วันจันทร์, กันยายน 02, 2562

เฟสบุค ร.10 ชาวพม่าและสากล ส่งข้อความไทย-อังกฤษ-พม่า ขอชีวิต 2 เหยื่ออธรรม #คดีเกาะเต่า จนมีคนขอร้องอย่าส่งภาพหรือข้อความเรียกร้องคดีความ





Ko Phyoe As a Myanmar citizen , We simply would like to get Justice for these two boys . .Please, show some mercy on them. . We hope that the truth reveals one day. . And . We are waiting and watch everything you 've done to our boys . .😭😭😭😭😭😭
ในฐานะพลเมืองพม่าเราเพียงต้องการได้รับความยุติธรรมสำหรับเด็กชายสองคนนี้ โปรดแสดงความเมตตาต่อพวกเขา . เราหวังว่าความจริvงเปิดเผยในวันหนึ่ง . และ. เรากำลังรอดูทุกสิ่งที่คุณทำกับเด็ก ๆ ของเรา .🙏

Ť Htet Š เราแค่อยากได้ยุติธรรมสำหรับเด็กผู้ชายสองคนเหล่านี้เป็นชาวเมืองประเทศพม่าก็ขอให้แสดงความเมตตากรุณาด้วยเราหวังว่าความจริงผลได้1วันแล้วยังไงจะรอดูทุกอย่างที่คุณทำให้เด็กผู้ชายและของเรา🇲🇲

บุญถาวร ปัญญามณีโชติ รบกวนอย่าส่งภาพหรือข้อความเรียกร้องคดีความได้ไหมครับผม

อ่านความเห็นทั้งหมดได้ที่...

“อำนาจตุลาการไม่ได้หล่นมาจากฟากฟ้า แต่ถูกสร้างขึ้นมาทางการเมือง” แล้วทำไมสถาบันตุลาการจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ (โดยสุจริต) ไม่ได้ - อ่านซ้ำ : เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน



อ่านซ้ำ : เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

IN FOCUS

เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นหนังสือรวมบทความเกี่ยวกับการใช้อำนาจตุลาการอันมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเหตุการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย 

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญนั้นก็คือ การก่อตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญไปจนถึงคดียุบพรรคไทยรักไทย ในปีพ.ศ. 2549 ซึ่งกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาความสัมพันธ์ของการใช้อำนาจตุลาการที่มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย และจุดเริ่มต้นของการวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจตุลาการในการเมืองไทย 

ในขณะที่คำถามสำคัญที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ พยายามทำให้เราเห็นก็คือ การใช้อำนาจตุลาการ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามขาของการใช้อำนาจอธิปไตย จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้หรือไม่ เพราะในขณะที่อีกสองขาที่เหลือ ซึ่งก็คือ อํานาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร นั้นเป็นสิ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมได้อย่างปกติ

ในสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้ คงไม่มีหนังสือเล่มไหนที่จะเข้ากับสถานการณ์มากไปกว่า เมื่อตุลาการ เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ของสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ติดตามความสัมพันธ์ระหว่างการใช้อำนาจตุลาการและปรากฏการณ์ทางการเมืองของไทยมาหลายทศวรรษ ก่อนจะกลั่นออกมาเป็นตัวหนังสือเพื่อชี้ให้เห็นว่าทำไมเราจึงต้องตั้งคำถามในการใช้อำนาจตุลาการในสังคมไทย

ในแบบเรียนสังคมศึกษาที่เราได้ร่ำเรียนกันมา กล่าวว่า “อํานาจอธิปไตย คืออํานาจสูงสุดในการบริหารประเทศแบ่งออก เป็น 3 ฝ่าย มีสถาบันที่ใช้อํานาจอธิปไตยทั้ง 3 แทนประชาชน ก็คือ อํานาจนิติบัญญัติ อันได้แก่ รัฐสภา ทําหน้าที่ตรากฎหมายขึ้นใช้ในประเทศ อำนาจบริหาร อันได้แก่ คณะรัฐมนตรี (รัฐบาล) ทําหน้าที่บริหารประเทศ และอํานาจตุลาการ อันได้แก่ ศาล ทําหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดี โดยสถาบันทางการเมืองทั้งสามฝ่ายต่างมีความเป็นอิสระจากกันในการปฏิบัติงาน แต่ก็มีกลไกในการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจซึ่งกันและกัน”

ซึ่งเราก็ท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง และที่สำคัญก็คือความคิดฝังหัวที่ว่าองค์กรตุลาการนั้น คือองค์กรอันสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ที่เราไม่ควรก้าวล่วงและวิพากษ์วิจารณ์ บวกรวมไปกับ ‘เรื่องเล่า’ ทั้งหลายที่เรามักได้ยินและรับรู้มาว่าผู้ใช้อำนาจตุลาการ จะต้องเป็นผู้ที่มีความประพฤติเหมาะสม เราจะไม่พบผู้พิพากษาในสถานบันเทิงเริงรมย์ หรือแม้กระทั่งการคบค้าสมาคมกับคนทั่วไป

ชีวิตของการเป็นตุลาการ ผู้พิพากษา มักจะต้องโดดเดี่ยวออกจากสังคมที่อาจจะมีผลทำให้ความ ‘ยุติธรรม’ เอนเอียงไปได้ ไม่ว่าจะด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัว ความสนิทชิดเชื้อ หรือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์นั้นๆ จนดูเหมือนว่าชีวิตของการเป็นตุลาการ ผู้พิพากษา คล้ายกับนักบวชที่ต้องถือครอง ‘ศีล’ เพื่อรักษาสถานะบางอย่างทางสังคม ซึ่งทำให้สถานะของตุลาการ ผู้พิพากษา มีความศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งมากขึ้นไปอีก

สถานะความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจตุลาการที่เกิดขึ้นโดยโครงสร้างสังคมนี้ คืออีกหนึ่งประเด็นที่สมชาย ปรีชาศิลปกุล ชี้ให้เห็นในบทนำของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นที่มาว่าทำไมสถาบันตุลาการถึง ‘ไม่อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์’ ได้ ดังเช่นสถาบันอื่นๆ ในขณะที่หากเปรียบเทียบกันระหว่างสามสถาบันที่ใช้อํานาจอธิปไตยในระนาบเดียวกันแล้ว จะพบว่า อํานาจนิติบัญญัติ โดยรัฐสภา และอำนาจบริหาร โดยคณะรัฐมนตรี (หรือรัฐบาล) นั้นกลับเป็นสถาบันที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้มาโดยตลอด ภายใต้กรอบของกฎหมาย แต่ทำไมสถาบันตุลาการถึงได้อยู่นอกเหนือไปจากบริบทนี้

เนื้อหาที่สำคัญในหนังสือเล่มนี้ก็คือ การหยิบยกเอาเหตุการณ์ทางการเมือง ซึ่งมีสถาบันตุลาการเข้ามาเกี่ยวข้องจนก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ โดยเกิดขึ้นตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2549 เป็นต้นมา นั่นก็คือการก่อตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญไปจนถึงคดียุบพรรคไทยรักไทย และสิ่งที่เกิดขึ้นมาตามนั้นอีกหลากหลายเหตุการณ์ เพื่อชี้ให้เห็นว่าการใช้อำนาจตุลาการและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันมาโดยตลอด แม้จะมีการกล่าวว่าอำนาจตุลาการเป็นอิสระจากสิ่งอื่นๆ ทั้งปวงก็ตาม จุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า ‘ตุลาการภิวัฒน์’ นั้นก็มาพร้อมกับจุดเริ่มต้นแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ ‘อำนาจตุลาการ’ ด้วยเช่นกัน

สิ่งหนึ่งที่อาจจะทำให้เกิดสิ่งตะขิดตะขวงใจต่อผู้อ่านและนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์หนังสือเล่มนี้ก็คือ แล้วมุมมองของผู้เขียนที่นำเอาเหตุการณ์ทางการเมืองและการใช้อำนาจตุลาการมาอรรถาธิบายให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกันในหนังสือเล่มนี้ เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน หรือเป็นเพียงการการสร้างเนื้อหาโดยใช้ทฤษฎีสมคบคิด อันเป็นไปด้วยอคติทางการเมืองส่วนตัว ด้วยเพราะในแต่ละเหตุการณ์ที่หยิบยกขึ้นมาใช้ในหนังสือเล่มนี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่ก่อให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและความแตกแยกแนวคิดทางการเมืองในสังคมไทยทั้งสิ้น จึงไม่เป็นการเกินเลยหากมีผู้อ่านที่มีแนวคิดทางการเมืองอีกแบบจะมองว่าหนังสือเล่มนี้ก็เป็นเพียงอีกหนึ่งข้อแก้ต่างทางการเมืองของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งผู้เขียน สมชาย ปรีชาศิลปกุลในฐานะนักกฎหมายก็ได้อธิบายไว้ในคำนำหนังสือเล่มนี้ว่า

“บทความทั้งหมดเขียนขึ้นจากอคติบางประการ หรือกล่าวให้ เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ก็คือในมุมมองที่เห็นว่าระบบความรู้ที่มีต่อสถาบันตุลาการในแวดวงวิชาการของสังคมไทย ยังคงมีอยู่อย่างจำกัดและคับแคบ เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการพิจารณาจากการมองว่าสถาบันตุลาการนั้น เป็นกลางอยู่ในโลกของตรรกะทางกฎหมาย และลอยพ้นจากสังคมอย่าง สิ้นเชิง ซึ่งมุมมองในลักษณะดังกล่าวดูจะอับจนต่อการให้คำอธิบายกับ ‘ความจริง’ ที่เกิดขึ้นกับการดำรงอยู่และปฏิบัติการของตุลาการในสังคม ไทย”

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามความพยายามของหนังสือเล่มนี้ที่จะนำพาเราไปสู่ความคิดเริ่มต้นที่ว่า “แล้วสถาบันตุลาการจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้หรือไม่” หรือแม้แต่แล้วทำไมเหตุใดสถาบันตุลากการถึงศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งจนไม่อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจและเพียงพอที่จะทำให้การอ่านโดยปราศจากอคติทางการเมือง ก่อให้เกิดสิ่งที่สำคัญเหนือไปกว่าใครถูกใครผิด ซึ่งก็คือการตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในยามที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยข้อขัดแย้งและการถกเถียงกันเช่นนี้

ไม่ว่าการอ่านหนังสือเล่มนนี้จะก่อให้เกิดข้อถกเถียงอย่างไรสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นบทสรุปได้ดีและอันทรงพลังของหนังสือเล่มนี้ก็คือประโยคของนักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์ Ran Hirshcl ที่ผู้เขียนนำมาใช้ในหนังสือเล่มนี้ ที่กล่าวไว้ว่า

“อำนาจตุลาการไม่ได้หล่นมาจากฟากฟ้า แต่ถูกสร้างขึ้นมาทางการเมือง” (Judicial power does not fall from the sky; it is politically constructed.)

ซึ่งอาจจะตอบคำถามได้ว่าแล้วทำไมสถาบันตุลาการจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ (โดยสุจริต) ไม่ได้



"โปรดอย่าลืมฉัน" แม้ว่า ยุคสมัยของ คสช.1 จะผ่านไปแล้ว แต่นักโทษทางการเมืองที่ถูกจับกุม ดำเนินคดีด้วยอำนาจของ #คสช และตัดสินโดย ศาลทหาร ยังอยู่ในเรือนจำอีกอย่างน้อย 25 คน ชวนมาดูตัวอย่างคดีของพวกเขาเหล่านั้นกัน



คนแรก เธียรสุธรรม หรือ เจ้าของเฟซบุ๊ก "ใหญ่ แดงเดือด" ถูกตำรวจจับกุมที่บ้านเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2557 ถูกตั้งข้อหาจากโพสต์เฟซบุ๊ก 5 ข้อความ เมื่อขึ้นศาลทหาร เขารับสารภาพ ศาลตัดสินจำคุกข้อความละ 10 ปี รวม 50 ปี ลดโทษเหลือ 25 ปี https://freedom.ilaw.or.th/case/649

คนที่สอง พงษ์ศักดิ์ หรือ เจ้าของเฟซบุ๊ก Sam Parr ถูกจับกุมวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ถูกตั้งข้อหาจากโพสต์เฟซบุ๊ก 6 ข้อความ
เมื่อขึ้นศาลทหาร เขารับสารภาพ ศาลตัดสินจำคุกข้อความละ 10 ปี รวม 60 ปี ลดโทษเหลือ 30 ปี ทำลายสถิติของเธียรสุธรรม (3) http://freedom.ilaw.or.th/case/650

คนที่สาม ศศิวิมล หรือ ศศิพิมล คุณแม่ลูกสองชาวเชียงใหม่ ถูกตั้งข้อหาจากโพสต์เฟซบุ๊ก 7 ข้อความ เมื่อขึ้นศาลเธอรับสารภาพ ถูกตัดสินในวันเดียวกับพงษ์ศักดิ์ แต่ไม่ได้ทำสถิติใหม่ ศาลทหารให้จำคุกข้อความละ 8 ปี รวม 56 ปี ลดเหลือ 28 ปี https://freedom.ilaw.or.th/th/case/681




คนที่สี่ ชื่อวิชัย มาทำลายสถิติคดี #มาตรา112 อีกครั้ง ถูกฟ้องว่า ปลอมเฟซบุ๊กและโพสต์ข้อความ 10 ครั้ง เขารับสารภาพ ศาลทหารพิพากษาจำคุกข้อความละ 7 ปี รวม 70 ปี ลดเหลือ 30 ปี 60 เดือน ยังคงถูกคุมขังอยู่ ไม่มีกำหนดออก (5) https://freedom.ilaw.or.th/case/722#progress_of_case

คนที่ห้า ชื่อ ชญาภา โดนทั้งข้อหา #มาตรา112 และ #มาตรา116 ถูกพาตัวไปศาลทหารโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ไม่มีทนายความไปด้วย เธอรับสารภาพ ศาลทหารพิพากษาให้จำคุก 14 ปี 60 เดือน ลดเหลือ 7 ปี 30 เดือน การคำนวนโทษค่อนข้างซับซ้อน (6) https://freedom.ilaw.or.th/case/689

คนที่หก ธารา ทำเว็บไซต์ด้านสุขภาพ และเอาลิงก์ไปยังรายการของบรรพตมาฝังไว้ ถูกฟ้องจาก 6 ลิงก์ ศาลทหารพิพากษาให้จำคุกลิงก์ละ 3 ปี 4 เดือน (ถือว่าเบากว่าคดีอื่น) คิดเป็นโทษจำคุก 18 ปี 24 เดือน ธารายังคงรับโทษอยู่ในเรือนจำ (7) https://freedom.ilaw.or.th/th/case/654#detail

คนที่เจ็ด ไม่ได้ถูกตัดสินโดยศาลทหาร แต่เป็นศาลอาญาปกติ เขาถูกฟ้องเป็นสองคดีตาม #มาตรา112 จากการโพสต์เฟซบุ๊กและส่งอีเมล์ ปิยะปฏิเสธ และสู้คดีจนจบ ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกทั้งสองคดี รวมแล้ว 14 ปี https://freedom.ilaw.or.th/112theseriespiya




แถมท้ายด้วยคดีของผู้ต้องหาเป็นชุดรวม 6 คน นำโดยประธิน คดีนี้ขึ้นศาลทหาร #ขอนแก่น ยังพิจารณาไม่เสร็จ จำเลยไม่ได้ประกันตัว จำเลยถูกกล่าวหาว่า นอนคุยกันในเรือนจำและส่งไลน์หากัน ผิด #มาตรา112 ยังถูกคุมขังอยู่ แม้ศาลทหารจะหมดอำนาจและโอนคดีไปศาลปกติแล้วก็ตาม https://freedom.ilaw.or.th/case/696




ปิดท้ายด้วยคดีของ ธเนตร ที่ไม่อยากให้ลืมกัน จำเลยถูกตั้งข้อหา #มาตรา116 จากการโพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ คสช. และกองทัพ เขาไม่ได้ประกันตัว และคดีเดินหน้าไปอย่างล่าช้าที่ศาลทหารกรุงเทพ ถึงวันนี้ก็ยังคงอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ รอให้ศาลปกติมาพิจารณาคดีต่อ (จบ) https://freedom.ilaw.or.th/th/case/698#detail



ที่มา iLaw

วันอาทิตย์, กันยายน 01, 2562

"ช่วยไม่ได้ที่มีคนคิดมาก" จาก ‘ไม่ยืนในโรงหนัง’ ถึง 'ทหารเกณฑ์พระราชทาน'

ประเด็น ไม่ยืนในโรงหนัง ระหว่างเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี กลับมาเป็นปัญหาทางสังคมอีกครั้ง เมื่อมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบจำนวนมาก (ประมาณ ๒๐ คน) ไปควบคุมและตรวจตราไม่ให้มีคนนั่งเฉย ไม่ยอมลุกขึ้นยืนถวายความจงรักภักดี

ทั้งนี้เนื่องจากมีการนัดหมายโดยกลุ่มรณรงค์ทางเฟชบุ๊คชื่อ นักการมีมซึ่งต่อมาได้ปิดตัวเองลง หลังจากที่มีเจ้าหน้าที่ไปสอบสวน ผู้เป็น แอ็ดมินกล่าวกับ บีบีซีไทย ว่า “ไม่คาดคิดว่าจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปในโรงภาพยนตร์เยอะขนาดนี้”

การรณรงค์ Not Stand at Major Cineplexครั้งดังกล่าวเมื่อวันที่ ๓๑ ส.ค. ที่โรงภาพยนตร์ เมเจอร์ ซีนาเพล็ก สาขาสยามพารากอนนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมีการเปิดเผยโดยเพจ ศาสนวิทยา ของ dr.Sinchai Chaojaroenrat แจ้งว่า

“ทางเมเจอร์มีมาตรการให้พนักงานตรวจเช็คผู้ใช้บริการ ในช่วงเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนหนังฉาย หากพบว่ามีบุคคลที่ไม่ประสงค์ที่จะยืน จะขอให้ออกจากโรงหนังก่อน แล้วค่อยกลับเข้ามานั่งใหม่ในช่วงที่หนังเริ่มฉาย”

ทำให้เกิดการนัดหมายไม่ยืนในโรงหนังระหว่างเปิดเพลงสรรเสริญฯ “ครั้งแรก Paragon Cineplex ครั้งต่อไป โรงใกล้บ้านคุณ” มีผู้แสดงความสนใจไปที่เพจจะร่วมกิจกรรมด้วยถึง ๔,๙๐๐ ราย จึงปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ไปตรวจตรามากกว่าจำนวนผู้ไม่ยืนกว่าเท่าตัว

อย่างไรก็ดีบีบีซีไทยบอกว่าได้สอบถามไปยังกระทรวงวัฒนธรรมถึงการไม่ลุกขึ้นยืนระหว่างเพลงสรรเสริญพระบารมีฯ ว่าเป็นความผิดหรือไม่ ได้รับคำตอบว่า “กำหนดให้ประชาชนยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่งมีโทษปรับและจำคุกหากใครไม่ปฏิบัติตามนั้น ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว”

ประชาไทเสนอรายงานในเรื่องเดียวกันนี้ว่า เคยมีผู้ถูกดำเนินคดีจากการไม่ยืนแสดงความเคารพต่อเพลงสรรเสริญฯ ในรัชกาลที่ ๙ สามราย รายแรกเมื่อปี ๒๕๒๑ ถุกตัดสินจำคุก ๒ ปีในความผิดมาตรา ๑๑๒ ฐานที่ตะโกนระหว่างการบรรเลงเพลงสรรเสริญฯ ว่า “เฮ้ย เปิดเพลงอะไรโว้ย ฟังไม่รู้เรื่อง”

อีกรายในปี ๒๕๕๑ ผู้ต้องหาถูกพิพากษาความผิดตาม ม.๑๑๒ ให้จำคุก ๓ ปี จำเลยรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน แต่ “เนื่องจากมีเหตุว่า จำเลยมีประวัติมีอาการทางจิตและเคยผ่านการรักษาจากโรงพยาบาลจิตเวช” จึงให้รอการลงอาญาไว้ ๒ ปี

อีกคดีเรื่องนี้เกิดขึ้น ๑๒ ปีมาแล้ว และอัยการสั่งไม่ฟ้อง เมื่อ ๑๙ ก.ค. ๒๕๕๕ โดยมีความเห็นคล้อยตามพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ว่าการนั่งเฉยๆ ของ โชติศักดิ์ อ่อนสูง จำเลยนั้น “ไม่ปรากฏพฤติการณ์อันจะมีลักษณะความผิด

ในฐานแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ “ผบ.ตร. มีความเห็นพ้องกับพนักงานอัยการ คดีจึงเป็นอันยุติไม่ฟ้องคดี”


ในทศวรรษใหม่ รัชสมัยนี้ หากจะมีใครต้องถูกดำเนินคดีฐานไม่ยอมลุกขึ้นยืนระหว่างที่มีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนการฉายหนังและการแสดงมหรสพต่างๆ ก็จะกลับเป็นการสั่นสะเทือนสร้างความหวั่นไหว ในการแสวงหาความสุขตามอัตภาพของประชาชนเข้าไปอีก

ในภาวะข้าวยากหมากแพง เดี๋ยวฝนแล้ง เดี๋ยวน้ำท่วม เช่นที่เป็นอยู่ในยุค คสช. ๑ ต่อ ๒ นี้ ผู้คนยังรำลึกถึงคำของ หนูดีจากโพสต์เก่าแก่ก่อนยุค คสช. ที่ว่า “พูดแล้วจะร้องไห้ น้ำท่วมไม่กลัว กลัวอย่างเดียว...เพราะพวกเราจะตายกันหมด” ขึ้นมาอ้างอิงอยู่เสมอ
 
จากที่ @Pat_ThaiPBS รายงาน “หัวอกชาวนา” ต.วังโพรง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก กำลังจะลงมือเกี่ยวข้าว “แปลงนาสีทองเหลืองอร่าม” เมื่อ ๓๐ ส.ค. “ชั่วคืนเดียว เจอฝนหนัก-น้ำไหลท่วมนามิด ๓๐ ไร่” อนาคตมลายไปต่อตา

แล้วยังดั่งว่า ทัพบกกำลังจะเปิดยุทธการรุกฆาต ‘Blitzkrieg’ กับประชาชนอีกครั้ง เมื่อปรากฏว่าพรรคอนาคตใหม่ประกาศจะเสนอร่างกฎหมาย ยกเลิกการเกณฑ์ทหารซึ่ง พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรค ชี้แจงว่า

เป็น “การยกเลิกเกณฑ์ทหารแบบปัจจุบัน โดยจะใช้วิธีการสมัครใจแทน​ แต่ยังคงไว้ซึ่งวิธีการเกณฑ์ทหารยามเกิดศึกสงคราม” ส่วนการรับสมัครนั้นกำหนดให้ต้องจบมัธยมศึกษาตอนปลาย แล้วทำการฝึก ๕ ปี (ปัจจุบันปีครึ่ง) และสามารถสอบบรรจุตำแหน่งได้ถึงยศพันโท

ทหารสมัครใจเหล่านี้เมื่อจบการฝึกจะกลายเป็นกำลังพล สำรอง ที่เข้มแข็ง ผู้เสนออ้างว่าวิธีนี้จะทำให้ลดจำนวนกำลังพลลงได้ แล้ว “นำงบประมาณในส่วนนี้ไปเพิ่มเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆ ได้ประมาณ ๒ เท่า รวมทั้งให้เป็นทุนการศึกษาจนสามารถเรียนได้จนจบปริญญาตรี”


ทว่าผู้บังคับบัญชาฝ่ายทหารแทนที่จะรับพิจารณาข้อเสนอ กลับออกมาคัดค้านด้วยการอ้างว่าการเกณฑ์ทหารเป็นการช่วยชาติ ทั้งที่ในความเป็นจริงทางปฏิบัติทหารเกณฑ์กลายเป็นคนรับใช้แม่ทัพนายกอง ทำงานบ้าน ล้างรถให้เจ้านาย ซักผ้าให้คุณนายกันเสียมากกว่า
 
มิหนำซ้ำ ทบ. เพิ่งประกาศ “เตรียมเปลี่ยนการฝึกทหารเกณฑ์ เป็นหลักสูตรพระราชทาน” ดังรายละเอียดที่ https://www.facebook.com/100001454030105/posts/2503424976382612?sfns=mo%2585

จึงช่วยไม่ได้ที่มีคนคิดมาก Justin o-cha @CrazyRichTH ทวี้ตไว้ว่า “ใครจะยกเลิกเกณฑ์ทหาร = หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีคำว่าพระราชทานแล้วนะ”

ใจดำ





เห็นข่าวประยุทธ มีไอเดียสร้างรั้วตลอดแนวชายแดน “แม่น้ำโกลก” เพื่อเสริมความมั่นคง
เห็นข่าวอภิรัช จ่อซื้อสไตรเกอร์มือ2 เพิ่มอีก 50 คัน

ในขณะที่ภาคอีสานยังคงวิกฤต น้ำท่วม 5 จังหวัดมิดหลังคา อีก 9 จังหวัดน้ำยังแล้ง เศรษฐกิจวอดวายคนฆ่าตัวตายรายวันเลวร้ายยิ่งกว่ารัฐบาลไหนๆที่เคยมีมา

ก็สรุปได้ว่าคนพวกนั้นเขาไม่ได้อยู่กับความเป็นจริง เขามีมโนของเขาเองในการทำงาน เขาจัดลำดับความสำคัญไม่ได้ หรืออีกประการหนึ่งก็คือไม่อยากจัด “กูจะเอาอย่างนี้ กูจะทำอย่างนี้ กูว่าอันนี้ด่วน กูว่าอันนี้กูจะทำ ใครก็ทำอะไรกูไม่ได้ ไอ้ที่ตายก็ตายไป ไอ้ที่ฉิบผายก็ฉิบผายไปไม่ใช่ญาติกู”

พวกที่หลับหูหลับตาสนับสนุนรัฐบาลนี้ถือว่าใจดำมาก


Arunwatee Kong Li Chattay


"คราบรอยยิ้มยังแต้มเติมตามใบหน้า กลิ่นเงินตราโชยมาแต่ไกล" คาราบาว 2562




พ.ศ. 2525
"คราบรอยยิ้มยังแต้มเติมตามใบหน้า
กลิ่นกัญชาโชยมาแต่ไกล
ชั่วชีวิตคิดสั้นทำไม
เสพสิ่งจูงใจ ให้ร้ายแก่ตัวเราเอง

จดจำไว้ในความทรงจำ
ความบอบช้ำของตัวเราเอง
ล่วงถลำกล้ำกลืนฤทธิ์ยา
ปรารถนา... สรรค์สร้างสิ่งใด"
เพลง กัญชา
แอ๊ด คาราบาว

พ.ศ. 2562
"กัญชาเป็นยา เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน
มีมานมนาน ตั้งแต่ยุคสมเด็จพระนารายณ์
แต่อเมริกากลัวยาเขาจะขายไม่ได้ จึงกีดกันคนไทย
ปลูกใช้ถือว่ามีความผิด
ขอสิทธิ์คนไทยเข้าถึงกัญชาบ้างหนอ "
เพลง กัญชาคอมมิชชั่น
แอ๊ด คาราบาว

แหม่ น่าจะมีสักท่อนที่ด่าตัวเองบ้างนะ แอ๊ด  


ภาครัฐว่าไง...มีเงินแจกคนจน แต่ทำไมไม่ไมีเงินให้เด็กกู้เรียน




https://www.facebook.com/433371200573005/videos/2615659311832409/


เหตุเกิดที่เกาะราชา......ขยะสามารถบอกอะไรๆหลายๆอย่างถึงคน... ถึงเวลาหรือยังที่จะ ห้ามนำพสาติกเข้าอุทยานแห่งชาติ โดยเด็ดขาด....



...

ที่เนปาล



Save the ocean : The yearly amount of plastic waste in the ocean is set to double by 2030



5 steps that could end the plastic pollution crisis – and save our ocean



More plastic is entering the food chain


Here are the suggestions it makes for real progress:

1. Production

Cutting or limiting production is the first step. Underscoring how out of control the issue is, the report says the production of virgin plastic has increased 200-fold since 1950, and has grown at a rate of 4% a year since 2000.



Exponential growth in production.


2. Usage


As plastic risks becoming a dirty word, it’s worth remembering its benefits are unmatched by other materials. It is light, easily shaped and inexpensive as well as guarding what’s inside it against contamination. Far from all plastics being the enemy, it’s single-use ones, like plastic bags, straws, coffee stirrers, bottles and most food packaging, that pose the greatest challenge.

Currently, 40% of plastic is single-use and has a lifespan of one year, and it’s cutting back in this area that the report says will really make a difference, recommending a wholesale change in design so the majority can be reused or recycled.


3. Waste collection

Low collection rates and poor sorting is the problem here, and one that varies greatly from country to country. Industry and policy together could make a difference here. The report says mismanaged plastic waste is a “critical concern” because it is more likely to become pollution than waste managed through a controlled waste treatment facility.

“Failure to properly sort or dispose of plastic leads to waste being discarded directly into landfills or dumped into nature,” the report said. “The world’s inability to manage plastic waste results in one-third of plastic, 100 million metric tons of plastic waste, becoming land or marine pollution.”

4. Treatment

Not enough plastic is recycled, the report says, with most treated by landfilling, incineration or dumping. In 2016, less than 20% of plastic waste was recycled, it said, because the process is unprofitable and expensive compared to other treatments. Incineration capacity in Asia is predicted to grow by more than 7% a year until 2023.

“Recycling operating costs are prohibitively high due to high collection and separation costs, and a limited supply of recyclable plastic,” it said. “Collecting and sorting is a time consuming and labour-intensive process due to the high levels of mixed and contaminated plastic waste.”

All this means carbon dioxide emissions from plastic waste management could triple by 2030, while burning plastics creates other pollutants.

5. Secondary markets


Current secondary markets for plastics aren’t working as well as they could, according to the report. New incentives to improve the costs, technical capabilities, and quality of secondary materials would help resolve this, it says, and the first step would be making it more expensive to discharge plastic into nature than to manage it to the end-of-life stage. Measures should be put in place to ensure the global price of plastic reflects its full life cycle cost to nature and society.

“Since these economics are true for all actors in many locations around the world, the current plastics system is locked into polluting the planet,” the report said. “Due to its lower quality, recycled plastic has more limited reuse applications, reducing its demand, its price, and therefore the revenues of recycling companies.”

So could these five steps make a difference? WWF thinks so, saying that reducing plastic consumption, coupled with growing secondary plastic material production, could halve virgin plastic production by 2030. Phasing out single-use plastic usage lessens the plastic burden placed on the waste system and is estimated to lower plastic waste generation to 188 million metric tons, a 57% reduction from the business as usual scenario.

At the Forum’s Annual Meeting in Davos, strategists including Peter Lacy from Accenture, outlined how technological developments can be harnessed to turn plastic waste into an opportunity.

“It is time to see the value in all plastic,” Lacy and his colleagues wrote. “And to begin to view used plastic not as a waste product, but rather as a new raw resource with infinite possibilities.”


บีบีซีไทยเดินทางไปสังเกตการณ์ที่โรงภาพยนตร์ที่เป็นจุดนัดหมายทำกิจกรรม "ไม่ยืนในโรงภาพยนตร์" ช่วงเพลงสรรเสริญพระบารมี (31 ส.ค.2562)



เพลงสรรเสริญพระบารมี : คนดูหนังจำนวนหนึ่งร่วมกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ "ไม่ยืนในโรงภาพยนตร์"



BBC THAI
คำบรรยายภาพหน้าโรงภาพยนตร์ที่เป็นสถานที่นัดทำกิจกรรมมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบหลายนายมาเฝ้าดูสถานการณ์


31 สิงหาคม 2019
บีบีซี ไทย


บีบีซีไทยเดินทางไปสังเกตการณ์ที่โรงภาพยนตร์ที่เป็นจุดนัดหมายทำกิจกรรม "ไม่ยืนในโรงภาพยนตร์" ช่วงเพลงสรรเสริญพระบารมีวันนี้ (31 ส.ค.2562) พบว่ามีผู้ชมภาพยนตร์จำนวนหนึ่งไม่ลุกขึ้นยืน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบจับตาดูและเข้าไปพูดคุย

กิจกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นจากการนัดหมายทางหน้าเพจเฟซบุ๊ก "นักการมีม" ซึ่งเป็นเพจของกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ไม่เปิดเผยตัว เบื้องต้นทางเพจไม่ได้ระบุเวลาและโรงภาพยนตร์ที่จะจัดกิจกรรม โดยให้ข้อมูลเพียงว่าเป็นโรงภาพยนตร์เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ สยามพารากอน

ในเฟซบุ๊กนักการมีม มีผู้ใช้เฟซบุ๊กกดแสดงความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมซึ่งใช้ชื่อว่า Not Stand at Major Cineplex: They can't stop all of us กว่า 4,900 คน โดยเมื่อวันที่ 29 ส.ค. แอดมินเพจได้แจ้งว่าผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถไปที่โรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ฯ สาขาไหนก็ได้ แต่ทางกลุ่มนัดรวมตัวกันที่โรงภาพยนตร์เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ สยามพารากอน โรงที่ 10 รอบหลังบ่ายโมง





บีบีซีไทยเดินทางไปสังเกตการณ์ที่โรงภาพยนตร์ดังกล่าวในเวลาประมาณ 13.00 น. พบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบประมาณ 10 นายกระจายอยู่หลายจุด ขณะที่พนักงานโรงภาพยนตร์ได้มีการพูดคุยกันถึงการรับมือหากพบว่ามีผู้ชมภาพยนตร์ไม่ยืนช่วงเพลงสรรเสริญพระบารมี

คำบรรยายภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบซึ่งมีป้ายแสดงตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายกระจายกำลังตรวจตราบริเวณรอบโรงภาพยนตร์


เมื่อใกล้ถึงเวลาฉายภาพยนตร์รอบ 14.40 น. เริ่มมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มมากขึ้น และเมื่อโรงภาพยนตร์เปิดให้ผู้ชมเข้า ตำรวจนอกเครื่องแบบจำนวนหนึ่งได้เดินเข้าไปด้านใน โดยยืนสังเกตการณ์อยู่บริเวณประตูทางเข้า
24 มิถุนายน 2475 : สำรวจความคิด “คณะราษฎร” ผ่านมรดกทางวัฒนธรรม
100 ปี ธงชาติไทย: ย้อนประวัติเพลงชาติไทยที่เคียงคู่โบกสะบัดธงไตรรงค์

เมื่อเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น ได้มีผู้ชมภาพยนตร์ประมาณ 5 คน ที่นั่งกระจัดกระจายกันไม่ลุกขึ้นยืน พนักงานจึงเดินเข้าไปขอความร่วมมือให้ยืนขึ้นเพื่อแสดงความเคารพ โดยส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือ แต่มีชาย 1 คนที่ยังคงนั่งอยู่จนเพลงจบ ทำให้ตำรวจนอกเครื่องแบบเข้าไปยืนข้าง ๆ

หลังจากเพลงสรรเสริญพระบารมีจบ บีบีซีไทยได้ออกมาสังเกตการณ์ด้านนอก พบว่ามีตำรวจนอกเครื่องแบบประมาณ 20 นาย ยืนคุยกับผู้ชมภาพยนตร์กลุ่มหนึ่งเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจเกี่ยวกับการยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี

หลังภาพยนตร์จบลง ชายที่ไม่ยืนช่วงเพลงสรรเสริญพระบารมีได้เดินออกมาจากโรงภาพยนตร์โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินตามไปพูดคุยตักเตือนอยู่พักหนึ่งก่อนได้รับอนุญาตให้กลับ



BBC THAI


ก่อนหน้านี้บีบีซีไทย ทำการตรวจสอบว่าการไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีว่ามีความผิดหรือไม่ และได้รับคำยืนยันจากฝ่ายกฎหมายของกระทรวงวัฒนธรรมว่า พระราชกฤษฎีกาที่ออกภายใต้ พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2485 ที่กำหนดให้ประชาชนยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่งมีโทษปรับและจำคุกหากใครไม่ปฏิบัติตามนั้นได้ถูกยกเลิกไปแล้ว

เพจ "นักการมีม" ปิดตัว

หลังจากกิจกรรม "ไม่ยืนในโรงภาพยนตร์" เพจ "นักการมีม" ได้ปิดตัวลงช่วงบ่ายวันนี้ โดยบีบีซีได้รับคำยืนยันจากแอดมินเพจว่าทางกลุ่มขอยุติความเคลื่อนไหว พร้อมกับเปิดเผยว่าก่อนหน้านี้ได้มีเจ้าหน้าที่ติดต่อมาสอบถามถึงการจัดกิจกรรมไม่ยืนในโรงภาพยนตร์

"ไม่คาดคิดว่าจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไป (ในโรงภาพยนตร์) เยอะขนาดนี้ ขอบคุณคนที่ร่วมกิจกรรมวันนี้และขอโทษที่ทำให้ทุกคนเข้ามาเสี่ยง" แอดมินเพจนักการมีมบอกกับบีบีซีไทยโดยไม่ขอเปิดเผยชื่อ



วิจารณ์ขรม! น้ำลด เจอถนนหลุดออกเป็นแผ่น ๆ ชาวบ้านวอนหน่วยงานเข้าแก้ไข





วิจารณ์ขรม! น้ำลด เจอถนนหลุดออกเป็นแผ่น ๆ ชาวบ้านวอนหน่วยงานเข้าแก้ไข

ที่มา pnsamtv


วันที่ 31 ส.ค. 62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์มีการพูดถึงและส่งต่อโพสต์จากผู้ใช้เฟซบุ๊ก เจ้าชาย แห่งสายธาร ซึ่งได้โพสต์ภาพถนนที่มีแผ่นพื้นผิวถนนซึ่งเป็นแอสฟัลท์หลุดออกมาเป็นแผ่นจากดิน โดยผู้โพสต์ระบุข้อความว่า “เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้รู้ว่า ถนนแถวบ้านผมนี่ได้มาตรฐานขนาดไหน #ค_คนสร้างภาพ”







ทั้งนี้ มีผู้ใช้เฟซบุ๊กส่งต่อโพสต์ดังกล่าวมากกว่า 4 พันครั้ง และต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่พูดถึงและตั้งข้อสังเกตกันเรื่องงบประมาณ





โดยผู้โพสต์เปิดเผยกับทีมข่าวออนไลน์ อมรินทร์ ทีวี ว่า ถนนดังกล่าวอยู่ในพื้นที่บ้านห้วยทม หมู่ 2 ต.ป่าก่อ อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ โดยเมื่อวานนี้ (30 ส.ค.) เกิดเหตุน้ำล้นตลิ่งทะลักท่วมข้ามถนน เมื่อน้ำลดระดับลง จึงเห็นว่าพื้นผิวถนนหลุดออกมาเป็นแผ่นดังกล่าว ล่าสุดได้มีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทราบเรื่องแล้ว แต่ยังไม่มีหน่วยงานเข้ามาแก้ไขถนนดังกล่าว เนื่องจากเกิดน้ำท่วมในจังหวัดหลายพื้นที่ การเข้ามาช่วยเหลือจึงเป็นไปได้ล่าช้า




น้ำล้นตลิ่งทะลักท่วมข้ามถนน


ส่วนตัวคิดว่าการก่อสร้างถนนนั้นไม่ได้มาตรฐาน ขณะที่ชาวบ้านต่างก็รับรู้ปัญหาดังกล่าว แต่ไม่มีใครกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นออกมา เนื่องจากเกรงกลัวอิทธิพลในท้องถิ่น ส่วนขณะนี้ชาวบ้านยังคงวิตกกังวลเรื่องวิกฤติน้ำ เนื่องจากล่าสุดมีฝนตกซ้ำลงมาอย่างหนักในพื้นที่อีกครั้ง จนเกิดปัญหาไฟดับ




สะพานทรุด


ขณะเดียวกัน ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้เปิดเผยด้วยว่า ที่สะพานข้ามห้วยทม ซึ่งอยู่ในพื้นที่ พบว่ากระแสน้ำได้ซัดตอม่อสะพานจนทำให้สะพานบางช่วงทรุดลง ช่วบ้านต้องสัญจรกันอย่างระมัดระวัง หากฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านก็เกรงว่าในวันพรุ่งนี้อาจจะมีข่าวร้ายขึ้นอีก



ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก เจ้าชาย แห่งสายธาร
...

ความจริง 5 เรื่อง สังคมไทยน่าจะรู้คือ





ความจริง 5 เรื่องที่ผมเสนอว่าสังคมไทยน่าจะรู้คือ

หนึ่ง ไม่มีคน "คนรุ่นใหม่" หรือ "คนรุ่นเก่า" ในแง่ความคิด มีแต่ในเชิงอายุทางกายภาพเท่านั้น ที่เก่าจริง ใหม่จริง

พวก "คนรุ่นเก่าในเชิงความคิด" แต่ทำตัว แปะป้ายตัวเองว่าใหม่ แต่เนื้อในกลวงมีมากมาย

คนเรา "รุ่นใหม่" ได้เสมอถ้าอัพเดทตัวเอง และกล้าคิดวิพากษ์ มองหาความรู้ใหม่ๆ ไม่ว่าจะอายุเท่าไร

และ "คนรุ่นเก่าทางความคิด" นี่แหละที่จะขัดขวางความคิดใหม่ๆ แบบเนียนๆ ไม่ว่าเขาจะอายุเท่าไรก็ตาม และเขายังคงครอบงำสังคมอยู่ด้วยระบบอุปถัมป์จนทุกวันนี้

สอง เราไม่มีทางเข้าใจตัวเองหรือเข้าใจคนอื่นได้หมด และคำแนะนำที่ว่าให้เดินทางมากๆ ก็ทำได้กับชนชั้นที่มีกำลังจ่ายเท่านั้น ไม่ใช่ชนชั้นหาเช้ากินค่ำ

การคุยกับคนมากๆ ในสังคมมนุษย์ Function หนึ่งอย่าปฏิเสธว่าคือการสร้างเครือข่าย ถ้าช่วยกันทำงานก็ดีไป แต่ถ้ามันกลายเป็น "ระบอบอุปถัมป์" เปลี่ยนถูกเป็นผิด มันก็จะกลายเป็นปัญหา และสังคมไทยเป็นแบบนั้น

สาม จะอยู่รอดในยุคใหม่ ที่ปัญญาประดิษฐ์มาแทนที่แรงงานคน จำต้องการรัฐที่วางแผนพัฒนาคนให้สามารถทำงานในสิ่งที่เครื่องจักรทำไม่ได้ ไม่ใช่มีรัฐที่วางแผนไปวันๆ การพูดหล่อๆ ว่าให้ใช้ความเป็นมนุษย์​ในยุคนี้ แต่ไม่พูด "แตะโครงสร้าง" จึงไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากทำให้คนพูดหล่อเฟี้ยวในหน้าสื่อ

สี่ ทุกคนต้องการชีวิตที่ดีขึ้น ต้องการคุณภาพการดำรงชีพที่สูงขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร และมันคือการทดลองของแต่ละคน ไม่มีศาสดาคนไหนมาไลฟ์โค้ชใครได้ เพราะแต่ละคนเงื่อนไขต่างกัน ขอแค่มีรัฐที่กระจายโอกาสได้ดีให้ก็พอ (แต่เรามีไหม ทุกท่านก็คงตอบได้)

ห้า การที่จะมีใครมาเที่ยวเสนอว่า "จงเป็นคนคุณภาพ" มันก็ย้อนไปที่เราเลือกเกิดไม่ได้ ฐานะ ชนชั้น โอกาส สังคมที่เติบโต ฯลฯ มันจึงเป็นเรื่องลำบากที่คำแนะนำของคนที่เขามองว่าตัวเองมีคุณภาพแล้ว มาบอกว่า "จงเป็นคนคุณภาพ" มันจะมาช่วยอะไรในเงื่อนไขชีวิตของเรา

มีเด็กจำนวนมาก อยากไปพัฒนาทักษะทางภาษาเพิ่มที่เมืองนอก พวกไลฟ์โค้ช พูดอะไรเท่ๆ ช่วยมาจ่ายให้หน่อยสิครับ

เราคุมมันได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้นแหละ แต่ถ้าเรายังมีรายได้น้อยเรี่ยดิน ต้องคิดหนักเดือนต่อเดือน จะเอาเวลาที่ไหนมาพัฒนาคุณภาพตัวเอง นอกจากทำงานหนักอาบเหงื่อต่างน้ำ

นักคิด นักเขียน อย่าไปฟังมันให้มาก พวกนี้เผลอๆ ชีวิตล้มเหลวยิ่งกว่าที่พวกคุณจะรู้อีกครับ นี่พูดจากใจ


Sujane Kanparit


"CSI LA" ถามดี "เพื่อนๆคิดว่าเงิน7,000ล้านบาทสามารถซื้อเรือท้องแบนที่สามารถเอาใช้ช่วยเหลือชาวบ้านเวลาน้ำท่วมได้ได้กี่ลำ"