อายุนับ 100 ปี ที่ตำบลบางกระเจ้า จังหวัดสมุทรสาคร หรือ ส.ว.ด้านสาธารณสุข ซึ่งจำนวนไม่น้อยมาจากสายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน มากกว่าบุคลากรทางการแพทย์
.
4. สแกน ส.ว.สาย ‘สีน้ำเงิน’
.
สิ่งสำคัญก็คือ ‘กลุ่มก้อน’ ที่เข้าไปมากที่สุด กลับเป็นกลุ่มคนที่มีความสนิทสนมกับพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็น ผู้สมัคร ส.ส.หรือข้าราชการที่เคยทำงานใกล้ชิดกับสาย ‘บุรีรัมย์’
.
คนทำงานในกลุ่มนี้ เป็นต้นว่า มงคล สุระสัจจะ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ในยุค ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยุคอนุทิน ชาญวีรกูล, พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยุคอนุทิน และพรเพิ่ม ทองศรี คณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยของทรงศักดิ์ ทองศรี รวมทั้งผู้สมัคร ส.ส. พรรคภูมิใจไทยอีกหลายคน เช่น นิพนธ์ เอกวานิช อดีตผู้สมัคร ส.ส.ภูเก็ต และสมบูรณ์ หนูนวล อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร
.
อีกทั้งหากมองตัวเลขของผู้สมัคร ส.ว.ที่เข้ารอบท้ายมากที่สุด ก็จะพบว่า ตัวแทนจังหวัดบุรีรัมย์เข้ามาเป็นลำดับต้นๆ
.
ผู้ชนะที่แท้จริงของเรื่องนี้จึงหนีไม่พ้นป้อมค่ายบุรีรัมย์ที่สามารถ ‘แฮ็ก’ ระบบได้ และน่าค้นหาเป็นอย่างยิ่งว่าใช้กลยุทธ์อย่างไร ถึงเข้ารอบลึกๆ เช่นนี้
.
5. เมื่อ ส.ว.ไม่ได้เป็นตัวแทนของใครทั้งสิ้น
.
คำถามสำคัญคือ แล้วในที่สุดคนเหล่านี้ที่เลือกกันในระดับอาชีพ ระดับจังหวัด เลือกไขว้ เลือกด้วย The Squid Game สูตรพิสดารก็คือ ส.ว.เหล่านี้ที่ควรจะเป็น ‘สภาสูง’ นั้นเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยจริงหรือไม่
.
แม้จะยังพิสูจน์ คุณวุฒิ วัยวุฒิ ความรู้ ความสามารถไม่ได้ และในหลายคน ก็ยังถูกตั้งคำถามอย่างเซ็งแซ่ แต่สิ่งสำคัญก็คือคนเหล่านี้ไม่ได้ ‘ถูกเลือก’ โดยปวงชนชาวไทย แต่ถูกคัดสรรด้วยระบบและสูตรพิสดาร อันเป็นผลไม้พิษจากคณะรัฐประหาร
.
นอกเหนือไปจากคำถามที่ว่า แล้วสุดท้ายระบบการเลือกพิสดารเหล่านี้จะ ‘โดนร้อง’ หรือไม่ ถูกทำให้ ‘โมฆะ’ หรือไม่ แล้วจะทำอย่างไรให้ครั้งนี้เป็นระบบการเลือกตั้งเช่นนี้ครั้งสุดท้าย
.
แล้วสุดท้าย ส.ว.ยังมีความจำเป็นหรือไม่ในระบบนิเวศการเมืองไทย เมื่อ ส.ว.ไม่ได้เป็นตัวแทนของใครเลย
.
เรื่องและภาพ: The Momentum Team
.
#TheMomentum #StayCuriousBeOpen #TheMomentumAnalysis #Analysis #สว #สว67 #เลือกสว
.....
Atukkit Sawangsuk
11 hours ago
·
การที่ สว.ไม่มีคนของเพื่อไทยเลย
(หรือมีก็ไม่ชัด ที่ชัดคือสมชายสอบตก)
จะทำให้ สว.กลุ่มใหญ่ทั้งสายทหารตำรวจ ราชการ และสีน้ำเงิน
คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างสะดวก
โดยรวมแล้ว พวกเขาอาจกุมเสียงได้ถึง 3 ใน 4 ด้วยซ้ำ
.....


เลิกขายผ้าขาวม้า แล้วเหรอ

ภาพจาก
E-CATSSSSS อีแคทเองก็ประสาทแดกไปแล้ว @acatsssss
เลิกขายผ้าขาวม้า แล้วเหรอ

.....


กองทัพ ‘โบลิเวีย’ ปฏิวัติล้มเหลว! เพราะผู้นำสู้ ประชาชนพร้อมลงถนนปกป้องประชาธิปไตย!!

Coup attempt in Bolivia fails as president urges people to mobilize against democracy threat

New York Post

Jun 26, 2024 
Armored vehicles rammed the doors of Bolivia’s government palace Wednesday in an apparent coup attempt against President Luis Arce, but he vowed to stand firm and named a new army commander who ordered troops to stand down. 

The soldiers later pulled back as supporters of Arce waved Bolivian flags and cheered in a central square.

In a video of Arce surrounded by ministers in the palace, the Bolivian leader said: “Here we are, firm in Casa Grande, to confront any coup attempt. We need the Bolivian people to organize.” 

Arce confronted the general commander of the army — Juan José Zúñiga, who appeared to be leading the rebellion — in the palace hallway, as shown on video on Bolivian television. “I am your captain, and I order you to withdraw your soldiers, and I will not allow this insubordination,” Arce said.

https://www.youtube.com/watch?v=ICG2dKdyc8M
.....

Pipob Udomittipong
15 hours ago·

Breaking! บ่ายวันพุธ 26 มิ.ย. ผบ.สส. กองทัพ #โบลิเวีย พาขบวนรถถังบุกฝ่าประตูทำเนียบรบ. หวังทำ #รัฐประหาร ยึดอำนาจจากรบ.ฝ่ายซ้ายของพรรค #MAS ซึ่งเมื่อปี 2562 ได้เคยถูกยึดอำนาจผ่านสภา+กองทัพมาแล้ว
แต่ครั้งนี้ไม่สำเร็จ นายพลที่นำกองกำลังขบถบุกเข้าไป เผชิญหน้ากับประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งที่ไม่ยอมให้เขายึดอำนาจ หลังการเจรจา ปธน.สั่งปลดนายพลคนนี้ทันที และแต่งตั้งคนใหม่เป็นผบ.สส. สังคมโบลิเวียไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจครั้งนี้ ออกมาชุมนุมคัดค้านอย่างกว้างขวาง แม้แต่นักการเมืองฝ่ายค้านที่ถูกคุมขังอยู่ก็ไม่เห็นด้วย
พลเอก Juan Zúñiga ที่พยายามใช้กำลังยึดอำนาจ อ้างว่าเขาต้องการเปิดคุกปล่อยนักโทษการเมือง รวมทั้ง Jeanine Añez อดีตปธน. ชั่วคราว #โบลิเวีย ที่ถูกกล่าวหาว่าทำ #รัฐประหาร ยึดอำนาจจากอีโว โมลาเรส และต่อมาถูกศาลสั่งจำคุก 10 ปี ข้อหากระทำการอันเป็นปรปักษ์กับรัฐธรรมนูญ และละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ศาลยังสั่งจำคุกนายทหารที่ให้ความช่วยเหลือเธอในการทำรัฐประหารครั้งนั้นด้วย
แต่ปรากฏว่าแป๊ก เพราะไม่มีทหารเอาด้วย และมีกลุ่มประชาชนออกมาคัดค้านการทำรัฐประหารอย่างเข้มแข็ง รวมทั้ง Bolivian Workers’ Central (COB) สหภาพแรงงานใหญ่สุดของโบลิเวีย ที่ประกาศไม่ยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหาร รวมทั้งคำสั่งใด ๆ ของพวกเขา
COB กล่าวหาว่า การยึดอำนาจครั้งนี้เป็นอาชญากรรมแบบ “ผู้ก่อการร้ายและเป็นขบถ” และเรียกร้องให้กรรมกรออกมารวมตัวเคลื่อนไหวต่อต้าน ทำให้ท้ายที่สุด คณะทหารได้ล่าถอยไป ประธานาธิบดีสั่งปลดผบ.สส. แต่ตั้งผบ.สส.คนใหม่แทน เชื่อว่าคงมีการดำเนินคดีกับอดีตผบ.สส. และพรรคพวกในโอกาสรต่อไป
เมื่อปี 2562 หลังการเลือกตั้งทั่วไป มีข้อครหาว่าเกิดการโกงเลือกตั้ง ม๊อบฝ่ายขวาของชนชั้นกลาง (เหมือนกับม๊อบกปปส.) ฉวยโอกาสรวมตัวกดดันให้อีโว โมลาเรส ปธน.ชนพื้นเมืองคนแรกของปท.ที่ดำรงตำแหน่งมา 14 ปีลาออก หลังเขายอมลาออกได้แค่ 2 วัน จินนิน อันเญส ซึ่งเป็นสว. ก็สมคบคิดกับนายทหารบางคน สาบานตนเข้ารับตำแหน่งปธน.ชั่วคราวของปท.แทน ใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามปชช.ที่ต่อต้าน
แต่หลังจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปปลายปี 2020 พรรค MAS ของอีโว โมลาเรสได้รับชัยชนะ Luis Arce ได้เป็นปธน. เป็นเหตุให้อันเญสถูกจับกุม ดำเนินคดี และศาลสั่งจำคุกในเวลาต่อมา
ถ้าศาลกล้าตัดสินจำคุกนายพล จะมีทหารที่ไหนกล้าทำรัฐประหาร?
(https://peoplesdispatch.org/.../the-bolivian-people.../)






 

นี่อาจไม่ใช่คำถามวิชาการอีกต่อไปหากได้วิเคราะห์ถึงกระบวนการที่ได้ สว. ครั้งนี้สะท้อนถูกความบูดเบี้ยวของกติกาเลือก สว. ที่ไม่ได้มีความโยงใยกับประชาชนเลย ต้องถามจริง ๆ ว่า ‘เรามี สว. ทำไม?’ Suthichai Live

https://www.facebook.com/SuthichaiLive/videos/322358934261530