พอได้เป็น ‘สีน้ำเงิน’ เต็มตัว ‘ศุภจี’ ชักจะไม่เหมือนก่อน เริ่มติดกึกเรื่องโน้นเรื่องนี้ แจงโครงการท่องเที่ยว ๓๖๕ วัน ว่าเป็นคนละมิติกับปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ อ้างสองเรื่องนี้ “ดำเนินการขนานกัน” ไปได้ แล้วยังต้องไปตอบเรื่องราคามะพร้าวอีก ว่าจะแก้ทั้งระบบน่ะ
กับกรณีตั้งคณะที่ปรึกษารับมือวิกฤตเศรษฐกิจ ก็ต้องรีบปฏิเสธว่าไม่ใช้งบประมาณของรัฐ ส่วนเรื่องแย่งคนเก่งมาจากพรรคอื่น โชคดีที่ทั้งสองราย ‘วีระพงษ์’ และ ‘ครูจวง’ ไปได้ราบรื่น ทั้งสองพรรคต้นสังกัดเดิมเห็นชอบให้ไป เพียงต้องจัดการลาออกให้เรียบร้อย
ก็ยังไม่พ้นข้อวิจารณ์ของ ‘หนุ่มเมืองจันทร์’ อยู่ดี ในรายการ ‘ไล่ให้จน’ เขาพูดถึง ‘ทีมที่ปรึกษา’ และ ‘ผู้ช่วยรัฐมนตรี’ ของรัฐมนตรีคนนอก ส่วนใหญ่เป็น ‘คนเก่ง’ จากแวดวงต่างๆ และไม่คุ้นเคยกับ ‘การเมือง’ มาก่อน เริ่มจากความตั้งใจดีเกือบทั้งนั้น
เมื่อเข้าไปมีอำนาจบริหาร เวลาผ่านไปเขาเห็นคนเหล่านั้น “เปลี่ยนไปเรื่อยๆ สิ่งที่เคยคิด สิ่งที่เคยฝัน สิ่งที่เป็นสัญญาใจว่าจะทำค่อยๆ หายไป อำนาจทำให้คนเปลี่ยน” มิหนำซ้ำความเก่ง-ความฉลาดของคนเหล่านี้ “จะหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง” ได้เสมอ
เพราะเมื่อเข้าไปแล้วรู้เท่าทันการเมืองมากขึ้น “อีกด้านหนึ่งคือ ไม่อยากสูญเสียอำนาจ อยากรักษาอำนาจไว้ แต่อยากให้สังคมมองว่าตัวเองยังเป็น ‘คนดี’ เหมือนเดิม เขาไม่ได้เปลี่ยน แต่คนอื่นไม่เข้าใจเอง” สรกล อดุลยานนท์ อ่านขาดจากประสบการณ์นักข่าว
เขาเสนอให้ ‘เทคโนแครท’ ที่จะเข้าไปทำงานการเมือง แล้วไม่ต้อง ‘เสียตัว’ เขียนเป็นสัญญาส่วนตัวเอาไว้ก่อนเริ่มก้าวแรก ตั้งเป็นปณิธานถึง “อะไรที่ตัวเองจะไม่ยอมเด็ดขาด เมื่อเข้าสู่อำนาจ หรือหากรัฐบาลทำสิ่งเหล่านี้ให้เห็นเต็มตา”
ระบุไว้ถึง “อะไรที่เป็นหลักการใหญ่ของเรา อะไรที่ยอมไม่ได้จริงๆ อะไรที่เป็น ‘กระดูกสันหลัง’ ของเราที่ทำให้เรายืนตรงได้ ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อไรเราจะออกมาค้านหรือจะลาออก เพราะจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลแบบนี้ เราจะไม่พายเรือให้โจรนั่งอย่างเด็ดขาด”
เขาว่าทั้งหมดนั้นจะเป็นเครื่องยืนยืนยัน และยืนหยัดหลักการที่ว่า “เราอาจหลอกทุกคนได้ แต่เราหลอกตัวเองไม่ได้”
(https://www.facebook.com/boycitychanFC/posts/WscLdGDs และ https://prachatai.com/journal/2026/04/117039)
