วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 29, 2562

ศาลขยับ 'กระชับกล้าม' เรียกสองนักวิชาการพบ แหม "เอาศาลไปตัดสินการเมืองมากขึ้นๆ ก็ถูกวิจารณ์เยอะ" น่ะสิ


 
ต่อกรณีที่ ศาลชั้นสูงสองแห่งเรียกนักวิชาการสองรายไปพบ เนื่องจากเห็นว่ารายหนึ่ง ผู้เขียนใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม อีกราย ผู้ประพันธ์“ละเมิดอำนาจศาล” นั้นผู้มีวิจารณญานโดยทั่วไปเห็นว่า เป็นการขยับกระชับกล้าม ตามอำนาจพิเศษที่ คสช.มอบไว้ให้

แต่ความเห็นอย่างจำเพาะเจาะจงในทาง วิชาการอดีตคณบดีนิติศาสตร์ชี้ว่า “ไม่เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล” ตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง ส่วนความอาญาตามมาตรา ๑๙๘ “ต้องมีการไปแจ้งความ” ก่อน “ไม่ใช่ศาลออกหมายเรียกไปไต่สวนเอง”

ด้านความเห็นในส่วนที่เกี่ยวกับ วิชามาร ทางการเมือง บรรณาธิการสำนักพิมพ์รายหนึ่งเชื่อว่า “นี่คือการเคลียร์พื้นที่เพื่อเตรียมตัวเชือด ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เพราะทั้งสองรายเป็นการวิจารณ์การทำงานของศาลในคดี ส.ส.ถือหุ้นสื่อ

ธนาพล อิ๋วสกุล บก.ฟ้าเดียวกัน บอกว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกโกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ไปพบเลขาธิการศาลฯ วันที่ ๓๐ เดือนนี้ “คือการขู่อย่างหนึ่ง” ส่วนที่เลขานุการศาลฏีกาแผนกคดีเลือกตั้งเรียก สฤณี อาชวานันทกุล ไปให้การวันที่ ๙ กันยา เป็นการ “เอาจริงเลย”

ประกอบกับเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหา นสพ.แนวหน้าระบุว่า คดีที่ กกต.ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายธนาธรจะสิ้นสุดสภาพการเป็น ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ ม. ๑๐๑(๖) ประกอบมาตรา ๙๘(๓) หรือไม่นั้น ได้มีการประชุมกันไปแล้ว “เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย”

และจะนัดอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยต่อไปในการประชุมครั้งถัดไป” โดยมีเสียงวิจารณ์หนาหูว่าหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เห็นท่าจะไม่รอดแน่ ขณะที่มี ส.ส.พรรคอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐและประชาธิปัตย์หลายคนได้ถูกร้องเรียนความผิดเดียวกันไว้ คดียังไม่ไปถึงไหน

ซึ่ง รศ.โกวิท อดีตอาจารย์รัฐประศาสนศาสตร์ เขียนวิจารณ์ทางหน้าทวิตเตอร์ว่า “ศาลรัฐธรรมนูญรับคําร้อง ๓๒ ส.ส. ปมหุ้นสื่อ แต่ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ น่าจะเกินคําว่า ด้าน เสียแล้ว” นั้นเลขาฯ ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งว่าเป็น “ข้อความวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญด้วยถ้อยคําที่ไม่เหมาะสม”

จึงดูเหมือนว่าการเรียก รศ.โกวิทไปพบน่าจะเพียงไปตักเตือน ในชั้นต้นเรื่องการใช้คำ ด้าน นั้น แม้นว่า จรรยา วงศ์สุรวัฒน์ เจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ @Rosie_Spokedark ตอบว่า “ได้ค่ะ จะได้พูดให้ศาลฟังตรงๆ ต่อหน้าซักทีว่าเราคิดยังไงกับเธอ ทั้งพ่อเราและพี่น้องทั้ง ๔ คนด้วย”
 
แต่สำหรับรายของสฤณี นักเขียนและนักวิชาการอิสระด้านการเงิน ซึ่งนายสุประดิษฐ์ จีนเสวก เลขานุการแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกาได้ทำการ “ตั้งเรื่องละเมิดอำนาจศาล” และเสนอองค์คณะพิจารณาพิพากษาแล้วออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาสองคนไปให้การ

นั้นอ้างถึงบทความที่ตีพิมพ์ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งสฤณี “เป็นผู้ประพันธ์” ได้ “กล่าวหาว่าศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งใช้กฎหมายแบบตะพึดตะพือ ตีความตัวอย่างเกินเลยโดยไม่คํานึงถึงข้อเท็จจริงและไม่คํานึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย”

และยังอ้างว่า “เป็นการรายงานกระบวนพิจารณาแห่งคดีอย่างไม่เป็นกลางและไม่ถูกต้อง และเป็นการวิพากษ์โดยไม่เป็นธรรม” เช่นนี้เลขาฯ ศาลเห็นว่าบทความ “มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน หรือ เหนือศาล

เหนือคู่ความหรือเหนือพยาน ในระหว่างการพิจารณาคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สส.เรื่องอื่นๆ ในอนาคต ซึ่งอาจมีประเด็นอย่างเดียวกันกับคดีที่ผู้ประพันธ์ได้กล่าว”

การใช้ถ้อยสำนวนกล่าวหาเช่นนั้นทำให้ผู้ถูกกล่าวหาโต้ตอบในเบื้องต้นต่อสาธารณะว่า “ตัวเองเขียนบทความเพื่อวิจารณ์คำตัดสินที่ออกมาแล้วเท่านั้น” ที่โดยความเห็นของพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีนิติศาสตร์ มธ. ชี้ว่าไม่เข้าข่ายความผิด

ข้อเขียนบนหน้าเฟชบุ๊คของสฤณียังพาดพิงถึง “การตีความข้อหาละเมิดอำนาจศาลโดยอนุมานว่าผู้วิจารณ์หมายถึงคดีอื่นๆ ในอนาคตด้วย อาจส่งผลให้การวิจารณ์คำตัดสินของศาลเป็นไปไม่ได้เลยในอนาคต” เพราะไม่ว่าคดีไหน กฎหมายอะไร ย่อมเกิดซ้ำได้เสมอ


ไม่เพียงเท่านั้น เสียงวิจารณ์ยังมีอีกมากหลาย อย่างเช่น วัฒนา เมืองสุข อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย เอ่ยถึงมาตรา ๓๘ ของ พรป.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็น “อำนาจพิเศษที่ลัดขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม”

เนื่องจาก “ศาลใช้อำนาจพิเศษดำเนินคดีกับผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษา แม้ภายหลังเสร็จการพิจารณาแล้ว” ขณะที่ อธึกกิต แสวงสุข นักวิเคราะห์วิจารณ์ข่าวค่าย ว้อยซ์ให้ข้อคิดว่าถ้าหากวิจารณ์ศาลไม่ได้ “ก็ไม่มีอะไรถ่วงดุลศาล ศาลก็จะใช้อำนาจตามอำเภอใจ”

เขาเจาะจงที่ศาลรัฐธรรมนูญว่าเมื่อเริ่มตั้ง “ไม่มีกฎหมายห้ามละเมิดอำนาจ เพราะเป็นการพิจารณาเรื่องสาธารณะ แต่พอรัฐธรรมนูญเอาศาลไปตัดสินการเมืองมากขึ้นๆ ก็ถูกวิจารณ์เยอะ จนมาออกกฎหมายห้ามละเมิด

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่อยากให้วิจารณ์ ก็ต้องถอยจากอำนาจตัดสินการเมือง เสนอแก้รัฐธรรมนููญไปเป็นผู้ปกป้องสิทธิประชาชน เท่านั้นแหละจะมีแต่คนชื่นชม”

ตอนนี้ศาลไทยกำลังทำอะไรอยู่ ? จุดไฟเผาบ้าน หรือ หลุมฝังตัวเอง...






จากโกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ถึงสฤณี อาชวานันทกุล คือการเคลียร์พื้นที่ เพื่อเตรียมตัวเชือดธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

...............
1.
จากการที่ ทวิตเตอร์ kovitw@kovitw1 โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ได้โพต์ข้อความวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ


“ศาลรัฐธรรมนูญรับคําร้อง 32 ส.ส.ปมหุ้นสื่อแต่ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่น่าจะเกินคําว่า “ด้าน” เสียแล้ว”

ซึ่งเป็นช้อความ ที่พูดถึงการตัดสินของศาลระหว่างคดีของ
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ @Thanathorn_FWP กับคดีสส.ถือหุ้นคนอื่นๆ

ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเป็นถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม

ศาลรัฐธรรมนูญจึงขอเรียนเชิญมาพบเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 30 เดือนสิงหาคม พ.ศ.2562 เวลา 10.00 น. ณที่ทำการศาลรัฐธรรมนูญ อาคารราชบุรีดีเรกฤทธิ์ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ”

นี่คือการขู่อย่างหนึ่ง

2.
ต่อมาศาลฎีกาแผนกเลือกตั้งได้มี หมายเรียก ถึงสฤณี อาชวานันทกุล เนื่องจากเขียนบทความ

อันตรายของภาวะ “นิติศาสตร์นิยมล้นเกิน” (อีกที)
https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/647240

เช้าวันที่ 9 เดือนกันยายน 2562 สฤณีจะเดินทางไปรับทราบที่ศาลฎีกา

https://www.facebook.com/SarineeA/posts/3065286486831500?__xts__[0]=68.ARAOG3KtUNAbHtBkyi0UK0ZRLjy3TDT8kK65H_18L5VfHbt-bj1qOvQkErUXrUWrsg_ikt7yw5SG5vDL9XGVxLZMokvwTTBsYXKw0OMLBoktLic_UJR2VrXtuksTggfh4Cz_7c43gEBroCsfRNSOrmW1D6Dy2PVmTU_YwTnOMDRMbd_gyiNHVtqxrvylK53snj8xT8pLE1Ul523JvV6Lou7cQFEcUe3WSHCIOQuN9KgASzr78FizGO7xvc189lzyTLEVlipXeCKvhxrRypPz2ipt6ONrJ5rGMGDmw23ZHvJzuPPAWrrg8uythNt4XiCMf5EGPgSQvMo&__tn__=K-R

อันนี้ไม่ขู่แล้ว เอาจริงเลย

3.

แน่นอนว่าทีั้ง 2 ชิ้นเกี่ยวพันกับคดีหุ้นของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินเร็ว ๆ นี้

'ธนาธร'ระทึก! ศาลรธน.นัดอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยสมาชิกภาพส.ส.นัดหน้า
https://www.naewna.com/politic/436230

จากทั้ง 2 กรณี ผมคิดว่านี่คือการเคลียร์พื้นที่
เพื่อเตรียมตัวเชือดธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
ooo


1.เลขานุการศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งฟ้องเอง
แล้วใครอำนวยความยุติธรรม

2.ประเด็นหุ้นสื่อที่ไม่ได้ทำสื่อจริง คนจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับศาลเลือกตั้ง จะเอาผิดทั้งหมดไหม

3.การเอาผิด ทำให้คนกลับมาเชื่อมาเห็นด้วยกับศาลหรือไม่
หรือเพียงทำให้คนไม่กล้าพูดไม่กล้าแสดงความเห็น



รัฐธรรมนูญ 2540-2550-2560 ยิ่งผ่านรัฐประหาร ยิ่่งทำให้ศาล องค์กรอิสระ เป็นใหญ่ เป็นผู้ชี้ขาดอนาคตประเทศ การเมืองไทย การเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ โดยไม่ได้เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน การเมืองไม่เป็นไปตามความนิยม เพราะให้อำนาจศาล องค์กรอิสระ มาคอยตัดสิทธิ มาตรวจคุณสมบัติ ในเรื่องจุกจิก ไปจนกระทั่งยุบพรรค

ประยุทธ์จะเป็นนายกฯ ได้หรือไม่ ถวายสัตย์ไม่ครบมีผลอย่างไร อยู่ที่ศาล รธน.ชี้ขาด ธนาธรจะขาดจาก ส.ส.ไหม อำนาจศาลทั้งนั้น แต่ประยุทธ์อารมณ์ดี สบายใจ ถ้าเป็นเพื่อไทย คงหน้ามืดดำ ธนาธร ก็ไม่มีใครเชื่อว่าจะได้เข้าสภา

อันที่จริง อย่าหมอธี ตาเฒ่าดอน เมียถือหุ้น ไม่ได้เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่มีนัยสำคัญอะไรเลย แต่รัฐธรรมนูญเขียนกว้างไปหมด หมอธีโดนเว้นวรรค เป็น ส.ว.ได้ไหม กรธ.2 คนยังเถียงกัน นี่มันประเทศแห่งการตีความ

รัฐธรรมนูญดึงศาลมาตัดสินการเมือง แทนความนิยมของประชาชน ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญทั่วโลก เขามีไว้ปกป้องสิทธิเสรีภาพประชาชน




จะโดนเรียกไหม? 555 พูดในหลักการ

ศาลต้องวิจารณ์ได้ ไม่งั้นก็ไม่มีอะไรถ่วงดุลศาล ศาลก็จะใช้อำนาจตามอำเภอใจ

ยิ่งถ้าเป็นคดีที่เกี่ยวกับการเมือง เป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะ กระทบประชาชนวงกว้าง ศาลก็ต้องยอมรับว่าจะมีคนวิจารณ์อยู่ดี จะรับฟังเสียงวิจารณ์หรือปิดกั้นให้คนด่าลับหลัง

ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเริ่มตั้ง จึงไม่มีกฎหมายห้ามละเมิดอำนาจ เพราะเป็นการพิจารณาเรื่องสาธารณะ แต่พอรัฐธรรมนูญเอาศาลไปตัดสินการเมืองมากขึ้นๆ ก็ถูกวิจารณ์เยอะ จนมาออกกฎหมายห้ามละเมิด

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่อยากให้วิจารณ์ ก็ต้องถอยจากอำนาจตัดสินการเมือง เสนอแก้รัฐธรรมนููญ ไปเป็นผู้ปกป้องสิทธิประชาชน เท่านั้นแหละ จะมีแต่คนชื่นชม


ที่นี่ประเทศไทย เรามีกฎหมายไว้ใช้เต็มประเทศ จะจับใครก็ได้ ไม่จับก็ได้ จุกจิกขนาดไหนก็ได้ ถวายเงินพระสองพันแจกใบส้ม ไม่ยื่นสมุดเงินฝากไม่กี่พันโดยตัดสิทธิ แต่ยืมนาฬิกา ยืมรถ ยืมเครื่องบิน ไม่มีความผิด
เมียหมอธี ซื้อหุ้นปูนใหญ่ 800 หุ้น นิดเดียวเท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญห้าม อนุทินมีบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่แต่ส่งเลขาธิการพรรคไปคุมคมนาคม ไม่เห็นเป็นไร
แต่หมอธี กว่าจะตกเก้าอี้รัฐมนตรี ก็เป็น ส.ว.ไปแล้ว เพราะ กกต.กว่าจะยื่นศาล เมื่อเดือน ม.ค.นี้เอง
ต่างกับธนาธร ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ก็ยื่นศาลทันใด
คดีคล้ายกัน ผลทางการเมืองต่างกันคนละขั้ว ใครก็เห็นได้
กติกาแบบนี้ไง ไพบูลย์ถึงลอดช่อง ยุบพรรคตัวเองไปอยู่พลังประชารัฐได้ กลายเป็น ส.ส.คงกระพัน ไม่ต้องกลัวคะแนนเปลี่ยนเมื่อมีเลือกตั้งใหม่
6 เดือนหลังเลือกตั้ง เราเห็นการตีความกฎหมายตัดสินการเมืองจนลายตา
แต่เพราะว่ามีกฎหมายล้นประเทศอย่างนี้ไง คนไทยจึงขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้า ขับปาดคอสะพาน ไม่ว่าแท็กซี่หรือเบนซ์บีเอ็ม นิสัยเหมือนกัน ไม่มีใครเคารพกฎหมาย เพราะการใช้กฎหมายอย่างนี้แหละ


...

ที่ญี่ปุ่นเกือบทุกครั้งที่ศาลตัดสินคดีที่ชาวบ้านสนใจ ในทันทีหลังจากนั้นจะมีการแถลงข่าวโดนผู้ฟ้องร้องและทนายความ ถ้าคำตัดสินเป็นอย่างที่พวกเขาหวัง (และส่วนใหญ่ชาวบ้านก็หวังอย่างนั้น) ก็จะกล่าวขอบคุณศาลที่ให้ความยุติธรรม ถ้าเป็นตรงกันข้ามก็จะวิจารณ์คำตัดสินของศาล และถ้ายังฎีกาได้ก็จะฎีกา

ถ้าเป็นคดีใหญ่ๆ เช่น เป็นการขัดรัฐธรรมนูญเรื่องสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ที่ผู้ต้องการระบุเพศที่แท้จริงของตัวเองในทะเบียนบ้านจะทำได้ก็ต่อเมื่อได้ผ่าตัดเปลี่ยนเพศแล้ว เรื่องนี้ศาลสูง (ที่ญี่ปุ่นไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ) เห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ในขณะเดียวกันศาลสูงก็แนะนำให้รัฐบาลทบทวนกฎหมายเรืองนี้

คำตัดสินของศาลสูงได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในทีวี ในบทความ แต่ไม่เคยได้ข่าวว่าศาลสูงเชิญใครไปพบค่ะ อยากจะคิดว่าที่ศาลไทยทำแบบนี้เพราะดูถูกคนไทยว่าไม่สามารถใช้วิจารณญาณไตร่ตรองว่าอะไรถูกอะไรผิดเอง จึงต้องกลั่นกรองให้


Werawan Manakul
...


‘กลุ่มด้วยใจ’ เปิดเผยข้อมูลการซ้อมทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม ที่ทางกลุ่มได้เก็บรวบรวมข้อมูลผู้เสียหายจากการถูกทรมานใน 3 จังหวัดชายแดนใต้





จากรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน จังหวัดสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเทศไทย ประจำปี 2561 ของ ‘กลุ่มด้วยใจ’ เปิดเผยข้อมูลการซ้อมทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม ที่ทางกลุ่มได้เก็บรวบรวมข้อมูลผู้เสียหายจากการถูกทรมาน ตั้งแต่ปี 2551 ข้อมูลในแต่ละปีรวบรวมจากกรณีที่กลุ่มด้วยใจสัมภาษณ์โดยตรงกับผู้เสียหายที่ถูกกระทำ พบว่า ในปี 2554 พบว่ามีจำนวน 46 คน ปี 2556 จำนวน 10 คน ปี 2557 จำนวน 15 คน ปี 2558 จำนวน 16 คน ปี 2559 จำนวน 11 คน ปี 2560 จำนวน 4 คน และในปี 2561 จำนวน 21 คน

ทั้งนี้ กลุ่มด้วยใจตั้งข้อสังเกตว่าในปี 2560 มีจำนวนผู้ที่ร้องเรียนเรื่องทรมานน้อย เนื่องจากผู้เสียหายถูกข่มขู่ไม่ให้ร้องเรียน (ข้อมูล ปี 2555 ไม่ปรากฏในรายงาน)



ที่มา Voice TV


เห็น​ยัง พระราชหัตถเลขา​ให้​กำลัง​ใจประยุทธ์​ และครม.ลงวันที่ 16 ก.ค.2562





เพิ่งเห็น​ พระราชหัตถเลขา​ให้​กำลัง​ใจประยุทธ์​ และครม.ลงวันที่​16 กรกฎาคม​ ยิ่งไม่เกี่ยวกับปัญหาถวายสัตย์ปฏิญาณ​ไม่ครบ​ อันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ​เลย
Jaran Ditapichai


Luugfai Praphatsorn ประยุทธ์สร้างพิธีนั้นขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อนการถวายสัตย์ปฏิญาณที่ไม่ถูกตามรัฐธรรมนูญของมันหรอก คนมีปัญญาล้วนรู้ทันมันทั้งนั้น
...




การนำเอาพระราชดำรัสพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมาให้ อันเป็นปกติของการถวายสัตย์ปฏิญาณตน ที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะได้รับมาอวดอ้างสร้างข่าว จัดเป็นอีเว็นซ์เพื่อแสดงว่าตนเองจงรักภักดีและได้รับการโปรดปราณมากกว่าใครๆ ในขณะที่สังคมไทยกำลังต้องการคำตอบว่าการถวายสัตย์ที่ได้กระทำไปนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือหมิ่นสถาบันเบื้องสูงหรือไม่ ถือว่าเป็นการสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในสังคม เพื่อให้เข้าใจว่าการกระทำที่ผ่านมานั้นไม่ผิด จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดซ้ำอีกครั้งเพราะนำเอาพระเมตตาบารมีของพระองค์ท่านมาหาประโยชน์ทางการเมือง..


Pichai Pichai
...



"สฤณี อาชวานันทกุล" ถูกศาลฎีกาฟ้องว่าละเมิดอำนาจศาล ทำไมประชาชนถึงไม่มีสิทธิ์วิจารณ์ ? อำนาจยิ่งสูงยิ่งต้องถูกวิจารณ์ ! ชวนอ่านบทความที่เป็นเหตุ





อันตรายของภาวะ “นิติศาสตร์นิยมล้นเกิน” (อีกที)***


ตอนที่แล้วผู้เขียนพูดถึงอันตรายของภาวะ “นิติศาสตร์นิยมล้นเกิน” (hyper-legalism -

ขอขอบคุณอาจารย์เข็มทอง ตันสกุลรุ่งเรือง คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ประดิษฐ์คำนี้มาอธิบายสถานการณ์ปัจจุบัน) บวกกับภาวะ “อำนาจนิยมล้นเกิน” (hyper-authoritarianism) ในสังคมไทย ซึ่ง 2 กระแสนี้ยังพัดแรงหลังการเลือกตั้งทั่วไป 24 มีนาคม 2562

ตัวอย่างหนึ่งของอันตรายจากทวิภาวะนี้ที่ผู้เขียนยกมาสาธิตในตอนที่แล้ว คือ กรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งถอนชื่อผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.สกลนคร จากพรรคอนาคตใหม่(อนค.) ในเดือน มี.ค. 2562 โดยตีความอย่างน่าตกใจว่า ลำพังการมีคำที่เกี่ยวกับกิจการสื่อมวลชน เช่น “กิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์” อยู่ในรายการวัตถุประสงค์ของกิจการ (แบบฟอร์มมาตรฐานในการยื่นจดทะเบียนตั้งบริษัทซึ่งระบุกิจการหลายสิบประเภทเอาไว้ ทั้งที่ไม่ได้ทำจริงๆ) แปลว่า ผู้สมัคร ส.ส. “เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ” ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

ผู้เขียนเห็นว่าการตีความเช่นนี้มักง่ายและอันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากตีขลุมเหมารวมว่า “วัตถุประสงค์” เท่ากับ “การประกอบกิจการจริงๆ” โดยไม่ดูทั้งข้อเท็จจริงและเจตนารมณ์ของกฎหมาย

ถ้าตีความมักง่ายขนาดนี้ ก็ไม่มีอะไรเลยที่จะป้องกันไม่ให้เลยเถิดไปตัดสิทธิผู้สมัครที่ซื้อหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือลงทุนในกองทุนรวมที่ซื้อหุ้นของบริษัทจดทะเบียน เพราะบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากก็ระบุเรื่องกิจการสื่อไว้ในรายการวัตถุประสงค์ของบริษัทเช่นกัน ทั้งที่บริษัททำแต่ธุรกิจอื่นที่ไม่เกี่ยวกับสื่อ อาทิ ซุปเปอร์มาร์เก็ต

ถ้าตีความมักง่ายขนาดนี้ หลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นเรื่องปกติธรรมดาก็จะผิดกฎหมายไปโดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น เราก็ตีความได้ว่าลำพังการมีมีดทำครัวอยู่ในบ้าน เท่ากับการเอามีดไปจ้วงแทงคนอื่น ดังนั้นการมีมีดในบ้านจึงผิดกฎหมาย

คำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งในกรณีข้างต้น จึงนับเป็นตัวอย่างที่ดีของภาวะ “นิติศาสตร์นิยมล้นเกิน” คือใช้กฎหมายแบบตะพึดตะพือ ตีความตัวบทอย่างเกินเลยโดยคำนึงถึงข้อเท็จจริง และไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย

คำถามต่อไปก็คือ “เจตนารมณ์ของกฎหมาย” ในกรณีนี้คืออะไร?

กฎหมายข้อนี้ยัง “ใช้ได้” หรือไม่อย่างไร ในยุคโซเชียลมีเดีย?

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา สังคมไทยมีบทเรียนมากมายของการแทรกแซงสื่อโดยผู้มีอำนาจทางการเมือง โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้มีอำนาจเป็นเจ้าของหรือมีอิทธิพลในกิจการสื่อ สื่อเจ้านั้นก็ไม่สามารถทำงานอย่างเป็นอิสระ ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ กลายเป็นแค่ส่วนขยายของโฆษกรัฐบาลเท่านั้น

ในเมื่อความเป็นอิสระของสื่อสำคัญอย่างยิ่งในสังคม(ที่อ้างว่าอยากเป็น)เสรีประชาธิปไตย ที่รัฐต้องยอมรับการตรวจสอบตลอดเวลาจากประชาชน และสื่อก็มีหน้าที่ทำงานเพื่อประชาชน เจตนารมณ์ที่จะ “แยก” นักการเมืองออกจากสื่อเพื่อคุ้มครองเสรีภาพสื่อ จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และประเด็นนี้ก็ปรากฎเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 โดยมาตรา 48 ระบุห้ามไม่ให้ “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม”

ต่อมาอีก 10 ปี รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็ยกระดับความเข้มงวดขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการบัญญัติการ “เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ” เป็น “ลักษณะต้องห้าม” ของผู้สมัคร ส.ส. ในมาตรา 98(3)

คือห้ามถือหุ้นสื่อตั้งแต่ลงสมัครรับเลือกตั้งเลยทีเดียว ยังไม่ต้องรอให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก่อน

ผู้เขียนเห็นว่า เจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2550 ถึงแม้จะหวังดีและเข้าใจได้ แต่ “วิธีการ” ที่เลือกใช้ คือห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและต่อมาก็รวมผู้สมัคร ส.ส. ถือหุ้นสื่อนั้น เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ “ผิดฝาผิดตัว” มาตลอด และเอาเข้าจริงๆ ก็แก้ปัญหาการแทรกแซงสื่อของนักการเมืองไม่ได้

ประการแรก นักการเมืองมีวิธีแทรกแซงสื่อมากมายโดยไม่จำเป็นต้องถือหุ้นสื่อแม้แต่หุ้นเดียว เช่น สั่งให้ธุรกิจในเครือตัวเองถอนโฆษณาถ้าสื่อค่ายนั้นวิพากษ์วิจารณ์หรือไม่ยอมเชียร์ วิธียอดฮิตอีกวิธีคือการพานักข่าวไปปรนเปรอเพื่อสร้างความสนิทสนมกลมเกลียว สื่อจะได้อยากเชียร์โดยไม่ต้องจ้าง

และถึงแม้ตัวเองไม่ใช่เจ้าของ แต่ถ้ามีสามีหรือญาติพี่น้องเป็นเจ้าของสื่อ ก็สามารถใช้สื่อในมือสร้างกระแสชี้นำ โจมตีคู่แข่งได้สบาย ดังที่เราได้เห็นในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ประการที่สอง แนวคิดเรื่องการห้ามนักการเมืองถือหุ้นสื่อนั้น เกิดขึ้นกว่า 10 ปีที่แล้วตอนที่โซเชียลมีเดียยังไม่แพร่หลายเหมือนกับในปัจจุบัน การเป็นเจ้าของสื่อต้องใช้เงินมหาศาล แต่วันนี้ “ทุกคนเป็นสื่อได้” ในความหมายว่าสามารถใช้เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และโซเชียลมีเดียอื่นๆ ได้ฟรีๆ ในการสื่อสารแลกเปลี่ยนกับคนอื่น นักการเมืองทุกคนก็ใช้สื่อเหล่านี้ได้ ไม่จำเป็นต้องถือหุ้นหรือเป็นเจ้าของกิจการสื่อแต่อย่างใด

ด้วยเหตุนี้ จากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 เห็นชัดว่าไม่ต้องการให้ผู้สมัคร ส.ส. มีโอกาสได้ใช้กิจการสื่อมวลชนของตัวเองหรือสื่อที่ตัวเองมีส่วนได้เสีย เพื่อชี้นำประชาชนในฤดูหาเสียงเลือกตั้ง แต่ผู้สมัคร ส.ส. ทุกวันนี้สามารถสื่อสารกับประชาชนได้เองอยู่ดีผ่านโซเชียลมีเดีย ดังนั้นการกำหนดการถือหุ้นสื่อเป็น “ลักษณะต้องห้าม” ของผู้สมัคร ส.ส. จึงล้าสมัยและไม่จำเป็นเลย

ถ้าหากเรากลัวว่านักการเมืองจะใช้สื่อในทางที่ไม่ถูกต้อง เราก็มีกฎหมายเลือกตั้งและประกาศ กกต. ที่เข้มงวดอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ระเบียบ กกต. ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 กำหนดห้ามผู้สมัคร “หาเสียงเลือกตั้งโดยใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย หรือปลุกระดม”

ประการที่สาม ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาหลังรัฐประหาร 2557 เสรีภาพสื่อไม่ได้ถูกลิดรอนโดยนักการเมือง หากแต่ถูกลิดรอนด้วยคำสั่งต่างๆ นานาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการใช้อำนาจของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะผู้กำกับดูแลกิจการสื่อ เซ็นเซอร์สื่อที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล คสช. ถึงขั้นสั่งให้ “จอดำ” นานนับสัปดาห์ก็มี

การคุ้มครองเสรีภาพสื่อวันนี้จึงขึ้นอยู่กับการเรียกร้องให้ กสทช. ทำหน้าที่อย่างเป็นธรรม และเรียกร้องให้ คสช. ยกเลิกคำสั่งต่างๆ นานาที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพสื่อ ไม่ใช่การไปห้ามไม่ให้นักการเมืองถือหุ้นสื่อ

ประเด็นทั้ง 3 ประการที่ผู้เขียนยกมาข้างต้นบ่งชี้ว่า การห้ามไม่ให้ผู้สมัคร ส.ส. ถือหุ้นสื่อนั้น ทั้งไม่ได้แก้ปัญหา(การแทรกแซงสื่อ) ล้าสมัย(ในยุคโซเชียลมีเดีย) และไม่ช่วยคุ้มครองเสรีภาพสื่อ(เพราะปัญหาอยู่ที่ กสทช. และ คสช.)

บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ห้ามผู้สมัคร ส.ส. ถือหุ้นสื่อ ในตัวมันเองจึงนับเป็นตัวอย่างหนึ่งของอาการ “นิติศาสตร์นิยมล้นเกิน” ในสังคมไทย ก่อนที่จะถูกยกระดับความล้นเกินไปอีกขั้นด้วยการตีความกฎหมายมาตรานี้อย่างมักง่ายและ“อำนาจนิยมล้นเกิน”

หมายเหตุ: ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายของคอลัมน์ “ประชาชน 2.0” ที่จะตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจ ผู้สนใจสามารถติดตามคอลัมนี้ได้ต่อไปบนเว็บไซต์ The Momentum (www.themomentum.co)

*** ชื่อเต็ม: อันตรายของภาวะ “นิติศาสตร์นิยมล้นเกิน” (อีกที): กรณี “หุ้นสื่อ” ของผู้สมัคร ส.ส.

ที่มา
...





ความจริงของชาวนา ไม่ได้ผลประโยชน์แม้ข้าวเหนียวแพง...




นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ออกโรงปราม อย่านำกระเเสพระราชดำรัสให้กำลังใจรัฐบาลไปตีความเป็นพระบรมราชวินิจฉัย โยงเกี่ยวกระบวนการยุติธรรมที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังวินิจฉัยอยู่





...เรื่องการที่คณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯเพื่อรับฟังพระราชกระแสของในหลวงในที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมาก็เป็นเรื่องที่ พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการให้คำแนะนำ ฝ่ายบริหารให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างไรที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ ในฐานะองค์พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญของประเทศไทยซึ่งถือว่าพระมหากษัตริย์มิได้อยู่เหนือกฎหมายเเละรัฐธรรมนูญและทรงไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอยู่เเล้ว ดังนั้น จึงไม่เป็นการบังควรที่จะนำเรื่องนี้ไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยต่อไป เพราะถือเป็นคนละเรื่องกัน ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะเสนอข่าวในลักษณะ คาดเดาหรือคิดเอาเองว่าเรื่องจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้เเละไม่เป็นการอันควรที่จะนำเรื่อง การที่ พระมหากษัตริย์พระราชทานคำแนะนำแก่ฝ่ายบริหารมาปะปนกับเรื่องคดีเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญในเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะประเทศประชาธิปไตยทั่วไปก็มีแนวทางและกระบวนการดำเนินไปซึ่งการเมืองการปกครองของประชาธิปไตยที่กระทำกันอยู่ทั่วโลก

การที่หลังจาก ครม.ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชดำรัสให้กำลังใจและแนะนำในการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม.ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารนั้น นับว่าเป็นพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ที่จะพระราชทานพระบรมราโชวาท ให้กำลังใจและแนะนำในการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหารเพื่อเป็นประโยชน์ สุขแก่ประเทศชาติ บ้านเมืองและประชาชน ซึ่งถือเป็นพระราชประเพณีที่ทรงปฏิบัติเช่นนี้มาแทบทุกสมัย ทุกรัชกาล ในโอกาสที่ฝ่ายบริหาร หรือ ข้าราชการระดับสูง บางประเภทเช่น ศาล อัยการ เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ พระมหากษัตริย์ก็มีพระราชอำนาจในการอวยพรให้กำลังใจและแนะนำในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สุข แก่ประเทศชาติและประชาชน รวมถึงการที่ ครม. ชุดนี้เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ พระมหากษัตริย์พระราชทาน พระราชกระแสดำรัสไปครั้งนี้ก็เป็น โบราณราชประเพณีที่กระทำมาในหลายรัชกาลของพระมหากษัตริย์ไทยแทบทุกพระองค์ รวมทั้งการ เข้าเฝ้าฯเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรีในหลายๆ คราวที่ผ่านมา ก็มีพระราชกระแสเช่นนี้ ดังนั้นฝ่ายการเมืองและประชาชนจึงไม่บังควรที่จะนำเรื่องนี้ ไปยุ่งเกี่ยวหรือปะปนกับกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่ควรจะนำไปตีความว่าพระองค์ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยในเรื่องวิธีการถวายสัตย์ปฏิญาณ เพราะพระองค์จะไม่ทรงเข้ายุ่งเกี่ยวในเรื่องนี้

“ส่วนกระบวนการยุติธรรมอันเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะต้องไปดำเนินการ ผ่านศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีองค์กรอิสระ หรือสภานิติบัญญัติเป็นผู้ส่งเรื่องไปนั้น ก็เป็นกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีกฎกติกากำหนดไว้โดยชัดเจนและเรียบร้อย เป็นไปตามระบอบการเมืองการปกครองประชาธิปไตยสากลที่ปฏิบัติกันอยู่ในประเทศทั่วโลกกระบวนการนี้เรียกว่าดูโปรเซส(Due process) หรือ การปฏิบัติตามหลักนิติธรรม (Rule of law)ในประเทศที่ ใช้กฎหมายปกครองหรือที่เรียกว่านิติรัฐ (LegalState) คือประเทศที่ใช้กระบวนการยุติธรรม และมีกฎหมายเป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง ที่ชัดเจน และเป็นบรรทัดฐาน ฝ่ายการเมืองก็ดีหรือประชาชนไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์และนำเรื่องดังกล่าว ไปคาดการณ์คาดคะเนหรือ พูดคุยเป็นข่าวลือในทางที่ไม่ดีหรือเสียหายเพราะสิ่งนี้ ไม่มีทางจะเกิดขึ้นในประเทศไทยซึ่งมีรัฐธรรมนูญและกฎกติกาในลักษณะของประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุขไปยุ่งเกี่ยวปะปนกับ เรื่องความถูกผิด ของกระบวนการถวายสัตย์ปฏิญาณของ ครม.ชุดนี้และไม่ควรบังอาจไปถือเอาว่าพระมหากษัตริย์ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับความถูกผิดของการถวายสัตย์ปฏิญาณในครั้งนี้ด้วย” นายศรีอัมพรกล่าวย้ำ


ที่มา มติชนออนไลน์
‘ผู้พิพากษาอาวุโส’ ออกโรงปรามฝ่ายการเมือง อย่านำกระเเสพระราชดำรัสให้กำลังใจรัฐบาลไปตีความ
...



วันพุธ, สิงหาคม 28, 2562

ถวายสัตย์ไม่ครบคือเหยียบย่ำ รธน. "อาศัยร่มพระบรมโพธิสมภาร ละเมิดกฎหมายสูงสุดของบ้านเมืองตามอำเภอใจ" ไม่ได้

ใครจะตีความเช่นไร ว่าข้อความพระราชดำรัสพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑๐ ที่มีลายพระหัตถ์กำกับ ซึ่งเนื้อความให้กำลังใจแก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะรัฐมนตรีในการบริหารประเทศ เป็นความจงใจ “ร่วมมือกับประยุทธ์แก้รัฐธรรมนูญ”

การกระทำของประยุทธ์ในการขอ “พระราชทานตามที่ผมขอไป” ไม่ใช่เพียงบิดเบือนรัฐธรรมนูญ หรือแค่แก้ไขตามอำเภอใจเท่านั้น หากแต่เป็นการ ยึดอำนาจรัฐธรรมนูญที่พวกตนเขียนขึ้นเองแล้วไม่ได้ผลทุกอย่างไปดั่งต้องการ

พระราชดำรัสในลายลักษณ์อักษรซึ่งประยุทธ์ใส่กรอบสีทองนำออกแสดง หมายจะอ้างว่า “ผมไม่ไปก้าวล่วงใครทั้งสิ้น ผมก็เฉยๆ แต่ผมปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณ” เป็นการเบี่ยงเบนเมื่อเกิดกรณีฝ่ายค้านยื่นคำร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินให้วินิจฉัย

จนเมื่อ ๒๗ ส.ค. รักษเกชา แฉ่ฉาย “เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงข่าวมติที่ประชุม ปมการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ ของนายกรัฐมนตรี และกรณีการทำหน้าที่ของประธานรัฐสภา”
 
ว่าได้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อทำการวินิจฉัยแล้วนั้น ส่อให้เห็นว่าปมเงื่อนดังกล่าวมิใช่ความในขอบข่ายที่สถาบันพระมหากษัตริย์จะต้องทรงรับผิดชอบเป็นธุระจัดการ เนื่องจากเป็นประเด็นแห่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเท่านั้น

และไม่ได้เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแต่อย่างใด (หมิ่นรัฐธรรมนูญน่ะใช่แน่) และมิอาจ โหน-อิงแอบ สถาบันอย่างย้อนยอกเช่นที่ นิติพงษ์ ห่อนาค บิดเบี้ยวว่าเป็นความ “พยายามขยายประเด็น” เล่น “เกมการเมือง...จับผิดรัฐบาล” แต่อย่างใด

พระราชดำรัสที่ว่า “ให้พรให้ท่านมีกำลังใจความมั่นใจ แลฃะความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ได้ตามคำถวายสัตย์ปฏิญาน...เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามสถานการณ์ โดยแก้ไขให้ตรงเป้าตรงจุด” นั้นมิได้เจาะจงให้ชัดแจ้งว่าหมายรวมถึงส่วนที่ประยุทธ์ละเว้น หรือตัดทิ้งไป

ในเมื่อไม่ได้มีการเปิดเผยว่าเนื้อถ้อยที่ประยุทธ์ ขอพระราชทานไป เป็นเช่นไร และพระราชดำรัสมิได้ระบุในประเด็นอันเป็นหัวใจของ ความผิด ตามมาตรา ๑๖๑ คือการไม่ถวายสัตย์ว่า จะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ

ฉะนั้นการกล่าวว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงสมรู้ร่วมคิดในการละเลยไม่กล่าวคำถวายสัตย์ให้ครบถ้วนของประยุทธ์ ย่อมกระทำไม่ได้ การเช่นนี้มิได้ต่างอะไรกับการปฏิบัติเป็นปกติในรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงพระราชทานความเห็นชอบในงานราชการที่รัฐบาลกราบบังคมทูลอย่างสม่ำเสมอ

แม้กระทั่งการเสด็จออกรับคณะทหาร คมช.เข้าเฝ้าฯ ในยามดึก หลังจากที่มีการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนในวันเดียวกันนั้น

หากประยุทธ์หรือใครๆ ต้องการให้ประชาชนทั่วไปยอมรับว่า การละเมิดอำนาจรัฐธรรมนูญในประเด็นถวายสัตย์ขาดตกของประยุทธ์เป็นไปตามพระราชประสงค์ หรือทรงพระราชทานอภัยโทษให้ประยุทธ์แล้ว 

จักต้องมีราชการอันชี้ชัดอย่างทางการกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศรัฐประหารต่อรัฐธรรมนูญ และพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานลัญจกรประทับรับรู้ เฉกเช่นที่ได้เคยปฏิบัติในรัชกาลที่ ๙ นั่นแล้ว 

โดยมีกระบวนการยกเลิกรัฐธรรมนูญปัจจุบันและประกาศใช้กฎหมายสูงสุดชั่วคราวละก็ จึงจะถือว่าเป็นผลสมบูรณ์ในกระบวนการเมืองการปกครองแบบไทยๆ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

มิฉะนั้นจะเป็นเพียง พล.อ.ประยุทธ์และคณะผู้ปกครองชุด คสช.๒ อาศัยร่มพระบรมโพธิสมภาร ละเมิดกฎหมายสูงสุดของบ้านเมืองตามอำเภอใจ

(https://thaipublica.org/2019/08/prayut-cabinet2-2562-07/medium=twitter, https://www.nationtv.tv/main/content/378735852/?qm= และ https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_223725)

ชาวเน็ตเม้าท์กันมันส์ ข่าวบิ๊กตู่โชว์พระราชดำรัส




(ความเห็นจากโพสต์)

เห็นภาพแล้วคิดถึงวิษณุพูดว่า "พูดไม่ได้ สักวันจะรู้เอง"
.
จะไปตอบ หรือไม่ ขอตัดสินใจเอง...
เอามาโชว์ ขนาดนี้ แมงก็ยังกลัวที่จะไปตอบ 555
ชัดเจนขนาดนี้ แสดงตัวขนาดนี้
เสี่ยไม่ชูป้ายไฟเลยละครับ 555
.
แล้วมันเกี่ยวกับการถวายสัตย์ไม่ครบอย่างไร
มันสามารถแก้ผิดให้เป็นถูกได้เหรอ
เพราะเป็นความผิดต่อรธน.
แถหน้าด้านๆ
ทำไมเริ่องนี้ทรงพระราชทานมาตั้งแต่16กค62
แล้วเพิ่งเอามาอ้าง
มันเกี่ยวกันไหม
.
ตู่มันแค่อยากแสดงให้เห็น ว่ามันเด็กใคร ใครเชียร์มันอยู่แค่นั้นแหละ
เรื่องขออภัยโทษ แล้วถวายสัตย์ใหม่ มันก็ทำได้ แต่ถ้าทำแบบนั้นเท่ากับยอมรับกลายๆ ว่ามันทำผิดจริง
.
แต่เรื่องข้อกฏหมาย
ยิ่งโดยเฉพาะกฏหมายรธน.
ต้องไม่เอาสถาบันมาข้องเกี่ยว
มันจะทำให้กฏหมายสูงสุดถูกเพิกเฉยด้วยการอ้างสถาบัน
แล้วเราจะมีรธน. เพื่ออะไร
.
มันไม่ได้ดึงสถาบันมาเกี่ยวข้องโดยตรงทั้งหมดอยู่แล้ว
แต่มันโหนตัวใหญ่สุดเลย
มันถึงยังไม่บอกไง ว่าจะเข้าสภาไปตอบเรื่องนี้มั้ย
มันแค่โชว์พาวให้เห็นว่าใครสนับสนุนมัน แค่นั้นเอง
เพราะงั้นถ้ามันจะทำเรื่องขออภัยโทษ มันเล็กน้อยมาก ยังไงก็ได้อภัยโทษอยู่แล้ว ไงก็ทำห่าไรมันไม่ได้
ส่วน รธน ฉบับล่าสุด ก็พวกกันเองนั้นแหละรวมหัวแก้ไข คิดว่ามันจะแคร์หรอ ไม่แน่นอน
ระบอบที่เป็นอยู่ มันถึงพิกลพิการแปลกๆ ไง
.
ประเทศกูมี
.
ตัวเมีย


แมวเกเรว่านายกฯ




"..ปีหน้าคือ ปี 2020 แล้ว ถ้าความจำไม่สั้นจนเกินไปนัก หากไม่เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจแล้วได้ผู้นำแบบประยุทธ์มา ปีหน้าตามแผนของ "ชัชชาติ" และรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" เราจะได้ใช้รถไฟความเร็วสูง "สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่" กันไปแล้ว.."



"7 แสนล้าน งบประมาณในการสร้างรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง 29 จังหวัด" .

"..... สำหรับเส้นทางที่รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" เตรียมเร่งรัดก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงมี 4 เส้นทาง ตัดผ่าน 29 จังหวัด ประกอบด้วย

เส้นทางที่ 1 กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ผ่านจังหวัดปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ แพร่ ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่

เส้นทางที่ 2 กรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย ผ่านจังหวัดปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครราชสีมา ข่อนแก่น อุดรธานี และหนองคาย





เส้นทางที่ 3 กรุงเทพฯ-หัวหิน-ปาดังเบซาร์ ผ่านจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา . เส้นทางที่ 4 กรุงเทพฯ-ระยอง ผ่านจังหวัด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง..."





ที่มา ทวีต
Yuthana Lorsamran
@lorsamran



กิจกรรมเพื่อเสรีภาพ : จากแคมเปญ "ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร เห็นต่างไม่ใช่อาชญากรรม" สู่กิจกรรม "Not Stand at Major Cineplex" กฎหมายว่าอย่างไรในเรื่องนี้



ยืน-ไม่ยืนในโรงหนัง 
กฎหมายว่าอย่างไรในเรื่องนี้




ที่มา บีบีซีไทย

ผศ.สาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คือ พระราชกฤษฎีกากำหนดวัฒนธรรม ซึ่งออกภายใต้ พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2485 โดยมาตรา 6 (3) ของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ระบุว่า บุคคลทุกคนจักต้องเคารพเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงเคารพอื่น ๆ ซึ่งบรรเลงในงานทางราชการ งานสังคมหรือในโรงมหรสพ

ต่อมา พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2486 ได้กำหนดบทลงโทษว่า ผู้ใดฝ่าฝืนพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือทั้งปรับทั้งจำ

บีบีซีไทยได้สอบถามไปยังกลุ่มนิติการ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่บังคับใช้ พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ ได้รับคำยืนยันว่า พระราชกฤษฎีกากำหนดวัฒนธรรมไม่มีผลบังคับใช้แล้วหลังจากที่มีการยกเลิก พ.ร.บ. วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2485 และประกาศใช้ พ.ร.บ. วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 แทน

"พ.ร.บ.วัฒนธรรมฯ ปี 2485 ถูกยกเลิกไปแล้วครับ ปัจจุบันใช้ พ.ร.บ.วัฒนธรรมฯ 2553 ที่เน้นการส่งเสริมทางวัฒนธรรมเท่านั้น" เจ้าหน้าที่กลุ่มนิติการระบุ ซึ่งหมายความว่าปัจจุบันไม่มีบทลงโทษนี้แล้ว

ยืน-ไม่ยืนในโรงหนัง

ประเด็นถกเถียงเรื่องการไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง บางกรณีถึงขั้นฟ้องร้องกันในชั้นศาล

ล่าสุดนักแสดงหนุ่ม "สราวุธ มาตรทอง" ได้บันทึกภาพชายคนหนึ่งที่ไม่ยืนถวายความเคารพต่อเพลงสรรเสริญพระบารมีที่โรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ฯ และนำคลิปไปเผยแพร่ทางอินสตาแกรม พร้อมเขียนข้อความแสดงความไม่พอใจต่อพฤติกรรมดังกล่าว

ต่อมาทางเพจของโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ฯ ได้ออกมาโพสต์ข้อความเตือนว่า การถ่ายภาพหรือวิดีโอในโรงภาพยนตร์ถือเป็นความผิด มีโทษจำคุก 6 เดือน-4 ปี และปรับตั้งแต่ 1-8 แสนบาท

กรณีนี้มีผู้แสดงความคิดเห็นมากมาย บางส่วนเห็นด้วยกับการตักเตือนจากทางโรงภาพยนตร์ ขณะที่บางส่วนสนับสนุนนักแสดงหนุ่มที่วิจารณ์การ "ไม่ยืน" ในโรงภาพยนตร์

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2550 การไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีโรงภาพยนตร์ได้กลายเป็นการกระทบกระทั่งและเป็นคดีความเมื่อนายนวมินทร์ วิทยกุล ได้ขว้างปาสิ่งของใส่นายโชติศักดิ์ อ่อนสูงและเพื่อน ด้วยความไม่พอใจที่ทั้งสองไม่ยืนขึ้นระหว่างการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีที่โรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2550

นายโชติศักดิ์และเพื่อนได้ยื่นฟ้องนายนวมินทร์ในข้อหาทำร้ายร่างกาย หมิ่นประมาทและดูหมิ่นซึ่งหน้า ขณะที่นายนวมินทร์ก็ยื่นฟ้องนายโชติศักดิ์ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

สำนักข่าวประชาไทรายงานว่า ท้ายสุดพนักงานอัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้องนายนวมินทร์ในข้อหาทำร้ายร่างกายและหมิ่นประมาท ขณะเดียวกันก็มีคำสั่งไม่ฟ้องนายโชติศักดิ์ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วย โดยอัยการให้เหตุผลว่า การไม่ยืนแสดงความเคารพระหว่างเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี แม้จะเป็นกิริยาที่ไม่อยู่ในบรรทัดฐานที่ประชาชนทั่วไปต้องปฏิบัติ แต่ไม่อาจชี้ชัดได้ว่ามีเจตนาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์

กรณีของนายโชติศักดิ์ ทำให้เกิดการรณรงค์ภายใต้สโลแกน "ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร เห็นต่างไม่ใช่อาชญากรรม" เพื่อเรียกร้องให้ยุติการใช้ความรุนแรงและการดำเนินคดีกับผู้เห็นต่าง

ผศ.สาวตรี นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ มธ. ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า การไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์

"มันเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่า การไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญเป็นการดูหมิ่นท่าน หรือว่าเป็นการใส่ความ หรืออาฆาตมาดร้ายท่าน (การไม่ยืนระหว่างเพลงสรรเสริญพระบารมี) ไม่ควรถูกตีความไปไกลขนาดนั้น"

ผศ. สาวตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 นั้นมีโทษสูง คือ จำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี ดังนั้นการตีความว่าการกระทำใดเข้าข่ายความผิดนี้หรือไม่จึงต้องทำอย่างระมัดระวังและเคร่งครัด

เสาร์ที่ 31 ส.ค. เวลา 10 โมงเช้า

ข้อถกเถียงเรื่องการยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีที่กลับมาอีกครั้ง ทำให้นักกิจกรรมด้านการเมืองและสิทธิเสรีภาพกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นแอดมินเพจ "นักการมีม" จัดกิจกรรม "Not Stand at Major Cineplex" โดยมีการนัดหมายทางเฟซบุ๊ก เชิญชวนให้คนที่ไปชมภาพยนตร์ไม่ลุกขึ้นยืนระหว่างการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ในห้างสรรพสินค้าในวันเสาร์ที่ 31 ส.ค. นี้ ล่าสุดมีผู้กดแสดงความสนใจร่วมกิจกรรมเกือบ 4,000 คน

ทั้งนี้ ผู้สร้างกิจกรรมไม่ได้ระบุชื่อภาพยนตร์หรือจุดนัดหมายที่แน่ชัด






แอดมินเพจ "นักการมีม" ผู้ริเริ่มกิจกรรมดังกล่าวให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า กิจกรรมนี้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนมาร่วมจริง เขาเพียงต้องการจุดประเด็นให้คนพูดคุยในเรื่องนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจและนำไปสู่ความตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกในทุกประเด็นในสังคม

"การที่เรารวมตัวกันไปสัก 50 คน แล้วไม่ยืนพร้อมกันผมไม่คิดว่ามันจะมีผลอะไร เพราะมันไม่ได้ผิดกฎหมายและก็คงไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เพราะจริง ๆ แล้วประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ยืนไม่ยืน มันเป็นเรื่องที่ไกลกว่านั้นเยอะ" แอดมินเพจ "นักการมีม" กล่าวกับบีบีซีไทยโดยขอไม่เปิดเผยชื่อ

เขาระบุเปิดเผยว่า วัตถุประสงค์ของกิจกรรมนี้ คือเพื่อสนับสนุนให้ทุกคนมีพื้นที่แสดงออกทางความคิดโดยไม่ถูกปิดกั้น และเรื่องการไม่ยืนในโรงภาพยนตร์เป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ของการรณรงค์ในเรื่องนี้

"ไม่จำเป็นต้องบังคับ ถ้าเราต้องการจะทำอะไรก็ควรจะออกมาจากความต้องการของเราจริง ๆ ...คนเราน่าจะพอมีความสามารถที่จะตระหนักด้วยตัวเองได้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำจริง ๆ" เขาระบุ

อ่านบทความเต็มได้ที่


การตรวจสอบ-วิจารณ์และแสดงความเห็นโดยสุจริตเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิ์ในระบอบประชาธิปไตย



ข้อความของ อ.โกวิท ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญอ้าง


ooo

ปิยบุตร ชำแหละศาลรัฐธรรมนูญ




ไขลาน ความคิด
Published on Aug 14, 2019

ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายรายงานประจำปี 2560 ของศาลรัฐธรรมนูญ จากการประชุมสภาฯ 14 สิงหาคม 2562