เทียบเคียงเรื่องราวของเด็กเขมรที่โตในไทย กับเด็กไทยเกิดในญี่ปุ่น ทั้งคู่จะถูกส่งตัวกลับประเทศตาม ‘เชื้อชาติ’ แต่สุดท้ายได้อยู่ต่อในประเทศที่ตนเติบโต ประหนึ่งได้ ‘สัญชาติ’ เพราะหลักมนุษยธรรมนั้นย่อมเหนือกว่าหลักกฎหมาย
ในที่นี้จะเล่าถึงกรณีเด็กไทยในญี่ปุ่นตามเหตุการณ์ในปี ๒๕๖๐ หลังจากที่ศาลชั้นต้นและชั้นสูงกว่าตัดสินให้ส่งตัวนาย วุฒินันท์ วัน (เวอร์ชั่นกรรมกรข่าวและเจแปนไทม์) หรือ ‘อ้วน’ อุทินันท์ (เวอร์ชั่นมติชนและ สนข.เกียวโด) กลับประเทศไทยตามมารดา
อ้วนเลือกที่จะสู่ต่อด้วยการยื่นคำร้องต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตามคำแนะนำของทนาย เพราะการยื่นฎีกาจะต้องใช้เวลามาก อาจจะหลายปี และในแง่ของกฎหมายญี่ปุ่นถือว่าเชื้อชาติสำคัญกว่าสถานที่เกิด และเด็กสมควรอยู่กับพ่อหรือแม่มากกว่าอยู่ตามลำพัง
อ้วนได้เพื่อนๆ และผู้ปกครองของพวกเขา พร้อมด้วยครูในโรงเรียน นับเป็นพันๆ คน รณรงค์สนับสนุนและร่วมบริจาคสมทบทุนในการยื่นร้องเรียนให้ตรวจคนเข้าเมืองเพิกถอนคำวินิจฉัยเดิม จนท้ายที่สุดเขาได้รับอนุญาตให้อยู่ญี่ปุ่นต่อไปได้
“อ้วนระบุว่าตนรู้สึกดีใจมากที่ตอนนี้สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ จากที่ก่อนหน้านี้ต้องขออนุญาตหากต้องออกจากจังหวัดยามานาชิ จังหวัดทางตะวันตกของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น” ข่าวมติชนเมื่อ ๑๖ ธันวา ๒๕๖๐ ระบุ
ความเป็นมาแต่แรกเริ่มก็คือ อ้วนเกิดจากมารดาและบิดาคนไทย ซึ่งไปอยู่ญี่ปุ่นอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายคนเข้าเมือง หลังจากผู้ปกครองทั้งสองแยกทางกัน อ้วนเติบโตจากการเลี้ยงดูของมารดาเดี่ยว จนกระทั่งเมื่อเขาอายุ ๑๖ ปี นางรนแสน พาภักดี จึงตัดสินใจ
เข้าพบเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองรับสารภาพว่า “ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์และถูกหลอกให้ไปทำงานที่ญี่ปุ่นจนต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ก่อนจะได้พบกับชายไทยและมีลูกด้วยกัน” เธอยอมให้ตนเองถูกส่งกลับไทยเพื่อลูกชายจะได้อยู่ต่อ
แม้จะผิดคาดในแง่ของตัวบทกฎหมาย แต่ท้ายที่สุด Humanitarian concept prevails. หลักมนุษยธรรมศักดิ์สิทธิ์กว่าใดๆ แม้กฎหมายกำกับคนเข้าเมืองจะห้ามต่างด้าวเข้ามาอยู่อาศัยและทำมาหากิน แต่กฎหมายและกติการะหว่างประเทศมีข้อผ่อนผัน
ทั้งหมดนี้ในนามของหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน
(https://www.matichon.co.th/local/education/news_5343732, https://x.com/MorningNewsTV3/status/1961294884830355923 และ https://www.matichon.co.th/foreign/news_768896)