วันศุกร์, ตุลาคม 09, 2569

มีคนโพสต์เล่างานวิจัย เรื่อง “บทบาทพรรคการเมืองฝ่ายค้านในระบอบเผด็จการแบบแข่งขัน: กรณีศึกษาพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกล/ประชาชน” อ่านเพลินดี


Ekkarin Tuansiri
Yesterday
·
เพิ่งอ่านจบร่างรายงานวิจัยของ ดร.ปฤณ เทพนรินทร์ (อาจารย์บอล) คณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี เรื่อง “บทบาทพรรคการเมืองฝ่ายค้านในระบอบเผด็จการแบบแข่งขัน: กรณีศึกษาพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกล/ประชาชน”
อ่านเพลินดีครับ และขีดเส้นไว้หลายแห่ง

ส่วนที่ผมชอบมากเป็นพิเศษคือ บทที่ 2 ว่าด้วยแนวคิดและทฤษฎี ผมคิดว่าบทนี้แข็งแรงมาก อาจารย์บอลไปค้นเอกสารและงานวิชาการดี ๆ มาอ่านและทบทวนไว้ค่อนข้างกว้าง ที่สำคัญไม่ได้รีวิวแบบเอาชื่อคนกับแนวคิดมาเรียงต่อกัน แต่ค่อย ๆ ร้อยให้เห็นว่าแต่ละแนวคิดช่วยอธิบายปัญหาของงานตรงไหน และสัมพันธ์กันอย่างไร เป็นทักษะที่สุดยอดมากๆ

อ่านแล้วผมก็ย้อนกลับมาดูงานตัวเองเหมือนกัน เอาเข้าจริง การเขียนบทที่ 2 ให้ดีไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผมเองยังทำได้ไม่เป็นที่พอใจนัก อาจารย์ที่ปรึกษาเคยให้คำแนะนำเรื่องนี้ไว้มาก ยิ่งทำยิ่งรู้ว่า ถ้าฐานความคิดตรงนี้ไม่แน่น ข้อมูลมากเพียงใดก็พาเราไปได้ไม่ไกล แต่ถ้าวางฐานตรงนี้ได้ดี บทอื่น ๆ ก็จะเขียน/วิเคราะห์ต่อได้ง่ายขึ้น

นี่เป็นประโยชน์อย่างหนึ่งของการอ่านงานวิจัย เราไม่ได้อ่านเพียงเพื่อรู้ว่าเขาค้นพบอะไร แต่ได้ดูด้วยว่าเขาคิดอย่างไร จัดการกับวรรณกรรมอย่างไร และเปลี่ยนความยุ่งเหยิงของโลกจริงให้เป็นคำถามทางวิชาการได้อย่างไร หลายอย่างจากงานชิ้นนี้มีประโยชน์มาก ๆ ผมคงนำกลับไปปรับและประยุกต์ใช้กับงานของตัวเอง -คนแคระบนบ่ายักษ์ -

ในทางเนื้อหา งานช่วยจัดระเบียบความเข้าใจต่อการเมืองไทยหลายปีที่ผ่านมาได้ดี โดยเฉพาะการใช้ Electoral Authoritarianism, Competitive Authoritarianism และ Politics of Uncertainty มองสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่การเลือกตั้ง 2562 ผ่าน 2566 จนถึง 2569

ข้อสำคัญของ Competitive Authoritarianism อยู่ตรงที่ การเลือกตั้งยังมีความหมาย การแข่งขันยังเกิดขึ้นจริง ประชาชนยังสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านคะแนนเสียง เพียงแต่ทั้งหมดเกิดขึ้นบน “สนามแข่งขันที่อสมมาตร” (asymmetric games) ผู้เล่นไม่ได้มีเครื่องมือ ทรัพยากร และอำนาจต่อรองเท่ากัน เพราะฉะนั้น การเมืองจึงไม่ได้มีเกมเดียว

แนวคิด Two-Level Games ในงานช่วยให้เห็นเรื่องนี้ชัดขึ้น พรรคการเมืองฝ่ายค้านต้องแข่งขันระดับหนึ่งเพื่อชนะใจประชาชน แต่อีกระดับยังต้องต่อรองและเผชิญกับกติกา สถาบัน และโครงสร้างอำนาจที่กำหนดว่า ชัยชนะจากประชาชนจะถูกแปลงเป็นอำนาจทางการเมืองได้เพียงใด

ตรงนี้ Politics of Uncertainty มีประโยชน์มาก สำหรับฝ่ายค้าน ความไม่แน่นอนคือพื้นที่ของความเป็นไปได้ แต่สำหรับผู้ครองอำนาจเดิม ความไม่แน่นอนเดียวกันอาจกลายเป็นความเสี่ยงที่ต้องควบคุม งานจึงพาเราไปเห็นทั้ง informal institutions, competing informal institutions, menu of manipulation ตลอดจน lawfare หรือนิติสงคราม ซึ่งทำให้เข้าใจว่า การแข่งขันทางการเมืองในระบอบเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในคูหาเลือกตั้ง

ผมคิดว่าสังคมไทยได้เรียนรู้เรื่องนี้ไม่น้อยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นทั้งพลังและขีดจำกัดของคะแนนเสียง ได้รู้ว่าการชนะเลือกตั้งกับการได้ใช้อำนาจรัฐไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และค่อย ๆ เห็นว่าอำนาจไม่ได้อยู่แห่งเดียว หากกระจายอยู่ตามกฎหมาย สถาบัน ระบบราชการ เครือข่าย และกลไกอีกหลายชั้น

ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองก็ถูกสถานการณ์ทดสอบเช่นกัน จากอนาคตใหม่มาถึงก้าวไกลและพรรคประชาชน เราเห็นการปรับตัวขององค์กรและยุทธศาสตร์ ขณะที่ระเบียบอำนาจเดิมก็ปรับตัวไปพร้อมกัน งานจึงมีทั้งแนวคิดเรื่อง regime proxy และ technocratic turn เข้ามาช่วยอธิบายความเคลื่อนไหวในช่วงหลัง

ตรงนี้ทำให้โจทย์เรื่อง Movement Party หรือพรรคขบวนการ น่าสนใจขึ้น เพราะถ้าจะสร้างพรรคมวลชนจริง ชีวิตของพรรคคงฝากไว้กับฤดูกาลเลือกตั้งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องสร้างคน สร้างองค์กร รักษาความสัมพันธ์กับประชาชน และทำให้ประสบการณ์จากทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้กลายเป็นความรู้สะสมของพรรค

และผมคิดว่าสองบท 4-5 ตอบโจทย์ของงานได้ดี ทฤษฎีในบทที่ 2 ไม่ได้ถูกวางทิ้งไว้ หากกลับมาทำงานกับข้อมูลจริง ทำให้เราเห็นทั้งพัฒนาการ การปรับตัว และข้อจำกัดของพรรคฝ่ายค้านในสนามการเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ขณะเดียวกัน อีกฝ่ายก็เรียนรู้และปรับตัวเช่นกัน ใครจะคิดว่าในคืนก่อนวันเลือกตั้ง 2569 จะมีปรากฏอย่างโจ่งแจ้งถึงเพียงนั้น บางครั้งการเมืองของความไม่แน่นอนก็ไม่ได้ทำงานอย่างลึกลับหลังฉากขนาดนั้น หากเปิดเผยแสดงฉากหน้าเสียจนแทบไม่เหลือพื้นที่ต้องให้ตีความ

เพิ่งอ่านจบ เลยอยากบันทึกไว้และขอบคุณอาจารย์บอลสำหรับงานชิ้นนี้ อ่านเพลินและได้ประโยชน์มาก โดยเฉพาะบทที่ 2 ซึ่งทำให้ผมต้องกลับมามองงานของตัวเองใหม่หลายจุด ขณะที่บทที่ 4 และ 5 ก็ทำให้เห็นว่า กรอบคิดที่ดีมีความหมายก็ต่อเมื่อมันช่วยให้เราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้ดีขึ้น

งานวิชาการที่ดีสำหรับผม บางทีไม่ต้องทำให้เราเห็นด้วยกับผู้เขียนทุกเรื่อง แค่อ่านจบแล้วทำให้เรากลับไปคิดเรื่องเดิมได้ละเอียดกว่าเดิม และอยากกลับไปพยายามทำงานของตัวเองให้ดีขึ้น ก็นับว่าได้ประโยชน์มากแล้วครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1620408146223465&set=a.103828557881439