วันศุกร์, มกราคม 23, 2569

แฉอีก! หุ้นดัง ‘ประกันสังคม’ ลงทุน จาก 866 ล้านบาท เหลือ 14 ล้านบาท (เป็นหุ้นส่วน เป็นเจ้าของตึก เป็นผู้ออกทุนโรงอาหาร เป็นปฏิทิน เป็นทุกอย่างยกเว้นเป็นประโยชน์กับผู้ประกันตน)

https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/1516870293133238

สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว 
8 hours ago
·
แฉอีก! หุ้นดัง อย่าง EA เราก็เป็นเจ้าของนะ! ‘ประกันสังคม’ ลงทุน จาก 866 ล้านบาท เหลือ 14 ล้านบาท
วันที่ 22 ม.ค.69 นายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตอนุกรรมการด้านไอที ประกันสังคม และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์
หุ้นดัง อย่าง EA เราก็เป็นเจ้าของนะ! แต่ไม่รู้เจ๊งไปเท่าไร
จาก 866 ล้านบาท เหลือเพียง 14 ล้านบาท แต่ผู้ประกันตนไม่เคยได้รับคำอธิบายใด ๆ
จริงๆ เราขาดทุนเท่าไรก็ไม่มีใครรู้ เพราะว่าประกันสังคมไม่เคยเปิดข้อมูลสู่สาธารณะ
ไม่ใช่แค่ตึก SKYY9 ไม่ใช่แค่โรงอาหารกระทรวงแรงงาน ไม่ใช่แค่ TU Dome
จากข้อมูลการถือครองย้อนหลังที่มี พบว่า สำนักงานประกันสังคมเคยถือหุ้น EA มูลค่าสูงสุดประมาณ 866 ล้านบาท (13,275,000 หุ้น ที่ราคา 40.57 บาท) ณ วันที่ 15 มีนาคม 2021
หลังจากนั้น เมื่อ EA มีข่าวคดีทุจริตของผู้บริหารระดับสูง สำนักงานประกันสังคมไม่เคยชี้แจงต่อผู้ประกันตนและนายจ้าง ไม่เคยอธิบายว่าลงทุนไปเท่าไร ใครเป็นผู้ตัดสินใจ มีการบริหารความเสี่ยงอย่างไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างไร
จากข้อมูลล่าสุด มูลค่าการลงทุนเหลือเพียงประมาณ 14 ล้านบาท (5,664,900 หุ้น
ที่ราคา 2.44 บาท) ณ วันที่ 17 มีนาคม 2025
นี่คือเงินของผู้ประกันตน และนายจ้างทุกคน แต่การลงทุนระดับหลายร้อยล้านบาท กลับไม่มีการเปิดเผย ไม่มีการชี้แจง และไม่มีความรับผิดชอบ
ทางเราขอเรียกร้องให้สำนักงานประกันสังคม เปิดเผยข้อมูลการลงทุนให้โปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง ในรูปแบบที่พร้อมนำไปประมวลผลต่อได้ เพื่อให้ภาคประชาชนสามารถนำไปวิเคราะห์ ตรวจสอบได้



🔴 การลงทุนที่ผิดปกติของประกันสังคมใน TU Dome เสียหาย 2,800 ล้านบาท


วิเคราะห์ ข่าวหุ้นรอบโลก - Bigmove Club
13 hours ago
·
การลงทุนที่ผิดปกติของประกันสังคมใน TU Dome เสียหาย 2,800 ล้านบาท

เช้าวันนี้เปิดอ่านข่าวเรื่องการลงทุนของสำนักงานประกันสังคมใน TU Dome (TU-PF) ตอนแรกก็พยายามมองโลกในแง่ดี คิดว่าตลอด 20 ปีที่ผ่านมาคงมีการจ่ายปันผลและคืนทุนบ้าง ตัวเลขจริงๆ อาจจะไม่ได้ขาดทุนมากขนาดนั้น แต่เมื่อลงมือขุดข้อมูลจริงจัง ยิ่งขุดลึกเท่าไหร่ ยิ่งพบความผิดปกติและความผิดพลาดมากขึ้นเท่านั้น

ก่อนอื่นต้องชี้แจงตัวเลข 2,800 ล้านบาทว่าคำนวณมาจากไหน นี่ไม่ใช่แค่การขาดทุนตรงๆ แต่เป็นความเสียหายที่แท้จริงที่รวมสองส่วน ส่วนแรกคือขาดทุนจริง 504 ล้านบาท ประกันสังคมลงทุนไป 800 ล้านบาทในปี 2549 แต่เมื่อรวมเงินที่ได้รับคืนทั้งหมดตลอด 30 ปี (ทั้งที่ได้แล้วและคาดว่าจะได้จนถึงปี 2579) จะได้เพียง 296 ล้านบาท ส่วนต่างคือ 504 ล้านบาท หรือขาดทุน 63%

ส่วนที่สองคือค่าเสียโอกาส 2,300 ล้านบาท หากเงิน 800 ล้านบาทนั้นถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน 4% ต่อปีตลอด 30 ปี จะเติบโตเป็น 2,596 ล้านบาท แต่จาก TU Dome ได้เพียง 296 ล้านบาท ความแตกต่างคือ 2,300 ล้านบาท เมื่อรวมทั้งสองส่วน จึงได้ความเสียหายรวม 2,804 ล้านบาท นี่คือต้นทุนที่แท้จริงของการตัดสินใจลงทุนที่ผิดพลาดครั้งนี้

----------

จุดเริ่มต้น: 800 ล้านบาทที่วางลงไป

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ในปี 2549 สำนักงานประกันสังคมตัดสินใจเข้าลงทุนในกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ที ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์ โครงการหอพักและพื้นที่เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ริมรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประกันสังคมซื้อหน่วยลงทุนจำนวน 80 ล้านหน่วย ในราคาพาร์ 10 บาทต่อหน่วย รวมเป็นเงินลงทุนเริ่มต้นทั้งสิ้น 800 ล้านบาท และนี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหา เพราะการลงทุนครั้งนี้ ประกันสังคมถือหุ้นไปถึง 76.75% ของกองทุนทั้งหมด

การถือหุ้นในสัดส่วนที่สูงถึง 76% นี้เองคือความผิดปกติอันดับแรกที่ต้องตั้งคำถาม เพราะหลักการบริหารความเสี่ยงพื้นฐานของการลงทุนสอนเราว่า ไม่ควรวางไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว โดยเฉพาะเมื่อเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำอย่างกองทุน Leasehold ที่ไม่สามารถซื้อขายได้ง่ายในตลาด

----------

ติดตามรอยเงิน: ได้คืนมาเท่าไหร่บ้าง

เมื่อเริ่มลงมือติดตามประวัติการจ่ายปันผลและการคืนทุนตั้งแต่กองทุนจัดตั้งจนถึงปัจจุบัน จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าเงิน 800 ล้านบาทนั้นกลายเป็นอะไรไปบ้าง

**ช่วงปี 2550-2556 ยุคทอง 7 ปีแรก** ในช่วงนี้กองทุนมีการจ่ายปันผล โดยเฉพาะในปี 2555 ที่มีการจ่ายปันผลพิเศษ หากรวมทั้งหมดในช่วง 7 ปีแรกนี้ ประกันสังคมได้รับเงินคืนไปประมาณ 1.80 ถึง 2.00 บาทต่อหน่วย หรือคิดเป็นเงินประมาณ 144-160 ล้านบาท ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสัญญาณที่ดี

**ช่วงปี 2557-2567 ทศวรรษแห่งความว่างเปล่า** แต่แล้วก็เข้าสู่ช่วงที่น่าสยดสยองที่สุด เป็นเวลาเต็ม 10 ปี กองทุนหยุดจ่ายปันผลอย่างสิ้นเชิง เหตุผลหลักมาจากยอดขาดทุนสะสมที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ และปัญหาด้านสภาพคล่องของกองทุน สิบปีที่ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่ได้รับอะไรเลยกลับคืนมา

**ช่วงปี 2568-2569 การคืนทุนครั้งสุดท้าย** จนกระทั่งในปี 2568 และ 2569 กองทุนเริ่มมีการกลับมาคืนเงินให้ผู้ถือหน่วยอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในรูปแบบของปันผล หากแต่เป็น "การลดทุน" รวมประมาณ 0.15-0.20 บาทต่อหน่วย หรือประมาณ 12-16 ล้านบาท

เมื่อรวมตัวเลขทั้งหมดตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ประกันสังคมได้รับเงินคืนจากปันผลและการลดทุนรวมกันเพียง 2.15-2.20 บาทต่อหน่วยเท่านั้น คิดเป็นเงินประมาณ 172-176 ล้านบาท จากเงินต้น 800 ล้านบาท

----------

อนาคต 10 ปีสุดท้าย: จะได้คืนอีกเท่าไหร่

สัญญาเช่าของ TU Dome จะสิ้นสุดลงในปี 2579 ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 10 ปี และนี่คือสิ่งที่เราสามารถคาดการณ์ได้จากสถานะการเงินปัจจุบัน

จากโครงสร้างสินทรัพย์และรายได้ที่เหลืออยู่ หากกองทุนบริหารจัดการได้ดีและไม่มีค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงใหญ่ที่ไม่คาดคิด คาดว่ากองทุนจะสามารถลดทุนคืนให้ผู้ถือหน่วยได้เฉลี่ยปีละประมาณ 0.15 บาทต่อหน่วย

หากคำนวณรวม 10 ปีที่เหลือ จะได้เงินคืนอีกประมาณ 1.50 บาทต่อหน่วย หรือคิดเป็นเงินรวมสำหรับประกันสังคมอีกประมาณ 120 ล้านบาท ซึ่งเป็นเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับเงินต้นที่ลงทุนไป

แต่อย่าลืมถ้ามีการซ่อมครั้งใหญ่ เงินจำนวนนี้อาจจะไม่ได้เลยก็ได้ เท่ากับการขาดทุนอาจจะมีมูลค่าเยอะกว่าที่เราคำนวณกัน

----------

สรุปบัญชีความเสียหาย

เมื่อนำตัวเลขทั้งหมดมารวมกัน ตั้งแต่วันเริ่มต้นจนถึงวันที่สัญญาจะสิ้นสุดในปี 2579 ภาพรวมการลงทุนของประกันสังคมใน TU Dome จะชัดเจนดังนี้

เงินต้นที่ลงทุนในปี 2549 อยู่ที่ 800 ล้านบาท หรือ 10 บาทต่อหน่วย เงินที่ได้รับคืนแล้วตั้งแต่ปี 2549 ถึง 2569 ประมาณ 2.20 บาทต่อหน่วย หรือ 176 ล้านบาท คาดการณ์เงินที่จะได้รับคืนในอนาคตตั้งแต่ปี 2569 ถึง 2579 อีกประมาณ 1.50 บาทต่อหน่วย หรือ 120 ล้านบาท (base case)

เมื่อรวมเงินที่จะได้รับทั้งหมดตลอด 30 ปี จะอยู่ที่ประมาณ 3.70 บาทต่อหน่วย หรือ 296 ล้านบาท เท่านั้น

ส่วนต่างผลขาดทุนสุทธิคือ ลบ 6.30 บาทต่อหน่วย หรือขาดทุนไปทั้งสิ้น 504 ล้านบาท คิดเป็นอัตราขาดทุน 63% จากเงินต้นที่ลงทุนไป

แต่นี่ยังไม่ใช่ความเสียหายที่แท้จริง

----------

ค่าเสียโอกาสที่สูญเปล่าไป

ตัวเลขขาดทุน 504 ล้านบาทที่เราเห็นนั้น ยังไม่ได้สะท้อนความเสียหายที่แท้จริงเลย เพราะยังไม่ได้นับรวม "ค่าเสียโอกาส" ที่สูญเสียไปตลอด 30 ปี และนี่คือส่วนที่ทำให้ความเสียหายพุ่งสูงถึง 2,800 ล้านบาท

ลองนึกภาพว่าหากเงิน 800 ล้านบาทนั้นถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพและปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว หรือกองทุนหุ้นที่มีพื้นฐานดี ซึ่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 3-5% ต่อปี

ด้วยอัตราผลตอบแทน 3% ต่อปี เงิน 800 ล้านบาทจะเติบโตเป็น 1,943 ล้านบาทในเวลา 30 ปี หากเป็น 4% ต่อปี จะเติบโตเป็น 2,596 ล้านบาท และหากเป็น 5% ต่อปี จะเติบโตเป็น 3,457 ล้านบาท

แต่จากการลงทุนใน TU Dome เงิน 800 ล้านบาทจะกลายเป็นเพียง 296 ล้านบาทเท่านั้น หรือถ้า worst case อาจจะเหลือเพียง 100 กว่าล้าน

หากใช้อัตราผลตอบแทนที่ 4% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่สมเหตุสมผลสำหรับการลงทุนของกองทุนขนาดใหญ่ ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ควรจะได้ 2,596 ล้านบาท กับสิ่งที่ได้จริง 296 ล้านบาท คือ 2,300 ล้านบาท

นี่คือค่าเสียโอกาสที่แท้จริง โอกาสในการเติบโตที่สูญเสียไปตลอด 30 ปี เพราะเงินไปติดอยู่ในสินทรัพย์ที่มูลค่าลดลงทุกปีแทนที่จะเติบโตขึ้น

เมื่อรวมขาดทุนจริง 504 ล้านบาท กับค่าเสียโอกาส 2,300 ล้านบาท ความเสียหายรวมจึงอยู่ที่ 2,804 ล้านบาท

-----------

ความผิดปกติที่ไม่ควรเกิดขึ้น

เมื่อมองภาพรวมของการลงทุนครั้งนี้ จะพบความผิดปกติที่ซ้อนทับกันหลายประการ ซึ่งแต่ละประการล้วนขัดกับหลักการบริหารความเสี่ยงของนักลงทุนมืออาชีพทั้งสิ้น

**ความผิดปกติที่หนึ่ง: ถือหุ้น 76.75% ติดกับดักโดยสมบูรณ์** การถือหุ้นในสัดส่วนสูงขนาดนี้ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ ทำให้ประกันสังคมไม่มีทางออกเลย นักลงทุนมืออาชีพทุกคนรู้ว่าต้องมีกลยุทธ์ในการออกจากการลงทุน หรือที่เรียกว่า Exit Strategy เสมอ แต่เมื่อถือหุ้นในสัดส่วนสูงขนาดนี้ ไม่มีทางที่จะขายหุ้นออกมาได้โดยไม่กระทบราคาตลาดอย่างรุนแรง

หากพยายามขายหุ้นจำนวนมากในตลาดที่มีผู้ซื้อน้อย ราคาจะร่วงลงทันที และไม่มีใครในตลาดสามารถรับซื้อหุ้นจำนวนมหาศาลนี้ได้ ผลที่ตามมาคือ ประกันสังคมไม่สามารถ "ตัดขาดทุน" เหมือนนักลงทุนมืออาชีพทั่วไปได้ แม้จะเห็นว่าการลงทุนกำลังมีปัญหาก็ตาม ต้องนั่งดูเงินลดมูลค่าลงทุกปีโดยไม่สามารถทำอะไรได้

**ความผิดปกติที่สอง: ลงทุนใน Leasehold ที่มูลค่าลดลงทุกปี** TU Dome ไม่ใช่การถือครองที่ดินหรืออาคารที่เป็นกรรมสิทธิ์ถาวร แต่เป็นเพียง "สิทธิการเช่า" ที่มีอายุสัญญาจำกัด ความเสี่ยงที่น่ากลัวของสินทรัพย์ประเภทนี้คือ มูลค่าจะลดลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา และจะกลายเป็นศูนย์ในวันที่สัญญาหมดอายุ

ในทางบัญชี ทุกๆ ปีที่ผ่านไป กองทุนต้องบันทึกขาดทุนจากการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่ลดลง ส่งผลให้กองทุนมียอดขาดทุนสะสมสูงถึงกว่า 900 ล้านบาทในปัจจุบัน จนไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ตามปกติมานานนับทศวรรษ เป็นเหมือนนาฬิกาจับเวลาที่นับถอยหลังสู่ศูนย์ทุกวินาที

**ความผิดปกติที่สาม: ไม่มีการกระจายความเสี่ยงเลย** หลักการพื้นฐานของการลงทุนสอนเราว่า "อย่าวางไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว" แต่การลงทุนครั้งนี้วางเงินส่วนใหญ่ไว้ในตะกร้าใบเดียวที่มีรูรั่วด้วยซ้ำ ไม่มีการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์อื่นที่หลากหลาย

นักลงทุนมืออาชีพจะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเพียงส่วนเล็กๆ ของพอร์ตโฟลิโอเท่านั้น แต่การลงทุนครั้งนี้เอาเงินก้อนใหญ่ไปวางในสินทรัพย์เดียวที่มีความเสี่ยงสูงและไม่สามารถขายออกมาได้ง่าย

**ความผิดปกติที่สี่: การประเมินตลาดที่ผิดพลาดอย่างมหันต์** ผู้จัดการกองทุนและบอร์ดที่ตัดสินใจลงทุนดูเหมือนจะมองโลกในแง่ดีเกินไป โดยไม่ได้คาดการณ์ว่าย่านรังสิตจะถูกถาโถมด้วยหอพักเอกชนและคอนโดมิเนียมรุ่นใหม่ที่ทันสมัยกว่า ทำให้ TU Dome สูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรวดเร็ว

พื้นที่พลาซ่าที่ตั้งความหวังว่าจะสร้างรายได้จากร้านค้ากลับกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า ไม่สามารถดึงดูดผู้เช่าได้ นอกจากจะไม่สร้างรายได้แล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ต้องจ่ายทุกเดือน และเมื่ออาคารเก่าลง กำไรที่หามาได้เพียงน้อยนิดกลับต้องถูกนำไปใช้ซ่อมแซมงานระบบ มากกว่าที่จะถูกส่งคืนให้ผู้ถือหุ้น

---------

คำถามที่ต้องหาคำตอบ

เมื่อเห็นความผิดพลาดครั้งใหญ่อย่างนี้ มีคำถามสำคัญหลายข้อที่สาธารณชนควรได้รับคำตอบ

บอร์ดประกันสังคมที่อนุมัติการลงทุนครั้งนี้มีความรู้ความเข้าใจด้านการลงทุนและการบริหารความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน มีการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญอิสระหรือไม่ มีการทำ Due Diligence อย่างละเอียดถี่ถ้วนหรือเปล่า

เหตุใดจึงอนุมัติให้ลงทุนในสัดส่วนที่สูงถึง 76.75% ทั้งที่ขัดกับหลักการกระจายความเสี่ยงอย่างชัดเจน มีใครคัดค้านหรือตั้งคำถามในที่ประชุมหรือไม่ ถ้ามี เหตุใดจึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะหยุดการตัดสินใจครั้งนี้

ในช่วง 10 ปีที่กองทุนไม่จ่ายปันผล มีการประเมินทางเลือกอื่นหรือไม่ เช่น การขายสินทรัพย์ในราคาที่ยอมรับความเสียหายได้ หรือการปรับโครงสร้างกองทุน ทำไมถึงปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการแก้ไขที่จริงจัง

และที่สำคัญที่สุด มีใครต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดครั้งนี้หรือไม่ หรือจะปล่อยให้เป็นเพียงตัวเลขในรายงานประจำปีที่ผ่านไปโดยไม่มีใครต้องตอบคำถาม ความเสียหาย 2,800 ล้านบาทนี้ใครเป็นคนรับผิดชอบ

--------------

บทเรียนสำคัญที่ต้องจดจำ

การลงทุนของประกันสังคมใน TU Dome ทำให้เราเห็นบทเรียนสำคัญหลายประการที่ไม่ควรลืม และต้องไม่ให้เกิดซ้ำอีก

**บทเรียนแรก: การกระจายความเสี่ยงคือหลักการที่ไม่มีข้อยกเว้น** การวางเงินลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์ชิ้นเดียวที่มีความเสี่ยงสูงและไม่สามารถขายออกมาได้ง่าย เป็นการฝ่าฝืนหลักการพื้นฐานของการบริหารความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นเงินของใคร เงินเท่าไหร่ หลักการนี้ต้องเคารพเสมอ

**บทเรียนที่สอง: ต้องมีทางออกเสมอ** นักลงทุนมืออาชีพต้องรู้เสมอว่าจะออกจากการลงทุนได้อย่างไรเมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง การลงทุนในสัดส่วนที่สูงเกินไปจนไม่สามารถตัดขาดทุนได้ เป็นการผูกมัดตัวเองไว้กับเรือที่กำลังจมโดยไม่มีทางหนี การมี Exit Strategy ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น

**บทเรียนที่สาม: Due Diligence ต้องทำอย่างจริงจัง** การประเมินความเป็นไปได้ของธุรกิจต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้าน ทั้งการแข่งขัน แนวโน้มตลาด ความเสี่ยงจากโครงสร้างสินทรัพย์ และความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่ยั่งยืน การมองโลกในแง่ดีเกินไปโดยไม่มีข้อมูลรองรับอาจนำมาซึ่งความผิดพลาดครั้งใหญ่

**บทเรียนที่สี่: ธรรมาภิบาลไม่ใช่คำพูดเปล่า** เงินของกองทุนประกันสังคมคือเงินออมของผู้ประกันตนหลายล้านคน การตัดสินใจลงทุนต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด มีความโปร่งใส และมีการรายงานต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่การตัดสินใจในห้องปิดโดยคนกลุ่มเล็กๆ

**บทเรียนที่ห้า: มืออาชีพต้องเป็นมืออาชีพจริง** เงินของประชาชนต้องได้รับการดูแลโดยผู้ที่มีความรู้ความสามารถจริง มีประสบการณ์ด้านการบริหารความเสี่ยง และทำงานภายใต้ระบบธรรมาภิบาลที่ดี ไม่ใช่การตัดสินใจตามนโยบายทางการเมืองหรือความสัมพันธ์ส่วนตัว

**บทเรียนสุดท้าย: ค่าเสียโอกาสคือต้นทุนที่มองไม่เห็นแต่ใหญ่มหาศาล** การขาดทุน 504 ล้านบาทดูใหญ่โตอยู่แล้ว แต่ค่าเสียโอกาส 2,300 ล้านบาทที่สูญเสียไปตลอด 30 ปีต่างหากที่ทำให้ความเสียหายรวมพุ่งสูงถึง 2,800 ล้านบาท เงินที่ไปผิดที่ไม่ได้แค่หายไป แต่มันยังทำให้เราเสียโอกาสในการเติบโตไปด้วย

-----------

จากนี้ไปต้องทำอย่างไร

เรื่องราวของ TU Dome ไม่ควรจบเพียงแค่การจดจำว่าเป็นการลงทุนที่ผิดพลาด แต่ควรเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบการบริหารเงินกองทุนสาธารณะอย่างจริงจัง

ผู้ประกันตนทุกคนที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนทุกเดือนมีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าเงินของตนถูกนำไปลงทุนอย่างไร ใครเป็นผู้ตัดสินใจ มีกลไกตรวจสอบอย่างไร และเมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ใครต้องรับผิดชอบ

ในอนาคต การลงทุนของกองทุนสาธารณะทุกกองทุนควรต้องผ่านกระบวนการที่โปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ มีกลไกให้ภาคประชาชนสามารถเข้ามาตรวจสอบได้ และมีระบบความรับผิดชอบที่ชัดเจนเมื่อเกิดความผิดพลาด

บทเรียน 2,800 ล้านบาทจาก TU Dome ควรเป็นครั้งสุดท้ายที่เราปล่อยให้เงินออมของประชาชนถูกบริหารจัดการโดยขาดประสิทธิภาพ ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่การไม่เรียนรู้จากความผิดพลาดและปล่อยให้เกิดซ้ำคือความบกพร่องของระบบที่เราไม่ควรยอมรับ

ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ต้องรับผลกระทบจากความผิดพลาดเหล่านี้ไม่ใช่นักการเมืองหรือผู้บริหารระดับสูงที่อยู่ไกลตัว แต่คือผู้ประกันตนทุกคนที่หวังพึ่งพาเงินกองทุนนี้ในยามเจ็บป่วยและยามเกษียณ การดูแลเงินของพวกเขาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางบัญชี แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในระบบสวัสดิการสังคมและอนาคตของคนทำงานทุกคนในประเทศนี้

Boyles bigmove club
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1285010836770195&set=a.602074698397149
.....







คำชี้แจงจาก 'สำนักงานประกันสังคม' ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย แถมทำให้ข้อกังขาของคนไทยเกี่ยวกับ 'ราชการไทย' เด่นชัดขึ้น คือไม่เห็นหัวประชาชน


TODAY
8 hours ago
·
คำชี้แจงจาก 'สำนักงานประกันสังคม' ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย

แถมทำให้ข้อกังขาของคนไทยเกี่ยวกับ 'ราชการไทย' เด่นชัดขึ้น

คือไม่เห็นหัวประชาชน

เอาเข้าจริง กรณีสำนักงานประกันสังคม เป็นเรื่องเลวร้ายยิ่งกว่าหน่วยงานรัฐปกติ เพราะไม่ได้มีแค่ 'เงินภาษี' แต่มี 'เงินผู้ประกันตน' ที่ควักจ่ายทุกเดือน ซึ่งถูกใช้กับเรื่องที่แปลก

ตั้งแต่เสื้อ หมวก ปฏิทิน
ไปจนถึงตึก SKYY9 TU Dome
และศูนย์อาหารกระทรวงแรงงาน

เรื่องย่อยๆ อย่างปฏิทิน อาจมองเป็นการประชาสัมพันธ์
เรื่องใหญ่ๆ เช่นการลงทุนอสังหาฯ อาจมองเป็นการลงทุน

ซึ่งก็ผ่านเสียงวิจารณ์ถึงความประหลาด ไม่เหมาะสม ไม่คุ้มค่ามาแล้ว

ยิ่งเทียบกับสิทธิที่ผู้ประกันตนได้รับ ยิ่งเจ็บใจ

แต่จะเป็นเรื่องประชาสัมพันธ์ หรือเรื่องการลงทุน ยังพอรับฟังคำชี้แจงได้

เช่นกรณีลงทุน TU Dome ที่ถูกมองว่าขาดทุนมหาศาล สำนักงานประกันสังคมระบุว่า ตอนนั้นไม่ได้มีกองทุนอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศมากนัก

และตัวเลขที่ยกมา 100 ล้านบาท จากมูลค่า 800 ล้านบาท เป็นมูลค่ายุติธรรมในตลาดการลงทุน ไม่ใช่มูลค่าที่แท้จริงของอสังหาริมทรัพย์

สำนักงานประกันสังคมยืนยันว่า ไม่ถึงกับร้าง

โดยมีผู้เช่าอยู่ ประมาณ 60-70% ขณะที่ส่วนพลาซ่าอาจมีผู้เช่าประมาณ 50%

TU Dome คือตัวอย่างเพียงหนึ่งในหลายๆ การลงทุน ที่สำนักงานประกันสังคม ถูกตั้งคำถามในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แต่เรื่อง 'ศูนย์อาหารกระทรวงแรงงาน' ที่ใช้เงินผู้ประกันตนไปสร้าง มองอย่างไรก็เกินเบอร์

คือยิ่งกว่าประหลาด เป็นความพิลึก

แถมคำชี้แจงจากสำนักงานประกันสังคม อ่านแล้วเข้าขั้นพิศวงได้เลย

สำนักงานประกันสังคมชี้แจงว่า โรงอาหารดังกล่าวจัดให้เป็น "สวัสดิการสาธารณะในลักษณะไม่แสวงหากำไร"

และอธิบายว่า พื้นที่ตรงนั้นไม่มีโรงอาหาร และต้องการสร้างเพื่อ "อำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานรองรับผู้มาติดต่อจำนวนมาก"

คำถามคือ มันต่างกันตรงไหน? กับโรงอาหารมหาวิทยาลัย โรงอาหารหน่วยราชการ หรือแม้กระทั่งกระทรวงอื่นๆ ที่ใช้ 'งบหลวง' เปิดโรงอาหาร ขายข้าวราคาถูกให้พนักงาน และคนทั่วไปแถวนั้น

มันต่างกันตรงไหน?

ถ้าไม่ต่าง ทำไมต้องใช้เงินกองทุนประกันสังคม?

แต่ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่านั้น คือถ้อยคำในการชี้แจง

สำนักงานประกันสังคมระบุว่า โครงการนี้ได้ผ่านกระบวนการพิจารณา อนุมัติ และตรวจสอบตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน

ยืนยันว่า ผู้ประกันตนและสาธารณชนในขณะนั้นได้รับรู้รับทราบข้อมูลมาโดยตลอด

"ใครทราบบอกหน่อย ตลกมาก"
"ตั้งแต่ปฎิทินละ ไม่เคยรู้เลยว่ามี"
"สรุป เอาไป สร้าง สนามฟุตบอลก็ได้ ถ้าทำขั้นตอนครบ กระทรวงแรงงาน อยากได้ อะไรอีกไหม ห้องทำงานให้ใหม่ ห้องฟิตเนส โรงภาพยนตร์ จัดไปเลย"

นี่คือคอมเมนต์ใต้โพสต์คำชี้แจงของสำนักงานประกันสังคม

ยังดีหน่อย ที่สำนักงานประกันสังคม ไม่ปิดคอมเมนต์ เหมือน สตง. และกกต.

แต่อนาคต ไม่แน่

คำชี้แจงอีกช่วงหนึ่งยังระบุว่า "กระทรวงแรงงานเห็นว่า การนำประเด็นที่ได้ผ่านการตรวจสอบและสิ้นสุดกระบวนการแล้วกลับมาเสนอ ควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม"

คือแทนที่จะตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าก่อนหน้านี้สื่อสารไม่ถึงผู้ประกันตนหรือไม่

แต่ทำไมไม่รู้ อ่านดูแล้ว เหมือนคนสงสัยกลายเป็นคนผิด ซะอย่างนั้น!

สำนักงานประกันสังคม มีผู้ประกันตนอยู่ในมือ 24,811,929 คน

ในทางการเมือง นี่คือคะแนนเสียงมหาศาล จนนักวิเคราะห์การเมืองบางคนมองว่า เผลอๆ จุดวัดใจในการเลือกตั้ง 69 รอบนี้ อาจไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องทุนเทา

แต่เป็นเรื่อง 'ประกันสังคม' นี่แหละ

ที่แปลกคือ ทำไมเรื่องประกันสังคมยังไม่ใช่เรื่องใหญ่ในการเลือกตั้ง 69

ทั้งๆ ที่นี่คือคะแนนเสียงหลายสิบล้านเสียง และมันไม่ใช่เรื่องของสีใดสีหนึ่ง

แต่ทำไมการเมืองภาพใหญ่ดูไม่ค่อยขยับ

นี่คือปริศนาธรรมทางการเมือง ที่ยังไม่มีคำตอบ
.
สำนักข่าว TODAY
สำนักข่าวออนไลน์ เปิดความรู้ ดูทูเดย์

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1286757009942911&set=a.661952892423329




เงินประกันสังคม ถูกตัดออกไปอย่างเงียบงัน 750 บาท 875 บาท ไม่ใช่ตัวเลขที่ทำให้ใครร่ำรวย แต่เป็นตัวเลขที่ทำให้ใครบางคน “อุ่นใจ” อุ่นใจว่า หากวันหนึ่งร่างกายพัง หากวันหนึ่งล้มป่วย หากวันหนึ่งไม่มีแรงทำงาน จะยังมี “หลังพิงสุดท้าย” คอยรองรับชีวิต


พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
11 hours ago
·
58 #ประกันสังคม #หลังพิงสุดท้าย กับเงาของตึกที่ไม่ควรมี

เงินเดือนของแรงงานไทยทุกเดือน
ถูกตัดออกไปอย่างเงียบงัน
750 บาท 875 บาท
ไม่ใช่ตัวเลขที่ทำให้ใครร่ำรวย
แต่เป็นตัวเลขที่ทำให้ใครบางคน “อุ่นใจ”

อุ่นใจว่า หากวันหนึ่งร่างกายพัง
หากวันหนึ่งล้มป่วย
หากวันหนึ่งไม่มีแรงทำงาน
จะยังมี “หลังพิงสุดท้าย” คอยรองรับชีวิต

ประกันสังคมจึงไม่ใช่เพียงกองทุน
มันคือคำสัญญาระหว่างรัฐกับแรงงาน
คือศรัทธาที่ถูกหักออกจากเงินเดือน
เพื่อแลกกับความมั่นคงในวันข้างหน้า

แต่ศรัทธานั้น
กำลังถูกตั้งคำถามอีกครั้ง
ไม่ใช่เพราะเงินหาย
แต่เพราะ “เสียง” ของผู้จ่ายเงิน
กำลังจะถูกทำให้หายไปอย่างแนบเนียน

#ระเบียบที่ไม่เป็นกลาง และ #การรัฐประหารที่ไม่ใช้รถถัง

ร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฉบับใหม่
ถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาที่สุภาพ
อ้างความถูกต้องตามขั้นตอน
อ้างกฎหมาย อ้างระเบียบ อ้างความเป็นมืออาชีพ

แต่ใต้ถ้อยคำเรียบร้อยนั้น
คือการหักทอนอำนาจของผู้ประกันตนอย่างเป็นระบบ
จากเสียงที่เคยรวมเป็นหนึ่ง
ถูกแยกย่อยให้กระจัดกระจาย
จากพลังที่เคยเป็น 1 ใน 3
ถูกทำให้เหลือเพียง 1 ใน 21
ไม่ใช่เพราะแรงงานอ่อนแอ
แต่เพราะกติกาถูกออกแบบ
เพื่อให้คนเดิม
กลับมาอยู่ที่เดิม

นี่ไม่ใช่การปฏิรูป
นี่คือการรัฐประหารในคราบระเบียบ
ไม่ต้องมีทหาร
ไม่ต้องมีรถถัง
ใช้เพียงปากกา กับอำนาจราชการ
ก็เพียงพอแล้ว

#วงจรอุบาทว์ของตึก #ปฏิทิน และ#โครงการประหลาด

ประวัติศาสตร์ของประกันสังคม
ไม่ได้ขาดบทเรียน
เรารู้จักตึกที่ชื่อสกายไนน์
รู้จักปฏิทินที่ไม่มีใครถามหา
รู้จักแอปที่ใช้งบมหาศาล
แต่โอนเงินคนว่างงานไม่ได้

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ
มันคือผลลัพธ์ของโครงสร้าง
ที่เปิดช่องให้เงินของแรงงาน
ไหลออกไปเลี้ยงเครือข่ายอำนาจ

เมื่อคนกลุ่มเดิม
วนกลับเข้าสู่บอร์ดอีกครั้ง
คำทำนายจึงไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์
แต่เป็นการอ่านแบบแผน

ตึกใหม่จะมา
โครงการใหม่จะเกิด
งบประมาณจะถูกอธิบาย
ด้วยถ้อยคำสวยงามเหมือนเดิม
และผู้ประกันตน
จะถูกขอให้ “เข้าใจ”
อีกครั้ง

#อย่าเอาการเมืองมาเกี่ยว : คำโกหกที่พูดซ้ำจนดูเหมือนจริง

มีคนบอกว่า
อย่าเอาการเมืองมายุ่งกับประกันสังคม
แต่รัฐมนตรีแรงงาน
มาจากพรรคการเมือง
อำนาจแต่งตั้ง
อำนาจควบคุมเสียงบอร์ด
ล้วนเป็นอำนาจทางการเมืองทั้งสิ้น

#ตึกสกายไนน์ ไม่ได้ผุดขึ้นจากอากาศ
ปฏิทินไม่ได้พิมพ์ตัวเอง
โครงการประหลาดไม่ได้เกิดโดยธรรมชาติ

ทั้งหมดคือ #การเมือง
เพียงแต่เป็นการเมืองที่ไม่เคยถามแรงงาน

ปัญหาไม่ใช่การเมือง
ปัญหาคือการเมืองที่เลว
และคำว่า “อย่าเอาการเมืองมาเกี่ยว”
ก็เป็นเพียงม่านควัน
เพื่อให้การเมืองเลว
ทำงานได้ต่อไปโดยไม่ถูกตรวจสอบ

#เติมน้ำใส ไล่น้ำเสีย

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
ไม่ใช่การเรียกร้องให้ยกเลิกประกันสังคม
ตรงกันข้าม
คือการยืนยันว่าประกันสังคม
สำคัญเกินกว่าจะปล่อยให้ใครหากิน

ทุกหนึ่งล้านบาทที่ไม่ถูกโกง
เมื่อเวลาผ่านไป
สามารถงอกเงยเป็นความมั่นคงของคนทั้งประเทศ

แต่ความมั่นคงนั้น
จะไม่มีวันเกิด
ถ้าผู้ประกันตนเงียบ
ถ้าการประชาพิจารณ์ถูกปล่อยให้ผ่านไป
เหมือนพิธีกรรมที่ไม่มีความหมาย

#หลังพิงสุดท้าย #ต้องไม่กลายเป็นหลุมดำ

#ประกันสังคม
คือเงินของแรงงาน
ไม่ใช่ของรัฐ
ไม่ใช่ของนักการเมือง
และไม่ใช่ของเครือข่ายใด

หากวันนี้
เสียงของผู้ประกันตนถูกทำให้เล็กลง
วันพรุ่งนี้
หลังพิงสุดท้าย
อาจเหลือเพียงเงาของตึกสูง
ที่ไม่เคยตั้งใจจะพยุงใคร

นี่จึงไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง
แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีแรงงาน
และสิทธิในการกำหนดอนาคตของเงินตัวเอง

เพราะเงินที่ถูกหักทุกเดือน
ควรเป็นหลักประกันของชีวิต
ไม่ใช่เชื้อเพลิง
ให้ใครบางคนเสวยสุขต่อไปอย่างไม่รู้จบ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1411562743759293&set=a.189546429294270



สมชาย ปรีชาศิลปกุล ชวนมองเหตุผลกับท่าทีคัดค้านของฝ่ายอนุรักษนิยมต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และนำไปสู่คำถามว่า ทำไมเครือข่ายฝ่ายอนุรักษนิยมจึงหวาดเกรงประชาชนในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ


ทำไมฝ่ายอนุรักษนิยมจึงเกรงกลัวประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ

เรื่อง: สมชาย ปรีชาศิลปกุล 
ภาพประกอบ: ณัฐพล อุปฮาด
21 Jan 2026
101

ความพยายามผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นทดแทนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้ถูกตอบโต้จากเครือข่ายของฝ่ายอนุรักษนิยมอย่างกว้างขวางด้วยจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เหตุผลของฝ่ายที่คัดค้านมีหลากหลายด้าน ประเด็นที่มีการนำเสนอผ่านสื่อมวลชนให้รับทราบมีนับตั้งแต่การอ้างถึงงบประมาณจำนวนมหาศาลที่ต้องใช้ไปในระหว่างการจัดทำรวมถึงการทำประชามติอีกสอง/สามครั้ง, การให้ความเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นการตีเช็คเปล่าให้กับทางคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่จะไปทำอะไรกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้ตามใจชอบ และอาจกระทบต่อสถาบันอันเป็นเสาหลักสำคัญของสังคมไทย

หรือการแสดงความเห็นว่าแทนที่จะใช้ทรัพยากรจำนวนมากไปกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สู้เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตผู้คนที่เป็นรูปธรรมไม่ได้กว่าหรือ ขณะที่จำนวนหนึ่งก็ออกมาให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าจะแก้ไขก็ได้แต่ต้องไม่แก้ในส่วนของหมวด 1 (หมวดทั่วไป) และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์)

หากทำความเข้าใจอย่างจริงจังแล้วก็จะพบว่าทั้งหมดล้วนแต่มีเป้าหมายสำคัญคือ ไม่ต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การอ้างถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหมวด 1 และหมวด 2 ไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าการโหนกระแสไปในทิศทางเดียวกัน

ที่กล่าวมาเป็นตัวอย่างของความเห็นที่มีเหตุผลอยู่มากบ้างน้อยบ้าง ความเห็นบางข้อเห็นได้ชัดว่าไม่ได้เป็นการใช้สติและปัญญาในการพิจารณาประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง บทความชิ้นนี้ไม่ได้ต้องการที่จะมาอธิบายว่าความเห็นที่คัดค้านกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นไร้สาระหรือไร้เหตุผลเพียงใด เพราะในความเข้าใจของผู้เขียนแล้ว ข้ออ้างต่างๆ ที่เครือข่ายฝ่ายอนุรักษนิยมพยายามหยิบยกขึ้นมาตอบโต้ต่อการทำประชามติวางอยู่บนเหตุผลสำคัญประการหนึ่งก็คือ ความเกรงกลัวต่อประชาชนในการมีส่วนร่วมจัดทำรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง

เอาเข้าจริง คนกลุ่มนี้ไม่ได้รังเกียจการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แต่อย่างใด เพราะในทุกครั้งที่มีการร่างรัฐธรรมนูญภายใต้อำนาจคณะรัฐประหาร แทบไม่เคยมีเสียงคัดค้านของคนกลุ่มนี้เกิดขึ้น ซ้ำร้ายไปกว่านั้นบางคนยังเข้าไปชูคอมีส่วนร่วมกับกระบวนการดังกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

ขณะที่กังวลว่าการร่างรัฐธรรมนูญโดยประชาชนเปรียบเสมือน ‘ตีเช็คเปล่า’ แต่กลับไม่เคยสงสัยต่อการทำงานแบบปิดลับของกลุ่มคนภายใต้อำนาจรัฐประหาร ไม่เคยตั้งคำถามต่องบประมาณที่ถูกใช้ในการร่างรัฐธรรมนูญของคนกลุ่มนี้ พูดให้ชัดเจนฝ่ายอนุรักษนิยมไม่ต้องการให้ประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญต่างหาก

ทำไมเครือข่ายฝ่ายอนุรักษนิยมจึงหวาดเกรงต่อประชาชนในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ

ในระดับที่กว้าง ในหลายประเทศที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญเป็นอย่างมาก (ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกผู้ร่างโดยตรง หรือการแสดงความเห็นในระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญ) มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญในทางที่ ‘ก้าวหน้า’ มากขึ้น อันหมายถึงการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้ขยายกว้างขวาง หรือการสร้างกระบวนการในการตรวจสอบการทำงานของผู้ถืออำนาจรัฐที่มากขึ้น

ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อชนชั้นนำที่ครองอำนาจหรือเสวยประโยชน์อยู่ในห้วงเวลาดังกล่าว แน่นอนว่าย่อมไม่เป็นที่พอใจสำหรับพวกเขาและเครือข่ายที่มีประโยชน์ร่วมกัน

ในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ประชาชนมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญน้อยครั้งมาก ครั้งที่เห็นได้อย่างชัดเจนมากที่สุดก็คือรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประชาชนสามารถมีสิทธิในการเลือกผู้ร่าง (หรือ สสร.) เข้าไปทำหน้าที่ ในระหว่างการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญก็มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในแบบที่แทบไม่เคยปรากฏมาก่อน

ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่เกิดขึ้นมีในหลายด้าน ด้านหนึ่งที่สำคัญก็คือการปรับเปลี่ยนระบบเลือกตั้งที่ทำให้เกิดการเลือก สส. บัญชีรายชื่อ ระบบการเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลงไปได้ส่งผลให้พรรคการเมืองต้องหันมาให้ความสำคัญกับนโยบายในเชิงภาพรวม อันส่งผลให้พรรคการเมืองมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในจังหวะของการเลือกตั้ง

พรรคการเมืองอนุรักษนิยมที่ไม่อาจปรับตัวให้เข้ากับบรรทัดฐานใหม่ก็ประสบความพ่ายแพ้มาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งชนชั้นนำที่เคยใช้พรรคการเมืองอนุรักษนิยมต้องประสบความยุ่งยากในการกำกับการเมืองไทย ก่อนจะหันหน้าไปสู่การใช้องค์กรอิสระเป็นเครื่องมือในการจัดการกับฝ่ายที่ยืนอยู่ตรงกันข้าม อันนำมาซึ่งการเปลือย ‘รัฐพันลึก’ ให้กระจ่างแจ้งต่อสังคม ส่วนพรรคการเมืองที่ยังหากินอยู่กับฝีปากและความคิดอนุรักษนิยมก็ค่อยๆ ฝ่อลง และสูญสิ้นความหมายจนกลายเป็นตัวประกอบราคาถูกในการเลือกตั้ง

การยินยอมให้ประชาชนเข้ามาจัดทำรัฐธรรมนูญจึงเป็นความเสี่ยงอย่างสำคัญ เพราะสร้างสภาวะความไม่แน่นอนว่าจะนำไปสู่การสร้างกฎเกณฑ์กติกาแบบใดให้เกิดขึ้น

ต้องไม่ลืมว่านับตั้งแต่ภายหลังการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ. 2557 การเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชนที่แพร่กระจายอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่ทศวรรษ 2560 รวมทั้งการทำงานอย่างเข้มแข็งของพรรคฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐที่ทำให้เห็นถึงความเน่าเฟะของระบบราชการ ได้ส่งผลต่ออุดมการณ์และมุมมองที่มีต่อสถาบันต่างๆ แตกต่างจากเดิมไปอย่างไพศาล ท่าทีเช่นนี้กลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าสังคมไทยเปลี่ยนไปและไม่เหมือนเดิม

อุดมการณ์ที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหลายประเด็นไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่จำเป็นต้องมีความเปลี่ยนแปลง องค์กรอิสระหรือหน่วยงานภาครัฐที่ดำรงอยู่เป็นปรสิตของสังคมไทยจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบและมีความรับผิด การทุจริตคอร์รัปชันที่ถูกเปิดเผยออกมาล้วนแต่สะท้อนให้เห็นว่า ‘รัฐธรรมนูญปราบโกง’ นั้นไร้น้ำยาและไร้ความหมายเพียงใด

ความพยายามในการปกป้องรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 การต่อต้านกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม การตีฝีปากว่าห้ามแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 จึงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าอาการแสดงความหวาดกลัวเสียงและอำนาจของประชาชนในการกำหนดชะตากรรมของตนเองด้วยการสร้างกติกาในการเขียนกฎหมายสูงสุดของประเทศ

การเปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะเปลี่ยนกติกาทางการเมืองให้มาอยู่ภายใต้อำนาจของประชาชนเพิ่มมากขึ้น แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้รับประกันว่าจะประสบความสำเร็จอย่างที่เราคาดหวังในบั้นปลาย ในระหว่างทางของการผลักดันอาจต้องเผชิญกับการบิดเบี้ยว การล่อหลอก การช่วงชิง ฯลฯ จากหลากหลายกลุ่มที่ดำรงอยู่

แต่ตราบเท่าที่ยังไม่มีการเริ่มต้น ก้าวเดินต่อไปก็ยังไม่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน

https://www.the101.world/conservative-fear-constitution-drafting/



“ประกันสังคมก้าวหน้า” แฉอีก สปส.ยังซื้อหุ้น TU Dome 800 ล้าน ราคาหุ้นปัจจุบันเหลือไม่ถึง 100 ล้านบาท


“ประกันสังคมก้าวหน้า” แฉอีก สปส.ยังซื้อหุ้น TU Dome 800 ล้าน ราคาหุ้นปัจจุบันเหลือไม่ถึง 100 ล้านบาท

21 ม.ค. 2569
เรื่องเล่าเช้านี้

ประกันสังคมก้าวหน้า - Progressive Social Security โพสต์ผ่าน X ว่าผู้ประกันตนและนายจ้างโปรดทราบ ไม่ใช่แค่ โรงอาหารกระทรวงแรงงาน ตึก SKY9 แต่ประกันสังคมยังไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ดูจะล้าง ๆ อีกแห่งหนึ่งที่สำคัญคือ TU Dome ถ้าผู้ประกันตนหรือนายจ้างท่านใดเรียนหรืออาศัยอยู่แถว ธรรมศาสตร์ รังสิต คงจะรู้จัก หอเก่า ๆ (leasehold 30 ปี) ออกแบบและก่อสร้างไม่ได้มาตราฐาน ที่ตอนนี้ชั้นบนโชนพลาช่าร้าง

โครงการนี้มีชื่อว่า ทียูโดม หรือชื่ออย่างเป็นทางการ คือ ที ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์ (TU-PF) ซึ่งประกันสังคมเข้าไปลงทุนถืออยู่สัดส่วน 76.75% อันดับหนึ่งเกือบถือสินทรัพย์ตึกอยู่คนเดียวอีกครั้ง ปัจจุบันถือหน่วย จำนวน 80 ล้านหุ้น คิดราคาที่ประกันสังคมถือคร่าว ๆ ตามมูลค่าครั้งแรกที่เสนอขายก็น่าจะประมาณ 800 ล้านบาท (หน่วยละ 10 บาท)

มูลค่าปัจจุบันดูในเว็บ SET เหลือหุ้นละ 1 บาท NAV ที่ประกันสังคมถือตอนนี้ก็เหลือไม่ถึง 100 ล้านบาทแล้ว และน่าจะได้ปันผลไปไม่เกิน 170 ล้าน เป็นอีกครั้งที่เราพึ่งมารู้ว่าเงินหายไปเยอะขนาดนี้ จากการลงทุนในอดีต

พร้อมยังระบุอีกว่า “ถ้าไม่อยากให้เงินของพวกเราไปอยู่ในการลงทุนแบบนี้อีก ต้องนำประกันสังคมออกนอกระบบราชการกลับมาบริหารโดยประชาชนทั้งนายจ้างและแรงงานช่วยกันเลือกคนไปบริหาร เป็นองค์กรที่เปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้ เริ่มต้นจากการช่วยกันคว่ำระเบียบเลือกตั้งฉบับตัดสิทธิ์ผู้ประกันตนและนายจ้าง”

https://ch3plus.com/news/political/morning/455669






 

คลิปเดียวจบ! อ่านความคิด Trump ทะลุปรุโปร่ง - Money Chat Thailand | รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม


คลิปเดียวจบ! อ่านความคิด Trump ทะลุปรุโปร่ง - Money Chat Thailand | รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม

Premiered Jan 15, 2026 

คลิปเดียวจบ! อ่านความคิดTrump ทะลุปรุโปร่ง - Money Chat Thailand รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

https://www.youtube.com/watch?v=IO5LH_RZMIE




สุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี Mark Carney แห่งแคนาดา ณ​ World Economic Forum 2026 กำลังไวรัล คือสุนทรพจน์ที่จะปักหมุดสำคัญในประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกครั้งใหญ่ (แปลไทย)



Wipada Kittikowit
16 hours ago
·
... อาจารย์ปีติ ศรีแสงนาม แปลสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์แห่งแคนาดา ไว้ให้แล้ว ขอบคุณมากค่ะ ...

.............

สุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี Mark Carney แห่งแคนาดา ณ​ World Economic Forum 2026 คือสุนทรพจน์ที่จะปักหมุดสำคัญในประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกครั้งใหญ่
.
ผมคิดว่าท่านใดที่สนใจการต่างประเทศ ต้องอ่านครับ จึงขออนุญาตแปลและสรุปความดังนี้
.
สุนทรพจน์ Mark Carney ณ WEF 2026
.
เป็นทั้งความยินดีและเป็นหน้าที่ที่ผมได้มาอยู่กับพวกท่านในค่ำคืนนี้ ในช่วงเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แคนาดาและโลกกำลังเผชิญอยู่
.
วันนี้ผมจะกล่าวถึง "จุดแตกหัก" (Rupture) ของระเบียบโลก การสิ้นสุดลงของนิยายอันสวยหรู และการเริ่มต้นของความเป็นจริงที่โหดร้าย ที่ซึ่งภูมิรัฐศาสตร์—และมหาอำนาจหลัก—ไร้ซึ่งขีดจำกัดและข้อผูกมัดใดๆ
.
ในอีกด้านหนึ่ง ผมอยากจะบอกท่านว่า ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ประเทศอำนาจระดับกลาง" (Intermediate/Middle Powers) อย่างแคนาดานั้น ไม่ได้ไร้อำนาจ พวกเขามีศักยภาพที่จะสร้างระเบียบใหม่ที่โอบรับค่านิยมของเรา เช่น การเคารพสิทธิมนุษยชน การพัฒนาที่ยั่งยืน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐต่างๆ
.
อำนาจของผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่า เริ่มต้นที่ "ความซื่อสัตย์ต่อความจริง"
.
ดูเหมือนว่าทุกวันนี้ เราถูกย้ำเตือนอยู่เสมอว่าเราอยู่ในยุคของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ว่าระเบียบโลกที่ยึดกฎกติกาเป็นฐาน (Rules-based order) กำลังเลือนหายไป และว่า "ผู้แข็งแกร่งทำในสิ่งที่ตนทำได้ ส่วนผู้อ่อนแอก็ต้องจำยอมรับชะตากรรมที่ตนต้องเผชิญ"
.
วาทะของทูซิดิดีส (Thucydides) นี้ถูกนำเสนอราวกับว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นตรรกะตามธรรมชาติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่หวนกลับมาสำแดงเดชอีกครั้ง
.
เมื่อเผชิญกับตรรกะเช่นนี้ ย่อมเกิดแนวโน้มที่ประเทศต่างๆ จะโอนอ่อนผ่อนตาม ยอมประนีประนอม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา โดยหวังว่าการยอมทำตามจะซื้อความปลอดภัยได้
.
แต่ความจริงคือ... มันช่วยไม่ได้ครับ
.
แล้วเรามีทางเลือกอะไรบ้าง?
.
ในปี 1978 วาตส์ลาฟ ฮาเวล (Václav Havel) ผู้เห็นต่างชาวเช็ก ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นประธานาธิบดี ได้เขียนบทความชื่อ The Power of the Powerless (อำนาจของผู้ไร้อำนาจ) ในนั้นเขาตั้งคำถามง่ายๆ ว่า: ระบบคอมมิวนิสต์ดำรงอยู่ได้อย่างไร?
.
คำตอบของเขาเริ่มต้นที่ "คนขายผัก"
.
ทุกเช้า เจ้าของร้านขายผักผู้นี้จะติดป้ายที่หน้าต่างร้านว่า: ‘ชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกจงสามัคคีกัน’ เขาไม่ได้เชื่อในข้อความนั้น ไม่มีใครเชื่อ แต่มันถูกติดไว้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา เพื่อส่งสัญญาณว่า "ฉันยอมทำตามแล้วนะ" เพื่อให้เข้ากับคนอื่นได้ และเพราะเจ้าของร้านทุกคนบนถนนทุกสายทำเหมือนกัน ระบบจึงดำรงอยู่ต่อไปได้—ไม่ใช่ด้วยความรุนแรงเพียงอย่างเดียว แต่ผ่านการมีส่วนร่วมของคนธรรมดาในพิธีกรรมที่พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเรื่องหลอกลวง
.
ฮาเวลเรียกสิ่งนี้ว่า “การใช้ชีวิตอยู่ภายใต้คำลวง” (Living within a lie)
.
อำนาจของระบบไม่ได้มาจากความจริงของมัน แต่มาจากความเต็มใจของทุกคนที่จะแสดงละครราวกับว่ามันเป็นเรื่องจริง และความเปราะบางของระบบก็มาจากแหล่งเดียวกัน เมื่อมีใครสักคนหยุดแสดง เมื่อคนขายผักปลดป้ายนั้นลง ภาพลวงตาก็จะเริ่มแตกร้าว เพื่อนๆ ครับ ถึงเวลาแล้วที่บริษัทและประเทศต่างๆ จะต้อง "ปลดป้ายนั้นลง"
.
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ประเทศอย่างแคนาดารุ่งเรืองภายใต้สิ่งที่เรียกว่า "ระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดกฎกติกาเป็นฐาน" เราเข้าร่วมสถาบันต่างๆ ของมัน เรายกย่องหลักการ และได้รับประโยชน์จากความแน่นอนของมัน ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ยึดตามค่านิยมภายใต้การคุ้มครองของระเบียบนั้น
.
เรารู้อยู่แล้วว่าเรื่องราวของระเบียบโลกนี้เป็นเรื่องเท็จอยู่บางส่วน เรารู้ว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดจะยกเว้นตัวเองจากกฎเมื่อสะดวก เรารู้ว่ากฎการค้าถูกบังคับใช้อย่างไม่เท่าเทียม และเรารู้ว่ากฎหมายระหว่างประเทศถูกนำมาใช้ด้วยความเข้มงวดที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือเหยื่อเป็นใคร
.
แต่นิยายเรื่องนี้มีประโยชน์ และความเป็นเจ้าโลก (Hegemony) ของอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้ช่วยจัดหาสินค้าสาธารณะ เปิดเส้นทางเดินเรือ ระบบการเงินที่มั่นคง ความมั่นคงร่วมกัน และสนับสนุนกรอบการทำงานเพื่อระงับข้อพิพาท
.
ดังนั้น เราจึงติดป้ายไว้ที่หน้าต่าง เราเข้าร่วมในพิธีกรรม และส่วนใหญ่เราหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงช่องว่างระหว่างคำสวยหรูเหล่านั้นกับความเป็นจริง
.
ข้อตกลงนี้ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ขอผมพูดตรงๆ ว่า: เรากำลังอยู่ท่ามกลาง "การแตกหัก" (Rupture) ไม่ใช่แค่ช่วงเปลี่ยนผ่าน
.
ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา วิกฤตการณ์ต่างๆ ทั้งด้านการเงิน สุขภาพ พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ ได้เปิดเผยให้เห็นถึงความเสี่ยงของการเชื่อมโยงกันของโลกแบบสุดโต่ง แต่เมื่อเร็วๆ นี้ มหาอำนาจได้เริ่มใช้การบูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ ใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องต่อรอง ใช้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเพื่อบีบบังคับ และใช้ห่วงโซ่อุปทานเป็นจุดอ่อนเพื่อแสวงหาประโยชน์
.
คุณไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ภายใต้คำลวงเรื่อง "ผลประโยชน์ร่วมกันผ่านการบูรณาการ" ได้ ในเมื่อการบูรณาการนั้นกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณตกเป็นเบี้ยล่าง
.
สถาบันพหุภาคีที่ประเทศอำนาจระดับกลางเคยพึ่งพา—WTO, UN, COP—สถาปัตยกรรมเหล่านี้ สถาปัตยกรรมแห่งการแก้ปัญหาร่วมกัน กำลังตกอยู่ภายใต้การคุกคาม ผลที่ตามมาคือ หลายประเทศกำลังได้ข้อสรุปเดียวกันว่า พวกเขาต้องสร้าง "ความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางยุทธศาสตร์" (Strategic Autonomy) ให้มากขึ้น ทั้งในด้านพลังงาน อาหาร แร่ธาตุสำคัญ การเงิน และห่วงโซ่อุปทาน
.
แรงขับดันนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ประเทศที่ไม่สามารถหาอาหาร พลังงาน หรือป้องกันตัวเองได้ ย่อมมีทางเลือกน้อย เมื่อกฎกติกาไม่สามารถปกป้องคุณได้ คุณก็ต้องปกป้องตัวเอง
.
แต่เราต้องมองให้ชัดเจนว่าสิ่งนี้จะนำไปสู่จุดไหน
.
โลกที่เต็มไปด้วยป้อมปราการจะเป็นโลกที่ยากจนลง เปราะบางขึ้น และยั่งยืนน้อยลง และยังมีความจริงอีกข้อหนึ่ง หากมหาอำนาจละทิ้งแม้กระทั่งความพยายามที่จะเสแสร้งรักษากฎและค่านิยม เพื่อไล่ล่าอำนาจและผลประโยชน์อย่างไร้ขีดจำกัด ผลประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนแบบ "ยื่นหมูยื่นแมว" (Transactionalism) จะยิ่งทำได้ยากขึ้น
.
รัฐมหาอำนาจไม่สามารถแปลงความสัมพันธ์ให้เป็นตัวเงินได้ตลอดไป พันธมิตรจะเริ่มกระจายความเสี่ยง (Diversify) เพื่อป้องกันความไม่แน่นอน พวกเขาจะซื้อประกัน เพิ่มทางเลือกเพื่อสร้างอธิปไตยขึ้นใหม่—อธิปไตยที่ครั้งหนึ่งเคยตั้งอยู่บนกฎกติกา แต่จากนี้ไปจะยึดโยงอยู่กับ "ความสามารถในการทนทานต่อแรงกดดัน" มากขึ้นเรื่อยๆ
.
คนในห้องนี้ทราบดีว่านี่คือการบริหารความเสี่ยงแบบคลาสสิก การบริหารความเสี่ยงย่อมมีราคา แต่ต้นทุนของความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางยุทธศาสตร์ หรือของอธิปไตยนั้น สามารถ "หารเฉลี่ย" กันได้
.
การลงทุนร่วมกันในความยืดหยุ่น (Resilience) นั้นถูกกว่าการที่ทุกคนต่างสร้างป้อมปราการของตัวเอง มาตรฐานที่ใช้ร่วมกันช่วยลดการแตกกระจาย และส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกันจะสร้างผลบวก (Positive sum) คำถามสำหรับประเทศอำนาจระดับกลางอย่างแคนาดา ไม่ใช่ว่าเราจะปรับตัวเข้ากับความเป็นจริงใหม่หรือไม่—เพราะเราต้องทำ—แต่คำถามคือ เราจะปรับตัวโดยการแค่สร้างกำแพงให้สูงขึ้น หรือเราจะทำสิ่งที่ทะเยอทะยานยิ่งกว่านั้น
.
แคนาดาเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่ได้ยินเสียงเตือนนี้ ซึ่งนำเราไปสู่การปรับเปลี่ยนจุดยืนทางยุทธศาสตร์โดยพื้นฐาน
.
ชาวแคนาดาทราบดีว่าสมมติฐานเดิมๆ ที่แสนสะดวกสบายของเรา—ที่ว่าที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และการเป็นสมาชิกพันธมิตรจะมอบความมั่งคั่งและความมั่นคงให้โดยอัตโนมัติ—สมมติฐานนั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไป และแนวทางใหม่ของเราตั้งอยู่บนสิ่งที่ Alexander Stubb ประธานาธิบดีแห่งฟินแลนด์ เรียกว่า “สัจนิยมที่ยึดมั่นในค่านิยม” (Value-based realism)
.
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เรามุ่งมั่นที่จะเป็นทั้ง "ผู้มีหลักการ" และ "ผู้นำไปปฏิบัติได้จริง" (Principled and Pragmatic)
.
มีหลักการ: ในความมุ่งมั่นต่อค่านิยมพื้นฐาน อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน การห้ามใช้กำลัง (เว้นแต่จะสอดคล้องกับกฎบัตรสหประชาชาติ) และการเคารพสิทธิมนุษยชน
.
ปฏิบัติได้จริง: โดยยอมรับว่าความก้าวหน้ามักเกิดขึ้นทีละน้อย ผลประโยชน์อาจแตกต่างกัน และไม่ใช่พันธมิตรทุกรายจะแชร์ค่านิยมของเราทั้งหมด
.
ดังนั้น เราจึงสร้างความสัมพันธ์ในวงกว้าง ในเชิงยุทธศาสตร์ และด้วยสายตาที่เปิดกว้าง เราเผชิญหน้ากับโลกอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่นั่งรอโลกที่เราอยากให้เป็น
.
เรากำลังปรับจูนความสัมพันธ์ของเรา เพื่อให้ความลึกซึ้งของความสัมพันธ์สะท้อนถึงค่านิยมของเรา และเราให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในวงกว้างเพื่อเพิ่มอิทธิพลของเราให้สูงสุด ภายใต้ความผันผวนของโลกในขณะนี้ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น และเดิมพันของสิ่งที่จะตามมา
.
และเราไม่ได้พึ่งพาแค่ "ความแข็งแกร่งของค่านิยม" ของเราอีกต่อไป แต่เราพึ่งพา "มูลค่าของความแข็งแกร่ง" (Value of our strength) ของเราด้วย
.
เรากำลังสร้างความแข็งแกร่งนั้นจากภายในบ้านของเราเอง
.
นับตั้งแต่รัฐบาลของผมเข้ารับตำแหน่ง เราได้ลดภาษีเงินได้ ภาษีกำไรจากทุน และการลงทุนทางธุรกิจ เราได้ขจัดอุปสรรคระดับรัฐบาลกลางทั้งหมดต่อการค้าระหว่างมณฑล เรากำลังเร่งรัดการลงทุนมูลค่ากว่าล้านล้านดอลลาร์ในด้านพลังงาน AI แร่ธาตุสำคัญ ระเบียงการค้าใหม่ๆ และอื่นๆ อีกมากมาย เราจะเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็นสองเท่าภายในสิ้นทศวรรษนี้ และเราทำในวิธีที่ช่วยสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศของเราด้วย
.
และเรากำลังกระจายความหลากหลายในต่างประเทศอย่างรวดเร็ว เราได้ตกลงในความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมกับสหภาพยุโรป (EU) รวมถึงการเข้าร่วม SAFE ซึ่งเป็นข้อตกลงการจัดซื้อจัดจ้างด้านกลาโหมของยุโรป เราได้ลงนามข้อตกลงการค้าและความมั่นคงอีก 12 ฉบับใน 4 ทวีปภายในเวลา 6 เดือน ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เราได้บรรลุข้อตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ใหม่กับจีนและกาตาร์ และเรากำลังเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับอินเดีย อาเซียน ไทย ฟิลิปปินส์ และกลุ่มเมอร์โคซูร์ (Mercosur)
.
เรากำลังทำอีกสิ่งหนึ่ง เพื่อช่วยแก้ปัญหาระดับโลก เรากำลังใช้กลยุทธ์ "Variable Geometry" (พันธมิตรแบบยืดหยุ่น) หรืออีกนัยหนึ่งคือ การสร้างแนวร่วมที่แตกต่างกันสำหรับประเด็นที่แตกต่างกัน โดยอิงตามค่านิยมและผลประโยชน์ร่วม
.
ในเรื่องยูเครน เราเป็นสมาชิกหลักของกลุ่มพันธมิตรแห่งความเต็มใจ (Coalition of the Willing) และเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดต่อหัวประชากรในด้านกลาโหมและความมั่นคง
.
ในเรื่องอธิปไตยเหนืออาร์กติก เรายืนเคียงข้างกรีนแลนด์และเดนมาร์กอย่างมั่นคง และสนับสนุนสิทธิอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาในการกำหนดอนาคตของกรีนแลนด์อย่างเต็มที่
.
ความมุ่งมั่นของเราต่อมาตรา 5 ของ NATO นั้นไม่สั่นคลอน ดังนั้นเราจึงทำงานร่วมกับพันธมิตร NATO รวมถึงกลุ่ม Nordic Baltic Gate เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับปีกด้านเหนือและตะวันตกของพันธมิตร รวมถึงผ่านการลงทุนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนของแคนาดาในระบบเรดาร์ระยะไกล เรือดำน้ำ อากาศยาน และกองกำลังทหารทั้งบนพื้นดินและบนผืนน้ำแข็ง
.
แคนาดาคัดค้านการตั้งกำแพงภาษีเหนือกรีนแลนด์อย่างรุนแรง และเรียกร้องให้มีการเจรจาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันด้านความมั่นคงและความมั่งคั่งในอาร์กติก
.
ในด้านการค้าพหุภาคี เรากำลังเป็นผู้นำความพยายามในการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) และสหภาพยุโรป ซึ่งจะสร้างกลุ่มการค้าใหม่ที่มีประชากร 1.5 พันล้านคน ในด้านแร่ธาตุสำคัญ เรากำลังจัดตั้ง "ชมรมผู้ซื้อ" (Buyers’ clubs) โดยมีกลุ่ม G7 เป็นแกนหลัก เพื่อให้โลกสามารถกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งผลิตที่กระจุกตัว และในด้าน AI เรากำลังร่วมมือกับประเทศประชาธิปไตยที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน เพื่อให้มั่นใจว่าในท้ายที่สุด เราจะไม่ถูกบีบให้ต้องเลือกระหว่าง "รัฐมหาอำนาจ" กับ "บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี" (Hyper-scalers)
.
นี่ไม่ใช่พหุภาคีนิยมที่ไร้เดียงสา และไม่ใช่การพึ่งพาสถาบันเหล่านั้นเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการสร้างแนวร่วมที่ "ใช้งานได้จริง" ทีละประเด็น กับพันธมิตรที่มีจุดร่วมมากพอที่จะลงมือทำด้วยกัน
.
ในบางกรณี นี่อาจหมายถึงประเทศส่วนใหญ่ของโลก
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่หนาแน่น ทั้งด้านการค้า การลงทุน และวัฒนธรรม ซึ่งเราสามารถดึงมาใช้ประโยชน์สำหรับความท้าทายและโอกาสในอนาคต
.
ผมขอโต้แย้งว่า ประเทศอำนาจระดับกลางต้องลงมือทำร่วมกัน เพราะถ้าเราไม่อยู่ที่โต๊ะเจรจา เราก็จะกลายเป็นเมนูอาหารเสียเอง
.
ผมขอกล่าวด้วยว่า รัฐมหาอำนาจนั้นสามารถที่จะ "ฉายเดี่ยว" ได้ในตอนนี้ พวกเขามีขนาดตลาด มีแสนยานุภาพทางทหาร และมีอำนาจต่อรองที่จะกำหนดเงื่อนไขได้ แต่ประเทศอำนาจระดับกลางทำไม่ได้
.
เมื่อเราเจรจาแบบทวิภาคีกับรัฐเจ้าอำนาจเพียงลำพัง เราเจรจาจากจุดที่อ่อนแอกว่า เราต้องยอมรับสิ่งที่ถูกหยิบยื่นให้ เราแข่งขันกันเองเพื่อดูว่าใครจะเป็นผู้ที่โอนอ่อนผ่อนตามได้มากที่สุด
.
นี่ไม่ใช่อธิปไตย มันคือ "การแสดงละครว่าเป็นอธิปไตย" ในขณะที่ยอมรับการเป็นเบี้ยล่าง ในโลกแห่งการแข่งขันของมหาอำนาจ ประเทศที่อยู่ตรงกลางมีทางเลือก—จะแข่งกันเองเพื่อแย่งชิงความโปรดปราน หรือจะรวมพลังกันเพื่อสร้าง "ทางเลือกที่สาม" ที่มีพลัง
.
เราไม่ควรปล่อยให้การผงาดขึ้นของอำนาจแข็ง (Hard power) มาปิดตาเราจากความจริงที่ว่า อำนาจแห่งความชอบธรรม บูรณภาพ และกฎกติกา จะยังคงแข็งแกร่ง หากเราเลือกที่จะใช้มันร่วมกัน—ซึ่งนำผมกลับไปที่ฮาเวล
.
การที่ประเทศอำนาจระดับกลางจะ "ใช้ชีวิตอยู่กับความจริง" หมายความว่าอย่างไร?
.
1. มันหมายถึงการเรียกชื่อความเป็นจริง หยุดอ้างถึงระเบียบโลกที่ยึดกฎกติกาเสมือนว่ามันยังทำงานได้ตามโฆษณา เรียกมันในแบบที่มันเป็น—ระบบของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่รุนแรงขึ้น ที่ซึ่งผู้ทรงอิทธิพลที่สุดไล่ล่าผลประโยชน์ของตน โดยใช้การบูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือบีบบังคับ
.
2. มันหมายถึงการกระทำอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งกับพันธมิตรและคู่แข่ง เมื่อประเทศอำนาจระดับกลางวิพากษ์วิจารณ์การข่มขู่ทางเศรษฐกิจจากฝ่ายหนึ่ง แต่กลับเงียบกริบเมื่อมาจากอีกฝ่ายหนึ่ง เราก็กำลัง "ติดป้ายไว้ที่หน้าต่าง" เหมือนเดิม
.
3. มันหมายถึงการสร้างสิ่งที่เราอ้างว่าเชื่อถือ แทนที่จะรอให้ระเบียบเก่ากลับคืนมา มันหมายถึงการสร้างสถาบันและข้อตกลงที่ทำงานได้จริงตามที่ระบุไว้ และมันหมายถึงการลดอำนาจการต่อรองที่เอื้อให้เกิดการบีบบังคับ—นั่นคือการสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศที่เข้มแข็ง นี่ควรเป็นภารกิจเร่งด่วนของทุกรัฐบาล
.
และการกระจายความเสี่ยงในระดับนานาชาติไม่ใช่แค่ความรอบคอบทางเศรษฐกิจ แต่มันคือรากฐานสำคัญสำหรับนโยบายต่างประเทศที่ซื่อสัตย์ เพราะประเทศต่างๆ จะได้รับสิทธิ์ในการยืนหยัดในหลักการ ก็ต่อเมื่อพวกเขาลดความเปราะบางต่อการถูกตอบโต้ลงได้
.
กลับมาที่แคนาดา แคนาดามีสิ่งที่โลกต้องการ เราเป็นมหาอำนาจด้านพลังงาน เรามีทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญมหาศาล เรามีประชากรที่มีการศึกษาสูงที่สุดในโลก กองทุนบำเหน็จบำนาญของเราเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ใหญ่ที่สุดและซับซ้อนที่สุดในโลก หรือพูดอีกนัยหนึ่ง เรามีเงินทุน มีความสามารถ... เรายังมีรัฐบาลที่มีความสามารถทางการคลังมหาศาลที่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด และเรามีค่านิยมที่หลายคนปรารถนา
.
แคนาดาเป็นสังคมพหุลักษณ์ที่ใช้งานได้จริง พื้นที่สาธารณะของเราเต็มไปด้วยเสียงที่หลากหลายและมีเสรีภาพ ชาวแคนาดายังคงมุ่งมั่นต่อความยั่งยืน เราเป็นหุ้นส่วนที่มั่นคงและไว้ใจได้ในโลกที่หาความแน่นอนได้ยาก... หุ้นส่วนที่สร้างและให้คุณค่ากับความสัมพันธ์ในระยะยาว
.
และเรายังมีอีกสิ่งหนึ่ง เรามีการตระหนักรู้ถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามนั้น เราเข้าใจว่าการแตกหักครั้งนี้เรียกร้องมากกว่าแค่การปรับตัว มันเรียกร้อง "ความซื่อสัตย์" ต่อโลกในแบบที่มันเป็น
.
เรากำลังปลดป้ายออกจากหน้าต่าง เรารู้ว่าระเบียบเก่าจะไม่หวนกลับมา เราไม่ควรอาลัยอาวรณ์มัน ความโหยหาอดีตไม่ใช่กลยุทธ์ แต่เราเชื่อว่าจากรอยร้าวนี้ เราสามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า ดีกว่า แข็งแกร่งกว่า และยุติธรรมกว่าได้ นี่คือภารกิจของประเทศอำนาจระดับกลาง ประเทศที่มีสิ่งต้องสูญเสียมากที่สุดจากโลกที่เต็มไปด้วยป้อมปราการ และมีสิ่งที่จะได้รับมากที่สุดจากการร่วมมือกันอย่างแท้จริง
.
ผู้ทรงอำนาจเขาก็มีอำนาจของเขา
.
แต่เราก็มีบางสิ่งเช่นกัน—ความสามารถที่จะเลิกเสแสร้ง ที่จะเรียกความเป็นจริงตามชื่อของมัน ที่จะสร้างความเข้มแข็งในบ้านของเรา และที่จะลงมือทำร่วมกัน
.
นั่นคือเส้นทางของแคนาดา เราเลือกมันอย่างเปิดเผยและมั่นใจ และมันเป็นเส้นทางที่เปิดกว้างสำหรับทุกประเทศที่เต็มใจจะเดินไปกับเรา
.
ขอบคุณมากครับ

... ฟังภาษาอังกฤษได้ที่ลิงก์นี้ค่ะ

https://www.youtube.com/watch?v=izDAOvHz5Wc




ลิงก์โพสต์ของ อ.ปิติ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10163441796032225&set=a.111723572224



ชาวฉนวนกาซาและผู้สังเกตการณ์ในภูมิภาคต่างแสดงความกังวลเกี่ยวกับ "คณะกรรมการสันติภาพ" ที่จัดตั้งขึ้นใหม่


Gazans wary as US names 'Board of Peace' under Trump's plan | REUTERS

Reuters

Jan 17, 2026 

Palestinians expressed concern and hope after the White House announced some members of a so-called 'Board of Peace' that is to supervise the temporary governance of Gaza.

https://www.youtube.com/watch?v=Cfj3Bk3kDRI
.....

ชาวกาซาและผู้สังเกตการณ์ในภูมิภาคต่างกังวลเกี่ยวกับ "คณะกรรมการสันติภาพ" ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของแผนสันติภาพ 20 ข้อของรัฐบาลทรัมป์สำหรับฉนวนกาซา เนื่องจากโครงสร้างประกอบที่ไม่เป็นไปตามแบบแผนสากล ความลำเอียงที่เห็นได้ชัด และความคืบหน้าอย่างล่าช้าของการหยุดยิงในพื้นที่จริง

แม้ว่าแผนดังกล่าวจะถูกนำเสนอว่าเป็นเส้นทางสู่การฟื้นฟู แต่หลายปัจจัยได้กระตุ้นให้ชาวปาเลสไตน์เกิดความสงสัยอย่างมาก ดังนี้:

1. ความกังวลเกี่ยวกับอธิปไตยและการ "ควบคุมโดยฝ่ายบริหาร"
2. ข้อสงสัยเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ที่แท้จริงของคณะกรรมการ
3. ความไม่ไว้วางใจต่อบุคคลสำคัญ
4. ความเป็นจริงกับวาทศิลป์ในพื้นที่
5. การพลัดถิ่นและการฟื้นฟู
.....

Gazans and regional observers are wary of the newly established "Board of Peace"—a central component of the Trump administration's 20-point Gaza peace plan—due to its unconventional structure, its perceived bias, and the slow progress of the actual ceasefire on the ground.

While the plan is presented as a path toward reconstruction, several factors have fueled deep skepticism among Palestinians:

1. Concerns Over Sovereignty and "Executive Control"

The Board of Peace is chaired by Donald Trump and includes a "Gaza Executive Board" composed of international figures (like Jared Kushner and former UK PM Tony Blair) and billionaire financiers.

Outside Governance: Many Gazans fear this creates a system of "outside rule" where foreign powers and wealthy donors dictate the territory's future rather than Palestinians themselves.

The "Pay-to-Play" Model: The board’s charter allows countries to secure permanent seats for a $1 billion fee. Critics and locals argue this turns the reconstruction of Gaza into a commercialized "club" for the wealthy, rather than a humanitarian effort.

2. Doubts About the Board's True Mandate

Initially framed as a narrow mechanism to oversee Gaza’s reconstruction, the Board's charter has recently expanded to a global scale.

Replacing the UN: Trump has suggested the Board could eventually replace the United Nations, which he has criticized as "unhelpful." For Palestinians, who rely heavily on UN agencies like UNRWA for survival, the prospect of the UN being sidelined in favor of a Trump-run board is alarming.

Lack of Gaza Focus: Observers noted that the latest versions of the Board’s charter barely mention Gaza, leading to fears that the territory is being used as a "testing ground" for a new style of U.S.-led global governance rather than a genuine peace effort.

3. Skepticism Toward Key Figures

The involvement of specific individuals has sparked historical and political distrust:

Jared Kushner & Marco Rubio: Their past stances are viewed by many Palestinians as heavily pro-Israel, leading to fears that the "peace" brokered will heavily favor Israeli security interests over Palestinian statehood.

Tony Blair: His role is particularly controversial in the Arab world due to his involvement in the Iraq War and his perceived bias during his previous tenure as a Middle East envoy.

4. Reality vs. Rhetoric on the Ground

While the administration describes the plan as entering "Phase Two" (reconstruction and governance), the reality on the ground remains grim:

Ongoing Violence: Despite the declared ceasefire, reports indicate that hundreds of Palestinians have been killed in continued skirmishes and strikes since October 2025.

Blocked Aid: Israel has reportedly not yet met its commitment to reopen the Rafah crossing, leaving much of the promised humanitarian aid stalled on the Egyptian border.

Disarmament Deadlock: A major "tripwire" is the demand for Hamas to disarm. Hamas has refused unilateral disarmament while Israel maintains a military presence, leading many to believe the Board's plan is destined for "implementation failure."

5. Displacement and Reconstruction

The sheer scale of the task—estimated at $53 billion to $70 billion—makes Gazans wary of "imaginary" promises. With two million people displaced and an estimated three years required just to clear the rubble, there is a profound lack of faith that a board meeting in Davos can effectively manage the day-to-day survival of people in the Strip.

ที่มา: รวบรวมจาก AI


จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยทรัมป์ เปิดเผย "Master Plan" สำหรับการฟื้นฟูฉนวนกาซาที่เสียหายจากสงคราม ที่กรุงดาวอส สวิตเซอร์แลนด์










Jared Kushner unveils 'master plan' for rebuilding war-torn Gaza

ABC News

Jan 22, 2026

Kushner spoke at the Board of Peace signing in Switzerland Thursday and said the plans for Gaza include waterfront developments and other luxury buildings.

https://www.youtube.com/watch?v=j1nm8fDBSZk




 

เกิดแล้ว Board of Peace โดนัลด์ ทรัมป์ แต่งตั้งตัวเองเป็นประธานของ “สภาสันติภาพ” หรือชื่อที่ถูกล้อ A billionaire's club รายชื่อสมาชิกคณะกรรมการสันติภาพของทรัมป์ที่เปิดเผยในเมืองดาวอส (ข้างล่าง)




 


Membership and governance

Trump, whose negotiation team proposed the board, is the inaugural chair. The seat is relinquished only voluntarily or by incapacitation, at which time it passes to a designated successor.

Dozens of countries have been invited to take part on the board. Among the most notable states to accept membership, apart from the United States, are Israel, Qatar, Turkey (Türkiye), and Saudi Arabia. Member states are able to renew their membership every three years, subject to approval by the chair, or buy a permanent membership by contributing $1 billion to the board’s fund within its first year.

The Executive Board includes several members close to Trump, including Secretary of State Marco Rubio, son-in-law Jared Kushner, special envoy to the Middle East Steve Witkoff, and deputy national security adviser Robert Gabriel. It also includes Tony Blair, a former prime minister of the United Kingdom who oversaw the Good Friday Agreement (1998) and later served as an international mediator in the Israeli-Palestinian conflict. Ajay Banga, the president of the World Bank, and Marc Rowan, the chief executive officer of an asset management firm, were also appointed to the Executive Board.

Nickolay Mladenov, a Bulgarian diplomat who previously worked for the United Nations as a mediator in the Israeli-Palestinian conflict, was appointed as the Executive Board’s high representative for Gaza and was tasked with overseeing a special executive board for the administration of the Gaza Strip. The members of that board included Executive Board members Kushner, Witkoff, Blair, and Rowan. They also included Sigrid Kaag, a Dutch diplomat who like Mladenov worked as a mediator for the conflict for the UN; Turkish Foreign Minister Hakan Fidan; Qatari Minister of Strategic Affairs Ali al-Thawadi; Egyptian Gen. Hassan Rashad; Emirati Minister of State for International Cooperation Reem al-Hashimy; and Cypriot-Israeli real estate mogul Yakir Gabay.

Source: https://www.britannica.com/topic/Board-of-Peace




 

ประวัติของการได้มาซึ่งดินแดนของสหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะมาถึงกรณีกรีนแลนด์





 

ไม่น่าเชื่อยุคทรัมป์จะเลวได้ขนาดนี้ เจ้าหน้าที่ ICE ควบคุมตัวเด็กชายวัย 5 ขวบในรัฐมินนิโซตาไว้ เป็นเหยื่อล่อจับพ่อ ซึ่งขณะนี้ทำเรื่องลี้ภัยอยู่ อีกเคสจับเด็กอีกคนข่มขู่