วันพุธ, เมษายน 01, 2569

ว้าว ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนนี้ไม่เบา รู้ปัญหาว่ารัฐธรรมนูญฉบับ ๖๐ นี้ต้องแก้ไข แต่ทั่นขออุบไว้ก่อน รอให้พ้นตำแหน่งค่อยเผย แต่ว่าทั่นอยู่เกินวาระมานานแล้วนะ

ว้าว ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนนี้ไม่เบา ออกลายเก๋ากึกแมนๆ ไม่กระมิดกระเมี้ยน เมื่อถูกถามความเห็นเกี่ยวกับ รธน.๖๐ แม้จะใช้ตรรกะเก่าๆ ไม่ชอบก้าวเลย ไม่สนที่จะยึดโยงกับประชากรส่วนใหญ่ ที่มองเห็นภาพพจน์ในโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว

เฉกเช่นกรณีที่ทั่นยกตัวอย่าง ว่ารัฐธรรมนูญเหมือนบ้าน ซื้อแล้ว “ถ้ายังไม่อยู่ก็ยังไม่รู้ปัญหา ต้องเข้าไปอยู่แล้วถึงจะรู้ว่ามีปัญหา” ไม่ใช่ว่าสมัยนี้ก่อนเขาจะซื้อบ้านกัน ก็ต้องดูว่าก่อสร้างมาอย่างไร ใช้วัสดุแบบไหน สมราคา สมค่ามั้ย ไม่ใช่เหรอ

รถยนต์ก็เช่นกัน ไม่ใช่ว่าสักแต่ดูดีแล้วซื้อเลย ต้องฉุกคิดเสียก่อนว่าเอาไปใช้แล้วระยะหนึ่งจะเกิดปัญหาอย่างใดหรือไม่ ที่ไม่สอดคล้องกับการใช้ของเรา รัฐธรรมนูญก็เช่นกัน ใช่ว่าให้ มีชัย เขียนแล้วโอเค เพราะแกชำนาญเรื่องนี้ หารู้ไม่

ที่แกมายอมรับภายหลัง ว่าเขียนตามสั่งของผู้เผด็จการ ผูกเงื่อนงำให้พวกเขาอยู่นานๆ แกก็เก่งแหระ แต่แบบใช้ วิชามาร มันถึงได้ พอชาวบ้านรู้ตัวว่ามีพิษภัย พยายามจะแก้ไขกัน มันก็ยากชิบหาย ถ้าทั่น นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ รู้ทางแก้ต้องรีบทำซะ

จะอ้างว่า “ผมพูดไม่ได้ ให้ผมพ้นตำแหน่งแล้วผมจะพูด” โน โน โน ไม่ใช่ อะไรที่มัน “ควรปรับปรุง” อย่างทั่นคิด ต้องทำถึงจะมีการแก้ไข อ้างว่ายังทำไม่ได้เพราะอยู่ในกรอบของมัน เท่ากับยอมรับไอ้สิ่งที่ควรปรับปรุงนั้นไง พูดไปทำไรมี

อีกเรื่องที่ทั่นว่าอยากแก้ไข ไอ้ รธน.ฉบับนี้ ให้เวลาทำงานน้อยไป เคยได้ ๙ ปี เดี๋ยวนี้แค่ ๗ ปี “ถือว่าสั้นเกินไป” ไฮ้ อะไรกัน คนสมัยนี้เขาอยากได้แค่สี่ซ้าห้าปี เพราะอยู่นานรากงอกแล้วขยับอะไรไม่ค่อยได้ ทั่นอ้างต่างด้าวตาน้ำข้าวเขายังอยู่กัน ๙ ปี

ก็นี่ไง อเมริกานี่แหละ ประชาชนเขาเรียกร้องกันแล้วว่าวาระซุปพรีมคอร์ทมากไป เมื่อปรากฏว่าในเสียงส่วนใหญ่มีตลาการที่นายทรั้มพ์ตั้งเข้าไปเสียแล้ว ๓ คน แถมยังมีพวกเก๋ากึกอยู่มานานอย่างทั่นนี่แหละอีกสามคน ตัดสินออกมาไม่ค่อยเห็นหัวประชาชน

ฟังนะทั่นนครินทร์ ขออนุญาตกราบเรียนนิดเดียว ถ้าทั่นอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่ารีรอให้พ้นตำแหน่งเลย ไหนๆ ทั่นก็อยู่มาเกินวาระนานแล้ว ลาออกซะเถอะ จะได้ไปทำคุณให้แก่ประชาราษฎร์ เผยวิเทโศบายอันสุดเจ๋งในหัวของทั่น ให้ทั้งประเทศได้แซ่ซ้อง

(https://www.facebook.com/thestandardth/posts/6GshJ8N) 

มันไม่แค่สัญญานเตือนแล้วละ แต่มันอยู่ในใจกลางผลร้ายของปัญหา ฝุ่นพิษ พีเอ็ม ๒.๕ * ที่เด็กเล็กในจังหวัดเชียงใหม่ วัย ๔ ขวบ ๖ ขวบ มีอาการเลือดกำเดาไหลกันบ่อยๆ

มันไม่แค่สัญญานเตือนแล้วละ แต่มันอยู่ในใจกลางผลร้ายของปัญหา ที่เด็กเล็กในจังหวัดเชียงใหม่ วัย ๔ ขวบ ๖ ขวบ มีอาการเลือดกำเดาไหลกันบ่อยๆ มาตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ตามรายงานสืบสวนสอบสวนของสำนักข่าว บีบีซีไทย

สองรายที่ขานำเสนอเป็นตัวอย่าง เพียงพอแล้วสำหรับข้อสรุปว่าทางการผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อสุขภาพสาธารณะต้องลงมือแก้ไขทันใด โดยที่การศึกษาและหาทางต้องทำมาแล้วเป็นปี หรืออย่างน้อยๆ ก็ต้องเริ่มเมื่อได้เป็นรัฐบาลครั้งแรก ๔ เดือน

เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่าพวกทั่นเข้าไปเตรียมการเพื่อเป็นรัฐบาลสี่ปี ผลที่ออกมาเห็นๆ กันว่าทั้งการซื้อเสียงและการโกงเลือกตั้งโดย กกต.ไม่ต้องรอศาลตัดสิน ซึ่งรู้ๆ กันอีกเช่นกันว่าศาลไทยเดี๋ยวนี้เป็นเช่นไร ประชาชนมีวิจารณญานพออ่านได้

ที่เชียงใหม่ กำลังอยู่ในฤดูฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ เป็นพิษออกฤทธิ์ ซ้ำด้วยไฟป่า ซึ่ง บก.ลายจุดบอกว่าทีม ส้มสู้ไฟลงพื้นที่กันมาเป็นเดือนแล้ว (พวก I และ E แบกพึงสำเหนียก) เบญจมาศ ใจประการ คุณแม่วัย ๓๕ ปีเล่าอาการของลูกชายวัย ๖ ขวบ

“เลือดกำเดาไหล เขาเป็นตอนหลับ ตื่นเช้าขึ้นมาเราก็ตกใจ แล้วพอทีนี้ส่งเขาไปโรงเรียน ครูก็โทรมาบอกว่าลูกชายเลือดกำเดาไหลอีกแล้ว...เธอบอกด้วยว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกของเธอมีอาการเช่นนี้ เมื่อปีที่แล้วช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 ปกคลุมหนา”

วานนี้ (๓๑ มีนา) “ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 (ศปก.ปกป.ภาค 3) รายงานสถานการณ์ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ พบจุดความร้อน รวม 1,469 จุด โดยมีจำนวนสูงสุดที่ จ.เชียงใหม่ เกิน 300 จุด”

อีกราย ถิรายุทธ์ วงษ์สันติสุข วัย ๔๑ ปี คุณพ่อลูกสามเล่าความต่อบีบีซีไทยเช่นกันว่า “ลูกสาวต้องขาดเรียนไปเกินครึ่งของวันเรียนทั้งหมด เพราะต้องไปพบแพทย์จากอาการโรคภูมิแพ้ที่ถูกกระตุ้น” จากเจ้าฝุ่นจิ๋ว พีเอ็ม ๒.๕ นี่ละ

“เพราะว่าเขาป่วยภูมิแพ้ คือช่วงสองสามปีที่แล้ว ลูกคนโตผมคือเข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น” ด้านเบญจมาสบอกกับบีบีซีไทยว่า ปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองใน จ.เชียงใหม่ ปีนี้รุนแรงกว่าปีที่แล้ว โดยเมื่อวานนี้

ฝุ่นหนามากจนมองแทบจะไม่เห็นถนน...อย่างตอนเช้ามาความจริงมันต้องสว่างใช่ไหมคะ ตอนออกมาจากบ้านลูกก็จะถามว่า คุณแม่ มันยังมืดอยู่เหรอ”

(https://www.bbc.com/thai/articles/c625v43z83go_w33ow)

ดูวิธีแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ แล้วมาฟังความเห็น บรรยง พงษ์พานิช จะเห็นความตื้นลึกต่างกัน

ดูวิธีแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานไทยของ รมว.คมนาคม พิพัฒน์ รัชกิจประการ แล้วมาฟังความเห็น บรรยง พงษ์พานิช ประธาน กก.บห.เกียรตินาคินภัทร จะเห็นความตื้นลึกต่างกันทางวิสัยทัศน์อย่างไร

หลายประเทศทั่วโลกสู้วิกฤตพลังงานที่ทรั้มพ์ก่อด้วยการลดภาษีสรรพสามิต ออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น เวียดนาม ทำคล้ายคลึงกัน (เพจ Reporter Journey ชี้) แต่สำหรับพิพัฒน์เลือกที่จะไม่ลดภาษีสรรพสามิต เนื่องจาก

“กลัวรายได้รัฐบาลและกำไรโรงกลั่นลด แต่จะกู้เงินมาอุดหนุนราคาน้ำมันผลักภาระหนี้สาธารณะให้ประชาชน” เขาให้เหตุผลไว้ในรายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอ ว่าไม่ใช่ “จะโยนบาปให้รัฐบาลรับอย่างเดียว” ส่วนจะเอาภาษีลาภลอยมาอัดโรงกลั่น

“อันนั้นผมคิดว่าเราต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง ทุกสิ่งทุกอย่างยึดกลับมา” แนวทางที่ทำอยู่นี้จะไม่กระทบรายได้เข้าประเทศ “ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการจัดทำงบประมาณ เพราะหากรายได้ลดลง แต่ยังต้องตั้งงบประมาณให้ได้ตามเป้า

รัฐก็จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มอยู่ดี” และ “การที่เรายอมไปกู้มาให้กองทุนเข้าไปอุดหนุน แต่สุดท้ายเมื่อเข้าภาวะปกติ มันก็ค่อย ๆ ดูดเงินจากตลาดกลับมาคืนกองทุน” แต่การดูดเงินจากตลาด นั่นก็คือการผลักภาระจ่ายคืนจากประชาชนผู้บริโภคไง

ด้าน บรรยง พงษ์พานิช กล่าวบนเวที Prachachat Exclusive Forum 2026 : The-Long-Game เมื่อ ๑๘ มีนา พาดพิงถึงนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาด “เจตนาดี แต่เวลาเราไปบิดเบือนกลไก มันก็มักนำไปสู่ปัญหาแทรกซ้อนอย่างที่เราเจออยู่ทุกวันนี้”

ทั้งนี้ทั้งนั้นมันมาจาก ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม อันผูกพันกันอย่างแยกไม่ออก เขาบอกว่า “กลไกสถาบันไทย พิสูจน์แล้วว่ามี ๕ อย่างที่ต้องพัฒนา” ได้แก่

๑.ประชาธิปไตยไม่จริง ๒.ชิงกันโกง คอร์รัปชั่นมากมาย ๓.ทางโล่งทุนใหญ่ ระบบเศรษฐกิจไม่ได้เป็นเสรี หรือเปิดให้มีการแข่งขันอย่างเท่าเทียม ๔.ไม่ใฝ่การเรียน ระบบการศึกษาต้องพัฒนาอย่างมาก ทั้งกระทรวงศึกษาและอุดมศึกษา

และ ๕.หลักนิติธรรม (Rule of Law) คือให้เซียนมาคุมศาล

(https://www.prachachat.net/50-prachachat-business/news-1983440 และ https://www.facebook.com/reporterjourney/posts/WWr4zVjF)