วันอังคาร, ตุลาคม 06, 2569

จับตา #รัสเซีย เชื้อปริศนาหลุดแล็บ นักวิจัยดับ สั่งกักตัว 200 คน







https://x.com/ktnewsonline/status/2107067023159181654
.....

ความคืบหน้าล่าสุดกรณีข่าวรายงานโดย ABC News และสื่อต่างประเทศ (เช่น Axios, CNN, Al Jazeera) เกี่ยวกับกรณีเจ้าหน้าที่วิจัยเสียชีวิตในแถบไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย มีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

1. ท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (U.S. State Department)

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และทำเนียบขาวกำลังเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด กรณีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุ (Pneumonia of Unknown Etiology) ซึ่งเชื่อมโยงกับสถาบันวิจัยการต่อต้านกาฬโรคในภูมิภาคอีร์คุตสค์ (Irkutsk) ประเทศรัสเซีย


สหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทางการรัสเซียแบ่งปันข้อมูลและรายละเอียดอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อสาธารณสุขระหว่างประเทศ

2. ข้อเท็จจริงและข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต

รายงานข่าวท้องถิ่น/ข้อสงสัย: ผู้เสียชีวิตคือนักวิจัยหญิงวัย 28 ปี (ดารียา ชิปิโลวา - Daria Shipilova) ทำงานที่สถาบันวิจัย Irkutsk Anti-Plague Research Institute ในเมืองเชเลคอฟ มีรายงานว่าเกิดอุบัติเหตุหลอดทดลองบรรจุเชื้อแบคทีเรีย Yersinia pestis (กาฬโรค) แตกในระหว่างการทำงาน จนเกิดอาการปอดอักเสบรุนแรงและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2026

แถลงการณ์อย่างเป็นทางการของรัสเซีย: สำนักงานเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของรัสเซีย (Rospotrebnadzor) และผู้ว่าการภูมิภาคอีร์คุตสค์ ระบุอาการของผู้เสียชีวิตว่าเป็นเพียง "โรคปอดอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุ" (Pneumonia of unknown etiology) และอ้างว่าผลตรวจวิเคราะห์จากสิ่งส่งตรวจเบื้องต้นยังไม่พบเชื้อหรือจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยของเธอ โดยยืนยันว่าสถานการณ์การระบาดในพื้นที่ยังคงอยู่ในระดับปกติและควบคุมได้

3. มาตรการกักตัวและการเฝ้าระวัง

ทางการรัสเซียได้สั่งกักตัวและเฝ้าระวังทางแพทย์กับผู้สัมผัสเสี่ยงใกล้ชิด เกือบ 200 คน (รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยเข้ารักษา)

ล่าสุด ผู้ว่าการภูมิภาคระบุว่า ผู้ที่ถูกกักตัวและเฝ้าระวังยังไม่มีใครแสดงอาการป่วย และผลตรวจเบื้องต้นของผู้ใกล้ชิดยังคงเป็นลบ

โรงงานและสถานที่ใกล้เคียงบางแห่งในพื้นที่เมืองเชเลคอฟ ได้มีคำสั่งให้พนักงานสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันไว้ก่อนแล้ว


ตลอดประวัติศาสตร์ทางการแพทย์ มีกรณีศึกษาสำคัญหลายครั้งเกี่ยวกับอุบัติเหตุเชื้อโรคหลุดรอดหรือเกิดการติดเชื้อในห้องปฏิบัติการวิจัย (Laboratory-Acquired Infections & Lab Leaks) ซึ่งนำไปสู่การยกย่องและปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยชีวภาพ (Biosafety) ระดับสากล ดังนี้:
1. การแพร่เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 1977 (1977 Russian Flu)

เชื้อโรค: ไวรัสไข้หวัดใหญ่ H1N1

สถานที่: สถาบันวิจัยในสหภาพโซเวียต หรือจีน

เหตุการณ์: ในปี ค.ศ. 1977 เกิดการระบาดของไข้หวัดใหญ่ H1N1 ทั่วโลก โดยกลุ่มผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวที่เกิดหลังปี 1957 เมื่อนักวิทยาศาสตร์นำสายพันธุ์ไวรัสไปตรวจรหัสพันธุกรรม พบว่ามีโครงสร้างทางพันธุกรรมเหมือนกับสายพันธุ์ H1N1 ที่เคยระบาดในปี 1957 แบบแทบไม่เปลี่ยนแปลง

สาเหตุ: ข้อสันนิษฐานที่เป็นยอมรับกันมากที่สุดในวงการวิทยาศาสตร์คือ เกิดจากการรั่วไหลของเชื้อในห้องปฏิบัติการวิจัยทดลองวัคซีนในสหภาพโซเวียตหรือจีน ซึ่งใช้ไวรัสแช่แข็งจากปี 1957 มาทำการทดลองแล้วเชื้อเกิดหลุดรอดออกมา

2. เหตุการณ์เชื้อไข้ทรพิษหลุดที่เบอร์มิงแฮม ปี 1978 (1978 Birmingham Smallpox Leak)

เชื้อโรค: ไวรัสไข้ทรพิษ (Smallpox / Variola virus)

สถานที่: มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม (University of Birmingham) สหราชอาณาจักร

เหตุการณ์: Janet Parker ช่างภาพการแพทย์ ทำงานอยู่ชั้นบนเหนือห้องปฏิบัติการวิจัยไข้ทรพิษ เกิดอาการป่วยและเสียชีวิตจากโรคไข้ทรพิษ ซึ่งถือเป็นผู้เสียชีวิตจากไข้ทรพิษคนสุดท้ายของโลก

สาเหตุ: การสอบสวนพบว่าเชื้อไวรัสแพร่กระจายผ่านระบบท่อระบายอากาศ (Ductwork) ของอาคารขึ้นไปตามช่องลมเข้าสู่ห้องทำงานของเธอ เหตุการณ์นี้ส่งผลให้องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้ทำลายหรือรวบรวมเชื้อไข้ทรพิษที่เหลือทั้งหมดในโลกไว้ในห้องแล็บความปลอดภัยสูงเพียง 2 แห่งเท่านั้น (ในสหรัฐฯ และรัสเซีย)

3. การระบาดของแอนแทรกซ์ที่สเวิร์ดลอฟสค์ ปี 1979 (1979 Sverdlovsk Anthrax Leak)

เชื้อโรค: สปอร์แบคทีเรียแอนแทรกซ์ (Bacillus anthracis)

สถานที่: โรงงานวิจัยอาวุธชีวภาพทางการทหาร เมืองสเวิร์ดลอฟสค์ (ปัจจุบันคือเยคาเตรินบุร์ก) สหภาพโซเวียต

เหตุการณ์: มีชาวเมืองเสียชีวิตอย่างฉับพลันอย่างน้อย 64 คนจากโรคแอนแทรกซ์ทางระบบหายใจ

สาเหตุ: เจ้าหน้าที่ลืมเปลี่ยนตัวกรองอากาศ (Air Filter) ในระบบระบายอากาศของแล็บวิจัยอาวุธชีวภาพ ทำให้สปอร์แอนแทรกซ์ถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศภายนอกตามลม ในช่วงแรกทางการโซเวียตปฏิเสธและอ้างว่าเกิดจากการบริโภคเนื้อสัตว์ปนเปื้อน จนกระทั่งรัสเซียออกมายอมรับความจริงในปี ค.ศ. 1992

4. การติดเชื้อซาร์สหลังการระบาดใหญ่ ปี 2003–2004 (Post-Outbreak SARS Laboratory Escapes)

เชื้อโรค: ไวรัสซาร์ส (SARS-CoV)

สถานที่: ห้องปฏิบัติการวิจัยในสิงคโปร์, ไต้หวัน และกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

เหตุการณ์: หลังจากที่การระบาดใหญ่ของโรคซาร์สยุติลงในกลางปี 2003 กลับพบผู้ติดเชื้อซาร์สรายใหม่หลายรายในเวลาต่อมา

สาเหตุ:

สิงคโปร์ (ก.ย. 2003): นักศึกษาปริญญาเอกติดเชื้อจากความบกพร่องในระเบียบปฏิบัติและมาตรฐานของห้องแล็บ

ไต้หวัน (ธ.ค. 2003): นักวิจัยติดเชื้อเนื่องจากทำความสะอาดคราบสารเคมีปนเปื้อนเชื้อโดยไม่อยู่ในตู้ชีวปลอดภัย

จีน (เม.ย. 2004): นักวิจัย 2 รายที่สถาบันไวรัสวิทยาในปักกิ่งติดเชื้อจากการสัมผัสเชื้อที่ไม่ได้ทำลายฤทธิ์อย่างสมบูรณ์ ทำให้เชื้อแพร่ต่อไปยังญาติและบุคลากรทางการแพทย์ รวมมีผู้ติดเชื้อ 9 ราย และเสียชีวิต 1 ราย
5. การส่งสปอร์แอนแทรกซ์มีชีวิตโดยผิดพลาด ปี 2015 (2015 US Military Anthrax Shipment)

เชื้อโรค: สปอร์แบคทีเรียแอนแทรกซ์ (Bacillus anthracis)

สถานที่: สถาบันวิจัยทางการทหาร Dugway Proving Ground รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา

เหตุการณ์: กองทัพสหรัฐฯ ส่งตัวอย่างสปอร์แอนแทรกซ์ไปยังห้องปฏิบัติการวิจัยเกือบ 200 แห่งทั่วโลก (รวมถึงเกาหลีใต้ แคนาดา และญี่ปุ่น)

สาเหตุ: ตัวอย่างเชื้อที่ควรจะถูกทำลายฤทธิ์ด้วยการฉายรังสี (Inactivated) กลับยังมีสปอร์แบคทีเรียที่มีชีวิตรอดอยู่ เนื่องจากระเบียบการทดสอบการทำลายเชื้อหลังฉายรังสีไม่รอบคอบพอ แม้จะไม่มีผู้ติดเชื้อจากเหตุการณ์นี้ แต่สร้างความตื่นตระหนกและนำไปสู่การปฏิรูประบบควบคุมเชื้อโรคร้ายแรง (Select Agent Program) ในสหรัฐฯ ครั้งใหญ่

(Gemini รวบรวม)