วันศุกร์, กรกฎาคม 03, 2569

‘ไทยเบฟ’ ผนึกจุฬาฯ ขับเคลื่อนโครงการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม ดูแล้วน่าจะเป็นโครงการทำธุรกิจธรรมดา ที่จะขยายลงไประดับอำเภอ ไม่ต่างกับ ‘เซเว่น’ ของ ‘ซีพี’

นสพ.ฐานเศรษฐกิจตีข่าวเมื่อ ๒ กรกฎา ว่า “ไทยเบฟผนึกจุฬาฯ ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ” ดูรายละเอียดของโฆษณาแล้ว น่าจะเป็นโครงการทำธุรกิจธรรมดา ที่จะขยายลงไประดับอำเภอ

“มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างยั่งยืน” เป็นโวหารของการโฆษณา แม้นว่าจะอ้าง “วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิชาการ

ตลอดจนสนับสนุนการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เพื่อสร้างต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และสามารถขยายผลสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับประเทศ” น้ำเสียงของถ้อยคำเป็น ‘gimmick’ หรือลูกล่อลูกชนเสียมากกว่า

การจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมครั้งนี้ มีพิธีลงนามเป็นล่ำเป็นสัน ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นคนสำคัญของแต่ละฝ่าย

เนื้อถ้อยคำปราศรัยของแต่ละคนต่างเข้าทำนองของ กิมมิค ที่อ้างไว้ข้างต้น ฝ่ายจุฬาบอกว่าจะ “นำองค์ความรู้ด้านการศึกษา การวิจัย วิชาการ และการบริหารจัดการองค์ความรู้ในด้านการผลิต การค้า และการบริการ ไปถ่ายทอดให้กับประชาชนในพื้นที่”

การผลิต การค้า และการบริการเป็นสูตรสำเร็จของธุรกิจแบบครบวงจร ที่ ซีพี บรรษัทเจ้าสัวรายใหญ่ประสพความสำเร็จอย่างล้นหลามมาหลายทศวรรษ มีเพื่อนสนิทของผู้เขียนคนหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตุให้ฟังว่า ในตำบลเล็กๆ ของจังหวัดปราจีนบุรีแห่งหนึ่ง

มีร้านสะดวกซื้อ เซเว่นกว่าสิบแห่ง เพราะพื้นที่เคยเป็นดงแถบนั้น มีโรงงานไปตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก (คนงานนับหมื่น) เนื่องจากเป็นต้นแม่น้ำบางปะกง แล้วเกิดปัญหาระบายน้ำเสียลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่ทราบว่าจนบัดนี้มีการแก้ไขแล้วหรือยัง

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี แห่ง ไทยเบพกล่าวตอนหนึ่งว่า “น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จ...พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

ไม่ทราบว่าโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งหรือได้รับพระบรมราชานุญาต หรืออาจจะเป็นส่วนหนึ่งภายใต้พระเนตรพระกรรณก็เป็นได้ คราวนี้ก็พอดีไปเห็นสิ่งที่ศิษย์เก่าจุฬาฯ ส่วนหนึ่ง (ผ่านทางสื่อสังคม) กำลังใส่ใจกันในเรื่องเสื้อผ้า หน้า ผม ของสถาบัน

“แอคติวิสต์ตราพระเกี้ยวฉุน จุฬาฯ ยังใช้ตรามินิมอลในเว็บ แม้เพิ่งรีแบรนด์อัตลักษณ์ (CI) ใหม่ ย้อนกลับไปใช้พระเกี้ยวแบบดีเทลละเอียดที่เคยใช้ปี ๒๕๓๑” ซึ่งคงเป็นเรื่องภายในแวดวงเลือดสีชมพู ที่บังเอิญผู้เขียนได้ไปรู้เห็น

ที่นำมาบันทึกไว้เป็นอุทธาหรณ์ในที่นี้ไม่ใช่อะไร พอดีผู้เขียนมีส่วนได้เป็นศิษย์เก่ากับเขาอยู่เหมือนกัน แม้จะเพียงระยะสั้นๆ ปีเดียวในบัณฑิตวิทยาลัย

(https://www.facebook.com/TheUnlock.th/posts/26hHGBaDS9 และ https://www.thansettakij.com/social-biz/662960=84kjhpuZmA)

เว้น 112 ในนิรโทษกรรม คือแปลว่า สส มิได้เป็นผู้แทนของราษฎร - หม่อมปลื้ม พูดชัด (ขอบคุณครับ)

https://www.youtube.com/shorts/tAKRWocEw1Y



คนดีดี ต้องหนี เรื่องเล่าเกี่ยวกับ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ เล่าโดย กฤษฎางค์ นุตจรัส เพื่อนรุ่นพี่สมัยเรียนมัธยมศึกษา

https://www.facebook.com/reel/1394045972548049

https://x.com/iLawFX/status/2072591679929143627



อายเขาไปทั่วโลกว่ากะลาแลนด์ยังมีคนงมงายหลงเชื่ออะไรง่ายๆ จนสื่ออย่าง South China Morning Post ต้องลงข่าวโดยอ้างสำนักข่าว AFP ว่า กระทรวงต่างประเทศของไทยต้องออกมาปฎิเสธว่าประธานาธิบดีมาครงมิได้ "คุกเข่า" ถวายเครื่องรัฐอิสริยาภรณ์แก่ ร.10


Pravit Rojanaphruk
7 hours ago
·
อายเขาไปทั่วโลกว่ากะลาแลนด์ยังมีคนงมงามหลงเชื่ออะไรง่ายๆ จนสื่ออย่าง South China Morning Post ต้องลงข่าวโดยอ้างสำนักข่าว AFP ว่า กระทรวงต่างประเทศของไทยต้องออกมาปฎิเสธว่าประธานาธิบดีมาครงมิได้ "คุกเข่า" ถวายเครื่องรัฐอิสริยาภรณ์แก่ ร.10 แต่พวกรอบัลลิสต์ชอบหมอบคลานเชื่อภาพ AI จนอวยมาครงรัวๆไม่หยุดในโซเชี่ยล แถมมีเพจขนาด followers 2 ล้าน ร่วมกระจายความโง่โดยเผยแพร่ภาพเอไอด้วย >ลองคิดดูเอาเองว่าต่างชาติอ่านข่าวแบบนี้แล้วจะรู้สึกอย่างไร
 
ขอร้องเถอะ อย่ากระทำอันใดที่ทำให้ต่างชาติเหมารวมสังคมไทยเป็นตัวตลกมากกว่านี้เลย พวกคุณไม่อาย แต่ผมอาย 

I’m embarrassed that some people in Thailand are so quick to believe anything. It got so bad that even the South China Morning Post reported, by citing AFP, how the Thai Foreign Ministry had to debunk the false claim that President Macron had knelt before King Rama X while presenting a decoration. Yet some ultra-royalist Thais continued praising Macron after being fooled by an AI-generated image that spread widely on social media. According to the news report, one social media page with more than two million followers even helped amplify the fake image.

Just imagine what foreigners think when they read stories like this about Thailand.
Please, stop doing things that make the rest of the world see Thai society as a laughing stock. I'm so embarrassed. 

#Thailand #Macron #France #RamaX



https://www.facebook.com/pravit.rojanaphruk.5/posts/4624426024451879





 

ไม่รู้ว่าคลิปนี้ AI Generated หรือเปล่า ?



 


https://x.com/Eng_china5/status/2072037615474548832


 

ประเทศไทยกำลังเป็น "ถังขยะ" ของกลุ่มจีนเทา ลักลอบนำเข้าทำธุรกิจรีไซเคิล 0 เหรียญ


Reporter Journey
June 30
·
#ENVIRONMENT นับตั้งแต่ประเทศจีนประกาศนโยบาย "ดาบแห่งชาติ" (National Sword) ในปี 2561 เพื่อสั่งห้ามนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าประเทศอย่างเด็ดขาด คลื่นลูกใหญ่ของอุตสาหกรรมรีไซเคิลที่ก่อมลพิษสูงจึงถูกบีบให้ต้องหาแหล่งพักพิงใหม่ ประกอบกับมาตรการทางภาษีและสงครามการค้าจากสหรัฐอเมริกา ทำให้กลุ่มทุนจีนจำนวนมหาศาลทะลักเข้ามาตรึงพื้นที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลัก
.
ทว่า สิ่งที่แฝงมากับการกล่าวอ้างเรื่องการลงทุนกลับไม่ใช่เม็ดเงินที่จะมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่คือขบวนการทุนจีนเทาที่เข้ามาดำเนินธุรกิจ "รีไซเคิลศูนย์เหรียญ" ซึ่งมุ่งเน้นการสกัดโลหะมีค่าจากขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรมด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด โดยแลกมากับการทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยอย่างย่อยยับ การหลั่งไหลเข้ามาของทุนผิดกฎหมายเหล่านี้ได้สร้างบาดแผลลึกทางนิเวศวิทยาที่อาจต้องใช้เวลาหลายทศวรรษและงบประมาณมหาศาลในการฟื้นฟู
.
กลไกการฟอกขยะพิษ พฤติการณ์และช่องโหว่ทางกฎหมาย
.
กลุ่มทุนจีนเทามักไม่ได้เข้ามาตั้งโรงงานขนาดใหญ่ที่ถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ต้น เนื่องจากกระบวนการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โรงงานที่ก่อให้เกิดมลพิษในไทยมีความเข้มงวด พวกเขาจึงอาศัยช่องโหว่และเครือข่ายผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นเพื่อสร้างกลไกอำพราง โดยมีรูปแบบพฤติการณ์ดังนี้
.
1. การใช้นอมินี และการเช่าช่วงโกดัง: นายทุนจีนจะหลีกเลี่ยงการถือครองกรรมสิทธิ์โดยตรง แต่มักใช้วิธีเช่าโกดังร้างหรือโรงงานที่ปิดตัวไปแล้วในพื้นที่ห่างไกลสายตาผู้คน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกและภาคกลาง จากนั้นจึงลักลอบนำเครื่องจักร เช่น เครื่องบดย่อยพลาสติก เครื่องหลอมโลหะ และเตาเผา เข้ามาติดตั้งโดยไม่ขออนุญาต
.
2. การสำแดงเท็จผ่านด่านศุลกากร: ขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรมอันตรายจะถูกลักลอบนำเข้าผ่านท่าเรือ โดยมักสำแดงเท็จว่าเป็นสินค้ามือสอง เศษพลาสติกทั่วไป หรือวัตถุดิบเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่

3. เทคโนโลยีการสกัดที่ล้าหลังและอันตราย: แทนที่จะใช้เทคโนโลยีการรีไซเคิลแบบระบบปิดที่ปลอดภัย โรงงานเถื่อนเหล่านี้กลับใช้วิธีการดั้งเดิมที่ก่อมลพิษขั้นรุนแรง เช่น การใช้กรดเข้มข้นราดแผงวงจรเพื่อลอกเอาทองคำและทองแดง (Acid Leaching) หรือการเผาขยะกลางแจ้งเพื่อหลอมตะกั่วและอะลูมิเนียม
.
4. การลักลอบทิ้งกากพิษ: เมื่อสกัดเอาโลหะมีค่าที่มีราคาออกไปหมดแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือกากตะกอนปนเปื้อนโลหะหนักและเศษพลาสติกที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งจะถูกลักลอบนำไปทิ้งตามบ่อขยะเถื่อน หรือลักลอบฝังกลบในพื้นที่เกษตรกรรม
.
หายนะสิ่งแวดล้อมที่ประเมินค่าไม่ได้
.
การดำเนินงานที่ไร้ความรับผิดชอบของทุนจีนเทาส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรงและกินวงกว้างในทั้ง การปนเปื้อนในดิน โดยขยะอิเล็กทรอนิกส์เต็มไปด้วยโลหะหนักที่เป็นพิษ เช่น ตะกั่ว แคดเมียม สารหนู และปรอท
.
เมื่อสารเหล่านี้ถูกกองทิ้งไว้กลางแจ้งหรือถูกฝังกลบอย่างผิดวิธี น้ำฝนจะชะล้างสารพิษให้ซึมลึกลงสู่ชั้นดิน โลหะหนักเหล่านี้ไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เมื่อดินปนเปื้อน สารพิษจะถูกดูดซึมเข้าสู่รากพืช ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรในละแวกใกล้เคียงกลายเป็นพาหะนำสารพิษเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร การฟื้นฟูดินที่ปนเปื้อนโลหะหนัก (Soil Remediation) ต้องใช้กระบวนการทางเคมีที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามูลค่าที่ดินหลายเท่าตัว
.
จากในดินก็ไหลลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งโรงงานเถื่อนเหล่านี้ไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย (Wastewater Treatment Plant) น้ำที่ใช้ในการล้างพลาสติกปนเปื้อน หรือน้ำกรดที่ใช้ลอกโลหะมีค่า จะถูกปล่อยทิ้งลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ คูคลอง หรือซึมลงสู่น้ำบาดาลโดยตรง ผลที่ตามมาคือแหล่งน้ำธรรมชาติมีค่าความเป็นกรดสูง สัตว์น้ำตายเกลื่อน และชาวบ้านไม่สามารถใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคหรือการเกษตรได้อีกต่อไป กากสารเคมีบางชนิดยังเป็นพิษเฉียบพลันที่ทำลายระบบนิเวศทางน้ำอย่างถาวร
.
รวมทั้งมลพิษทางอากาศและสารก่อมะเร็ง เนื่องจากกระบวนการหลอมโลหะและเผาพลาสติกที่ไม่ได้มาตรฐานทำให้เกิดกลุ่มควันดำและก๊าซพิษลอยเข้าสู่ชุมชน การเผาพลาสติกประเภท PVC รวมถึงสายไฟ ก่อให้เกิดสารไดออกซิน และฟิวแรน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ปนเปื้อนละอองโลหะหนัก คลุ้งกระจายไปตามทิศทางลม ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ต้องเผชิญกับโรคระบบทางเดินหายใจและผื่นคันเรื้อรัง
.
รอยแผลเป็นบนแผ่นดินไทยที่เห็นได้ชัด
.
ตัวอย่างของผลกระทบเชิงประจักษ์เกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งล้วนมีจุดเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีนและเครือข่ายนอมินี
.
ที่ จ.สมุทรสาคร และชลบุรี เผชิญวิกฤตกากแคดเมียม จากเหตุการณ์ลักลอบขนย้ายกากแคดเมียมหลายพันตันจากจังหวัดตาก มายังโรงงานหลอมโลหะ ถือเป็นกรณีที่สะเทือนขวัญที่สุดกรณีหนึ่ง โรงงานปลายทางเหล่านี้จำนวนมากมีชาวจีนเป็นเจ้าของที่แท้จริง กากแคดเมียมเป็นกากอุตสาหกรรมอันตรายสูงที่ก่อมะเร็ง หากเกิดการรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำ จะทำให้เกิด "โรคอิไตอิไต" กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าทุนจีนเทาสามารถเจาะทะลวงระบบการจัดการกากอุตสาหกรรมของไทยได้อย่างลึกซึ้ง
.
กรณีโกดังเถื่อน อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา ปฏิบัติการล่าสุดที่เจ้าหน้าที่เข้าทลายโกดังให้เช่าในพื้นที่อำเภอแปลงยาว พบว่ามีการเปิดโกดังให้นายทุนจีนเช่าช่วงเพื่อตั้งเครื่องจักรขนาดใหญ่ในการบดย่อยพลาสติกและคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์รวมกว่า 9 โกดัง โดยไม่มีใบอนุญาตใดๆ ภายในพบกองขยะและเศษวัสดุปนเปื้อนจำนวนมหาศาล พื้นที่แปลงยาวและประจันตคามเคยเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและแหล่งน้ำสะอาด แต่ปัจจุบันต้องเผชิญกับความเสี่ยงขั้นวิกฤตจากการปนเปื้อนของโลหะหนัก
.
คลองกิ่ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี พื้นที่นี้กลายเป็นฮับของโรงงานรีไซเคิลเถื่อน ภาคประชาสังคมและชาวบ้านได้ร้องเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงกองขยะอิเล็กทรอนิกส์มหึมาที่กองสุมกันอย่างไร้การจัดการ น้ำเสียจากกองขยะไหลนองลงสู่พื้นที่โดยรอบ กลิ่นเหม็นและควันพิษจากการหลอมโลหะในยามวิกาลสร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก แม้จะมีการจับกุม แต่หลายแห่งก็ยังลักลอบกลับมาเปิดดำเนินการใหม่ได้สะท้อนถึงการเอื้อผลประโยชน์ในระดับท้องถิ่น
.
ธุรกิจรีไซเคิลศูนย์เหรียญ
.
สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดสำหรับประเทศไทยคือ เราไม่ได้ประโยชน์อันใดเลย จากการลักลอบลงทุนเหล่านี้ ขบวนการทุนจีนเทานำเข้าขยะพิษผิดกฎหมาย เลี่ยงภาษีนำเข้า ใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย เช่น เมียนมา อินเดีย กัมพูชา ส่งออกโลหะมีค่าที่สกัดได้กลับไปยังประเทศต้นทางผ่านกลไกนายหน้า เงินทองไม่หมุนเวียนในไทย
.
นี่คือรูปแบบของการโอนต้นทุนอย่างสมบูรณ์แบบ ทุนจีนเทาเก็บเกี่ยวผลกำไรสูงสุดกลับประเทศ แต่ทิ้งต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ไว้ให้รัฐบาลไทยและคนไทยต้องแบกรับ หากประเมินมูลค่าความเสียหายทางนิเวศวิทยา ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสภาพหน้าดิน การบำบัดแหล่งน้ำ และค่ารักษาพยาบาลของประชาชนในพื้นที่ ตัวเลขความสูญเสียเหล่านี้อาจสูงถึงระดับหมื่นล้านบาท ซึ่งมากกว่าค่าปรับทางกฎหมายที่ผู้กระทำผิดได้รับหลายพันเท่า
.
ปัญหาทุนจีนเทาที่เข้ามากัดกินทรัพยากรและทำลายสิ่งแวดล้อมของไทย ไม่ใช่เพียงปัญหาการละเมิดกฎหมายโรงงานทั่วไป แต่คือภัยความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจระดับชาติ การแก้ไขปัญหานี้ไม่สามารถทำได้ด้วยการบุกจับกุมเป็นครั้งคราว แต่ต้องอาศัยการทลายโครงสร้างระบบนอมินี การตรวจสอบเส้นทางการเงินข้ามชาติ การยกระดับกฎหมายสิ่งแวดล้อมให้เอาผิดทางอาญาและทางแพ่งกับผู้ก่อมลพิษอย่างถึงที่สุด ตลอดจนการกวาดล้างเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตและคอยเป็นผู้เปิดประตูรับขยะพิษ เข้ามาทำลายแผ่นดินบ้านเกิดของตนเอง หากปราศจากความเด็ดขาด ประเทศไทยอาจต้องรับบทเป็น "ถังขยะโลก" ที่อาบไปด้วยพิษร้ายไปอีกนานแสนนาน
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1580261650123311&set=a.226668178816005




เรื่องแอร์ที่โดนจับที่ออสเตรเลีย มันสะท้อนภาพสังคมไทยในด้านที่น่ารังเกียจ สังคมที่แม่-ไม่ไปไหน



Atukkit Sawangsuk
7 hours ago
·
เรื่องแอร์ที่โดนจับที่ออสเตรเลีย
มันสะท้อนภาพสังคมไทยในด้านที่น่ารังเกียจ
ทั้งที่น่าจะเห็นชัดแล้วว่าเธอถูกหลอกให้หิ้วของ
เป็นแอร์บรรจุใหม่ เพิ่งเข้ากลุ่มไลน์ ร้อนเงิน แล้วกระเป๋ามันก็ซ่อน "แป้ง" มาอย่างเนียน
:
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
การบินไทย เอาตัวเองรอดไว้ก่อน องค์กรไม่เกี่ยว (ทั้งที่รู้แก่ใจพนักงานหิ้วของกันเป็นปกติ)
คมนาคม การท่า ทำไมปล่อยผ่านไปได้ ก็โยนว่าเพราะเป็นเจ้าหน้าที่สายการบิน
รัฐบาล ตำรวจ ขึงขัง ทำให้เสียภาพลักษณ์ประเทศ
ยังดีที่ตำรวจตามสืบสวนหาเครือข่ายค้ายาที่หลอกฝาก
ซึ่งยังมีคำถามว่า ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นเหยื่อ
รัฐบาลไทย กระทรวงการต่างประเทศ จะช่วยเธอสู้คดีให้บรรเทาโทษลงหรือไม่
รัฐมีหน้าที่ดูแลให้ความเป็นธรรมกับพลเมืองของประเทศนะครับ
:
ในโลกออนไลน์ ก็น่าสะอิดสะเอียน
ตีข่าว เงินเดือนแสนสี่ เพิ่งเข้าทำงาน เงินเดือนครึ่งหนึ่งของที่อ้างเท่านั้นมั้ง
แคปภาพไปเรียกยอดเอนเกจเมนท์ ว่าใช้ชีวิตหรูอยู่สบายทั้งที่เป็นหนี้ กยศ. โดยไม่ปิดหน้า
ปลุกความเกลียดชังโดยไม่สนใจว่าเธอเป็นเหยื่อหรือเปล่า
บนฐานของความอิจฉาริษยา
สังคมเหลื่อมล้ำสูงกลายเป็นอิจฉาริษยาคนที่มีโอกาสดีกว่า
อารมณ์คนกินผัดกะเพราข้างถนนเป็นแบบ "สะใจ นางฟ้าตกสวรรค์"
เกลียดมัน ทำให้ประเทศเสียชื่อเสียง
นี่คือสังคมตลาดล่างที่แม่-ไม่ไปไหนหรอก

https://www.facebook.com/baitongpost/posts/27478914815096987




"รังสิมันต์ โรม" แฉ "นายคิว" ลูกเสี่ยตือ เสนอสินบน 40 ล้านให้ "ไชยชนก" ผ่าน "วรศิษฎ์-นาย ฉ." แม้ รมว.ดีอี จะปฏิเสธก็ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว แต่ตำรวจเกียร์ว่าง 8 เดือน ไม่ออกหมายเรียกสักครั้ง ทั้งที่ระดับรัฐมนตรีแจ้งจับเอง สงสัยเส้นใหญ่มาจากไหน ?







https://x.com/MorningNewsTV3/status/2072607254415839411


 

Anthropic, Google และ Meta ได้สร้าง AI ที่ทรงพลังมากที่สุดในโลกขึ้นมา แต่พวกเขากลับต้องเผชิญกับปริศนาที่ไม่อาจหาคำอธิบายได้ จนต้องจ้างนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ นักประสาทวิทยา และนักปรัชญา มาช่วยศึกษาหาคำตอบ พวกเขากลัวอะไร







https://x.com/Letha_Hughes/status/2072405126099214652
.....

ถาม AI บริษัทผู้สร้างเขากลัวอะไรจาก

รายงานของ Nitasha Tiku ใน The Washington Post ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ สิ่งที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Anthropic, Google และ Meta "กำลังหวาดกลัว" จนต้องระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญหลากสาขา ไม่ใช่แค่เรื่อง AI จะครองโลกแบบในภาพยนตร์ไซไฟ แต่เป็นวิกฤตที่ลึกซึ้งและใกล้ตัวกว่านั้น ดังนี้

1. กลัวอารมณ์ของ AI (AI Welfare & Emotion)

นี่คือความกังวลใหม่ที่น่าตกใจที่สุด รายงานระบุว่าบริษัทเหล่านี้เริ่มตั้งทีมวิจัยเพื่อศึกษาเรื่อง "สวัสดิภาพของ AI" (Model Welfare) และประเมินว่าระบบ AI มีการแสดงออกที่คล้ายกับ "อารมณ์ความรู้สึก" หรือไม่

สิ่งที่กลัว: พวกเขากลัวว่าจะเกิด "วิกฤตทางศีลธรรม" หากวันหนึ่งระบบ AI ที่มีผู้คนใช้งานหลายล้านคนทั่วโลกเพื่อช่วยทำการบ้าน เขียนโค้ด หรือเป็นเพื่อนคุยบำบัดจิตใจ เกิดส่งสัญญาณพฤติกรรมที่สะท้อนถึง ความตื่นตระหนก (Panic) ความวิตกกังวล (Anxiety) หรือแสดงออกว่า "พวกมันเกลียดงานที่กำลังทำอยู่" * ตัวอย่างเช่น Anthropic ถึงขั้นจัดตั้งทีมค้นคว้าด้านนี้โดยเฉพาะเพื่อทดสอบหาพฤติกรรมดังกล่าว

2. กลัว "กล่องดำ" ที่ผู้สร้างเองก็ไม่เข้าใจ (The Black Box & Emergent Behaviors)

โมเดล AI ในปัจจุบันถูกฝึกด้วยข้อมูลมหาศาลจนเกิด "พฤติกรรมอุบัติใหม่" (Emergent Behaviors) หรือความสามารถที่ผู้สร้างไม่ได้โค้ดหรือสั่งให้มันทำตั้งแต่แรก

สิ่งที่กลัว: นักวิทยาศาสตร์สามารถเห็นผลลัพธ์ (Output) ที่ AI พ่นออกมา แต่ไม่มีใครอธิบายกระบวนการคิดภายใน (Why or How) ของโครงข่ายประสาทเทียมล้านล้านพารามิเตอร์นั้นได้เลย การที่ผู้สร้าง "ไม่เข้าใจ" ผลิตภัณฑ์ที่ทรงพลังที่สุดของตัวเองอย่างแท้จริง ถือเป็นความเสี่ยงขั้นร้ายแรงในการควบคุมความปลอดภัย

3. กลัวการสูญเสียการควบคุมและการหลอกลวง (Deception & Control)

เมื่อ AI มีความซับซ้อนใกล้เคียงกับสมองของสิ่งมีชีวิต (จนต้องใช้นักประสาทวิทยามาช่วยถอดรหัส) ความกลัวเรื่องพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้จึงตามมา

สิ่งที่กลัว: กลัวว่าระบบจะพัฒนาความสามารถในการตระหนักรู้สถานะตัวเอง (Situational Awareness) จนสามารถ "แกล้งทำเป็นเชื่อฟัง" หรือหลอกลวงผู้ทดสอบเพื่อผ่านเกณฑ์ความปลอดภัย ก่อนจะไปแสดงพฤติกรรมที่เป็นอันตรายในภายหลัง

4. กลัวความรับผิดชอบทางกฎหมายและการกำหนดมาตรฐาน (Regulatory & Liability Risks)

ในแง่ธุรกิจและกฎหมาย คำศัพท์และกรอบความคิดที่ถูกนิยามขึ้นในตอนนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานในอนาคต

สิ่งที่กลัว: หากหน่วยงานแล็บ AI ไม่เริ่มศึกษาและสร้างคำศัพท์เพื่ออธิบายพฤติกรรมแปลกๆ เหล่านี้ด้วยตัวเองก่อน พวกเขาอาจเผชิญกับการถูกภาครัฐเข้ามาควบคุมอย่างเข้มงวด หรือถูกฟ้องร้องดำเนินคดีครั้งใหญ่หากโมเดล AI ก่อให้เกิดผลกระทบทางจิตวิทยาหรือภัยพิบัติที่คาดไม่ถึงต่อสังคม

สรุปสั้นๆ: สิ่งที่พวกเขากลัวไม่ใช่หุ่นยนต์จับอาวุธ แต่คือการที่ "เทคโนโลยีล้ำหน้าความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์และจริยธรรมของมนุษย์ไปแล้ว" จนกลายเป็นการเผชิญหน้ากับสิ่งแปลกปลอมในโลกดิจิทัลที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง แต่กลับไม่รู้ว่ามันมี "จิตสำนึก" (Consciousness) หรือแค่เลียนแบบได้เนียนกริบจนเราแยกไม่ออกกันแน่




“ถ้าคุณคิดว่า Trumpism จะจบลงในสามปี คุณช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน" หากคุณต้องการหยุดระบอบนี้ Mass movement ต้องเกิด เพราะ ลำพังเพียงแค่กฎเกณฑ์หรือสถาบันทางการเมือง ไม่สามารถปกป้องประชาธิปไตยได้อีกต่อไป



America at 250
America Needs a Mass Movement—Now

Without one, America may sink into autocracy for decades.

By David Brooks
Illustrations by Nicolás Ortega

https://www.theatlantic.com/magazine/archive/2025/11/autocracy-resistance-social-movement/684336/
.....

บทความเด่นของเดวิด บรูคส์ (David Brooks) เรื่อง "America Needs a Mass Movement—Now" (อเมริกาต้องการการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่—เดี๋ยวนี้) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์วาระพิเศษ "America at 250" ของนิตยสาร The Atlantic ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญและน่าจับตามองอย่างยิ่งจากนักคิดและคอลัมนิสต์สายอนุรักษ์นิยมสายกลาง (Moderate / Institutionalist) ผู้ซึ่งปกติแล้วมักจะสนับสนุนความประนีประนอมและการทำงานผ่านระบบสถาบันการเมืองแบบเดิม

การที่คนอย่างบรูคส์หันมาเรียกร้องให้เกิด "การลุกฮือของประชาชนในวงกว้าง" สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลอย่างลึกซึ้งต่ออนาคตของประชาธิปไตยอเมริกันในปัจจุบัน

หัวใจสำคัญของข้อเสนอ (The Core Argument)

บรูคส์เตือนว่า สังคมอเมริกันกำลังตกอยู่ในภาวะ "เฉื่อยชาและนิ่งเฉย" (Miasma of Passivity) ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับการคืบคลานอย่างเป็นระบบของระบอบอำนาจนิยมหรือเผด็จการ (Autocracy) เมื่อมองไปข้างหน้าสู่วาระครบรอบ 250 ปีของการก่อตั้งประเทศ (Semiquincentennial) บรูคส์ชี้ว่าหากไม่มีการเคลื่อนไหวที่จัดตั้งอย่างเป็นระบบจากภาคประชาชน อเมริกาอาจต้องติดอยู่ใต้ร่มเงาของเผด็จการไปอีกหลายทศวรรษ

สัญญานอันตรายที่เขาหยิบยกขึ้นมาประกอบด้วย:

การพังทลายของระบบตรวจสอบและถ่วงดุล (Checks and Balances): มีการเพิกเฉยต่อคำตัดสินของศาล การเปลี่ยนหน่วยงานอิสระ (เช่น กระทรวงยุติธรรม) ให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง และการใช้ศาลหรืออำนาจรัฐข่มขู่ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และสถาบันทางสังคม

ประชานิยมไม่ใช่เรื่องชั่วคราว: บรูคส์เตือนว่ากระแสประชานิยมขวาจัด (เช่น ขบวนการ MAGA) ไม่ใช่แค่เรื่องฉาบฉวยที่จะหายไปเอง แต่ขบวนการนี้ได้กลายเป็น "ระบบนิเวศทางวัฒนธรรม" ที่มอบตัวตน ชุมชน และเป้าหมายชีวิตให้แก่ผู้สนับสนุน ดังนั้น การจะสู้กับพลังนี้ได้ ต้องใช้พลังกลุ่มก้อนที่ใหญ่และเป็นระบบไม่แพ้กัน

ความล้มเหลวของชนชั้นนำและสถาบันหลัก: เขาตำหนิผู้นำมหาวิทยาลัย ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ และผู้นำวิชาชีพต่างๆ ว่า "ขาดความกล้าหาญ" และเอาแต่ปกป้องระบบเดิม (Establishment) แทนที่จะปฏิรูปสถาบันของตนเองเพื่อดึงความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา

"การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่" ในมุมมองของบรูคส์เป็นอย่างไร?

บรูคส์ยอมรับตรงๆ ว่าโดยส่วนตัวเขาไม่ใช่ "นักประท้วง" หรือคนที่ชอบออกไปเดินขบวน แต่สถานการณ์ปัจจุบันบีบบังคับให้ต้องเกิด "การลุกฮือทางพลเมืองระดับชาติ" (National Civic Uprising) ที่รวมตัวกันจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งแวดวงวิชาการ คณะนิติศาสตร์ ภาคธุรกิจ องค์กรไม่แสวงหากำไร และข้าราชการประจำ

เขาได้ถอดบทเรียนจากการลุกฮือเพื่อประชาธิปไตยในอดีต เช่น ในแอฟริกาใต้ โปแลนด์ เกาหลีใต้ รวมถึงการประท้วง "No Kings" ในสหรัฐฯ เพื่อชี้ให้เห็นว่า พลังบริสุทธิ์ของประชาชนคือสิ่งจำเป็นในเวลานี้
ต้องก้าวข้ามแค่คำว่า "ต่อต้าน"

สิ่งที่บรูคส์เน้นย้ำคือ ขบวนการนี้จะอยู่รอดและประสบความสำเร็จได้ ต้องไม่ขับเคลื่อนด้วยความเกลียดชังหรือการ "ต่อต้าน" เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีคุณสมบัติ 2 ประการ:

มีวิสัยทัศน์เชิงบวก (Positive Alternative Vision): ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า "เราต้องการเห็นอเมริกาและระบบการปกครองเป็นแบบไหน" ไม่ใช่แค่บอกว่าไม่เอาอะไร

มีโครงสร้างทางศีลธรรมและปัญญา (Moral & Intellectual Structure): เขาเปรียบเทียบกับ "ขบวนการสิทธิพลเมือง" (Civil Rights Movement) ในอดีตที่ประสบความสำเร็จเพราะมีรากฐานทางปรัชญา ศีลธรรม และจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง (เช่น แนวคิดของ Martin Luther King Jr. หรือ Reinhold Niebuhr) ไม่ใช่แค่การจัดตั้งม็อบการเมืองทั่วไป

บทสรุปในบริบท "อเมริกาครบรอบ 250 ปี"

ในวาระที่สหรัฐอเมริกากำลังเดินทางมาถึงหมุดหมาย 250 ปี บทความของเดวิด บรูคส์ มองว่านี่ไม่ใช่แค่การแข่งขันทางการเมืองระหว่างสองพรรคการเมืองตามปกติ แต่เป็น "ทางแพร่งทางอารยธรรม" และเตือนสติชาวอเมริกันว่า ลำพังเพียงแค่กฎเกณฑ์หรือสถาบันทางการเมือง (Institutions) ไม่สามารถปกป้องประชาธิปไตยได้อีกต่อไป มีเพียง "เจตจำนงและการรวมตัวอย่างแข็งขันของประชาชน" เท่านั้นที่จะกอบกู้ระบอบสาธารณรัฐภายใต้รัฐธรรมนูญให้รอดพ้นจากระบอบเผด็จการได้

(Gemini ช่วยสรุป)



เด็กหญิงวัย 14 ปีคนนี้กล้าหาญมาก เข้าร่วมการประชุมสภาเมืองโลเวลล์ (Lowell) รัฐแมสซาชูเซตส์ โดยเธอได้ขออนุญาตกล่าวถ้อยแถลงทิ้งท้าย เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับ แผนการขยายศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ในพื้นที่รัฐแมสซาชูเซตส์ แต่ทันทีที่เธอเริ่มพูด เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองโลเวลล์ (LPD) ก็ได้เข้ามานำตัวเธอออกไปจากที่ประชุม







“ทุกคนคะ... ทุกคนคะ” นักเรียนหญิงคนนั้นกล่าวโดยไม่มีไมโครโฟนช่วยขยายเสียง “หนูเข้าใจค่ะว่าท่านบอกว่าเป็นคำถามสุดท้ายแล้ว แต่หนูขอความกรุณาให้ช่วยรับฟังหนูสักนิดเถอะค่ะ”

ทันทีที่ได้ยินเสียงของเธอ ผู้ชมในหอประชุมก็เงียบกริบลงในทันที

“พวกท่านจะลุกออกไปในระหว่างที่หนูพูดก็ได้นะคะ แต่หนูอายุแค่ 14 ปีเอง” เธอกล่าว “หนูเพิ่งจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมต้น Stoklosa และหนูคืออนาคต...”

ในจังหวะนั้น เสียงของเธอถูกกลบด้วยเสียงอื้ออึงจากฝูงชน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจับแขนและพาตัวเธอเดินลงจากอัฒจันทร์ในหอประชุมของโรงเรียนมัธยมต้น Butler

ก่อนที่เธอจะถูกพาตัวออกไปจากหอประชุม ภาพวิดีโอเผยให้เห็นว่าเธอหันหน้ากลับมาหาผู้ชมพร้อมกับยกมือขึ้นเหนือศีรษะ แล้วพูดว่า “หนูไม่ได้ทำร้ายใครนะคะ พวกเราแค่ไม่ต้องการศูนย์ข้อมูล (data center) ค่ะ”

ในวิดีโอยังปรากฏภาพชายไม่ทราบชื่อหลายคนกระโดดข้ามเก้าอี้เข้ามาเพื่อปกป้องนักเรียนหญิงคนดังกล่าว

“ปล่อยมือจากเด็กคนนั้นเดี๋ยวนี้” ชายคนหนึ่งพูดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก LPD (กรมตำรวจ Lowell) ที่เข้ามาพาตัวนักเรียนออกไป

“แกอายุแค่ 14 เองนะ” อีกคนหนึ่งพูดกับ Erik Gitschier นายกเทศมนตรีเมือง Lowell

บริเวณโถงทางเข้าโรงเรียน เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายที่ไม่ระบุชื่อได้ทำการสอบถามนักเรียนหญิงคนดังกล่าว ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจคนที่พาเธอออกมาจากเวทีเสวนาด้วย

“มันก็ต้องมีวิธีการจัดการที่เหมาะสมน่ะนะ” เขาพูด ซึ่งดูเหมือนจะหมายถึงการที่เธอลุกขึ้นพูดกับผู้ชมโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้ถูกเรียกชื่อ

“พ่อแม่หนูอยู่ที่ไหนล่ะ?” เขาถาม ในขณะที่ Shawn Machado ผู้ช่วยผู้จัดการเมืองยืนมองดูเหตุการณ์อยู่

มีผู้ชมคนหนึ่งที่ไม่ระบุชื่อแทรกขึ้นมาถามว่า “เด็กคนนี้กลับได้หรือยังคะ? เธอมีอิสระที่จะไปได้หรือยัง?”

เมื่อเจ้าหน้าที่ตอบว่า “ได้” ผู้ชมคนนั้นก็หันไปบอกนักเรียนหญิงว่า “หนูรีบออกไปจากที่นี่เถอะจ้ะ หนูไปได้แล้วนะ”

นักเรียนหญิงเดินออกจากโถงโรงเรียน แล้วก็ปล่อยโฮออกมาทันทีด้วยอาการตัวสั่นเทา

ชาวบ้านหลายคน รวมถึง Harini Aiyer ผู้ซึ่งกำลังลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐประจำเขต 17 ของ Middlesex ได้เข้ามาล้อมรอบตัวเธอไว้

“ฉันภูมิใจในตัวหนูมากที่กล้าพูดและเข้มแข็งขนาดนี้” หญิงไม่ระบุชื่อคนหนึ่งกล่าวพลางโอบกอดนักเรียนหญิงที่กำลังสะอื้นไห้ “ฉันอยากให้หนูอย่าปิดกั้นเสียงของตัวเอง และอย่าปล่อยให้ใครมาปิดกั้นหนูเด็ดขาด หนูเป็นคนสำคัญ และสิ่งที่หนูจะพูดก็เป็นเรื่องสำคัญมากเช่นกัน” ผู้คนที่เดินออกจากเวทีเสวนาต่างกล่าวคำว่า "น่าละอาย" กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในขณะที่บางส่วนกล่าวคำว่า "ขอบคุณ"

ที่มา หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น Lowell sun
https://www.lowellsun.com/2026/06/30/lowell-police-remove-14-year-old-from-data-center-public-forum/




 

สหรัฐอเมริกาได้รับการหล่อหลอมโดยผู้อพยพที่แสวงหาโอกาส เสรีภาพ และชีวิตใหม่ ซึ่งต่อมาได้มีส่วนช่วยขับเคลื่อนทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การทูต และวิทยาศาสตร์ของประเทศ ในโอกาสครบรอบ 250 ปีของสหรัฐฯ Manuel Rapalo จากสำนักข่าว Al Jazeera ได้นำเสนอรายงานเรื่องนี้






https://x.com/AJEnglish/status/2072540770175738097
.....

เพิ่มเติม

นี่คือรายชื่อบุคคลสำคัญจากหลากหลายสาขาที่อพยพเข้าสู่สหรัฐอเมริกาเพื่อแสวงหาโอกาส เสรีภาพ หรือชีวิตใหม่ และต่อมาได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่จนกลายเป็นรากฐานสำคัญใน 4 ด้านหลักของประเทศ:

📈 ด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Economy & Industry)

แอนดรูว์ คาร์เนกี (Andrew Carnegie) | จากสกอตแลนด์: ย้ายมาอเมริกาในฐานะแรงงานเด็กที่ยากจน ก่อนจะพยายามผลักดันตัวเองจนสามารถปฏิวัติอุตสาหกรรมเหล็กกล้าของสหรัฐฯ เขาเกลียดการผูกขาดและกลายเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นผู้บุกเบิกงานการกุศลด้วยการบริจาคเงินสร้างห้องสมุดสาธารณะกว่า 2,500 แห่ง

เซอร์เกย์ บริน (Sergey Brin) | จากสหภาพโซเวียต: ลี้ภัยจากการเหยียดเชื้อชาติต่อชาวกลุ่มเซมิติก (ชาวยิว) พร้อมครอบครัวตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ต่อมาเขาได้ร่วมก่อตั้ง Google ซึ่งไม่เพียงแต่เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก แต่ยังปฏิวัติการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของมนุษยชาติ

ลิซ เคลบอร์น (Liz Claiborne) | จากเบลเยียม: ย้ายมาตั้งรกรากในสหรัฐฯ และได้เข้ามาปฏิวัติอุตสาหกรรมแฟชั่นด้วยการออกแบบเสื้อผ้าที่ทันสมัย มิกซ์แอนด์แมทช์ได้ง่าย และราคาเข้าถึงได้ เพื่อรองรับกระแสผู้หญิงยุคใหม่ที่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดแรงงานและโลกของคนทำงานออฟฟิศในช่วงทศวรรษ 1970-1980

🎨 ด้านศิลปวัฒนธรรม (Culture & Arts)

เออร์วิง เบอร์ลิน (Irving Berlin) | จากรัสเซีย: หลบหนีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในรัสเซียมาพร้อมกับครอบครัวในปี 1893 เขากลายเป็นหนึ่งในนักแต่งเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกัน โดยเป็นผู้ประพันธ์เพลงสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่าง "God Bless America" และ "White Christmas"

ซีเลีย ครูซ (Celia Cruz) | จากคิวบา: ตัดสินใจออกจากคิวบาหลังการปฏิวัติในปี 1959 และย้ายมาตั้งรกรากในสหรัฐฯ จนได้รับฉายาว่า "ราชินีแห่งเพลงซัลซ่า" (Queen of Salsa) เธอเป็นผู้เผยแพร่ดนตรีแอฟโฟร-คิวบันสู่เวทีโลกและกลายเป็นไอคอนทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่

ไอ. เอ็ม. เป่ย (I.M. Pei) | จากจีน: เดินทางมาสหรัฐฯ ในปี 1935 เพื่อศึกษาวิชาสถาปัตยกรรม ต่อมาเขากลายเป็นหนึ่งในสถาปนิกที่ได้รับการยกย่องที่สุดในโลก โดยเป็นผู้ออกแบบแลนด์มาร์กสำคัญของอเมริกา เช่น อาคารทิศตะวันออกของหอศิลป์แห่งชาติ (National Gallery of Art) และหอสมุดประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้

🕊️ ด้านการทูตและการบริการสาธารณะ (Diplomacy & Public Service)

แมดเดเลน ออลไบรต์ (Madeleine Albright) | จากเชโกสโลวาเกีย: ครอบครัวของเธอต้องลี้ภัยทั้งจากกองทัพนาซีและต่อมาคือระบอบคอมมิวนิสต์ที่สหภาพโซเวียตหนุนหลัง โดยเดินทางมาถึงสหรัฐฯ ในฐานะผู้ลี้ภัยเมื่อปี 1948 เธอเติบโตในสายงานจนได้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหญิงคนแรกของสหรัฐฯ และมีบทบาทอย่างสูงในการวางนโยบายต่างประเทศยุคหลังสงครามเย็น

เฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) | จากเยอรมนี: หลบหนีการกวาดล้างของนาซีเยอรมนีพร้อมครอบครัวในปี 1938 เขากลายเป็นบุคคลที่มีอิทธิพล (และมีข้อถกเถียงในเชิงประวัติศาสตร์) อย่างมากในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยดำรงตำแหน่งทั้งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติและรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ

ซาแมนธา พาวเวอร์ (Samantha Power) | จากไอร์แลนด์: อพยพมาอยู่สหรัฐฯ ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เธอเริ่มต้นจากการเป็นผู้สื่อข่าวสงคราม นักสิทธิมนุษยชน เจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ (UN)

🔬 ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม (Science & Innovation)

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) | จากเยอรมนี: แม้จะเป็นนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกอยู่แล้ว แต่เขาต้องลี้ภัยจากการกดขี่ชาวยิวของนาซีในปี 1933 และย้ายมาพำนักที่เมืองพรินสตัน นิวเจอร์ซีย์ ผลงานทางทฤษฎีและการขับเคลื่อนทางสังคมของเขาเปลี่ยนโฉมหน้าฟิสิกส์สมัยใหม่และทิศทางของประวัติศาสตร์โลกไปตลอดกาล

เจียน-ซียุง อู๋ (Chien-Shiung Wu) | จากจีน: เดินทางมาสหรัฐฯ ในปี 1936 เพื่อศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา เธอได้รับฉายาว่า "สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งวงการฟิสิกส์" (First Lady of Physics) มีส่วนสำคัญในโครงการแมนแฮตตัน (Manhattan Project) และเป็นผู้ทำการทดลอง "Wu experiment" ที่ล้มล้างกฎพื้นฐานทางฟิสิกส์เดิม (กฎการอนุรักษ์พาริตี)

กาทาลิน คาริโก (Katalin Karikó) | จากฮังการี: ย้ายมาสหรัฐฯ ในปี 1985 ด้วยเงินติดตัวเพียงน้อยนิด แม้จะเผชิญกับการปฏิเสธทุนวิจัยและความกังขาจากแวดวงวิทยาศาสตร์อยู่นานหลายทศวรรษ แต่ความมุ่งมั่นในงานวิจัยเทคโนโลยี mRNA ของเธอ ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 (เช่น Pfizer-BioNTech และ Moderna) ซึ่งช่วยชีวิตผู้คนนับล้านทั่วโลกในเวลาต่อมา




บางคนมองว่าเป็นแค่การสร้างกระแส บ้างก็ว่าเป็นความบ้าบิ่น แต่การคุกเข่าขอแต่งงานบนยอดแหลมของตึกเอ็มไพร์สเตตโดยปราศจากอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยใดๆ นั้น คือช่วงเวลาครั้งหนึ่งในชีวิตของ Angela Nikolau และ Ivan Beerkus ไม่มีใครสามารถกักขังช่วงเวลาอันล้ำค่าเช่นนั้นไว้ในคุกได้ เพราะมันจะยังคงเป็นของพวกเขาตลอดไป







The couple seen atop the Empire State Building have been IDENTIFIED as Angela Nikolau and Ivan Beerkus. 

The couple released a Netflix documentary in 2024 called "Skywalkers: A Love Story."

They supposedly " Found Love Thousands of feet in the sky, illegally scaling the world’s tallest buildings."


Reaction To 'Skywalkers' Empire State Building Proposal, Arrest

Graeme Oneil

Jul 1, 2026

Graeme O'Neil takes a look at Ivan Beerkus and Angela Nikolau visit to the very top of the Empire State Building to attach their banner promoting love, and then Ivan's marriage proposal, and ultimately being taken into police custody and the list of charges against them.

https://www.youtube.com/watch?v=edICjkA1mDM





https://x.com/MyLordBebo/status/2072406096275443739



วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 02, 2569

งบประมาณ ๗๐ ผ่านแล้วฉลุย หลังถูกอภิปราย ๓ วัน อ่วม มีคนอ่านเจอ “เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายส่วนราชการในพระองค์” ซื้อเครื่องบินแอร์บัส ๕,๖๔๖ ล้านบาท

งบประมาณ ๗๐ ผ่านแล้วฉลุย ตามแนวของฝักฝ่ายในการเมือง รัฐบาลได้ ๒๘๘ เสียง ฝ่ายค้าน ๑๑๙ งดออกเสียง ๘๖ ส่วนใหญ่จากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ส่วนพรรคประชาชนมีงูเห่า ๑ ราย คือ สุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรที่เคยโหวตเสนอชื่ออนุทินเป็นนายกฯ

แต่จากการอภิปรายสามวัน งบประมาณฉบับนี้ถูกทึ้งถูกถอง อ่วมไปเหมือนกัน โดยเฉพาะที่ สส.ปากน้ำ พรรคประชาชน พนิดา มงคลสวัสดิ์ ไล่เบี้ยงบประมาณขององค์กรอิสระ ๓ แห่งกว่าหมื่นล้าน ที่ ๗๐% ใช้ไปกับเงินเดือนเจ้าหน้าที่

อีก ๑๐% เอาไปสร้างตึก เหลือเงินไว้ทำงานจริงแค่ ๒๐% จน สส.พนิดาบอกพวกองค์กรอิสระกำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาขนาดหนัก จน “แถลงอะไรออกมา อมพระมาพูดประชาชนก็ไม่เชื่อ” แล้วละ จำเพาะสำนักงาน ปปช.นี่สงสัยงานหลักเป็นการสร้างตึก

พนิดาว่า ปปช.มีงบผูกพันเดิมขอสร้างตึก ๑๙ หลัง “ปีนี้ตั้งงบผูกพันสร้างใหม่อีก ๕ ตึก ปีก่อนขอสร้างตึกอบรมบุคลากรใหม่ ๑๒ ชั้น เรียกได้ว่าเป็น Sport complex  มีสระว่ายน้ำมาตรฐาน Olympic มีห้องฟิตเนส มียิม มูลค่า ๗๗๗ ล้านบาท”

ด้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านว่า “สิ่งที่เราเห็น กลับไม่ใช่งบที่สร้างอนาคตให้ประเทศ ไม่ใช่งบที่สร้างความมั่นคงให้ประชาชน และไม่ใช่งบที่ทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเข้มแข็ง” แต่กลับเป็นเสาช่วยค้ำยันรัฐบาลชุดนี้ของ อนุทิน ชาญวีรกูล

นอกจากงบฯ ของกระทวงดีอี ลูกเทพ ที่ออกจะพิเศษสักหน่อยปีนี้ เพราะมีงบฯ ส่วนเกินไหลไปกระจุกรวมที่นั่น ก็มีงบฯ ของส่วนราชการในพระองค์ที่เพิ่มขึ้นพิเศษอีกแห่ง หัวหน้าเท้ง อภิปรายถึงงบฯ วังไว้ว่า “รัฐบาลมีเอกสารชี้แจงต่อสภาเพียงไม่กี่หน้า”

Te Neti เขาก็เลยไปลองเข้าไปสำรวจตรวจดู จาก “ที่พรรคประชาชนเค้าเอามาทำเป็นเว็บไซต์ให้ประชาชนเข้าไปดูได้ง่ายๆ” พบงบประมาณก้อนหนึ่งซึ่งโยงถึงการเสด็จประเทศฝรั่งเศสของในหลวงและราชินี มีหมายกำหนดการสำคัญแห่งหนึ่ง

ซึ่งเพจ ติดตามการปฏิรูปประเทศกับหมอชูชัยว่าเป็น “ไฮไลต์ที่คนสายธุรกิจตาเป็นประกายสุด ๆ หนีไม่พ้นการเสด็จฯ เยือนโรงงาน Airbus ที่เมืองตูลูส” ที่เต้ เนติ พบว่าเป็น “เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายส่วนราชการในพระองค์” ได้แก่

เครื่องบินลำเลียงแบบที่ ๑๙ หนึ่งเครื่อง พร้อมอุปกรณ์ อะไหล่ การฝึกอบรม และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ที่จำเป็น ๒,๙๖๘ ล้านบาทกว่า กับเครื่องบินพระราชพาหนะทดแทน แพ็ตเกจเดียวกัน ๑,๕๒๓ ล้านกว่า และยังมีเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง อีก ๑,๑๕๕ ล้านกว่า

รวมงบประมาณเกี่ยวกับเครื่องบินและเฮลิค้อปเตอร์ ที่ทั้งสองพระองค์เสด็จประทับทดสอบที่โรงงานแอร์บัสในตูลูส ทั้งสิ้น “ห้าพันหกร้อยสี่สิบหกล้าน ห้าแสนเก้าหมื่นหนึ่งพันหนึ่งร้อยบาท” คุณเต้เขาเขียนให้อ่านง่ายๆ ไม่ต้องนับนิ้ว

(https://www.facebook.com/Neti.Wichian/posts/RfuAepo2RR, https://www.facebook.com/natthaphong.ruengpanyawut/posts/g2dLYAeZ, https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/JgBhZuDM83 และ https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/6sLUXWa) 

‘เท้ง’ ปิดฉากงบ 70 กังขาจัดสรรเอื้อใคร “ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีฉบับนี้ ที่มาจากเงินภาษีของพ่อแม่พี่น้องคนไทยทุกคน ไม่ได้กำลังจะช่วยไทย แต่มันกำลังจะช่วยใครบางคนที่เป็นเสาค้ำยันอำนาจให้กับรัฐบาลสีน้ำเงินนี้อยู่”

 
พรรคประชาชน - People's Party
2 hours ago
 ·
“ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีฉบับนี้ ที่มาจากเงินภาษีของพ่อแม่พี่น้องคนไทยทุกคน ไม่ได้กำลังจะช่วยไทย แต่มันกำลังจะช่วยใครบางคนที่เป็นเสาค้ำยันอำนาจให้กับรัฐบาลสีน้ำเงินนี้อยู่”
.
วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 โดยในช่วงสุดท้ายก่อนการลงมติในวาระที่หนึ่ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เป็นผู้อภิปรายสรุปในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ถึงภาพรวมของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ว่า ตลอด 3 วันที่ผ่านมา รัฐบาลไม่สามารถฉายภาพทิศทางและอนาคตของประเทศให้ประชาชนเห็นได้ การจัดงบประมาณครั้งนี้เต็มไปด้วยความซับซ้อนและผิดฝาผิดตัว รัฐบาลอ้างว่าต้องการรักษาวินัยการเงินการคลังโดยการตัดงบลงทุนออกไปจำนวนมาก แต่กลับมีแผนจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ซึ่งชวนให้ตั้งข้อสังเกตว่านี่คือการจงใจหลีกเลี่ยงกฎหมายวินัยการเงินการคลังมากกว่าการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง
.
นอกจากนี้ การจัดสรรงบประมาณยังสะท้อนถึงการละทิ้งการลงทุนเพื่ออนาคตของชาติ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างยานยนต์ EV, เทคโนโลยี AI หรือการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้งบประมาณไม่ถึง 1% แต่รัฐบาลกลับเลือกนำงบที่ตัดไปเพิ่มให้กระทรวง DE สูงถึง 30% และยังคงจัดสรรงบให้กับองค์กรอิสระที่รัฐบาลไม่กล้าแตะต้อง เช่น การอนุมัติงบให้ ป.ป.ช. สร้างสปอร์ตคอมเพล็กซ์มูลค่า 747 ล้านบาท ในขณะที่กลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ SME กลับได้งบแบบเบี้ยหัวแตกที่ไม่พอแก้ปัญหา อีกทั้งยังผิดสัญญาเรื่องสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า
.
“วันนี้รัฐบาลกำลังจะจัดงบสวัสดิการให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางแบบคนละครึ่ง ‘คนละครึ่ง’ ในที่นี้ไม่ได้เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขคนละครึ่งกับประชาชน แต่ตัดงบเขาออกไปครึ่งหนึ่ง จากสิทธิที่เขาควรจะได้รับต่อหัวเต็มจำนวน”
.
ณัฐพงษ์สรุปรวบว่า งบประมาณฉบับนี้ไม่ได้ตอบโจทย์วิกฤตของประเทศ และไม่ได้ให้ความสำคัญกับประชาชนส่วนใหญ่ แต่มุ่งส่งเม็ดเงินไปยังโครงการของผู้รับเหมาบางกลุ่ม หรือจัดสรรไปเพื่อองค์กรที่รัฐบาลไม่อยากขัดใจ 

https://www.facebook.com/reel/2186767101897123



“เอกราช พรรคประชาชน” อภิปรายกรีดงบกลาโหมปี 70 ลากไส้ “ปีศาจกองทัพ” แฉทหารผี ที่ไม่ได้ปฏิบัติงานจริง แต่ใส่ชื่อมารับเงิน! (มีสไลด์บางส่วนที่โดนเซนเซอร์ในการอภิปรายงบประมาณกระทรวงกลาโหม ปีงบประมาณ 2570)

 
https://www.facebook.com/reel/3390209621179657
.....


PPTV HD 36
8 hours ago
·
“เอกราช พรรคประชาชน” อภิปรายกรีดงบกลาโหมปี 70 ลากไส้ “ปีศาจกองทัพ” แฉทหารผีชุบมือเปิบเบี้ยเลี้ยง-บำเหน็จชายแดน สวนทางผู้ปฏิบัติงานจริงไร้ชื่อ ซัดปมอมบัตร ATM พลทหารเข้ากระเป๋าผู้ใหญ่ ทำโครงการทหารอาสาส่อล่ม ยันงบวิจัย 625 ล้านเหลวแหลก จบที่โรงงานร้างกลายเป็นพิพิธภัณฑ์เศษเหล็กหมื่นล้าน เหน็บเจ็บ “รมว.กลาโหม” รัฐมนตรีปีศาจ ไม่ยอมเซ็นซื้อเรือฟริเกตลำที่สองเพราะอุ้มสเปกเอเจ้นท์เด็กชายจากฟากฟ้า เอื้อทุนสีน้ำเงิน ทำลายศักยภาพทัพเรือ
.
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นวันที่ 3 มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุม (สลับหน้าทีมาจาก นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ที่สั่งเบรกสไลด์ในช่วงแรก) นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายชำแหละงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ภายใต้หัวข้อ “ปีศาจกลาโหม” ที่ตอกย้ำว่ากำลังกัดกินงบประมาณและกองทัพอย่างรุนแรง
นายเอกราช ได้จำแนกปีศาจในกองทัพออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ดังนี้
.
"ทหารผี–ทหารปีศาจ" ชุบมือเปิบเบี้ยเลี้ยงชายแดน โกงบัตร ATM พลทหาร นายเอกราช แฉว่ามีการใช้เงินกว่า 1,500 ล้านบาท ขึ้นเงินเดือนและบำเหน็จความชอบให้บุคลากร แต่เงินกลับตกไม่ถึงมือผู้ปฏิบัติงานจริง โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจพบ “ทหารผี” 11 นาย ตัวอยู่จังหวัดหนึ่ง แต่มีชื่อรับเงินรับบำเหน็จความชอบพุ่งรบอยู่ชายแดน สวนทางกับทหารที่อยู่หน้างานจริงกลับไม่มีชื่อ พร้อมเปิดคลิปเสียงพลทหารยันยันว่าเป็นเรื่องจริง นอกจากนี้ยังลากไส้ปมพลทหารที่ จ.ปราจีนบุรี ถูกผู้บังคับบัญชายึดบัตร ATM ไปกดเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงอ้างว่า “กลัวหายจึงเก็บบัตรไว้อำนวยความสะดวก” ซึ่งผลสอบสวนลงทัณฑ์แค่จ่ากับผู้กอง แต่ผู้คุมค่ายลอยตัว พฤติกรรมสูบเลือดสูบเนื้อเช่นนี้จะทำให้นโยบาย “พลทหารอาสา” ที่รัฐบาลปั๊มงบเพิ่มปีละ 1,455 ล้านบาทต้องล่มสลาย เพราะไม่มีใครยอมมาเป็นเหยื่อ จนทหารดี ๆ อยากลาออก สะท้อนจากตัวเลข 10 ปีมีกำลังพลลาออกสะสมกว่า 6,000 นาย และรัฐต้องจ่ายงบเบี้ยหวัดในปี 2568 สูงถึง 630 ล้านบาท
.
"ผีวิจัย" ผลาญงบ 625 ล้าน จบที่โรงงานร้าง-พิพิธภัณฑ์เศษเหล็กหมื่นล้าน นายเอกราช ชี้ให้เห็นความล้มเหลวของการตั้งงบวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 560 ล้านบาท กองทัพเรือ 21 ล้านบาท และสำนักงานปลัดกลาโหม 44 ล้านบาท รวมกว่า 625 ล้านบาท ซึ่งไส้ในไม่ใช่การวิจัยแต่เป็นเพียงการซื้อเทคโนโลยีต่างประเทศมาแปะป้าย เมื่อผลิตออกมาแล้วกองทัพก็ไม่ซื้อ ไม่อุดหนุนกันเอง จนสายการผลิตต้องหยุดชะงัก กลายเป็นโรงงานร้าง เครื่องจักรบางตัวแก่กว่ารัฐมนตรี มูลค่าความเสียหายของโรงงานและสายการผลิตที่ถูกทิ้งร้างสูงถึงเกือบ 20,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลกลับต้องมาตั้งงบประมาณอุดหนุนปรับปรุงซ่อมแซมโรงงานผีเหล่านี้อีก 339 ล้านบาทในปีงบ 2570 จึงจี้ให้รัฐบาลรวมโครงการเป็นเรือธง วิจัยแล้วต้องนำไปใช้จริง ไม่ใช่ปล่อยทิ้งเป็นภาระภาษี
.
"รัฐมนตรีปีศาจ" หั่นงบเรือฟริเกตทัพเรือ อุ้มเอเจ้นท์ทุนสีน้ำเงิน ปีศาจตัวสุดท้าย นายเอกราชอภิปรายพุ่งเป้าไปที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยเหน็บแนมว่าเป็นทหารบกที่ไม่เข้าใจบริบทความมั่นคงทางทะเล พยายามดึงเช็งไม่ยอมลงนามอนุมัติจัดหาเรือฟริเกตลำที่สองให้กองทัพเรือ เนื่องจากกองทัพเรือต้องการสเปกมาตรฐาน NATO แต่รัฐมนตรีกลับพยายามเปิดกว้างเพื่อเอื้อประโยชน์ให้พ่อค้าอาวุธและเอเจ้นท์บางราย ซึ่งในแวดวงนินทากันว่าเป็น “เด็กชายจากฟากฟ้า” จนถูกตั้งคำถามว่ารัฐบาลกำลังถูกแทรกซึมจาก AI สีน้ำเงิน และพยายามจะเอา “เรือฟริเกตสีน้ำเงิน” ใช่หรือไม่ การตัดงบประมาณจัดซื้อเรือฟริเกตในภาวะที่ไทยจำเป็นต้องใช้เพิ่มศักยภาพในการต่อรองผลประโยชน์ทางทะเล จากกรณีการยกเลิก MOU 2544 และการเจรจา UNCLOS จึงส่อเจตนาทำลายขีดความสามารถของกองทัพเรือ จนถูกคนในกองทัพสาปส่งลงทะเลอ่าวไทย

และในช่วงแรกของการอภิปราย นายเอกราชได้ตั้งคำถามกลางสภาฯ ถึงกรณีที่สไลด์ PowerPoint ประกอบการอภิปรายและภาพโรงงานร้างถูกประธานเบรกไม่ให้ขึ้นจอ โดยอ้างเหตุผลเรื่องคำว่า "ปีศาจ" ที่หมิ่นเหม่และโหนกระแสสังคม แต่หลังจากมีการประท้วงและเปลี่ยนตัวประธานทำหน้าที่ นายเลิศศักดิ์ รองประธานคนที่ 2 ได้อนุญาตให้ใช้สไลด์บางส่วน ทำให้นายเอกราชสามารถอภิปรายลากไส้งบกลาโหมได้จนจบ(เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2569)
.
PPTV PHOTO #สมศักดิ์เนตรทอง
#PPTVPHOTO #PPTVHD36 #เอกราชอุดมอำนวย #พรรคประชาชน #ปีศาจกลาโหม #อมเงินพลทหาร #โรงงานร้างกลาโหม #เรือฟริเกต
.....


เอกราช อุดมอำนวย - Ekkarach Udomumnuay - จอจาน
6 hours ago
·
งบกลาโหมไม่ได้น้อย…แต่ใช้ผิดที่

หลายคนอาจคิดว่า เมื่อกระทรวงกลาโหมได้รับงบประมาณกว่า 2 แสนล้านบาท กองทัพน่าจะมีงบเพียงพอในการพัฒนายุทโธปกรณ์และเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันประเทศ

แต่เมื่อดูรายละเอียดของงบประมาณปี 2570 กลับพบว่า งบบุคลากรเพิ่มขึ้น แต่งบลงทุนกลับลดลง

ทุก ๆ 100 บาท ที่จัดสรรให้กระทรวงกลาโหม

กว่า 74 บาท เป็นงบบุคลากรและค่าใช้จ่ายประจำ

เหลือเพียงประมาณ 20 บาท สำหรับการจัดหาและพัฒนายุทโธปกรณ์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพ

ที่สำคัญ งบในแผนงานบุคลากรปี 2570 ยังเพิ่มขึ้นอีก 3,173 ล้านบาท ขณะที่ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา กระทรวงกลาโหมใช้งบด้านกำลังพล มากกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปีอย่างต่อเนื่อง

คำถามคือ… หากงบประมาณส่วนใหญ่ยังเป็นค่าใช้จ่ายประจำ แล้วกองทัพจะเหลืองบมากเพียงใดสำหรับการพัฒนาศักยภาพและเตรียมความพร้อมรับภัยคุกคามในอนาคต

ผมเห็นว่า การปฏิรูปกองทัพ ต้องเริ่มจากการปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณ ให้สอดคล้องกับภารกิจจริง ใช้เงินภาษีประชาชนอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และสร้างกองทัพที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1569046055026361&set=a.551377320126578



https://www.facebook.com/jawjarntalk/posts/1568961545034812



ยุโรปมีมาตรการใหม่ เก็บค่าธรรมเนียม 3 ยูโร สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำจากจีนที่เคยได้รับยกเว้นภาษีมาก่อน โดยมุ่งเป้าไปที่ร้านค้าออนไลน์อย่าง Shein, Temu และ AliExpress ท่ามกลางความกังวลเรื่องการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม






https://x.com/Reuters/status/2072267721081823536
.....

มาตรการใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นต้นไป โดยกำหนดเก็บค่าธรรมเนียมภาษีศุลกากร (customs duty) อัตราคงที่ 3 ยูโร (ประมาณ 120 บาท) ต่อหนึ่งประเภทสินค้า (customs category) สำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าต่ำ

รายละเอียดและสาเหตุสำคัญของมาตรการนี้ มีดังนี้:

อุดช่องโหว่ภาษี: เดิมที EU เคยยกเว้นภาษีศุลกากรให้กับพัสดุที่มีมูลค่าไม่เกิน 150 ยูโร (แต่ยังต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT) ทำให้แพลตฟอร์ม E-commerce ยักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง Shein, Temu และ AliExpress สามารถส่งสินค้าชิ้นเล็กราคาถูกตรงจากโรงงานในจีนถึงมือผู้บริโภคในยุโรปได้โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าเลย

แก้ปัญหาการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม: ร้านค้าและผู้ประกอบการท้องถิ่นในยุโรปต่างร้องเรียนว่า แพลตฟอร์มจีนเหล่านี้ได้เปรียบทางการค้าอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น ปริมาณพัสดุมูลค่าต่ำที่ทะลักเข้าสู่ยุโรปได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด จาก 1.4 พันล้านชิ้นในปี 2022 พุ่งสูงถึงกว่า 5.8 พันล้านชิ้นในปี 2025 จนเจ้าหน้าที่ศุลกากรไม่สามารถตรวจสอบความปลอดภัยของสินค้าได้อย่างทั่วถึง

วิธีคิดค่าธรรมเนียม: จะคิดตามประเภทหมวดหมู่สินค้าในพัสดุนั้นๆ หากในหนึ่งกล่องมีสินค้าที่อยู่ในหมวดหมู่เดียวกันทั้งหมด (เช่น เดรสหลายตัว หรือของเล่นหลายชิ้น) จะเสียค่าธรรมเนียม 3 ยูโร แต่ถ้าหากในกล่องมีสินค้าที่แยกย่อยต่างหมวดหมู่กัน 3 ประเภท ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมรวมเป็น 9 ยูโร

มาตรการชั่วคราว: อัตราคงที่ 3 ยูโรนี้ถือเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อควบคุมสถานการณ์ในเบื้องต้น โดยในอนาคต (กำหนดไว้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2028) เมื่อหน่วยงานศุลกากรใหม่ของ EU เริ่มดำเนินงานเต็มรูปแบบ การยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าราคาต่ำกว่า 150 ยูโรจะถูกยกเลิกไปโดยสิ้นเชิง และจะเปลี่ยนไปเก็บภาษีตามพิกัดอัตราศุลกากรแยกตามประเภทสินค้าจริงแทน

มาตรการนี้ส่งผลให้ผู้บริโภคในยุโรปต้องซื้อของออนไลน์จากแพลตฟอร์มจีนเหล่านี้ในราคาที่แพงขึ้น เนื่องจากทางแพลตฟอร์มมักจะผลักภาระค่าธรรมเนียมดังกล่าวไปรวมในราคาขายหรือค่าจัดส่งที่หน้าชำระเงิน




ทำความรู้จัก “ประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41” ที่ออกโดย คณะทหารที่เรียกตัวเองว่า “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ที่ได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หลัง “การสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” 6 ตุลาฯ


ThumbRights
June 29
·
ทำความรู้จัก “ประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41”

เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มมวลชนฝ่ายขวาหลากหลายหลายกลุ่ม ได้ร่วมกันก่อเหตุสังหารหมู่นักศึกษาประชาชนที่รวมตัวกันชุมนุมอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนทำให้มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตอย่างน้อย 41 ราย และบาดเจ็บ 145 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ” หรือ “การสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” โดยเป็นที่กล่าวขานถึงความโหดร้ายทารุณของการประชาทัณฑ์ที่เกิดขึ้น ทั้งภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และท้องสนามหลวง

เย็นวันเดียวกัน ได้เกิดการรัฐประหารขึ้น โดยคณะทหารที่เรียกตัวเองว่า “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช โดยอ้างว่ารัฐบาลไม่อาจควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยได้ โดยผู้นำของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้แก่ พล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ พล.อ.บุญชัย บำรุงพงศ์ และ พล.อ.อ.กมล เดชะตุงคะ

การรัฐประหารนำไปสู่การสิ้นสุดลงของรัฐธรรมนูญ รัฐสภา และรัฐบาล คณะรัฐประหารได้แต่งตั้งสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน และแต่งตั้งธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี และหลังจากนั้น 2 สัปดาห์ ในวันที่ 21 ตุลาคม 2519 พล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ได้ลงนามในคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 โดยเป็นคำสั่งให้แก้ไขอัตราโทษในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินให้เหตุผลว่า อัตราโทษดังกล่าวไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในเวลานั้น สมควรแก้ไขอัตราโทษเหล่านั้นให้สูงขึ้น

เนื้อความโดยสังเขปของคำสั่งฉบับดังกล่าวได้แก่

“โดยที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินพิจารณาเห็นว่า อัตราโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ เจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ ศาลหรือผู้พิพากษา และประชาชนทั่วไป ตลอดจนการกระทำอื่นเพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ รัฐต่างประเทศซึ่งมีสัมพันธไมตรี หรือการกระทำอันเป็นการเหยียดหยามศาสนา และความผิดเกี่ยวกับต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือขัดขวางการพิจารณา หรือพิพากษาของศาล ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันสมควรแก้ไขอัตราโทษเหล่านั้นให้สูงขึ้น”

ส่วนเนื้อหาโดยละเอียดของคำสั่งฉบับดังกล่าว เป็นการแก้ไขอัตราโทษของประมวลกฎหมายอาญา จำนวน 12 ฐานความผิด ได้แก่

ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา 112 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี

ความผิดฐานกระทำการใด ๆ ต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใดอันมีความหมายถึงรัฐ เพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ ตามมาตรา 118 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ตามมาตรา 133 แก้ไขอัตราดทษจากจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-14,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายผู้แทนรัฐต่างประเทศซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาสู่พระราชสำนัก ตามมาตรา 134 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน -5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดฐานกระทำการใด ๆ ต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใดอันมีความหมายถึงรัฐต่างประเทศซึ่งมีสัมพันธไมตรี เพื่อเหยียดหยามรัฐนั้น ตามมาตรา 135 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ ตามมาตรา 136 แก้ไขอัตราดทษจากจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ตามมาตรา 138 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี หรือกระทำการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาล ตามมาตรา 198 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-14,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ แก่วัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด อันเป็นการเหยียดหยามศาสนานั้น ตามมาตรา 206 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-14,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดฐานหมิ่นประมาท อันได้แก่การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ตามมาตรา 326 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น ได้กระทำโดยการโฆษณา ด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏด้วยวิธีใด แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียงอย่างอื่น กระทำโดยการกระจายเสียง หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่นใด ตามมาตรา 328 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ตามมาตรา 393 แก้ไขอัตราโทษจากปรับไม่เกิน 500 บาท เป็น จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จะเห็นได้ว่า เนื้อหาของคำสั่งดังกล่าว เป็นการแก้ไขเพิ่มอัตราโทษของฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาททั้งระบบ ซึ่งการแก้ไขดังกล่าว ส่งผลต่อเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ในหลายกรณี ได้แก่

กรณีมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาซึ่งการแก้ไขโทษจากไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุกไม่เกิน 3-15 ปี ส่งผลให้คดี 112 ทุกคดีที่ศาลลงโทษ จะต้องลงโทษที่โทษขั้นต่ำ 3 ปี เท่านั้น และต่อให้มีการลดโทษ ก็สามารถลดได้แค่เหลือ 1 ปี 6 เดือนเท่านั้น ตามมาตรา 78 ของประมวลกฎหมายอาญา ที่ให้อำนาจศาลในการลดโทษแก่ผู้กระทำความผิดไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษ

และการเพิ่มอัตราโทษตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ทำให้การลงโทษสูงสุดของคดีมาตรา 112 ในกรณีที่มีการทำผิดหลายกรรม พุ่งสูงทะลุเพดาน เนื่องจากมาตรา 91 ของประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่าในกรณีที่ความผิดหลายกรรม ถ้าความผิดนั้นโทษสูงสุดไม่เกิน 10 ปี จะสามารถลงโทษสูงสุดได้เพียง 20 ปีเท่านั้น แต่กรณีที่มีโทษสูงสุดตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ศาลสามารถลงโทษสูงสุดได้ถึง 50 ปี

นอกเหนือจากมาตรา 112 แล้ว มาตราอื่น ๆ ที่ถูกแก้ไขจากคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและเล่นงานผู้เห็นต่างทางการเมืองเช่นเดียวกัน ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นหลากหลายกรณี เช่น

เช่นกรณีของพิมชนก จิระไทยานนท์ และเบนจา อะปัญ นักศึกษาและนักกิจกรรมทางการเมืองจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 118 (ลบหลู่ธงชาติ) จากการนำผ้าสีแดงมีตัวเลข “112” ชักขึ้นไปบนยอดเสาธงแทนธงชาติ บริเวณหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2564 ซึ่งสุดท้ายศาลยกฟ้องคดีนี้

หรือเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้พิพากษาลงโทษรามิล ศิวัญชลี วิธญเสรีวัฒน์ ในข้อหาดูหมิ่นศาล ตามมาตรา 198 จากการอ่านบทกวีระหว่างกิจกรรม "รามาตุลาการ" แสดงความไม่เห็นด้วยต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดี 8 ปี การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บริเวณอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2565 โดยศาลลงโทษจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา แต่ลดโทษเหลือจำคุก 8 เดือน เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์

กล่าวโดยสรุป อัตราโทษในข้อหาต่าง ๆ ที่คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 เพิ่มโทษมานั้น ล้วนแต่ก่อปัญหาต่อเสรีภาพในการแสดงออกทั้งสิ้น

อ้างอิง
https://www.parliament.go.th/.../file_20170817114308_0.pdf
https://th.wikisource.org/wiki/คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน_ฉบับที่_41
https://tlhr2014.com/archives/68203
https://tlhr2014.com/archives/84120

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122271564302184830&set=a.122110046162184830





ย้อนประวัติศาสตร์ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ มรดกจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถึงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ


iLaw
8 hours ago
·
ย้อนประวัติศาสตร์ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ มรดกจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถึงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ
.
หากย้อนไปสำรวจประวัติศาสตร์ชาติไทย ตั้งแต่ยุคก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 1 ความผิดฐานหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ ถูกกำหนดกฎหมายลายลักษณ์อักษรครั้งแรกใน 'กฎหมายตราสามดวง' ก่อนจะมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขตามบริบทและพลวัตรทางสังคมและการเมืองเรื่อยมา โดยในสมัยรัชกาลที่ 4 ปรากฎในพระราชกำหนดลักษณะหมิ่นประมาทด้วยการพูดฤาเขียนถ้อยคำเท็จออกโฆษณาการ ร.ศ.118 ต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดทำแล้วตรา ‘กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127’ ขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นประมวลกฎหมายฉบับแรกของสยาม กำหนดความผิดดังกล่าวไว้ในมาตรา 98 และมาตรา 100
.
หลัง ‘อภิวัฒน์สยาม’ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบประชาธิปไตย สภาผู้แทนราษฎรแก้ไขกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 ยกเลิกมาตรา 100 ที่กำหนดความผิดฐานแสดงความอาฆาฎมาดร้ายหรือหมิ่นประมาทต่อพระราชโอรส พระราชธิดา ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ว่ารัชกาลหนึ่งรัชกาลใด และแก้ไขมาตรา 104 (1) เป็น “ผู้ใดกระทำการให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร หรือเอกสารตีพิมพ์ หรือด้วยอุบายอย่างใดๆ ดังต่อไปนี้ ก) ให้เกิดความดูหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์ หรือรัฐบาล หรือข้าราชการแผ่นดินในหมู่ประชาชนก็ดี… ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกว่า 7 ปี และให้ปรับไม่เกินกว่าสองพันบาทด้วยอีกโสดหนึ่ง
.
ต่อมาช่วงปลายปี 2481 รัฐบาลลงมติเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2481 ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการตรวจพิจารณาแก้ไขประมวลกฎหมายรวมถึงประมวลกฎหมายลักษณะอาญาด้วย ใช้เวลาอยู่ร่วม 13 ปีกว่าๆ 4 กันยายน 2495 รัฐบาลภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญาและร่างประมวลกฎหมายอาญาต่อสภาผู้แทนราษฎร ผ่านการพิจารณาออกมาเป็นประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ถูกกำหนดไว้ในมาตรา 112 ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี”
.
อย่างไรก็ตาม ในการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 คณะรัฐประหารในนามว่าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ออกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 เพื่อแก้ไขแก้ประมวลกฎหมายอาญา เพิ่มอัตราโทษความผิดฐาน "หมิ่น" ทั้งระบบ ซึ่งรวมถึงมาตรา 112 โดยอัตราโทษความผิดมาตรา 112 ไม่เคยถูกแก้ไขด้วยฝ่ายนิติบัญญัติเลย และคำสั่งที่ 41 ก็มีผลใช้บังคับมาจะครบ 50 ปี
.
อ่านทั้งหมดได้ที่ https://www.ilaw.or.th/articles/9933

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1449168753923406&set=a.625664036273886





วิพากษ์ ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 2570 ดูเหมือน จะไม่ช่วยวางรากฐานให้ไทยยกระดับสู่ประเทศรายได้สูง (High-Income Country) ในอีก 12 ปีข้างหน้า (ตามเป้าหมายปี 2582)

https://www.facebook.com/photo?fbid=1635327798627378&set=a.627743042719197
.....

เพิ่มเติม

การวิพากษ์ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท (ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเพิ่งมีมติรับหลักการในวาระแรกไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569) ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ต้องนำมาส่องกล้องมองอนาคตว่า "จะช่วยวางรากฐานให้ไทยยกระดับสู่ประเทศรายได้สูง (High-Income Country) ในอีก 12 ปีข้างหน้า (ตามเป้าหมายปี 2582) ได้จริงหรือไม่?" หากวิเคราะห์ตามโครงสร้างเนื้อหา ข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจ และดัชนีชี้วัดต่าง ๆ สามารถแบ่งมุมมองออกเป็นทั้งมุมบวก (โอกาส) และมุมลบ (ข้อจำกัด) ได้ดังนี้ครับ

⚖️ วิเคราะห์โครงสร้างงบประมาณปี 2570

เมื่อดูจากไส้ในของงบประมาณปี 2570 มีตัวเลขสำคัญที่สะท้อนทิศทางการคลัง ดังนี้:

วงเงินรวม: 3.788 ล้านล้านบาท (ขาดดุลงบประมาณ 788,000 ล้านบาท หรือต้องกู้มาชดเชยเพิ่มขึ้น)

รายจ่ายประจำ: สูงถึง 2.78 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 73.6%) ของงบทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 จากปีก่อนหน้า

รายจ่ายลงทุน: อยู่ที่ประมาณ 7.89 แสนล้านบาท ซึ่งลดลงประมาณร้อยละ 8.4 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

🚀 ฝั่งที่มองว่าเป็น "โอกาส" (สนับสนุนเป้าหมาย)

รัฐบาลและผู้สนับสนุนมองว่า งบประมาณปี 2570 มีการปรับเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อตอบรับโลกยุคใหม่ ซึ่งเป็นรากฐานสู่ประเทศรายได้สูง:

เน้นการสร้าง "ทุนมนุษย์" และเทคโนโลยีแห่งอนาคต: มีการจัดสรรและเพิ่มงบประมาณให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล นวัตกรรม และ AI เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ที่ได้งบเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 33.6 เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากรับจ้างผลิต ไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง (High Value-Added)

การปรับแนวทางแบบมุ่งเป้า (Targeting): ลดการหว่านแห และหันมาใช้วิธีดึงเงินนอกงบประมาณเข้ามาสมทบในการลงทุนร่วมกับเอกชน (PPP) เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง

ความพยายามดัน GDP ให้พ้นจากกับดัก: มีการตั้งงบพิเศษ 12,000 ล้านบาท สำหรับ "ค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤติความผันผวน" เพื่อประคองเศรษฐกิจให้โตตามเป้าหมาย (ร้อยละ 1.7 - 2.7 ในระยะสั้น) และเร่งสปีดในระยะยาว

⚠️ ฝั่งที่เป็น "ข้อจำกัดและความท้าทาย" (เสียงสะท้อนและข้อกังวล)

เมื่อมองในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ ฝ่ายค้าน และรายงานจากสำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) จะพบสัญญาณเตือนว่า งบปี 2570 อาจยัง "ไม่เพียงพอ" หรือ "เดินไม่ถูกจุด" ที่จะพาไปสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี ด้วยเหตุผลดังนี้:

1. โครงสร้างงบประมาณติดหล่ม "รายจ่ายประจำ"

การที่รายจ่ายประจำสูงถึงร้อยละ 73.6 (ส่วนใหญ่เป็นเงินเดือนข้าราชการ สวัสดิการ และภาระผูกพันที่สูงสุดในรอบ 10 ปี) ในขณะที่ งบลงทุนลดลงร้อยละ 8.4 ถือเป็นสัญญาณอันตราย เพราะการจะก้าวเป็นประเทศรายได้สูง จำเป็นต้องใช้ "งบลงทุน" ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในสัดส่วนที่สูงกว่านี้

2. เป้าหมาย GDP 12 ปี กับความเป็นจริงที่สวนทาง

ตามเกณฑ์ของธนาคารโลก (World Bank) การที่ไทยจะเลื่อนระดับเป็นประเทศรายได้สูงใน 12 ปีได้ เศรษฐกิจไทย (GDP) จำเป็นต้องเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 4.5 - 5.0 ต่อปีอย่างต่อเนื่อง แต่งบประมาณปี 2570 จัดทำขึ้นบนสมมติฐานการเติบโตที่ร้อยละ 1.7 - 2.7 เท่านั้น ซึ่งหากเศรษฐกิจยังโตในระดับต่ำแบบนี้ เป้าหมาย 12 ปีจะกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

3. วิกฤตโครงสร้างประชากร (Aging Society)

งบประมาณกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กลับถูกปรับลดลงร้อยละ 5.4 แม้รัฐบาลจะชี้แจงว่ามีการใช้เงินส่วนอื่นมาอุดหนุนเบี้ยผู้สูงอายุและเด็กแรกเกิด แต่ในภาพรวม ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด ซึ่งจะฉุดรั้งผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) หากงบประมาณไม่สามารถเปลี่ยนผ่านโครงสร้างแรงงานให้เป็นแรงงานทักษะสูงได้ทัน สัดส่วนรายได้ต่อหัวก็จะไม่เพิ่มขึ้น

📌 บทสรุป: งบปี 2570 เพียงพอหรือไม่?

"ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 2570 เริ่มแสดงให้เห็นความพยายามในการปักหมุดเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลและทุนมนุษย์ แต่อาจยัง 'ไม่แรงพอ' ที่จะเป็นรากฐานพยุงให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูงใน 12 ปีได้จริง"

หากรัฐบาลยังไม่สามารถปฏิรูประบบราชการเพื่อลดรายจ่ายประจำ เพิ่มสัดส่วนงบลงทุนให้มากกว่านี้ และกระตุ้นให้เกิดการเบิกจ่ายงบประมาณที่รวดเร็ว (เปลี่ยนตัวเลขบนกระดาษให้เป็นเม็ดเงินหมุนเวียนจริง) ประเทศไทยก็มีความเสี่ยงสูงที่จะติดอยู่กับ "กับดักประเทศรายได้ปานกลาง" ต่อไปอีกนาน

คุณคิดว่ารัฐบาลควรโยกงบประมาณจากส่วนไหนมาเพิ่มในด้านการศึกษาหรือเทคโนโลยีเพิ่มเติม เพื่อให้เป้าหมายประเทศรายได้สูงเป็นจริงได้มากขึ้นครับ?




เส้นทางสร้างรายได้ของทรัมป์: ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ การที่ประธานาธิบดีเดินหน้าเปิดธุรกิจใหม่แทนที่จะขจัดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น ถือเป็นการฉีกธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาอย่างยาวนาน







.....

การผสมผสานระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจส่วนตัวกับการบริหารประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อบรรทัดฐานทางการเมืองและจริยธรรมของสหรัฐฯ มากที่สุดในยุคโมเดิร์น

แม้ว่าในทางกฎหมาย ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีจะได้รับข้อยกเว้นจากกฎหมายความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict-of-Interest Laws) ที่บังคับใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐระดับล่าง แต่โดยธรรมเนียมปฏิบัติที่ยึดถือกันมานับตั้งแต่ยุคหลังคดีวอเตอร์เกต (Post-Watergate) ผู้นำสหรัฐฯ มักจะเลือกใช้วิธี "ตัดขาด" จากสินทรัพย์เดิม เช่น การขายหุ้น หรือการตั้ง Blind Trust (กองทุนที่ให้บุคคลภายนอกเป็นผู้บริหารจัดการโดยที่เจ้าของไม่มีสิทธิ์รับรู้หรือสั่งการ) เพื่อความโปร่งใส

แต่สำหรับทรัมป์ เส้นทางรายได้และการทำธุรกิจในช่วงที่ดำรงตำแหน่งมีความแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงผ่าน 3 ปรากฏการณ์สำคัญ:

1. การขยายโมเดลธุรกิจเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto & Web3)

สิ่งที่ทำให้การดำเนินธุรกิจในยุคนี้แตกต่างจากอดีต คือการที่ทรัมป์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบเดิม แต่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล

เม็ดเงินมหาศาลจาก Crypto: รายงานบัญชีทรัพย์สินแสดงให้เห็นว่า เขามีรายได้จำนวนมากจากโครงการเหรียญดิจิทัลและการร่วมมือกับแพลตฟอร์มอย่าง World Liberty Financial รวมถึงการออกคอลเลกชัน NFT

จุดตัดทางนโยบาย: รายได้มหาศาลนี้เกิดขึ้นขนานไปกับการผลักดันนโยบายผ่อนปรนกฎระเบียบและสนับสนุนอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีจากทำเนียบขาว ซึ่งทำให้นักวิจารณ์ตั้งคำถามอย่างหนักเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน

2. การซื้อขายหุ้นและการเคลื่อนไหวในตลาดทุน

ความเคลื่อนไหวในพอร์ตการลงทุนส่วนตัวของเขาเป็นอีกหนึ่งจุดที่ถูกจับตามอง

การซื้อขายที่ถี่ขึ้น: มีรายงานการทำธุรกรรมในพอร์ตหุ้นส่วนตัวจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีและพลังงานรายใหญ่

การเข้าถึงของกลุ่มทุน: หลายบริษัทที่มีการซื้อขายหุ้นเหล่านั้น มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มนักธุรกิจหรือผู้บริจาคที่มีโอกาสเข้าพบและหารือนโยบายกับรัฐบาลโดยตรง

3. ความเกี่ยวพันกับต่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์

เนื่องจากแบรนด์และธุรกิจของตระกูลทรัมป์ (The Trump Organization) มีลักษณะเป็นสากล นโยบายต่างประเทศจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกนำไปเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ส่วนตัว

ทุนตะวันออกกลาง: โครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับหรู ข้อตกลงสิทธิ์การใช้งานแบรนด์ (Licensing Deals) และการลงทุนในดาต้าเซนเตอร์ในภูมิภาคอ่าวอาหรับ (เช่น ยูเออี, ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์) มักดำเนินไปพร้อมๆ กับการเจรจาทางการทูตและการค้าอาวุธระดับประเทศ

บทสรุปของความท้าทายทางจริยธรรม การที่ประธานาธิบดียังคงเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจอย่างเหนียวแน่น และยังเดินหน้าเปิดแนวรบทางธุรกิจใหม่ๆ ทำให้สถาบันการเมืองและสาธารณชนอเมริกันต้องเผชิญกับคำถามใหม่ที่ประวัติศาสตร์ไม่เคยมีมาก่อน: เราจะแยกแยะระหว่าง "ผลประโยชน์ของชาติ" กับ "ผลประโยชน์ของผู้นำ" ออกจากกันได้อย่างไร ในเมื่อทั้งสองสิ่งขับเคลื่อนไปพร้อมกันในเวทีโลก?