วันจันทร์, ธันวาคม 30, 2567

The Youngster ชวนย้อนดูปรากฏการณ์จากภัยธรรมชาติที่ประเทศไทยต้องเผชิญตั้งแต่ต้นปีจนมาถึงปลายปีนี้ มาดูกันว่ามีวิกฤตอะไรบ้าง ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราทุกคนจะร่วมแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

https://www.facebook.com/TheYoungsterTH/videos/2351765021833304
The Youngster
December 27
·
ย้อนปรากฎการณ์ปี 2567 ไทยเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่หยุด!

ย้อนปรากฎการณ์ปี 2567
ไทยเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่หยุด!
.
ตลอดปี 2567 ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติอย่างหนักมาตั้งแต่ต้นปีจนมาถึงปลายปี
.
The Youngster ชวนย้อนดูปรากฏการณ์จากภัยธรรมชาติที่ประเทศไทยต้องเผชิญตั้งแต่ต้นปีจนมาถึงปลายปีนี้ มาดูกันว่ามีวิกฤตอะไรบ้าง
.
อย่างน้อยคลิปนี้ อาจจะเป็นเครื่องเตือนใจให้ได้ฉุดคิดว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราทุกคนจะร่วมแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เพราะไม่ใช่แค่เพื่อตัวเรา แต่เพื่ออนาคตของคนรุ่นต่อไป



คำถามถึงกรมฝนหลวง ที่เคลมว่า ฝุ่นลดเพราะบินวน โปรยน้ำ 7พันลิตร บวกน้ำแข็ง แล้วคืนอากาศบริสุทธิ์ได้ เคลมเกินจริงหรือเปล่า ? มีคนพยายามหาข้อมูลมาอ่านประกอบ แต่ไม่มี


Bunnaroth Buaklee
20 hours ago
·
ตั้งคำถามถึงกรมฝนหลวง
เทคนิคเจาะชั้นเลเยอร์อากาศ บริเวณอุณหภูมิผกผัน โดยพ่นน้ำลดอุณหภูมิอากาศบริเวณนั้น ระบายฝุ่น??
วิธีดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการลดลงของฝุ่นแค่ไหน พยายามหาข้อมูลมาอ่านประกอบ ไม่มี
แต่ที่แน่ๆ ผมคิดว่า วิธีการประชาสัมพันธ์ของกรมฝนหลวง ตีกินเกินไป เคลมว่า ฝุ่นลดเพราะบินวน โปรยน้ำ 7พันลิตร บวกน้ำแข็ง แล้วคืนอากาศบริสุทธิ์ได้ แบบนี้จะลำบากนะ เมื่อเจอะของจริง
ผมไม่ใช่นักวิทย์ แต่ก็พอทราบว่าบ่ายวานนี้ มีปัจจัยอื่นนะครับ ที่ระบายฝุ่น ลมกรุงเทพแรงช่วงเที่ยงช่วงบ่าย
เมื่อปีกลายที่ฝนหลวงบินโปรยน้ำเจาะชั้นอากาศแบบนี้ทางเชียงใหม่ กลับไม่มีผลอะไรต่อค่าฝุ่นข้างล่าง
เรื่องแบบนี้ ฝ่ายวิชาการของประเทศควรช่วยกันมารุมดูหน่อย อย่าเกรงว่า กรมฝนหลวง referถึงพระองค์ท่าน ไปแตะอะไรไม่ได้เลย
เทคนิคนี้ เจาะอากาศระบายฝุ่นบนฟ้า ขึ้นชั้นสตราโตเฟียร์ได้จริงแค่ไหน อยากรู้จริงๆ ครับ
กรมฝนหลวงและการบินเกษตร


https://www.facebook.com/bunnaroth.buaklee/posts/9553651941346129


ปัญหาแก๊งค์คอลล์เซ็นเตอร์นั้น ถ้าป้องกันที่ต้นทาง คือ แบงก์กับค่ายมือถือได้ ทุกอย่างจะเบาบางลงทันที


หนุ่มเมืองจันท์
18 hours ago
·
ข่าวการทลายขบวนการแก๊งคอลล์ เซ็นเตอร์ “จีนเทา” ครั้งใหญ่
เจอซิมมือถือ 300,000 หมายเลข
เป็นของต่างชาติส่วนหนึ่ง
และเป็นของทรูครึ่งหนึ่ง
ประมาณ 150,000 ซิม
มีทั้งที่ลงทะเบียนแล้วและยังไม่ได้ลงทะเบียน
ประเด็นนี้น่าสนใจมาก
การได้ซิมมือถือจำนวนสูงถึง 150,000 ซิมไม่ใช่เรื่องธรรมดา
จะบอกว่าแก๊งนี้ไล่ซื้อจากรายย่อยแบบเก็บสะสม ไม่น่าจะเป็นไปได้
ตำรวจใหญ่เคยบอกผมว่าพวกที่ทำผิดกฏหมาย เขาจะหาวิธีการที่ง่ายที่สุด และทิ้งร่องรอยให้น้อยที่สุด
การไล่ซื้อครั้งละ 10 ซิม ครั้งละ 100 ซิมจากรายย่อย
…ไม่มีทาง
ต้องเป็นล็อตใหญ่อย่างแน่นอน
ผมไม่แน่ใจว่าทางตำรวจไม่อยากให้ “ทรู” บอกความจริงเรื่องนี้หรือเปล่าเพราะต้องการแกะรอยขบวนการนี้แบบลับๆ
ข้อมูลที่ออกมาจึงบอกว่าซื้อจากรายย่อย
ทั้งที่แค่แกะรอยจากซิมก็รู้แล้วว่าซื้อมาจากไหน
เท่าที่ประเมินจากข้อมูล
ซิมนี้น่าจะซื้อจากเอเย่นต์รายใหญ่ทีเดียว
หรืออาจมาจากการรั่วไหลของระบบการจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวจีน
ตลาดใหญ่ของซิมมือถือวันนี้ คือ นักท่องเที่ยวจีน
มาเที่ยวเมืองไทยต้องเปลี่ยนเป็นซิมไทยจะได้ใช้งานสะดวก
และทรูครองตลาดนี้
จากข้อมูลที่มี ไตรมาสแรกของปีนี้ ทรูขายซิมให้นักท่องเที่ยวจีนได้ 5 ล้านหมายเลขจากนักท่องเที่ยวจีน 9 ล้านคน
และตั้งเป้าว่าจะขายให้ได้ 65%ของนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทย
เท่าที่รู้มาระบบการขายซิมของบริษัทมือถือทุกค่าย ไม่ใช่การตั้งโต๊ะขายในเมืองไทย
แบบนั้นได้น้อย
แต่มีการขายผ่านเอเย่นต์ทัวร์จีน เพราะได้ล็อตใหญ่เลย
ไม่ต้องให้ซื้อที่สนามบินหรือโรงแรม
ผมไม่รู้ว่าตรงจุดนี้จะเป็น “ช่องโหว่” ให้ซิมมือถือไปอยู่ในแก๊งค์คอลล์เซ็นเตอร์หรือไม่
เรื่องนี้ตำรวจคงแกะรอยไม่ยาก
ปัญหาแก๊งค์คอลล์เซ็นเตอร์นั้น ถ้าป้องกันที่ต้นทาง คือ แบงก์กับค่ายมือถือได้
ทุกอย่างจะเบาบางลงทันที
แบงก์ชาติคงต้องทำหน้าที่ดูแลสถาบันการเงินให้ดูแลผู้ฝากเงินมากกว่านี้
สถาบันการเงินต้องมีส่วนรับผิดชอบกับความสูญเสียของลูกค้าด้วย
ผมอยากให้แบงก์ชาติทำงานในหน้าที่ให้ดีกว่านี้
เวลาเห็นแบงก์ชาติเสนอแนะรัฐบาลว่าควรทำอย่างนั้นควรทำอย่างนี้
ผมจะนึกในใจทุกทีว่างานในหน้าที่ทำให้ดีก่อนเถอะครับ
วันนี้ส่วนต่างของดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินกู้ยังสูงลิ่วอยู่เลย
เรื่องแก๊งคอลล์ เซ็นเตอร์ก็เช่นกัน โอนเงินกันง่ายมาก
ส่วนค่ายมือถือต้องป้องกันเรื่อง “ซิมมือถือ” ให้ดี
อย่าให้หลุดไปถึงมืออาชญากรกลุ่มนี้ได้ง่ายๆ
เรื่องนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไร
เพราะไม่มีใครคิดว่าค่ายมือมือไปร่วมกับแก๊งคอลล์ เซ็นเตอร์หรอกครับ
เป็นเรื่องของโจรที่พยายามหาช่องโหว่ของระบบ
ดังนั้น เมื่อผิดพลาดก็ขอโทษ
เจอปัญหาแล้วก็เร่งแก้ไข
แค่นั้นเองครับ ง่ายๆ

https://www.facebook.com/boycitychanFC/posts/1172443144242148


👨🏻‍💻 ฟัง ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข หนึ่งในกมธ. นิรโทษกรรม เล่าถึงบรรยากาศการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในวงคุยของกรรมาธิการนิรโทษกรรม กลัวจะไม่ผ่าน พร้อมอธิบายที่มาว่าทำไมจึงต้องสนับสนุนให้นิรโทษกรรมมาตรา 112 แบบมีเงื่อนไข


iLaw
9 hours ago
·
ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข เล่าบรรยากาศวงคุยกมธ. นิรโทษกรรม และทำไมต้…
See more

ฟัง ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข หนึ่งในกมธ. นิรโทษกรรม เล่าถึงบรรยากาศการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในวงคุยของกรรมาธิการนิรโทษกรรม พร้อมอธิบายที่มาว่าทำไมจึงต้องสนับสนุนให้นิรโทษกรรมมาตรา 112 แบบมีเงื่อนไข
.
เนื้อหาในคลิปเป็นส่วนหนึ่งจากงานเสวนา “เส้นทางนิรโทษกรรมทางการเมืองและคดีมาตรา 112” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2567 ที่ Kinjai Contemporary
.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ilaw.or.th/articles/47113


https://www.facebook.com/watch/?v=1147210323646483



20 ปีพลังทักษิณไม่เท่าเดิม อำนาจใต้ใบอนุญาตมีจำกัด ใบตองแห้ง ปิดปี 67 กับปิยบุตร


ประชาธิปไตย2สี:ใบตองแห้งEP.39 ปิยบุตร แสงกนกกุล|20 ปีพลังทักษิณไม่เท่าเดิม อำนาจใต้ใบอนุญาตมีจำกัด

matichon tv

Premiered Dec 28, 2024 

รายการ ประชาธิปไตยสองสี: อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) EP.39 ปิยบุตร แสงกนกกุล | 20 ปีพลังทักษิณไม่เท่าเดิม อำนาจใต้ใบอนุญาตมีจำกัด เหลียวมองพลังการเปลี่ยนแปลงของพรรคประชาชน และการต่อสู้รอบใหม่ปี 2570 เผยแพร่ เสาร์ 28 ธันวาคม 2567 เวลา 18.00 น.

https://www.youtube.com/watch?v=HjeZGp1Dmro


Recap ผู้ต้องขังการเมือง 2567: ยอดสูงสุดในรอบ 4 ปี สู่โศกนาฏกรรมการเสียชีวิตและการตั้งคำถามต่อการรักษาพยาบาลในเรือนจำ


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
9 hours ago
·
Recap ผู้ต้องขังการเมือง 2567: ยอดสูงสุดในรอบ 4 ปี สู่โศกนาฏกรรมการเสียชีวิตและการตั้งคำถามต่อการรักษาพยาบาลในเรือนจำ
.
.
ตลอดปี 2567 ที่ผ่านมามีประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมืองทยอยเข้าและออกเรือนจำอย่างต่อเนื่องในหลายคดี ทั้งปีมีผู้ถูกคุมขังในคดีทางการเมือง อย่างน้อย 68 ราย ในจำนวนนี้ได้รับการปล่อยตัวแล้ว 34 ราย เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขัง 1 ราย ทำให้ปัจจุบันมีผู้ต้องขังในคดีทางการเมือง รวมอย่างน้อย 33 ราย โดยแบ่งเป็นผู้ต้องขังที่ถูกขังระหว่างยังต่อสู้คดี 22 ราย เยาวชนที่ถูกควบคุมตัวในสถานพินิจฯ ตามคำสั่งมาตรการพิเศษแทนการพิพากษา 1 ราย และผู้ถูกคุมขังในฐานะนักโทษเด็ดขาด เนื่องจากคดีสิ้นสุดแล้ว 10 ราย
.
หากยังพอจำกันได้ ช่วงรอยต่อปี 2566 – 2567 มีผู้ต้องขังในคดีการเมืองถูกคุมขังข้ามปีอย่างน้อย 37 ราย แม้ปี 2567 นี้อาจจะมีผู้ถูกคุมขังต่อเนื่องข้ามพ้นปีน้อยกว่าปีก่อน แต่ถือเป็นจำนวนที่ไม่ต่างกันมากนัก และเป็นอีกปีที่นักกิจกรรมและประชาชนหลายคนถูกคุมขังระหว่างต่อสู้คดีอย่างยาวนาน
ในภาพรวมจำนวนผู้ต้องขังคดีการเมืองในเรือนจำทั่วประเทศปี 2567 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 37 ราย เมื่อต้นปี เพิ่มเป็น 42 ราย ในเดือนกุมภาพันธ์ และพุ่งสูงสุดถึง 46 ราย ในช่วงต้นเดือนเมษายน นับเป็นสถิติใหม่อย่างน้อยในรอบ 4 ปี (2564-2567) ที่ไม่เคยมีจำนวนผู้ต้องขังการเมืองเกิน 40 รายมาก่อน ก่อนจะลดลงมาเป็น 43 คน ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
.
จำนวนผู้ต้องขังเริ่มลดลงบ้างในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ยังคงมีจำนวนมากกว่า 40 คน กระทั่งปลายเดือนตุลาคมจำนวนผู้ต้องขังจึงลดลงอย่างชัดเจนเหลือ 36 ราย และเหลือ 33 รายในปลายเดือนธันวาคม ทั้งนี้ ในจำนวนผู้ต้องขังการเมืองทั้งหมด พบว่ามากกว่าครึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112
.
แม้ครึ่งหลังของปี 2567 ยังคงมีผู้ต้องขังรายใหม่เพิ่มขึ้นจากการไม่ได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี แต่การที่จำนวนผู้ต้องขังลดลงมีสาเหตุหลักคือ การได้รับการปล่อยตัวตามพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษฯ และพ้นโทษตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล มีไม่กี่รายที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างต่อสู้คดี
.
.
ติดตามอ่านสถานการณ์ผู้ต้องขังทางการเมืองตลอดปี 2567 บนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/72044

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1003140688323068&set=a.656922399611567


“พวกเราทุกคนเป็นเมล็ดพันธุ์ ยิ่งหว่าน ยิ่งกระทืบลงดิน ยิ่งงอกงาม” อานนท์ นำภา ทนายความชาวร้อยเอ็ด ผู้เปิดประเด็นแห่งปี 2563 ในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เป็นไปตามวิถีแห่งประชาธิปไตย 101 DOCUMENTARY ชวนชม Long Walk to Freedom : อานนท์ นำภา


Long Walk to Freedom : อานนท์ นำภา

The 101 World

Premiered Nov 16, 2020 

"พวกเราทุกคนเป็นเมล็ดพันธุ์ ยิ่งหว่าน ยิ่งกระทืบลงดิน ยิ่งงอกงาม" อานนท์ นำภา ทนายความชาวร้อยเอ็ด ผู้เปิดประเด็นแห่งปี 2563 ในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เป็นไปตามวิถีแห่งประชาธิปไตย 
. 
101 DOCUMENTARY ชวนชม Long Walk to Freedom : อานนท์ นำภา 

https://www.youtube.com/watch?v=igA1sLah-6k



ทำไม "รอหมอหลายชั่วโมง ตรวจไม่ถึง 10 นาที" ยกเว้นเป็นเอกชน High-end


Chutinart Chinudomporn
21 hours ago
·
["เป็นไปไม่ได้"ที่หมอไทยจะตรวจคนไข้ได้นานกว่านี้]

ใช่ ยกเว้นเป็นเอกชน High-end หรือโรงพยาบาลที่มีการจำกัดจำนวนคนไข้ต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประกันสังคม หรือสิทธิบัตรทอง คุณก็จะเจอเรื่องเดียวกันหมด โดยเฉพาะถ้าคุณพึ่งเจ็บป่วยได้ไม่กี่วัน เป็นหวัด ท้องเสีย เวลาที่คุณจะได้ตรวจ ยิ่งสั้นกว่านั้น

ถามว่าเพราะอะไร มันคือเรื่องอัตราการกระจายตัวของแพทย์ ที่กำหนดหลวมๆไว้ว่า 1:1000 แต่หลายจังหวัดก็ยังไม่ถึง อย่างบึงกาฬ ที่แทบจะหมอ 1:5000 ความเป็นไปได้ที่คุณจะได้เวลาตรวจนานอย่างที่ใจหวังแทบไม่มี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หมอที่นำมาคิด คือหมอทุกประเภท ทุกสาขา แน่นอนว่าหมอกระดูก ก็ไม่มาตรวจโรคหัวใจ หมอนิติเวช ก็คงไม่มาส่องกล้องให้ ดังนั้นตัวเลขกระจายหมอที่คุณต้องไปหายิ่งน้อยกว่านั้น

ถามว่าแล้วกระทรวงสาธารณสุขมองเรื่องนี้ว่ายังไง กับเรื่องที่กล่าวกันซ้ำๆว่า รอหมอหลายชั่วโมง ได้เจอไม่ถึงสิบนาที ต้องบอกว่ากระทรวงก็เป็นหนึ่งในคนกำหนดอัตราบุคลากร ด้วยมาตรฐานการตรวจ 7 นาที/คน (หรือคิดเป็นเกือบ 9 คนต่อชั่วโมง) ดังนั้นคลิปที่เป็นข่าวว่าอยากให้ตรวจได้มากกว่าชั่วโมงละ 6 คน ถือว่าปราณีมากกว่าในคู่มือโครงสร้างและกรอบอัตรากำลัง ปี พ.ศ. 2560-2564 ของประทรวงสาธารณสุขมากแล้ว ที่ต้องเร่งตรวจมากกว่านั้น

ซึ่งอันนี้หมอหลายคนอาจจะเข้าใจได้ เพราะในชีวิตจริง โรคไม่ซับซ้อนเราอาจใช้เวลาตรวจราว 7 นาที หรือน้อยกว่านั้น แต่ที่กระทรวงเขียนมาว่าเคสฉุกเฉินควรใช้เวลา 15 นาที นี่เหมาะสมจริงหรือไม่ (นับเวลาซักประวัติตรวจร่างกายตอนแรก เขียนเวชระเบียน สั่งการตรวจเพิ่มเติม - หมอหลายที่ต้องเขียนเเลป คีย์แลปเองด้วย - รอผลตรวจ อ่านผลตรวจ วางแผนการรักษา คุยกับผู้ป่วยและญาติ และหากต้องสังเกตอาการในโรงพยาบาล ต้องเขียน Admit อีก 15 นาทีจริงหรอ?)

ผลวิจัยที่อเมริกา ใช้เวลา 1 ชั่วโมงต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน 1 คน โดยงานหมอไทยกับหมออเมริกา เหมือนกันทุกอย่าง และจำนวนคนไข้ในห้องฉุกเฉินเรา บางเวลาเหมือนกับอยู่ในหนังสงคราม แทบจะไม่มีที่ว่างให้หมอเดินผ่านด้วยซ้ำ

พูดอีกด้าน โรคบางโรค เป็นโรคเบื้องต้น สามารถใช้ยาสามัญประจำบ้านในการบรรเทาอาการได้ หมอจึงมักจะไม่ได้ใช้เวลากับคุณมากนัก และการใช้เวลานานมากขึ้นกับคนนึง หมายความว่าเราอาจจะต้องทำเวลาหรือใช้เวลาน้อยลงกับคนที่จำเป็น คนไข้อีกหลายสิบคนข้างนอกอาจจะไม่เข้าใจว่าเขานั่งรอนานขึ้นทำไม พยาบาลและผู้ช่วยอีกหลายคนที่ต้องรับแรงกดดันด้านนอก ต้องทำงานนอกเวลาเพิ่มโดยได้ OT ไม่กี่สิบบาทอีกด้วย

หลายอย่าง เราทำเพราะในระบบขาดคนทำหน้าที่ส่วนนั้น เช่นการแนะนำอาหารอย่างละเอียดในผู้ป่วยเบาหวาน การพูดคุยเรื่องปัญหาครอบครัว ปัญหาทางสังคม ซึ่งจริงๆแล้วนักสังคมสงเคราห์ะช่วยคุณได้มากกว่า และปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งนักจิตวิทยา ทำได้ดีกว่าหมอทั่วไป แต่เราไม่มีบุคลากรนั้นพอเลย ขาดแคลนกว่าหมอด้วยซ้ำ หมอคนเดียวเลยต้องรับจบหมด มันจึงเป็นไปอย่างครึ่งๆกลางๆ หมอที่มีใจจะพยายามถามคุณ จนไปถึงจุดหนึ่ง เขาอาจจะต้องยอมรับว่าปัญหาทางสุขภาพคือปัญหาสังคม ที่พวกเราทำได้แค่จ่ายยาลดอาการ ลดความทรมานได้เป็นแค่ครั้งคราวเท่านั้น แต่ไม่สามารถหาทางช่วยเหลืออื่นๆได้อย่างจนปัญญา

ปัญหาเรื่องโรงพยาบาลคือทางออกเดียวของความเจ็บป่วย เพราะความรู้เรื่องการแพทย์ถูกผูกขาดไว้กับคนในแวดวงสาธารณสุข การศึกษาถูกออกแบบมาเพื่อให้เราใช้ชีวิตในคาบสุขศึกษาแบบที่ไม่มีอะไรตามออกมา การรอการใช้บริการไม่สิ้นสุด ใช้วันลาการทำงานที่มีผลต่อเงินโบนัส การเลื่อนตำแหน่ง หน้าที่การงานที่บอกว่าเราห้ามป่วย ใช้เวลาร่วมกันด้วยเศษเวลา และเลื่อนไปตามจุดของการตรวจ คัดกรอง รอตรวจ ตรวจ รอรับยา รอเจาะเลือด รับยา ในขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งโดนใช้งานเยี่ยงวัวควาย เป็นเหมือนตราปั๊มให้คุณไปจุดต่อไปได้ ระบบนี้ไม่ได้ทำให้ความเป็นมนุษย์เคยเพิ่มขึ้นเลย กลับกัน มันยิ่งบั่นทอนและแยกพวกเราออกจากกัน คุณเป็นคนไข้ ฉันเป็นหมอ

แต่สุดท้าย เราทั้งคู่ก็เหมือนเครื่องจักรและสินค้าที่เร่งการผลิตในชื่อสถานประกอบการที่เรียกว่าโรงพยาบาลเท่านั้น

https://www.facebook.com/photo/?fbid=9325144147544102&set=a.196866640371944


คนส่วนมากอาจคิดว่า การมอบของขวัญเพื่อแสดงไมตรีจิตในโอกาสต่าง ๆ จัดเป็นพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์เท่านั้น แต่มีน้อยคนที่จะทราบว่า สัตว์โลกหลากหลายชนิดพันธุ์ก็รู้จักมอบของขวัญแทนใจให้คู่รักและเพื่อนฝูงด้วยเช่นกัน



สัตว์โลกที่มอบของขวัญให้กันมีชนิดไหนบ้าง ?

จัสมิน ฟ็อกซ์-สเคลลี
บีบีซี ฟิวเจอร์
29 ธันวาคม 2024

คนส่วนมากอาจคิดว่า การมอบของขวัญเพื่อแสดงไมตรีจิตในโอกาสต่าง ๆ จัดเป็นพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์เท่านั้น แต่มีน้อยคนที่จะทราบว่า สัตว์โลกหลากหลายชนิดพันธุ์ก็รู้จักมอบของขวัญแทนใจให้คู่รักและเพื่อนฝูงด้วยเช่นกัน

หากการเปิดห่อของขวัญในช่วงเช้าของวันเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส ทำให้คุณต้องรู้สึกผิดหวังอย่างแรงอีกครั้ง เพราะของขวัญข้างในคือถุงเท้าคู่ใหม่ที่ได้รับเป็นประจำเหมือนกันทุกปี ในสถานการณ์เช่นนี้ คุณอาจคิดบวกเพื่อให้รู้สึกดีขึ้นนิดหน่อยได้ว่า โชคดีแค่ไหนแล้วที่คุณเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แมลงแมงป่อง (scorpionfly) ตัวเมีย ซึ่งจะได้เพียงแค่ก้อนน้ำลายที่แข็งและแห้งเป็นของขวัญจากคู่ชีวิตของมัน

ทว่าความแตกต่างระหว่างมนุษย์เพศหญิงกับแมลงแมงป่องตัวเมียนั้น อยู่ที่สัตว์ชนิดพันธุ์หลังจะชื่นชอบและรู้สึกดื่มด่ำเพลิดเพลินไปกับการลิ้มรสก้อนน้ำลายของตัวผู้อย่างมาก จนมันตกลงยินยอมให้ผู้มอบของขวัญสุดพิเศษนี้ ได้มีโอกาสผสมพันธุ์ด้วยในที่สุด

การมอบของขวัญที่เป็นเสมือนสินสอดทองหมั้นนี้ สัตว์ตัวผู้จะมอบชิ้นอาหารที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการให้แก่ตัวเมีย ในระหว่างที่กำลังเกี้ยวพาราสีหรือจับคู่ผสมพันธุ์กัน โดยพฤติกรรมดังกล่าวสามารถพบได้ในสัตว์หลากหลายชนิดพันธุ์หรือสปีชีส์ ตั้งแต่หอยทากและไส้เดือนดินไปจนถึงหมึกกล้วยและนกนานาชนิด ตัวอย่างเช่นนกอีเสือเทาใหญ่ (great grey shrike) จะเสียบเหยื่อตัวเล็ก ๆ ด้วยเขาสัตว์หรือกิ่งไม้ ก่อนจะคาบมามอบเป็นของกำนัลให้ตัวเมียที่มันหมายปองอยู่

แต่ถึงกระนั้น พฤติกรรมการมอบของขวัญจะพบได้บ่อยที่สุดในหมู่สัตว์จำพวกแมลงและแมงมุม ตัวอย่างเช่นผีเสื้อเบอร์เน็ตหกจุด (six spots burnet moth) ตัวผู้ จะให้สารไซยาไนด์ที่ตัวเมียต้องการผ่านทางสเปิร์มของมัน ส่วนแมงมุมใยอนุบาล (nursery web spider) จะห่อของขวัญโดยใช้ใยแมงมุมพันหุ้มเหยื่อที่เป็นอาหารเอาไว้อย่างสวยงาม ก่อนจะใส่สารเคมีที่เป็นเสมือนยาเสน่ห์ลงไปด้วย ซึ่งหากตัวเมียปฏิเสธที่จะรับของแทนใจดังกล่าว มันจะนำของขวัญชิ้นนั้นมาห่อใหม่ให้แน่นหนาขึ้น ก่อนจะนำกลับไปส่งมอบให้อีกครั้งหนึ่ง

บางครั้งแมงมุมใยอนุบาลตัวผู้จอมเจ้าชู้ก็แอบใช้กลโกงกับตัวเมีย โดยห่อซ่อนของขวัญที่เป็นเหยื่อคุณภาพต่ำ หรือชิ้นอาหารเล็ก ๆ ที่กัดกินไปแล้วกว่าครึ่งเอาไว้ในใยแมงมุม แล้วจึงฉวยโอกาสที่ตัวเมียง่วนกับการแกะห่อของขวัญที่เธอคิดว่าเป็นของล้ำค่าอยู่นั้น เข้าผสมพันธุ์อย่างรวดเร็วและรีบหนีไปก่อนที่ตัวเมียจะทันรู้ตัว ผลการศึกษาวิจัยหนึ่งพบว่า ของขวัญจากแมงมุมใยอนุบาลตัวผู้กว่า 70% เป็นของปลอมที่กินไม่ได้


แมงมุมใยอนุบาล (nursery web spider) หลอกล่อตัวเมียให้ยอมผสมพันธุ์ด้วยห่อของขวัญ โดยตัวผู้จะใช้ใยแมงมุมพันหุ้มเหยื่อที่เป็นอาหารเอาไว้ ก่อนจะใส่สารเคมีที่เป็นเสมือนยาเสน่ห์ลงไปด้วย

"มีตัวผู้ที่พยายามจะโกง โดยห่อขาเก่า ๆ แห้ง ๆ ของจิ้งหรีดหรืออะไรทำนองนั้นไว้ข้างใน" ดาร์รีล เกว็น นักนิเวศวิทยาพฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยโทรอนโตของแคนาดากล่าว

"ที่ริมฝั่งแม่น้ำใกล้บ้านฉันตอนฤดูใบไม้ผลิ จะมีแมลงวันกระโดด (dance fly) ตัวผู้ พากันออกมาจับแมลงที่อาศัยอยู่บนผิวน้ำ เมื่อมันนำเหยื่อที่ล่าได้กลับไปมอบให้ตัวเมีย บรรดาสาว ๆ จะตรงเข้ามารุมยื้อแย่ง เพราะพวกมันไม่อาจล่าเหยื่อได้ด้วยตนเอง รวมทั้งต้องการสารอาหารที่จำเป็นต่อการผลิตไข่นี้อย่างมาก ครั้งหนึ่งฉันเห็นตัวผู้หอบปุยที่แตกออกมาจากเมล็ดของต้นหลิว (willow) ก้อนใหญ่ แล้วแสร้งนำมามอบเป็นของกำนัลให้ตัวเมีย แต่ปุยของเมล็ดต้นหลิวนี้กินไม่ได้"

แม้เล่ห์กลโกงนี้ดูจะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ในระยะสั้น แต่เมื่อแมลงตัวเมียแกะห่อของขวัญเสร็จแล้วพบว่าถูกหลอก มันจะปฏิเสธไม่ยอมรับตัวผู้ในทันที นั่นหมายความว่าแมลงตัวผู้ที่มอบของขวัญปลอมจะมีเวลาในการผสมพันธุ์น้อยมาก ประกอบกับการที่แมลงวันตัวเมียมักจะผสมพันธุ์กับตัวผู้มากหน้าหลายตา สเปิร์มจากตัวผู้ที่ใช้เล่ห์กลโกงจึงมีโอกาสได้ผสมกับไข่น้อยลง ซึ่งเท่ากับว่าพวกมันสูญเสียโอกาสในการส่งต่อพันธุกรรมในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ยังมีแมลงบางชนิดที่ยอมมอบของขวัญอันล้ำค่าสูงสุดให้กับตัวเมีย นั่นก็คือการเสียสละอวัยวะของตนเองเป็นอาหารให้กับคู่รัก ตัวอย่างเช่นจิ้งหรีดต้นเซจบรัช (sagebrush cricket) จะยอมให้ตัวเมียแทะชิมปีกหลังหรือดูดน้ำเลี้ยงในร่างกายที่คล้ายกับเลือดผสมน้ำเหลือง (haemolymph) ในระหว่างที่กำลังผสมพันธุ์กัน ซึ่งผลการวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า จิ้งหรีดตัวผู้ที่อดทนให้ตัวเมียกัดกินอวัยวะได้นานจนผสมพันธุ์ได้สำเร็จลุล่วงนั้น แทบจะไม่มีโอกาสได้จับคู่ผสมพันธุ์กับตัวเมียตัวอื่นอีก เพราะหมดเรี่ยวแรงและสูญเสียพลังชีวิตไปจนเกือบหมดนั่นเอง

ส่วนในกรณีของแมงมุมหลังแดง (red back spider) เหล่าตัวผู้ถึงกับยอมสละชีวิตเพื่อความรัก โดยจะตีลังกากลับหลังเพื่อยื่นส่วนปลายท้องเข้าไปในปากตัวเมีย ให้พวกเธอค่อย ๆ เคี้ยวมันเล่นเป็นของว่างระหว่างการผสมพันธุ์ ซึ่งในที่สุดร่างกายของตัวผู้จะถูกกลืนกินเข้าไปทั้งหมด

เกว็นอธิบายว่า "ในแง่หนึ่งเราอาจมองว่า การจับคู่ผสมพันธุ์ของแมงมุมหลังแดงเป็นอันตรายต่อตัวผู้ เพราะพวกมันต้องสละชีวิต แต่จากมุมมองเรื่องความเหมาะสมต่อการมีโอกาสอยู่รอด (Darwinian fitness) การได้ผสมพันธุ์กับตัวเมียถือเป็นโชคใหญ่หลวงที่ประสบพบพานได้ยาก การยอมสละตนเองเป็นอาหารมื้อใหญ่เพื่อหลอกล่อให้ตัวเมียมัวแต่สนใจกับการกินนั้น ช่วยยืดเวลาของการผสมพันธุ์ให้ยาวนานออกไป และช่วยให้ตัวผู้ส่งสเปิร์มเข้าไปในร่างกายของตัวเมียได้มากขึ้น ซึ่งผลก็คือตัวผู้ตัวนั้นจะมีลูกหลานมากมายยิ่งกว่าเพื่อนอย่างแน่นอน"

ในปี 2022 ถัง ฉู่เฟย นักกีฏวิทยาชาวจีนจากสถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งมณฑลเจียงซูและคณะ พบกรณีตัวอย่างของการมอบของขวัญในหมู่แมลงยุคดึกดำบรรพ์ โดยพบซากฟอสซิลของแมลงวันตัวผู้ในสกุล Alavesia ฝังอยู่ในก้อนอำพันอายุเก่าแก่ถึง 99 ล้านปี แมลงวันตัวดังกล่าวกำลังจับฟองอากาศที่ว่างเปล่า ซึ่งสร้างมาจากน้ำลายที่เป็นฟองฟอดของมันเองเอาไว้ด้วยขาหลายข้าง


นกปีกลายสกอต (Eurasian jay) จับคู่แบบผัวเดียวเมียเดียวตลอดชีวิต สิ่งของที่พวกมันมอบให้กันจึงถือเป็นของขวัญ มากกว่าการติดสินบนเพื่อให้ได้ผสมพันธุ์

แม้ตัวอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะเป็นของขวัญจำพวกสินสอดทองหมั้นที่ตัวผู้มอบให้กับตัวเมีย ซึ่งส่วนใหญ่ตัวเมียจะได้ประโยชน์จากสารอาหารที่มากับของกำนัลแทนใจด้วย แต่ก็มีสัตว์บางชนิดที่สามารถมอบของขวัญด้วยจุดประสงค์เพียงเพื่อเอาใจผู้รับ โดยไม่หวังผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมแต่อย่างใด ตัวอย่างเช่นโลมาที่เคยมอบอาหารทะเลอย่างปลาไหล, ปลาทูน่า, และหมึกให้กับมนุษย์ นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอีกาแสนรู้ ซึ่งชอบคาบของกระจุกกระจิกมาให้คนที่เคยช่วยเหลือมันมาก่อนด้วย

"ฉันเคยได้ของขวัญจากอีกา อย่างเช่นถั่ววอลนัท, ผลมะกอก, ฝาปิดขวดเบียร์, และจุกไม้คอร์กจากขวดไวน์" ศาสตราจารย์นิโคลา เคลย์ตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสติปัญญาเปรียบเทียบ (comparative cognition) จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์กล่าว "โชคยังดีที่พวกมันไม่คาบซากสัตว์ที่ถูกรถเหยียบมาให้ เนื่องจากฉันกินมังสวิรัติ ก็เลยอยากจะได้ของขวัญอย่างเครื่องประดับสักชิ้นมากกว่า"

นกปีกลายสกอต (Eurasian jay) ซึ่งเป็นสัตว์ในวงศ์นกกา สามารถจะมอบของขวัญให้คู่ของมันได้ เพียงเพราะมันรู้สึกพอใจและมีความสุขกับการให้เท่านั้น โดยในการทดลองหนึ่ง ศ.เคลย์ตันและคณะวิจัยพบว่า หลังจากที่นกปีกลายสกอตตัวผู้ได้เห็นตัวเมียกินหนอนหรือผีเสื้อแล้ว เมื่อมันได้อาหารอันโอชะบางชนิดมาหลังจากนั้น มันจะเลือกมอบของฝากเป็นอาหารชนิดที่ต่างออกไปจากมื้อล่าสุดให้กับตัวเมีย ซึ่งแสดงว่านกตัวผู้เข้าใจดีว่าคู่ของมันน่าจะอยากกินอาหารชนิดใหม่ ๆ ที่ไม่จำเจน่าเบื่อ

ศ.เคลย์ตัน อธิบายถึงผลการทดลองนี้ว่า "มันก็เหมือนกับคุณออกไปกินอาหารค่ำนอกบ้านที่ภัตตาคาร หลังจากที่เพิ่งจะกินสปาเก็ตตีโบโลเนสจานใหญ่ไปหยก ๆ หากเพื่อนถามคุณว่าจะสั่งสปาเก็ตตีโบโลเนสอีกจานไหม ? คุณคงจะปฏิเสธอย่างแน่นอน แต่น่าจะสามารถสั่งขนมหรือของว่างชนิดอื่น ๆ มากินเล่นได้บ้าง"

"พฤติกรรมนี้ไม่ต่างจากนกปีกลายสกอตตัวผู้ ที่รู้จักคิดได้ว่าคู่ของมันต้องการอะไร และสามารถหาของฝากมามอบให้ได้ตรงกับความต้องการของตัวเมีย โดยการเลือกของขวัญนี้ไม่เกี่ยวข้องกับความต้องการของตัวมันเองเลย"


ลิงโบโนโบซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดที่สุดของมนุษย์ ในบางครั้งจะมอบของกำนัลให้กับลิงแปลกหน้าจากฝูงอื่นด้วย

การมอบของขวัญแบบทำเพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนนี้ ยังพบได้ในลิงโบโนโบ (bonobos) ซึ่งเป็นลิงใหญ่ที่มีพันธุกรรมใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุด เนื่องจากมีดีเอ็นเอที่เหมือนกันถึง 99% โดยผลการศึกษาที่เผยแพร่เมื่อปี 2023 พบว่าลิงโบโนโบสามารถจะมีน้ำใจมอบสิ่งของให้กับลิงแปลกหน้าจากต่างฝูงได้ เช่นอาจจะแบ่งปันกล้วยหรือแอปเปิล หรือแม้แต่ยกอาหารของตัวเองทั้งหมดในมื้อนั้นให้ เพื่อสร้างมิตรภาพอันดีกับลิงแปลกหน้าที่ได้พบ

จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมการมอบของขวัญในสัตว์ชนิดพันธุ์ต่าง ๆ มีความหลากหลายในเรื่องสาเหตุและแรงจูงใจเบื้องหลัง เช่นสัตว์จำพวกแมลงและแมงมุมมีพฤติกรรมดังกล่าวเพื่อส่งเสริมการเจริญพันธุ์ แต่สัตว์ในวงศ์นกกาและลิงโบโนโบกลับมีพฤติกรรมแบบเดียวกัน เพียงเพื่อแสวงหาความสุขจากการให้โดยไม่หวังผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรม ทั้งยังสามารถมอบของขวัญเพื่อกระชับความสัมพันธ์ฉันมิตรและสร้างสายใยทางสังคมได้อีกด้วย ซึ่งไม่ต่างจากที่คนเรามอบของขวัญให้แก่กันในเทศกาลเฉลิมฉลอง ซึ่งก็รวมถึงเทศกาลคริสต์มาสและส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่กำลังใกล้เข้ามาแล้ว

"ในโลกของแมลง ตัวผู้มอบของขวัญเพื่อที่จะได้จับคู่ผสมพันธุ์กับตัวเมีย แต่ในกรณีของนกปีกลายสกอต พวกมันอยู่กันแบบผัวเดียวเมียเดียวตลอดชีวิต ของขวัญที่นกตัวผู้หามาให้ตัวเมียจึงไม่ใช่สินบนเพื่อโอกาสในการผสมพันธุ์" ศ.เคลย์ตัน กล่าวสรุป "นกที่อยู่ในวงศ์อีกาฉลาดมาก ทั้งยังมีอายุยืนอีกด้วย ดังนั้นการรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมในหมู่พวกมันให้ยั่งยืนยาวนานหลายปี จึงถือว่าเป็นเรื่องยาก การมอบของขวัญจึงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อแสดงถึงความรักความผูกพัน และความชื่นชมยินดีที่มีต่อกัน"

https://www.bbc.com/thai/articles/c98lg7n38x6o


ในยุคที่เสียงดังที่สุดคือเสียงของความไร้สาระ ความสกปรกกลายเป็นสิ่งที่สังคมยกย่อง

https://www.facebook.com/61555026261500/videos/919504753604841/
เสรีภาพ เสรีชน
December 26
·
ในยุคที่เสียงดังที่สุดคือเสียงของความไร้สาระ ความสกปรกกลายเป็นสิ่งที่สังคมยกย่อง คอนเทนต์ขยะถูกผลิตซ้ำ ไร้แก่นสาร บดบังแสงแห่งปัญญาและความจริง
ที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือเราไม่ได้แค่ยอมรับมัน แต่กลับยกย่องมันราวกับมีค่า ปรบมือให้กับความบันเทิงราคาถูกที่กัดกร่อนศีลธรรม เพียงเพราะมันทำให้เราขำหรือสะใจในชั่วขณะ
สิ่งเหล่านี้ไม่ต่างจากเศษแก้วที่บาดจิตใจเราทีละเล็กทีละน้อย จนสุดท้ายเราแทบไม่รู้ตัวว่าเลือดไหลมาจากไหน สังคมของเราจึงค่อยๆ กลายเป็นสิ่งหยาบกร้าน
การทำเรื่องไม่ดีนั้นง่ายดาย มันไม่ต้องการเหตุผล ไม่ต้องไตร่ตรองใดๆ ต้องการเพียงแค่แรงกระตุ้นและจิตสันดาน และความหลงใหลในสิ่งเหล่านี้คือการหลีกเลี่ยงความซับซ้อนของชีวิต เราเลือกหัวเราะกับคอนเทนต์ขยะ เพราะการเผชิญหน้ากับความจริงมันเจ็บปวดเกินไป
เราเคยยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง แต่วันนี้เราหลับตาต่อความเลวร้ายเพราะไม่อยากเสียเวลากับการต่อต้าน เราปรบมือให้กับสิ่งที่บั่นทอนจิตวิญญาณ เพียงเพราะมันช่วยเบี่ยงเบนเราจากความโหดร้ายในชีวิต จนลืมไปว่ามันกำลังทำลายใครบางคนอยู่ เราไม่กล้ามองให้ลึกกว่าผิวเผิน
ถึงเวลาแล้วที่สังคมต้องกล้าพูดว่า พอแล้ว
พอแล้วกับการยกย่องคนที่ทำลายความหวัง
พอแล้วกับการเสพสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่างเปล่า
พอแล้วกับการยอมรับความเลว เพียงเพราะมันง่ายดาย
ในความเงียบของเรา มีคำตอบซ่อนอยู่เสมอ ว่าเราจะยอมแพ้ให้กับขยะ หรือเลือกสร้างสิ่งที่มีความหมาย เพราะความเลวจะมีอำนาจได้ ก็เพียงเพราะเรายอมให้มันยืนอยู่ในชีวิตเรา
อย่าปรบมือให้กับความว่างเปล่า
อย่ายกย่องสิ่งที่ทำให้สังคมเสื่อมถอย
เพราะมนุษย์เกิดมาเพื่อค้นหาความหมาย
ไม่ใช่เพื่อจมอยู่ในขยะของความไร้สาระ
ขอไว้อาลัยให้กับการจากไปของเหยื่อคอนเทนท์
ขยะ และอย่าลืมว่าหากคนทำคอนเทนท์นั้นขยะ คนที่ชอบดูก็ขยะไม่ต่างกัน
I’m from Andromeda
https://www.facebook.com/share/p/183cxNts2f/?mibextid=qi2Omg
เห็นข้อความนี้จากเพจเพื่อน
จอมไฟเย็น ปฏิกษัตริย์นิยม
กูเจ็บปวดกับความดิบเถื่อนนี้เหลือเกิน


'ตลาดล่าง' เรื่องของรสนิยมหรือความไม่เท่ากันในสังคม



'ตลาดล่าง' เรื่องของรสนิยมหรือความไม่เท่ากันในสังคม

ไม่ใช่แค่คำเสียดสี หาก ‘ตลาดล่าง’ คือความไม่เท่ากันของสังคมที่ทั้งรายได้และภาพลักษณ์ ถูกผลักจากคนกลุ่มหนึ่งไปสู่อีกกลุ่ม

By อรรถภูมิ อองกุลนะ
29 มี.ค. 2019
กรุงเทพธุรกิจ

คุณูปการของโซเชียลมีเดียทำให้เราได้พบกับเพื่อนใหม่ที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน เกิดเป็นกลุ่มก้อนที่เกาะเกี่ยวกันด้วยรสนิยม ชื่นชอบกิจกรรม ภักดีกับแบรนด์สินค้าเดียวกัน หลงใหลในศิลปะและทิศทางข่าวสารที่คล้ายคลึงกัน

หากเมื่อโลกฉบับย่อๆ ถูกทำให้เห็นในแพลตฟอร์มเดียวกัน ระหว่างที่เราเห็นด้วยและชื่นชมคนด้วย ‘รสนิยม’ เดียวกัน อีกมุมหนึ่งเราก็พร้อมจะถกเถียง กระทั่งต่อว่ากับคนเห็นต่าง มีตั้งแต่เหยียดหยามในเรื่องมุมมองการเมือง มุมมองทางสังคม พฤติกรรมดำรงชีวิต จนเกิดนิยามใหม่ๆ เช่น ‘ตลาดล่าง’ ซึ่งออกไปในทางดูแคลนว่า เป็นพวกรสนิยมไม่ดี, ใช้สินค้าราคาถูก, มีพฤติกรรมที่ต่างไปจากสิ่งที่พวกเราทำ เช่น เปิดเพลงเสียงดัง, แข่งมอเตอร์ไซค์ซิ่ง, ร้องรำอย่างสนุกสนานบนรถสองแถว

ตลาดบน-ตลาดล่าง

อันที่จริงคำว่า ‘ตลาดล่าง’ ก็มาจากคำตรงข้ามกับ ‘ตลาดบน’ ซึ่งทั้งสองมาจากศัพท์การตลาดที่ต้องการสื่อถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้ในแต่ละกลุ่ม

ถ้าตลาดบน หมายถึง กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง มีฐานะดี มีการบริโภคผลิตภัณฑ์ชั้นเยี่ยม ตลาดล่างก็จะมีความหมายตรงข้ามกัน เพราะสินค้าจะมีราคาไม่สูงนัก และมักจะต้องมีจำนวนการผลิตสูงควบคู่กันไปด้วย บางคนเรียกตลาดกลุ่มนี้ว่า ‘ตลาดแมส’ (Mass) เพราะจะเน้นยอดขายมาก ๆ แต่กำไรต่อชิ้นไม่สูง

แต่ในปัจจุบัน คำว่า ตลาดล่าง กลายเป็นการใช้ระบุตัวตนของผู้บริโภคเสียมากกว่าจะกล่าวถึงสินค้า เป็นการเหยียดในเชิงคำพูด หรือ เหยียดในด้านรสนิยม บางคนให้นิยามคนกลุ่มนี้เชื่อมโยงไปถึงระดับการศึกษา ถิ่นที่อยู่อาศัย เพลงที่ฟัง หนังที่ดู เสื้อผ้าที่ใส่ ฯลฯ หนักเข้าก็เชื่อมโยงไปถึงความรุนแรง

ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยและพัฒนา ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร บอกว่า ‘ตลาดล่าง’ ถูกใช้เป็นคำเสียดสีตลอด 10-20 ปีที่ผ่านมา จากชนชั้นกลางที่พยายามถีบตัวเองให้สูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะมองคนที่แตกต่างจากตนว่าเป็นเรื่องแปลกแยก

เช่น คนกลุ่มหนึ่งอาจจะมองว่าการเดินตลาดนัดที่มีสินค้าราคาไม่แพงดูดีน้อยกว่าการเดินห้างสรรพสินค้า, การดื่มกาแฟแบรนด์ที่ Mass เข้าถึงคนหมู่มาก ดูดีไม่เท่ากับแบรนด์ที่มีราคาแพงกว่า คนเข้าถึงได้น้อยกว่า และภาพลักษณ์เหล่านั้นก็จะถูกผลิตซ้ำไปเรื่อยๆ ยิ่งเฉพาะกับสังคมออนไลน์ ที่ธรรมชาติผู้คนต้องการความรวดเร็ว อยากเข้าไปรู้เห็นในกระแสในระยะเวลาที่สั้นที่สุด แถมต้องนิยามศัพท์ให้สะใจ ได้อารมณ์ในการสื่อสาร

“ถ้ามีคำว่า ตลาด นั่นหมายถึงความมีอยู่ของชุมชน ของกลุ่มคน ซึ่งคำเรียกในเชิงการวางกลยุทธ์สินค้าก็ต้องการมีคำนั้นเพื่อให้รู้ว่ากลุ่มผู้บริโภคของเขาเป็นใคร โดยใช้เกณฑ์ของรายได้เข้ามาจับ แต่ในด้านพฤติกรรมนั้นไม่สามารถแบ่งแยกได้ชัดๆ คนที่มีรายได้ดีเขาจะมีไลฟ์สไตล์แบบนั้นทั้งหมด บางคนอาจชอบที่จะเดินตลาดนัด รับประทานอาหารร้านเดียวกับคนที่มีรายได้น้อยกว่าตัวเองหลายเท่าก็ได้”

ภาพลักษณ์ชนชั้นกลาง

การอธิบายข้างต้นนี้บอกอะไร? แน่ว่าอย่างแรกเราไม่ควรจะนิยามใครเพียงแค่ปัจจัยใดเพียงปัจจัยหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็ (น่า) จะมีแต่ชนชั้นกลางเพียงเท่านั้นหรือไม่ ที่ชอบเปรียบเทียบ และสร้างบรรทัดฐานในแบบของตัวเองตลอดเวลา

การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาได้สร้างชนชั้นกลางขึ้นเป็นคนกลุ่มใหม่ที่มีบทบาทมากในสังคม เปลี่ยนจากแรงงานเกษตรเป็นนายทุน จากแรงงานเป็นเจ้าของแรงงาน และการเกิดขึ้นของชนชั้นกลางทำให้สังคมและเศรษฐกิจไทยพัฒนาขึ้นหลายด้าน

“ถึงเช่นนั้นในประเทศกำลังพัฒนา ชนชั้นกลางมีส่วนเอื้อให้สภาพสังคมเสื่อมลง เพราะในช่วงที่ชนชั้นกลางเริ่มมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น มักสนใจเฉพาะเรื่องของตนเองและครอบครัว มากกว่าเรื่องความเป็นไปของสังคม คุยกันแต่เรื่องความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เงินเดือนและโบนัส ใช้เวลากับการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือให้ทันรุ่นใหม่ เลือกหุ้นที่จะลงทุนให้ได้กำไรเร็ว หาโรงเรียนดีๆ ให้ลูก วางแผนการท่องเที่ยวครั้งต่อไป หรือหาซื้อบ้านหรือคอนโดที่คาดว่าราคาจะปรับสูงขึ้น” (วิรไท สันติประภพ ‘ชนชั้นกลางกับการเปลี่ยนแปลงสังคม’ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 12 มีนาคม 2557)

มันจึงไม่แปลกที่ก่อนหน้านี้จะมีกระทู้ดราม่า ว่าด้วยชายคนหนึ่งโพสต์ในเฟซบุ๊กของตัวเอง อ้างว่า คนที่มีพฤติกรรม อย่างเช่น ซื้อเสื้อผ้าแบรนด์ดังตอนลดราคา ใช้รถไฟฟ้าบีทีเอสแบบรายเดือน และดื่มกาแฟแบรนด์ดังแต่ไม่รู้จักแบรนด์พรีเมียมกว่านั้น เป็นพวกตลาดล่างแล้วจะถูกคนในโซเชียลรุมด่า

หรืออย่างกรณีล่าสุดที่มีกรณีวัยรุ่นงานบวชที่บุกเข้าไปในโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ระหว่างการสอบ GAT/PAT ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับความเป็นตลาดล่างในความหมายเสียดสี ทั้งในแง่ของพฤติกรรมในงานบวช, ความรุนแรง ทั้งที่เรื่องเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมดีหรือเลว ล้วนอยู่ในสังคมเรามานาน เป็นปัญหาที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังท่ามกลางการเดินหน้าอย่างรวดเร็วในมิติเศรษฐกิจ

ล่าง-บน = ความเหลื่อมล้ำ

ไม่มีใครปฏิเสธว่า ในสังคมจะมีพวกที่ชอบใช้ความรุนแรงอย่างที่ปรากฏเป็นข่าวจริงๆ และเหตุผลก็น่าจะมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะมาจากนิสัยส่วนตัวของเขา, มาจากการเลี้ยงดูสั่งสอน, การบังคับใช้กฎหมาย, อารมณ์ความโกรธผสมกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ และอีก ฯลฯ แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือในการแบ่งแยกสังคมออกเป็นกลุ่มต่างๆ เป็นพวกเขา-พวกเรา มาจากความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่แบ่งให้คนต้องพบประสบการณ์และมีทัศนคติต่อเรื่องหนึ่งๆ แตกต่างกัน

ยกตัวอย่างว่าถ้าคุณเป็นเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกัน การอยู่ในครอบครัวที่มั่งคั่งกว่า ย่อมส่งผลถึงการเข้าถึงการศึกษาได้ดีกว่า และเมื่อการศึกษาดีกว่าก็ย่อมนำมาซึ่งรายได้ที่ดีกว่า ถึงเวลานั้นเราก็จะมีสิทธิ์เลือกว่าจะบริโภคกาแฟแบรนด์ใด หรือเลือกที่จะเดินห้างสรรพสินค้าละแวกไหนเพื่อนิยามความเป็นตัวเอง

เว็บไซต์ “ความเหลื่อมล้ำฉบับพกพา” www.thai-inequality.org อ้างอิงข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่า ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทยเริ่มเห็นชัดเจน ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และมีความเหลื่อมล้ำมากขึ้นในระดับระดับปริญญาตรีเมื่อสะท้อนจากอัตราการเข้าเรียนสุทธิ (Net enrolment rate) ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปี 2558 พบว่า กลุ่มประชากรร้อยละ 10 ที่มีฐานะความเป็นอยู่ดีที่สุดมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับมัธยมปลาย (รวม ปวช.) สูงถึงร้อยละ 70.1

ขณะที่กลุ่มประชากรร้อยละ 10 ที่มีฐานะความเป็นอยู่ด้อยที่สุด มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับระดับมัธยมปลาย (รวม ปวช.) เพียงร้อยละ 38.9 เท่านั้น ส่วนอัตราการเข้าเรียนในระดับปริญญาตรี พบว่า อัตราการเข้าเรียนสุทธิ (Net enrolment rate) ในกลุ่มประชากรร้อยละ 10 ที่มีฐานะความเป็นอยู่ดีที่สุด มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับปริญญาตรี (รวม ปวส.) สูงถึงร้อยละ 62.8 ขณะที่กลุ่มประชากรร้อยละ 10 ที่มีฐานะความเป็นอยู่ด้อยที่สุด มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับปริญญาตรี (รวม ปวส.) เพียงร้อยละ 3.6

“งานวิจัยจากทั่วโลกชี้ชัดว่า ระดับการศึกษาส่งผลต่อแนวโน้มรายได้อย่างมีนัยสำคัญ และประเทศไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ยกตัวอย่างเช่น ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ พบว่า คนหนุ่มสาว (อายุ 25-30 ปี) ที่มีการศึกษาระดับอนุปริญญาหรืออุดมศึกษาจะสามารถมีรายได้มากกว่าคนรุ่นเดียวกันที่มีการศึกษาระดับประถมถึง 2 เท่า และเมื่อพวกเขามีอายุถึง 50-55 ปี ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ก็จะถ่างกว้างออกไปเป็นกว่า 5 เท่า เนื่องจากผู้จบการศึกษาระดับอนุปริญญาหรืออุดมศึกษามีทั้งโอกาสและศักยภาพที่จะพัฒนาทักษะและไต่เต้าในอาชีพการงานสูงกว่าผู้จบการศึกษาระดับประถมมาก” ส่วนหนึ่งของงานวิจัยบอก

ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล ศูนย์ศึกษาความเหลื่อมล้ำและนโยบายสาธารณะ คณะเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า จากการสำรวจรายได้ประชาชาติ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า รายได้เฉลี่ยคนไทยในภาพรวมอยู่ที่ 11,500 บาทต่อเดือน และเมื่อนำตัวเลขดังกล่าวมาเป็นเกณฑ์ก็จะพบว่ามีคนไทยที่มีรายได้ต่ำกว่า 11,500 บาท ถึงประมาณร้อยละ 70

“ดังนั้นถ้าเอาตัวเลขรายได้ มาเชื่อมโยงกับคำเสียดสีที่ว่า ‘ตลาดล่าง’ ก็ต้องถามว่า เช่นนี้คนไทยส่วนใหญ่ที่มีรายได้น้อยกว่า 11,500 บาทเป็นตลาดล่างด้วยหรือไม่”

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยคือประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกนั้นคือเรื่องจริง มูลค่าทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของทั้งหมด ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มครัวเรือนเพียงร้อยละ 10 และครัวเรือนร้อยละ 10 แรกนี้มีมูลค่าทรัพย์สินเฉลี่ยสูงกว่าครัวเรือนกลุ่มที่มีมูลค่าทรัพย์สินต่ำสุด ร้อยละ10 สุดท้ายถึง 375.2 เท่า

ยิ่งหากพิจารณาแหล่งที่มาของรายได้ของครัวเรือนที่มีมูลค่าทรัพย์สินในระดับ Top จำนวนร้อยละ 1 ก็จะพบว่ารายได้ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 45 มาจากการทำธุรกิจและการลงทุน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่ารายได้ที่ได้รับจากการจ้างงานซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 34

เมื่อการศึกษาและการกระจายรายได้คือตัวแปรที่จะสร้างคนให้เป็น ตลาดแต่ละกลุ่ม นโยบายที่จะลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ นอกจากจะใช้นโยบายสวัสดิการที่ให้สิทธิแก่คนทุกระดับอย่างเท่าเทียม ทั้งการศึกษา สาธารณสุข การเพิ่มสิทธิประกันสังคมแรงงานนอกระบบ ยังต้องทำให้การกระจายรายได้เกิดขึ้น เช่น การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน

ระหว่างที่เราเลื่อนฟีดข่าวในโซเชียล แล้วรู้สึกขวางหูขวางตากับใครสักคนที่พยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี หรือไปเจอข่าวความรุนแรงที่คอนเมนต์ท้ายข่าว พ่วงท้ายด้วยการประณามหยามเหยียด

ลองนิ่งๆ แล้วย้อนหาที่มาว่าเพราะเหตุใดเขาถึงต้องทำเช่นนั้น

https://www.bangkokbiznews.com/social/982


วันอาทิตย์, ธันวาคม 29, 2567

โพลสิ้นปี ดัน ‘หัวหน้าเท้ง’ ปชน.ติดอันดับ ๑ จนได้ แสดงว่ากระแสเห่อเหิม ‘ทักษิณ’ เป็นแค่ผลงานปั่นให้ ‘Hype’ โดย ‘I-bag’ เท่านั้น

โพลสิ้นปี ทั้งของนิด้าและอีสาน เหมือนจะออกมาทัดทานกระแส ‘Hype’ ของเรื่อง ‘ทักษิณพบอันวาร์’ และผลเลือกตั้ง อบจ. ที่พวก ‘I-bag’ ปั่นให้เหิม เพราะเป็นครั้งแรกที่ หัวหน้าเท้ง ปชน.ติดอันดับ ๑ ควรเป็นนายกรัฐมนตรี

ว่าถึงแรงปั่นของนายแบกเพื่อไทยนั้นหนักหนาอยู่ โดยเฉพาะที่ผ่านมาพรรคประชาชน “พ่ายทุกสนาม ศึกชิงนายกฯ อบจ. ๑๒ จังหวัด (ตามกร๊าฟฟิคของ สนข.ทีเอ็นเอ็น) แม้มาถึงเชียงใหม่ก็ดูเหมือนจะลูกผีลูกคน ยิ่งกรณีทักษิณยิ่งไปใหญ่

นายแบกคนหนึ่งบอก “ใครที่เคยพูดว่าอย่าหวังอะไรกับทักษิณเรื่องปัญหาชายแดนใต้ ช่วยตบปากตัวเอง*ด้วยครับ” หลังจากที่ อันวาร์ #นายกมาเลย์โพสต์เอง ว่าการพบปะพูดคุยกับทักษิณบนเรือย้อร์ช กลางทะเลเกาะหลีเป๊ะ

“เน้นไปที่ประเด็นสำคัญในภูมิภาค ทั้งการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ การส่งเสริมสันติภาพในจังหวัดชายแดนของไทย และการแก้ไขวิกฤตเมียนมา” โดยเฉพาะ ‘หัวหน้าเท้ง’ พวกทีมแบกหยามหมิ่นว่าไร้แสง

ต้องอาศัย ‘พิธา’ บินมาจากบอสตันช่วยส่องสว่างระหว่างหาเสียง แต่ที่ไหนได้ นิด้าโพลครั้งที่สี่ของปี ๖๗ เพิ่งออกมาเมื่อวาน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้คะแนนสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี ๒๙.๘๕% เฉือน แพทองธาร ชินวัตร ไป ๑ เปอร์เซ็นต์

คราวนี้คะแนน ‘อุ๊งอิ๊ง’ ตกจาก ๓๐.๓๕% มาเหลือ ๒๘.๘๐% เนื่องเพราะประเภทยังหาคนเหมาะสมไม่ได้ ลดฮวบจาก ๒๓.๕๐% ลงไปที่ ๑๔.๔๐% ส่วนความนิยมพรรคการเมืองนั้น ประชาชนยังนำเพื่อไทยมาตั้งแต่ไตรมาสที่สาม

ไตรมาสสี่ ประชาชนได้ ๓๗.๓๐% ขึ้นมาจาก ๓๔.๒๕% เมื่อไตรมาสสาม แต่นำหน้าเพื่อไทยถึง ๑๐% ซึ่งคราวนี้ไม่ต่างจากคราวที่แล้วเท่าไร จาก ๒๗.๑๕% มาเป็น ๒๗.๗๐% เช่นนี้อาจตีความว่าอาการเห่อทักษิณเป็นเพียงชั่วคราวก็ได้

ยิ่งชัยชนะ อบจ.ยิ่งไม่ใช่ของแท้แน่นอน แต่เป็นอิทธิพล ‘บ้านใหญ่’ ที่มีพรรคภูมิใจไทยมาแบ่งเอาไปครึ่งต่อครึ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานที่ทักษิณตระเวณปราศรัย บอก “พี่น้อง ผมกลับมาแล้ว” นั้นไม่เกี่ยวถึงผลโพลมากนัก

และดูจากอีสานโพล ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คะแนน ‘นักการเมืองแห่งปี ๒๕๖๗’ ยังได้แก่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นปีที่สอง คราวนี้ ๒๓.๙% ทิ้งห่างแพทองธาร ที่ได้เพียง ๑๘.๘%

(https://www.facebook.com/mcotfm100.5/posts/0gnsojc9V9zu, https://news.ch7.com/detail/775518 และ https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/HESSebGFZC)

112 ,116 ในปี 2568 ทำไม "พรรคประชาชน" ไม่ปักธงเรื่อง "นิรโทษกรรม" ผู้ต้องขังทางการเมือง ?


Suchart Sawadsri
7 hours ago
·
112 ,116
ในปี 2568 ทำไม "พรรคประชาชน" ไม่ปักธงเรื่อง "นิรโทษกรรม" ผู้ต้องขังทางการเมือง ?

สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว
9 hours ago
·
‘พรรคประชาชน’ ประกาศตั้งปณิธาน 9 ข้อ (New Year's Resolutions) บอก มุ่งมั่นอยากทำให้สำเร็จในปี 2568
“[ New Year's Resolutions ปณิธานพรรคประชาชนปี 2568]
ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงเป็นโอกาสดีที่เราจะตั้งต้นเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ
พรรคประชาชนขอเริ่มต้นปี 2568 ด้วยปณิธาน 9 ข้อที่เรามุ่งมั่นอยากทำให้สำเร็จ
ข้อแรก เราขอยืนยันว่าจะ #เดินหน้าทำงานให้หนักขึ้น ขับเคลื่อนตรวจสอบเสนอแนะเรื่องสำคัญในสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา และรับฟังทุกคำติชมเพื่อปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นทุกวัน
ข้อสอง เราตั้งใจจะ #ปักธงท้องถิ่น ทุ่มเทให้กับสนามเลือกตั้งนายก อบจ. เพื่อพิสูจน์ให้พี่น้องประชาชนเห็นด้วยตาสัมผัสด้วยมือ ว่าการเมืองท้องถิ่นสามารถทำให้คุณภาพชีวิตของทุกคนดีขึ้นได้จริงๆ
ในงานสภา เราอยากให้สังคมเห็นความสำคัญของกฎหมายที่สามารถเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่และปากท้องของทุกคนได้ พรรคประชาชนมีร่างกฎหมายที่กำลังรอคิวเข้าสภาอย่างน้อย 6 ชุด ทั้งเพื่อแก้ปัญหาเก่าที่ค้างคามานานและเพื่อวางกติกาใหม่
ข้อสาม #พลิกโฉมการศึกษา ท่ามกลางโลกผันผวน ทักษะคนไทยถดถอย ถึงเวลายกระดับการศึกษาไทยครั้งใหญ่ด้วย พ.ร.บ.การศึกษา ฉบับใหม่ ที่จะทำให้ผู้เรียนได้หลักสูตรที่ตอบโจทย์ ผู้สอนได้เวลาคืนมา สถานศึกษาได้อำนาจในการตัดสินใจ พาเด็กไทยและประเทศไทยเท่าทันโลก
ข้อสี่ #ผ่านPRTR เราอยากทำให้การอยู่ในบ้านที่สะอาด รอบบ้านปลอดภัย เป็นเรื่องธรรมดาของทุกคน กฎหมาย PRTR จะช่วยสร้างหลักประกันความปลอดภัย เปิดข้อมูลการเก็บและเคลื่อนย้ายสารพิษ พร้อมกับผลักดัน พ.ร.บ.จัดการขยะ และ พ.ร.บ.ลดโลกร้อน ที่คำนึงถึงความเป็นธรรมไม่ทิ้งคนตัวเล็กตัวน้อย
ข้อห้า #ปฏิรูปที่ดิน พิสูจน์สิทธิอย่างเป็นธรรม ด้วยชุดกฎหมายปลดล็อกที่ดิน ให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในเขตที่ดินทับซ้อนมานานตั้งแต่ก่อนประกาศเป็นพื้นที่ป่ากว่าสองหมื่นชุมชน มีไฟฟ้า มีแหล่งน้ำไว้ใช้ ให้การพัฒนาเข้าถึงชนบท ลดความเหลื่อมล้ำ ร่วมกันดูแลพื้นที่ป่า
ข้อหก #สร้างรัฐโปร่งใส เงินทุกบาทตรวจสอบได้ ด้วย พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ที่จะทำให้หน่วยงานรัฐเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ต้องขอ ยกเว้นข้อมูลลับและข้อมูลส่วนบุคคล ส่งเสริมกลไกการตรวจสอบ ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน
ข้อเจ็ด #ทลายทุนผูกขาด เปิดตลาด SME ทำให้เศรษฐกิจไทยมีกติกาที่เป็นธรรม ผ่าน พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า ควบคุมทุนใหญ่ผูกขาด ป้องกันการใช้อำนาจตลาดเพื่อเอาเปรียบ ควบคู่กับการลดอุปสรรค อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมขอใบอนุญาตได้ง่ายขึ้น ด้วย พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ และ พ.ร.บ.โรงแรม
ข้อแปด อีกเรื่องสำคัญที่วนกลับมาทุกปีคือ การบังคับเกณฑ์ทหาร เรายืนหยัดเดินหน้าดันกฎหมายปฏิรูปกองทัพไทยให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ คืนความเป็นคนให้กำลังพลทุกชนชั้น #ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร แล้วเสริมกำลังกองทหารประจำการแบบสมัครใจ มาช่วยกันทำให้เดือนเมษายนปี 68 นี้เป็นการบังคับเกณฑ์ทหารครั้งสุดท้าย
ปณิธานข้อที่ 9 ของพรรคประชาชน เป็นความคาดหวังอยากเห็นผู้แทนราษฎรจากทุกพรรคการเมือง ทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศไทย พิสูจน์ให้พี่น้องประชาชนเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยรัฐสภานั้นเป็นไปได้จริง
ทั้งหมดนี้คือปณิธานที่เราอยากผลักดันในโอกาสเริ่มต้นปีใหม่ 2568 นี้
#ปณิธานประชาชน68”

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=4080107448932402&id=100007995606560