วันอาทิตย์, มีนาคม 02, 2568

ควรที่เซเล็นสกี้จะต้องขอบคุณทรั้มพ์ละหรือ ในเมื่อบอกให้ยูเครนยกดินแดนบางส่วนให้รัสเซีย ทรั้มพ์ได้เอายูเครนใส่พานถวายให้ปูตินไปเรียบร้อยแล้ว

ควันหลงจากคลิปอื้อฉาวของการสนทนาออกทีวีระหว่าง ดอแนลด์ ทรั้มพ์ /เจ.ดี.แว้นซ์ และโวโลดีเมียร์ เซเล็นสกี้ แห่งยูเครน โดยมีมาร์โก รูบิโอ นั่งอึ้งตลอดรายการ ๕๐ นาฑีวิบัติ เกิดมีดาวทวิตเตอร์ไทยรายหนึ่งพยายามที่จะกระท่อนกระแท่นแบกทรั้มพ์

เขาอุตส่าห์ถอดความจากการสนทนาทั้งหมดออกมาเผยแพร่ด้วยข้อคิดเห็นว่า เซเล็นสกี้ “ดันไปเริ่มแขวะ Vance ทำให้ทรัมป์ต้องปกป้อง Vance ทั้งที่ยอมให้ Zekensky พูดสิ่งที่ไม่ชอบมาตั้งแต่เริ่มจนถึง 40 นาทีแรก” @SleeplessBKKNew อ้าง

ทว่าฝ่ายที่ก้าวร้าวนั้นเป็นทรั้มพ์และแว้นซ์ต่างหาก ถอดความระบุ “Zelensky มีภาษากายที่ไม่พอใจตลอดเวลาจนทำให้ Vance ที่นั่งข้างๆ รู้สึกไม่พอใจ...จน Zelensky ขัดจังหวะเริ่มโจมตี Vance นั่นแหล่ะ จึงเริ่มมีการโต้เถียงกัน”

นั่นก็เป็นการบุลลี่ของแว้นซ์ที่ทำให้เซเล็นสกี้โต้แย้งด้วยท่าทีสงบ และต้องขัดจังหวะต่อการที่แว้นซ์พูดโป้ปดกล่าวหาโดยไม่คิดถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาตร์ เกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายต่อหลายครั้ง ของปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย

“ความช่วยเหลือ (จากสหรัฐต่อยูเครน) ที่แว้นซ์เรียกร้องให้เซเล็นสกี้กล่าวขอบคุณในรายการ นั้นเป็นข้อเสนอในสภาคองเกรสสหรัฐที่แว้นซ์โหวตค้าน” Michael McFaul นำมาเปิดโปงบนหน้าทวิตเตอร์ของเขา ซึ่งแจ้งว่า

“เซเล็นสกี้ได้แสดงการขอบคุณทรั้มพ์ คองเกรส และประชาชนอเมริกันแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ขอให้แจ่มแจ้งกันเลยตรงนี้ เมื่อทรั้มพ์กับแว้นซ์อ้างว่าได้พยายามช่วยยูเครนอยู่ขณะนี้ จนสมควรที่เซเล็นสกี้ต้องขอบคุณเป็นการส่วนตัว” นั่น

“มีเหตุชวนให้สงสัยหลายอย่าง” ไมเคิลตั้งแง่ว่าควรที่เซเล็นสกี้จะต้องขอบคุณละหรือ “๑.ทีมทรั้มพ์บอกกับยูเครนว่าจะต้องยอมยกดินแดนบางส่วนให้รัสเซีย ๒.ห้ามยูเครนเข้าไปเป็นสมาชิกนาโต้ ๓.แล้วถ้าจะมีกองกำลังรักษาสันติภาพในยูเครนละก็

สหรัฐ (ของทรั้มพ์) ขอไม่เอาด้วยนะ ๔.ทีมทรั้มพ์แย้มว่าจะลดจำนวนทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ในยุโรปด้วย (และที่สำคัญ) ๕.เซเล็นสกี้ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ในยูเครนก่อนจะมีการเจรจายุติสงคราม (หมายถึงเซเล็นสกี้ต้องลาออกก่อนน่ะ)”

ยังมีอีกหลายข้อที่แสดงว่ารัฐบาลทรั้มพ์ได้เอายูเครนใส่พานถวายให้ปูตินไปเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งการโหวตคัดค้านญัตติในสหประชาชาติที่ประณามรัสเซียต่อการรุกรานยูเครน ซึ่งจอห์น โบลตัน อดีตทูตอเมริกันประจำยูเอ็น บอกว่า

เป็นการพลิกธรรมเนียมปฏิบัติของสหรัฐอย่างน่าละอายยิ่ง “นี่ร่างในหลุมศพของ รอแนลด์ เรแกน จะต้องสะดุ้งแน่ๆ ที่มีประธานาธิบดีสหรัฐไว้เนื้อเชื่อใจปูตินขนาดนี้”

(https://www.newsnationnow.com/reagan-turning-over-in-his-grave-bolton-on-trump, https://x.com/McFaul/status/1895620569787482517 และ https://x.com/status/1895734273757626448?s=49&t) 

การเจรจาของทรัมป์ เซเลนสกี ล่มภายใน 10 นาที ได้อย่างไร ?



บีบีซี นิวส์ รายงานจากทำเนียบขาว
1 มีนาคม 2025

โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดีของยูเครน หวังว่าจะออกจากทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) ด้วยการเจรจาที่เป็นไปในทิศทางที่ดีกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และปิดท้ายการเจรจาด้วยการลงนามข้อตกลงแร่ธาตุที่จะทำให้สหรัฐฯ มีส่วนได้ส่วนเสียในอนาคตของประเทศยูเครน หรือไม่ก็อาจถึงขั้นได้รับการรับประกันความมั่นคงอย่างสมบูรณ์อีกด้วย

แต่กลับกลายเป็นว่า โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ต้องเผชิญกับการตำหนิอย่างรุนแรงต่อหน้าสื่อทั่วโลก หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์และรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ เรียกร้องให้เขาแสดงความขอบคุณอีกครั้งต่อการสนับสนุนของสหรัฐฯ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีของยูเครนโต้แย้งกับข้อเสนอแนะจากพันธมิตรที่มีอำนาจมากกว่าของยูเครนที่ระบุว่า เซเลนสกีควรทำงานอย่างมุ่งมั่นในการเจรจาเพื่อตกลงหยุดยิงกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย โดยทรัมป์และแวนซ์ ต่างบอกว่าเซเลนสกีกำลัง "ไม่ให้เกียรติ" พวกเขา

ยิ่งไปกว่านั้น เซเลนสกี ถูกแจ้งให้ออกจากทำเนียบขาวก่อนเวลาที่เขาและทรัมป์จะได้ขึ้นเวทีแถลงข่าวตามกำหนดการ

และข้อตกลงแร่ธาตุซึ่งได้รับการติดตามและได้รับคำชื่นชมจากทั้งสองฝ่ายในสัปดาห์นี้กลับไม่ได้รับการลงนาม "กลับมาเมื่อคุณพร้อมสำหรับสันติภาพ" ทรัมป์เขียนบนโซเชียลมีเดียไม่นานก่อนที่รถของเซเลนสกีจะออกจากทำเนียบขาว

มีจุดชนวนความขัดแย้งสำคัญหลายจุดในการประชุมครั้งนี้ และนี่คือ 4 จุดที่รุนแรงมากที่สุดและมีประเด็นทางการเมืองและความรู้สึกอยู่ในเบื้องหลัง

1) อารมณ์ฉุนเฉียวที่ปะทุขึ้นระหว่างเซเลนสกีกับแวนซ์

แม้ว่าจะมีการพูดคุยกันอย่างเป็นกันเองและเป็นทางการนานครึ่งชั่วโมงในช่วงเริ่มต้น แต่ความตึงเครียดก็เริ่มปะทุขึ้นในห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ในทำเนียบขาว เมื่อแวนซ์กล่าวว่า "เส้นทางสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองอาจน่าดึงดูดในทางการทูต"

"นั่นคือสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังทำอยู่" แวนซ์กล่าว

เซเลนสกีพูดแทรก โดยอ้างอิงถึงการรุกรานของรัสเซียในช่วงหลายปีก่อนการรุกรานเต็มรูปแบบเมื่อสามปีก่อน รวมถึงข้อตกลงการหยุดยิงที่ล้มเหลวในปี 2019 "ไม่มีใครหยุดเขาได้" เซเลนสกีกล่าวถึงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย

"คุณกำลังพูดถึงการทูตประเภทไหน เจดี คุณหมายถึงอะไร" เขากล่าว

จากนั้นการตอบโต้ระหว่างทั้งสองคนก็ตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยแวนซ์ตอบว่า "ประเภทที่จะยุติการทำลายล้างประเทศของคุณ"

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวหาเซเลนสกีว่าไม่ให้เกียรติและได้ "ฟ้องร้อง" สถานการณ์นี้ต่อหน้าสื่ออเมริกัน

การที่แวนซ์ปกป้องแนวทางของทรัมป์ในการยุติสงครามด้วยการเปิดการสื่อสารกับปูตินและผลักดันให้มีการหยุดยิงโดยเร็วเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความตึงเครียดระหว่างพวกเขากับผู้นำยูเครนทวีความรุนแรงมากขึ้น

2) 'อย่ามาบอกเราว่าเราจะรู้สึกอย่างไร'

หลังจากที่แวนซ์ท้าทายประธานาธิบดีของยูเครนเกี่ยวกับปัญหาที่เซเลนสกีมีกับกองทัพและการเกณฑ์ทหาร เซเลนสกีตอบว่า "ในช่วงสงคราม ทุกคนต่างก็มีปัญหา แม้แต่ตัวคุณ แต่คุณมีมหาสมุทรที่สวยงามและแม้คุณจะไม่รู้สึกถึงมันในตอนนี้ แต่คุณจะเห็นมันในอนาคต"

ความคิดเห็นดังกล่าวทำให้ทรัมป์หงุดหงิดและดึงทรัมป์เข้าสู่การปะทะ ที่ก่อนหน้านี้จำกัดอยู่แค่ระหว่างเซเลนสกีและรองประธานาธิบดีเท่านั้น

สิ่งนี้คือการที่ผู้นำยูเครนบอกเป็นนัยว่า ทรัมป์ล้มเหลวในการเข้าใจถึงความเสี่ยงทางศีลธรรมในการจัดการกับผู้รุกรานในสงคราม

ข้อความของเซเลนสกีเน้นย้ำถึงสิ่งที่นักวิจารณ์กล่าวว่าเป็นการคำนวณผิดพลาดขั้นพื้นฐานของทรัมป์ในการจัดการกับรัสเซีย นั่นคือการยุติการแยกตัวของรัสเซียและแสวงหาการหยุดยิงโดยเร็ว ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้ปูตินกล้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้ยุโรปอ่อนแอลงและเปิดช่องให้ประเทศยูเครนถูกกลืนกิน

ทรัมป์มักจะบอกว่าสงครามเป็นความขัดแย้งแบบสองขั้วระหว่างสองประเทศโดยทั้งรัสเซียและยูเครนควรแบกรับภาระและคำกล่าวโทษของการสู้รบและสาเหตุการสู้รบ

แต่เซเลนสกีพยายามเตือนถึงผลอันเลวร้ายที่อาจตามมาจากการมีแนวคิดเช่นนี้ ซึ่งผู้นำยูเครนได้บอกกับทรัมป์โดยตรงในห้องทำงานรูปไข่ว่า ยอมประนีประนอมกับรัสเซียแล้วสงครามจะมาหาคุณเอง

สิ่งนี้กระตุ้นให้ทรัมป์ตอบโต้ครั้งที่รุนแรงที่สุด "อย่ามาบอกเราว่าเราจะรู้สึกอย่างไร คุณไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมาบอกเราว่าจะรู้สึกอย่างไร" เขากล่าวด้วยเสียงที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ

"ตอนนี้คุณไม่มีไพ่ที่เหนือกว่าในมือ" เขากล่าวกับเขา "คุณเอาชีวิตของคนนับล้าน ๆ มาเป็นเดิมพัน"

การโต้ตอบครั้งนี้อาจทำให้เซเลนสกีได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ที่ต้องการเห็นเขายืนหยัดเผชิญหน้ากับทรัมป์ แต่การตอบโต้ครั้งนี้ก็อาจตัดสินยุคสมัยของสงครามและสันติภาพในยุโรปได้เช่นกัน

3) ทรัมป์สวนกลับ 'คุณไม่เคยอยู่อย่างโดดเดี่ยว'

ในช่วงหนึ่งของการสนทนา เซเลนสกี กล่าวว่า "ตั้งแต่เริ่มต้นสงคราม เราอยู่ตัวคนเดียวและเราก็รู้สึกขอบคุณ"

เรื่องนี้ทำให้ทรัมป์ฉุน เนื่องจากทรัมป์เคยกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสงครามเป็นภาระต่อผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน

"คุณไม่เคยอยู่อย่างโดดเดี่ยว" ทรัมป์กล่าว "คุณไม่เคยอยู่อย่างโดดเดี่ยว เรามอบเงินให้คุณ 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผ่านทางประธานาธิบดีโง่ ๆ คนนี้" ทรัมป์อ้างถึงไบเดน

จากนั้นแวนซ์ก็ถามว่าเซเลนสกีได้ขอบคุณสหรัฐฯ ระหว่างการพูดคุยหารือหรือไม่ และกล่าวหาว่าเซเลนสกีหาเสียง "ให้ฝ่ายค้าน" คือพรรคเดโมแครตในช่วงการเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว

ความคิดเห็นดังกล่าวเป็นการอ้างถึงการที่เซเลนสกีไปเยี่ยมโรงงานผลิตอาวุธในเมืองสแครนตัน รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ชาวอเมริกันจะเดินทางไปลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา

พรรครีพับลิกันไม่พอใจกับการเยือนครั้งนี้ โดยกล่าวหาว่า เซเลนสกี เปลี่ยนการเยือนครั้งนี้ให้กลายเป็นกิจกรรมหาเสียงของพรรคการเมืองในนามของนางกมลา แฮร์ริส ในรัฐสมรภูมิ

นี่คือความขัดแย้งอันขมขื่นของการเมืองภายในที่แบ่งแยกกันของสหรัฐฯ ซึ่งหลั่งไหลเข้ามามีผลในช่วงเวลาสำคัญของอนาคตด้านความมั่นคงระดับโลก

"ได้โปรดเถอะ ถ้าคุณคิดว่าจะพูดแค่เรื่องสงครามออกมาด้วยเสียงดัง ๆ" เซเลนสกีเริ่มพูด แต่ทรัมป์กลับขัดจังหวะเขา

"เขาไม่ได้พูดเสียงดัง" ทรัมป์สวนกลับอย่างหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด "ประเทศของคุณกำลังมีปัญหาใหญ่"

"คุณไม่ได้กำลังชนะ คุณไม่ได้จะชนะเรื่องนี้" ทรัมป์กล่าว "คุณมีโอกาสดีมากที่ออกมาจาก สงครามแบบยังพอโอเค เพราะพวกเรา"

4) เซเลนสกีโต้กลับ 'แล้วต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง ?'

"การทำข้อตกลงแบบนี้จะเป็นเรื่องยากมาก" ทรัมป์กล่าว "มันจะเป็นข้อตกลงที่ยากจะทำได้ เพราะต้องไปเปลี่ยนทัศนคติก่อน"

ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีตำหนิเซเลนสกี โดยดูโกรธเคืองกับสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็น "ทัศนคติ" ของเซเลนสกี

"แค่พูดคำว่าขอบคุณก็พอ" แวนซ์เรียกร้องในจุดหนึ่ง

คำตอบของเซเลนสกี ซึ่งเป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงของชายผู้มีอำนาจมากกว่าทั้งสองคนและโต้แย้งในมุมมองของเขา ดูเหมือนจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของการพูดคุยในสถานการณ์ดังกล่าว

เซเลนสกีใช้เวลาสามปีในการปกป้องประเทศของเขาจากการรุกราน ขณะเดียวกันก็พยายามรักษาสังคมและสถานะการเป็นผู้นำทางการเมืองเอาไว้ ซึ่งปูตินพยายามจะทำลาย

แต่ภาพเบื้องหลังกล้องโทรทัศน์ที่บันทึกความเป็นไปในห้องนี้ ยังมีภาพอีกภาพหนึ่งที่ปรากฏในห้อง นั่นคือ ออคซานา มาร์กาโรวา เอกอัครราชทูตของยูเครนประจำกรุงวอชิงตัน ซึ่งเอามือปิดหน้าขณะที่การโต้เถียงทวีความรุนแรงขึ้น

นี่เป็นภาพที่สรุปจุดยืนทางการทูตของเซเลนสกีและความสัมพันธ์กับมหาอำนาจที่สนับสนุนเขาอย่างน้อยก็จนถึงตอนนี้ ในความพยายามเพื่อที่จะขับไล่รัสเซีย

การยืนหยัดต่อต้านทรัมป์เหมือนที่เซเลนสกีทำเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา อาจหมายถึงการพ่ายแพ้ต่อปูตินในที่สุด

วิเคราะห์: ความขัดแย้งระหว่างทรัมป์และเซเลนสกีสื่อถึงวิกฤตครั้งใหญ่ของนาโต

ความสัมพันธ์ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์และโวโลดิมีร์ เซเลนสกี อยู่ในจุดที่แย่พอแล้วก่อนที่จะมีการโต้เถียงกันในห้องทำงานรูปไข่

ทรัมป์เรียกเซเลนสกีว่าเป็นเผด็จการและกล่าวหาว่ายูเครนเป็นฝ่ายเริ่มสงคราม ซึ่งเป็นเรื่องโกหก

ปัจจุบันสถานะความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ และยูเครน ซึ่งอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ดูแลประคับประคองมากำลังพังทลายลง

การปะทะกันระหว่างผู้นำต่อหน้าสาธารณะยังส่งสัญญาณถึงวิกฤตครั้งใหญ่ที่กำลังใกล้เข้ามาระหว่างประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ในยุโรปและสหรัฐฯ

จะมีข้อสงสัยและคำถามอีกมากมายเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อความมั่นคงของยุโรปนอกเหนือจากประเทศยูเครน ทั้งนี้ประเด็นที่ใหญ่ที่สุดคือ ประธานาธิบดีทรัมป์จะรักษาสัญญาที่แฮร์รี ทรูแมน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ไว้ในปี 1949 หรือไม่ ว่าการโจมตีต่อพันธมิตรของสหรัฐฯอย่างนาโตเป็นการโจมตีอเมริกา

ความกังวลดังกล่าวมีต้นตอมาจากสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความตั้งใจของทรัมป์ที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีกับประธานาธิบดีของรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน

ทรัมป์ได้กดดันยูเครนอย่างหนัก ในขณะที่กำลังเสนอข้อตกลงประนีประนอมครั้งใหญ่แก่ปูติน ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยูเครนต้องยอมทำ

ความสำคัญต่อสหรัฐฯ ในเรื่องความมั่นคงของยูเครนกำลังตกต่ำลง และประเทศในยุโรปก็กำลังกังวลถึงความมั่นคงของประเทศพวกเขาเช่นกัน

การที่ประธานาธิบดีเซเลนสกีปฏิเสธที่จะทำตามข้อตกลงดังกล่าว ทำให้ทรัมป์โกรธแค้นมาก

ไม่ใช่แค่ข้อตกลงด้านแร่ธาตุเท่านั้นที่ยูเครนปฏิเสธที่จะลงนาม ชาวยูเครนยังเชื่อด้วยว่าพวกเขาทนอยู่ในสงครามเพื่อความอยู่รอดของชาติ โดยปูตินจะผิดสัญญาที่จะยุติสงครามหากเขาไม่ถูกยับยั้ง นั่นเป็นเหตุผลที่เซเลนสกีขอการรับประกันความปลอดภัยจากสหรัฐฯ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การประชุมดังกล่าว เกิดการโต้เถียงกันขึ้น หลังจากที่รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ เข้ามาแทรกแซง

ตอนนี้มีความสงสัยว่าการทะเลาะกันในที่สาธารณะครั้งนี้ ตามคำพูดของผู้สังเกตการณ์ทางการทูตคนหนึ่ง อาจเป็นการวางแผนโจมตีทางการเมืองเพื่อบังคับให้เซเลนสกีทำตามคำสั่งของสหรัฐฯ หรือเพื่อเร่งให้เกิดวิกฤตการณ์ที่ทำให้พวกเขาสามารถโยนความผิดให้เซเลนสกีได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

หากทรัมป์ระงับความช่วยเหลือด้านการทหารหลังจากการพูดคุยเจรจาที่ล้มเหลว ยูเครนก็จะยังคงสู้ต่อไป แต่คำถามคือ การสู้นั้นจะมีประสิทธิภาพและสู้ได้อีกนานแค่ไหน

แรงกดดันจะเพิ่มเป็นสองเท่าต่อพันธมิตรในยุโรปเพื่อรับช่วงต่อในการช่วยเหลือยูเครน

https://www.bbc.com/thai/articles/cdjyll87kp7o



‘Why Don’t You Wear a Suit?’ เมื่อ เซเลนสกี ถูกนักข่าว Maga ถามเรื่อง "เสื้อผ้าหน้าผม" ผู้ถามคือ Brian Glenn จาก Real America's Voice

Brian Glenn is fast becoming one of Mr Trump’s favourite reporters
https://www.facebook.com/watch/?v=536138688954181




 https://x.com/Saida_Zahidova/status/1895736154332545114



ที่ทรัมป์พูดถึงเซเลนสกี้ว่ายังไม่พร้อมสำหรับสันติภาพ อันนี้ไม่น่าใช่ ถ้ายูเครนไม่สู้ก็จะไม่มียูเครนอีก ถ้าจะมีสันติภาพมันก็ควรมีสันติภาพที่เขาอยู่ได้ ไม่ใช่สันติภาพที่ไร้สงครามแต่ว่ายูเครนไม่เหลืออะไร


Noi Thamsathien 
5 hours ago
·
เราไม่ได้เป็นคนทำงานสันติภาพ เป็นแค่คนในแวดวงสื่อที่เข้าไปเกี่ยวพันนิดๆหน่อยๆ ติดลมบนมาจากการตามเรื่องภาคใต้ก็เลยได้เก็บเกี่ยวไอเดียมาเล็กน้อย พอมาเจอเรื่องทรัมป์กับเซเลนสกี้ และได้เห็นอินฟลูไทยบางคนโดนตกด้วยประโยคง่ายๆของทรัมป์ที่ว่า เซเลนสกี้ไม่เอาสันติภาพ มันทำให้เราเชื่อว่าส่วนหนึ่งของสังคมไทยยังคงไม่เข้าใจเรื่องนี้แม้ว่าจะอยู่กับความขัดแย้งในสามจังหวัดมาเนิ่นนานยี่สิบกว่าปี

เราอยากยกตัวอย่างเรื่องภาคใต้สักนิด แน่นอนทุกคนอยากให้เกิดความสงบ อยากกลับไปทำมาหากิน มีชีวิตธรรมดา แต่มีความสงบไม่ได้แปลว่ามีสันติภาพ สงบคือไม่มีเหตุ แต่ความขัดแย้งอาจจะยังคุกรุ่นอยู่ภายในรอวันปะทุใหม่ สงบแบบนี้มักได้มาด้วยการปราบ ในสามจังหวัด เราก็ปราบกันมาตั้งแต่วันแรก ใช้กฎอัยการศึก พรก.ฉุกเฉิน ทุ่มงบทุ่มคน ตายไปเยอะทั้งจนท.และชาวบ้าน แต่ทำไมถึงมีเสียงเรียกร้องว่า อันนี้ไม่พอ ต้องสร้างสันติภาพ เขาบอกว่ามันหมายถึงเราต้องคลี่คลายความขัดแย้ง ความไม่พอใจ ให้คู่กรณีไปคลายปมกันให้ได้ การปราบทำให้เกิดความสงบ แต่นั่นคือกดฝ่ายหนึ่งลงไปจมดิน กำจัดให้สิ้นจนไม่อาจแสดงฤทธิ์เดชได้ มันก็อาจจะสงบจริง แต่เชื้อไฟมันยังอยู่ มันจะลุกโชนขึ้นมาได้อีกเมื่อปัจจัยมันพร้อม เหมือนกับเมื่อยี่สิบปีที่แล้วที่มันโผล่มาหลังจากที่ก่อนหน้านั้นมันเงียบไปจนทุกคนนึกว่ามันหมดไปแล้ว ส่วนถ้าทำสิ่งที่เขาเรียกกันว่าใช้กระบวนการสันติภาพ มันคือต่อรอง ไม่มีใครได้เต็มร้อยหรือเสียหมดหน้าตัก ส่วนว่าจะเจอกันตรงไหนก็ไปต่อรองกันเอา นั่นคือผลลัพท์สองฝ่ายต้องพอใจจะได้อยู่ด้วยกันได้ต่อไปไม่ต้องลุกขึ้นมาฆ่ากัน นี่ก็คือสิ่งที่ทรัมป์เสนอ ซึ่งมันดี และในกระบวนการต่อรองเพื่อจะทำดีลนี้ คนกลางต้องวิ่งไปมาระหว่างสองฝ่ายช่วยหาจุดที่จะพบกันได้ อาจจะต้องมาเจอกันซึ่งหน้าเพื่อคุยกันด้วย ฯลฯ ซึ่งทรัมป์ก็บอกว่ากำลังทำ เพียงแต่ทรัมป์ไปฟังปูตินมากไป แสดงท่าทีกดเซเลนสกี้มากไป กลายเป็นตัวแทนปูตินมากดดันยูเครน ไม่ได้เป็นตัวกลาง การกดเซเลนสกี้ก็มีตั้งแต่สภาพเวลาเจอหน้ากัน ไปจนถึงเรื่องการกดดันอย่างอื่น หลังสุดนี่ประกาศมาแล้วหยุดช่วยเหลือทุกด้าน นี่ก็บีบเช่นกันโดยอ้างว่าเซเลนสกี้ไม่เอาสันติภาพ

ที่ทรัมป์พูดถึงเซเลนสกี้ว่ายังไม่พร้อมสำหรับสันติภาพ เราว่าอันนี้ไม่น่าใช่ ยูเครนสู้เพื่อปกป้องตัวเองจากรัสเซีย เขาไม่ได้ต้องการสงครามแต่แรก คนเริ่มสงครามคือรัสเซีย จะเพราะอะไรนั้น ถ้าจะใช้การเจรจาก็ต้องไปว่ากัน แต่ไม่ใช่ไปกดยูเครนว่า ต้องหยุดยิงวันนี้ ถ้าไม่หยุดยิงวันนี้คือคุณไม่เอาสันติภาพ ถ้าเขาไม่เอาสันติภาพเขาจะบินไปวอชิงตันทำไม แต่ที่เซเลนสกี้ถามว่า จะมีอะไรการันตีเพราะก่อนหน้านี้เคยทำข้อตกลงหยุดยิงกันไปแล้ว ตกลงแลกนักโทษกัน แต่รัสเซียไม่เคารพข้อตกลง ถ้าไปอ่านดูจะพบว่า ยูเครนบอกว่ารัสเซียอาศัยการหยุดยิงเป็นการพักเบรคเอาแรงแล้วฉวยโอกาสนั้นตีเอาดินแดนเพิ่ม ด้วยเหตุนี้การหยุดยิงมันจึงไม่มีความหมาย คำถามนี้มันจึงชอบธรรมอย่างยิ่ง นี่แหละ การต่อรองหยุดยิงมันจึงเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเส้นแบ่งระหว่างความจริงใจว่าจะทำจริงๆกับการหลอกกันมันบางมาก กรณีของภาคใต้ก็จะมีปัญหาคล้ายกัน ดังนั้นเราว่ามันหยาบไปที่จะบอกว่าเซเลนสกี้ไม่เอาสันติภาพ การยุติการสู้รบเป็นประโยชน์กับยูเครน ประเทศสู้สงครามมาขนาดนี้ ต้องตากหน้าขอความช่วยเหลือประเทศต่างๆ และเราต่างก็รู้กันว่า ไม่มีใครให้อะไรใครฟรีๆหรอก ทุกคนล้วนหวังประโยชน์จากเราทั้งสิ้น มันขึ้นอยู่กับว่าจะยอมเสียอะไร ทางออกของยูเครนตอนนี้มีไม่มากเลยจริงๆ เผลอๆจะจบลงแบบเศร้ามากด้วย หรือไม่ก็อาจต้องให้คนอื่นไปดีลไม่ใช่เซเลนสกี้ ทำให้มีคำถามว่าจะเกิดการเปลี่ยนตัวผู้นำเอาคนที่้ ‘เชื่อง’ กับเมกามากกว่านี้มั้ย

เราไปอ่านของนักการทหารตต.บางคนเขาบอกว่า อันที่จริงคนที่ได้ปย.จากสงครามยูเครนคืออุตสาหกรรมอาวุธในสหรัฐฯนั่นแหละ ไม่ใช่อื่นใด เงินจากกระเป๋าหนึ่งหมุนออกไป ไหลกลับไปเข้าอีกกระเป๋าหนึ่ง ในขณะที่ชีวิตคนในสนามรบตกตายไป บ้านเมืองย่อยยับ แต่ถ้ายูเครนไม่สู้ก็จะไม่มียูเครนอีก แต่คนก็ตายไปมากแล้ว ถ้าจะมีสันติภาพมันก็ควรมีสันติภาพที่เขาอยู่ได้ ไม่ใช่สันติภาพที่ไร้สงครามแต่ว่ายูเครนไม่เหลืออะไร อันนั้นมันย่อมไม่ใช่สันติภาพที่เขาจะต่อรอง

https://www.facebook.com/photo/?fbid=2894536980712804&set=a.314073345425860
.....


Noi Thamsathien
21 hours ago
·
ตื่นเช้ามาตกตะลึงเพราะคลิปที่อีลอน มัสค์โพสต์ไว้ เป็นฉากการปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างป.ทรัมป์ รองของเขาคือวานซ์ กับป.เซเลนสกี้ของยูเครน ต่อหน้าต่อตานักข่าวในระหว่างการแถลงในทำเนียบขาว เดือดชนิดที่ว่าทูตยูเครนถึงกับนั่งกุมขมับ ดีลทุกอย่างล้วนพังครืนค่ะ
เซเลนสกี้ไปไวท์เฮาส์หนนี้คือเพื่อลงนามในข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯกับยูเครนเรื่องลงทุนร่วมในเหมืองแร่ในยูเครน มันเป็นดีลที่เอาจริงๆคือสหรัฐฯจะไปลงทุนในยูเครน ยูเครนได้เงินไปสหรัฐฯได้ของ สหรัฐฯก็ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายให้แบบเปล่าๆแบบที่ทรัมป์ชอบพูด ความเข้าใจของเราคือนี่เป็นดีลตั้งต้นที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพหยุดสงครามรัสเซียกับยูเครน แต่แน่นอนว่าดีลข้อตกลงเหมืองแร่ก็ล่ม เรื่องที่ใหญ่กว่าคือที่สหรัฐฯเสนอตัวจะไกล่เกลี่ยสร้างสันติภาพระหว่างยูเครนกับรัสเซียก็ล่มไปพร้อมๆกันด้วย ทรัมป์ออกแถลงการณ์ว่าเซเลนสกี้ไม่ใช่คนที่จะทำงานด้วยได้
เราอยากให้ไปดูคลิป เชื่อว่าบรรดาสำนักข่าวคงเอามาเปิด ดูแล้วก็แล้วแต่จะตีความกันไป เพราะนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนอเมริกันซึ่งกำลังสอยกันเองอย่างดุเดือดไม่แพ้กัน แฟนคลับมัสค์กับทรัมป์มองเห็นผู้นำที่เข้มแข็งเด็ดขาด แฟนคลับเซเลนสกี้มองเห็นคนกร่างสองคนไล่ทุบอีกคน
มองผ่านแว่นของเรา เราเห็นทรัมป์กับรองป.ที่เสียงดังมากและใช้คำพูดที่แรงแบบที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีการพูดกับคนระดับผู้นำประเทศแบบนี้ได้ ไม่ว่าเขาคนนั้นจะมีสถานะด้อยกว่าคุณแค่ไหนก็ตาม ถ้าอยู่กันในที่ลับก็ยังพอว่า แต่นี่คือต่อหน้าสื่อ คือเซเลนสกี้พยายามตั้งคำถามว่า ยูเครนเคยทำข้อตกลงหยุดยิงกับรัสเซียมาแล้ว มีข้อตกลงแลกเปลี่ยนนักโทษกันด้วย แต่รัสเซียไม่ทำตาม วานซ์สวนทำนองว่าสหรัฐฯพยายามช่วยนะ แต่คุณกลับไม่ขอบคุณเราแม้แต่คำเดียว มาแสดงความดูแคลนกันถึงในบ้าน เซเลนสกี้บอกว่าขอบคุณเยอะแยะแล้ว มีคำถามโยนกลับไปกลับมา ทรัมป์กระโดดเข้าร่วมวงด้วย พูดใส่หน้าเลยว่า คุณ(หรือจริงๆควรใช้คำอื่น) น่ะไม่มีทางเลือกแล้ว พูดแบบมะนาวไม่มีน้ำก็ต้องบอกว่า จนตรอกแล้วนะ หยิบยื่นให้ขนาดนี้ยังไม่เอารึ แล้วจริงๆ เซเลนสกี้เถียงไม่ทันหรอกเพราะสองคนนั้นเสียงดังกว่า แถมภาษาอก.ด้วย
นักข่าวซีเอ็นเอ็นบอกว่าตลอดเวลานั้นทุกคนในห้องเงียบกริบ จบแถลงข่าวทรัมป์กับทีมแยกไปประชุมแล้วบอกว่าเลิกดีล ทีมเซเลนสกี้ไปอยู่อีกห้อง อาหารมารอในห้องข้างๆ แต่พวกเขาออกจากทำเนียบขาวไปไม่ได้กิน นักข่าวซีเอ็นเอ็นบอกว่า จริงๆคือทีมเมกาไปบอกให้ออกจากทำเนียบขาว คือหส.มาก
คือท้ายที่สุดแล้วนี่เป็นเรื่องของการทำดีลหาข้อตกลงหยุดยิงสร้างสันติภาพ แต่ทรัมป์ดันเริ่มผิดคีย์ ผิดข้อเท็จจริงไปเยอะมาก ตั้งแต่แรกบอกว่ายูเครนบุกรัสเซีย เซเลนสกี้เป็นเผด็จการ และบ่นเรื่องสหรัฐฯสนับสนุนมากไปไม่ได้อะไรกลับ กดดันยูเครน คือเป็นท่าทีบุลลี่คนที่ไม่ได้เริ่มสงครามให้ต้องจำยอม ท่าทีแบบนี้จะเป็นคนไกล่เกลี่ยสันติภาพได้ไง ท่าทีแบบนี้ทำให้บรรดาผู้นำยุโรปเรียกประชุมฉุกเฉินกัน ยุโรปถือว่าปัญหาสงครามยูเครนเป็นแกนกลางของเสถียรภาพยุโรป ทุกคนมองรัสเซียเป็นผู้รุกรานได้คืบจะเอาศอก ถ้าตียูเครนเสร็จขยายวงแน่นอน ยุโรปจึงต้องถามใจตัวเองว่าพันธมิตรอย่างสหรัฐฯจะแนบแน่นกันไปได้สักกี่น้ำ นั่นเป็นที่มาที่เราเห็นผู้นำยุโรปบอกว่าเราต้องสร้างศักยภาพทางทหารให้ตัวเองเพื่อจะพึ่งตัวเองให้ได้ จริงๆท่าทีของทรัมป์เรื่องยูเครนน่าจะทำให้หลายประเทศที่หวังพึ่งสหรัฐฯเรื่องพันธมิตรด้านความมั่นคงหนาวไปทั่ว รวมไปถึงญี่ปุ่นด้วยแน่ๆ เราเองอยากเดาว่าในอนาคตอาจจะพากันหันไปสร้างศักยภาพทางทหารกันอีกก็ได้ แต่ยุโรปก็ส่งผู้นำฝรั่งเศสคือมาครองไปคุยกับทรัมป์ สองคนนี้เขาเหมือนแพ้ทางกัน เราดูคลิปพวกเขาแถลงข่าววันก่อนแล้วก็ยอมรับว่ามาครองฮีเก่ง แต่ว่าถ้าเทียบกันแล้วเราว่าทรัมป์กับแกนนำรัฐบาลสหรัฐฯชุดนี้ไม่ชอบเซเลนสกี้ มีท่าทีใช้อำนาจคือกดอย่างเห็นได้ชัดเพราะสถานะประเทศคนละชั้นกัน
เรื่องสร้างสันติภาพใช้วิธีแบบนี้ไม่น่าจะได้ การไปบอกฝ่ายที่เขาต่อสู้เพื่อรักษาตัวเองว่าพวกคุณต้องยอม พูดจาเป็นตัวแทนฝ่ายรุกราน กดเขา แบบนี้ฝ่ายที่เขารู้สึกว่าถูกกดย่อมไม่เชื่อใจ ไม่คิดว่าคุณจะเป็นกลางทำให้ได้ดีลที่เขาได้ประโยชน์จริง เซเลนสกี้ไม่ผิดที่จะถามว่า หนนี้จะมีอะไรการันตี หนที่แล้วทำข้อตกลงไปแล้วรัสเซียไม่ทำตาม มันเป็นคำถามพื้นๆ แล้วสิ่งที่โลกต้องการไม่ใช่แค่ข้อตกลงหยุดยิงแต่ต้องเป็นการตกลงที่จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรี ความเสียหายของเขาได้รับการชดเชย มันจึงจะการันตีสังคมรอบข้างคือยุโรปรวมทั้งสังคมโลกได้ว่ารัสเซียจะเคารพดินแดนคนอื่น การริเริ่มของทรัมป์มันจึงพลาดตั้งแต่ก้าวแรกแล้ว เห็นภาษากายและภาษาที่ใช้กับเซเลนสกี้ก็รู้ว่านี่คือกลุ่มคนที่คิดว่าตัวเองใหญ่แล้วจะบีบให้คนอื่นทำอะไรก็ได้ ใครที่คิดจะเป็นแกนกลางแก้ปัญหาความขัดแย้งใช้ท่าทีแบบนี้มันไปต่อยาก คนที่เขาแม้จะรู้ว่าจะแพ้ก็คงสู้จนตัวตาย คือมันมีคนจำนวนหนึ่งที่จะยอมตายอย่างมีศักดิ์ศรีดีกว่าอยู่ได้แต่ต้องยอมศิโรราบ เราว่าสำหรับคนที่มองหาภูมิปัญญาในการสร้างสันติภาพ เจอเคสนี้เข้าไปคงกุมขมับแบบทูตยูเครน
แต่สิ่งที่ทรัมป์ทำกับเซเลนสกี้กำลังโดนวิพากษ์อย่างหนัก รวมทั้งจากคนในพรรคเดียวกัน ดังนั้นสี่ปีนี้เราว่าเมกาคงวุ่นแต่กับการจัดระเบียบใหม่ในบ้านและยากจะไปแสดงบทบาทอันใดที่มีนัยให้กับโลกได้ อันเดียวที่ทำได้ก็น่าจะเป็นการตีฝุ่นให้ฟุ้งแหละ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=2893901227443046&set=pcb.2893907827442386
.....





Why should Americans care about the war in Ukraine? Do you know 90% of Ukraine aid spending stays in the U.S., creating thousands of jobs. Virtually all the munitions Ukraine is most reliant upon are fully built in the U.S.



90% of Ukraine aid spending stays in the U.S., creating thousands of jobs

Although some may claim U.S. aid vanishes into a cesspool of unchecked Ukrainian corruption, one study has shown that 90% of Ukraine aid dollars are not actually sent to Ukraine after all. Rather, these funds stay in the U.S., where leading defense contractors have invested tens of billions in over 100 new industrial manufacturing facilities, creating thousands of jobs across at least 38 states directly, with vital subcomponents sourced from all 50 states.

Virtually all the munitions Ukraine is most reliant upon are fully built in the U.S., ranging from javelins made in Alabama, to Guided Multiple Launch Rocket Systems (GMLRS) made in West Virginia, Arkansas, and Texas. Not forgetting the smaller-ticket items such as night-vision gear, medical supplies, and small-arms ammunition, all made in the U.S. Any additional Ukraine aid would likely only help the U.S. economy even more, since previous weapons shipments were largely drawdowns of musty old stockpiles and existing inventories rather than new supplies.

The Ukraine conflict has revitalized NATO, lessening the relative economic burden on the U.S.

Though Trump has complained for years that the European countries are not contributing their fair share to NATO—a common gripe of President Obama’s as well—and despite Trump’s threats to let “Russia do whatever the hell they want” to NATO free-riders, Trump largely failed in his quest to get the E.U. countries to contribute meaningfully more to their own defense, and ironically, only Putin has been able to succeed where Trump failed.

The degree to which Europe is now stepping up to the plate after Putin’s invasion of Ukraine and sharing the burden with the U.S. is striking. Prior to Putin’s invasion of Ukraine, only two European countries spent more than 2% of their GDP on defense spending. Now, 11 NATO members spend more than 2% of their GDP on defense, with some members such as Poland spending even more than the U.S. as a percentage of GDP. At least six European countries increased their defense spending by over 10% last year alone, including some by up to 30%.

Furthermore, although, under Trump, the U.S. spent over twice of what the rest of NATO spent on their own defense, combined; now, Europe’s financial commitments toward Ukraine exceed that of the U.S., with European aid especially invaluable over the last month as the U.S. funding spigot dried up, with some countries such as Estonia setting aside half their defense budget for Ukraine. This is not to mention the addition of new members paying their own way such as Finland, with Sweden soon to follow.

Source: TIME
https://time.com/6694915/ukraine-aid-bill-what-united-states-gains/





https://x.com/NikkiHaleyHQ/status/1895539419035443665



ถ้ายังงงกับจุดยืนของทรัมป์ กรณี ยูเครน ดูคลิปนี้ อธิบายจุดยืนของทรัมป์เกี่ยวกับยูเครนใน 2 นาที




https://x.com/EuromaidanPress/status/1895549720795189442




#ยืนหยุดทรราชxนิรโทษกรรมประชาชนw119 1 มีนาคม 2568 ปล่อยขนุนมาเรียนหนังสือ ก้องต้องได้สอบ ปล่อยอานนท์มาหาลูก ปล่อยเก็ทมาหาพ่อแม่ นิรโทษกรรมนักโทษการเมือง

https://www.facebook.com/watch/?v=1361135925317523

https://www.facebook.com/wetheequalcitizen/posts/pfbid0UrjmCP69zYWxBKzTJUAwc4sz6SP2XmMCbyWyQYLNXGm2daCG21MB4rpYjdSHuJw5l

We, The People
8 hours ago
·
#ยืนหยุดทรราชxนิรโทษกรรมประชาชนw119
1 มีนาคม 2568
ปล่อยขนุนมาเรียนหนังสือ ก้องต้องได้สอบ ปล่อยอานนท์มาหาลูก ปล่อยเก็ทมาหาพ่อแม่ นิรโทษกรรมนักโทษการเมือง
#นิรโทษกรรมประชาชน
#ยกเลิก112
.....


.....


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
8 hours ago 
·
นัดหมายคดีมาตรา 112 ประจำสัปดาห์ (3 - 7 มี.ค. 2568)
.
ขอชวนประชาชนที่สนใจสถานการณ์คดี #มาตรา112 เข้าร่วมสังเกตการณ์และติดตามการพิจารณาคดีในศาลไปกับเรา ในสัปดาห์หน้ามี นัดฟังคำพิพากษาคดี #ม112 จำนวน 1 คดี, นัดสืบพยานคดี #ม112 จำนวน 2 คดี และนัดพร้อมคดี #ม112 1 คดี
.
ในสถานการณ์ที่มีจำนวนผู้ต้องขังทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น และสถานการณ์สิทธิการเคลื่อนไหวทางการเมืองยังคงอยู่ในความวิกฤตและน่าเป็นห่วง ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ขอเชิญประชาชนทุกท่านร่วมเข้าสังเกตการณ์ และฟังคำพิพากษาในคดี #ม112 ที่ห้องพิจารณาคดีเพื่อยืนหยัดเจตจำนงค์ของเสรีภาพร่วมกับจำเลย โดยเดินทางไปศาลตามวันที่และเวลาที่ทุกท่านสะดวกในตารางนัดหมายประจำสัปดาห์ของเรา
.
.
ดูตารางนัดหมายคดีทั้งหมดใน
https://tlhr2014.com/archives/73276
.....




มาแล้ว ภาพประท้วงไทยกรณีส่ง 'อุยกูร์' กลับจีน ชี้ 'แพทองธาร' มือเปื้อนเลือด ส่ง 'อุยกูร์' กลับจีนอาจถึงตาย - สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น เตือนความปลอดภัยพลเมือง หวั่นเหตุร้ายในไทย หลังส่งอุยกูร์กลับจีน


TODAY
15 hours ago
·
ประท้วงหน้าสถานทูตไทยในสหรัฐฯ
ชี้ 'แพทองธาร' มือเปื้อนเลือด
ส่ง 'อุยกูร์' กลับจีนอาจถึงตาย
.
สมาคมอุยกูร์อเมริกัน (Uyghur American Association) เผยแพร่ภาพการรวมตัวประท้วงด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยผู้ประท้วงได้วางพวงหรีดดำ และชูป้ายข้อความต่อต้านการตัดสินใจของไทย ที่ส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คนที่ถูกกักส่งกลับประเทศจีน
.
ผู้ประท้วงได้ถือป้ายมีข้อความระบุว่า "แพทองธาร ชินวัตร มือเปื้อนเลือดอุยกูร์" "ประเทศไทยล้มเหลวในฐานะรัฐอธิปไตยที่ต้องส่งเสริมการปกป้องชีวิตมนุษย์ตามพันธกรณี" "ประเทศไทยสมรู้ร่วมคิดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อุยกูร์" รวมไปถึงการเรียกร้องให้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน รับผิดต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อุยกูร์
.
สำนักข่าว TODAY
สำนักข่าวออนไลน์ เปิดความรู้ ดูทูเดย์
.
#สำนักข่าวทูเดย์
#MakeTomorrowTODAY

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1037509608200987&set=a.661952892423329

https://www.facebook.com/watch/?v=1146776696649192

VOA Thai
19 hours ago
·
สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น เตือนความปลอดภัยพลเมือง หวั่นเหตุร้ายในไทย หลังส่งอุยกูร์กลับจีน
สถานทูตสหรัฐฯ และญี่ปุ่นประกาศไปยังพลเมือง ให้ระมัดระวังภัยก่อการร้ายในไทย หลังมีการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับไปยังจีนเ โดยอ้างอิงจเหตุวินาศกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อปีสิบปีที่แล้วอาจซ้ำรอย
คำประกาศจากทั้งสองสถานทูตมีขึ้นหลังรัฐบาลไทยส่งตัวชาวอุยกูร์จำนวน 40 คนกลับไปยังประเทศจีนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยคนกลุ่มนี้หลบหนีจากจีน ก่อนจะถูกจับกุมตัวและถูกคุมขังในสถานกักกันของไทยเป็นเวลากว่า 10 ปี
การตัดสินใจของรัฐบาลไทยมีขึ้นราว 10 ปี หลังการส่งชาวอุยกูร์กลับจีนครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 ภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จำนวน 109 คน ซึ่งตามมาด้วยเหตุวางระเบิดที่ศาลพระพรหมเอราวัณ แยกราชประสงค์ในเดือนถัดมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 20 ราย บาดเจ็บ 125 ราย
.....


สงวน คุ้มรุ่งโรจน์
8 hours ago
·
สมาคมชาวอุยกูย์ในญี่ปุ่น(日本ウイグル協会) ประณามการสมคบคิด(共謀)ไทยและจีนต่อการ"บังคับส่งกลับ"(強制送還)ผู้ลี้ภัยชาวอุยกรู

https://uyghur-j.org/.../2025/02/thailand-china-deportation/


ฟังชัดๆ ในรายการ คมชัดลึก | “ตุรกี” พร้อมรับ “อุยกูร์” แต่ไทยกลัว “จีน”


NationTV
Yesteday
·
คมชัดลึก | “ตุรกี” พร้อมรับ “อุยกูร์” แต่ไทยกลัว “จีน”
.
รายการคมชัดลึก
ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 15:10 -15:55 น.

https://www.facebook.com/NationTV/videos/1876353582898267


สส.กัณวีร์ สืบแสง เปิดจดหมายอีกฉบับ ชวนอ่านเนื้อหาในจดหมาย


กัณวีร์ สืบแสง Kannavee Suebsang
9 hours ago
·
ขอเปิดจดหมายอีกฉบับ (พวกเพื่อนๆ ที่เป็นโคนัน ไปตามหาได้นะครับว่าต้นฉบับลายลักษณ์อักษรมันตวัดเขียนด้วยลายมือคนที่มาจากภูมิภาคใดและเขียนเมื่อใด แต่ถ้าหาไม่เจอไม่ต้องกังวล ผลเอาไปเปิดให้ช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ๆ !!) และผมยังอยากบอกความรู้สึกที่ยังคั่งค้างใจต่อการผลักดันผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับเมื่อ 26 ก.พ. ที่ผ่านมาด้วย
ผมจะไม่กังขาอะไรเลยหากชาวอุยกูร์กลับจีนไปแล้วได้อยู่กับครอบครัวตัวเองจริงๆ แต่ 11 ปีที่ผ่านมาภรรยาและลูกของเค้าหลายคนที่ถูกแยกครอบครัวไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ตุรกีและมีความปราถนาให้ผู้ต้องกักทั้งหมดมารวมครอบครัวด้วยกันที่ตุรกีนั้น ได้เผยหลักฐานจดหมายที่เคยส่งถึงอดีตนายกฯเศรษฐา
เห็นภาพที่ตัวแทนรัฐบาลไทยไปยิ้มแป้นแล้วบอกว่า ชาวอุยกูร์พบครอบครัวแล้วผมไม่กังขาหากทุกคนได้พบกับครอบครัวที่แท้จริงและได้อยู่อย่างปลอดภัยจริงๆ ตามที่ทำข่าวกันออกมา
แต่อยากจะบอกครับว่าจากข้อเท็จจริงตลอด 11 ปี ครอบครัวของผู้ชายชาวอุยกูร์ ทั้ง 109 คนที่ถูกส่งไปชุดแรก และ 40 คนที่ส่งไปชุดที่สอง รวม 149 คน พวกเขาเดินทางมาพร้อมกับครอบครัวและลูก บางคนมากับพ่อแม่และแม่ จากที่ผมพบในครั้งแรก และครอบครัวของทุกคนที่มาด้วยกันถูกแยกจากกันในปี 2558 ที่ได้ส่งผู้หญิงและเด็กจำนวน 173 คนไปตุรกีแล้วนะครับ !!
ขณะนั้นผมเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติหรือ UNHCR ที่ไปปฏิบัติภารกิจใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในวันนั้น พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติในปัจจุบัน ที่ขณะนั้นเป็นผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 ได้โทรตามผมให้เข้าไปดูกลุ่มคนที่พบในคืนนั้น และเมื่อเข้าไปพบ ยังจำได้ว่าทุกคนอยู่ในสภาพที่อิดโรย แบ่งกันนั่ง ผู้ชาย ผู้หญิง เป็นภาพจำ เป็นสิ่งที่ไม่ลืม
"เราไม่สามารถบอกว่าเขามาจากอุยกูร์ ยังจำได้ ต้องคุยกันมีการต่อโทรศัพท์ ถามไปหลายประเทศ ให้คนที่เป็นล่ามในสำนักงาน UNHCR พูดภาษาของเขา สุดท้ายไปจบที่ตุรกี เขาพูดตุรกีและภาษาเตริ์ก ออกมาพวกเขาก็หัน คือเห็นปฏิกิริยาของเขา เป็นเสียงเพื่อนเขาประมาณนั้น ผมก็แจ้งไปที่ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยของไทย ประสานสถานทูตตุรกี มีคนที่เป็นตัวแปรสำคัญคือ เออร์กิน เข้ามากับสถานทูตตุรกี มาถึง ตม.6 ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไป มีผู้ชาย ผู้หญิง ร้องไห้ ไปกอดกัน และสื่อสารกับเราได้"
ผมยังจำได้ในวินาทีที่เห็นเจ้าหน้าที่จากตุรกีพวกเขาร้องไห้ และดีใจที่พบกับคนที่จะเข้าใจพวกเขา จนเขายอมรับว่าเป็นชาวอุยกูร์ เลยต้องลงทะเบียน ประสานงานสถานทูตตุรกีอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ แต่สุดท้ายก็หยุดไป เพราะมีการแทรกแซงจากจีน เราต้องหยุด ทั้งๆ ที่เราสามารถประสานเอาเครื่องบินจากตุรกีมารับอุยกูร์ 400 กว่าคน เพราะมีคนอุยกูร์ที่ ตม.สวนพลู อีก 200 กว่าคน กับที่สงขลากว่า 200 คน เขาพร้อมนำเครื่องบิน Take off จากกรุงอังการา ตอนนั้นทุกคนช่วยเหลือกัน ทั้งทาง ตม.6 และ พม.จังหวัดสงขลา อ.ซากี ก็ต้องช่วยกันมันเป็นภาพของการทำงานมนุษยธรรมจริงๆ
ผมจึงต้องติดตามเรื่องนี้ เพราะเหมือนงานผมยังไม่สำเร็จ เพราะหลังจากนั้นในปี 2558 ที่มีการส่งผู้หญิงและเด็ก 173 คนไปตุรกี และผู้ชาย 109 คน ไปจีน ผมย้ายไปทำงานประเทศอื่นๆ ผ่านไป 8 ปี พอกลับมาทำงานการเมืองที่ไทย ชาวอุยกูร์ก็ยังติดอยู่ห้องกักแบบกักลืม จึงตั้งใจว่าจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ ให้พวกเขาได้ไปพบครอบครัว เพราะ 5 คนเสียชีวิตไปโดยไม่ได้พบครอบครัว
หากเป็นคนทำงานด้านนี้จะมีความรู้และตระหนักดีครับว่าการทำงานด้านมนุษยธรรมมันต่อรองกันไม่ได้!! การที่จะแลก 173 คน ไปตุรกี แล้วส่ง 109 คน ไปจีน มันไม่มีหรอกครับในงานมนุษยธรรม เพราะเราต้องเอาคนบุคคลในความห่วงใยเป็นตัวตั้งก่อน โดยไม่สามารถไม่เอนเอียงใดๆ ได้ รวมทั้งต้องเป็นกลางและเราต้องมีอิสรภาพในการทำงาน ดังนั้น การต่อรองต้องไม่มี !!
ผมขอยืนยันว่าการทำงานด้านมนุษยธรรมต้องไม่ต่อรอง 40 คน นี้เป็นการตัดสินใจทางการเมืองที่ไม่มีการตัดสินใจบนหลักการมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน ผมรู้สึกแย่ตลอดเวลาที่ “รัฐ” ชอบหยิบใช้คำนิยามของงานมนุษยธรรม มาสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองว่าตัวเองทำหน้าที่ “ตามมาตรฐานสากล” เพราะทุกคนสมัครใจไปเอง !!
ขโมยใช้คำนิยามของมนุษยธรรมไปแล้ว แต่องค์ความรู้ไม่ถึง มันไม่มีศิลปะในการทำงานเลย
การทำงานครั้งนี้ที่ไม่มีการใช้ถุงดำคลุมหัว แต่ใช้เทปดำมาปิดรถตำรวจ ลองคิดดูนะครับถ้าเป็นเราอยู่ในห้องกัก 10 กว่าปี ถึงเวลาเอารถติดเทปดำ จับเรายัดในรถตอนตีสอง แล้วรีบๆ ทำเป็นปฏิบัติการเหมือนการทำงานผิดกฎหมาย มันจะต่างอะไรกับกรณีตากใบ !! ต่างอะไรกับขบวนการนำพานำคนไประเทศอื่นแล้วผิดกฏหมาย !! อย่ามาลดทอนและด้อยค่าการทำงานมนุษยธรรม รับไม่ได้จริง !!
ผมขอแชร์จดหมายอีกสักฉบับที่แปลเป็นภาษาไทยจากครอบครัวที่ถูกผลักพรากและต้องไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในตุรกีให้ทุกคนอ่านนะครับ
จดหมายฉบับนี้เขียนถึงนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปีที่แล้ว แล้วก๊อบปี้ให้คุณอนุทินฯ คุณมาริษฯ คุณทวี ผบ.ตร. เลขา สมช. (คุณรอยฯ อดีต) และ ผบ.สตม. จะได้รู้กันว่าได้อ่านกันถ้วนทั่ว เดี๋ยวจะหาว่าไม่รู้กันอีก !!
เนื้อหาในจดหมายระบุว่า
"พวกเรารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งที่ท่านสามารถฟังความเจ็บปวดของพวกเรา ก่อนอื่นในนามของครอบครัวเพื่อน และคนที่เรารัก เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และรัฐบาลไทย ที่คนในสมาชิกครอบครัวของเราไม่มีทางเลือกนอกจากเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว พวกเขาออกจากบ้านเกิดของเราพยายามเดินทางผ่านประเทศไทยเพื่อไปถึงที่ปลอดภัย เราเพียงหวังว่าเราจะได้กลับมาพบกันอีกครั้งและใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบในไม่ช้า
สามี พ่อ พี่ชาย น้องชาย ลูกชาย ลูกพี่ลูกน้อง หลานชาย และเพื่อนของเราได้ถูกกักตัวอยู่ที่ห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ประเทศไทยมานานกว่า 1 ทศวรรษ ที่ผ่านมาพวกเราไม่ได้ข่าวคราวหรือติดต่อกับพวกเขาเลย เราจะเจอพวกเขาได้เพียงแค่ในความฝันเท่านั้น ความฝันที่เหมือนจริงจนทำให้การตื่นมาเป็นความเจ็บปวดแสนสาหัส เราใช้ชีวิตเหมือนวิญญาณที่รอฟังข่าวอย่างใจจดใจจ่อ ขอให้พวกเขาถูกปล่อยตัวและกลับมาหาเรา
มันรู้สึกแตกสลายเพียงแค่คิดว่าพวกเขาไม่สามารถมองเห็นท้องฟ้าได้จากที่ที่เขาถูกกักขังไว้ เพียงแค่คิดว่า เราไม่สามารถรับรู้ว่าพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง เพียงแค่คิดว่าพวกเราไม่มีโอกาสที่จะเจอหน้า และโอบกอดกันได้อีกต่อไป ทำให้พวกเราใจสลาย พวกเราไม่ได้เจอหน้าพวกเขา ไม่สามารถได้ยินเสียงพวกเขา ไม่สามารถไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ หรือถามถึงความฝันของเขาในตลอดห้วง 10 ปีมานี้ ลูกๆ ของเราไม่รู้จักพวกเขา และเราก็ไม่รู้ว่าจะบอกลูกๆ ถึงเรื่องราวของพวกเขาว่าอย่างไร
ข่าวการเสียชีวิตของนาย Aziz Abdullah และนาย Mattohti Mattursun เมื่อปีที่แล้ว ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าพวกเราทุกคนได้รับหนังสือแจ้งการเสียชีวิตที่ทยอยเกิดขึ้นของสมาชิกในครอบครัวเรา เราไม่รู้ว่าคนที่เรารักจะเป็นรายต่อไปหรือไม่ เรามองเห็นน้ำตาและความทุกข์ทรมานของภรรยาม่ายและลูกๆ ของพวกเขา แต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เรากลัว และรู้ลึกๆ อยู่ในใจว่าคนที่เรารักอาจเป็นรายต่อไปก็ได้วันนี้พวกเราเขียนจดหมายฉบับนี้ด้วยความหวังว่าท่านจะมีความเมตตากับพวกเรา ปล่อยคนที่เรารัก ให้พ้นจากการกักขัง และอนุญาตให้พวกเขามาอยู่กับพวกเราในประเทศที่สาม เราขอให้ท่านยุติการลงโทษ และการแยกจากครอบครัวที่เราต้องทนมากว่าสิบปี โปรดอนุญาตให้เราใช้ชีวิตที่สงบสุขและปกติกับคนที่เรารัก
ตลอดประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ มีทั้งเรื่องราวของความทุกข์ทรมานและเรื่องราวของความเมตตากรุณา ความกรุณาที่จะถูกจดจำลงในประวัติศาสตร์ เราขอร้องให้ท่านมีเมตตาต่อพวกเรา พวกเราจะเป็นคกลุ่มหนึ่งในโลก ที่จะซาบซึ้งต่อและจดจำความเมตตากรุณาของท่านตลอดไป”
นี่คือหนังสือที่ภาคประชาสังคมได้รับมา เป็นความรู้สึกของคนที่ถูกแยกครอบครัว เป็นสิ่งสะท้อนที่ต้องการบริบทของความต้องการเมตตา แต่วันนี้เป็นสิ่งที่ตอบให้เห็นแล้วว่าไม่มีแม้กระทั่งความรู้สึกที่จะมอบความเมตตาให้ใครๆ ทั้งนั้น
ขอบคุณภาพรายการข่าว 3 มิติ ในวันที่ 12 มีนาคม 2557


https://www.facebook.com/NolKannavee/posts/pfbid0PCZZJbkW5rJReJU4Y8Miq8ra6FsM1dxc4UQRNQ4mZ9GfADAip3D1CwfEgd5AkYWwl








จีนบอกว่า ชาวอุยกูร์ที่ไทยส่งกลับ มีคดีเล็กน้อย ทางการจีนไม่ติดใจอะไร จะให้เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างปลอดภัย ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ทำไมตลอดสิบปีที่ผ่านมาทางการจีนถึงอยากได้ชาวอุยกูร์กลุ่มนี้มาก ๆ ทำเรื่องขอทางการไทยมาตลอด ?!?


บีบีซีไทย - BBC Thai
14 hours ago
·
"ส่วนที่บอกว่าคนเหล่านี้มีคดีเล็กน้อย ทางการจีนไม่ติดใจอะไร จะให้เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างปลอดภัย หากเป็นแบบนั้นจริง ทำไมตลอดสิบปีที่ผ่านมาทางการจีนถึงอยากได้ชาวอุยกูร์กลุ่มนี้มาก ๆ ทำเรื่องขอทางการไทยมาตลอด
ขนาดอาชญากรใหญ่ ๆ ที่มีคดีหนัก ๆ เช่น เป็นเจ้าของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศอื่น ๆ ผมไม่เห็นจีนอยากได้ตัวมากขนาดนี้ ไม่เห็นความพยายามอย่างหนักขนาดนี้ นี่หรือคือผู้มีความผิดเล็กน้อยในสายตาจีนอย่างที่รัฐบาลไทยบอก" นายกัณวีร์ สืบแสง สส.พรรคเป็นธรรม กล่าวกับบีบีซีไทย
.
เปิด 5 ข้อกังขา ไทยส่งกลับชาวอุยกูร์ให้จีน ท่ามกลางกระแสโลกประณาม
.....

สมัครใจกลับหรือไม่-ถูกส่งลึกลับปกปิด: เปิด 5 ข้อกังขา ไทยส่งกลับชาวอุยกูร์ให้จีน ท่ามกลางกระแสโลกประณาม


ชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับเมื่อวันที่ 27 ก.พ. เดินทางถึงเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ โดยมีญาติ คณะสื่อ และตัวแทนทางการไทย รวมถึงทางการจีน มารอรับ

28 กุมภาพันธ์ 2025
บีบีซีไทย

ทางการไทยยืนยันแล้วว่าได้ส่งชาวอุยกูร์จำนวน 40 คน ซึ่งต้องกักอยู่ที่สถานกักตัวคนต่างด้าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) มานานกว่า 11 ปี ให้กับทางการจีนแล้วเมื่อวานนี้ (27 ก.พ.)

กระบวนการส่งกลับเริ่มต้นด้วยความคลุมเครือ ลึกลับ ไม่ว่าจะเป็นการปิดเทปดำรอบรถตำรวจที่ใช้ขนชาวอุยกูร์ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองในช่วงเช้ามืด โดยปิดกั้นทางด่วนไม่ให้สาธารณชนใช้ชั่วคราว ขณะขบวนรถยนต์มุ่งหน้าสู่สนามบิน

จากนั้นปรากฏเที่ยวบินของสายการบินไชน่า เซาท์เทิร์น แอร์ไลน์ ที่เดินทางมารอรับชาวอุยกูร์ทั้งหมดอย่างเงียบ ๆ ในช่วงเวลากลางดึก ก่อนขึ้นบินมุ่งหน้าไปยังเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีนในช่วงเวลาเช้าตรู่ของวันเดียวกัน

ในช่วงครึ่งวันเช้าของวันที่ 27 ก.พ. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บอกกับสื่อเพียงว่า "ยังไม่ได้คุยรายละเอียด" พร้อมกับกำชับว่าหากประเทศใดจะทำอะไรก็ตาม ก็ต้องยึดหลักกฎหมาย กระบวนการระหว่างประเทศ และหลักสิทธิมนุษยชน

ไม่มีคำยืนยันอย่างเป็นทางการจากจีนและไทยเกี่ยวกับกรณีการส่งตัวชาวอุยกูร์ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาได้ 12 ชั่วโมง นับตั้งแต่เที่ยวบินดังกล่าวเดินทางออกจากประเทศไทย

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คือผู้เปิดเผยรายแรกที่ออกมายืนยันกับสื่อว่าทาง สตม. ได้ส่งกลับชาวอุยกูร์จำนวน 40 คน ไปยังประเทศจีนจริง ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ภายใต้ความเห็นชอบของรัฐบาลไทย โดยบอกว่าทางการไทยได้รับคำมั่นอย่างเป็นทางการจากจีนว่าจะรับประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพของชาวอุยกูร์กลุ่มนี้

พร้อมกันนี้ เขายังเปิดเผยว่ามีการวางแผนส่งกลับมาระยะหนึ่งแล้ว โดยทางการไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูง อาทิ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร., ตัวแทนรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของไทย, และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ไปสังเกตการณ์การรับตัวชาวอุยกูร์ที่ฝั่งจีนด้วย


บรรยากาศการแถลงข่าวที่นำโดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เมื่อค่ำวันที่ 27 ก.พ.

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับการแถลงข่าวของ ผบ.ตร. ทางสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เผยแพร่ภาพชาวอุยกูร์ที่เดินทางถึงเขตการปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ และมีญาติมาต้อนรับ โดยมีนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงการต่างประเทศของไทย ปรากฏอยู่ในภาพร่วมกับชาวอุยกูร์ด้วยบรรยากาศชื่นมื่น

ช่วงค่ำของวันเดียวกัน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ และ พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รองผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ร่วมแถลงข่าวส่งตัวชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน โดยมีการโทรศัพท์ทางไกลร่วมกับ นายฉัตรชัย เลขาธิการ สมช. และ พล.ต.อ. ไกรบุญ รอง ผบ.ตร.

ใจความสำคัญหลัก ๆ ของถ้อยแถลงชุดนี้ คือการยืนยันว่าการส่งกลับชาวอุยกูร์เป็นไปด้วยความสมัครใจ ไม่มีใครถูกบังคับ ยึดหลักกฎหมายสากล และ พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและอุ้มหาย นอกจากนี้ทางไทยจะเข้าตรวจสอบความปลอดภัยของพวกเขาเป็นระยะ ๆ เพื่อดูว่าเป็นไปตามคำมั่นที่ทางจีนให้ไว้กับไทยหรือไม่

ขณะเดียวกัน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเหตุผลการพิจารณาของฝ่ายไทยว่าการส่งตัวชาวต่างชาติกลับประเทศเป็นอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงประเด็นที่ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้สร้างปัญหาดังกล่าว ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับปัญหา แต่กลับต้องแบกรับภาระในการดูแลบุคคลเหล่านี้มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี

"และแทนที่จะได้รับความเห็นใจ ได้รับความชื่นชม ได้รับความช่วยเหลือ สนับสนุน ที่ทุกฝ่าย ทุกประเทศ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องยอมรับร่วมกันได้ กลับถูกตำหนิ กดดันให้ดำเนินการตามความต้องการของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลใด ๆ" นายจิรายุ ระบุ

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. (คนที่สองจากซ้าย) ถ่ายรูปร่วมกับชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับไปจีน

วันนี้ (28 ก.พ.) นายกรัฐมนตรีออกมายอมรับแล้วว่ารับรู้กระบวนการส่งกลับอุยกูร์ทั้ง 40 คนมาโดยตลอด โดยบอกว่าในอดีตอาจมีการจัดการที่ผิดพลาด แต่จากการคุยกันครั้งนี้ และจากที่ตนเองเดินทางไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการแล้วได้พูดคุยกับผู้นำหลายระดับ ซึ่งยืนยันว่าเขาให้คำมั่นสัญญากับทางไทยว่าทุกคนที่กลับไปจะปลอดภัย จึงตัดสินใจส่งทุกคนกลับไปยังจีน

"ดิฉันยืนยันว่ากลับโดยสมัครใจ ไม่เช่นนั้นก็มีการลากสิ ไม่มีการลาก เดินขึ้นไปปกติ ไม่มีอะไรทั้งนั้น สมัครใจค่ะ" น.ส.แพทองธาร ยืนยันและบอกด้วยว่าไม่มีประเทศที่สามขอรับตัวพวกเขา ไทยจึงจำเป็นต้องส่งให้จีนด้วยเงื่อนไขข้างต้น

บีบีซีไทยสำรวจ 5 ประเด็นสำคัญ เพื่อชั่งน้ำหนักว่าการส่งชาวอุยกูร์กลับจีนทั้ง 40 คนนั้น เป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรี และคนอื่น ๆ ได้แถลงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนหรือไม่

1. การส่งกลับเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้องตามหลักสากล ?

นายโวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ออกแถลงการณ์ว่าไทยได้ละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหลักการไม่ส่งกลับ (Non-refoulment) ซึ่งอยู่ในมาตรา 3 ของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีตามมาตรา 7 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมืองระหว่างประเทศ รวมถึงกฎหมายภายในของประเทศไทยเอง

ด้าน รูเวนดรินี่ เมนิคดิเวล่า ผู้ช่วยข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ออกมาแถลงการณ์ประณามในลักษณะเดียวกัน และเน้นย้ำว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในการขอลี้ภัย และการไม่ถูกบังคับให้ส่งกลับ เช่น ไม่ส่งผู้คนกลับไปยังสถานที่ที่พวกเขาอาจเผชิญกับความเสี่ยง ยังถูกกำหนดไว้ในมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2562 ของไทยด้วย รวมถึงมาตรา 16 ของปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และมาตรา 14 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนด้วย

ขณะที่นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคเป็นธรรม ซึ่งอดีตเคยเป็นเจ้าหน้าที่ UNHCR มาก่อน บอกกับบีบีซีไทยว่าการส่งกลับชาวอุยกูร์ของไทยไม่ได้ละเมิดแค่มาตรา 13 ของกฎหมายป้องกันการทรมานและการอุ้มหายของไทยเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ตั้งแต่ระดับสั่งการไปจนถึงผู้ทำตามคำสั่งจำนวนมากหลายระดับ น่าจะเข้าข่ายผิดมาตราอื่น ๆ ในกฎหมายนี้ด้วย รวมถึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โทษฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ


รถตำรวจที่ใช้ขนส่งชาวอุยกูร์ถูกปิดประตูหน้าต่างด้วยเทปดำ

เขากล่าวต่อว่า ตามมาตรฐานสากลแล้วการส่งกลับต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ จากนั้นเข้าสู่กระบวนการที่เรียกกันว่า Go and see, Come and tell ซึ่งหมายถึงการส่งตัวแทนของผู้ลี้ภัยไปดูว่าสถานการณ์ในบ้านเกิดนั้นดีขึ้นและปลอดภัยสำหรับพวกเขาหรือไม่ จากนั้นจึงให้ตัวแทนมาบอกกับเพื่อน ๆ ของพวกเขา เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจว่าจะเดินทางกลับไปยังประเทศมาตุภูมิหรือไม่ หากไม่ประสงค์เดินทางกลับ ก็ไม่สามารถบังคับขู่เข็ญพวกเขาได้

เมื่อได้ยินว่าการส่งกลับชาวอุยกูร์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีใครคัดค้าน นายกัณวีร์จึงไม่เห็นด้วย โดยบอกว่า "ความเรียบร้อยของเขา [หมายถึงรัฐบาลไทย] มันเป็นไปตามที่เขากำหนด การเอาคนมาใส่ในรถตำรวจที่ปิดเทปดำ แล้วบล็อกทางด่วนไม่ให้ใครติดตามได้ นี่มันเป็นปฏิบัติการทางทหารชัด ๆ ไม่ใช่ปฏิบัติการด้านผู้ลี้ภัย"

"ไม่มีขั้นตอนตรงไหนที่เป็นไปตามมาตรฐานสากลเลย" กัณวีร์ กล่าว

ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว. ) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการส่งตัวกลับที่แสดงให้เห็นการปกปิดของรัฐบาลไทย

"คืนปฏิบัติการเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่ดำเนินการด้านผู้ลี้ภัย ก็ถูกสั่งให้ออกไปนอกอาคาร สตม. จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้ว่าหน่วยงานใดมารับชาวอุยกูร์ออกไป ที่สำคัญคือรถถูกปิดด้วยเทปสีดำทั้งหมด ทั้งที่ปกติเวลาที่คนพวกนี้ถูกส่งตัวออกไปเขาจะพยายามโผล่หน้าออกมาและร้องขอความช่วยเหลือ แต่การปิดเทปดำ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพยายามปกปิด" นางอังคณา กล่าวกับสื่อมวลชน

2. ชาวอุยกูร์ถูกส่งกลับไปด้วยความสมัครใจหรือไม่ ?

นางอังคณา นีละไพจิตร สว. ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และ คุ้มครองผู้บริโภคของวุฒิสภา แถลงวันนี้ (28 ก.พ.) ว่า ที่ผ่านมา กรรมาธิการได้รับหนังสือร้องเรียนจากผู้กักขังซึ่งเขียนใส่เศษกระดาษส่งมาให้ กมธ. เพื่อส่งต่อไปยังข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) โดยระบุชัดเจนว่าไม่ประสงค์จะกลับประเทศจีน

ใจความของเนื้อหาในจดหมายระบุว่า เรียน UNHCR พวกเราเป็น 48 ชาวอุยกูร์ ที่ถูกกักอยู่ที่ สตม. สวนพลู ตั้งแต่ปี 2013 เราต้องการขอลี้ภัยผ่าน UNHCR เราไม่ต้องการกลับไปยังประเทศจีน หากเรากลับไป พวกเราจะถูกจำคุกหรือถูกฆ่า รวมถึงครอบครัวของพวกเรา เราขอให้ UNHCR ช่วยเหลือพวกเรา เราต้องการให้ UNHCR มาสัมภาษณ์พวกเรา

"ภาพที่เห็นเมื่อวาน (27 ก.พ.) การที่มีคนเข้ามากอด หากดูจากสีหน้าของพวกเขา คิดว่าไม่ได้สมัครใจที่จะไปเลย เพราะญาติพี่น้องของเขาอยู่ประเทศตุรกีอยู่แล้ว และเราก็รู้ดีว่าประเทศจีนมีสถานที่ที่เรียกว่า 'ค่ายฝึกอบรม' หากใครเข้าไปแล้วจะไม่ได้รับการเยี่ยมเยียน และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาข้างนอก และทางสหประชาชาติก็ห่วงใย และมีแถลงการณ์ในเรื่องดังกล่าวออกมาหลายฉบับด้วย ดังนั้น การที่รัฐบาลทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง" นางอังคณา กล่าว


สถานกักกันคนต่างด้าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซอยสวนพลู กรุงเทพฯ

ขณะเดียวกัน นายกัณวีร์ สส. พรรคเป็นธรรม ก็ออกมาเปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ชาวอุยกูร์ในสถานกักกันคนต่างด้าว สตม. ซอยสวนพลู อดอาหารประท้วงเป็นระยะเวลา 19 วัน เนื่องจากเห็นว่าทาง สตม. เริ่มดำเนินกระบวนการส่งกลับไปจีนโดยที่พวกเขาไม่ยินยอม

ขั้นตอนดังกล่าวเป็นการจัดทำทะเบียนประวัติของพวกเขา โดยทาง สตม. อ้างว่ามีการเปลี่ยนแปลงระบบภายในของสำนักงาน จากนั้นนำชาวอุยกูร์ไปถ่ายรูปทีละคน พร้อมกับแยกเดี่ยวพวกเขาออกมาจากกลุ่มและยื่นเอกสารบางอย่างให้ชาวอุยกูร์ลงนาม

"พวกเขาเห็นว่าการดำเนินการเช่นนั้น เป็นการเตรียมความพร้อมในการให้เซ็นยินยอมเดินทางกลับประเทศจีน เลยบอกว่าถ้าเป็นแบบนี้พวกเขาไม่เอาด้วย เพราะถือว่าเป็นการผลักดันพวกเขากลับประเทศจีน พวกเขาเลยอดอาหารประท้วง เพราะไม่มีความประสงค์จะเดินทางกลับจีน" สส. จากพรรคเป็นธรรม กล่าว

นอกจากนี้ นายกัณวีร์ยังได้เปิดเผยจดหมาย 3 ฉบับ ซึ่งหนึ่งในนั้นเหมือนกันกับของนางอังคณา โดยมีใจความจดหมายทำนองเดียวกันว่าขอให้ส่งชาวอุยกูร์ในไทยไปประเทศไหนก็ได้ที่ไม่ใช่จีน เพื่อมีโอกาสรวมตัวกับครอบครัวอีกครั้งหนึ่ง


จดหมายของชาวอุยกูร์ทั้ง 3 ฉบับที่นายกัณวีร์ สืบแสง เปิดเผยต่อสาธารณชน

"ดังพระเจ้าได้ช่วยครอบครัวของท่านได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง ขอให้ท่านช่วยผู้ยากไร้เช่นพวกเราให้ได้กลับไปรวมตัวกับครอบครัวอีกครั้งเถิด ได้โปรด ได้โปรด ได้โปรด" จดหมายจากชาวอุยกูร์จำนวน 43 คน ที่อยู่ในสถานกักกังคนต่างด้าว เขียนถึงนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ลงวันที่ 15 พ.ย. 2567

ทั้งนี้ จำนวนชาวอุยกูร์ที่ทางการแถลงออกมานั้น ยังคงมีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกัน โดย นายทวี สอดส่อง รมว. ยุติธรรม บอกว่ามีผู้ต้องกักใน สตม. 40 คน ซึ่งส่งไปจีนหมดแล้ว ขณะที่อีก 5 คน เป็นนักโทษในคดีอื่น ๆ จึงยังไม่ได้ถูกส่งกลับ ขณะที่ทาง UNHRC หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนจากยูเอ็น ระบุว่ามีชาวอุยกูร์ที่อยู่ในไทยทั้งหมด 53 คน เสียชีวิตระหว่างการถูกกักกันไปแล้ว 5 คน เหลือจำนวนทั้งสิ้น 48 คน และเชื่อว่ามีอีก 8 คนที่ถูกคุมขังอยู่ในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม นายกัณวีร์ยืนยันตัวเลขของ UNHRC และบอกด้วยว่า "5 คนที่เสียชีวิตที่อยู่ในห้องกักขณะถูกกักแบบขังลืม ไม่เคยปริปากแม้แต่คำเดียวว่าเขาจะกลับประเทศจีน แสดงว่านั่นคือความปรารถนาสูงสุดของพวกเขาว่ายอมตายในห้องกัก ยังดีกว่าเดินทางกลับไปประเทศจีน"

"ผมจึงคิดว่าพวกเขาไม่ได้กลับไปด้วยความสมัครใจ" สส. จากพรรคเป็นธรรม บอกกับบีบีซีไทย

3. ไม่มีประเทศที่สาม ต้องการชาวอุยกูร์กลุ่มนี้ดังที่รัฐบาลแถลงหรือไม่ ?

"ผมฟังแล้วรู้สึกตลก" นายกัณวีร์บอกกับบีบีซีไทย เมื่อเราถามว่าไม่มีประเทศที่สามต้องการรับชาวอุยกูร์เหล่านี้ไปอยู่ด้วย เป็นความจริงหรือไม่

นายกัณวีร์บอกว่าตนเองมีข้อมูลอย่างเป็นทางการว่าทางสถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศไทยได้มีการติดต่อทางการทูตกับทางการไทยเมื่อปีที่แล้วว่ามีความยินดีรับชาวอุยกูร์ที่อยู่ใน สตม. ในฐานะผู้ลี้ภัย

ขณะเดียวกัน จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าของกระทรวงการต่างประเทศที่เข้ามาให้ข้อมูลกับ คณะกรรมาธิการกฎหมาย ยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเขาเป็นรองประธาน กมธ.ฯ คนที่สาม ก็ได้ข้อมูลมาว่ามีอย่างน้อย 6-7 ประเทศที่ตอบรับ หากไทยส่งชาวอุยกูร์ไปให้ โดยหนึ่งในนั้นคือประเทศมุสลิมอย่างมาเลเซีย

เขายังบอกด้วยว่าหากไม่มีการแทรกแซงจากจีน ชาวอุยกูร์กว่า 300 คน ที่ถูกพบว่าเดินทางผ่านประเทศไทยเพื่อไปยังตุรกี ก็คงได้ขึ้นเครื่องบินเช่าเหมาลำเมื่อปี 2558 กลับไปยังตุรกีหมดแล้ว ซึ่งในตอนนั้นไทยส่งเพียงเด็กและผู้หญิงชาวอุยกูร์จำนวน 173 คนให้กับทางตุรกีที่ส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำมารับด้วยตนเอง

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่ามีประเทศที่สามที่พร้อมรับชาวอุยกูร์เหล่านี้ไปดูแล สส. จากพรรคเป็นธรรมยืนยันกับบีบีซี

ด้านนางอังคณา กล่าวด้วยว่า กมธ. ของเธอเคยเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบหลายครั้งว่า หากต้องการรู้ว่าประเทศไหนต้องการรับชาวอุยกูร์บ้าง ทาง กมธ. ยินดีบอก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างประเทศไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยทาง กมธ. ยินดีเป็นตัวประสานประเทศที่สามให้พวกเขาไปตั้งรกราก หากรัฐบาลไทยมีเจตนาที่ดี

4. คำรับรองความปลอดภัยชาวอุยกูร์ที่จีนให้ต่อไทย น่าเชื่อถือเพียงใด ?

ทั้งนายกัณวีร์และนางอังคณามีความเห็นตรงกันว่าคำมั่นอย่างเป็นทางการของจีนที่ให้การรับรองความปลอดภัยชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คนนั้น ไม่มีความน่าเชื่อถือเลย

"ภาพที่ออกมา เรียนตรง ๆ ดิฉันไม่เชื่อว่าเขาจะได้รับการดูแลอย่างดี สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ มีศักดิ์ศรีเหมือนคนทั่วไป" นางอังคณา กล่าว โดยเธอหมายถึงภาพที่ทางการไทยและทางการจีนฉายภาพชายชาวอุยกูร์คนหนึ่งเดินลงมาจากเครื่องบินและเข้าโผกอดญาติที่มารอรับ

ขณะที่ภาพนิ่งภาพนั้นปรากฏชายชาวอุยกูร์เพียงไม่กี่คน และยังเป็นปริศนาว่าชาวอุยกูร์ที่เหลือมีชะตากรรมชีวิตเช่นไร

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีของไทยบอกว่ายินดีเชิญสื่อมวลชนของไทยให้เดินทางบินไปดูสภาพของชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คนว่าปลอดภัยดี และมีแผนว่าจะให้นายทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม บินไปสังเกตการณ์ความเรียบร้อยหลังจาก 15 วันนี้


แม้ทางการจีนและไทยยืนยันว่าทุกคนได้กลับสู่ครอบครัวอย่างปลอดภัย แต่ข้อโน้มน้าวนี้กลับมีหลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

นายกัณวีร์ไม่เชื่อว่าชาวอุยกูร์ทั้งหมดที่ส่งกลับไปจะได้คืนสู่ครอบครัว เนื่องจากชาวอุยกูร์กลุ่มนี้เดินทางมาพร้อมกับครอบครัวของพวกเขา โดยลูกและภรรยาถูกแยกส่งตัวไปยังตุรกีและเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นั่นตั้งแต่ปี 2558 แล้ว

"ดังนั้น ถ้าบอกว่าอยากส่งเขากลับบ้าน กลับไปหาครอบครัว ก็ต้องส่งไปยังตุรกีไหมครับ เพราะครอบครัวและญาติ ๆ ของพวกเขารออยู่ที่นั่นมาเป็นสิบปีแล้ว" สส. พรรคเป็นธรรม ตั้งคำถามต่อการตัดสินใจของรัฐบาลไทย

"ส่วนที่บอกว่าคนเหล่านี้มีคดีเล็กน้อย ทางการจีนไม่ติดใจอะไร จะให้เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างปลอดภัย หากเป็นแบบนั้นจริง ทำไมตลอดสิบปีที่ผ่านมาทางการจีนถึงอยากได้ชาวอุยกูร์กลุ่มนี้มาก ๆ ทำเรื่องขอทางการไทยมาตลอด ขนาดอาชญากรใหญ่ ๆ ที่มีคดีหนัก ๆ เช่น เป็นเจ้าของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศอื่น ๆ ผมไม่เห็นจีนอยากได้ตัวมากขนาดนี้ ไม่เห็นความพยายามอย่างหนักขนาดนี้ นี่หรือคือผู้มีความผิดเล็กน้อยในสายตาจีนอย่างที่รัฐบาลไทยบอก" นายกัณวีร์กล่าวกับบีบีซีไทย

5. การส่งตัวกลับครั้งนี้เป็นอำนาจอธิปไตยของไทยที่ถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ จริงหรือไม่ ?

"ผมคิดว่าเอาผลประโยชน์ของ 'ใคร' เป็นที่ตั้ง เอาแค่ผลประโยชน์ของรัฐบาลเป็นที่ตั้ง" สส. จากพรรคเป็นธรรม บอกกับบีบีซีไทย

เขาบอกว่า การบอกว่าอธิปไตยทำให้ไทยตัดสินอะไรก็ได้ ไม่ใช่เรื่องถูกต้องเสมอไปเมื่อการตัดสินใจนั้นเป็นการตัดสินใจบนสิ่งที่เรียกว่าความสมัครใจ (Voluntariness) ซึ่งขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน

"เราอยู่ในเวทีระหว่างประเทศ เราไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวคนเดียวและจับมือจีนเท่านั้น เราต้องอยู่กับหลาย ๆ ประเทศ ทำไมประเทศไทยมีมาตรฐานที่บิดเบือนขนาดนี้" กัณวีร์กล่าว

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีแพทองธารตอบสื่อมวลชนว่า ไม่มีการแลกเปลี่ยนทางการค้าใด ๆ กับประเด็นที่ส่งชาวอุยกูร์กลับไป

"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น เพราะหากจะคุยเรื่องการค้าก็เป็นเรื่องของการค้า แต่นี่เป็นเรื่องของคน ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับสินค้า คนไม่ใช่สินค้า ไม่แลกกันแน่นอน" น.ส.แพทองธาร กล่าว

ด้านนายฟูอาดี้ พิศสุวรรณ นักวิชาการสถาบันนโยบายสาธารณะ ม.เชียงใหม่ อดีตที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล (กก.) กล่าวผ่านเฟซบุ๊กว่า เขาไม่เข้าใจเลยว่าผลประโยชน์ของประเทศในเรื่องการส่งกลับอุยกูร์อยู่ตรงไหน

"นอกจากเราโดนประณามจากนานาชาติ ทำให้สถานภาพความน่าเชื่อถือด้านมนุษยธรรม และด้านการต่างประเทศเราลดลงไปอีกมาก ตอนนี้ทั้งญี่ปุ่น และอเมริกา ก็ประกาศเตือนประชาชนตัวเองเฝ้าระวังการก่อการร้าย และไม่รู้จะมีผลกระทบทางการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และความมั่นคงอะไรตามมาอีกหลังจากนี้ ความรับผิดชอบต่อผลเสียตรงนี้ไม่แน่ใจใครต้องรับผิดชอบ"

https://www.bbc.com/thai/articles/cj677j4r6jno


ใครอยากรู้เรื่องอุยกูร์อย่างเป็นระบบรอบด้าน ขอเชิญฟังการสัมภาษณ์ของ ช่อ Pannika Chor Wanich รัฐบาลไทยนอกจากทำผิดหลายข้อแล้วที่สำคัญยังผิดกฎหมายไทยเองด้วย



รัฐบาลกล้าทำแต่...ทำทำไม? กับ ช่อ พรรณิการ์ วานิช #สภาภาษาคน #EP75 1 มี.ค.68

Friends Talk

Streamed live 13 hours ago

#พรรคประชาชน #friendstalk #พรรณิการ์ #พรรณิการ์วานิช #อุยกูร์ #รัฐบาลเพื่อไทย #แพทองธาร #ประชุมสภา #อภิปรายไม่ไว้วางใจ

https://www.youtube.com/watch?v=G3R4qwCT4VY


อธึกกิต แสวงสุข ใบตองแห้ง สัมภาษณ์พิเศษ ศาสตราจารย์ กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล : ไทย Vs รัฐอำมาตย์ ทรัมป์ Vs รัฐสังคมประชาธิปไตย


ประชาธิปไตย2สี :ใบตองแห้งEP.47Iธงชัย วินิจจะกูล I ไทย Vs รัฐอำมาตย์ ทรัมป์ Vs รัฐสังคมประชาธิปไตย

matichon tv

Premiered 9 hours ago 

รายการประชาธิปไตยสองสี EP 47 อธึกกิต แสวงสุข ใบตองแห้ง สัมภาษณ์พิเศษ ศาสตราจารย์ กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล : ไทย Vs รัฐอำมาตย์ ทรัมป์ Vs รัฐสังคมประชาธิปไตย เผยแพร่ เสาร์ 1 มีนาคม 2568 เวลา 18.00 น.
https://www.youtube.com/watch?v=ADP9lochZ3Q.....
.....

Atukkit Sawangsuk
9 hours ago
·
มองแบบธงชัย หลายคนอาจขัดใจก็ได้
อันแรก ธงชัยย้ำอีกที ที่เรียกร้องพวกแบก พูดให้ชัด รัฐราชการไทย ของชนชั้นนำดั้งเดิม มันคือรัฐอำมาตย์ ซึ่งครอบงำประเทศมายาวนาน
:
สอง มุมมองต่อทรัมป์ กับรัฐราชการอเมริกัน
รัฐราชการอเมริกันมันไม่ใช่รัฐอำมาตย์
แม้อาจมีส่วนเทอะทะ แต่กลไกรัฐราชการอเมริกันส่วนใหญ่ มันมีไว้เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพ ป้องกันการผูกขาด ปกป้องสิ่งแวดล้อม ประโยชน์สาธารณะ ซึ่งในสายตา Oligarchs แบบอีลอน มัสก์ = ขัดขวางการลงทุน
เอาเข้าจริง อันนี้ผมเติมนะ Establishment ที่ทรัมป์กับอีลอนต้องการทำลาย
คือสถาบันด้านคุ้มครองสิทธิ (ซึ่งทำให้กำจัดผู้อพยพได้ยาก รวมไปถึงสิทธิ LGBTQ) เสรีภาพสื่อ คุ้มครองผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม เพราะทรัมป์ต้องการขุดน้ำมันมาใช้