วันพฤหัสบดี, เมษายน 02, 2569

สงสาร ‘น้อนโบว์’ โฆษก ศบก.คนใหม่ แถลง ‘เฟคนิวส์’ กลายเป็นเรื่องจริง ก็คือขึ้นราคาหมด น้ำมัน ค่าไฟ ค่าตั๋ว บขส. และค่ารถตู้ แต่รอไว้หลังสงกรานต์

โถ สงสาร น้อนโบว์โฆษก ศบก.คนใหม่ พอเริ่มงานก็เจอปัญหา แถลง เฟคนิวส์กลายเป็นเรื่องจริง แถมฟังคำถามนักข่าวไม่เข้าใจ ทั้งปวงนี่หน้าที่จริงๆ ของเธอคือคอยแก้ต่างสถานการณ์น้ำมันขึ้นราคา แม้นว่ายั้งไม่อยู่ ซ้ำของอื่นขึ้นตาม

เอานี่ก่อนที่มันเรื่องจริง ราคาน้ำมันนั้นขึ้นไปบ้างแล้ว ดังนั้นค่าไฟฟ้าถึงเวลาขึ้นตาม พร้อมทั้งค่าบริการขนส่งด้วย ค่าไฟ “เตรียมประกาศใช้เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ๒๕๖๙ อัตราต่ำสุดอยู่ที่ ๓.๙๕ บาทต่อหน่วย” แต่ปัจจุบันอยู่ที่ ๓.๘๘ บาท/หน่วย

ข้อดีอยู่ที่อัตราเดือน พ.ค.ปรับลดแล้ว ขึ้นไปจากเดิมนิดเดียว แต่ข้อเสียก็คือ รมว.พลังงาน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษณาชวนเชื่อไว้ว่า จะ “พยายามให้อัตราเฉลี่ยไม่เกิน ๓ บาทต่อหน่วย” สำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน ๒๐๐ หน่วยต่อเดือนนั้นทำไม่ได้แหละ “ขอให้รอไปก่อน”

ส่วนค่าบริการขนส่ง ซึ่งก็คือค่าตั๋วรถบัส บขส. และรถตู้ ที่จะต้องขึ้นไปอีก ๕ บาท และ ๒ บาทตามลำดับ โฆษกกรมขนส่งทางบกแถลงว่ากำหนดปรับราคา ๖ เมษานี้ แต่รัฐบาล หนู ๒ ทั่นแสนดี (ใจหาย) เห็นใจชาวไทยจะเล่นสงกรานต์ไม่สนุก

“เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนช่วงสงกรานต์ กรมการขนส่งทางบกและ บขส. จะตรึงราคาเดิมระหว่างวันที่ ๖-๑๙ เมษายน ๒๕๖๙ และจะเริ่มใช้อัตราใหม่หลังวันที่ ๑๙ เมษายน เป็นต้นไป” เอ้าเฮ ด้าน ก.พาณิชย์ฯ ผสมโรง โฆษกแถลงบ้างว่า

เริ่มตั้งแต่ ๑ เมษานี่ละ (ขออภัย ไม่ใช่เอพริลฟูล) จะนำสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพดี เช่น ข้าว น้ำมันพืช สบู่ แชมพู มาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าปกติ ๓๐-๕๐% ขอให้ผู้บริโภคไปตรวจดูตามห้างค้าปลีกและส่งทั้งหลายที่เข้าร่วมโครงการ

ตานี้ย้อนไปที่ต้นตอของกระบวน ขึ้นราคาณัฏฐา มหัทธนา โฆษก ศบก.ขึ้นนั่งแท่นแถลงพร้อมกับขนส่งฯ บอกว่าตัวเลขราคาน้ำมันยังไม่เสถียร รอข้อมูลสุดท้ายจากสิงคโปร์ น่าจะประกาศได้ก่อนสองทุ่ม ๑ เมษา อย่าได้หลงเชื่อเฟคนิวส์ที่แพร่บน ไลน์

กลางดึกคืนนั้นก็มีการประกาศราคาน้ำมัน ขึ้นไปเกือบทั้งขบวน ก่อนหน้านั้น ๑ วัน ‘น้อนโบว์’ เปิดแถลงข่าวเดี่ยว ยืนบนแท่นคนเดียว นักข่าวไทยรัฐทีวีขออนุญาตสอบถาม ต่อรายงานที่ว่าจะมีการประกาศปรับราคาน้ำมันก่อนสี่ทุ่มคืนนั้น

“ก่อนสี่ทุ่ม ชาวบ้านจะต้องไม่เข้าที่พักหรือว่าอย่าเพิ่งเอารถเข้าไปจอดไหมคะ” โฆษกใหม่เธอว์ก็งงสิ “ต้องขอโทษด้วย ไม่ค่อยเข้าใจคำถาม...จะไม่เข้าบ้านเพราะ” นักข่าวย้ำ “เพราะราคาน้ำมัน (ที่บอก) ยังไม่ประกาศ” คนระดับที่เขาหากินรายวันลำบากนะ

น้อนโบว์พาซื่อถามกลับว่าจะรอเติมกันก่อนเข้าบ้านเหรอคะ นักข่าวเลยยัน “ก็ต้องเติมก่อนเข้าบ้าน” สิ อ๋อ น้อนโบว์ถึงบางอ้อ “อันนั้นคิดว่าเป็นทางเลือกของพี่น้องประชาชน” ตามความรู้สึกว่า “รถตัวเองควรเติมวันนั้นไหม” นะคะ นะคะ

เฮ้อ April Fool’s Day มาถึงเมื่อคืนวันที่ ๓๑ มีนา เวลาประเทศไทย

(https://x.com/skongki2000/status/2039357558352429231,   https://x.com/WatcharaR1112/status/2038850575111274798 และ https://x.com/thestandardth/status/2039317369529520330)

เปิดงบเทศบาลเชียงใหม่ แก้ฝุ่น 1.7 แสน จัดงานท่องเที่ยว 93 ล้าน (ชวนมาสำลักควัน ?) ต่างกัน 540 เท่า


ประชาไท Prachatai.com
Yesterday
·
อดีตผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ พรรคประชาชน กางงบเทศบาลเชียงใหม่ ชี้ ปี 2569 เทศบาลตั้งงบจัดงานประเพณีและท่องเที่ยวกว่า 93 ล้านบาท ส่วนงบแก่ปัญหาฝุ่น PM2.5 มีเพียง 171,000 บาท ต่างกัน 540 เท่า
.
งบตกแต่งเมืองต้อนรับเทศกาล 26,500,000 บาท
งบมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ 21,500,000 บาท
งบสงกรานต์ 12,300,000 บาท
งบยี่เป็ง (ลอยกระทง) 12,000,000 บาท
เคาท์ดาวน์ปีใหม่ 500,000 บาท
เทศกาลตรุษจีนไชนาทาวน์ 1,500,000 บาท
ท่องเที่ยวตามวิถีพุทธ 500,000 บาท
ส่งเสริมการท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ 2,000,000 บาท
ประชาสัมพันธ์งานประเพณีเทศกาล 4,000,000 บาท
.
รวมงบประเพณีและท่องเที่ยวกว่า 93 ล้านบาท
.
ส่วนงบเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาหมอกควัน 13,000 บาท
งบอบรมรับมือฝุ่น PM2.5 56,000 บาท
งบสร้างเครือข่ายอากาศสะอาด 34,000 บาท
.
รวมงบ PM2.5 ทั้งหมด 171,000 บาท
.
อ่านต่อที่ลิงก์ในคอมเมนต์
https://prachatai.com/journal/2026/03/116908

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1390145049826465&set=a.643704854470492




อำนาจนิยมในคราบของเหตุผล


Pornnapa Iamsamarng
21 hours ago
·
หงส์ปีกหัก · สุรพล สมบัติเจริญ
·

ความหยิ่งผยองของโฆษกหน้าหอ: เมื่อ "ตรรกะอำนาจรัฐ" เหยียบย่ำคราบน้ำตาประชาชนกลางดึก

ในหน้าประวัติศาสตร์การเมือง ไม่ว่าจะเป็นยุคโรมันโบราณหรือการเมืองไทยร่วมสมัย ยุทธวิธีหนึ่งที่ผู้กุมอำนาจมักนำมาใช้เพื่อลดทอนความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้าม คือการ "ดูดกลืน" เอาหอกข้างแคร่มาเป็นโล่พิทักษ์ตนเอง

และในสัปดาห์นี้ เราได้เห็นปรากฏการณ์นั้นอย่างชัดเจนที่สุด ผ่านการปรากฏตัวของอดีตนักเคลื่อนไหวฝีปากกล้า ที่ก้าวขึ้นมายืนหลังโพเดียมในฐานะโฆษก ศบก. ภายใต้ร่มเงาของขั้วอำนาจรัฐ

ทว่า สิ่งที่น่าตื่นตะลึงยิ่งกว่าการสลับขั้วทางการเมือง คือ "ความหยิ่งผยอง" ในน้ำเสียงและตรรกะที่ถูกนำมาใช้ฟาดฟันประชาชนของตนเอง

การลอกคราบจาก "นักสู้" สู่ "ทนายหน้าหอ"

เมื่อไมโครโฟนของนักกิจกรรมถูกเปลี่ยนเป็นโทรโข่งของรัฐบาล บริบทของคำว่า "เหตุผล" ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง คำตอบที่ตอกกลับสื่อมวลชนและประชาชนหน้าตาเฉยในประเด็นการแอบขึ้นราคาน้ำมันกลางดึกที่ว่า "ไม่รู้ใครคอนเฟิร์ม! ว่าจะไม่ขึ้นตอนกลางคืน

เพราะตามหลักแล้วควรจะขึ้นกลางคืนและไม่ควรแจ้งล่วงหน้า" คือภาพสะท้อนของวุฒิภาวะทางอำนาจที่แล้งน้ำใจที่สุดในรอบหลายปี

ในอดีต รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลเคยให้คำมั่นสัญญาเพื่อปลอบประโลมสังคมว่าจะไม่มีการ "ลักหลับ" ขึ้นราคาน้ำมันอีก แต่โฆษกหน้าหอคนใหม่กลับเลือกที่จะ "ตัดหางปล่อยวัด" คำสัญญานั้นทิ้งไปอย่างไม่ไยดี

พร้อมเชิดหน้าใช้ตรรกะทางเศรษฐศาสตร์มากางกั้นเป็นกำแพง เพื่อบอกเป็นนัยว่า ประชาชนที่โวยวายคือผู้ที่ไม่เข้าใจกลไกตลาดโลก

ตรรกะที่ไร้หัวใจ คืออำนาจนิยมในคราบของเหตุผล

หากมองผ่านแว่นของนักเศรษฐศาสตร์สายแข็ง การไม่ประกาศขึ้นราคาล่วงหน้าเพื่อป้องกันการกักตุน ถือเป็นตรรกะที่สมบูรณ์แบบในการรักษาสภาพคล่องของกองทุนน้ำมัน

แต่ในโลกของความเป็นจริง การเมืองคือเรื่องของการบริหาร "ความหวัง" และ "ความรู้สึก" ของผู้คน

สำหรับชนชั้นกลางและผู้หาเช้ากินค่ำ การได้รับรู้ล่วงหน้าว่าพรุ่งนี้น้ำมันจะขึ้นราคา มันไม่ใช่แค่เรื่องของการแห่ไปเติมเพื่อประหยัดเงินเพียงหลักสิบหรือหลักร้อยบาท

แต่มันคือ "พื้นที่แห่งการเตรียมตัวเตรียมใจ" เป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานเล็กๆ น้อยๆ ที่จะได้รับรู้ว่าต้นทุนชีวิตของพวกเขาในวันพรุ่งนี้กำลังจะถูกขูดรีดเพิ่มขึ้น

การกระชากสิทธิ์ในการรับรู้นี้ไปกลางดึก แล้วส่งโฆษกมายืนอธิบายด้วยท่าทีเหนือกว่า ว่านี่คือความถูกต้องตามหลักการ มันจึงไม่ใช่แค่การสื่อสารที่ล้มเหลว

แต่มันคือ "ความอหังการของชนชั้นนำ" ที่มองเห็นตัวเลขในบัญชีรัฐ สำคัญกว่าคราบน้ำตาและหยาดเหงื่อของประชาชนริมถนน

สัจธรรมของอำนาจ และราคาที่ต้องจ่าย

การที่รัฐบาลเลือกใช้ผู้มีภาพลักษณ์นักกิจกรรมหัวก้าวหน้า มาเป็นผู้เชือดเฉือนความรู้สึกของประชาชนด้วย "ตรรกะอันเย็นชา" ถือเป็นกลเกมที่อำมหิตแต่แยบยล

เพราะเมื่อประชาชนถูกฟาดด้วยเหตุผลทางตัวเลข พวกเขาก็แทบจะหมดสิทธิ์โต้แย้ง

แต่ท้ายที่สุดแล้ว ตรรกะที่ปราศจากความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ย่อมไม่ต่างอะไรกับเครื่องกิโยตินที่หุ้มด้วยกำมะหยี่

โฆษกหน้าหออาจจะเอาชนะการโต้คารมในห้องแถลงข่าวได้ แต่ความหยิ่งผยองนี้กำลังสร้างบาดแผลลึกในใจมวลชน และเมื่อถึงวันที่ศรัทธาของประชาชนเหือดแห้งจนถึงขีดสุด ไม่ว่าจะมีตรรกะที่สวยหรูแค่ไหน ก็ไม่อาจค้ำยันโครงสร้างอำนาจที่ผุกร่อนนี้ไว้ได้อีกต่อไป...

บทความโดย #มนุษย์แบตเสื่อม

https://www.facebook.com/photo?fbid=27227635216824835&set=a.472141769467543




กรณี 44 ส.ส.ที่กำลังถูกพิจารณาว่าการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น ไม่มีอะไรที่พวกเขาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงเลย

ภาพจากประชาไท
.....
16 hours ago
·
กรณี 44 ส.ส.ที่กำลังถูกพิจารณาว่าการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น
ไม่มีอะไรที่พวกเขาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงเลย
ตรงกันข้าม
44 ส.ส. ได้แสดงให้เห็นถึงจริยธรรมของผู้แทนราษฎร เมื่อกฎหมายใดมีปัญหา อัตราโทษสูงไป ถูกนำไปใช้กลั่นแกล้งกัน และไม่เหมาะสมตามยุคสมัย ผู้แทนราษฎรก็เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข เข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร
นิติสงครามที่กำลังบดขยี้พวกเขาอยู่นี้ ไม่ใช่เรื่องแสวงหาจริยธรรมใดๆหรอก
แต่มันคือ นิติสงครามสั่งสอน นิติสงครามตัดกำลัง และนิติสงครามล้อมคอก
สั่งสอนบรรดานักการเมืองว่า อย่าสะเออะมาทำเรื่องเหล่านี้ พวกเอ็งไปทำเรื่องอื่น เรื่องนี้ห้ามทำ ไม่อยากโดน อย่าทำ เอ็งเห็นแล้วใช่ไหมว่า ถ้าบังอาจทำ ผลจะเป็นอย่างไร
ตัดกำลังนักการเมืองกลุ่มก้อนที่พวกผู้คุม “ใบอนุญาตที่ 2” ไม่นิยม
และล้อมคอกสภาผู้แทนราษฎรว่า ต่อไปนี้ จะไม่มีผู้แทนราษฎรหน้าไหน จากพรรคใด จะไม่มีสภาผู้แทนราษฎรชุดไหน กล้าเสนอกฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ิอีกตราบนานเท่านาน
ประเทศไทยของเรา ณ เวลานี้
คนก่อรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ ใช้กำลังทหารยึดอำนาจรัฐ ได้เสวยสุขอยู่ในอำนาจยาวเกือบทศวรรษ
ไม่โดนอะไร แถมยังได้รับการอวยยศมากมาย
แต่
ผู้แทนราษฎรเสนอกฎหมายในสภา กลับกลายเป็นพวกล้มล้างการปกครอง ถูกยุบพรรค ตัดสิทธิ
นักการเมือง ข้าราขการ ที่ทุจริต คอร์รัปชั่น สังคมสงสัยตั้งคำถาม ได้เชิดหน้าชูคออยู่ในอำนาจต่อไป ขอเพียงปวารณารับใช้พวก “ใบอนุญาตที่ 2” ไว้
แต่
พวกนักการเมืองที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เป็นความหวังของผู้คนจำนวนไม่น้อย กลับถูกจับขึ้น “กิโยตีน” ตัดคอประหารทางการเมือง
ปัญหาที่ประชาชนคนไทยต้องขบคิดกันต่อไป
เราจะปล่อยให้ประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเรา เป็นแบบนี้หรือ?
ที่เป็นๆทำๆกันอยู่นี้ ถูกต้องหรือ?

https://www.facebook.com/PiyabutrOfficial/posts/1564150435071009
.....

ย้อนดู คดี 44 สส. เสนอแก้ ม.112 หลัง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดส่งศาลฎีกาฯ


12 กุมภาพันธ์ 2569
ประชาไท

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.หลังเลือกตั้งทั่วไปเพียง 1 วัน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด 44 สส.ของพรรคก้าวไกล ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง เพราะเห็นว่าการร่วมกันเสนอร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพราะเห็นว่ามีเจตนาลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติ เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์

โดย ป.ป.ช.เห็นว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายนั้นทั้ง 44 สส.ของพรรคก้าวไกลผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (1)

นอกจากนั้น ป.ป.ช.ยังเห็นว่าการกระทำของ สส.ต่ละคนนั้นไม่อาจแบ่งแยกหรือชี้แจงได้ว่าไม่ได้ร่วมกันดำเนินการ จึงมีเจตนาร่วมกันตามแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 เมื่อ 31 ม.ค.2567 ที่วินิจฉัยว่าการเสนอแก้ไขมาตรา 112 ถือเป็นการล้มล้างการปกครอง ที่ประชุม ป.ป.ช.จึงมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้สำหรับ สส.ก้าวไกล ที่ปัจจุบันยังลงสมัครรับเลือกตั้งกับพรรคประชาชนต่อแล้วได้รับเลือกตั้งเข้ามาอีกครั้งเหลืออยู่ 10 คน ได้แก่

สส.บัญชีรายชื่อณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค
ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค
รังสิมันต์ โรม
สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล
ณัฐวุฒิ บัวประทุม
วาโย อัศวรุ่งเรือง
ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์

สส. เขตธีรัจชัย พันธุมาศ
เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร

เดิมทีคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาเป็น สส.ของพรรคก้าวไกลรวมทั้งหมด 44 คนจากการไปร่วมลงชื่อเสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ที่จะเข้าไปแก้ไขเนื้อหาในมาตรา 112 มีสาระสำคัญที่พรรคเสนอแก้ไขดังนี้ลดโทษของกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์มีความสอดคล้องกับหลักสากล โดยให้เหลือเพียงจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (พระมหากษัตริย์)
จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์)
โทษหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาจะถูกลดลงจากโทษจำคุก 0-2 ปี เหลือแค่โทษปรับ
ย้ายกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ออกจากหมวดความมั่นคงให้เป็นความผิดที่ยอมความได้ โดยกำหนดให้สำนักพระราชวังเป็นผู้มีสิทธิแจ้งความหรือร้องทุกข์กล่าวโทษเพียงผู้เดียว
บัญญัติให้ชัดเจนในกฎหมาย เพื่อคุ้มครองกรณีการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตหรือการพูดความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อสาธาณะ ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันกับเหตุยกเว้นความผิดและเหตุยกเว้นโทษสำหรับการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายที่เป็นเพียงการลดโทษและทำให้มีกรณียกเว้นความผิดและโทษ หากเป็นกรวิจารณ์โดยสุจริตนี้ ก่อนหน้านี้ในส่วนของคดีพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกลถูกร้องว่าล้มล้างการปกครองจากเรื่องเดียวกันนี้ เมื่อ 31 ม.ค.2567 ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยยว่าการแก้ไขเช่นนี้ เป็นการ “ล้มล้างการปกครอง” ตามรัฐธรรมนูญ ม.49


เรื่องที่เกี่ยวข้องวรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ความเห็นต่อคดีก้าวไกล (1) ศาลมัดรวมทุกอย่างจนภาพเบลอ
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ความเห็นต่อคดีก้าวไกล (2) : เราอยู่ในระบอบอะไร?
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ความเห็นต่อคดีก้าวไกล (3) : ผลของคดีกดเพดานสำเร็จแล้ว


ครั้งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล การเสนอแก้กฎหมายมาตรา 112 นั้นเป็นความต้องการลดทอนการคุ้มครองสถาบัน ใช้กระบวนการนิติบัญญัติเป็นวิธีการเพื่อซ่อนเร้น มีพฤติการณ์รณรงค์หาเสียงต่อเนื่อง การใช้เป็นนโยบายพรรคหาเสียงเลือกตั้งและกระทำต่อเนื่องเป็นการนำสถาบันลงมาเพื่อเป็นประโยชน์ในการเลือกตั้ง

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายตามกระบวนการนิติบัญญัติเป็นการล้มล้างการปกครองแล้ว “นักร้อง” 2 คนคือ ธีรยุทธ สุวรรณเกสร กับนายสนธิญา สวัสดี นำไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ในเดือน ก.พ. 2567 ให้ตรวจสอบและเอาผิด สส.ก้าวไกล 44 คนที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112 มีความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงตาม “มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561” ตามมา และเป็นคดีที่ ป.ป.ช.เพิ่งมีมติชี้มูลความผิดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

นอกจากนั้น จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญทำให้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ตั้งเรื่องคดียุบพรรคก้าวไกลส่งศาลรัฐธรรมนูญ ต่อมา 7 ส.ค.2567 ศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ให้ยุบพรรคก้าวไกลและตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี และห้ามมีส่วนร่วมตั้งพรรคการเมืองใหม่ จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญทำให้มี สส.ก้าวไกลถูกตัดสิทธิไปแล้ว 8 คน ได้แก่พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
เบญจา แสงจันทร์
อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล
ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์
สุเทพ อู่อ้น
อภิชาติ ศิริสุนทร
ปดิพัทธ์ สันติภาดา
สมชาย ฝั่งชลจิตร

ส่วนอดีต สส.อีก 26 คนที่อยู่ในคดีเดียวกัน ได้แก่วุฒินันท์ บุญชู
จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์
ญาณธิชา บัวเผื่อน
ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์
องค์การ ชัยบุตร
มานพ คีรีภูวดล
วรรณวิภา ไม้สน
จรัส คุ้มไข่น้ำ
ศักดินัย นุ่มหนู
สุรวาท ทองบุ
พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์
กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี
สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา
สมเกียรติ ถนอมสินธุ์
ทองแดง เบ็ญจะปัก
พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์
ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์
พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ
ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์
ทวีศักดิ์ ทักษิณ
สมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
นิติพล ผิวเหมาะ
คำพอง เทพาคำ
วรภพ วิริยะโรจน์
ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์
ปัญหาคดีจริยธรรม

สำหรับโทษสูงสุดของคดีนี้ คือการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีพ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต, เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปี และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ คล้ายกรณีของช่อ-พรรณิการ์ วานิช อดีต สส. พรรคอนาคตใหม่

ที่มาของโทษประหารทางการเมือง ถูกใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ร่างขึ้นมาในช่วงยุครัฐบาลใน มาตรา 219 ที่กำหนดให้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกําหนดมาตรฐานทางจริยธรรม ขึ้นใช้บังคับแก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ

จากนั้นศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระได้ร่วมกันกำหนด มาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 และถูกนำมาเป็นมาตรฐานในการใช้กับนักการเมืองในสภาด้วย

ที่ผ่านมามีความพยายามแก้ไขเรื่องนี้อยู่บ้างจากทางพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนที่เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา โดยทางพรรคประชาชนเสนอให้ยกเลิกอำนาจศาลในการตีความเรื่องจริยธรรมทางการเมือง โดยให้เป็นความรับผิดชอบทางการเมืองและใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือตัดสินตัวนักการเมือง

https://prachatai.com/journal/2026/02/116450



คดีอดีต 44 ส.ส. : ต้องไม่ทำให้ “การเสนอกฎหมาย” กลายเป็นความผิด


Chaturon Chaisang
10 hours ago
·
คดีอดีต 44 ส.ส. : ต้องไม่ทำให้ “การเสนอกฎหมาย” กลายเป็นความผิด
.
การเสนอร่างพระราชบัญญัติเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ อันเป็นแก่นหลักของระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน และรัฐธรรมนูญก็รับรองเอกสิทธิ์ของ ส.ส. ในการแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น และออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น หากมีข้อโต้แย้งว่าเนื้อหาร่างกฎหมายอาจขัดรัฐธรรมนูญ ก็ย่อมอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของเอกสิทธิ์สมาชิกรัฐสภา และโดยหลักไม่ควรถูกนำไปเป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องร้องในทางใดๆ
.
จากกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่ออดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 44 คน จากการเสนอร่างกฎหมาย ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ว่าควรจำกัดอยู่ที่การตรวจสอบพฤติการณ์ทุจริตหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ มิใช่การเข้าไปวินิจฉัยความเหมาะสมของเนื้อหาร่างกฎหมายหรือแทนที่ดุลพินิจเชิงนิติบัญญัติของผู้แทนประชาชน การดำเนินการแบบเหมารวมโดยยึดเพียงการเสนอร่างกฎหมายเป็นฐาน จึงอาจก่อให้เกิดข้อกังวลว่าเป็นการก้าวล่วงกระบวนการนิติบัญญัติ และอาจส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของ ส.ส. รวมถึงการเสนอร่างกฎหมายในอนาคต
.
ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติจะปราศจากการถ่วงดุล เพราะรัฐธรรมนูญได้วางกลไกตรวจสอบไว้แล้ว หากร่างพระราชบัญญัติใดเมื่อผ่านวาระสามแล้วมีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ก็สามารถส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ตามกลไกที่รัฐธรรมนูญกำหนด และหากขัดรัฐธรรมนูญ ร่างนั้นก็ย่อมตกไปโดยไม่ก่อให้เกิดผลใช้บังคับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1475013663989315&set=a.345566913600668




ดูเหมือน US Supreme Court Justices ไม่ค่อยเห็นด้วยกับความเห็นของรัฐบาล กรณี Birth right citizenship case



ประเด็นสำคัญจากการพิจารณาคดีที่มีเดิมพันสูง:

1. ผู้พิพากษาดูเหมือนจะแสดงความสงสัยต่อความเห็นของฝ่ายบริหาร

หัวข้อข่าวหลักคือ ผู้พิพากษาส่วนใหญ่ของศาล—รวมถึงผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษ์นิยมหลายคน—แสดงความสงสัยอย่างมากต่อข้อโต้แย้งของฝ่ายบริหาร

การตีความตามตัวอักษรเทียบกับเจตนารมณ์: ผู้พิพากษา Amy Coney Barrett กล่าวกับอัยการสูงสุดว่า ข้อโต้แย้งของรัฐบาลนั้น "ไม่ใช่การตีความตามตัวอักษร" ซึ่งบ่งชี้ว่ามันเบี่ยงเบนไปจากถ้อยคำตามตัวอักษรของมาตรา 14 มากเกินไป

ตัวแทนรัฐบาลบอก ตอนนี้เป็น "โลกใหม่": หัวหน้าผู้พิพากษาจอห์น โรเบิร์ตส์ โต้แย้งเมื่อรัฐบาลอ้างว่า "ประชากร 8 พันล้านคนอยู่ห่างจากสิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิดเพียงแค่การนั่งเครื่องบินเที่ยวเดียว" โดยกล่าวอย่างเสียดสีว่า "นี่คือโลกใหม่ แต่รัฐธรรมนูญยังคงเหมือนเดิม"

2. นิยามของ "เขตอำนาจศาล"

การต่อสู้ทางกฎหมายขึ้นอยู่กับวลีเดียวในมาตรา 1 ของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14:

"บุคคลทุกคนที่เกิดหรือได้รับสัญชาติในสหรัฐอเมริกา และอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นพลเมือง..."

มุมมองของรัฐบาล: พวกเขาโต้แย้งว่า "เขตอำนาจศาล" หมายถึงมากกว่าการอยู่ภายใต้กฎหมายของสหรัฐอเมริกา มันต้องการ "ความจงรักภักดีอย่างเต็มที่" ต่อสหรัฐอเมริกา ซึ่งผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารหรือผู้มาเยือนชั่วคราวไม่มี

มุมมองของ ACLU/ผู้ท้าทาย: พวกเขาโต้แย้งว่านับตั้งแต่คดี United States v. Wong Kim Ark ในปี 1898 "เขตอำนาจศาล" หมายถึงทุกคนที่อยู่ในสถานที่จริงและต้องปฏิบัติตามกฎหมายของสหรัฐฯ (ยกเว้นกลุ่มเล็กๆ เช่น บุตรของนักการทูตต่างชาติ)

3. บรรทัดฐานทางประวัติศาสตร์ที่กำลังถูกพิจารณา

เงาของคำตัดสินทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญสองคดีได้ปกคลุมห้องพิจารณาคดี:

Wong Kim Ark (1898): นี่คือบรรทัดฐานพื้นฐานที่จัดตั้งสิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิดสำหรับบุตรของบุคคลที่ไม่ใช่พลเมือง ผู้พิพากษาฝ่ายเสรีนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้พิพากษา Sotomayor เสนอว่ารัฐบาลกำลังขอให้ศาลล้มล้างคำตัดสินที่มีอายุเกือบศตวรรษนี้

คดี Dred Scott (1857): นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองได้เตือนศาลว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 นั้นเขียนขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อลบล้างคำตัดสินของคดี Dred Scott ซึ่งตัดสินว่าคนผิวดำไม่สามารถเป็นพลเมืองได้ พวกเขาโต้แย้งว่าการลดทอนสิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิดนั้นเสี่ยงที่จะทำให้สหรัฐฯ กลับไปสู่ระบบที่รัฐบาลสามารถเลือกได้ว่าใครจะนับว่าเป็นชาวอเมริกัน

4. การปรากฏตัวครั้งประวัติศาสตร์

ในการกระทำที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เข้าร่วมการพิจารณาคดีด้วยวาจาด้วยตนเอง ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ได้ทำเช่นนั้น เขาอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของช่วงเวลาสองชั่วโมงก่อนที่จะเดินทางกลับหลังจากที่ทีมกฎหมายของเขาเสร็จสิ้นการนำเสนอ

อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป?

คาดว่าศาลจะออกคำตัดสินขั้นสุดท้ายภายในปลายเดือนมิถุนายนหรือต้นเดือนกรกฎาคม 2026 หากศาลยืนยันคำสั่งบริหารนี้ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในนโยบายการเข้าเมืองของสหรัฐฯ และอาจทำให้บุคคลที่เกิดในสหรัฐฯ ในอนาคตหลายล้านคนกลายเป็น "คนไร้สัญชาติ" อย่างไรก็ตาม จากการซักถามในวันนี้ นักวิเคราะห์ด้านกฎหมายชี้ว่าศาลมีแนวโน้มที่จะยืนยันสถานะเดิมที่มีมาอย่างยาวนาน
.....




Supreme Court justices appear skeptical of Trump birthright citizenship order

Scripps News

Supreme Court justices appeared skeptical of the Trump administration’s effort to end automatic U.S. citizenship for children born to undocumented migrants.

During oral arguments, several justices pressed the government on how the policy would work in practice, questioning key parts of the administration’s interpretation of the 14th Amendment. At the center of the case is whether children born in the U.S. are automatically citizens, regardless of their parents’ immigration status.

President Donald Trump attended part of the arguments, becoming the first sitting president to do so.

https://www.youtube.com/watch?v=YlNmI5s1xp8



Key arguments at play during Supreme Court hearing on birthright citizenship

CBS News

Apr 1, 2026
The Supreme Court is hearing arguments on Wednesday over the legality of birthright citizenship in the U.S. CBS News legal contributor Jessica Levinson breaks down some key points.

https://www.youtube.com/watch?v=5LC_d97VN70




กฎหมายฉบับใหม่ของอิสราเอลที่นำโทษประหารชีวิตกลับมาใช้อีกครั้ง แทบจะมุ่งเป้าไปที่ชาวปาเลสไตน์เพียงฝ่ายเดียว ถือเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างรุนแรง และจะต้องถูกยกเลิก -ชาวปาเลสไตน์ เดินขบวนประท้วง


Pipob Udomittipong
March 30
·
รัฐสภา #อิสราเอล ประกาศใช้กฎหมายใหม่ กำหนดให้ใช้โทษ #ประหารชีวิต ด้วยการแขวนคอโดยอัตโนมัติ สำหรับชาวปาเลสไตน์ที่ถูกตัดสินว่ากระทำความผิดฐานก่อการร้ายจนทำให้คนอิสราเอลเสียชีวิต ในขณะที่พลเมือง/ทหารอิสราเอลทีก่อกรรมทำเข็ญ สังหารชาวปาเลสไตน์ไปหลายหมื่นคนในกาซาและเวสต์แบงก์ กลับลอยนวลพ้นผิด

เป็นร่างกฎหมายซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรบ.ฝ่ายขวาของเนทันยาฮู และอิตามาร์ เบน-เกวีร์ ซึ่งเคยถูกศาลอิสราเอลตัดสินว่ามีความผิด 8 ครั้ง ในข้อหาสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย แม้กฎหมายใหม่นี้ไม่ระบุว่า จะใช้เฉพาะกับคนปาเลสไตน์ แต่โดยเนื้อหาไม่มีทางที่กม.นี้จะถูกใช้กับคนอิสราเอลแบบเบน-เกวีร์ที่เปิดแชมเปญฉลองหลังการโหวตรับรองกม.นี้ได้ เพราะอะไร?

เพราะชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ถูกปกครองด้วยกฎอัยการศึก และต้องขึ้นศาลทหาร ซึ่งมีกระบวนการที่ฉ้อฉล ไม่เหมือนกับคนอิสราเอลที่แม้จะฆ่าฟันคนปาเลสไตน์อย่างไร ก็ไม่ได้วันได้รับโทษ หรือได้รับโทษเบากว่าความเป็นจริงมาก

ตามข้อมูลของ B'Tselem องค์กรสิทธิมนุษยชนของอิสราเอล “ศาลทหารอัตราการพิพากษาลงโทษประมาณ 96% ของคดีที่มีการสั่งฟ้อง โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจาก 'คำรับสารภาพ' ที่ได้มาจากการข่มขู่และการทรมานในระหว่างการสอบสวน”

พูดอีกอย่าง ถ้าคนปาเลสไตน์ถูกสั่งฟ้อง โอกาสที่ศาลจะตัดสินว่าผิดคือ 96% เพราะพวกเขาถูกปกครองภายใต้กฎอัยการศึกและศาลทหาร กระบวนการจับกุมและสอบสวนที่ใช้อำนาจแบบกฎอัยการศึก เปิดโอกาสให้มีการละเมิดสิทธิของผู้ต้องสงสัยได้อย่างง่ายดาย

ที่สำคัญ อิสราเอลไม่ได้เป็นประเทศที่นิยมใช้หรือเคยใช้โทษประหารมากนัก ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศมาเกือบ 80 ปี เคยมีเพียงสองคนเท่านั้นที่ถูกประหารชีวิตตามคำพิพากษา ครั้งแรกในปี 1948 นายทหารอิสราเอลถูกเอาผิดในข้อหาขบถเพราะจารกรรมข้อมูล (แต่มีการนิรโทษกรรมภายหลัง) และในปี 1962 เมื่ออิสราเอลประหารชีวิตอดอล์ฟ ไอค์มันน์ บุคคลสำคัญในพรรคนาซีของเยอรมนี

นับแต่นั้นมา แทบไม่มีการใช้โทษประหาร หรือถ้ามีก็มักมีการอุทธรณ์จนสำเร็จ ศาลเปลี่ยนเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตให้

การกลับหลังหันมาใช้โทษประหาร และใช้อย่างลำเอียง โดยใช้เฉพาะกับคนปาเลสไตน์ที่เป็นพลเมืองในดินแดน ที่ความจริงก็ไม่ได้เป็นของอิสราแอล แต่ถูกยึดครองโดยใช้กำลังโดยอิสราเอล จึงก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากพันธมิตรระหว่างประเทศและกลุ่มสิทธิมนุษยชน ที่กล่าวว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและบ่อนทำลายประชาธิปไตย

กม.ฉบับนี้ผ่านรัฐสภา (มีสภาเดียว) ด้วยคะแนนเสียง 62-48 จากสส.ทั้งหมด 120 คน ตามทฤษฎีแล้ว กฎหมายใหม่นี้ยังอาจได้รับการแก้ไขเพิ่มเติม หรือตัดสินให้ตกไปได้จากการพิจารณาของศาลฎีกาของอิสราเอล Here จริง ๆ
https://www.dw.com/.../israel-passes.../a-76586475

https://www.facebook.com/photo?fbid=10163952973571649&set=a.10150096728651649







 

‘หยก’ แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ นั่งหันหลังให้บัลลังก์เพื่อปฏิเสธอำนาจศาล หยกให้เหตุผลในการปฏิเสธอํานาจศาลครั้งนี้ว่า เพราะรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความยุติธรรมตั้งแต่การจับกุมทั้งที่ไม่มีสาเหตุให้ต้องจับกุม เพราะตนเพียงไปไลฟ์สดบริเวณที่มีคนพ่นสีกําแพงวัง


ประชาไท Prachatai.com

March 29
·
‘หยก’ แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ นั่งหันหลังให้บัลลังก์เพื่อปฏิเสธอำนาจศาล
.
29 มี.ค. 2566 หยก-ธนลภย์ เยาวชนซึ่งขณะนั้นมีอายุ 14 ปี ตัดสินใจนั่งหันหลังให้บัลลังก์คณะผู้พิพากษาเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าต้องการปฏิเสธอํานาจศาลและกระบวนการยุติธรรม โดยปฏิเสธกระบวนการทั้งหมด และไม่แต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายในคดีที่ถูกกล่าวหาข้อหามาตรา 112
.
เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากวันที่ 28 มี.ค. 2566 บังเอิญ ศิลปินอิสระ ผู้ถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุพ่นสีข้อความบนกำแพงพระบรมมหาราชวัง และถูกควบคุมตัวไป สน.พระราชวัง ก่อนถูกแจ้ง 2 ข้อกล่าวหา ตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ก่อนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในวันถัดมา ด้วยหลักทรัพย์ 50,000 บาท พร้อมเงื่อนไขห้ามกระทำการใดในลักษณะเดียวกัน
.
ขณะที่ หยกซึ่งติดตามบังเอิญได้ถูกจับกุมด้วย โดยตอนแรกเจ้าหน้าที่ยังไม่ระบุสาเหตุการจับกุม แต่ต่อมาได้อ้างหมายจับในคดีมาตรา 112 ของ สน.สำราญราษฎร์ จากกรณีร่วมการชุมนุมในเดือนตุลาคม 2565 ซึ่งหยกยังไม่ได้เดินทางเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหา แต่ได้ส่งหนังสือขอเลื่อนนัดหมายไว้แล้ว
.
โดยหยกขอเลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหาไปเป็นวันที่ 9 เม.ย. 2566 เนื่องจากอยู่ระหว่างการเตรียมสอบจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และได้ส่งหนังสือให้กับพนักงานสอบสวน สน.สําราญราษฎร์ ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. 2566 แต่เจ้าหน้าที่ตํารวจยังไปร้องขอศาลเยาวชนฯ ให้ออกหมายจับ
.
หลังถูกจับกุม หยกปฏิเสธการลงนามในเอกสารและการพิมพ์ลายนิ้วมือ ทําให้เจ้าหน้าที่ตํารวจแจ้งข้อหาเพิ่มเติม คือ ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งเจ้าพนักงาน และถูกนําตัวไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเพื่อตรวจสอบการจับกุม
.
29 มี.ค. 2566 หยกเลือก ‘นั่งหันหลัง’ ให้บัลลังก์ของคณะผู้พิพากษา เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าต้องการปฏิเสธอํานาจและกระบวนการยุติธรรม โดยปฏิเสธกระบวนการทั้งหมดและไม่แต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายในคดีที่ถูกกล่าวหาข้อหามาตรา 112
.
หยกให้เหตุผลในการปฏิเสธอํานาจศาลครั้งนี้ว่า เพราะรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความยุติธรรมตั้งแต่การจับกุมทั้งที่ไม่มีสาเหตุให้ต้องจับกุม เพราะตนเพียงไปไลฟ์สดบริเวณที่มีคนพ่นสีกําแพงวังแล้วถูกเจ้าหน้าที่ตํารวจเข้ามาลากตัวไป ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้ให้ทนายทําหนังสือขอเลื่อนการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาไปแล้ว พร้อมระบุเหตุผลว่าอยู่ในช่วงสอบ
.
สุดท้าย ศาลเยาวชนฯ ได้ออกหมายควบคุมตัวหยกที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนหญิงบ้านปรานี (บ้านปราณี) ตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค. - 18 พ.ค. 2566 รวมระยะเวลา 51 วัน โดยหลังจากที่ออกมา หยก เป็นผื่นตุ่มแดงขึ้นเต็มแผ่นหลังจนต้องไปพบแพทย์เฉพาะทาง
.
ทั้งนี้ หลังออกจากเรือนจำ หยกได้ให้สัมภาษณ์กับประชาไทว่า เธอได้เรียนรู้วิธีการปฏิเสธอํานาจศาลจากกรณี ประเวศ ประภานุกูลกิจ ทนายความที่ตกเป็นผู้ต้องหาและจําเลยในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 116 และพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ในช่วงปี 2560 และตัดสินใจไม่แต่งตั้งทนายความเพื่อปฏิเสธอํานาจศาลในคดีความของตนเอง
.
ส่วนสาเหตุที่ตัดสินใจนั่งหันหลังให้ศาลระหว่างฟังคําสั่งอนุญาตให้ประกันตัว ก็เพราะหยกตั้งคําถามว่าทําไมเขาถึงต้องไปขอการประกันจากศาล ทั้งที่ศาลสามารถปล่อยตัวหยกได้เลยโดยไม่ต้องร้องขอ วินาทีนั้นจึงตัดสินใจปฏิเสธอํานาจดังกล่าวเพราะรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมปรับวิธีการจากทนายประเวศเป็นแบบของตัวเอง คือ ‘การไม่ยื่นขอประกันตัวอีกเลย’
.
อ้างอิงจาก
http://tlhr2014.com/archives/54896
https://prachatai.com/journal/2023/06/104462
https://prachatai.com/journal/2023/06/104698

หมายเหตุ - ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปริญญานิพนธ์วารสารสนเทศและสื่อใหม่ (Senior Project) ของนิสิตภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2567 โดยมีผู้จัดทำคือ โยษิตา สินบัว

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1388387756668861&set=a.643704854470492




5 เซนาลิโอ ที่เป็นไปได้สำหรับสงครามภาคพื้นดินของสหรัฐฯ ในอิหร่าน


https://foreignpolicy.com/2026/03/31/scenarios-ground-war-iran-trump-israel-kharg-hormuz-oil/
Five Scenarios for a U.S. Ground War on Iran

บทวิเคราะห์ของ Foreign Policy

สรุปโดย Gemini

ขณะที่ความขัดแย้งกับอิหร่านเข้าสู่ช่วงวิกฤต นิตยสาร Foreign Policy และนักวิเคราะห์ชั้นนำหลายคนได้สรุปสถานการณ์หลักห้าประการสำหรับการแทรกแซงภาคพื้นดินของสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้น สถานการณ์เหล่านี้มีตั้งแต่การโจมตีทางยุทธวิธีแบบจำกัดไปจนถึงการควบคุมดินแดนที่กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งแต่ละสถานการณ์มีความเสี่ยงทางทหารและภูมิรัฐศาสตร์อย่างมาก

1. การยึดเกาะคาร์ก ("การยึดน้ำมัน")
สถานการณ์ "จำกัด" ที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดคือการที่นาวิกโยธินสหรัฐฯ หรือหน่วยปฏิบัติการพิเศษเข้ายึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นแหล่งส่งออกน้ำมันดิบกว่า 90% ของอิหร่าน

วัตถุประสงค์: เพื่อตัดแหล่งรายได้หลักของรัฐบาลอิหร่านและใช้เกาะนี้เป็นเครื่องต่อรองที่มีอำนาจสูง

ปัจจัย "ทรัมป์": สถานการณ์นี้สอดคล้องกับความต้องการของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการ "ยึดน้ำมัน" และอาจเกี่ยวข้องกับการพยายามบรรทุกน้ำมันลงเรือบรรทุกน้ำมันภายใต้การคุ้มครองของสหรัฐฯ แม้ว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้กองกำลังเสี่ยงต่อการถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนอย่างต่อเนื่องก็ตาม

2. การรักษาความปลอดภัย "ชายฝั่งขีปนาวุธ" (ช่องแคบฮอร์มุซ)
เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งปิดไปตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม สหรัฐฯ อาจส่งกำลังภาคพื้นดินไปเคลียร์ชายฝั่งอิหร่าน

วัตถุประสงค์: เพื่อทำลายฐานยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือรบเคลื่อนที่ (ASCM) สถานีปล่อยโดรน และสถานีเรดาร์ที่ไม่สามารถทำลายได้อย่างถาวรจากทางอากาศเพียงอย่างเดียว

ความท้าทาย: นักวิเคราะห์เตือนว่า การเคลียร์พื้นที่เข้าไปในแผ่นดินเพียงไม่กี่สิบไมล์ก็อาจไม่เพียงพอ เนื่องจากโดรนและขีปนาวุธสมัยใหม่ของอิหร่านสามารถยิงได้จากพื้นที่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน

3. ปฏิบัติการโจมตี "กู้คืนนิวเคลียร์"
สถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงนี้เกี่ยวข้องกับการส่งหน่วยรบพิเศษ (เช่น หน่วยเรนเจอร์ของกองทัพบกหรือหน่วยซีลของกองทัพเรือ) ไปยังซากปรักหักพังของโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อิสฟาฮานหรือนาตันซ์

วัตถุประสงค์: เพื่อรักษาความปลอดภัยและสกัดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง (HEU) ประมาณ 440 กิโลกรัมของอิหร่าน เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้าย ซ่อน หรือใช้ใน "ระเบิดสกปรก"

ความเสี่ยง: ต่างจากการโจมตีอย่างรวดเร็ว การขุดค้นวัสดุจากบังเกอร์ใต้ดินที่พังทลายอาจใช้เวลาหลายวัน ทำให้กองกำลังสหรัฐฯ เสี่ยงต่อการถูกโจมตีตอบโต้ครั้งใหญ่

4. "เขตกันชน" / ความแตกแยกทางชาติพันธุ์
เมื่ออำนาจส่วนกลางในเตหะรานอ่อนแอลง นักวิเคราะห์บางคนมองเห็นสถานการณ์ที่กองกำลังสหรัฐฯ หรือพันธมิตรจะเข้ายึดครองพื้นที่ชายแดนบางแห่งเพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลาม หรือเพื่อสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่กำลังเติบโต

วัตถุประสงค์: เพื่อสร้าง "เขตปลอดภัย" หรือเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มตัวแทนของอิหร่านใช้พื้นที่ชายแดนเป็นฐานปฏิบัติการ

ความเสี่ยง: นี่เป็นเส้นทางที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดที่จะนำไปสู่ "การขยายขอบเขตภารกิจ" ซึ่งอาจดึงสหรัฐฯ เข้าสู่การปราบปรามการก่อความไม่สงบหรือสงครามกลางเมืองในระยะยาว คล้ายกับประสบการณ์ในอิรักหลังปี 2003

5. "การตัดหัว" และการล่มสลายของระบอบการปกครอง
แม้จะไม่ใช่เป้าหมายที่ระบุไว้ แต่ปฏิบัติการภาคพื้นดินที่มุ่งเป้าไปที่การจับกุมผู้นำหลักหรือศูนย์บัญชาการทางทหารยังคงเป็นแผนสำรอง หากกลยุทธ์ "ความไม่แน่นอนสูงสุด" ในปัจจุบันนำไปสู่การล่มสลายอย่างสิ้นเชิงของห่วงโซ่การบังคับบัญชาของ IRGC

วัตถุประสงค์: เพื่อบังคับให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองอย่างรวดเร็ว หรือเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้นำปัจจุบันอยู่รอดในลักษณะ "แบบมาดูโร"

ความเสี่ยง: กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มองว่าสถานการณ์นี้เป็นอันตรายที่สุด อาจต้องใช้กำลังทหารหลายแสนนาย และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและเกิดความวุ่นวายในภูมิภาค

หมายเหตุ: ปัจจุบันมีทหารสหรัฐฯ ประมาณ 50,000 นายในตะวันออกกลาง ซึ่งมากกว่าจำนวนพื้นฐานประมาณ 10,000 นาย ในขณะที่กระทรวงกลาโหมกำลังเตรียมการสำหรับ "ปฏิบัติการภาคพื้นดินแบบจำกัดเป็นเวลาหลายสัปดาห์" ผู้นำทางทหารยังคงเตือนว่าการเคลื่อนไหวใดๆ ที่ส่ง "กำลังทหารลงพื้นที่" อาจเปลี่ยนความขัดแย้งที่จำกัดให้กลายเป็นสงครามระยะยาวได้







 

What makes a us citizen ประวัติศาสตร์และมรดกแห่งสิทธิความเป็นพลเมืองโดยกำเนิดในสหรัฐอเมริกา


The history and legacy of birthright citizenship in the U.S.

PBS NewsHour

Feb 4, 2025

On his first day in office, President Trump signed an executive order to end universal birthright citizenship and limit it at birth to people with at least one parent who is a permanent resident or citizen. A federal judge put the order on hold, but if upheld, Trump’s move could upend a 120-year Supreme Court precedent. Stephanie Sy reports on the history and legacy of that case.

https://www.youtube.com/watch?v=yEVBlXP5LBY



อีกคดีหนึ่งที่ทรัปป์ถูกศาลบล็อก เรื่องการสร้างบอลรูมใหม่ที่ทำเนียบขาว "ประธานาธิบดีสหรัฐเป็นผู้ดูแลรักษา...แต่ เขาไม่ใช่เจ้าของ!" ศาลยังพบว่าไม่มีกฎหมายใดที่ให้อำนาจประธานาธิบดีแต่เพียงฝ่ายเดียวในการรื้อถอนส่วนประวัติศาสตร์ของทำเนียบขาวเพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกขนานใหญ่ขนาดนี้


Judge Halts White House Ballroom Construction

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2026 ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ริชาร์ด ลีออน ได้ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อระงับการก่อสร้างห้องบอลรูมทำเนียบขาวมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เป็นที่ถกเถียงกัน

คำตัดสินนี้ถือเป็นการตรวจสอบทางกฎหมายที่สำคัญต่ออำนาจบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับ "โครงการปรับปรุงปีกตะวันออก" ซึ่งเริ่มต้นด้วยการรื้อถอนปีกตะวันออกในช่วงปลายปี 2025

ข้อค้นพบทางกฎหมายหลัก

การดูแลรักษาเทียบกับการเป็นเจ้าของ: ในความเห็น 35 หน้าที่เขียนด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ผู้พิพากษาลีออนเขียนว่า "ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ดูแลรักษาทำเนียบขาวสำหรับครอบครัวผู้นำรุ่นต่อๆ ไป... อย่างไรก็ตาม เขาไม่ใช่เจ้าของ!"

ขาดอำนาจตามกฎหมาย: ศาลพบว่าไม่มีกฎหมายใดที่มีอยู่ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีแต่เพียงฝ่ายเดียวในการรื้อถอนส่วนประวัติศาสตร์ของทำเนียบขาวเพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกขนาด 90,000 ตารางฟุต

หลักการ "Mouse Hole": ผู้พิพากษาปฏิเสธข้อโต้แย้งของกระทรวงยุติธรรมที่ว่าโครงการนี้จัดอยู่ในหมวด "การบำรุงรักษาตามปกติ" ท่านระบุว่า ในขณะที่ประธานาธิบดีสามารถใช้เงินประมาณ 2.5 ล้านดอลลาร์ในการ "ดูแลและซ่อมแซม" (เช่น การซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์หรือการเปลี่ยนวอลเปเปอร์) แต่รัฐสภา "ไม่ได้ซ่อนช้างไว้ในรูหนู" ซึ่งหมายความว่าโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ 400 ล้านดอลลาร์ไม่สามารถจัดว่าเป็นเพียง "การเปลี่ยนแปลง" ธรรมดาได้

อำนาจการควบคุมงบประมาณของรัฐสภา: คำตัดสินเน้นย้ำว่ารัฐธรรมนูญมอบอำนาจให้รัฐสภาควบคุมทรัพย์สินและการใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง แม้ว่าโครงการนี้จะได้รับเงินทุนจากเงินบริจาคจากภาคเอกชน ศาลก็ยังตัดสินว่าจำเป็นต้องได้รับการ "อนุมัติ" อย่างชัดเจนจากฝ่ายนิติบัญญัติ

รายละเอียดสำคัญของคำสั่งห้าม

ระยะเวลาผ่อนผัน 14 วัน: คำสั่งจะมีผลบังคับใช้ในช่วงกลางเดือนเมษายน 2026 เพื่อให้มีเวลาสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านโลจิสติกส์และการอุทธรณ์ทันทีโดยฝ่ายบริหาร

ข้อยกเว้นด้านความปลอดภัย: งานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ เช่น บังเกอร์ใต้ดิน การป้องกันโดรนบนหลังคา และการติดตั้งกระจกกันกระสุน ได้รับการยกเว้นและสามารถดำเนินการต่อไปได้

สถานะของพื้นที่: เนื่องจากปีกตะวันออกได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว พื้นที่ดังกล่าวจึงยังคงเป็นเขตก่อสร้างที่เต็มไปด้วยเศษซากและอุปกรณ์ต่างๆ รอผลการอุทธรณ์ที่ประสบความสำเร็จ หรือการออกกฎหมายจากรัฐสภาเพื่ออนุญาตให้ดำเนินการต่อไป

บริบทและข้อโต้แย้ง

โครงการนี้เผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากองค์กรอนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์แห่งชาติ (โจทก์) และสาธารณชน ความกังวลไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่เรื่องการทำลายภูมิทัศน์ทางประวัติศาสตร์ที่ออกแบบโดยออลมสเตดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงจริยธรรมของรูปแบบการระดมทุนด้วย มีรายงานว่ามีการขอรับบริจาคจำนวนมากจากบริษัทขนาดใหญ่ เช่น Amazon, Google และ Meta ซึ่งนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับการเข้าถึงแบบ "จ่ายเงินเพื่อแลกกับสิทธิ์"

สถานะ: ทำเนียบขาวได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์แล้ว คาดว่าคดีจะเคลื่อนไปยังศาลฎีกาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากประเด็นทางรัฐธรรมนูญที่ "ใหม่และสำคัญ" เกี่ยวกับอำนาจของประธานาธิบดีเหนือทำเนียบขาว

(Google Gemini สรุป)



US Boots on the ground in Iran ? การรุกรานเกาะคาร์ก: ความเสี่ยงกับอำนาจต่อรอง


Hegseth REFUSES to rule out boots on the ground in Iran but says Trump ‘doesn’t want to repeat Iraq'

The Mirror

Mar 31, 2026 
#Iran #worldnews #trump

U.S. Defense Secretary Pete Hegseth says talks with Iran are "very real" and "gaining strength," but says the U.S. will continue "to negotiate with bombs."

Speaking to reporters at a briefing on the Iran war Tuesday morning Hegseth said: "Our job is to ensure that we compel Iran to realize that this new regime, this regime in charge, is in a better place if they make that deal. And so we'll continue."

"We're working hand in hand, but the primary effort is a deal," he added.

Hegseth also refused to tell reporters whether or not the U.S. military will deploy ground troops against Iran.

"You can't fight and win a war if you tell your adversary what you are willing to do or what you are not willing to do to include boots on the ground,” he said.

Hegseth added: “Our adversary right now thinks there are 15 different ways we could come at them with boots on the ground. And guess what? There are."

Hegseth also said that talks with Iran to end the conflict are ongoing.

"We don't want to have to do more militarily than we have to," he added. "But I didn't mean it flippantly when I said, in the meantime, we'll negotiate with bombs." 

The defense secretary also took a swipe at NATO, saying "other countries should pay attention when the president speaks."

"And he's pointing out, you know, you might... Might want to start learning how to fight for yourself. It's something some of us have been saying for quite some time." Hegseth said.

"You don't have much of an alliance if you have countries that are not willing to stand with you when you need them," he added.

https://www.youtube.com/watch?v=_8ZKgxUz6JM
.....

การรุกรานเกาะคาร์ก: ความเสี่ยงกับอำนาจต่อรอง

จากรายงานของ WSJ: ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารชั้นนำเปิดเผยว่า เพนตากอนกำลังวางแผนปฏิบัติการภาคพื้นดินเพื่อเข้ายึดครองเกาะคาร์ก

รายงานจาก The Wall Street Journal และสื่อหลักอื่นๆ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2026) ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า เพนตากอนกำลังร่างแผนสำหรับปฏิบัติการภาคพื้นดินที่อาจเกิดขึ้นในอิหร่าน โดยมีเกาะคาร์ก (Kharg Island)—ซึ่งเป็นจุดขนส่งปลายทางสำหรับการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านถึงราว 90%—เป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์หลัก

แม้ว่า "แผนการ" ดังกล่าวจะเป็นเพียงแผนฉุกเฉินสำรอง (contingency plan) มากกว่าจะเป็นคำสั่งที่ได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้าย แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารและเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนก็ได้ออกมาให้ความเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความเสี่ยงและกลไกในการรุกรานรูปแบบนี้:

แผนทางยุทธวิธี

การวางกำลังทหาร: The Wall Street Journal รายงานว่า เพนตากอนกำลังพิจารณาส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเพิ่มเติมเข้าสู่ภูมิภาคนี้อีกสูงสุดถึง 10,000 นาย (ซึ่งอาจทำให้ยอดรวมทั้งหมดพุ่งสูงกว่า 17,000 นาย) โดยกำลังพลชุดนี้น่าจะรวมถึงกองกำลังจู่โจมเร็ว (rapid-entry forces) เช่น กองพลทหารพลร่มที่ 82 (82nd Airborne Division) และนาวิกโยธินสหรัฐฯ

วัตถุประสงค์: เป้าหมายหลักคือการ "บั่นทอนอุตสาหกรรมน้ำมันของอิหร่าน" เพื่อสร้างอำนาจต่อรองมหาศาลในการเจรจาสันติภาพ และบีบให้อิหร่านยอมเปิดเส้นทางสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

จุดยืนของทรัมป์: ในบทสัมภาษณ์ล่าสุดกับ Financial Times ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า "บางทีเราอาจจะเข้ายึดเกาะคาร์ก หรือบางทีเราอาจจะไม่ยึดก็ได้ เรามีทางเลือกอยู่มากมาย" เขายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การเข้ายึดครองเกาะใดๆ ก็ตาม จะต้องแลกมาด้วยการคงกำลังทหารของสหรัฐฯ ไว้บนเกาะนั้นในระยะยาว

คำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ: "กับดักที่อเมริกาสร้างขึ้นเอง" แม้ว่าการเข้ายึดเกาะคาร์กจะถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ทำได้จริงในทางเทคนิค เนื่องจากเกาะมีขนาดเล็ก (8 กม. × 5 กม.) แต่นักวิเคราะห์ด้านการทหารต่างพากันส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างรุนแรง:

จุดอ่อนและความเปราะบาง: Michael Eisenstadt (จากสถาบัน Washington Institute) และผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ เตือนว่า เกาะคาร์กนั้นตั้งอยู่ในระยะยิงที่ปืนใหญ่และโดรนจากแผ่นดินใหญ่อิหร่านสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย การรักษาการยึดครองเกาะไว้จะเป็นดั่ง "ฝันร้ายด้านการคุ้มครองกำลังพล" (force protection nightmare) ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนทางทะเลจากเรือรบระดับ Aegis และระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องทหารสหรัฐฯ ไม่ให้ต้องตกอยู่ภายใต้ "ห่าฝนขีปนาวุธ" ที่จะถูกยิงถล่มลงมา การเปรียบเทียบกับ "อิโว จิม่า": วุฒิสมาชิกลินด์เซย์ เกรแฮม เผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสัปดาห์นี้ หลังจากเปรียบเทียบการยึดครองคาร์กที่อาจเกิดขึ้นกับการรบที่อิโว จิม่า ซึ่งนักวิจารณ์กล่าวว่าเป็นการเปรียบเทียบที่มองข้ามความสูญเสียมหาศาลของฝ่ายอเมริกันใน "สงครามบั่นทอนกำลัง" สมัยใหม่

ความเสี่ยงจากการก่อวินาศกรรม: นักวิเคราะห์จากมูลนิธิเพื่อการป้องกันประชาธิปไตย (FDD) ตั้งข้อสังเกตว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) มีแนวโน้มที่จะ "ตั้งรับ" และอาจทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันที่สหรัฐฯ ตั้งใจจะยึดครอง ทำให้ภารกิจนั้นไร้ประโยชน์ในเชิงยุทธศาสตร์ ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

สถานะปัจจุบัน: ณ วันที่ 1 เมษายน 2569 เพนตากอนได้นำเสนอแผน "ทางเลือกสูงสุด" เหล่านี้ต่อทำเนียบขาว อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ ยังคงยืนยันว่าสหรัฐฯ ยังคงสามารถบรรลุเป้าหมายได้ผ่านการโจมตีทางอากาศและการปิดล้อมทางทะเลในปัจจุบันโดยไม่ต้องส่ง "กำลังพลภาคพื้นดิน"



ทรัมป์บอกว่า สงครามกับอิหร่านใกล้ยุติล้ว "เรา กำลังจะถอนตัวออกไปในเร็วๆ นี้ เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับช่องแคบ(ฮอร์มุซ)" แต่มีข่าวเริ่มทยอยออกมาว่า เพนตากอนกำลังวางแผนบุกภาคพื้นดินเพื่อยึดเกาะคาร์ก และอาจจะที่อื่นด้วย







เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวบอกกับว่า "ทรัมป์จะรายงานความคืบหน้าของปฏิบัติการ Epic Fury ซึ่งบรรลุหรือเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งหมด" ในคืนนี้เวลา 21.00 น. (เวลาที่วอชิงตัน ดีซี สหรัฐ)

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ทรัมป์จะย้ำกรอบเวลา 2-3 สัปดาห์สำหรับการยุติปฏิบัติการ และจะเน้นย้ำถึง "ความสำเร็จของกองทัพในการบรรลุเป้าหมายทั้งหมดที่ระบุไว้ก่อนเริ่มปฏิบัติการ"

- ทำลายขีปนาวุธและโรงงานผลิตขีปนาวุธของอิหร่าน
- ทำลายกองทัพเรือของอิหร่าน
- รับประกันว่ากลุ่มก่อการร้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านจะไม่สามารถสร้างความไม่มั่นคงในภูมิภาคได้อีกต่อไป

- รับประกันว่าอิหร่านจะไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้

สิ่งที่ขาดหายไปอย่างเห็นได้ชัด: ช่องแคบฮอร์มุซไม่ปรากฏอยู่ในรายการนั้น ซึ่งเป็นการละเว้นที่น่าสังเกตเมื่อพิจารณาจากคำแถลงต่อสาธารณะที่ขัดแย้งกันของทรัมป์เกี่ยวกับเงื่อนไขในการยุติสงคราม เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวว่าเขาจะพิจารณาคำขอหยุดยิงของอิหร่านก็ต่อเมื่อประเทศนั้นทำให้ช่องแคบ "เปิด ปลอดโปร่ง และปราศจากสิ่งกีดขวาง"




วันพุธ, เมษายน 01, 2569

ว้าว ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนนี้ไม่เบา รู้ปัญหาว่ารัฐธรรมนูญฉบับ ๖๐ นี้ต้องแก้ไข แต่ทั่นขออุบไว้ก่อน รอให้พ้นตำแหน่งค่อยเผย แต่ว่าทั่นอยู่เกินวาระมานานแล้วนะ

ว้าว ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนนี้ไม่เบา ออกลายเก๋ากึกแมนๆ ไม่กระมิดกระเมี้ยน เมื่อถูกถามความเห็นเกี่ยวกับ รธน.๖๐ แม้จะใช้ตรรกะเก่าๆ ไม่ชอบก้าวเลย ไม่สนที่จะยึดโยงกับประชากรส่วนใหญ่ ที่มองเห็นภาพพจน์ในโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว

เฉกเช่นกรณีที่ทั่นยกตัวอย่าง ว่ารัฐธรรมนูญเหมือนบ้าน ซื้อแล้ว “ถ้ายังไม่อยู่ก็ยังไม่รู้ปัญหา ต้องเข้าไปอยู่แล้วถึงจะรู้ว่ามีปัญหา” ไม่ใช่ว่าสมัยนี้ก่อนเขาจะซื้อบ้านกัน ก็ต้องดูว่าก่อสร้างมาอย่างไร ใช้วัสดุแบบไหน สมราคา สมค่ามั้ย ไม่ใช่เหรอ

รถยนต์ก็เช่นกัน ไม่ใช่ว่าสักแต่ดูดีแล้วซื้อเลย ต้องฉุกคิดเสียก่อนว่าเอาไปใช้แล้วระยะหนึ่งจะเกิดปัญหาอย่างใดหรือไม่ ที่ไม่สอดคล้องกับการใช้ของเรา รัฐธรรมนูญก็เช่นกัน ใช่ว่าให้ มีชัย เขียนแล้วโอเค เพราะแกชำนาญเรื่องนี้ หารู้ไม่

ที่แกมายอมรับภายหลัง ว่าเขียนตามสั่งของผู้เผด็จการ ผูกเงื่อนงำให้พวกเขาอยู่นานๆ แกก็เก่งแหระ แต่แบบใช้ วิชามาร มันถึงได้ พอชาวบ้านรู้ตัวว่ามีพิษภัย พยายามจะแก้ไขกัน มันก็ยากชิบหาย ถ้าทั่น นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ รู้ทางแก้ต้องรีบทำซะ

จะอ้างว่า “ผมพูดไม่ได้ ให้ผมพ้นตำแหน่งแล้วผมจะพูด” โน โน โน ไม่ใช่ อะไรที่มัน “ควรปรับปรุง” อย่างทั่นคิด ต้องทำถึงจะมีการแก้ไข อ้างว่ายังทำไม่ได้เพราะอยู่ในกรอบของมัน เท่ากับยอมรับไอ้สิ่งที่ควรปรับปรุงนั้นไง พูดไปทำไรมี

อีกเรื่องที่ทั่นว่าอยากแก้ไข ไอ้ รธน.ฉบับนี้ ให้เวลาทำงานน้อยไป เคยได้ ๙ ปี เดี๋ยวนี้แค่ ๗ ปี “ถือว่าสั้นเกินไป” ไฮ้ อะไรกัน คนสมัยนี้เขาอยากได้แค่สี่ซ้าห้าปี เพราะอยู่นานรากงอกแล้วขยับอะไรไม่ค่อยได้ ทั่นอ้างต่างด้าวตาน้ำข้าวเขายังอยู่กัน ๙ ปี

ก็นี่ไง อเมริกานี่แหละ ประชาชนเขาเรียกร้องกันแล้วว่าวาระซุปพรีมคอร์ทมากไป เมื่อปรากฏว่าในเสียงส่วนใหญ่มีตลาการที่นายทรั้มพ์ตั้งเข้าไปเสียแล้ว ๓ คน แถมยังมีพวกเก๋ากึกอยู่มานานอย่างทั่นนี่แหละอีกสามคน ตัดสินออกมาไม่ค่อยเห็นหัวประชาชน

ฟังนะทั่นนครินทร์ ขออนุญาตกราบเรียนนิดเดียว ถ้าทั่นอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่ารีรอให้พ้นตำแหน่งเลย ไหนๆ ทั่นก็อยู่มาเกินวาระนานแล้ว ลาออกซะเถอะ จะได้ไปทำคุณให้แก่ประชาราษฎร์ เผยวิเทโศบายอันสุดเจ๋งในหัวของทั่น ให้ทั้งประเทศได้แซ่ซ้อง

(https://www.facebook.com/thestandardth/posts/6GshJ8N) 

มันไม่แค่สัญญานเตือนแล้วละ แต่มันอยู่ในใจกลางผลร้ายของปัญหา ฝุ่นพิษ พีเอ็ม ๒.๕ * ที่เด็กเล็กในจังหวัดเชียงใหม่ วัย ๔ ขวบ ๖ ขวบ มีอาการเลือดกำเดาไหลกันบ่อยๆ

มันไม่แค่สัญญานเตือนแล้วละ แต่มันอยู่ในใจกลางผลร้ายของปัญหา ที่เด็กเล็กในจังหวัดเชียงใหม่ วัย ๔ ขวบ ๖ ขวบ มีอาการเลือดกำเดาไหลกันบ่อยๆ มาตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ตามรายงานสืบสวนสอบสวนของสำนักข่าว บีบีซีไทย

สองรายที่ขานำเสนอเป็นตัวอย่าง เพียงพอแล้วสำหรับข้อสรุปว่าทางการผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อสุขภาพสาธารณะต้องลงมือแก้ไขทันใด โดยที่การศึกษาและหาทางต้องทำมาแล้วเป็นปี หรืออย่างน้อยๆ ก็ต้องเริ่มเมื่อได้เป็นรัฐบาลครั้งแรก ๔ เดือน

เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่าพวกทั่นเข้าไปเตรียมการเพื่อเป็นรัฐบาลสี่ปี ผลที่ออกมาเห็นๆ กันว่าทั้งการซื้อเสียงและการโกงเลือกตั้งโดย กกต.ไม่ต้องรอศาลตัดสิน ซึ่งรู้ๆ กันอีกเช่นกันว่าศาลไทยเดี๋ยวนี้เป็นเช่นไร ประชาชนมีวิจารณญานพออ่านได้

ที่เชียงใหม่ กำลังอยู่ในฤดูฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ เป็นพิษออกฤทธิ์ ซ้ำด้วยไฟป่า ซึ่ง บก.ลายจุดบอกว่าทีม ส้มสู้ไฟลงพื้นที่กันมาเป็นเดือนแล้ว (พวก I และ E แบกพึงสำเหนียก) เบญจมาศ ใจประการ คุณแม่วัย ๓๕ ปีเล่าอาการของลูกชายวัย ๖ ขวบ

“เลือดกำเดาไหล เขาเป็นตอนหลับ ตื่นเช้าขึ้นมาเราก็ตกใจ แล้วพอทีนี้ส่งเขาไปโรงเรียน ครูก็โทรมาบอกว่าลูกชายเลือดกำเดาไหลอีกแล้ว...เธอบอกด้วยว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกของเธอมีอาการเช่นนี้ เมื่อปีที่แล้วช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 ปกคลุมหนา”

วานนี้ (๓๑ มีนา) “ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 (ศปก.ปกป.ภาค 3) รายงานสถานการณ์ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ พบจุดความร้อน รวม 1,469 จุด โดยมีจำนวนสูงสุดที่ จ.เชียงใหม่ เกิน 300 จุด”

อีกราย ถิรายุทธ์ วงษ์สันติสุข วัย ๔๑ ปี คุณพ่อลูกสามเล่าความต่อบีบีซีไทยเช่นกันว่า “ลูกสาวต้องขาดเรียนไปเกินครึ่งของวันเรียนทั้งหมด เพราะต้องไปพบแพทย์จากอาการโรคภูมิแพ้ที่ถูกกระตุ้น” จากเจ้าฝุ่นจิ๋ว พีเอ็ม ๒.๕ นี่ละ

“เพราะว่าเขาป่วยภูมิแพ้ คือช่วงสองสามปีที่แล้ว ลูกคนโตผมคือเข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น” ด้านเบญจมาสบอกกับบีบีซีไทยว่า ปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองใน จ.เชียงใหม่ ปีนี้รุนแรงกว่าปีที่แล้ว โดยเมื่อวานนี้

ฝุ่นหนามากจนมองแทบจะไม่เห็นถนน...อย่างตอนเช้ามาความจริงมันต้องสว่างใช่ไหมคะ ตอนออกมาจากบ้านลูกก็จะถามว่า คุณแม่ มันยังมืดอยู่เหรอ”

(https://www.bbc.com/thai/articles/c625v43z83go_w33ow)

ดูวิธีแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ แล้วมาฟังความเห็น บรรยง พงษ์พานิช จะเห็นความตื้นลึกต่างกัน

ดูวิธีแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานไทยของ รมว.คมนาคม พิพัฒน์ รัชกิจประการ แล้วมาฟังความเห็น บรรยง พงษ์พานิช ประธาน กก.บห.เกียรตินาคินภัทร จะเห็นความตื้นลึกต่างกันทางวิสัยทัศน์อย่างไร

หลายประเทศทั่วโลกสู้วิกฤตพลังงานที่ทรั้มพ์ก่อด้วยการลดภาษีสรรพสามิต ออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น เวียดนาม ทำคล้ายคลึงกัน (เพจ Reporter Journey ชี้) แต่สำหรับพิพัฒน์เลือกที่จะไม่ลดภาษีสรรพสามิต เนื่องจาก

“กลัวรายได้รัฐบาลและกำไรโรงกลั่นลด แต่จะกู้เงินมาอุดหนุนราคาน้ำมันผลักภาระหนี้สาธารณะให้ประชาชน” เขาให้เหตุผลไว้ในรายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอ ว่าไม่ใช่ “จะโยนบาปให้รัฐบาลรับอย่างเดียว” ส่วนจะเอาภาษีลาภลอยมาอัดโรงกลั่น

“อันนั้นผมคิดว่าเราต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง ทุกสิ่งทุกอย่างยึดกลับมา” แนวทางที่ทำอยู่นี้จะไม่กระทบรายได้เข้าประเทศ “ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการจัดทำงบประมาณ เพราะหากรายได้ลดลง แต่ยังต้องตั้งงบประมาณให้ได้ตามเป้า

รัฐก็จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มอยู่ดี” และ “การที่เรายอมไปกู้มาให้กองทุนเข้าไปอุดหนุน แต่สุดท้ายเมื่อเข้าภาวะปกติ มันก็ค่อย ๆ ดูดเงินจากตลาดกลับมาคืนกองทุน” แต่การดูดเงินจากตลาด นั่นก็คือการผลักภาระจ่ายคืนจากประชาชนผู้บริโภคไง

ด้าน บรรยง พงษ์พานิช กล่าวบนเวที Prachachat Exclusive Forum 2026 : The-Long-Game เมื่อ ๑๘ มีนา พาดพิงถึงนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาด “เจตนาดี แต่เวลาเราไปบิดเบือนกลไก มันก็มักนำไปสู่ปัญหาแทรกซ้อนอย่างที่เราเจออยู่ทุกวันนี้”

ทั้งนี้ทั้งนั้นมันมาจาก ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม อันผูกพันกันอย่างแยกไม่ออก เขาบอกว่า “กลไกสถาบันไทย พิสูจน์แล้วว่ามี ๕ อย่างที่ต้องพัฒนา” ได้แก่

๑.ประชาธิปไตยไม่จริง ๒.ชิงกันโกง คอร์รัปชั่นมากมาย ๓.ทางโล่งทุนใหญ่ ระบบเศรษฐกิจไม่ได้เป็นเสรี หรือเปิดให้มีการแข่งขันอย่างเท่าเทียม ๔.ไม่ใฝ่การเรียน ระบบการศึกษาต้องพัฒนาอย่างมาก ทั้งกระทรวงศึกษาและอุดมศึกษา

และ ๕.หลักนิติธรรม (Rule of Law) คือให้เซียนมาคุมศาล

(https://www.prachachat.net/50-prachachat-business/news-1983440 และ https://www.facebook.com/reporterjourney/posts/WWr4zVjF) 

วันอังคาร, มีนาคม 31, 2569

ไม่ปล่อยให้รอนาน ปฏิบัติการสอยพรรคการเมืองสายก้าวหน้า คราวนี้ ปปช.รับหน้าที่แทน ศาล รธน.ชงส่งศาลอาญา ฟัน ๔๔ สส.ก้าวไกล หัวแถว ๑๐ คนในสภาจะถูกสอยทันที

มาแล้วไง ไม่ปล่อยให้รอนาน ปฏิบัติการสอยพรรคการเมืองสายก้าวหน้า และเรียกหาการเปลี่ยนแปลง ให้การเมืองและอำนาจยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ที่ผ่านมาผู้ทำหน้าที่เชือดเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ยุคนี้ใช้ ปปช. ด้วยข้อหา “ละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง”

มติที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ ออกมาแล้ววันนี้ (๓๑ มีนา) เคาะเห็นชอบคำร้องยื่นศาลฎีกา คดีอดีต ๔๔ สส.พรรคก้าวไกล เสนอแก้ กม.อาญา มาตรา ๑๑๒ ซึ่งในจำนวนนั้นจะมี สส.หัวแถวที่เปลี่ยนมาเป็นพรรคประชาชน ยังอยู่ในสภา ๑๐ คน

ถ้าศาลอาญาเด้งรับคำร้องปั๊บ ก็ขยับออกคำสั่งให้ สส.สิบคนนั้น หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที ตั้งแต่ เท้ง ณัฐพงษ์ ไหม ศิริกัญญา โรม รังสิมันต์ หมอวาโย ถึง ปกรณ์วุฒิ ณัฐวุฒิ สุรเชษฐ์ ณัฐชา ธีรัจชัย และเท่าพิภพ ล้วนแต่เป็นหัวหอกอภิปรายตรวจสอบเข้มข้นทั้งนั้น

จึงเท่ากับ แม้จะไม่ถึงกับยุบพรรคและตัดสิทธิการเมืองกันไปตลอดชีวิต แต่ “นั่นหมายถึงการ freeze บทบาทนำของฝ่ายค้านในสภาอย่างเบ็ดเสร็จในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด” Pavin Chachavalpongpun นักวิชาการ dissident คนดังคาดหมาย

“นี่คือภาพสะท้อนว่า กติกาที่ไม่ได้ยึดโยงกับเจตจำนงของประชาชนในการเลือกตั้ง แต่ยึดโยงกับอำนาจขององค์กรอิสระ กำลังทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดทิศทางอนาคตของการเมืองไทยแทนคูหาเลือกตั้ง” ไปแล้วอย่างหน้าด้านๆ

ผลลัพท์น่ะหรือ หลายคนพูดว่าจะทำให้ สส.พรรค ปชน.ที่รอดปากเหยี่ยวปากกายังเหลืออยู่ ไปรวมตัวกันที่พรรคใหม่ ได้รับการสนับสนุนของประชาชนเข้มแข็งกว่าเดิม เมล็ดพืชพันธุ์ส้มได้ปักลงไปในปฐพีแล้ว ที่ กทม.

จากการเลือกตั้งครั้งที่เพิ่งผ่านไป พรรคประชาชนได้รับเลือกทั้งหมด ๓๓ เขตของกรุงเทพมหานคร เพจ ประชาชน ไทยแลนด์ถึงกับบอกว่าเลือกตั้งครั้งหน้า พรรค ปชน.จะแลนด์สไล้ด์ทั่วไทย ได้ สส.ถึง ๒๘๐ ที่นั่งในสภา ๔๐๐ ที่นั่ง

(https://www.facebook.com/permalink.php=100076259755972,  https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/s4L1xNFLb และ https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/CcoYXgSAV)

จ่อแต่งตั้ง ณัฏฐา มหัทธนา เป็นโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ไม่แน่ใจว่าเธอมีความสามารถที่ซ่อนเร้น ในด้านกิจการต่างประเทศหรือเปล่า

เสียงวิจารณ์คละเคล้ากันไปพอสมควรกับการที่รัฐบาลอนุทิน จ่อแต่งตั้ง ณัฏฐา มหัทธนา เป็นโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) นั้นน่าจะด้วยวิธีคิดแบบเดียวกับการใช้โมเดลแต่งตั้ง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เข้าไปเป็นรัฐมนตรี

ความผิดแผกอยู่ที่การแต่งตั้งศุภจีเป็นการเลือกคนได้เหมาะกับงาน (พาณิชย์) แต่การแต่งตั้ง โบว์ ไม่แน่ใจว่าเธอมีความสามารถที่ซ่อนเร้นไว้นานปี ในด้านกิจการต่างประเทศ และความสัมพันธ์/การเมืองระหว่างประเทศหรือเปล่า

ถ้าจะตั้งกันจริงๆ คงต้องขุดเอาหลักฐานทางภูมิปัญญาด้านเหล่านั้นของเธอ มาแปะไว้บนหน้าผากเวลาประกาศแต่งตั้ง credential ในการเป็นครูสอนภาษาอังกฤษใช้ได้สำหรับการอ่านและแปลเอกสาร เกี่ยวกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง เท่านั้นไม่พอ

มิใยที่ สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย แสดงความเห็นส่วนตัวว่า “คุณโบว์แกก็มีจุดยืน ถ้าคิดว่าแกทำงานให้น้ำเงิน ผมก็ยังเห็นว่าเป็นคนทำงานที่น่าเคารพ กล้าวิจารณ์ฝั่งตนเองอย่างตรงไปตรงมา” นั่นมาจากที่โบว์เคยมีบทบาททางการเมืองเมื่อปี ๒๕๖๒ หลายปีมาแล้ว

เช่นเดียวกับที่เคยเป็นฝ่ายก้าวหน้า สมาทานประชาธิปไตยแบบที่ผู้สนับสนุนพรรคการเมืองสีน้ำเงินเดี๋ยวนี้เกลียดชัง ทุกอย่างอาจเปลี่ยนไปหมดแล้วก็ได้ คนแบบนี้คงมีอยู่ในทุกฝ่ายแน่ๆ แต่จะเอามาใช้งานอะไรก็ได้ ไม่ใช่น่ะ

ข้อวิพากษ์ว่ารัฐบาลอนุทินปฏิบัติการตาม ระบบอุปถัมภ์จึงมีความถูกต้อง คำถามจาก ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ว่าโบว์ “เข้าใจในบริบทการเมืองและการทูตระหว่างประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง” มากน้อยแค่ไหน รัฐบาลอนุทินต้องตอบให้ได้

เพียงการ “ยกระดับการสื่อสารด้วยการจัดตั้งศูนย์รวมข้อมูลเกี่ยวกับพลังงาน และสถานการณ์ตะวันออกกลางไว้ในจุดเดียว” ด้วยการเปิดเฟชบุ๊คเรื่องนี้โดยจำเพาะ ย่อมทำได้อยู่แล้วในหน่วยงานราชการ ไม่จำเป็นต้องเอาหน้าขาวๆ มาเป็นปก

(https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/eKdVm4g, https://www.thereporters.co/tw-politics/3003261739-2/ และ https://www.facebook.com/bus.tewarit/posts/7j5N38tk)

ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนเก่าแก่ แถลงแก้ผ้าเอาหน้ารอด “ต้องเลือกข้าง” ระหว่างผิดกับถูก โทษสังคม “วุฒิภาวะยังสูงไม่พอ”

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่จริงๆ หมดวาระไปนานแล้ว แต่ยังต้องนั่งแช่อยู่ไม่มีกำหนดลุก เพราะบ้านนี้เมืองนี้หาคนมาทำแทนไม่ได้ ซ้ำที่พวก สว.สีน้ำเงินจอมฮั้วส่งเข้ามาฝังไว้ใหม่ๆ ก็เป็นผู้ชำนาญงานเฉพาะด้าน เช่นอธิบดีกรมทางหลวงเสียนี่

ก็เลยต้องให้คนเก่าคนแก่ออกมาพบสื่อมวลชน แถลงแก้ผ้าเอาหน้ารอดเสียบ้าง คราวนี้เลือกไปที่รีสอร์ทหรูจังหวัดกระบี่โน่น ลมเย็นชิลๆ ยอมรับละว่า ภาพลักษณ์ ในสายตาประชาชนทั่วไปเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยจะจอย นักแล้ว แต่ทำไงได้ พวกเรา ๙ คน ล้วนเป็นตลาการทั้งนั้น

แต่ละคนใช้ดุลพินิจของตนอย่างเป็นอิสระ “ถือว่ามีวุฒิภาวะพอ” แม้คำวินิจฉัยที่ออกมาไม่น้อยครั้ง “ท้าทายกับมุมมองนักวิชาการ (และ) กระแสสังคม” แต่มันก็ต้องออกมาได้ทางใดทางหนึ่ง “สุดท้ายก็ต้องเลือกข้าง” อ่า “ระหว่างข้างผิดกับข้างถูก” ไง

นั่นเป้นคำตอบที่ไม่สอดสร้อยกับคำถามที่ว่า “ศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นเครื่องมือหนึ่งในการใช้ระบบนิติรัฐทำร้ายฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ และภาพลักษณ์ในความเป็นกลางจำเป็นต้องกู้คืนหรือไม่” เท่าไรนัก Pavin Chachavalpongpun ถึงได้บอกว่า

มัน “สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างความชอบธรรมให้กับองค์กร ในสภาวะที่เผชิญกับวิกฤตศรัทธาอย่างรุนแรง” หนำซ้ำยังไม่รู้สึก สุมไฟเข้าไปอีก เมื่อหันไปตำหนิสังคมว่า “วุฒิภาวะยังสูงไม่พอ” ซึ่งทั่นหมายถึง “กติกาของการเข้าสู่อำนาจ (และ) การลงจากอำนาจ” น่ะ

อันนี้ ปวินวิจารณ์ในสถานะ “ดิชั้นก็ ‘ศาสตราจารย์’ เหมือนกันค่ะ” ว่า ตลก. รธน.เค้าทำตัวเป็น ผู้เล่นทางการเมืองรายหนึ่ง “ที่มีอำนาจชี้ขาดเหนือสถาบันที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเบ็ดเสร็จ โดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลที่เหมาะสม”

ดังนั้น “ต้องเริ่มจากการตรวจสอบ ‘วุฒิภาวะทางนิติธรรม’ ของตัวสถาบันตุลาการเอง ว่าได้ทำหน้าที่ปกป้องเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือกำลังปกป้องสถานภาพทางอำนาจของกลุ่มการเมืองบางกลุ่มกันแน่”

(https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/FfcZrZiB และ https://www.thairath.co.th/news/politic/2923532) 

รัฐมนตรี ‘บ้านใหญ่’ สุชาติ ชมกลิ่น ณ เมืองชลฯ ‘ฟ้องปิดปาก’ สอง บก.The Isaan Record เรียก ๕๐ ล้าน และ ๑๐๐ ล้าน คดีเก่า ‘ค้ามนุษย์’ คนงานเก็บผลไม้แบรี่ส์

รัฐมนตรี บ้านใหญ่ ในรัฐบาลอนุทินคนหนึ่งซึ่งฉ่ำไปด้วยพฤติกรรม ฟ้องปิดปาก เพื่อปกปิดการทุจริต และความชั่วร้ายเบื้องหลังของตน ไม่ให้ฉาวโฉ่ต่อสาธารณะ คงเอ่ยชื่อได้ไม่กระดากปากว่าคือ สุชาติ ชมกลิ่น ณ เมืองชลฯ

เมื่อวันก่อน โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการของสำนักข่าว The Isaan Record เปิดเผยว่าเขาได้รับหมายศาลคำฟ้องเรียกค่าเสียหาย ๑๐๐ ล้านบาทจากอดีต รมว.แรงงาน ปัจจุบันว่าการคมนาคม ซึ่งเป็นข่าวน่าฉงนเพราะก่อนหน้านั้นก็มีข่าวฟ้อง สนข.เดียวกัน

ข่าวนั้นเป็นการฟ้องต่อบรรณาธิการบริหาร หทัยรัตน์ พหลทัพ จากการรายงานเรื่องการเรียกสินบน ฉ้อโกง และทำการ ค้ามนุษย์ คนงานเก็บผลไม้แบรี่ส์ในฟินแลนด์ โดยมีหน่วยงานของฟินแลนด์ยืนยันว่า มีรัฐมนตรีไทยสองคนเป็นตัวการ

ครั้งนั้นคำฟ้องของสุชาติซึ่งเรียกค่าเสียหาย ๕๐ ล้านบาท อ้างว่า “เนื้อหาในโพสต์ของหทัยรัตน์ทำให้คนทั่วไปอ่านแล้วสามารถเข้าใจได้ว่า นักการเมืองไทยที่ว่านั้นหมายถึงตนได้กระทำการรับสินบนและค้ามนุษย์” ในวงเงินทั้งสิ้น ๓๖ ล้านบาท

แต่ทางฝ่ายอิสานเร็คคอร์ดชี้แจงว่า “เห็นได้ชัดว่านี่เป็นอีกครั้งที่การฟ้องปิดปากถูกนำมาใช้” แต่หลังจากนั้น เมื่อ ๒๒ มีนา “สุชาติออกมาเปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ทนายความถ้อนฟ้องหทัยรัตน์แล้ว” แล้วอีก ๓ วันต่อมา ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายของสุชาติก็ยืนยันเช่นนั้น

พร้อมย้ำว่า “จะให้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวหากทำซ้ำอีกก็จะดำเนินคดีอาญาให้เด็ดขาด” หากแต่ “กรณีนี้เกิดขึ้นมาแล้วกว่า ๒ ปี และยังอยู่ในกระบวนการของ ป.ป.ช. เมื่อฝ่ายกฎหมายตรวจสอบคำชี้แจงของสื่อแล้ว เห็นว่าเป็นการเสนอข่าวตามขั้นตอนขององค์กรอิสระ จึงให้ถอนฟ้อง”

แต่ไฉนกลับมีหมายศาลไปถึงโกวิทอีกราย อีกทั้งเมื่อสำนักข่าวประชาไทเขียนรายงานสรุปเรื่องราวเมื่อ ๓๐ มีนา หทัยรัตน์แจ้งว่า ยังไม่ได้รับแจ้งจากศาล หรือมีเอกสารการถอนฟ้องไปถึงเธอแต่อย่างไร ทำให้เห็นอัตตวิสัยทางการเมืองไทยอย่างหนึ่ง

ที่มักใช้แท้คติค SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ฟ้องปิดปาก หากมีการตอบโต้ก็จะออกมาแถลงโป้ปดเพื่อเอาตัวรอดไปเป็นครั้งคราว หากผู้เสียหายนิ่งเฉย มีน้ำอดน้ำทน คดีก็จะดำเนินต่อไปจนเป็นผลร้ายแก่ผู้ถูกตบจนได้

เช่นนี้จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่ เมื่อ ๒๕ มีนา “หทัยรัตน์เดินทางไปที่รัฐสภายื่นข้อเรียกร้องต่อ สส.และ สว. ที่นอกจากจะมีเรื่องขอให้ตรวจสอบการเรียกรับสินบนแล้ว ยังเรียกร้องให้ความสำคัญในการปกป้องสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน” ด้วย

(https://www.facebook.com/Prachatai/posts/c4oCdVQf5B3)