วันศุกร์, มิถุนายน 06, 2568

อยากรบ ระวัง ประเทศ(อาจ)พังยับ


Beer Tiaiamdee
June 3
·
ไทยนี้รักสงบ แต่ถ้าอยากรบ พังยับ: เมื่อความเปราะบางทางการเมืองและเศรษฐกิจคือชนวนหายนะของชาติ

สงครามชายแดนไม่ใช่เกม แต่คือกับดักหายนะที่ทำให้ทั้งประเทศพังยับ

ในขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะอ่อนแรง การเมืองก็ไร้เสถียรภาพ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐเริ่มแตกร้าว กลับมีบางกระแสในสังคมพยายาม ปลุกปั่นให้เกิดความรู้สึก “ต้องรบ” กับกัมพูชา โดยเฉพาะในประเด็นชายแดนที่อ่อนไหวในหลายพื้นที่

คำถามคือ…เราพร้อมแล้วจริงหรือ? หรือนี่คือ การโยนไฟลงกองฟาง แล้วหวังว่าไฟจะเผาเฉพาะ “ฝ่ายตรงข้าม” โดยไม่เผาบ้านทั้งหลัง?



ปัญหาชายแดน: จากประเด็นภูมิศาสตร์ กลายเป็นเครื่องมือการเมือง

ประเทศไทยกับกัมพูชามีข้อพิพาทชายแดนที่สะสมมายาวนาน ทั้งในเขตพื้นที่ปราสาทพระวิหาร พื้นที่แนวสันปันน้ำ ไปจนถึงดินแดนบางส่วนที่ไม่มีเส้นแบ่งเขตแน่ชัด

แต่ในขณะที่กระบวนการแก้ปัญหาควรเดินหน้าอย่างมีวุฒิภาวะและสันติ บางกลุ่มในสังคมกลับ ใช้ประเด็นนี้เพื่อสร้างกระแสชาตินิยมสุดโต่ง เรียกร้องให้รัฐบาล “แสดงความแข็งแกร่ง” ด้วยการส่งทหารเข้าประชิดชายแดน หรือแม้แต่เสนอให้ “ประกาศสงคราม” หากจำเป็น

กระแสเหล่านี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล หากแต่ใช้ อารมณ์ ความกลัว และความเกลียดชัง เป็นเชื้อไฟ และนั่นคือสิ่งที่อันตรายที่สุด



“ขบวนการปั่นสงคราม”: สร้างข่าวปลอมเพื่อแตกแยก

สิ่งที่น่ากังวลกว่าการเสนอความเห็นที่รุนแรง ก็คือการเห็น “ข่าวปลอม” และ “คลิปบิดเบือน” ถูกปล่อยในโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง เช่น:
• คลิปทหารกัมพูชาเคลื่อนกำลัง (ที่จริงเป็นคลิปเก่าหรือซ้อมรบ)
• ข่าวปลอมว่า “อีกฝ่ายบุกรุกเขตแดน” (ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานหรือการยืนยัน)
• คำพูดปลุกใจให้ “ยอมตายเพื่อชาติ” (โดยคนที่อยู่ในที่ปลอดภัย)

ทั้งหมดนี้ไม่ได้ช่วยให้ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น แต่นำไปสู่ ความแตกแยกในสังคม และสร้าง แรงกดดันให้รัฐต้องแสดงท่าทีรุนแรง ทั้งที่ไม่ใช่ทางเลือกที่มีอนาคต



ถ้าเกิด “สงครามจริง”: เสียหายระดับชาติ ไม่มีผู้ชนะ

อย่าคิดว่า “รบแล้วชนะ” จะทำให้ทุกอย่างจบ

เพราะในโลกยุคนี้ สงครามไม่ได้จบแค่ในสนามรบ แต่มันพังทั้งระบบ
• ชีวิตคนไทยจำนวนมากต้องสูญเสีย — ทั้งทหารและพลเรือน
• การลงทุนหายหมด นักลงทุนหนี เศรษฐกิจหยุดชะงัก
• การค้าชายแดนและส่งออก-นำเข้าถูกตัดขาด
• ค่าเงินบาทร่วงหนัก ราคาสินค้าพุ่ง
• ภาพลักษณ์ประเทศไทยถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง
• ความสัมพันธ์กับอาเซียนและประชาคมโลกพังพินาศ
• ประชาชนแตกแยกเป็นสองฝ่าย ความปรองดองไม่มีเหลือ

สงครามจึงไม่ใช่ทางออก แต่เป็นกับดักที่ลากทั้งประเทศให้ร่วงลงเหวพร้อมกัน



รัฐประหาร-รัฐล้มเหลว: บทต่อไปที่ตามมาเสมอ

ทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้งใหญ่ในสังคมไทย ไม่ว่าจะจากภายในหรือภายนอก ระบบการเมืองมักเดินไปสู่ “ทางลัด” ที่ชื่อว่า รัฐประหาร

แต่ในโลกยุค 2025 การรัฐประหารไม่ได้รีเซ็ตอะไรอีกแล้ว มันแค่ พาประเทศถอยหลังแบบไม่มีอนาคต
• ต่างชาติคว่ำบาตร
• สิทธิพลเมืองถูกระงับ
• เศรษฐกิจทรุดหนัก
• การท่องเที่ยวดับสนิท
• ความเชื่อมั่นจากประชาคมโลกลดเหลือศูนย์

เมื่อเกิดทั้งสงคราม+รัฐประหารพร้อมกัน สิ่งที่เหลือคือ “รัฐล้มเหลว” ซึ่งหมายถึงรัฐบาลไม่สามารถจัดการประเทศได้อีกต่อไป และผู้คนต้องหาทางเอาตัวรอดเอง



บทสรุป: สันติไม่ใช่ความอ่อนแอ และรักชาติไม่ใช่การรบ

ในภาวะที่ประเทศเปราะบางที่สุด การเรียกร้องให้ “รบ” ไม่ใช่ทางแก้ แต่คือเชื้อเพลิงที่พร้อมเผาทุกอย่างให้ราบคาบ

ความรักชาติที่แท้จริง คือการใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์
คือการรักษาชีวิตผู้คนมากกว่าพื้นที่ไม่กี่ไร่
คือการวางหมากระยะยาว มากกว่าชนะระยะสั้นแล้วแพ้ทั้งกระดาน

สงครามไม่ใช่จุดเริ่มต้นของอธิปไตย แต่มันคือจุดจบของสันติภาพ และความหวังของประชาชน

อย่าให้ไฟเล็กๆ ที่ใครบางคนจุด… กลายเป็นไฟใหญ่ที่เผาเราทั้งประเทศ
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=10212928760650268&set=a.1216633912492