วันศุกร์, สิงหาคม 04, 2560

ข้างหลังภาพ อ. ห่วงลูกศิษย์



ooo


จุฬาฯชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีนิสิตจากสภานิสิตจุฬาฯถูกนำตัวออกจากพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเป็นนิสิตจุฬาฯ




3/8/2017

ตามที่มีภาพและข่าวเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ ถึงพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเป็นนิสิตจุฬาฯซึ่งจัดขึ้นในเย็นวันนี้ และกรณีที่รองประธานสภานิสิตจุฬาฯ ถูกอาจารย์นำตัวออกจากพิธีนั้น รศ.ดร.บัญชา ชลาภิรมย์ รองอธิการบดีด้านกิจการนิสิต จุฬาฯ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะมีหลายฝ่ายในสังคมซึ่งอาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันคอยจับจ้องมองดูอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นทางมหาวิทยาลัยทราบมาว่ามีกลุ่มที่ไม่ประสงค์ดีต่อนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ประธานสภานิสิตและกลุ่มเพื่อน ซึ่งกำลังเฝ้ามองดูและอาจนำประเด็นตรงนี้ไปขยายเป็นความรุนแรงได้ ซึ่งที่ผ่านมา เคยมีคนพยายามคุกคามมาตามหานายเนติวิทย์ถึงมหาวิทยาลัย ตนเองในฐานะผู้กำกับดูแลด้านกิจการนิสิตก็ต้องพานายเนติวิทย์ไปแจ้งความที่โรงพัก และวันนี้ก็ได้มอบหมายผู้ช่วยอธิการบดีสองคนไปดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนิสิตกลุ่มนี้เป็นพิเศษ

ในขณะเดียวกัน ทางฝ่ายกิจการนิสิต จุฬาฯก็เข้าใจและเคารพในความเห็นต่างและได้พยายามจัดพื้นที่ให้กับผู้ที่ประสงค์จะแสดงความเคารพด้วยการคำนับโดยมีข้อตกลงกันอย่างชัดเจนว่าจะอยู่ในแถวที่แยกออกไป และจะมาแสดงความเคารพเมื่อกระบวนการถวายบังคมเสร็จสิ้นลงแล้ว แต่กลุ่มของสภานิสิตไม่ได้เคารพข้อตกลงนั้นและพยายามจะจัดฉากให้ปรากฏภาพที่ขัดแย้งตรงข้ามกันระหว่างการถวายบังคมและการคำนับ

รศ.ดร.บัญชา กล่าวว่า ในส่วนของการแสดงออกของอาจารย์คนดังกล่าวที่มีภาพปรากฏออกสื่อไป น่าจะสืบเนื่องมาจากการที่นายเนติวิทย์และนิสิตกลุ่มนี้ไม่เคารพในข้อตกลงที่มีร่วมกัน จึงโกรธถึงขีดสุดว่าพูดกันแล้วไม่รู้เรื่อง และตั้งใจไม่ทำตาม

อย่างไรก็ดี รศ.ดร.บัญชา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตอนนี้ อาจารย์คนดังกล่าวเกิดภาวะเครียดอย่างรุนแรงจนต้องเข้ารักษาตัวในห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาล และจะดูอาการต่อในห้องCCUคืนนี้ แพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่ามีอาการ hyperventilation คือหายใจไม่ได้ กล้ามเนื้อเกร็ง ชีพจรสูง ซึ่งตนเดาว่าน่าจะเป็นเพราะอาจารย์คนดังกล่าวรู้สึกขัดแย้งอย่างสูงเพราะเป็นคนรักนิสิตและทำกิจกรรมคลุกคลีกับนิสิตมาตลอด

“ผมต้องขอโทษนิสิตคนนั้นแทนอาจารย์ด้วยที่อาจจะทำอะไรเกินไป ทางจุฬาฯพยายามเปิดพื้นที่ให้กับทุกคน แต่ผมว่ามันต้องให้ความยุติธรรมและให้การเคารพข้อตกลงซึ่งมีต่อกันและกัน สำคัญที่สุดคือต้องจริงใจต่อกันด้วย” รองอธิการบดีด้านกิจการนิสิตจุฬาฯ กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา http://www.chula.ac.th/th/archive/63023

ooo

นิสิตจุฬาในเหตุการณ์

เอาใหม่มีคนอยากแชร์ เลยโพสใหม่เป็นโพสตัวเอง
------------------------------------------
ในฐานะที่เดินออกมาคนเกือบๆรองสุดท้าย ก่อนหน้าเสก(คนที่โดนล็อคตัว)ประมาณ ไม่เกิน 2 เมตร ประเด็นเรื่องเดินออกมาค่อยพูดอีกทีละกันเอาอันนี้ก่อน

ระหว่างกำลังจะเดินออกจากแถวฆ้องครั้งสุดท้ายดังไปแล้ว นิสิตลุกกันแล้วก่อนจะไปถึงหน้าพระบรมรูปฯอีก 

ละก็ที่บอกนักข่าวปลอมตัวเป็น ผปค. ตายๆๆ เอามาจากไหน นักข่าวเขาก็มากันเพียบอะคับวันนี้ มีความจำเป็นอะไรต้องปลอม(วะ)?

ที่บอกมีส่งซิก เขรรรร้ เอามาจากไหนนน คุยกันในงานเลยว่าจะออก(สาเหตุเดี๋ยวบอกอีกที) ที่สำคัญ ไม่มีซิกแนลอะไรทั้งนั้น แฟรงค์ออกปุ๊ปทุกคนออกต่อเลย ในตอนตกลงก็คุยกันแล้วว่ารอเสียงฆ้องสุดท้ายของรอบซ้อมรอบที่สาม แต่พิธีการบีบเลยเปลี่ยนเป็นเดินออกหลังเสียงฆ้องสุดท้าย ไปดูคลิปก็ได้ ฆ้องสุดท้ายดังไปแล้ว ถึงเริ่มเดินออกแถวไป

แล้วที่เดินออก ไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะมีคนมาห้าม มาล็อคอะไร คิดไว้แค่ว่าเดินๆออกไปคงไม่มีอะไร อาจมีคนด่า แต่ก็คิดแค่ว่ามันคือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของเรา พอเดินออกไปได้แป๊ปเดียวมากๆ ก็ได้ยินเสียงไล่ตามหลังมา "ไอ่เด็กเxี้ย พวกมึงจะไปไหน จะทำทำไม" ดังมาก คือตกใจมากตอนนั้น หลายคนเลยรีบเดินออกงานไป ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสกโดนล็อค โดยเฉพาะแฟรงค์(เนติวิทย์)เดินไปเร็วมาก หายเข้าไปในฝูงชนเร็วกว่าใครเพื่อน พอออกนอกงานได้ไม่ถึงนาที เพื่อนที่ตามหลังมาก็บอกว่าเสกโดนล็อค แฟรงค์หายไปไหน ไปช่วยเสกกัน ก็ตะโกนเรียกหาแฟรงค์ ซักพักแฟรงค์ก็เดินกลับมา ดังนั้นไอ่ที่ยิ้มสะใจนี่มั่วละ เพราะตอนนั้นแฟรงค์มันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีการล็อคตัว จนเพื่อนบอก ก็เลยเดินกลับไปกัน แต่ว่าตอนนั้นเจ้าหน้าที่ นิสิตก็ทยอยออกงานไปเกือบหมดแล้ว ไปตามหาเสกก็ไม่เจอเลยเดินกลับห้องสภากัน ก็เจอเสกรออยู่ในห้องแล้ว หัวร้อนมากไม่คิดว่าอาจารย์/เจ้าหน้าที่จะใช้กำลังกันแบบนี้ ก็เลยแนะนำให้ไปแจ้งความ สุดท้ายก็เลยไปลงบันทึกประจำวันกันไว้เป็นหลักฐานต่อไป
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นคับผม จะเชื่อหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ จอบอ


Thapakorn Kaewlangka added 2 new photos.

ชวนฟัง ปากคำทนาย กรณีแหวน ณัฏฐธิดา: จากพยานปากเอก 6 ศพวัดปทุมสู่ผู้ต้องหาคดีร้ายแรง - “แหวนมองว่าสิ่งที่ตัวเองได้รับ มันร้ายแรงเกินกว่าที่จะรับได้ 2 ปีกว่าที่ถูกคุมขัง ครอบครัวได้รับผลกระทบอย่างมาก..."




ปากคำทนาย กรณีแหวน ณัฏฐธิดา: จากพยานปากเอก 6 ศพวัดปทุมสู่ผู้ต้องหาคดีร้ายแรง


Fโดย กองบรรณาธิการ วอยซ์ทีวี
3 สิงหาคม 2560 
Voice TV


แหวน - ณัฏฐธิดา มีวังปลา หลายคนรู้จักเธอในฐานะพยานปากเอกของคดี 6 ศพ วัดปทุมฯ ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 คำพูดของเธอในฐานะพยานของคดีถือว่ามีความเป็นระบบที่สุด เพราะเธอเป็นเพียงคนเดียวที่เห็นตั้งแต่ศพแรกไปจนถึงศพที่หก วันนั้น แหวนอยู่ห่างจากหนึ่งในผู้เสียชีวิตเพียง 5 เมตร ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแนววิถีกระสุนจากปากคำของเธอทำให้สรุปได้ว่า การเสียชีวิตของหกศพมาจากแนววิถีกระสุนของเจ้าหน้าที่บนรางรถไฟรวมทั้งด้านล่างบริเวณตอม่อ และข้อเท็จจริงนี้นี่เอง ที่ทำให้แหวนต้องกลายสภาพเป็นคนที่อยู่คนละฝั่งกับเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ นายทหารระดับสูง และผู้ออกคำสั่งในเวลานั้น

บางทีในเหตุการณ์เช่นนี้ หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่อง “โชคดี” ที่เธอรอดชีวิตมาได้ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอหลังจากนั้น สอนให้เรารู้ว่าบางครั้งการเป็น “ผู้รอดชีวิต” อาจไม่ใช่เรื่อง “โชคดี” เสมอไป

หลังโศกนาฏกรรมครั้งนั้น แหวนมีอาการหวาดกลัวจากการถูกคุกคาม ต้องคอยหลบๆซ่อนๆ เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัย เธอไม่สามารถสื่อสารกับผู้คนได้เนื่องจากเธอสูญเสียความสามารถในการควบคุมอารมณ์ จนสุดท้ายเธอต้องเข้ารับการบำบัด

ธนชาติ อดีตสามีของแหวน ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวประชาไท เมื่อเดือนมิถุนายน 2558 ถึงสิ่งที่แหวนเล่าให้เขาฟัง “แหวนเห็นเหตุการณ์ชัดที่สุด ลูกเกด (กมนเกด อัคฮาด) ที่โดนยิงก็อยู่เต็นท์เดียวกัน แหวนเขาเล่าไปก็ยังร้องไห้ไป ศพคนสุดท้าย แหวนพยายามเอาคนนี้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จะเอาไปหาหมอ แต่ไปไม่ได้ มีการยิงสกัดมาตลอด ทั้งที่โรงพยาบาลตำรวจอยู่แค่ฝั่งตรงข้าม ถ้าส่งโรงพยาบาลทันก็อาจไม่ตาย แหวนเขารู้สึกเจ็บใจมากที่ช่วยคนไม่ได้”

แหวนทำงานเป็นอาสาพยาบาลของโรงพยาบาลวชิระมานาน เธอมักเข้าไปดูแลผู้ชุมนุมทุกกลุ่ม ทุกสี ไม่เลือกฝ่าย ในครั้งนั้นก็เช่นกัน เธอเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง



แหวน - ณัฏฐธิดา มีวังปลา: รูปจาก Facebook วิญญัติ ชาติมนตรี


24 กรกฎาคม 2560

วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและเลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) เดินทางไปรับแหวน หลังจากมีความพยายามยื่นหลักทรัพย์เพื่อขอประกันตัวแหวนและเพื่อนอีก 3 คน เนื่องจากเห็นว่ากระบวนการสืบคดียังไม่ไปถึงไหนมาก และพยานปากสำคัญ 3-4 ปากได้ให้การไปแล้ว ศาลจึงอนุญาติปล่อยตัวชั่วคราว โดยมีเงื่อนไข ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร หลังจากติดคุกมา 2 ปี 4 เดือน หมายปล่อยตัวของแหวนมาถึงเรือนจำในเย็นวันนั้น

“เรารออยู่หลายชั่วโมง รู้สึกผิดสังเกตว่ามีการปล่อยตัวช้าเกิน จนกระทั่งเราเห็นรถของเจ้าหน้าที่ไม่ติดป้ายทะเบียนขับมา มารับตัว มีการใช้กุญแจมือ ล็อคตัว พร้อมกับนำขึ้นรถฟิล์มดำ ไม่ติดป้ายทะเบียน ขับไปอย่างรวดเร็ว โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ชี้แจงอะไร” ทนายวิญญัติบอกกับวอยซ์

“ผมได้ตามไปกองปราบปราม จนกระทั่งได้ทราบว่ามีการขออายัดตัว แต่ขณะที่อยู่ที่เรือนจำไม่มีหมายจับไปแสดง และได้อ้างหมายจับหลังจากนำตัวไปถึงกองปราบปรามในเวลาต่อมา สิ่งที่เราตรวจสอบได้ในขณะนั้นคือ ความผิดตามมาตรา 112 ได้มีการอ้างว่าพบพยานหลักฐานหรือสิ่งที่อ้างว่าแหวนทำความผิดวันที่ 17 มีนาคม 2558”

19 มีนาคม 2558

มีนายทหารมาแจ้งความแหวน ในคดี 112 มีการขอออกหมายจับต่อศาลทหารอีกครั้ง และศาลอนุมัติหมายจับ การออกหมายจับในครั้งนั้นสร้างความประหลาดใจให้แก่ทนายวิญญัติ เหตุใดต้องมีการออกหมายจับซ้ำซ้อน เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้แหวนถูกจับกุมและอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่แล้ว เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการ แจ้งความ แจ้งข้อกล่าวหา เริ่มการสอบสวนได้ทันที

7 มีนาคม 2558

มีผู้ร้าย 2 คน ปาระเบิดอาร์จีดี 5 ใส่ลานจอดรถศาลอาญา แรงระเบิดทำให้ลานจอดรถได้รับความเสียหาย เศษปูนแตกกระจายไปทั่วบริเวณ ความเสียหายตีวงกว้างประมาณ 5 เมตร ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ทหารจับกุมชายผู้ก่อเหตุที่ศาลอาญาได้ 2 คน

ทนายวิญญัติเล่าว่า “มีการกล่าวอ้างในทางสืบสวนว่าเป็นอาวุธสงคราม และดำเนินคดีในชั้นศาล เรามั่นใจว่าไม่ใช่ระเบิดแสวงเครื่องชนิดร้ายแรง อย่างไรก็ดีแหวนก็ถูกพาดพิง โดยการเชื่อมโยงผ่านการใช้แอพลิเคชันไลน์ ซึ่งก็จะมีกลุ่มไลน์สำหรับประชาชนที่มีอุดมการณ์เดียวกันเป็นสมาชิกกันอยู่ แหวนอยู่ในกลุ่มเป็นชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ระยะเวลาหนึ่งก็กลายเป็นเหตุเชื่อมโยงว่าแหวนเป็นผู้เกี่ยวข้อง สนับสนุน และมีส่วนในการจัดหาคนที่จะไปก่อเหตุที่หน้าศาลอาญา”

11 มีนาคม 2558

“แหวนถูกทหารประมาณ 5 นาย เข้าไปจับกุมที่บ้านพักของญาติในจังหวัดสมุทรปราการโดยแหวนถูกคุมตัวไปที่ค่ายทหารแห่งหนึ่ง เราได้มีการติดตามทางโซเชียลมีเดีย และมีการติดต่อไปทางผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคสช. เพราะขณะนั้นเราเชื่อว่าเป็นทหารจากทางคสช.” ทนายวิญญัติกล่าว

ในเวลานั้นทั้งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พ.อ.วินธัย สุวารี หัวหน้าและโฆษก คสช. ออกมาปฏิเสธเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ได้อยู่ในความควบคุมของคสช.

17 มีนาคม 2558

มีเจ้าหน้าที่ทหารนำตัวแหวนไปให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำ กลายเป็นข่าวโด่งดัง ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พ.อ.วินธัย สุวารี หัวหน้าและโฆษก คสช. ต้องออกมาอธิบายใหม่ว่า เป็นการเชิญตัว ‘น้องแหวน’ มาให้ข้อมูลในกรณีปาระเบิด

แต่หากมองจากมุมของทนายวิญญัติ ภาพที่เห็นคือการนำตัวแหวนไปฝากขังที่ศาลทหาร ตามหมายจับจากศาลทหาร ถูกแจ้งข้อกล่าวหา พ่วงด้วยมาตรา 112

วิญญัติเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับคดีนี้ให้สำนักข่าวประชาไทฟังว่า หลักฐานสำคัญของเจ้าหน้าที่นำมาจากไลน์กลุ่มที่พูดคุยกันไม่กี่คน โดยเจ้าหน้าที่จับกุมบุคคลที่ก่อเหตุได้และบังคับเข้าถึงทุกบัญชีในโลกออนไลน์ กลุ่มไลน์ที่ว่าก็มีหลายห้อง จำเลยบางคนอยู่เกือบทุกห้อง บางคนอยู่บางห้อง ในห้องเป็นกลุ่มลับกลุ่มหนึ่งมีสมาชิกคนหนึ่งโพสต์ข้อความคึกคะนองที่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 แหวนแสดงความไม่เห็นด้วยในห้องนั้น แล้วแค็ปหน้าจอที่ปรากฏข้อความนั้นส่งไปถามเจ้าตัวว่าทำไมจึงพูดแบบนี้ แต่สุดท้ายตำรวจกล่าวหาว่าข้อความดังกล่าวเป็นของแหวน

“แหวนถูกกล่าวหาในลักษณะเช่นนั้น เกิดจากพยานหลักฐานที่อ้างว่าพบในโทรศัพท์ แต่โทรศัพท์เครื่องนี้ถูกยึดจากเจ้าหน้าที่ทหารตั้งแต่วันที่ถูกจับกุมคือ วันที่ 11 มีนาคม 2558 และมีการอ้างว่าได้ตรวจสอบโทรศัพท์หลังจากนั้น 6 วัน โดยเจ้าหน้าที่ทหาร หลักฐานที่อ้างว่าพบในโทรศัพท์เกิดขึ้นได้อย่างไร เข้าถึงโทรศัพท์ได้อย่างไร”





ทนายวิญญัติตั้งข้อสังเกตต่อเหตุการณ์ที่แหวนถูกอายัดตัวในวันที่ 24 กรกฎาคมว่า “เหตุใดพนักงานสอบสวนในคดี 112 ไม่เร่งการสอบสวนโดยไม่ชักช้า และรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ความผิด หรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาให้เร็วที่สุด ปล่อยระยะเวลามาถึง 2 ปีกว่า จนกระทั่งมาถึง วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่ปล่อยตัว ปรากฏว่าคดีไม่มีความคืบหน้า การสอบสวนไม่แล้วเสร็จ คำถามคือ 2 ปี ท่านทำอะไรอยู่ เราจะเห็นว่าการกระทำลักษณะเช่นนี้ของพนักงานสอบสวนหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง อาจจะเป็นการกระทำเข้าข่าย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อย่างไรก็ตามเรามองว่า แหวนไม่ควรถูกกระทำในลักษณะเช่นนี้โดยการนำตัวกลับเข้าไปสู่เรือนจำอีกครั้ง เนื่องจากแหวนได้รับอิสรภาพเพียงไม่กี่นาที ขายังไม่ก้าวออกจากเรือนจำด้วยซ้ำ สิ่งเหล่านั้นมันเกิดขึ้นกับประชาชนหลายคน แหวนเป็นรายล่าสุดที่เกิดขึ้น และเห็นชัดเจนว่า รัฐใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม ใช้อำนาจเกินความจำเป็น และไม่อำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน ถือเสมอว่าเป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนไปในตัว”





ด้วยข้อมูลบางอย่าง ทนายวิญญัติเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างการที่แหวนถูกดำเนินคดีในตอนนี้กับการเป็นพยานในคดี 6 ศพ วัดปทุมฯ “แหวนส่งจดหมายออกมาจากเรือนจำเป็นระยะๆ ในช่วงที่เขาถูกควบคุมตัว เนื้อหาในจดหมายได้พูดถึงคดีที่ตนเองได้เป็นไปพยาน 6 ศพ วัดปทุมฯ สิ่งเหล่านี้เราวิเคราะห์จากเนื้อหาจดหมายและพูดคุยหลายครั้งในเวลาที่ได้เจอกันที่ศาล ทำให้เราเชื่อว่าสิ่งที่แหวนได้เป็นพยานในคดี 6 ศพวัดปทุม ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แหวนถูกกระทำในขณะนี้ ผมไม่ยืนยันว่าใครเป็นผู้กระทำ แต่การที่แหวนเป็นบุคคลสำคัญในคดีหนึ่ง และการกระทำที่นำมากล่าวหานั้น ในทางกฏหมาย และทางพยานหลักฐาน เรามองว่าด้วยพฤติการณ์ที่นำมากล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นคดีก่อการร้าย หรือคดีที่เกี่ยวข้องกับการปาระเบิด ไม่มีหลักฐานใดยืนยันชัดเจนว่าแหวนมีส่วนร่วมกระทำก่อเหตุดังกล่าวเลย ความสมเหตุสมผลของการดำเนินคดีจึงเป็นเรื่องที่เป็นคำถามอยู่ตลอดเวลาว่า เกี่ยวข้องกับเรื่องใดแน่”





“แหวนไม่คาดคิดว่าตัวเองจะได้รับผลกระทบขนาดนี้ จากการไปเป็นพยานในคดี 6 ศพ สภาพจิตใจที่เขายึดมั่นมาตลอด คือ เขาเห็นอย่างไร เขาก็พูดอย่างงั้น และเขาก็ยืนยันมาตลอดจนทุกวันนี้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้จะมีความพยายามจากบางคนที่ต้องการให้แหวนเปลี่ยนคำให้การ”





“แหวนเคยเล่าให้ฟังผ่านทางจดหมาย ในขณะที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ ได้พูดถึงการถูกกระทำต่อร่างกาย โดยมีการใช้กำลังทุบบริเวณหน้าอก บริเวณร่างกาย 2-3 ครั้ง และมีการพูดในลักษณะขู่เข็ญหรือบังคับให้พูดในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งเรื่องนี้เสมือนว่าเป็นการกระทำโดยมิชอบอย่างชัดเจน แต่แหวนก็ยังยืนยันในสิ่งที่เขาได้พูด และให้การตามความเป็นจริง ที่สำคัญมีถ้อยคำประการหนึ่งออกมาจากทางฝ่ายผู้ทำการสอบปากคำขณะนั้นว่า ‘ไม่เช่นนั้นก็จะต้องโดนคดี’ ซึ่งต่อมาแหวนก็ถูกดำเนินคดีจริง”






“แหวนมองว่าสิ่งที่ตัวเองได้รับ มันร้ายแรงเกินกว่าที่จะรับได้ 2 ปีกว่าที่ถูกคุมขัง ครอบครัวได้รับผลกระทบอย่างมาก คนที่เคยคบหาก็เลิกรากันไป ครอบครัวก็ต่างคนต่างไปแตกแยกกัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับแหวน นอกจากอิสรภาพที่สูญเสียไปแล้ว เรื่องครอบครัวก็ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ซึ่งเขาเสียใจตลอดเวลา ตั้งแต่พบพวกผมคืนนั้นร้องไห้ตลอดเวลา จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นก็ยังร้องไห้ เขาเคยพูดในลักษณะที่แสดงถึงความท้อแท้ และแสดงความกังวลต่อสภาพที่ตนได้รับ จิตใจเขาได้รับความกระทบกระเทือนมาก” ทนายวิญญัติเล่าให้ฟัง

ขณะนี้ทางทีมทนายกำลังรวบรวมพยานหลักฐาน และตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายการกระทำความผิดมาตรา 157 (ละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ) หรือไม่ “แนวทางที่หนึ่ง ตั้งแต่เริ่มมีหนังสือแจ้งจากเรือนจำ จนกระทั่งถึงตำรวจกองปราบปราม ไปรับตัวที่กองปราบปราม และนำตัวไปดำเนินคดี หากพบว่ามีลักษณะเข้าข่ายผิดมาตรา 157 เราก็เตรียมจะร่างฟ้องพนักงานสอบสวนและบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

แนวทางที่สอง ทนายวิญญัติเห็นว่า แหวนควรได้รับโอกาสปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากพยานหลักฐานที่อ้างว่าพบในโทรศัพท์มือถือ ถูกยึดโดยเจ้าหน้าที่ทหารตั้งแต่วันที่ถูกจับ “เป็นเรื่องที่เราต้องตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานในทางอิเล็กทรอนิกส์หรือข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ ว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นไปโดยชอบธรรมตามคำประกาศของกระทรวงไอซีทีในขณะนั้นหรือไม่ เรื่องทั้งหมดเราจะนำไปสู่การยื่นขอความเป็นธรรม และยื่นขอประกันตัวในชั้นสอบสวนคดี 112 อีกครั้งหนึ่ง เมื่อมีการสอบสวนเสร็จสิ้น ผมก็เชื่อว่าเราจะได้รับความเมตตาจากศาลอีกครั้งหนึ่ง”

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 03, 2560

นี่จุฬาฯหรือค่ายทหาร... มีความพยายามจะยึดกล้องนักข่าว ท่ามกลางความโกลาหลงานพิธีถวายสัตย์นิสิตใหม่ (มีคลิป)



https://www.facebook.com/FahroongSK/videos/826521617512920/


เรื่องเกี่ยวข้อง...

จี้ผู้บริหารพิจารณาพฤติกรรมอาจารย์ล็อคคอนิสิตจุฬาฯ กลางพิธีถวายสัตย์


(https://prachatai.com/journal/2017/08/72648)


อ.จุฬา แจงในภาพไม่ได้ทำร้ายนิสิต เผยเจ้าตัวเครียดจนหามส่งโรงพยาบาล

(http://news.voicetv.co.th/thailand/512632.html)





ooo


จุฬาฯชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีนิสิตจากสภานิสิตจุฬาฯถูกนำตัวออกจากพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเป็นนิสิตจุฬาฯ




3/8/2017

ตามที่มีภาพและข่าวเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ ถึงพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเป็นนิสิตจุฬาฯซึ่งจัดขึ้นในเย็นวันนี้ และกรณีที่รองประธานสภานิสิตจุฬาฯ ถูกอาจารย์นำตัวออกจากพิธีนั้น รศ.ดร.บัญชา ชลาภิรมย์ รองอธิการบดีด้านกิจการนิสิต จุฬาฯ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะมีหลายฝ่ายในสังคมซึ่งอาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันคอยจับจ้องมองดูอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นทางมหาวิทยาลัยทราบมาว่ามีกลุ่มที่ไม่ประสงค์ดีต่อนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ประธานสภานิสิตและกลุ่มเพื่อน ซึ่งกำลังเฝ้ามองดูและอาจนำประเด็นตรงนี้ไปขยายเป็นความรุนแรงได้ ซึ่งที่ผ่านมา เคยมีคนพยายามคุกคามมาตามหานายเนติวิทย์ถึงมหาวิทยาลัย ตนเองในฐานะผู้กำกับดูแลด้านกิจการนิสิตก็ต้องพานายเนติวิทย์ไปแจ้งความที่โรงพัก และวันนี้ก็ได้มอบหมายผู้ช่วยอธิการบดีสองคนไปดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนิสิตกลุ่มนี้เป็นพิเศษ

ในขณะเดียวกัน ทางฝ่ายกิจการนิสิต จุฬาฯก็เข้าใจและเคารพในความเห็นต่างและได้พยายามจัดพื้นที่ให้กับผู้ที่ประสงค์จะแสดงความเคารพด้วยการคำนับโดยมีข้อตกลงกันอย่างชัดเจนว่าจะอยู่ในแถวที่แยกออกไป และจะมาแสดงความเคารพเมื่อกระบวนการถวายบังคมเสร็จสิ้นลงแล้ว แต่กลุ่มของสภานิสิตไม่ได้เคารพข้อตกลงนั้นและพยายามจะจัดฉากให้ปรากฏภาพที่ขัดแย้งตรงข้ามกันระหว่างการถวายบังคมและการคำนับ

รศ.ดร.บัญชา กล่าวว่า ในส่วนของการแสดงออกของอาจารย์คนดังกล่าวที่มีภาพปรากฏออกสื่อไป น่าจะสืบเนื่องมาจากการที่นายเนติวิทย์และนิสิตกลุ่มนี้ไม่เคารพในข้อตกลงที่มีร่วมกัน จึงโกรธถึงขีดสุดว่าพูดกันแล้วไม่รู้เรื่อง และตั้งใจไม่ทำตาม

อย่างไรก็ดี รศ.ดร.บัญชา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตอนนี้ อาจารย์คนดังกล่าวเกิดภาวะเครียดอย่างรุนแรงจนต้องเข้ารักษาตัวในห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาล และจะดูอาการต่อในห้องCCUคืนนี้ แพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่ามีอาการ hyperventilation คือหายใจไม่ได้ กล้ามเนื้อเกร็ง ชีพจรสูง ซึ่งตนเดาว่าน่าจะเป็นเพราะอาจารย์คนดังกล่าวรู้สึกขัดแย้งอย่างสูงเพราะเป็นคนรักนิสิตและทำกิจกรรมคลุกคลีกับนิสิตมาตลอด

“ผมต้องขอโทษนิสิตคนนั้นแทนอาจารย์ด้วยที่อาจจะทำอะไรเกินไป ทางจุฬาฯพยายามเปิดพื้นที่ให้กับทุกคน แต่ผมว่ามันต้องให้ความยุติธรรมและให้การเคารพข้อตกลงซึ่งมีต่อกันและกัน สำคัญที่สุดคือต้องจริงใจต่อกันด้วย” รองอธิการบดีด้านกิจการนิสิตจุฬาฯ กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา http://www.chula.ac.th/th/archive/63023

555 นึกว่ากีต้าร์เบส...




จากมิตรสหายท่านหนึ่ง




กฎหมายเอาผิดสี่ชั่วโคตร 'ยาแรง' หรือว่า 'ป่าเถื่อน'

เห็นผลงานความดักดานของสภาจับยัดลิ่วล้อรัฐประหารไหมนี่ ออกกฎหมายเอาผิดทั้งตระกูลสี่ชั่วคน นัยว่าเป็น ยาแรง แก้คอรัปชั่น

หลังจากที่ สปท. ร่างตามใบสั่ง คสช. เมื่อปีกลาย และนายวิษณุ เครืองาม มอบให้คณะกรรมการกฤษฎีการับไปจัดทำ บัดนี้กฎหมายฉบับดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาแล้ว

กฎหมาย “ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม” ที่ ครม.อนุมัตินี้ ยังคงมีการอ้างชื่อให้เก๋ไก๋ย้อนอดีตกลับไปสมัยกรุงศรีอยุธยาว่า กฎหมาย ๗ ชั่วโคตร

แม้ว่าจะมีการปรับแก้จากเดิมที่ให้ครอบคลุมเอาผิดกับผู้ทุจริตและครอบครัวทั้งยวง ย้อนไปถึงพ่อแม่ ลุงป้าน้าอา พ่อตาแม่ยาย ลูกเขยลูกสะใภ้ ลูกหลานเหลนและคู่สมรสของเขาเหล่านั้น ช่วงกันยา ๕๙ เปลี่ยนมาเรียกว่ากฎหมาย ๓ ชั่วโคตร ลดลงเหลือแค่พ่อแม่ ลูก และคู่สมรสของลูก

ฉบับล่าสุดนี่ “ ครอบคลุมถึงญาติใน ลำดับ คือ ผู้สืบสันดาน, บุพการี, คู่สมรส, พี่น้อง รวมไปจนถึงบุตรบุญธรรม” โฆษกรัฐบาล สรรเสริญ แก้วกำเนิด อ้าง (PPTV-36)


ขอบข่ายของกฎหมายฉบับนี้โดยหลักระบุเอาผิดแก่เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่ง “ใช้ข้อมูลภายในของรัฐที่ยังเป็นความลับอยู่” และ/หรือ “รับของขวัญ ของที่ระลึก เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้...

ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ยังไม่ถึง ปี เป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงาน ลูกจ้าง ผู้รับจ้าง หรือดำรงตำแหน่งอื่นในธุรกิจของเอกชนซึ่งเคยอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของตน

ที่สำคัญเจาะจงกรณีเจ้าหน้าที่รัฐทำสัญญากับบุคคลภายนอก หากอัยการสูงสุดตรวจพบว่าเป็นการกระทำโดยทุจริต ให้แจ้งความหน่วยงานเกี่ยวข้อง หรือคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ดำเนินการ

นอกเหนือจากนั้นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการ เห็นความไม่ชอบมาพากล ก็สามารถยื่นคำร้องถึงคณะกรรมการ ปปช. โดยตรงได้

จุดเด่นที่ คสช. คิดว่าเป็นจุดขายน่านิยมของกฎหมายฉบับนี้นอกจาก เอาผิดทั้งโคตรแล้ว ยังกำหนดความผิดต่างๆ ละเอียดยิบกว่ากฎหมาย ปปช. ที่จะเฟดหายและยกเลิกไปในที่สุด เช่น

การเข้าค้ำประกันไม่คิดค่าธรรมเนียม การให้ค่านายหน้า การขายหรือการให้เช่าซื้อทรัพย์สินแก่เจ้าหน้าที่ในราคาต่ำกว่า” หรือสูงกว่าปกติ

“การให้ส่วนลดในสินค้าหรือทรัพย์สินที่จำหน่าย การให้รางวัล การจ่ายเงินล่วงหน้าและคืนให้ภายหลัง การให้ค่าเดินทางหรือบริการขนส่ง...

ให้บริการวิชาชีพอิสระ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล สถาปนิก วิศวกร กฎหมาย หรือบัญชี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือคิดค่าใช้จ่ายน้อยกว่าปกติ เหล่านี้ก็ถือว่าเป็นการกระทำผิด”


หากแต่ว่าความผิดที่กฎหมายฉบับนี้ระบุไว้ยุบยิบถึง ๘ ประเด็น ซึ่งอ้างว่าสอดคล้องกับหลักการ Conflict of interest ที่สหประชาชาติถือว่าเป็นการคอรัปชั่น บัญญัติอยู่ในอนุสัญญาต่อต้านการทุจริต หรือ UNCAC 2003

มิใช่ความผิดเหมารวม ที่จะกำหนดบทลงโทษตามสายเลือดเหมือนในยุคสมบูรณายาสิทธิราชได้

หลักการลงทัณฑ์ทั้งโคตรเช่นนั้น ประชาคมโลกถือกันว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ชาติไหนเคยมีต่างก็ยกเลิก ชาติไหนไม่เคยเจอก็จะกำหนดเป็นข้อห้ามไว้มิให้มีโอกาสได้พบพานในกาลข้างหน้า ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ ๑๙ มาแล้ว

มีแต่ประเทศไทยยุค คสช. นี่แหละที่พยายามจะย้อนกลับไปหาสภาพสังคมแบบเห็นคนเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน อันป่าเถื่อน ยึดถือกำลังการข่มเหงเป็นอำนาจ และตัดขาดจากภูมิปัญญา

"ไอลอว์"ประเมินแผนปฎิรูป"สปท."พาประเทศ"ลงคลอง" ถาม..คุ้มหรือไม่?




https://www.youtube.com/watch?v=uPWe122dAlw

"ไอลอว์"ประเมินแผนปฎิรูป"สปท."พาประเทศ"ลงคลอง"ถาม..คุ้มหรือไม่?


jom voice

Published on Aug 2, 2017

นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเตอร์เนตกฎหมายเพื่อประชาชน หรือ ไอลอว์ ให้สัมภาษณ์ Thais Voice ประเมินแผนการปฎิรูปประเทศของ สภาการปฎิรูปประเทศ หรือ สปท.ที่ส่งมอบให้รัฐบาลเมื่อ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ไอลอว์ใช้เวลา 2 เดือนในการอ่านรายงานแผนการปฎิรูปประเทศของ สปท.จำนวน 131 รายงาน สะกัดออกมาเป็น 1,324 เรื่อง ในจำนวนนี้ที่ปฎิบัติได้จริงมีเพียง 200 เรื่อง ที่เหลือเป็นนามธรรมส่วนใหญ่ และดูจะลอกงานมาจาก สภาการปฎิรูปแห่งชาติ หรือ สปช.มากกว่า และไม่มีข้อเสนอที่จะปฎิรูปในเชิงโครงสร้างสำคัญๆ ที่เป็นปัญหา แต่เป็นแนวคิดแก้ปัญหาเล็ก ๆน้อย ๆ แบบรูปหน้าปะจมูก เน้นรวมศูนย์อำนาจในส่วนกลาง และให้ความสำคัญกับราชการมากกว่าที่จะเปิดพื้นที่ให้กับประชาชน จึงสรุปได้ว่าแผนหรือแนวคิดการปฎิรูปประเทศของ สปท.เป็นการนำประเทศลงคลองมากกว่า ส่วนจะคุ้มกับงบประมาณจำนวนพันกว่าล้านที่เสียไปหรือไม่ สังคมต้องตัดสินกันเอง


วันพุธ, สิงหาคม 02, 2560

เหนื่อยใจ... ประเทศเฮงซวย..







คลิป FB LIVE Bow Nuttaa Mahattana เสรีภาพสื่อ Foreign Correspondents' Club of Thailand + AI demands “The authorities must immediately stop using the criminal justice system to harass Pravit Rojanaphruk"



https://www.facebook.com/bow.nuttaa/videos/10154957133150819/

ooo


Thailand: Drop sedition charges against prominent journalist for Facebook posts





2 August 2017
Amnesty International


Responding to the Thai authorities summoning of prominent journalist Pravit Rojanaphruk to answer accusations of sedition for some of his Facebook posts, Amnesty International’s Director for Southeast Asia and the Pacific, James Gomez, said:

There appears to be no end to the Thai authorities’ determination to stamp out any form of criticism, whether online or on the streets. In the past few years, dozens of people have faced sedition charges for peacefully criticising the junta, including for their use of Facebook and other social media.

James Gomez, Director for South East Asia and the Pacific


“The authorities must immediately stop using the criminal justice system to harass Pravit Rojanaphruk. It is outrageous to think that he could face decades in prison for a totally peaceful action like putting up a few critical Facebook posts. Pravit is a brave journalist who has already been arbitrarily detained by the military government twice since it seized power in 2014. All criminal proceedings against him must be dropped.

“There appears to be no end to the Thai authorities’ determination to stamp out any form of criticism, whether online or on the streets. In the past few years, dozens of people have faced sedition charges for peacefully criticising the junta, including for their use of Facebook and other social media.

“The government uses a range of draconian laws and executive orders to silence critical voices, not least in the media. Journalists like Pravit should be able both to to do their jobs and express their opinions – however critical - without fear of harassment or imprisonment.”

สรุปคดีสลายม็อบพันธมิตร 7 ตุลา 2551 รอดทั้งหมด... เพราะมีความยุติธรรม หรือ มีพัชรวาท วงษ์สุวรรณ ? + เสื้อเหลืองด่าลั่น! ไม่กลัวหมิ่นศาล! ยกฟ้องคดีสลายม๊อบมีเส้น! 2 สค 2560





สรุปคดีสลายม็อบพันธมิตร 7 ตุลา 2551 รอดทั้งหมด

ไม่ใช่มีความยุติธรรมอะไรหรอก
เพียงแค่ จำเลยคนหนึ่งคือ พัชรวาท วงษ์สุวรรณน้องชายประวิตร วงษ์สุวรรณ


Thanapol Eawsakul

ooo

ล่าสุด! ไม่กลัวหมิ่นศาล! เสื้อเหลืองด่าลั่น! ไม่ยุติธรรม! ยกฟ้องคดีสลายม๊อบมีเส้น! 2 สค 2560



https://www.youtube.com/watch?v=atuZqJYkxXo&feature=youtu.be

Media Force

Streamed live 9 hours ago

...

เรื่องเกี่ยวข้อง...
ยกฟ้อง 'สมชาย-ชวลิต-พัชรวาท-สุชาติ' ชี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงสั่งสลายพันธมิตรปี 51

(https://prachatai.com/journal/2017/08/72627)


น.พ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล บรรยายบรรยากาศ และความรู้สึกในห้องพิจารณาคดี นายกยิ่งลักษณ์แถลงปิดคดีโครงการจำนำข้าว





วันนี้ เป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้าไปนั่งในห้องพิจารณาคดี ของศาลในคดีโครงการจำนำข้าวของนายกยิ่งลักษณ์

บรรยากาศในห้อง ก็เหมือนในศาลทั่วไป คือดูเคร่งครัด น่าเกรงขาม ห้ามนั่งไขว่ห้าง ลุกยืนเมื่อผู้พิพากษาเดินเข้า ออก แต่ที่แตกต่างคือ มีองค์คณะผู้พิพากษา มากถึง 9 ท่านและทราบมาว่า ทุกท่านจะนั่งในตำแหน่งเก้าอี้ตัวเดิม ในทุกนัด

ในห้อง น่าจะมีความจุได้กว่า 100 คน
มีตัวแทนสถานทูตและองค์การระหว่างประเทศ ชาวต่างประเทศ กว่า 10 คน นั่งฟังอย่างตั้งใจ ไม่นับมีผู้สื่อข่าวไทยและต่างประเทศ ซึ่งศาล จัดที่นั่งเผื่อไว้ให้โดยเฉพาะ และบรรดาอดีตสส. และรัฐมนตรี

1 ชั่วโมงเต็ม ที่นายกยิ่งลักษณ์ แถลงปิดคดี แม้จะเป็นการอ่านจากเอกสารที่เตรียมมา แต่น้ำเสียง จังหวะการแถลง เหมือนพูดสดๆ มีความจริงจัง และแฝงด้วยความรู้สึกในทุกความหมาย ภาษาที่ใช้ก็เป็นสำนวนบ้านๆ เข้าใจง่าย. ไม่ใช่ภาษากฎหมาย ที่ยากแก่การเข้าใจ เรียบเรียงเป็นประเด็น มีรายละเอียด อธิบายด้วยเหตุผล. บอกเล่ากระบวนการทำงาน การสั่งการ การกำกับดูแล และความเชื่อมโยง บทบาทของหน่วยราชการต่างๆมากมาย ของการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว

และที่น่าสนใจ คือ ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ยกคำพูดของหัวหน้า คสช. มาชี้ให้ศาลเห็นถึงการชี้นำ อธิบายพฤติกรรมของปปช. ในความไม่ชอบตามกระบวนการยุติธรรมอย่างละเอียด

ผมนั่งมอง เห็นนายกหญิงคนแรกของประเทศนี้ นั่งต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษา ในฐานะจำเลย มันทำให้รู้สึกสะท้านในอก ตันตื้น ในใจ ถามตัวเองว่า นี่ประเทศไทยหรือ ที่นายกรัฐมนตรี ที่ทำงาน ตามโครงการที่หาเสียง ตามขั้นตอนระเบียบปฎิบัติราชการ เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องชาวนา
แต่เพียงเพราะ ความพยายามทำลายล้างกันทางการเมือง วันนี้ จึงต้องนั่งอยู่หน้าห้อง ในฐานะเป็นจำเลย

ระหว่างการแถลง ทุกครั้งที่มีเจ้าหน้าที่เปิดประตูเข้าห้อง ก็จะได้ยินเสียงของมวลชนที่ให้กำลังใจอยู่ด้านนอก ดังเข้ามา แม้ไม่ดังขนาดรบกวนการแถลง แต่ก็ให้เรารับรู้ถึงเสียงกึกก้องของมวลชนฝ่ายประชาธิปไตย มี่รอคอยอยู่หน้าศาล

ในช่วงท้ายของการแถลง ในช่วงบทสรุป เมื่อท่านนายก พูดถึง ชาวนาและความภูมิใจที่ท่านได้ทำโครงการนี้ เพื่อพี่น้องชาวนา ท่านมีน้ำเสียงสะอื้น และหยุดชั่วขณะ ผมคิดว่า มันเป็นน้ำตาของความปิติดีใจที่ท่านได้ช่วยชาวนา ผสมกับความกดดันที่ท่านได้รับ มาตลอดของการสู้คดีนี้

ในช่วงขณะนั้น ผมชำเลืองมอง ผู้เข้าร่วมฟังที่นั่งรอบตัวผม ทุกคนนั่งสงบนิ่ง ผมเห็นอดีตสส.หญิงและพี่ๆผู้หญิงหลายคนที่นั่งข้างผม ข้างหลังผม น้ำตาซึมพร้อมกับเห็นแววตาอดีตสส.และรมต. ชายหลายคน บ่งบอกถึงความเศร้าใจ คงไม่ต่างจากพี่น้องประชาชนที่อยู่หน้าศาล

เมื่อท่านนายก แถลงเสร็จ ท่านประธานองค์คณะ ก็กล่าวสั้นๆ1-2 นาที เรื่องการยกคำร้อง กรณีจำเลยยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ และจบด้วยการนัดหมายฟังคำพิพากษา 25 สิงหาคม และองค์คณะทั้งหมดก็เดินออกจากห้อง




ผมเชื่อเหมือนพี่น้องฝ่ายประชาธิปไตยที่ร่วมให้กำลังใจทั้งที่หน้าศาลและทุกแห่ง ว่าท่านนายกยิ่งลักษณ์ได้ทำมากกว่าดีที่สุดแล้ว สำหรับ การต่อสู้คดี เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของท่าน

แต่เหนืออื่นใด ท่านได้ยืนยัน ความถูกต้องของหลักการนโยบายแห่งรัฐของนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องมีและต้องรักษาไว้ หากเรายังคิดว่า เราปกครองในระบอบประชาธิปไตยจริง

จากนี้ไป ก็เป็นช่วงเวลาแห่งการรอคอย กระบวนการยุติธรรม ในขั้นตอนสุดท้ายที่ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย เฝ้าคาดหวัง

25 สิงหาคม นี้ ไปพบกันครับ





ที่มา FB

น.พ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล


BBC Thai ส่องดูทรัพย์สิน ยิ่งลักษณ์ พอจ่ายค่าเสียหายข้าว 3.5 หมื่นล้าน?



น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปราศรัยระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2554 ที่จ.บุรีรัมย์ ก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 ก.ค. 2554


ดูทรัพย์สิน ยิ่งลักษณ์ พอจ่ายค่าเสียหายข้าว 3.5 หมื่นล้าน?


โดย พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์
ผู้สื่อข่าวพิเศษ บีบีซีไทย
30 กรกฎาคม 2017


จากน้องสาวคนเล็กในครอบครัวชินวัตร ผู้ยอมทำตามคำขอร้องของพี่ชาย ผันตัวเองจาก "นักธุรกิจ" มาเป็น "นักการเมือง" และใช้เวลาหาเสียงเพียง 49 วัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็สามารถพาตัวเองก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสุดทางการเมือง ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้สำเร็จ ถึงวันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลับต้องเผชิญทุกข์หนักที่สุดในชีวิต ทั้งลุ้นผลทางอาญาของคดีจำนำข้าว ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ว่าจะถูกทำให้สิ้นอิสรภาพหรือไม่

ขณะเดียวกัน เธอยังต้องพยายามทุกทางเพื่อคัดค้านการดำเนินการของรัฐบาลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่อาจทำให้เธอสิ้นเนื้อประดาตัว

จำนวนเงิน 35,717 ล้านบาท คือตัวเลขที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกเรียกชดใช้ จากการเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โทษฐาน "ปล่อยให้มีการทุจริต" และ "ไม่ระงับยับยั้งความเสียหาย" ตามถ้อยคำที่ระบุไว้ในคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1351/2559 ซึ่งออกมาเมื่อปลายปีก่อน





ขณะนี้ กรมบังคับคดีได้เริ่มต้นกระบวนการยึดทรัพย์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ด้วยการอายัดบัญชีเงินฝาก จำนวน 7 เล่ม (ทั้งหมดอยู่ในธนาคารกรุงเทพ) จากทั้งหมด 12 เล่ม จากข้อมูลที่คณะทำงานเพื่อการสืบทรัพย์ กระทรวงคลัง ส่งมอบมาให้


GETTY IMAGES
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นกล่าวในการแถลงข่าวระหว่างการเยือนกรุงเบอร์ลินของเยอรมนี เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2555


แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครอง ตั้งแต่ปลายปีก่อน เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของกระทรวงการคลัง ที่เธอมองว่า "ออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย" แต่บัดนี้คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ส่วนคำขอทุเลาการบังคับใช้คำสั่ง ก็เคยถูกตีตกไปแล้วครั้งหนึ่ง แม้จะยื่นคำขอเข้าไปใหม่ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ผลที่แตกต่างไปจากเดิม

คำถามที่หลายคนคงอยากรู้ก็คือ ปัจจุบัน อดีตนายกฯหญิง ผู้ซึ่งเพิ่งมีอายุครบ 50 ปีไปเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีเงินเหลืออยู่เท่าไร และเพียงพอจะจ่ายให้กับตัวเลขที่ถูกสั่งยึดหรือไม่ ?



WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
เสียงตะโกน "ยิ่งลักษณ์สู้ ๆ" ที่ดังขึ้นจากประชาชนที่มาปักหลักรอให้กำลังใจหน้าศาลฎีกาฯ ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถึงกับน้ำตารื้น ก่อนเข้าไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยนัดสุดท้าย 21 ก.ค. 2560


จากการตรวจสอบข้อมูลในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยื่นไว้ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำนวน 9 ครั้ง ทั้งในฐานะ ส.ส. รมว.กลาโหม และนายกฯ ก็ปรากฎว่า ในการยื่นครั้งแรก เมื่อครั้งมาเป็น ส.ส. ในวันที่ 2 ส.ค. 2554 เธอแจ้งว่ามีทรัพย์สิน 547 ล้านบาท และในการยื่นครั้งหลังสุด เมื่อพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ครบหนึ่งปี ในวันที่ 6 พ.ค.2558 เธอแจ้งว่ามีทรัพย์สิน 579 ล้านบาท

โดยการยื่นบัญชีฯต่อ ป.ป.ช. เมื่อสองปีก่อน ในส่วนของเงินฝากนั้น เธอแจ้งว่ามีบัญชีเงินฝาก 16 บัญชี กระจายอยู่ในสถาบันการเงิน 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ 7 เล่ม ธนาคารกสิกรไทย 4 เล่ม ธนาคารยูโอบี 3 เล่ม และบริษัทหลักทรัพย์ธนชาต อีก 2 เล่ม มีเงินฝากรวมกัน 24 ล้านบาทเศษ




แต่ทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่มีมูลค่ามากที่สุด ก็คือ โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 162 ล้านบาท โดยบ้านหลังที่มีมูลค่ามากที่สุด ก็คือบ้านหลังที่เธอใช้เป็นที่อาศัยในปัจจุบันในซอยนวมินทร์ 111 ซึ่งถูกตีมูลค่าไว้ที่ 110 ล้านบาท ขณะที่ทรัพย์สินซึ่งมีมูลค่ามากรองลงมา คือ ที่ดิน 14 แปลง ที่มีมูลค่ารวมกัน 117 ล้านบาท ตามมาด้วยเงินลงทุน 115 ล้านบาท และเงินให้กู้ยืม 108 ล้านบาท

ในบัญชีทรัพย์สินฯของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังรวมเงิน 1.5 ล้านบาทของ ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร บุตรชายคนเดียวเอาไว้ด้วย ซึ่งน่าสนใจว่ารัฐบาล คสช. จะยึดทรัพย์ในส่วนนี้ไปด้วยหรือไม่




ที่มา: บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยื่นไว้ต่อ ป.ป.ช. ในโอกาสพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ครบหนึ่งปี เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2558

ทั้งนี้ เธอแจ้งมี "รายได้" หลังพ้นจากตำแหน่งนายกฯ 9.5 ล้านบาทต่อปี โดยส่วนใหญ่มาจากเงินปันผลในบริษัทต่าง ๆ ที่เธอถือหุ้นอยู่ อาทิ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รวมกับกองทุนต่างๆ อีกนับสิบ รวมเป็นเงิน 4 ล้านบาท เงินจากดอกเบี้ย 2.3 ล้านบาท เงินจากค่าเช่ากว่า 8 แสนบาท และจากแหล่งอื่น ๆ โดยเป็นเงินทุนเลี้ยงชีพในฐานะอดีต ส.ส. 3 แสนบาทเศษ




เวลานี้ ที่พึ่งเดียวที่จะทำให้บรรดาทรัพย์สินที่กล่าวถึงข้างต้นไม่ถูกยึดเอาไป ก็คือ ศาลปกครอง เช่นเดียวกับที่พึ่งซึ่งจะทำให้เธอยังสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ ก็คือ ศาลฎีกาฯ

อย่างไรก็ตาม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ได้ออกมายืนยันแล้วว่า ผลการตัดสินของทั้ง 2 คดีจะไม่ผูกพันกัน คือต่อให้ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มีความผิด กระบวนการยึดทรัพย์ก็จะยังเดินหน้าต่อไป จนกว่าศาลปกครองจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น

วิบากกรรมของนายกฯคนที่ 3 จากตระกูลชินวัตร จึงว่าใช่จะจบลงได้โดยง่าย

...
68 ปีทักษิณ ทรัพย์สินเขาเหลือเท่าไร
พิพากษาคดีจำนำข้าว 25 ส.ค. ชี้ชะตา ยิ่งลักษณ์ กับ 2 อดีต รมต.


โกตี๋ถูกอุ้มหาย ‘ปิดเคส’ อุกอาจอย่างมาเฟีย เกิดความระส่ำระสายภายในกระบวนการ resistance ต่อต้านรัฐไทย

โกตี๋ถูกอุ้มหาย ปิดเคสอุกอาจอย่างมาเฟียเสียยิ่งกว่าตอนทำกับ ไม้หนึ่ง หรือเป็นเพียง “การปล่อยข่าวหวังผลทางการเมือง” เช่นที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติอ้าง

ทั้ง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. และพล.อ.ทวีป เนตรนิยม ยืนกรานว่า ไม่ทราบ ไม่มีการข่าวในเรื่องนี้แต่อย่างใด อีกทั้งเลขาฯ สมช. ก็ย้ำซ้ำอีกว่าทางการลาวไม่เคยให้การยอมรับว่านายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ ลี้ภัยอยู่ในลาวจริง

ถึงจะยังไม่อาจฟันธงได้ในทางสื่อสายหลัก แต่แน่ๆ ขณะนี้ก็คือ ผู้ลี้ภัยจากคณะทหารไทยไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่นลาวและเขมร กำลังร้อนๆ หนาวๆ กันถ้วนหน้า

เนื่องจากชัดแจ้งแล้วว่าในลาว มี ไอ้โม่งและกลุ่มล่าสังหารตามเฝ้าคอย สอยพวก แดงฮ้าร์ดคอร์ ลี้ภัย ที่โดนหนังหมาเสกหน้าผากไว้ว่า ล้มเจ้ากันแทบทุกคน

ตามรายงานข่าวของบีบีซีไทยที่อ้างถึง ลุงสนามหลวงหรือ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ นักจัดรายการวิทยุใต้ดินต้านรัฐทหาร คสช. ซึ่งเชื่อว่าโกตี๋ หรือสหายหมาน้อยถูก ปิดเคสหรือเสียชีวิตไปแล้วอย่างแน่นอน


ลุงสนามหลวงบอกว่าสาเหตุการตายอาจเกิดจาก “หัวใจวาย” จากการที่มีกลุ่มคนคลุมหน้าไปดักจู่โจมจับตัว  ขณะโกตี๋กับภรรยาและเพื่อนอีกหนึ่งคนลงจากรถหน้าบ้านพักในนครเวียงจันทน์ เสร็จแล้วมัดมือปิดตานำตัวโกตี๋ไป แต่ปล่อยภรรยาและเพื่อนเขาไว้ในบ้าน

รูปการณ์ถ้าโกตี๋เสียชีวิตแล้ว น่าจะถูกกระทำให้หายใจไม่ออกจน สิ้นลม เสียละมากกว่า แต่ไม่ว่าโกตี๋จะถูก เก็บ ไปแล้วหรือไม่ เรื่องร้ายที่กำลังจะเกิดกับหมู่ผู้ลี้ภัยในประเทศข้างเคียง (ซึ่งมีราว ๔๐-๕๐ คน ตามที่บีบีซีไทยอ้างว่าเป็นการเปิดเผยของลุงสนามหลวง) สองอย่าง
พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาฯ สมช.

หนึ่ง ความปลอดภัยไม่มีเหลืออยู่อีกเลย ในเมื่อทางการลาวไม่ยอมรับว่ามีผู้ลี้ภัยการเมืองไทยอยู่ในประเทศของตน ก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไรกับการที่มีหน่วยไล่ล่าจากนอกประเทศเข้าไปปฏิบัติการอยู่ภายใน ตราบเท่าที่คนของตน (หรือแม้แต่ประชากรโดยรวม) ไม่เดือดร้อน

สอง เกิดความระส่ำระสายภายในกระบวนการ resistance ต่อต้านรัฐไทยซึ่งอยู่ภายใต้เผด็จการทหารผสมราชาธิปไตย หรือที่ คมชัดลึกเรียกกลุ่มนี้ว่าเป็นพวกเคลื่อนไหวแบบ “พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน” บ้าง “แดงนอกคอก” บ้าง

บทความของคมชัดลึกเมื่อวันก่อน (๑ ก.ค.) เจาะเละไล่เรียงพวก แดงฮาร์ดคอร์หนีตาย ข้ามโขงไปอยู่ลาว และข้ามพนมดงเร็กไปอยู่เขมร ตั้งแต่ชูพงศ์ เปลี่ยนระบอบ ชูชีพ สนามหลวง ดีเจซุนโฮ โกตี๋ สหายเผด็จอีสานใต้ สุรชัย แซ่ด่าน ไปจนถึง ๕ ทหารเสือ ดีเจ

ว่า “จัดอยู่ในพวกลัทธิวีรชนเอกชน ไม่มีวินัย ไร้การจัดตั้ง จึงตกเป็นเหยื่อของผู้มีอำนาจ...ขบวนการแดงใต้ดิน ไม่รู้จัก ‘งานลับ’ ไม่รู้จัก ‘แกนปิด-แกนเปิด’ และชอบแสดงตัวโอ้อวด จนตกหลุมพรางฝ่ายความมั่นคง


อันก่อให้เกิดการระหองระแหงไม่จบสิ้น แม้กระทั่งในระหว่างผู้ที่สามารถกระเสือกกระสนจนหลุดออกมาจากวงจร แต่ยังไม่ยอมละทิ้งวัฏจักรแห่งการต่อสู้เพื่อให้ไปถึงประชาธิปไตย genuine แท้จริง

ดังเช่นที่ หนุ่มเร็ดนนท์ กอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่กับจอม เพชรประดับ ขณะนี้ ที่ซึ่งผู้อยู่ในแวดวงรายล้อมมองเห็นว่า ถ้าการเพลี่ยงพล้ำทำให้ต้องกระทบกระแทกกันเองแล้วละก็ จะเอาแรงที่ไหนไปงัดข้อศัตรูต่อได้

จะมีโอกาสเมื่อไหร่ได้มัดรวมพลังเสริมสร้างรัฐอุดมการณ์ของความเสมอภาคเท่าเทียม หนึ่งคนหนึ่งเสียง เลิกตกเป็นขี้ปากของพวกผู้ลากมากดี ยุติระบบมาตรฐานเดียวของคนส่วนน้อยนิยมความได้เปรียบของอำนาจเผด็จการ กันล่ะ

"น่าอับอาย"องค์กรสิทธิสากล ประณาม"ลาว"ปล่อยผู้ลี้ภัยไทยถูกอุ้มหาย 2 คนใน 2 ปี




https://www.youtube.com/watch?v=-8sfCjd0664

"น่าอับอาย"องค์กรสิทธิสากล ประณาม"ลาว"ปล่อยผู้ลี้ภัยไทยถูกอุ้มหาย 2 คนใน 2 ปี


jom voice

Published on Aug 1, 2017

นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์การสิทธิมนุษยชนสากล Human Rights Watch ประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ Thais Voice กรณีที่ Human Rights Watch ออกแถลงการณ์กดดันลาวกรณีกระแสข่าว นายวุฒิพงษ์ กชธรรม หรือ โกตี๋ ผู้ลี้ภัยไทยที่ขอลี้ภัยการเมืองในลาว ถูกอุ้มหายเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า แม้ว่าไทยจะปฎิเสธ และลาวก็ยังเงียบเฉยอยู่ ด้วยเหตุนี้ Human Rights Watch จึงเรียกร้องกดดันให้ ลาว เร่งสืบสวนว่าเป็นการจัดฉาก หรือถูกอุ้มหายจริงหรือไม่ และนี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ผู้ลี้ภัยคนไทยถูกอุ้มหายในลาว แต่รัฐบาลลาวกลับเงียบเฉย Human Rights Watch จึงเรียกร้องนานาชาติให้ร่วมกดดันลาวในเรื่องนี้ ขณะเดียวกันเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยในฐานะที่ ผู้ถูกอุ้มหายเป็นคนไทย ควรจะให้ความสนใจ ไม่ใช่ออกมาปฎิเสธว่า

ไม่ใช่เรื่องจริง ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วจะมีหลักประกันความปลอดภัยกับชีวิตคนไทยที่อยู่ในลาวได้อย่างไร และการอุ้มหายที่เกิดขึ้นทั้งกับกรณี ดีเจ ซุนโอ และ โกตึ่ หากเป็นเรื่องจริงเท่ากับสะท้อนให้เห็นว่า ลาว เป็นประเทศทีเหมือนไม่มีขื่อแป และปล่อยให้อธิปไตยประเทศของตัวเองถูกทำลายโดยกลุ่มชาวต่างชาติซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างยิ่ง