
ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี
7 hours ago
·
อาณาเขตไทยด้านเขมร ผมมีหลักฐานทางกฎหมายนะ
ไทยกับเขมรมีอาณาเขตทางบกติดต่อกันประมาณ 800 กม. ตามแนวเทือกเขาพนมดงรักนับจากสระแก้ว ปราจีนบุรี สุรินทร์ ศรีสะเกษมาจบที่อุบลราชธานี ส่วนทางทะเลอีกเกือบ 200 กม. โดยนับจากเกาะกูด ตราดและจันทบุรี ภายหลังเขมรได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสเมื่อปี2496 ก็ได้เริ่มมีการเจรจาปักปันพรมแดนถาวรกับไทยภายใต้ MOU 43 ทางทะเลและ 44 ทางบก ที่ผ่านมาก็ทำมาเรื่อยๆไม่มีการเร่งรีบอะไร ในวันที่ 14 มิย.ที่จะถึงนี้ก็จะมีการประชุมกันอีก แต่ดูเหมือนฝ่ายเขมรจะพยายามจำกัดหัวข้อเจรจาลง
ผมเป็นข้าราชการคนหนึ่งที่รู้เรื่องเขตแดนแถบนี้ดี เพราะเมื่อเป็นอธิบดีกรมประมงก็ดูเรื่องเกาะกูดและพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล และเมื่อมาอยู่กรมป่าไม้ก็มาดูแลบนบก ซึ่งล้วนเป็นเขตป่าทั้งสิ้น กรมป่าไม้ได้ใช้กฎหมายที่เรียกว่า“ พระราชกฤษฎีกา(พรก)” ประกาศพื้นที่อนุรักษ์ 7 แห่งคือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า(ขสป) พนมดงรักษ์(2521) อุทยานแห่งชาติ(อช)ภูจองนายอง ปี 2530 ขสป. ห้วยศาลา (2533) ขสป. ยอดโดม(2535) ขสป. ห้วยทับทัน(2538) อช. ตาพระยา(2539) และอช. เขาพระวิหาร (2541ในสมัยผม ) พระราชกฤษฎีกาเหล่านี้เป็นกฎหมายที่มีแผนที่และพิกัดแนบท้ายทุกแห่ง มีหมุดถาวรแสดงอาณาเขตที่ชัดเจน โดยทุกหมุดอยู่บนแนวเส้นพรมแดนทั้งสิ้น และในขณะที่ปักหมุดเหล่านี้ก็ไม่เห็นฝ่ายเขมรเคยทักท้วงอะไร จึงถือว่า เป็นกฎหมายปิดปากไปแล้ว ผมจึงขอถามฝ่ายเขมรว่า ที่พวกท่านอ้างโน่นอ้างนี่นั้นท่านมีหลักฐานทางกฎหมายหรือแผนที่อะไรรองรับ พวกท่านเคยทราบไหมว่าประเทศไทยได้ประกาศ พรบ. คุ้มครองและสงวนป่าตามแนวชายแดนไทยเขมรมาตั้งแต่ปี 2481 คือก่อนประเทศเขมรจุติมาด้วยซ้ำ กล่าวคือ แม้แต่ผู้นำของพวกท่านก็ยังไม่เกิดเลย หลังจากที่กรมป่าไม้ได้ประกาศอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไปแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ขึ้นไปปลูกป่ามาตลอดเวลานับสิบปี เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ได้ลาดตระเวนตลอดแนวชายแดน 800 กม. และได้ปะทะกับผู้ลักลอบตัดไม้กฤษณาหลายครั้ง บาดเจ็บล้มตายกันไปทั้งสองฝ่ายจำนวนมาก ผมก็ไม่เห็นฝ่ายเจ้าหน้าที่เขมรได้เข้ามาเกี่ยวข้องอะไรเลย เรื่องนี้จึงเป็นการย้ำอธิปไตยของประเทศไทยเหนือพื้นที่เหล่านี้
สำหรับบรรดาปราสาทต่างๆ เช่น ปราสาทตาเมือนธม รวมถึงปราสาทตาควาย กรมศิลปากรก็ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานมาตั้งแต่ปี 2478 ซึ่งประเทศเขมรยังไม่เกิดเลย รัฐบาลไทยได้ซ่อมแซมจนเรียบร้อยเกือบเหมือนเดิม และเจ้านายของไทยก็เคยเสด็จไปตรวจและศึกษามาเนิ่นนานแล้ว แล้วผู้นำของท่านเคยไปเหลียวแลไหม
ในฐานะที่ผ่านโรงเรียนทหารมาแล้ว 3 โรงเรียน ก็ขอเดาว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์“ ปลุกปั่นเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองภายใน” โดยใช้“ ยุทธวิธีมือบอน” เช่น การขุดสนามเพลาะเล็กๆ ขุดคูเลตให้สันปันน้ำ มันเปลี่ยนไป หรือการลาดตระเวนแบบสุ่มสี่สุ่มห้าจนเกิดการปะทะกัน และยังใช้ยุทธวิธีฟ้องร้องแบบเด็กเรื่อยเปื่อย ทำนองเป็นประเทศเล็กแล้วถูกรังแก ส่วนที่มาชวนขึ้นศาลนั้น ก็คงไม่มีใครเอาด้วย เพราะประเทศไทยไม่มีอะไรจะให้ตัดสิน
ผมคิดว่า เราต้องเล่นบทผู้ใหญ่ที่มีความหนักแน่น ประชาชนก็ต้องแสดงความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว นักการเมืองก็ต้องหยุดทะเลาะเบาะแว้ง ส่วนทหารก็ต้องพร้อมรบ แสดงพละกำลังและแสนยานุภาพให้ประจักษ์ ถ้าเหมาะสมก็ซ้อมรบไปเลย และหากจะใช้กระสุนจริงบ้างก็อย่าไปเสียดายงบประมาณ
สุดท้าย ผมกำลังคุยกับเพื่อนป่าไม้ว่าจะไปเยี่ยมศาลาตรีมุขอีกสักครั้ง เพราะเมื่อก่อนก็เคยไปกันมาแล้ว จุดนี้คือพรมแดนของสามประเทศคือไทย ลาว และเขมร มาจบกัน เป็นศาลาแห่งมิตรภาพ แต่เห็นว่า มีไฟป่าแถวๆนั้นไหม้ลามมาศาลาก็เลยวอดไป
https://www.facebook.com/photo?fbid=1234570984792643&set=a.470681734514909