วันจันทร์, กันยายน 29, 2568

#มิตรสหาย สดจากสนาม ไม่ใช่นั่งเทียน

6 hours ago
·
#มิตรสหาย
สดจากสนามครับ ไม่ใช่นั่งเทียน #คนเดียวในคอนโด





https://www.facebook.com/punsak.srithep.9/posts/1528486021479182


6 ตุลา บาดแผลที่ควรพูด แต่เรากลับเงียบ

เอ็กซ์อ๊อก talk "ธงชัย วินิจจะกูล" I หลัง 6 ตุลา ห้วงแห่งความเงียบงัน ความยุติธรรมที่ยังไม่ได้รับ

matichon tv

Premiered Sep 27, 2025

รายการเอ็กซ์อ๊อก talk ทุกเรื่อง ep. นี้สนทนา อ.ธงชัย วินิจจะกูล อดีตนักศึกษาผู้ผ่านเหตุการณ์ในธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 19 ในวาระ 6 ตุลามาถึงอีกครั้ง และเป็นช่วงเวลาของหนังสือ ห้วงแห้งความเงียบงัน ฉบับภาษาไทยได้รับการตีพิมพ์ ซึ่งเป็นประเด็นสู่การพูดคุย ทั้งการเงียบ ความทรงจำที่ลืมไม่ได้ แต่จำไม่ลง และความยุติธรรมที่ยังไม่ได้รับ สู่พันธกิจชีวิตที่ต้องทำหนังสือเล่มนี้ให้สำเร็จ

https://www.youtube.com/watch?v=ShIpnjm5gWQ



ร่องรอยความหวาดกลัวและ “รู้ว่าผิด” ระหว่างการร่างกฎหมายนิรโทษกรรมผู้เกี่ยวข้องกับ 6 ตุลาฯ - ผลงานการค้นคว้าที่น่าอ่านน่าครุ่นคิดทางประวัติศาสตร์ของคุณภาสกร ญี่นาง



ร่องรอยความหวาดกลัวและ “รู้ว่าผิด” ระหว่างการร่างกฎหมายนิรโทษกรรมผู้เกี่ยวข้องกับ 6 ตุลาฯ

5/10/2563
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

โดย ภาสกร ญี่นาง
นักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เหตุการณ์ความรุนแรง 6 ตุลาคม 2519 ได้เวียนมาบรรจบครบรอบ 44 ปีในปีนี้ แม้ปัจจุบันผู้คนจะกล่าวถึง 6 ตุลาฯ ในพื้นที่สาธารณะและตั้งคำถามต่อเหตุการณ์มากขึ้น อีกทั้งการศึกษาประวัติศาสตร์และการช่วงชิงนิยามความหมายของเหตุการณ์จะดำเนินไปอย่างเข้มข้น แต่ไม่ได้ทำให้การลอยนวลพ้นผิด (Impunity) ของผู้ก่ออาชญากรรมในเหตุการณ์นี้เปลี่ยนไป

ไม่เพียง 6 ตุลาฯ การลอยนวลพ้นผิดยังคงอยู่ใน 14 ตุลาฯ, พฤษภาฯ 2535, เมษาฯ 2552, และ พฤษภาฯ 2553 คำถามสำคัญคือ การลอยนวลพ้นผิดเกิดขึ้นต่อเนื่องได้อย่างไร ทั้งที่ความรุนแรงเหล่านั้นล้วนโจ่งแจ้งประจักษ์ต่อสังคม

นอกเหนือจากมิติทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรม การลอยนวลพ้นผิดอย่างสมบูรณ์แบบย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยปราศจากปฏิบัติการทางกฎหมายของรัฐ บทความนี้พยายามสำรวจปฏิบัติการทางกฎหมายสำคัญที่ทำให้การลอยนวลพ้นผิดเกิดขึ้นได้ โดยปฏิบัติการทางกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ แบ่งได้สองเป็นส่วน หนึ่ง กระบวนการตรากฎหมายนิรโทษกรรมภายหลังเหตุการณ์เพื่อยกเว้นความผิดแก่ผู้กระทำความรุนแรง และ สอง การตรากฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อปล่อยตัวแกนนำนักศึกษาผู้ตกเป็นจำเลยในคดี 6 ตุลาฯ

การศึกษาครั้งนี้เป็นการต่อยอดและใช้กรอบเดียวกันกับงานศึกษาของ ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น[1] ซึ่งศึกษากระบวนการตรากฎหมายนิรโทษกรรมทั้งสองฉบับ โดยใช้วิธีการสืบหา “คำให้การซ่อนเร้น” (hidden transcript) ที่อยู่ในสิ่งที่ดูเหมือนเป็นคำบอกเล่าภายใต้การครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จเหนือผู้อยู่ใต้อำนาจ อาศัยการอ่านระหว่างบรรทัดของเอกสาร เพื่อค้นหาตัวบทซ่อนเร้น ในความหมายที่ต่างไปจากตัวบทเดิม เพื่อเปิดเผยถึงการสมรู้ร่วมคิดและการมีส่วนร่วมในความรุนแรง ความวิตกกังวล และการหลบเลี่ยงความ รับผิดชอบของรัฐ

ในห้องประชุมของคณะกรรมการกฤษฎีกา

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เมื่อระบอบเผด็จทหารได้กลับขึ้นสู่อำนาจอีกครั้งในวันเดียวกัน กฎหมายนิรโทษกรรม ชื่อว่า “พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519” หรือกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับที่ 1 จึงถูกตราออกมาบังคับใช้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีบทบัญญัติมาตรา 29 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2519 เป็นบทนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ก่อการรัฐประหารแล้วก็ตาม[2]


ดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มได้ ที่นี่

กระบวนการร่างกฎหมายฉบับนี้ประกอบไปด้วยสองส่วน ส่วนแรกคือ กระบวนการร่างของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่จัดประชุมอย่างรวบรัดเพียงสองชั่วโมง เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการถกเถียงเพื่อบัญญัติกฎหมายยกเว้นความผิดแก่ผู้เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม 6 ตุลาฯ ให้ครอบคลุมมากที่สุด ทุกคน ทุกการกระทำ ทุกช่วงเวลา แต่ข้อเสนอนี้มีผู้คัดค้าน ดังที่ส่วนหนึ่งของเอกสารบันทึกถึงข้อถกเถียงครั้งนี้ระบุว่า

“เนื่องในการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน”[3] จึงควรได้รับการนิรโทษกรรมทั้งหมด แม้ว่าประธานฯ จะแสดงท่าทีกังวลออกมาว่า “ร่างฯ นี้ ครอบจักรวาลคุ้มครองทุกคน”[4] รวมถึงเลขาธิการฯ ได้กล่าวถึงข้อจำกัดของร่างกฎหมายในที่ประชุมว่า “การนิรโทษกรรมนั้นต้องคุ้มครองเฉพาะเรื่องส่วนรวม…มิได้คุ้มครองถึงการกระทำที่ได้กระทำไปเพื่อส่วนตัวเช่น กระทำไปเพราะความโกรธแค้น ฆ่าคนตายในเรื่องส่วนตัวในวันที่มีการยึดอำนาจ”[5]

ทว่าหลังข้อถกเถียงผลของกฎหมายหลังจากตราออกมาแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ ภายใต้บรรยากาศความกลัวและวิตกกังวลว่าบทบัญญัติมาตรา 29 จะไม่มีผลเป็นการยกเว้นความผิดครอบคลุมเพียงพอและตนจะถูกลงโทษภายภาคหน้า ผู้มีส่วนร่วมก่ออาชญากรรมในวันนั้นจึงยกเหตุผลมากมายายเพื่อให้กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ผ่านไปได้

พลโทไสว ดวงมณี : ผู้เผยว่า 6 ตุลาฯ เกิดจากการเตรียมการ


ข้อความจาก รายงานการประชุมสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน น. 114 ที่พลโทไสว ดวงมณี กล่าว

พลโทไสว ดวงมณี สมาชิกสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ผู้เสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ต่อสภาปฏิรูปฯ กล่าวต่อที่ประชุมในขั้นตอนการรับหลักการและเหตุผล[6]ว่า “กระผมได้พิจารณาดูว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตรา 29 คุ้มครองบุคคลต่างๆ ซึ่งได้ร่วมมือในการยึดอำนาจปกครอง…กระผมอ่านดูแล้ว กระผมรู้สึกว่ายังมีช่องโหว่อยู่หลายประการ เห็นว่าเป็นการสมควรที่สภานี้จะได้ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่ทำประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยในครั้งนี้ด้วย”[7]

ช่องโหว่ที่พลโทไสวกล่าวถึงประกอบไปด้วย ข้อแรกมีพวกที่ “เสนอหน้า” เข้าไปร่วมยึดอำนาจปกครองโดยพลการ “ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครอบคลุมไม่ถึง” โดยพลโทไสวยอมรับว่าตนเป็นพวกที่เสนอหน้าเหมือนกัน[8]

ข้อสอง การกระทำความผิดในเหตุการณ์นั้น อาจมีผู้เข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด ซึ่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญไม่คุ้มครอง ที่น่าแปลก คือ “พวกแม่ค้าขายของ ขายอาหาร พวกเสมียนพิมพ์ พวกวิทยุ โทรศัพท์ โทรเลยอะไร ประปา ไฟฟ้า กางเต็นท์อะไรเหล่านี้”[9] ไสวนับให้เป็นผู้กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนด้วย ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความประสงค์ที่จะให้กฎหมายนิรโทษกรรมครอบคลุมไปถึงทุกฝ่ายให้ได้มากที่สุด

ข้อสาม ไสวกล่าวทำนองว่าการนิรโทษกรรมมาตรา 29 ในรัฐธรรมนูญ เฉพาะหัวหน้า และคนอื่นๆ ในคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ซึ่งมีเพียงแค่ 24 คนเท่านั้น เท่ากับยอมรับว่าการใช้ความรุนแรงครั้งนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการทำรัฐประหาร[10]

ข้อสี่ เมื่อการนิรโทษกรรมตามรัฐธรรมนูญ ยกเว้นความผิดให้เฉพาะผู้กระทำการยึดอำนาจการปกครองเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า การยึดอำนาจเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงเวลา 18.00 – 20.00 น. ของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ส่งผลให้การนิรโทษกรรมดังกล่าวไม่คุ้มครองการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นก่อนและหลังช่วงเวลาที่มีการยึดอำนาจ[11]

ช่องโหว่ข้อสุดท้าย คือ การนิรโทษกรรมตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้คุ้มครองไปถึงการกระทำในขั้นตระเตรียมวางแผนทำการยึดอำนาจการปกครอง จากความพยายามชี้ช่องโหว่นี้แสดงให้เห็นว่าอาชญากรรมในวันที่ 6 ตุลาฯ ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น แต่ “มีการประชุมกันตั้งแรมเดือน หลายเดือนมาแล้วที่วางแผนน่ะ พ้นหรือไม่ ไม่ได้พ้นนะครับ”[12] พลโทไสว ชี้แจงต่อที่ประชุม

พลโทไสวกล่าวปิดท้ายการอภิปรายว่า “เพราะฉะนั้นกระผมก็ใคร่จะเรียนท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทั้งหลาย เราควรจะให้ความคุ้มครองป้องกันแก่ท่านที่ได้ร่วมช่วยเหลือในกรณีต่าง ๆ …อาจจะขอให้ถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับท่านทั้งหลายนั้นก็ได้ครับ…”[13] ซึ่งนับเป็นการร้องขอความเห็นใจจากสมาชิกสภาปฏิรูปฯ ให้ผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมโดยไม่ละอายแก่ใจแม้แต่น้อย ราวกับการช่วยผู้ที่เคยทำลายชีวิตและกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทยด้วยกันให้ลอยนวลพ้นผิด กลายเป็น “ของขวัญปีใหม่”

จงกล ศรีกาญจนา : ผู้ขอนิรโทษกรรมเพราะกลัวถูกประหารชีวิต



หลังจากพลโทไสวแถลงเสร็จ จงกล ศรีกาญจนา สมาชิกสภาปฏิรูปฯ อีกคนหนึ่ง ได้ออกอาการหวาดกลัวและวิตกอย่างเห็นได้ชัดหากไม่มีการตรากฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ขึ้น “ไม่ใช่เป็นเพราะดิฉันเป็นผู้หญิงขี้ขลาดตาขาว หรือคิดว่าเมื่อตะกี้นี้ท่านพลโทไสว บอกว่าโทษนั้นถึง 20 ปี ดิฉันก็ไม่รู้หรอกค่ะ ตัวบทกฎหมายอะไรๆ แต่มาเสียวไส้ว่าถึงกับประหารชีวิต…ดิฉันเคยสงสัยเหลือประมาณว่าเหตุไฉนเวลาผ่านมาตั้ง 2 เดือนเศษแล้ว ไม่มีผู้ใดที่จะขอนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ซึ่งได้ร่วมทำงานในครั้งนั้น ดิฉันก็เป็นประชาชนแม่บ้านธรรมดาซึ่งไปร่วมเต้นเหยงๆ อยู่กับเขาตอนนั้นด้วย”[14] จงกลกล่าวต่อที่ประชุมถึงการสนับสนุนหลักการและเหตุผลของกฎหมาย

อาการความหวาดกลัวดังกล่าวได้แสดงว่า จงกลย่อมรู้ถึงลักษณะของการกระทำและผลของการกระทำที่จะตามมาเป็นอย่างดี ประกอบกับคำพูดที่ว่าได้ไป “เต้นเหยงๆ กับเขาตอนนั้นด้วย” ก็เข้าข่ายเป็นการยอมรับว่าตนได้ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพลเรือนฝ่ายขวา ทั้งกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน และนวพล ที่ลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่อต่อต้านนักศึกษา ซึ่งอาจรู้ถึงขนาดที่ว่าการกระทำความรุนแรงครั้งนั้นเกี่ยวโยงกับกลุ่มพลเรือนฝ่ายขวาอย่างไรบ้าง
.
พลโทกานต์ รัตนวราหะ : ผู้เกรงจะถูกดำเนินคดีหากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เช่นเดียวกับ พลโทกานต์ รัตนวราหะ ที่สนับสนุนพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ด้วยอาการหวาดกลัวไม่น้อยไปกว่าจงกล ซึ่งเขาเกรงว่าวันหนึ่งหากรัฐธรรมนูญถูกยกเลิกไปตามการกำหนดอายุไขในมาตรา 28 ผลของบทนิรโทษกรรมอาจจะถูกยกเลิกไปด้วย จึงต้องการให้ตราเป็นพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมออกมา เพราะ “จะมั่นคงถาวรกว่า” เพื่อรับประกันว่าจะไม่มีใครถูกดำเนินคดี ในวันที่รัฐธรรมนูญถูกยกเลิก[15] ทั้งนี้ ความหวาดกลัวของพลโทกานต์ ไม่ได้อิงอยู่กับหลักการทางกฎหมาย ซึ่งกำหนดว่าสิทธิที่ได้รับมาโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมไม่เสียไป แม้กฎหมายจะแก้ไขยกเลิกไปก็ตาม

ก่อนลงมติรับหลักการ นาม พูนวัตถุ ผู้เป็นหนึ่งในกรรมการร่างกฎหมายชั้นกฤษฎีกา ได้ให้ความเห็นถึงช่องโหว่ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 29 อีกประการหนึ่งว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 29 “บัญญัติถึงการกระทำเท่านั้นเองครับ ไม่ได้บัญญัติถึงตัวผู้กระทำความผิดด้วย…ซึ่งความจริงก็เป็นเรื่องถูกต้อง เพราะเป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นกระผมจึงเห็นว่าเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะมีกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมขึ้นโดยเฉพาะ”[16]

สิ้นสุดในวาระแรก การลงมติรับหลักการและเหตุผลของสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดินมีเสียงเป็นเอกฉันท์ให้รับหลักการดังกล่าวนั้นไว้

กนก สามเสน วิล : ผู้เตือนให้รักษาภาพพจน์ด้วยการไม่กล่าวว่า 6 ตุลาฯ มีการเตรียมการ



ในวาระที่สองการพิจารณาชั้นกรรมาธิการโดยคณะกรรมการเต็มสภา การอภิปรายทั้งหมดเป็นการเสนอแก้ไขถ้อยคำบทบัญญัติมาตรา 3 ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อขยายขอบเขตการนิรโทษกรรมไปให้ได้กว้างมากที่สุด และสภามีมติให้ยืนตามร่างเดิมไว้ เว้นแต่ กนก สามเสน วิล ที่ได้กล่าวนอกประเด็นไว้อย่างน่าสนใจว่า สมาชิกสภาฯ ไม่ควรเน้นว่าการรัฐประหารมีการตระเตรียมล่วงหน้า เพราะเกรงว่าจะสูญเสีย “ภาพพจน์ตามที่รัฐบาลต้องการ”[17] ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นในระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมาย

พิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยถูกพิจารณาทีเดียว 3 วาระรวด และไม่มีผู้ใดอภิปรายแถลงคัดค้าน กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้จึงผ่านออกมาโดยมีมติเป็นเอกฉันท์ ส่งผลให้ผู้ก่อความรุนแรงลอยนวลไปได้อย่างหน้าตาเฉย ซึ่งในกระบวนการร่างได้ซ่อนนัยยะของการกลบเกลื่อนความวิตกกังวลและหวาดกลัวว่าจะถูกดำเนินคดีในอนาคต และอ้างความชอบธรรมของการกระทำความรุนแรงว่าเป็นไป “เพื่อประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองอย่างมหาศาล”[18] มารองรับเหตุผลให้การออกกฎหมายนิรโทษกรรม “จึงนับเป็นการสมควรอย่างยิ่ง” ดังที่จงกลได้กล่าวว่า “ท่านทั้งหลายไม่มีผู้ใดคัดค้าน เพราะคงจะเล็งเห็นความจำเป็นที่จะให้ราษฎรและทุกๆ ท่านซึ่งได้ร่วมการกระทำครั้งนั้น เพื่อความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และต่อประเทศชาติ”[19]

สมาชิกสภาฯ ไม่ควรเน้นว่าการรัฐประหารมีการตระเตรียมล่วงหน้า เพราะเกรงว่าจะสูญเสียภาพพจน์ตามที่รัฐบาลต้องการ

การแสดงอาการหวาดกลัวและวิตกกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะถูกดำเนินคดีในหมู่สมาชิกสภาฯ สะท้อนเห็นให้ว่า พวกเขารู้ดีว่าการกระทำและผลของการกระทำที่จะตามมาคืออะไร กฎหมายนิรโทษกรรมที่มีขอบเขตครอบคลุมมากที่สุดจึงจำเป็นต้องถูกตราออกมา เพื่อไม่ให้ผลลัพธ์ในทางกฎหมายที่พวกเขารู้ดีอยู่แล้วเกิดขึ้นได้ และเพื่อรักษาสถานะของตนเองให้ดำรงอยู่ต่อไป ด้วยการทำให้เหมือนว่าพวกเขาไม่เคยกระทำความผิด

.
พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับที่ 2 กฎหมายที่เก็บ 6 ตุลาฯ ให้อยู่ในปริมณฑลแห่งความเงียบงัน

เวลาล่วงผ่านไป 2 ปี หลังจากพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับแรกใช้บังคับ เริ่มปรากฏพฤติการณ์ต่างๆ ที่ชี้ให้เห็นว่ากฎหมายดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้มีส่วนร่วมก่อความรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ รอดพ้นจากความรับผิดไปได้ ไม่เพียงแต่ความรับผิดทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการต้องตกเป็น “ผู้ร้าย” ในทางการเมืองและประวัติศาสตร์

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ คือ ภายใต้บรรยากาศบ้านเมืองยุครัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ที่ได้ผ่อนปรนการควบคุมทางการเมืองลง ส่งผลต่อการพิจารณาคดีแกนนำนักศึกษาจำนวน 18 คน ในศาลทหาร หรือที่เรียกว่า “คดี 6 ตุลาฯ” อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการเปิดห้องพิจารณาให้ภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ รวมถึงตัวแทนรัฐบาลหลายประเทศเข้าสังเกตการณ์ในห้องพิจารณาคดีของศาลทหารได้[20]

ในคดีดังกล่าวจำเลยแต่ละคนถูกตั้งข้อกล่าวหาหลายข้อหา เช่น มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ดูหมิ่นองค์รัชทายาท ชุมนุมก่อความวุ่นวายโดยใช้กำลังและอาวุธ ฯลฯ ในช่วงระหว่างการซักถามและการเบิกความของพยานฝ่ายโจทก์ ได้เกิดสถานการณ์ที่ห้องพิจารณาคดีของศาลทหารแปรเปลี่ยนเป็นห้องไต่สวนความจริงของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงวันนั้น ในฐานะพยานฝ่ายโจทก์ก็กลับตกเป็น “จำเลย” เสียเอง[21]

.
ยิ่งสืบพยาน ยิ่งเผยความรุนแรงของรัฐ

จากคำให้การร้อยตำรวจโทอารี มนตรีวัตร พยานโจทก์ปากที่ 6 ยอมรับว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา นั้น “โคตรโหดร้ายทารุณ”[22] หลังจากทนายจำเลยนำภาพความรุนแรงให้ตนดู “ลักษณะการเตะตามภาพนั้นเป็นมารยาทเลว คนที่ยืนเยี่ยวรดศพ ข้าฯรู้สึกเป็นคนจำพวกบ้าหรือจิตทราม คนที่ใช้ไม้ตีคนที่ถูกแขวนคอนั้น ข้าฯมีความรู้สึกว่าเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมมาก ข้าฯไม่ทราบว่าบุคคลต่าง ๆ ที่ปรากฏตามภาพเอกสาร ล.21 ที่กระทำทารุณ จะได้ถูกเจ้าพนักงานจับตัวไปดำเนินคดีหรือไม่” ร้อยตำรวจโทอารีเบิกความต่อศาล[23]



ภาพ : มติชน 7 กรกฎาคม 2521 น.1

พันตำรวจโทสล้าง บุนนาค (ยศในขณะนั้น) พยานโจทก์อีกรายหนึ่ง ให้การยอมรับในชั้นศาลเช่นกันว่าได้นำกำลังออกปราบปรามจลาจล โดยไม่เป็นไปตามหลักการขั้นตอนซึ่งจะต้องเรียงลำดับจากวิธีการที่ก่อให้เกิดความเสียน้อยที่สุด หากไม่ได้ผล จึงค่อยยกระดับ “การใช้…แก๊สน้ำตา โล่ กระบอง ในพื้นที่กว้างขวางน่าจะไม่เกิดผล…เหตุผลอีกอย่างหนึ่งซึ่ง ข้าฯมิได้สั่งให้หน่วยของข้าฯนำเครื่องมือดังกล่าวไปด้วย…”[24] พันตำรวจโทสล้างตอบทนายจำเลย พร้อมทั้งยังอ้างว่าตนไม่สามารถห้ามมิให้มีการใช้ความรุนแรงได้ “ถ้าเห็นคนยิงปืนเข้าไปก็จะต้องห้ามปรามหรือจับกุม แต่สำหรับเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุคดีนี้…จะห้ามปรามหรือจับกุมก็คงลำบาก เพราะข้าฯเข็ดมาตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แล้ว ที่เข็ดเพราะกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย”[25]





ภาพ : มติชน 18 กรกฎาคม 2521 น.1 ต่อ น.12

ดังนั้นเพื่อไม่ให้ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ แพร่งพรายออกมามากกว่านี้ ฝ่ายรัฐไทยจึงตัดสินใจปล่อยตัวจำเลยทั้งหมดและทำให้การพิจารณาคดีต้องเป็นอันยุติลง ผ่านการออกกฎหมายนิรโทษกรรมอีกฉบับ ชื่อว่า “พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่าง วันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พ.ศ. 2521”

.
การนิรโทษกรรมที่สร้างวาทกรรม นักศึกษาทำผิด–รัฐเมตตา

พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้วางหลักการและเหตุผลว่า “ถ้าจะดำเนินคดีต่อไปจนเสร็จสิ้นก็จะทำให้จำเลยต้องเสียอนาคตในทางการศึกษาและการประกอบอาชีพยิ่งขึ้น และเมื่อคำนึงถึงว่าการชุมนุมดังกล่าวก็ดี การกระทำอันเป็นความผิดทั้งหลายทั้งปวงก็ดี เกิดขึ้นเนื่องจากความไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่แท้จริงเพราะเหตุแห่งความเยาว์วัยและการขาดประสบการณ์ของผู้กระทำความผิด ประกอบกับรัฐบาลนี้มีความประสงค์อย่างแน่วแน่ที่จะให้เกิดความสามัคคีในระหว่างชนในชาติ จึงเป็นการสมควรให้อภัยการกระทำดังกล่าวนั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิด ทั้งผู้ที่กำลังถูกดำเนินคดีอยู่และผู้ที่หลบหนีไปได้ประพฤติปฏิบัติตนในทางที่ถูกที่ควรและกลับมาร่วมกันทำคุณประโยชน์และช่วยกันจรรโลงประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป …”


ภาพ : มติชน 21 กันยายน 2521 น.1

กระบวนการร่างกฎหมายนิรโทษกรรมปี 2521 ดำเนินไปในที่ประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งจัดตั้งขึ้นหลังจากการรัฐประหารรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ปี 2520 นำโดยพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เสนอการพิจารณาร่างกฎหมายเป็นการประชุมลับ จึงไม่ปรากฏบันทึกรายงานการประชุม การสืบหาความเห็นของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับนี้ สามารถพิจารณาเพิ่มเติมได้จากบทสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ที่รวบรวมไว้โดยเว็บไซต์บันทึก 6 ตุลา

บทสัมภาษณ์ส่วนมากเน้นไปที่การสร้างภาพลักษณ์ของรัฐไทย ให้ดูราวกับเป็นผู้มีเมตตากรุณา มีความเห็นอกเห็นใจจำเลยทั้ง 18 คน เหมือนลูกหลาน เหตุผลหลักของการนิรโทษกรรมจึงหนีไม่พ้นเรื่องการสร้างความสามัคคี การสมานรอยร้าวของคนในชาติ ทว่าไม่ยืนยันว่าจำเลยเหล่านี้เป็นผู้บริสุทธิ์ กลับเป็นการใช้กฎหมายนี้เพื่อตราหน้าว่าพวกเขานั้นเป็นผู้กระทำความผิดไปแล้ว แต่รัฐยอมออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อยกเว้นความผิดหรือยกโทษให้ ดังที่ปรากฏในคำปรารภของกฎหมายว่า “การกระทำอันเป็นความผิดทั้งหลายทั้งปวงก็ดี เกิดขึ้นเนื่องจากความไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่แท้จริงเพราะเหตุแห่งความเยาว์วัยและการขาดประสบการณ์ของผู้กระทำความผิด”

พลโทสมิง ไตลังคะ เจ้ากรมพระธรรมนูญทหาร กล่าวว่า “ถ้าเป็นอย่างที่กิจสังคมและประชาธิปัตย์คิด ตนก็จะสบายใจเพราะอยากจะปล่อยเช่นกัน (ก่อนหน้าเกิดกระแสข่าวทั้งสองพรรคว่าต้องการพลิกฟื้นคดีใหม่ เช่น ให้พิจารณาโดยศาลพลเรือน และให้เหลือคดีความตามมาตรา 112 เพียงคดีเดียว ทั้งจะให้สิทธิประกันตัวออกมาสู้คดีได้ด้วย-ผู้เขียน)”[26] พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีและผู้มีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันให้กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ ก็ถามถึงความคืบหน้าในการพิจารณาคดีทุกครั้งที่พบปะกัน “เจอทีไรท่านก็เร่งทุกที วันนี้ท่านไม่ได้เร่งเพราะงานยุ่ง…”[27] พลโทสมิงให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว

อาทิตย์ อุไรรัตน์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ตนอยากจะให้ปล่อยตัวจำเลยทั้ง 18 คน เพราะเวลาผ่านมาเนิ่นนานแล้ว ควรจะยุติเรื่องนี้ เพื่อประสานรอยร้าวของคนในชาติ ตราบใดที่มีผู้ต้องหาในคดี 6 ตุลาฯ อยู่ในคุกต่อไป ก็ไม่อาจจะประสานรอยร้าวที่บ้านเมืองมีอยู่ได้ พร้อมทิ้งท้ายให้เห็นว่า การนิรโทษกรรมครั้งนี้เป็นเพื่อรักษาภาพพจน์ของประเทศในสายต่างชาติ[28]



ภาพ : มติชน 8 กันยายน 2521 น.1 ต่อ น.12

ก่อนการผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเพียงไม่กี่วัน พลเอกเกรียงศักดิ์ปรารภว่า ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่อยู่ในความคิดของเขาตลอด การตรากฎหมายนิรโทษกรรมจะเป็นเหมือนการ “เซอร์ไพรส์”[29] ซึ่งดูราวกับเป็นคนละชุดเหตุผลกับ ศ.ดร.สมภพ โหตระกิตย์ รองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ซึ่งได้ยอมรับตรงๆ ว่า กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ จะเป็นการยกเว้นความผิดแก่การกระทำที่เกิดขึ้นในเหตุทั้งหมด (อีกครั้ง) ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ตำรวจที่ออกปฏิบัติการ ลูกเสือชาวบ้าน และกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่เคลื่อนไหวครั้งนั้นด้วย “ความยุติธรรม” ที่อยู่ในความคิดของพลเอกเกรียงศักดิ์ จึงน่าจะมิใช่ความยุติธรรมของเหยื่อความรุนแรงแต่อย่างใด

แม้การพิจารณาตรากฎหมายฉบับนี้จะเป็นไปอย่างปิดลับ แต่เบื้องหลังของการตรากฎหมายนิรโทษกรรมปรากฏอยู่บ้างเช่นกัน เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามพลเอกเกรียงศักดิ์ ว่าการนำร่างกฎหมายนิรโทษกรรมนี้สู่สภาฯ ได้รับการโปรดเกล้าฯ จากในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือไม่ พลเอกเกรียงศักดิ์ ตอบว่า “อย่าพูดเลย อย่าเอาพระองค์ท่านมาเกี่ยวข้อง ขอให้เป็นเรื่องของรัฐบาล”[30] ก่อนจะเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านได้ปรารภให้ผมดำเนินการเรื่องนี้ให้เสร็จไปเสียที ท่านทรงปรารภมานานแล้ว…ผมก็ได้ขอพระบรมราชานุญาติจะเปิดเผยกับประชาชนได้หรือไม่ เพราะเกรงว่าจะมีคนมองว่าผมดึงท่านมาเล่นการเมือง ผมไม่อยากให้เขาว่าได้ ก็เลยขอพระบรมราชานุญาติ ท่านก็ดำรัสว่าไม่ขัดข้อง”[31]

ภาพ : มติชน 17 กันยายน 2521 น.1


ภาพ : ไทยรัฐ 17 กันยายน 2521 น.21

ประเด็นนี้ชวนให้พิจารณาถึงสถานะของกระบวนการยุติธรรมแบบไทยๆ ที่เป็นเครื่องมือปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นผู้มีอำนาจเมื่อถึงเวลา และไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน หากแต่เปรียบตนเป็นผู้ทรงบุญญาบารมีสูงส่งที่คอยให้ความเมตตาประชาชน ไม่ใช่การรับใช้
.
การตรากฎหมายปิดทางเอาผิดผู้ก่ออาชญากรรม 6 ตุลาฯ

ดังนั้น ขณะที่จำเลยในคดีทั้ง 18 คน ไม่อาจต่อสู้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองในชั้นศาลได้แล้ว กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับหลังนี้ยังมีบทบัญญัติปิดกั้นไม่ให้พวกเขาเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมใดๆ ได้อีก ซึ่งมาตรา 5 ได้กำหนดว่า “การนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรมในอันที่จะฟ้องร้องเรียกสิทธิหรือประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น” นับเป็นการปิดตายไม่ให้มีใครนำเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ขึ้นสู่ศาลอีก

หลังการปล่อยตัวจำเลยทั้ง 18 คน ได้สร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายขวาจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะ พลตรีสุดสาย หัสดิน นายทหาร กอ.รมน. สมญานาม “เจ้าพ่อกระทิงแดง” หนึ่งในแกนนำกลุ่มการเมืองฝ่ายขวา ที่ออกมาขู่ว่า “ถ้าออกมาแล้วไปเรียนหนังสือก็ดี เราจะได้คนดีมีความรู้ความสามารถมาช่วยบ้านเมือง ถ้าออกมาแล้วมาก่อกวนก็ต้องเจอกับผม ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งแน่”[32] หรือกรณี สง่า วงศ์บางชวด สมาชิกสภาฯ เพียงคนเดียวที่คัดค้านกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งได้พิพากษาจำเลยทั้ง 18 คน ด้วยตนเองไปเป็นที่เรียกร้อย โดยเขาให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวหลังการประชุมพิจารณาร่างกฎหมายว่า

“…ปัญหาบ้านเมืองเราด้านอื่นๆ มีอีกมากมาย การจะเอาคน 18 คน ออกมาช่วยบ้านเมืองนั้นไม่ถูกต้อง เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าจะยึดหลักเมตตาธรรมคนอื่นๆ ที่อยู่ในคุกอีกนับหมื่นก็น่าจะนิรโทษกรรมออกมาให้หมด … เชื่อว่าเมื่อมีการปล่อยตัวออกมาแล้วปัญหาจะต้องเกิดแน่”[33] รวมถึง วิมล เจียมเจริญ นักเขียนที่รู้จักกันในนามปากกา “ทมยันตี” ได้ยกมืออภิปรายว่าตนรู้สึกถูกหยามโดยกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ เนื่องจากเธอได้เสียสละเพื่อปกป้อง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์มาโดยตลอด ในวันที่ 6 ตุลาคม มีประชาชน 100,000 คน ออกมาต่อต้านนักศึกษา คดีในศาลควรจะดำเนินต่อไปจนจบสิ้น แต่พอถึงเวลาลงคะแนนเสียง วิมลได้เดินออกจากที่ประชุมไปก่อน[34]

ภาพ : ไทยรัฐ 16 กันยายน 2521 น.16

กระแสความไม่พอใจแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง จนถึงขั้นพลเอกเกรียงศักดิ์ถูกบุคคลในกลุ่มลูกเสือชาวบ้านแจกใบปลิวโจมตีด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์และทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์[35]
.
การกักเก็บ 6 ตุลาฯ ไว้ให้เงียบงัน

นอกเหนือจากความไม่พอใจข้างต้น บรรยากาศความกลัว อาการที่เกรงว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จะตามมาหลอกหลอนในกลุ่มผู้มีอำนาจและผู้ก่อความรุนแรงก็ได้อุบัติขึ้นอีกครั้ง เริ่มจากคณะรัฐมนตรีมีมติในที่ประชุมไม่อนุมัติให้จัดงานรับขวัญจำเลยในคดี 6 ตุลาฯ ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้เหตุผลว่า “เพื่อความอยู่รอดและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เวลานี้บรรยากาศก็ไม่อำนวยด้วย ให้ถ่อมตัวก่อน”[36]

ขณะที่พลเอกบุญชัย บำรุงพงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ปรามกลุ่มนักศึกษาว่า “การเลี้ยงรับขวัญบรรดาผู้ได้รับการนิรโทษกรรมอย่างเอกเกริกนั้น ควรจะหยุดกันเสียบ้าง เพราะขืนทำอะไรเอกเกริก กลุ่มต่อต้านอาจจะหมั่นไส้เอา”[37] การห้ามปรามฝ่ายที่เสี่ยงจะตกเป็นเหยื่อความรุนแรงมิให้แสดงออกใดๆ แทนที่จะห้ามหรือป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามใช้ความรุนแรงต่อนักศึกษา ย่อมเป็นลักษณะอาการของความกลัวว่าความจริงจะถูกบอกเล่าในพิธีรับขวัญ รวมถึงการยืนยันความบริสุทธิ์อาจส่งผลให้สถานการณ์ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์แอบแฝงของพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่ต้องการผลักให้เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ตกอยู่ในปริมณฑลแห่งความเงียบงัน


ภาพ : มติชน 21 กันยายน 2521 น.1

เมื่อการใช้กฎหมายนิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือให้สังคมลืมเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ส่อแววจะไร้ผล และมีโอกาสสูงที่คนกลุ่มหนึ่งจะกลายเป็นผู้ร้ายในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งผิดไปจากช่วงเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ ที่พวกเขาอวดอ้างอย่างภูมิใจตนเองว่าเป็นผู้ปกป้องชาติและราชบัลลังก์ พลเอกเกรียงศักดิ์จึงไม่รอช้าที่จะออกมาเตือนให้สื่อมวลชนหยุดขุดคุ้ย หยุดฟื้นฝอยหาตะเข็บ “เรื่องนี้จบเกมไปแล้ว จะผิดถูกอย่างไร ขอให้เสร็จสิ้นไป” และได้ย้ำเรื่องพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงเป็นสำคัญ[38] โดยก่อนหน้านี้ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รมช.มหาดไทย ช่วงเวลานั้น ได้กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า “ไม่อยากจะให้พูดรื้อฟื้นถึงความหลังกันว่าใครผิดใครถูก เพราะไม่มีประโยชน์ประการใด แต่อยากให้ทุกคนหันหน้ามาพูดจาหารือ และร่วมมือกันทำประโยชน์ให้ชาติบ้านเมืองจะดีกว่า”[39]

ด้วยผลของการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมทั้งสองฉบับ ย่อมส่งผลให้สภาวะการลอยนวลพ้นผิดของผู้ก่ออาชญากรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเหตุการณ์วันนั้นดำรงอยู่อย่างถาวรในปัจจุบัน แม้ว่าสังคมไทยจะเข้าสู่ยุคสมัยที่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จะได้รับเผยแพร่และแลกเปลี่ยนกันในพื้นสาธารณะอย่างกว้างขวาง นำไปสู่การสร้างคำอธิบายต่อเหตุการณ์แตกต่างไปจากอดีตโดยสิ้นเชิงแล้วก็ตาม

.
รัฐแห่งการลอยนวลพ้นผิด

เมื่อระบบกฎหมายและสถาบันทางกฎหมายของรัฐไทยตกเป็นเพียงเครื่องมือที่ผู้มีอำนาจใช้เพื่อปกป้องตัวเองจากความรับผิดทางกฎหมาย รวมทั้งใช้เพื่อกลบเกลื่อนการกระทำความผิด บิดเบือน ซ่อนเร้นข้อเท็จจริงต่างๆ ของเหตุการณ์ ย่อมบ่งบอกถึงปัญหารากเหง้าที่ฝังอยู่ในระบบกฎหมายและความเป็นรัฐไทยมาเป็นเวลายาวนาน

ระบบกฎหมายไทยสามารถทำงานร่วมกับการก่อความรุนแรงอย่างแยบยล ในฐานะที่เป็น “ความรุนแรงทางกฎหมาย” (Legal Violence) ซึ่งหมายถึง ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ส่งผลให้เหยื่อความรุนแรงต้องตกเป็นกลุ่มคนที่มีสถานะหรือมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้อยกว่าคนอื่นๆ ในโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการปิดกั้นเหยื่อความรุนแรงในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนตีตรา (Stigmatize) ให้พวกเขากลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคงและสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์ของชาติ อีกทั้งยังมีส่วนค้ำจุนระเบียบทางสังคมดั้งเดิม (Status quo) ให้ชนชั้นนำและกลุ่มผู้มีอำนาจมีสถานะเหนือกว่า และกดขี่ขูดรีดหรือเอาเปรียบคนจำนวนมากได้ต่อไป

สถาบันและระบบกฎหมายไทยจึงพร้อมที่จะทำงานกลับหัวกลับหาง หากต้องเข้ามาจัดการกับความรุนแรงที่มีลักษณะเป็นอาชญากรรมโดยรัฐ กล่าวคือ แทนที่จะอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นแต่ทำลายความยุติธรรมเสียเอง ด้วยการบิดเบือน ซ่อนเร้น รวมถึงให้ความชอบธรรมกับการก่อความรุนแรงเพื่อปกป้องมิให้ผู้เกี่ยวข้องต้องรับโทษทางกฎหมาย สนองรับใช้รัฐเพื่อระเบียบทางสังคมแบบดั้งเดิมของชนชั้นนำ พร้อมกลบเกลื่อนสิ่งอัปลักษณ์เหล่านี้ ในนามของ “ความสามัคคีแก่คนในชาติ”

การลอยนวลพ้นผิดที่เกิดจากการตรากฎหมายนิรโทษกรรม ได้ตอกย้ำถึงรูปแบบการปกครองโดยกฎหมายของรัฐไทย ตามที่ ธงชัย วินิจจะกูล เคยนำเสนอไว้[40] ซึ่งสำหรับรัฐไทยแล้ว กฎหมายไม่เคยเป็นใหญ่ ไม่เคยมีความยึดโยงใดๆ กับประชาชน กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือของผู้ยิ่งใหญ่และผู้มีอำนาจที่ใช้เพื่อมอบอภิสิทธิ์ปลอดความผิดแก่เจ้าหน้าที่รัฐในการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างชอบธรรม มิได้เป็นกรอบจำกัดอำนาจรัฐเพื่อปกป้องคุ้มครองชีวิตหรือทรัพย์สินของประชาชนแต่อย่างใด ซึ่งธงชัยเห็นว่านี่คือความคิดพื้นฐานของนิติศาสตร์ไทย เป็นหลักนิติรัฐและนิติธรรมแบบไทย ๆ

เช่นเดียวกับ นิธิ เอียวศรีวงศ์[41] และไทเรล ฮาเบอร์คอร์น[42] ที่เสนอว่า การลอยนวลพ้นผิดถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการประกอบสร้างรัฐไทยในยุคสมัยใหม่ ดำรงอยู่คล้ายกับสถาบันหนึ่งที่คอยเชื่อมโยงเครือข่ายผลประโยชน์ของชนชั้นนำเอาไว้ด้วยกัน หากว่าความสัมพันธ์และโครงสร้างทางสังคมไทยเป็นสังคมแบบมีลำดับชั้นตามบุญญาบารมี ซึ่งไร้หลักความเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย การลอยนวลพ้นผิดย่อมเสมือนเป็นเสาหลักที่คอยพยุงรักษาความเป็นรัฐไทยในแบบของชนชั้นนำให้ตั้งมั่นอยู่อย่างมั่นคง ในทางกลับกัน หากรัฐไทยดำเนินกระบวนการทางกฎหมายต่อผู้ก่อความรุนแรงอย่างตรงไปตรงมา ย่อมทำให้ระเบียบสถานะดั้งเดิมของสังคมพังครืนลงมาได้

หนึ่งบทเรียนที่สำคัญจากปฏิบัติการทางกฎหมายในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ คือกระบวนการยุติธรรมที่ยึดโยงกับประชาชนและการรับผิดเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการสร้างสรรค์ให้สังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตย การพยายามซุกซ่อนปัญหาไว้ใต้พรม ย่อมไม่ใช่วิธีการสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติให้เกิดขึ้นจริงได้ หากสังคมไทยไม่อาจเอาผิดในเหตุการณ์อาชญากรรมโดยรัฐได้สักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นผู้บงการ หรือผู้กระทำก็ตาม บาดแผลและรอยร้าวจากวันนั้นย่อมไม่มีทางเลือนหายไปจากสังคมในวันนี้

ภาพ : สมยศ เชื้อไทย (บรรณาธิการ). คดีประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ใครคือฆาตกร. (กรุงเทพฯ: พี.เค. พริ้นติ้งเฮาส์, 2531) น.110

.
เชิงอรรถ

[1] ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น, “คำให้การเร้น” ในกฎหมายนิรโทษกรรม: รัฐประหารและสังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519. อ่าน-ย้อนยุค. 2557. หน้า 166-183.

[2] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 มาตรา 29 “บรรดาการกระทำ ประกาศหรือคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน หรือการกระทำ ประกาศ หรือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ที่ได้กระทำ ประกาศหรือสั่งก่อนวันใช้รัฐธรรมนูญนี้ ทั้งนี้ ที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ไม่ว่าจะกระทำด้วยประการใด หรือเป็นในรูปใด และไม่ว่าจะกระทำ ประกาศหรือสั่งให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ให้ถือว่าการกระทำ ประกาศหรือคำสั่ง ตลอดจนการกระทำของผู้ปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งนั้น เป็นการกระทำ ประกาศ หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย”

[3] หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. (2) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 1/เล่ม 996, หน้า 72.

[4] เรื่องเดียวกัน, หน้า 71.

[5] เรื่องเดียวกัน, หน้า 65.

[6] เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การยึดอำนาจการปกครองประเทศและยกเลิกรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้กระทำเป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 นั้น คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้กระทำไปด้วยความปรารถนาที่จะแก้ไขสถานการณ์ซึ่งเป็นภยันตรายต่อประเทศชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์และประชาชน และกำหนดรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมแก่สภาพของประเทศ พื้นฐานทางเศรษฐกิจและจิตใจของประชาชนเพื่อให้บังเกิดความผาสุกแก่ประชาชนชาวไทยและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ ทั้งได้กระทำไปโดยมิได้ปรารถนาแสวงหาประโยชน์ส่วนตนหรือบำเหน็จตอบแทนแต่ประการใด จึงสมควรให้มีกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศในครั้งนี้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

[7] รายงานการประชุมสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ครั้งที่ 3 วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2519 ณ ตึกรัฐสภา
หน้า 109

[8] เรื่องเดียวกัน, หน้า 110.

[9] เรื่องเดียวกัน, หน้า 111.

[10] เรื่องเดียวกัน, หน้า 112.

[11] เรื่องเดียวกัน, หน้า 113.

[12] เรื่องเดียวกัน, หน้า 114.

[13] รายงานการประชุมสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ครั้งที่ 3 วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2519 ณ ตึกรัฐสภา หน้า 114

[14] เรื่องเดียวกัน, หน้า 115.

[15] เรื่องเดียวกัน, หน้า 116.

[16] รายงานการประชุมสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ครั้งที่ 3 วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2519 ณ ตึกรัฐสภา หน้า 119.

[17] เรื่องเดียวกัน, หน้า 127.

[18] เรื่องเดียวกัน, หน้า 118.

[19] เรื่องเดียวกัน, หน้า 115.

[20] ธงชัย วินิจจะกูล, 6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน. 2558), หน้า 22-23.

[21] ดูการพิจารณาและคำให้การของพยานในคดี 6 ตุลาฯ ได้ ใน สมยศ เชื้อไทย (บรรณาธิการ). คดีประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ใครคือฆาตกร. (กรุงเทพฯ: พี.เค. พริ้นติ้งเฮาส์, 2531).

[22] มติชน, 7 กรกฎาคม 2521, หน้า 1.

[23] สมยศ เชื้อไท, เรื่องเดียวกัน, หน้า 208-209.

[24] เรื่องเดียวกัน, หน้า 234.

[25] สมยศ เชื้อไทย (บรรณาธิการ). คดีประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ใครคือฆาตกร. (กรุงเทพฯ: พี.เค. พริ้นติ้งเฮาส์, 2531), หน้า 237.

[26] มติชน, 25 สิงหาคม 2521, หน้า 1.

[27] มติชน, 7 กันยายน 2521, หน้า 1.

[28] เรื่องเดียวกัน, หน้า 12.

[29] มติชน, 13 กันยายน 2521, หน้า 12

[30] มติชน, 15 กันยายน 2521, หน้า 12

[31] ไทยรัฐ, 17 กันยายน 2521, หน้า 16

[32] มติชน, 14 กันยายน 2521, หน้า 1.

[33] ไทยรัฐ, 16 กันยายน 2521, หน้า 16.

[34] อาทิตย์, 16 กันยายน 2521, หน้า 12.

[35] มติชน, 27 กันยายน 2521, หน้า 12.

[36] ไทยรัฐ, 20 กันยายน 2521, หน้า 16.

[37] ไทยรัฐ, 20 กันยายน 2521, หน้า 16.

[38] มติชน, 22 กันยายน 2521, หน้า 1.

[39] ไทยรัฐ, 19 กันยายน 2521, หน้า 16.

[40] ธงชัย วินิจจะกูล. นิติรัฐอภิสิทธิ์ และราชนิติธรรม: ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของ Rule by Law แบบไทย. (กรุงเทพฯ: เวย์แม็กกาซีน, 2563) หน้า 194-196

[41] นิธิ เอียวศรีวงศ์, รัฐลอยนวล, มติชนออนไลน์, 3 กันยายน 2561. https://www.matichon.co.th/article
/news_1112676. (สืบค้นเมื่อ 23 กรกฎาคม 2563).

[42] Haberkorn, T., In plain sight: Impunity and Human Rights in Thailand. (Madison: The University of Wisconsin press, 2018) p. 219-220.

https://tlhr2014.com/archives/21875



ชาวบ้านรวมตัวกันกว่า 200 คน ทำกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในวันธงชาติไทย พยายามจะนำธงไปปักเพื่อแสดงสัญลักษณ์ที่หลักเขต 42 ก่อนที่จะเกิดความวุ่นวายขึ้น - ตัวอย่างของคนคลั่งชาติ ที่พาชาติล่มจม ?

https://www.facebook.com/watch/?v=2059816644784378

Jom Petchpradab
3 hours ago
·
อีกตัวอย่างของคนคลั่งชาติ ที่พาชาติล่มจม ..ถ้า ทหาร หรือเจ้าหน้าที่รัฐไม่เด็ดขาด เข้มงวดกับคนที่มีความคิดและความต้องการที่อยู่เหนือกฎกติกา ก็จะถือเป็นความพกพร่อง ผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่รัฐด้วยเช่นกัน


คนนึงวิ่ง คนนึงคลาน คนคลานถึงเส้นชัยก่อน มันช่างเป็นภาพที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว และสะท้อนภาพการเมืองไทยวันนี้ได้อย่างดี


Pavin Chachavalpongpun
16 hours ago
·
มันช่างเป็นภาพที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว และสะท้อนภาพการเมืองไทยวันนี้ได้อย่างดี ฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชน เข้าร่วมงานวิ่งเมื่อวานเพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยนักโทษการเมือง ขณะที่นายกรัฐมนตรีจงใจโพสต์ภาพตัวเองกราบตีนกษัตริย์เพื่อสื่อถึงความจงรักภักดี สองแนวทางนี้คืออุดมการณ์บนเส้นขนานที่ไม่อาจจะมาเจอกันได้ และเป็นการ define การต่อสู้ทางการเมืองไทยในปัจจุบัน ที่น่าผิดหวังและเศร้าใจในเวลาเดียวกัน พรรคเพื่อไทยที่เคยถือธงประชาธิปไตย เคยเป็นพลังต่อสู้อีลีท วันนี้กลับอยากเป็นส่วนหนึ่งของอีลีท แต่ก็ยังถูก reject โดยอีลีท และแม้ทักษิณจะเป็น "นักโทษการเมือง" แต่กลับไม่ออกมารวมพลังกับพรรคประชาชนเมื่อวานในงานวิ่งมาราธอน ส่วนจะลงรูปแพทองธารกราบตีนกษัตริย์ก็ไม่แน่ใจว่ากษัตริย์อยากให้ลงรูปหรือเปล่า

https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/23977192448622526



เพราะแพ้สงคราม ไม่ยอมรับก็ไม่ได้ 27 กันยายน 1945 จักรพรรดิฮิโรฮิโตะ เข้าพบ ดักลาส แม็คอาเธอร์ ผู้เปลี่ยนฐานะเทพเจ้าของจักรพรรดิให้เป็น "คนธรรมดา"


Sakon Ketkaew
September 26
·
27 กันยายน 1945 ...

.
จักรพรรดิฮิโรฮิโตะ ..เข้าพบดักลาส แม็คอาเธอร์
.

.
....................................

ดักลาส แมกอาเธอร์ ผู้เปลี่ยนฐานะเทพเจ้าของจักรพรรดิให้เป็น "คนธรรมดา"

.
27 กันยายน 1945 เป็นเวลาราวสามสัปดาห์หลังจากญี่ปุ่นลงนามยอมแพ้สงครามโดยไม่มีเงื่อนไขอย่างเป็นทางการ ญี่ปุ่นในขณะนี้ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรที่มี จอมพลดักลาส แมกอาเธอร์ เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด
.
ตลอดระยะเวลาดังกล่าวแมกอาเธอร์เลือกที่จะเก็บตัวไม่ยอมไปพบจักรพรรดิฮิโรฮิโตะประมุขของญี่ปุ่นที่มีสถานะเป็นดั่ง "เทพเจ้าเดินดิน" ตามจารีตประเพณีท้องถิ่น ด้วยเชื่อว่า สุดท้ายแล้วองค์จักรพรรดิที่เคยชินกับการรอให้คนอื่นมาเข้าเฝ้าคารวะจะสมัครใจเดินทางมาพบเข้าเอง ซึ่งก็เป็นไปตามที่นายพลจอมวางแผนคาดหมายไว้
.
จักรพรรดิฮิโรฮิโตะทรงเดินทางไปพร้อมคณะติดตามโดยไม่มีรถนำขบวน ต้องปฏิบัติตามกฎจราจร หยุดรถทุกแยกที่ติดไฟแดงเยี่ยงสามัญชนโดยไม่มีข้อยกเว้น ก่อนจะมาถึงที่หมายคือสถานทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงโตเกียว เมื่อเวลาราว 10 นาฬิกา
.
และในขณะที่จักรพรรดิฮิโรฮิโตะทรงแต่งกายสุภาพตามแบบตะวันตกด้วยเสื้อเชิ้ตคอปีกผูกเนคไทสวมสูททับ แต่ ดักลาส แมกอาเธอร์ เจ้าบ้านเดินทางออกมาต้อนรับเทพเจ้าของชาวญี่ปุ่นด้วยชุดกากียับ ๆ ไม่ผูกเนคไท ไม่ประดับเครื่องแบบด้วยเหรียญตราใด ๆ อันเป็นที่มาของภาพถ่ายประวัติศาสตร์ของทั้งคู่ ที่แมกอาเธอร์ยืนเท้าเอวอย่างผ่อนคลาย ส่วนจักรพรรดิฮิโรฮิโตะทรงยืนตัวตรงเชิดหน้าแต่ก็ดูไม่สมสง่าผ่าเผยเหมือนดังภาพที่ถูกคัดกรองมาเผยแพร่โดยทางการ เหมือนเมื่อครั้งที่ญี่ปุ่นยังดำรงอำนาจอธิปไตยเอาไว้ได้
.
ภาพดังกล่าวถูกถ่ายโดยช่างภาพของกองทัพสหรัฐฯ แต่ทางการญี่ปุ่นเก็บงำการพบปะของสองผู้นำไว้สองวันก่อนที่จะออกรายงานสั้น ๆ โดยห้ามไม่ให้เผยแพร่ภาพถ่ายดังกล่าว ด้วยเห็นว่าการกระทำของผู้ยึดครองนั้นเป็นการหยามเกียรติขององค์จักรพรรดิ
.
อย่างไรก็ดี รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้มีอำนาจเต็มเหมือนเช่นแต่ก่อน นักข่าวเมื่อทราบเรื่องก็เดินทางไปร้องเรียนกับฝ่ายสื่อของกองทัพสหรัฐฯ ทางกองทัพทราบเรื่องแล้วก็สั่งให้กระทรวงมหาดไทยของญี่ปุ่นที่คุมการเซ็นเซอร์สื่อยกเลิกคำสั่งการห้ามเผยแพร่ภาพดังกล่าว ก่อนสั่งยุบกระทรวงมหาดไทยในวันต่อมา
.
ภาพนี้จึงปรากฏต่อสาธารณะเป็นเวลาสามวันหลังเกิดเหตุซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับชาวญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ที่เห็นฝรั่งผิวขาวแสดงท่าที่ไม่ให้เกียรติพระองค์ และบ้างก็ไม่คิดว่านี่คือภาพจริง
.
เจตนาในการเผยแพร่ภาพดังกล่าวของกองทัพสหรัฐฯ โดยการนำของแมกอาเธอร์ชัดเจนว่าเขาต้องการลบล้างธรรมเนียมเก่าจารีตเดิมของญี่ปุ่นที่เคารพนับถือจักรพรรดิเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แหล่งข่าวญี่ปุ่นยังกล่าวว่า ในการเจรจาคราวนั้นแมกอาเธอร์ไม่ยอมใช้คำยอพระเกียรติตามธรรมเนียมด้วยการกล่าวถึงพระองค์ด้วยคำว่า "Your Majesty" เลย (คำนี้อาจเทียบได้กับคำว่า "ฝ่าบาท" ตามธรรมเนียมไทย) แต่กลับสื่อสารผ่านล่ามว่า "บอกจักรพรรดิไปว่า..." (Daily News)
.
แต่ถึงแม้เขาจะต้องการทำลายจารีตประเพณีสืบเนื่องกับสถาบันจักรพรรดิ ในขณะเดียวกันเขาก็ยังต้องการรักษาสถาบันเอาไว้ท่ามกลางเสียงคัดค้านของทั้งจากชาติพันธมิตร และทั้งในสหรัฐฯ เองที่ต้องการนำผู้นำสูงสุดของญี่ปุ่นมาขึ้นศาลในฐานะจำเลยในคดีอาชญากรรมสงคราม
.
เช่น วิลเลียม แลงเกอร์ (William Langer) วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันจากนอร์ทดาโคตาที่บอกว่า จักรพรรดิฮิโรฮิโตะสมควรได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แห่งเยอรมนี หรือ ทอม สจวร์ต (Tom Stewart) วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากเทนเนสซีที่บอกว่า จักรพรรดิฮิโรฮิโตะคืออาชญากรสงครามและเขาอยากเห็นพระองค์ถูกจับห้อยหัวผูกด้วยหัวแม่เท้า (AP)
.
อย่างไรก็ดี แมกอาเธอร์และคณะ "เชื่อ" ว่าจักรพรรดิเป็นเพียงหุ่นเชิดในระบอบทหารของญี่ปุ่น เป็นตรายางให้ผู้นำเผด็จการทหารอ้างความชอบธรรมในการก่อสงคราม (แต่ในข้อเท็จจริงรัฐธรรมนูญเมจิกำหนดให้จักรพรรดิเป็นผู้ถืออำนาจอธิปไตย และแม้ในทางปฏิบัติพระองค์จะใช้อำนาจตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี แต่พระองค์ก็เคยใช้อำนาจโดยตรงเช่นการสั่งให้กำราบกลุ่มกบฎเมื่อปี 1936 - Britannica)
.
การพบปะกับจักรพรรดิในคราวนั้นยังสร้างความประทับใจให้กับแมกอาเธอร์เป็นอย่างมาก ในบันทึกส่วนตัวเขาเล่าว่า ในการเจรจาคราวนั้นองค์จักรพรรดิทรงเดินทางมาพบเขาเพื่อขอรับโทษทัณฑ์อันเกี่ยวเนื่องกับการตัดสินใจทั้งในทางการเมืองและการทหารที่กระทำโดยพสกนิกรของพระองค์ในช่วงสงครามแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเมื่อเขาได้ฟังแล้วก็ถึงกับ "สั่นไปถึงไขกระดูก"
.
"พระองค์คือจักรพรรดิโดยกำเนิด แต่ ณ ชั่วขณะนั้นผมรู้เลยว่า ผมได้พบกับสุภาพบุรุษตัวจริงคนแรกของญี่ปุ่นเข้าแล้ว"
.
นอกจากนี้ แมกอาเธอร์ยังเห็นว่าสถาบันจักรพรรดิมีความจำเป็นต่อการปกครองญี่ปุ่นโดยสันติ เนื่องจากพระองค์ยังคงเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนจำนวนมาก แม้ว่าพระองค์ในฐานะประมุขจะพาประเทศเข้าสู่หายนะก็ตาม (สถานการณ์ต่างจากในเยอรมนีที่สัมพันธมิตรเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องถอนรากถอนโคนนาซี) จึงให้คงสถาบันจักรพรรดิเอาไว้ แต่จำเป็นต้องปรับบทบาทให้จักรพรรดิเป็นผู้ค้ำจุนรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและต้องไม่อยู่ในฐานะของ "เทพเจ้า" เช่นที่เคยถือมา
.
แมกอาเธอร์จึงเรียกร้องให้จักรพรรดิฮิโรฮิโตะออกประกาศต่อสาธารณชนถึงสถานะความเป็นคนเหมือนกันของจักรพรรดิและประชาชน ซึ่งจักรพรรดิฮิโรฮิโตะก็ทรงจัดให้ในวันปีใหม่ของปี 1946 โดยออกเป็นหนังสือที่รู้จักกันในชื่อ “ประกาศความเป็นมนุษย์” (Humanity Declaration) อันเป็นการปฏิเสธสถานะเทพเจ้าในร่างมนุษย์ของจักรพรรดิตามจารีตเดิมของญี่ปุ่นโดยใจความสำคัญของประกาศดังกล่าวคือ
.
"สายสัมพันธ์ระหว่างเรากับพสกนิกรอยู่บนพื้นฐานของความรักและความเชื่อใจ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ตำนานนิทานปรัมปรา มันมิได้ตั้งอยู่บนฐานความคิดอันผิดเพี้ยนว่าจักรพรรดิคือเทพเจ้าและชาวญี่ปุ่นเหนือกว่าชนชาติอื่นและมีชะตากรรมกำหนดให้เป็นผู้ปกครองโลก"
.
(นักวิจารณ์บางส่วนบางส่วนมองว่า ประกาศนี้มิได้ปฏิเสธฐานะความเป็นเทพเจ้าของจักรพรรดิแต่อย่างใด แค่บอกว่า สายสัมพันธ์ของจักรพรรดิกับประชาชนมิได้ขึ้นอยู่กับสถานะเทพเจ้าเท่านั้น)
.
ด้านแมกอาเธอร์ตอบรับประกาศของจักรพรรดิฮิโรฮิโตะกลับไปว่า "ประกาศรับปีใหม่ของจักรพรรดิทำให้ผมปลื้มปีติเป็นอย่างมาก ด้วยประกาศนี้พระองค์ทรงนำทางประชาชนสู่หนทางประชาธิปไตย พระองค์ทรงยืนอยู่เคียงข้างหลักเสรีนิยมสู่อนาคต การกระทำของพระองค์สะท้อนถึงอิทธิพลของหลักการที่สมเหตุผล หลักการที่สมเหตุผลเป็นสิ่งที่ไม่อาจหยุดยั้งได้" (National Diet Library)
.
ด้วยเหตุนี้แมกอาเธอร์จึงถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนสถาบันจักรพรรดิจากที่ได้รับการนับถือเยี่ยงเทพเจ้าให้มีฐานะเป็น “คน” เยี่ยงประชาชนทั่วไป แต่มีบทบาทพิเศษ อยู่เหนือการเมือง และเป็นประมุขในเชิงสัญลักษณ์ แต่ในขณะเดียวหากไม่มี ดักลาส แมกอาเธอร์ สักคน จักรพรรดิฮิโรฮิโตะก็อาจถูกดำเนินคดีอาชญากรรมสงคราม อีกทั้งสถาบันจักรพรรดิของญี่ปุ่นที่มีอายุยาวนานนับพันปีก็อาจจะถึงคราวล่มสลายลงก็เป็นได้
.

.
เรื่อง: อดิเทพ พันธ์ทอง
.
อ่าน “ดักลาส แมกอาเธอร์ ผู้เปลี่ยนฐานะเทพเจ้าของจักรพรรดิให้เป็น ‘คนธรรมดา’" ในแบบเว็บไซต์: https://thepeople.co/douglas-macarthur-turned-emperor.../
.
#ThePeople #History #สงครามโลกครั้งที่2 #จักรพรรดิฮิโรฮิโตะ #ดักลาสแมกอาเธอร์

https://www.facebook.com/1023078414531349/posts/1162193877286468/?sfnsn=mo

https://www.facebook.com/photo/?fbid=3102774883223879&set=gm.24630960059856621&idorvanity=1386527928059829



ครอบครัวเชื่อ #ทนายอานนท์ ยังคงสู้ต่อแม้ต้องสู้คนเดียวหรือไม่มีใครเห็น แต่วันนี้มันไม่ใช่แบบนั้น พ่อ ’เก็ท-โสภณ‘ ผู้ต้องขังคดี #ม112 เปิดใจ ”ผมหยุดลูกไม่ได้จริงๆ“ - วงพูดคุย “ความหวัง ชีวิตและเสรีภาพ ส่วนหนึ่งจากกิจกรรม #Run2Free





 https://x.com/iLawclub/status/1972255607781818681



#ยืนหยุดทรราชxนิรโทษกรรมประชาชนw142 27 กันยายน 2568 “พวกเราทุกคนเป็นเมล็ดพันธุ์ ยิ่งหว่าน ยิ่งกระทืบลงดิน ยิ่งงอกงาม” อานนท์ นำภา #ผมคิดถึงคุณ

https://www.facebook.com/watch/?v=777978785137874


https://www.facebook.com/watch/?v=777978785137874
https://www.facebook.com/wetheequalcitizen/posts/pfbid02DdM3EWi7VZNcmShHHzJ3Bc1DSWsv8Vzhz4tw4Rpw1vLmsr1dAaKd2LNBeAJcy4iLl



ขอบคุณพรรคประชาชนที่ไปร่วมกับภาคประชาชนจัดกิจกรรมวิ่งปล่อยนักโทษ 112


สุรพศ ทวีศักดิ์
19 hours ago
·
ขอบคุณพรรคประชาชนที่ไปร่วมกับภาคประชาชนจัดกิจกรรมวิ่งปล่อยนักโทษ 112

ที่จริงน่าจะทำตั้งนานแล้ว ผมเคยเสนอว่าพรรคประชาชนควรสร้างกระแสนิรโทษกรรม 112 ทั้งด้วยการอภิปรายในสภา การสื่อสารนอกสภา และทำกิจกรรมอื่นๆ ให้เป็นกระแสต่อเนื่อง แบบสร้างกระแส #กัดไม่ปล่อย เหมือนการตรวจสอบชั้น 14 เพื่อให้สังคมกดดันรัฐบาลเพื่อไทยให้ต้องโหวตสนับสนุนนิรโทษกรรม 112

แน่นอน ควรด่าเพื่อไทยที่ไม่โหวตรับร่างกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนรวม 112 และควรด่าต่อไปตราบที่เพื่อไทยไม่ยอมเปลี่ยนใจมาสนับสนุนการนิรโทษกรรม 112

แต่เมื่อพรรคประชาชนยอมเปลี่ยนจากจุดยืนในปี 2566 ที่เคยปฏิเสธการจับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคขวาอนุรักษ์นิยมอย่างภูมิใจไทย แล้วหันมา #จับมือประนีประนอม ทำ MOA โหวตให้เขาเป็นรัฐบาล เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่และ Grand Compromise ก็ควรเรียกร้องและกดดันรัฐบาลภูมิใจไทยให้สนับสนุนการปล่อยนักโทษ 112 ด้วย

เพราะเราเห็นแล้วว่า เพื่อไทยไปจับมือกับพรรคขวาอนุรักษ์นิยมแล้วไปทำตามความต้องการของรัฐพันลึก และความต้องการของพรรคขวาอนุรักษ์นิยม ด้วยการปฏิเสธนิรโทษกรรม 112 เป็น #ความผิดพลาดทางการเมือง และถูกรัฐพันลึกร่วมมือกับพรรคขวาอนุรักษ์นิยมเล่นงานในที่สุด

วันนี้พรรคประชาชนจับมือประนีประนอมกับพรรคขวาอนุรักษ์นิยมแล้ว แต่กล้าริเริ่มร่วมกิจกรรมรณรงค์ปล่อยนักโทษ 112 นับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และหวังว่าจะทำให้เป็นกระแสต่อเนื่องแบบกัดไม่ปล่อย และเรียกร้องกดดันรัฐบาลอนุทิน หรือพรรคสีน้ำเงินให้สนับสนุนการปล่อยนักโทษ 112 อย่างจริงจังต่อไปด้วย

https://www.facebook.com/photo/?fbid=24577584868574854&set=a.969393776487295




แบกแซะเท้งพา สส.ส้มวิ่งนิรโทษ (แบกจัดเลย “Run 2 free แม้ว”) - เบื้องหลังงานวิ่ง #Run2free


Atukkit Sawangsuk 
17 hours ago
·
แบกแซะเท้งพา สส.ส้มวิ่งนิรโทษ
เขามาเอง มาร่วมวิ่ง เหมือนคนทั่วไป
ไม่ได้ขึ้นเวที (แม้แน่ละมีสื่อสัมภาษณ์) ไม่ได้มีอะไรพิเศษ (แบบยิ่งชีพว่า ไม่ใช่ ผอ.มาเปิดงาน)
สส.เพื่อไทยจะมาก็ได้ไม่เห็นมีใครห้าม ไม่มาเอง
ทั้งที่เป็นโอกาสดี มาตอนนี้ไม่โดนด่าเรื่องข้ามขั้วแล้วนะ
ในทางตรงข้าม เมื่อวาน ซี ภูชนะ แม่น้ำโขง เล่าว่า เผชิญหน้าเท้ง
ถามตรงๆเลย ยังหลังตรงอยู่หรือเปล่า
ในงานมีคนไม่เห็นด้วยกับเขาเยอะ เขาก็ยังไป
ท่าทีแบบนี้มีผลสำคัญ ตัดสินใจแล้วยอมรับผล ยอมให้วิจารณ์ สู้หน้า ไม่หลบเลี่ยง ไม่กลัวโดนด่า
ไม่เหมือนตอนข้ามขั้วตระบัดสัตย์ ชิงด่ากลับคนวิจารณ์
Yesterday
·
เบื้องหลังงานวิ่ง #Run2free ตอนที่ 1
1. งานนี้เจ้าภาพหลักเป็น Free Arts, Tune&Co. และ ThumbRights แน่นอนว่า iLaw เป็นเจ้าภาพร่วมด้วยและลงแรงลงมือกันไปหลายอย่าง แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง ผมแทบไม่ได้เข้าประชุมด้วยเลย มีอีกหลายมือจัดการเป็นหลัก และงานหน้าก็จะเป็นเช่นนั้น ขับเคลื่อนโดยคนจำนวนมาก แต่เราจะเป็นกำลังที่ไม่ตก ไม่ท้อถอย
2. ตอนเริ่มคิดงานประเมินว่า คนเข้าร่วมน่าจะเยอะกว่าการไปยืนหน้าศาล น่าจะได้ราว 50-100 คน เพราะตอนไปยืนหน้าศาลหาให้ครบ 50+ เท่าจำนวนคนในคุก บางทีก็ยังยาก ก็คิดว่างานนี้คงชวนกันได้ราวๆ นั้น แต่พอเริ่มชวนกันปรากฏว่า ชวนใครก็รับปากจะมากันเพียบเลย แปบเดียวก็คิดว่าคนน่าจะเยอะกว่า 100 แล้วก็เตรียมงานโดยกะว่าคนอาจจะมาสัก 200 ซึ่งเตรียมป้ายติดหน้าอก BIB ไว้ประมาณ 200 เศษๆ ขออภัยครับ หมด
3. เตรียมอาหารเป็นข้าวเหนียวห่อไว้ 200 ห่อ แล้วใกล้งานก็มีอาม่งหมาล่าช่วยมา 100 ที่ ตั้งฮกกี่ ช่วยมา 50 กล่อง แล้วเจ๊จวงก็หอบผัดหมี่มาเพิ่มอีกหม้อนึง ทุกอย่างหมดในเวลาอันรวดเร็ว ตั้งตัวไม่ทัน ผมก็ไม่ได้กิน โดยเซอร์ไพรส์ว่าในธรรมศาสตร์วันนี้ไม่มีอะไรขายเลย จึงคาดหมายว่าคนที่มาในจังหวะถึงจุดเข้าเส้นชัยน่าจะเกิน 400 คนนะครับ ยกเว้นมีหลายคนกิน 2-3 กล่อง ยังดีที่เตรียมน้ำไว้เกิน 400 แล้วกลุ่มเพื่อนตันเอามาช่วยอีกหลายร้อย ก็เลยยังมีน้ำพอกิน เพราะผมคนเดียวก็กินไปสามขวดแล้ว
4. การคาดการณ์จำนวนผู้เข้าร่วมผิดไปประมาณสองเท่าทำให้มีความขลุกขลักอีกหลายอย่างตามมา เราไม่ได้เตรียมวิธีการฝากของไว้ให้กับผู้เข้าร่วมวิ่ง และเครื่องเสียงอาจจะไม่ได้ดังพอ เรามีรถเก็บตกสำหรับคนวิ่งไม่ไหว แต่อาจจะประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง ยังดีที่ทีมพยาบาลแข็งแรง เพราะมีคนต้องใช้บริการทีมพยาบาลพอสมควร
5. สส. ที่มาทั้งหมด คนจัดงานไม่ได้ชวนใครเป็นพิเศษ เขาเห็นประชาสัมพันธ์แล้วก็ชวนกันมา ซึ่งเราดีใจที่นักการเมืองเขามาร่วมวิ่งด้วย เท้งมาถึงก็มายืนๆ ต่อแถวและวอร์มอัพ ทำตามกติกาที่ผู้จัดประกาศเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่มาร่วม นักข่าวและช่างภาพอาจจะเลือกภาพของพวกเขาลงเยอะหน่อย ก็ไม่เป็นไร เราไม่ได้จัดคิวให้สส. พูด ก็ไม่มีใครขอ และเมื่อวิ่งเสร็จ ทำกิจกรรมสักพักเขาก็กลับไปเงียบๆ พวกเขามาร่วมวิ่งเพราะมีความรู้สึกด้วยกันในเรื่องนี้ ไม่ได้มาเพื่อจะหาแสงให้ตัวเอง ไม่ได้มาแล้วต้องวางตัวให้เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เหมือนเวลาที่ผอ.ไปกิจกรรมโรงเรียนแล้วทุกคนต้องเสียเวลามาต้อนรับ แบบประดักประเดิด
6. มีคนเดินมาบอกว่างานนี้สนุกดี ก็ดีใจ โดยที่ผมเชื่อว่า คนเกือบทั้งหมดที่มาร่วมกิจกรรมในวันนี้ มีเป้าหมายร่วมกันที่อยากจะ "ทำอะไรสักอย่าง" เพื่อแสดงความรู้สึกห่วงใยต่อนักโทษทางการเมือง และหวังว่าพวกเขาจะมีโอกาสได้ปล่อยตัวออกมา ในเมื่อวันนี้เราทำอะไรทางกฎหมายไม่ได้ก็มาร่วมกิจกรรมกันก็ยังดี นั่นน่าจะเป็นปัจจัยหลัก ไม่ใช่มาเพราะอยากสนุกหรือจะออกกำลังกาย แต่เมื่อจัดงานให้สนุกขึ้นได้ ออกแบบให้คนรู้สึกมีส่วนร่วมได้ ได้ลงมือทำอะไรด้วยตัวเองได้ คนก็จะมาร่วมได้มากขึ้น ก็หวังว่าทีมงานจะไม่เหน็ดเหนื่อยที่จะออกแบบต่อไปครับ
7. งานแบบนี้น่าจะมีบ่อยๆ มีหลายแห่ง หลายจังหวัด ให้ทุกคนเข้าร่วมได้ ใครอยากจัดแบบนี้ในพื้นที่อื่นก็กรุณาจัดได้เลยครับ งานไม่มีลิขสิทธิ์หรือเครื่องหมายการค้าเพราะไม่ได้ค้าขาย
ป.ล. เดี๋ยวจะมีตอนที่ 2

Yingcheep Atchanont 
16 hours ago
·
เบื้องหลังงาน #run2fee ตอนที่ 2
การออกแบบและตัดสินใจว่าจะวิ่งจากที่ไหนไปที่ไหน และจะกำหนดเส้นทางอย่างไร เป็นเรื่องยากที่สุด เมื่อมีข้อเรียกร้องทางการเมือง เราก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นกิจกรรมการเมือง ไม่ใช่เพียงแค่งานออกกำลังกายเท่านั้น ซึ่งมันจะยากกว่างานที่จัดเพื่อการออกกำลังกายโดยตรงหลายเท่าตัว
เราเริ่มคิดว่าที่ไหนที่สามารถขออนุญาตได้ง่ายและมีพื้นที่เพียงพอ มีห้องน้ำ มีอาหารขาย มีที่จอดรถบ้าง ก็คิดว่าจะเริ่มที่ลานคนเมือง ใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยน่าจะวิ่งไปทางนั้นได้ ก็มีการเสนอกันหลายเส้น เช่น ไปวนอนุสาวรีย์ แล้วกลับมาจบที่เดิม ไปวนทางสวนรมณีนาถ ดิโอล์ดสยามแล้วกลับมาจบที่เดิม ผมเคยเสนอโง่ๆด้วยซ้ำว่า เราแค่วิ่งวนเป็นสี่เหลี่ยมอยู่ในลานคนเมืองน่ะแหละ แต่มีหลายคนไม่อยากให้วิ่งวนแล้วจบที่เดิมเพราะมันจะเบื่อ ก็ต้องหาที่อื่นไป ซึ่งตอนนี้อนุสรณ์ 14 ตุลาฯปิดซ่อม ลานอนุสรณ์พฤษภา35 ตรงกองสลากเก่าก็ปิดรั้วกั้นหมดไม่รู้ทำอะไร ถ้าไปทางป้อมมหากาฬก็ขุดถนนกันรุนแรงไม่เหลือพื้นถนนเลย ความตั้งใจแรกที่ออกแบบเส้นทางที่สวยสุดที่คิดได้ก็คือ วิ่งแนวถนนราชดำเนินไปเข้าสนามหลวง ผ่านหน้าศาลฎีกาซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่จะตัดสินคดีและให้ประกันตัว แล้วก็ไปจบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ เป็นระยะพอดีๆ
เรื่องระยะทางเราทราบว่าประมาณ 5 กิโลเมตรน่าจะเหมาะสมสำหรับการออกกำลังกาย แต่ก่อนหน้านี้กลุ่มคนที่มาร่วมกิจกรรมทางการเมืองบ่อยๆ เป็นผู้สูงอายุ ไม่น่าจะวิ่งหรือเดินได้ไกลกว่านั้นจึงตั้งไจทำระยะทางให้ผู้สูงอายุที่เป็นขาประจำสามารถร่วมได้ด้วย ส่วนคนที่เป็นนักวิ่งร่างกายแข็งแรง เราไม่แน่ใจว่าจะมีคนมาร่วมกับเราเยอะไหม เลยไม่ได้ออกแบบให้ทางยาวพอได้ระยะที่วิ่งกันประจำ
โดยมีภาพฝันว่าไปจะจบที่สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์และยังเป็นบรรยากาศของการออกกำลังกาย แล้วถ้าใครอยากวิ่งต่อเพราะรู้สึกว่าสั้นเกินไป ก็จะได้ไปวิ่งวนด้วยกันในสนามฟุตบอลมหาลัยธรรมศาสตร์นั่นแหละ ผมเองก็ตั้งใจว่าจะไปวิ่งต่อวนอยู่ตรงนั้น 
หลังจากออกแบบเส้นทางในฝันเสร็จแล้วเราก็ไปแจ้งการชุมนุมที่สถานีตำรวจล่วงหน้าเป็นเวลาประมาณ 10 วันก่อนวันงานจริง เพื่อขอให้ตำรวจมาอำนวยความสะดวกดูแลเส้นทางการจราจร และก็เพื่อให้เกิดการต่อรองว่าตรงไหนวิ่งได้หรือตรงไหนวิ่งไม่ได้ ตั้งใจว่า งานนี้ตำรวจให้เท่าไหร่ก็จะเอาเท่านั้นเพราะต้องการวิ่งให้สนุกและวิ่งให้จบ ไม่ได้ต้องการจะทะเลาะหรือดันเพดานเรื่องพื้นที่
ช่วงเวลาเดียวกันก็เอาหนังสือขออนุญาตใช้สถานที่ไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
.
วันที่ไปยื่นแจ้งต่อตำรวจ เจ้าหน้าที่ก็คือรับแจ้งไว้ ทุกอย่างเรียบร้อยดีไม่มีปัญหาอะไร คำสั่งก็คือห้ามไปทางพระบรมมหาราชวัง เพราะเป็นพื้นที่ห้ามชุมนุม ก็โอเคไม่ได้คิดจะไปอยู่แล้ว แต่หลังจากนั้นการต่อรองก็ค่อยๆเริ่มต้นและปวดหัว จะขอวิ่งผ่ากลางสนามหลวง ซึ่งเป็นถนนที่เปิดให้คนเดินทุกวันอยู่แล้ว แต่ตำรวจบอกไม่ได้ ยังไงก็ไม่ได้ กิจกรรมทางการเมืองจะเอาเท้าแตะสนามหลวงไม่ได้เลย ไม่ว่าตรงไหนก็ตาม
จะขอไปโฉบผ่านหน้าศาลฎีกา ก็ไม่ได้ ไม่ได้แบบเด็ดขาดยังไงก็ไม่ได้ ไปด้านหลังก็ไม่ได้ ไปใกล้รั้วไม่ได้เลย ตกลงกันเบื้องต้นว่าจะวิ่งผ่านหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ข้ามถนนแคบๆ ไปถึงพระแม่ธรณีบีบมวยผม แล้ววกกลับออกมาวิ่งบนถนน เท้าไม่แตะสนามหลวงเลย ออกแบบร่วมกันไว้แบบนี้ จนถึงเย็นวันสุดท้ายตำรวจก็โทรมาบอกว่าไม่ได้ ยังไงก็เลี้ยวซ้ายไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
ตำรวจบอกว่าจะเอาเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนมายืนกั้นไว้ให้เลี้ยวซ้ายไม่ได้โดยเด็ดขาด ทั้งที่เราก็บอกแล้วว่าเราจะควบคุมขบวนให้เป็นไปตามที่ตกลงกันไม่มีออกนอกลู่นอกทาง ตอนนั้นก็เริ่มหงุดหงิดแล้วเพราะว่าถ้าหากเอาตำรวจมาตั้งให้มันดูน่ากลัวมันก็จะเป็นปัญหามากกว่าทั้งที่เราตั้งใจจะวิ่งผ่านอย่างสงบ ไม่ได้ตั้งใจจะออกนอกเส้นทางไปไหน
ผมได้สื่อสารกับตำรวจอย่างจริงจังว่า เอารั้วมากั้นสองอันและเอาตำรวจใส่ชุดสีกากีมายืนสองคนก็รู้เรื่องแล้ว เราจะพยายามประกาศและพาคนวิ่งไปข้างหน้าไม่มีการหยุดไม่มีการออกนอกเส้นทาง แต่ถ้าหากเอาชุดควบคุมฝูงชนสีน้ำเงินหลายร้อยคนมายืนตั้งแถว ภาพมันจะไม่สวย ภาพของตำรวจก็จะไม่ดี จากที่คนตั้งใจมาวิ่งพอเห็นภาพตำรวจก็จะเริ่มแวะไปด่า แล้วมันจะควบคุมไม่ได้ ตำรวจคนหนึ่งบอกว่า “น้องเขาก็พูดตรงดี” แล้วเราก็ไปลุ้นกันหน้างานว่าเราจะเจออะไร ก็ดีที่ตำรวจยังมีสติ ไม่ทำอะไรที่จะสร้างปัญหา
แต่เอาเป็นว่าเมื่อพูดคำว่า “สนามหลวง” แล้ว ตำรวจจะใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวมากทันที ไม่ได้โดยเด็ดขาดและพร้อมใช้กำลัง หากเราจะวิ่งเส้นทางอื่นก็ยังคิดไม่ออกว่าจะไปจบที่ไหน
.
หลังเราไปแจ้งการชุมนุมตำรวจบอกเราว่า ในวันจัดงานเราไม่สามารถใช้ลานคนเมืองได้ เพราะว่าคนอื่นมาใช้สถานที่จัดงานอยู่แล้ว เราก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องโชคร้ายจังเลย เพราะวันส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีงานอะไรตรงนััน เราคาดหวังว่าจะยังพอมีพื้นที่เหลือเพื่อแบ่งปันได้ แต่ตำรวจบอกว่าอนุญาตให้เราใช้แค่ถนนหน้าศาลาว่าการกทม. พื้นที่เล็กๆตรงนั้น ตรงรูปแรก ซึ่งเรารู้ว่ามันเล็กเกินไป แต่เราไม่มีทางเลือก ก็ต้องยอม เพราะตอนแรกคิดว่าคนมาไม่เยอะ
แต่ว่าในวันจัดงานพอไปถึงพบว่า ลานคนเมืองไม่ได้มีกิจกรรมอะไรเลย ก็ต้องขอบคุณท่านรองผู้ว่าฯ ที่ใส่เสื้อดำและรองเท้าผ้าใบแวะมาเดินดู แต่บอกว่าจะไม่วิ่งด้วย มาช่วยดูความเรียบร้อยและท่านรองผู้ว่าฯก็ยืนยันว่าวันนี้ไม่ได้มีกิจกรรมอื่นที่มาขออนุญาตใช้ เราก็เลยสามารถขยายไปใช้พื้นที่บางส่วนเพื่อการวอร์มอัพได้ และเมื่อคนมาเยอะ ก็ต้องยืนยันว่าพื้นที่ที่ตำรวจบอกให้ใช้มันไม่พอจริงๆ
สรุปคือ ตำรวจโกหกตั้งแต่แรกว่า ตรงนั้นก็ไม่ได้ ตรงนี้ก็ไม่ได้
การที่เราไม่ได้คิดว่าคนจะมาเยอะและตำรวจบอกว่าใช้ลานกว้างๆไม่ได้ เพราะมีคนอื่นใช้ ทำให้เราไม่ได้เตรียมกิจกรรมตอนปล่อยตัวไว้มากนัก มีแค่ลำโพงเล็กๆหนึ่งอัน มีโต๊ะแจกน้ำ และขายเสื้อนิดหน่อย ถ้าหากรู้ว่ามีพื้นที่และมีโอกาสทำได้มากกว่านี้ ก็จะเตรียมกิจกรรมไว้มากกว่านี้ แย่จริงๆ
.
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ทำตัวให้มันยากเช่นกัน หลังเรายื่นหนังสือขออนุญาตใช้พื้นที่สนามฟุตบอล เขาก็ตอบว่าสนามฟุตบอลมีกิจกรรมอื่นที่จองไว้ใช้แล้ว เราก็เลยเสียใจเล็กน้อยที่ไม่สามารถจัดกิจกรรมจบงานในพื้นที่ที่สวยงามและให้คนออกกำลังกายได้เต็มที่ ก็เสียใจอีกว่าทำไมเราถึงดวงซวยจัง สนามบอลก็มีคนจอง ลานคนเมืองก็มีคนจอง
เราขออนุญาตใหม่ที่จะใช้ลานประติมากรรมบริเวณหน้าหอประชุมใหญ่ ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางและมีต้นไม้ร่มรื่น มหาวิทยาลัยใช้เวลาสองวันก่อนเจ้าหน้าที่จะแจ้งทางโทรศัพท์ว่า ลานประติมากรรมก็มีคนจองใช้เอาไว้ก่อนแล้ว ไม่ว่าง สถานที่ต่างๆในมหาวิทยาลัยมีคนจองเอาไว้หมดเลย … ตอนนั้นก็เริ่มรู้สึกแล้วว่า ไม่ปกติ เพราะมหาวิทยาลัยนี้ไม่ได้มีกิจกรรมแน่นขนาดนั้นเป็นประจำอยู่แล้ว
เราประสานงานไปยังคณะนิติศาสตร์ เพื่อขออนุญาตใช้สถานที่สำหรับแจกข้าวแจกน้ำและทำกิจกรรมตอนจบ เหลือเวลาแค่ประมาณห้าวันเท่านั้นตอนที่เราติดต่อไปยังคณะนิติศาสตร์ ต้องขอขอบคุณ และประกาศให้ทราบว่า วันนี้คณะนิติศาสตร์อนุญาตให้ใช้พื้นที่ เพื่อกิจกรรมที่ส่งเสริมเสรีภาพ พร้อมอำนวยความสะดวกในการติดต่อประสานงานเป็นอย่างดีมาก เราขอใช้แค่ลานด้านหน้า เพราะกะจะใช้ไม่นาน แต่ก็กลัวฝนตกก็เลยขออนุญาตใช้ห้องไว้ด้วย ปรากฏว่าฝนก็ตกจริง และห้องก็พร้อมเมื่อเราเดินเข้าไปในห้องทุกอย่างก็เตรียมพร้อมไว้เรียบร้อย ขอบคุณครับ
หลังจากกิจกรรมเสร็จตอนค่ำ ผมเดินออกมาก็สังเกตว่า ลานประติมากรรมด้านหน้าก็ไม่ได้มีกิจกรรมอะไร มีเต็นท์เปล่าตั้งอยู่หนึ่งหลัง ตั้งแต่เราวิ่งมาถึงตอนประมาณ 5 โมงก็ไม่ได้เห็นมีคนใช้ทำอะไร เดินไปดูสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ วันนี้ก็ไม่ได้มีกิจกรรมอะไร ทั้งมหาวิทยาลัยเงียบสงัด มีแต่กิจกรรมของเราอย่างเดียว ก็เลยถ่ายรูปบันทึกความเจ็บใจอันนี้ไว้ แต่เสียใจรูปสุดท้ายถ่ายไม่ชัด
สรุปว่าเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยก็ใช้วิธีการโกหกตรงๆ ถ้าหากผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่จัดกิจกรรมที่มีประเด็นทางการเมือง ก็ควรจะตอบหนังสือขออนุญาตอย่างตรงไปตรงมาเลยว่าไม่อนุญาต วันนี้เราเป็นคนนอกเราก็ต้องเคารพถ้าเขาไม่ให้ใช้ก็ไม่ใช้ ไม่ใช่มาอ้างว่ามีกิจกรรมอื่นทั้งที่จริงแล้วไม่มี
.
ไม่ว่างานหน้าจะจัดที่ไหน ก็จะต้องเผชิญปัญหาเรื่องการขออนุญาตใช้พื้นที่แบบนี้อีกแน่ๆ ตำรวจ และผู้คนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะต้องพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะไม่ให้เราทำกิจกรรมได้ ….
ปัญหาเหล่านี้มีมาตั้งแต่ปี 2557 ต่อเนื่องมาตลอดที่ประยุทธ์เป็นนายกฯ เมื่อเพื่อไทยเป็นนายกฯแล้ว ชัชชาติเป็นผู้ว่าฯแล้ว เหมือนจะดีขึ้นบ้าง แต่ปัญหาไม่ได้หายไป ตำรวจยังทำตัวเหมือนตอนประยุทธ์เป็นนายกฯอยู่
จึงเรียนมาเพื่อทราบ สำหรับนักวิ่งที่ประสงค์จะวิ่งในเส้นทางที่สวยกว่านี้หรือยาวกว่านี้ และสำหรับคนที่รู้สึกว่าอาจจะวิ่งหรือเดินไม่ค่อยไหว เราก็จะพยายามออกแบบเส้นทางที่เหมาะสมกับทุกคน ภายใต้ข้อจำกัดมากมายในโอกาสต่อไปครับ




สว.นันทนา ชี้ "ขบวนการยึดประเทศ" และอันตรายที่สุดของสังคมการเมืองไทยได้เกิดขึ้นแล้ว ?

https://www.youtube.com/shorts/ZgMEGHWN4no


วันอาทิตย์, กันยายน 28, 2568

โพลอีกละ นิด้าไตรมาสสาม “พรรคส้มลดฮวบเลย นั่งร้านพรรคน้ำเงิน” “พูมใจเพิ่ม (ทุกช็อต)” สิริพรรณ นกสวน เชื่อ ๔ เดือนยุบสภาแน่ และ ‘อนุทิน’ กลับมา

อ่า โพลอีกละ คนทำประจำรายสามเดือน คนตามแล้วแต่สภาพการณ์ แต่ว่าช่วงนี้ต้องเกาะติดหน่อย เพราะรอยต่อไม่ค่อยแน่น รัฐบาลมีเวลา ๑๒๐ วัน เช่นกันกับฝ่ายค้านตามตำนาน หรือฝ่ายค้ำโดยจำเป็น ส่วนฝ่ายแค้นมีนายแบกช่วยเล้ง

นิด้าโพลไตรมาสที่สาม ผล “พรรคส้มลดฮวบเลย นั่งร้านพรรคน้ำเงิน” นางแบกรายหนึ่งแจ้ง อีกคนจิ้ม “พูมใจเพิ่ม (ทุกช็อต)” งั้นมาดูตัวเลขร้อยละ พรรคประชาชนคะแนนลดจากไตรมาสที่แล้วประมาณ ๘% แต่ก็ยังมากกว่าใครๆ

แค่น้อยกว่า ‘ไม่มีใคร’ หรือ “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” กรณีใครควรได้เป็นนายกฯ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้เกือบ ๒๓% เทียบกับหาเหมาะสมไม่ได้ ๒๗% ห่างไม่มากถ้าดูจากเปอร์เซ็นต์ที่ลด แต่คนที่มาโลดคือ อนุทิน ชาญวีรกูล จาก ๑๐% เป็น ๒๐% ก็มากอยู่

ขณะที่พรรคของหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ คืบคลานขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ๔-๖-๗ เปอร์เซ็นต์ ไม่โดดเด่นอะไร สำหรับพรรคของนายและนาง ‘แบก’ จากไม่ถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์มาเป็น ราว ๗% Not too shabby.ไม่เลว แต่ก็ยังรั้งท้าย ลำดับที่ ๕ อยู่ดี

หากแต่เสียงวิพากษ์ยังแรง ไม่แผ่ว ยิ่งเมื่อมี ‘นารีพิฆาต’ คนใหม่ (คำของ Sitanun Satsaksit พี่สาวของ ‘ต้าร์’ วันเฉลิม) เข้ามาเสริม ก็เลย “เข้ารกเข้าป่าไปอีก” ดังที่  Pavin Chachavalpongpun ว่านั่นละ “ติดลบทุกอย่าง...

หวังจะเรียกคนเคยศรัทธาเสื้อแดงให้กลับมาหาเพื่อไทย ถึงขนาดนัดชุมนุมหน้าคุก โหนการถูกขังของทักษิณเพื่อเป็นแรงดึงดูดมวลชน...พูดโม้ว่าเพื่อไทยจะแลนด์สไลด์ นี่คนจัดงานไม่นึกถึงภาพลักษณ์คนที่จะเชิญมาบ้างหรอ”

เขาว่าลีน่า จัง “คือตัวตลก ทำให้พรรคเพื่อไทยแม่งเป็นตัวตลกไปด้วย” ก็เธอว์ไปแจกยำวุ้นเส้นให้มวลชนได้กิน” (วุ้นเส้น = ฮุน เซน ศัพท์ที่แฝงนัยยะการเมือง เชิงสัญญะ แบบ แกงส้ม ต้มยำหนู ที่ ‘คนเสื้อแดง’ รวมพลล้อมวงให้กำลังใจทักษิณ หน้าคุกคลองเปรม)

ว่ากันในทางวิชาการ การที่พรรคประชาชนนั่งร้านให้ภูมิใจไทยเป็นนายกฯ เรียกว่า ‘Confidence and supply’ เป็นการโหวตให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยไปต่อได้ “โดยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลผสมอย่างเป็นทางการ”

อจ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ยกตัวอย่างกรณี “นิวซีแลนด์: พรรคแรงงาน ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีจาซินดา อาร์เดิร์น จัดตั้งรัฐบาลโดยได้รับการสนับสนุนจากพรรคกรีน (Green Party)” เพียงแต่ว่า ข้อตกลงพรรคประชาชนกับภูมิใจไทย ‘ผิดธรรมชาติ’ ไปหน่อย

หนึ่งในสี่ข้อที่ อจ.ยกมา “หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคประชาชนจะโหวตอย่างไร” เพราะโดยหลักของ ‘Confidence and supply’ “หากโหวตไม่ไว้วางใจ เท่ากับผิดสัญญา” ซ้ำจะห้ามไม่ให้แปลงร่างเป็นเสียงข้างมาก “เป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้

...เชื่อว่า ๔ เดือน คุณอนุทินยุบสภาแน่นอน เพราะเป้าหมายแท้จริงคือการกลับมาหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยไม่จำเป็นต้องชนะอันดับ ๑”

(https://www.facebook.com/siripan.nogsuansawasdee/posts/2qQZCR8uN, https://www.facebook.com/tana.wongpan/posts/0AKaF4cevsDx และ https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/2apBFgTi1pz)