
Nattapong Nithi-Uthai
6 hours ago
·
22 ปีไฟใต้ : ปัญหาดูแย่จริง แต่เราอาจกำลังอธิบายผิดว่าเพราะอะไร
ผมได้ฟังบทสัมภาษณ์ พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เรื่อง “22 ปีไฟใต้” จนจบ ด้วยความสนใจเป็นพิเศษ เพราะผู้พูดไม่ใช่นักวิเคราะห์ที่มองพื้นที่จากข้างนอก แต่เป็นคนที่ผ่านทั้งบทบาททหาร เลขาธิการ ศอ.บต. และเกี่ยวข้องกับกระบวนการพูดคุยสันติสุขมาโดยตรง
ฟังแล้วมีหลายเรื่องที่ผมเห็นด้วย และหลายเรื่องที่ไม่เห็นด้วย
เรื่องใหญ่ที่เห็นด้วยคือ สถานการณ์วันนี้ไม่ได้ดูดี และเราไม่ควรหลอกตัวเองว่าหลังจากผ่านมากว่าสองทศวรรษ ปัญหากำลังคลี่คลายไปเอง
แต่สิ่งที่ผมเห็นต่างอย่างมาก คือคำอธิบายว่า ทำไมมันถึงดูแย่
ผมไม่คิดว่าคำตอบหลักคือคนในพื้นที่กำลังรู้สึกแบ่งแยกมากขึ้น ไม่ต้องการร่วมมือกับรัฐ หรือกำลังเกิดสังคมมลายูมุสลิมที่ต้องการผลักคนพุทธและคนจีนออกไป
สิ่งที่ผมเห็นกลับเป็นอีกด้านหนึ่ง
รัฐมีกำลังมหาศาล แต่มีปัญหาเรื่องศักยภาพในการใช้กำลังนั้นอย่างมีประสิทธิผล มีความไม่ต่อเนื่อง ไม่สามารถสร้างความไว้วางใจ และบางครั้งยังมองประชาชนสามจังหวัดด้วยกรอบความคิดที่ทำให้ตัวเองเข้าใจปัญหาผิด
และบางส่วนของบทสัมภาษณ์นี้ สำหรับผม กลับสะท้อนปัญหานั้นเสียเอง
เมื่อรัฐย้อนกลับไปเล่นเกมเดียวกับ BRN
จุดแรกที่ผมติดใจ คือการย้อนกลับไปให้ประวัติศาสตร์เป็นตัวอธิบายความชอบธรรมของปัจจุบันมากเกินไป
ผมไม่ได้คิดว่าประวัติศาสตร์ไม่สำคัญ ตรงกันข้าม เราต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ปัตตานี ความสัมพันธ์กับสยาม การรวมศูนย์อำนาจ ความรุนแรง และความทรงจำของผู้คน เพราะทั้งหมดช่วยอธิบายว่าเหตุใดเราจึงเดินมาถึงวันนี้
แต่ อดีตควรช่วยอธิบายปัจจุบัน ไม่ใช่มีสิทธิกำหนดอนาคต
BRN จำเป็นต้องย้อนประวัติศาสตร์ เพราะ narrative เรื่องดินแดน ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์เป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง legitimacy ของการต่อสู้
แต่รัฐไทยไม่จำเป็นต้องเล่นเกมเดียวกัน
ถ้า BRN บอกว่าอดีตเคยเป็นแบบหนึ่ง แล้วรัฐตอบว่าไม่ใช่ อดีตจริง ๆ เป็นอีกแบบหนึ่ง เราก็กำลังยอมรับกติกาเดียวกันว่า ใครอธิบายอดีตได้ชอบธรรมกว่า คนนั้นมีสิทธิกำหนดอนาคต
ผมกลับคิดว่ารัฐสมัยใหม่มีสนามที่แข็งแรงกว่านั้นมาก
คำถามควรเป็นว่า วันนี้ประชาชนมีสิทธิและศักดิ์ศรีหรือไม่ สามารถใช้ภาษา รักษาวัฒนธรรม มีโอกาสทางเศรษฐกิจ เข้าถึงความยุติธรรม และมีส่วนกำหนดอนาคตของพื้นที่ของตัวเองได้เพียงใด
เราไม่จำเป็นต้องชนะ BRN ในอดีต
เราต้องสร้างอนาคตที่ทำให้ข้อเสนอของ BRN มีความจำเป็นน้อยลง
ชาวบ้านไม่พูด ไม่ได้แปลว่าชาวบ้านเลือกข้าง
อีกประเด็นหนึ่งในบทสัมภาษณ์ที่ผมคิดว่าควรถกกันมาก คือคำถามทำนองว่า ผู้ก่อเหตุมีเพียงสามร้อยกว่าคน อยู่ในพื้นที่ แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่ชาวบ้านจะไม่เห็น ไม่รู้ หรือไม่มีใครให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่
ฟังดูสมเหตุสมผล
แต่สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่ คำถามนี้สามารถถามกลับไปยังรัฐได้เหมือนกันว่า
เรามีทหาร ตำรวจ อส. หน่วยข่าวกรอง ด่านตรวจ CCTV และงบประมาณด้านความมั่นคงจำนวนมหาศาล แล้วเป็นไปได้อย่างไรที่คนจำนวนเพียงไม่กี่ร้อยคนยังสามารถเคลื่อนไหวและปฏิบัติการได้
ทำไมความล้มเหลวในการมองเห็นคนเหล่านี้จึงกลายเป็นคำถามต่อประชาชน มากกว่าคำถามต่อประสิทธิภาพของระบบความมั่นคง?
ที่สำคัญ นี่ไม่ใช่หน้าที่ของชาวบ้าน
ลองคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าคนที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุยังสามารถกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้าน เดินผ่านหน้าบ้าน หรืออยู่ใกล้ครอบครัวของเราได้ตามปกติ แล้วชาวบ้านคนหนึ่งจะต้องมั่นใจแค่ไหนจึงกล้าเดินเข้าไปบอกเจ้าหน้าที่ว่าเขารู้อะไร
ไม่ใช่แค่คืนนี้ แต่พรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้า ใครจะรับประกันความปลอดภัยให้เขาและครอบครัว?
ถ้ารัฐไม่สามารถทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า เมื่อเขาช่วยรัฐแล้วรัฐจะสามารถปกป้องเขาได้ การเลือกเงียบก็ไม่ได้แปลว่าเขาสนับสนุนผู้ก่อเหตุ
เขาอาจเพียงกำลังทำสิ่งธรรมดาที่สุดของมนุษย์ คือ รักษาชีวิตตัวเองและครอบครัว
Silence ไม่ได้เท่ากับ support
และความไม่ไว้วางใจรัฐ ก็ไม่ได้เท่ากับความต้องการแบ่งแยกดินแดน
ไม่ไว้ใจรัฐ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องการประเทศไทย
ผมคิดว่านี่เป็นกับดักสำคัญของวิธีคิดเรื่องสามจังหวัด
เราเอาความรู้สึกหลายอย่างมารวมกันเร็วเกินไป
ประชาชนไม่ให้ข้อมูล จึงแปลว่าไม่ร่วมมือ
ไม่ร่วมมือ จึงแปลว่าไม่ไว้ใจรัฐ
ไม่ไว้ใจรัฐ จึงแปลว่าไม่ยอมรับรัฐ
และสุดท้ายกลายเป็นมีใจแบ่งแยก
แต่ในชีวิตจริงมันไม่ได้ต่อกันเป็นเส้นตรงแบบนั้น
คนคนหนึ่งสามารถไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่ วิจารณ์รัฐอย่างรุนแรง ภูมิใจในความเป็นมลายู ใช้ภาษามลายู ต้องการการกระจายอำนาจ และในเวลาเดียวกันก็ไม่ได้ต้องการแยกประเทศเลย
ยิ่งในพื้นที่ซึ่งรัฐเองมีประวัติของความผิดพลาด การใช้กำลัง และเหตุการณ์ที่สังคมตั้งคำถามเรื่องความรับผิดชอบ ความไม่ไว้วางใจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีที่มา
ดังนั้น ก่อนจะถามประชาชนว่า “ทำไมคุณไม่ไว้ใจรัฐ” รัฐก็ควรถามตัวเองด้วยว่า
“ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา เราทำตัวให้น่าไว้วางใจเพียงพอหรือยัง”
และปัตตานีไม่เคยมีเพียงคนกลุ่มเดียว
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมไม่เห็นด้วย คือการวาดภาพว่าเป้าหมายของ BRN คือการขับไล่คนพุทธและคนจีนออกจากพื้นที่
ผมคิดว่าข้อกล่าวหาแบบนี้ร้ายแรงเกินกว่าจะพูดโดยไม่แยกให้ชัดว่าเป็นนโยบาย เป็นถ้อยแถลง เป็นการตีความ หรือเป็นผลที่เกิดขึ้นจากความรุนแรง
จริงอยู่ เราเห็นจำนวนและสัดส่วนของประชากรพุทธในหลายพื้นที่ลดลง และความรุนแรงตลอดสองทศวรรษย่อมมีส่วนทำให้ผู้คนรู้สึกไม่ปลอดภัยและเคลื่อนย้ายออก
เรื่องนี้ไม่ควรถูกปฏิเสธ
แต่การบอกว่าคนลดลงจึงแปลว่าเป้าหมายของขบวนการคือการขับไล่พุทธและจีน เป็นข้อสรุปอีกขั้นหนึ่งที่ต้องการหลักฐานมากกว่านั้น
เพราะถ้ามองปัตตานีจากประวัติศาสตร์ของผู้คนจริง ๆ เมืองนี้ไม่ได้ประกอบขึ้นจากคนกลุ่มเดียวมาตั้งแต่แรก
คนจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างน้อยตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ อยู่ ทำมาหากิน แต่งงาน มีลูกหลาน สร้างย่านการค้า ศาลเจ้า วัฒนธรรม และกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัตตานีมาหลายชั่วอายุคน
ชุมชนพุทธก็มีประวัติศาสตร์ของตัวเอง บางชุมชนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายผู้คนจากไทรบุรีและหัวเมืองใกล้เคียงจากสงครามในอดีต ก่อนจะตั้งหลักปักฐานจนกลายเป็นชุมชนเก่าแก่ เรามีชุมชนอย่างปะนาเระ ทรายขาว และอีกหลายพื้นที่ที่คนพุทธอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านมุสลิมมายาวนานกว่าความขัดแย้งรอบปัจจุบันมาก
ประวัติศาสตร์จริงของปัตตานีจึงไม่ได้มีเพียงเรื่อง “มลายูมุสลิมกับรัฐไทย”
มันเป็นประวัติศาสตร์ของผู้คนหลายกลุ่มที่เคลื่อนย้าย ผสมผสาน ต่อรอง และอยู่ร่วมกันมานาน
และผมคิดว่าเราต้องระวังอย่างยิ่งไม่ให้ conflict ในช่วง 22 ปีที่ผ่านมา เขียนประวัติศาสตร์หลายร้อยปีของเราเสียใหม่ จนกลายเป็นภาพง่าย ๆ ว่า ฝั่งหนึ่งคือมลายูมุสลิม อีกฝั่งคือไทยพุทธและจีน
เพราะทันทีที่เราทำเช่นนั้น เรากำลังช่วยสร้างเส้นแบ่งที่ในชีวิตจริงไม่ได้ชัดขนาดนั้นขึ้นมาเสียเอง
คนที่อยู่ที่นี่ คือคนของที่นี่
จริง ๆ แล้วผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เรื่องนี้ด้วยประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำ
คนจีนไม่จำเป็นต้องเอาหลักฐานมาพิสูจน์ว่าบรรพบุรุษเข้ามาปัตตานีตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ จึงจะมีสิทธิเรียกที่นี่ว่าบ้าน
คนพุทธไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าหมู่บ้านของตัวเองตั้งมาแล้วสองร้อยปี จึงจะมีสิทธิอยู่ที่นี่
เช่นเดียวกับคนมลายูมุสลิมก็ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าบรรพบุรุษอยู่ก่อนการรวมศูนย์ของสยาม จึงจะมีสิทธิในภาษา วัฒนธรรม อัตลักษณ์ และการกำหนดชีวิตของตัวเอง
คนที่อยู่ที่นี่ คือคนของที่นี่
นี่ต่างหากควรเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดเรื่องอนาคต
ปัญหาดูแย่จริง แต่ผมกลัวคนละเรื่อง
ดังนั้นผมจึงไม่ได้ปฏิเสธข้อสรุปใหญ่ของ พล.ร.ต.สมเกียรติ ว่าสถานการณ์วันนี้มีสิ่งที่น่ากังวล
ผมเพียงคิดว่าเรากำลังกังวลคนละเรื่อง
ผมไม่ได้กลัวที่สุดว่าคนสามจังหวัดกำลังมีใจแบ่งแยกมากขึ้น
ผมกลัว รัฐที่มีทรัพยากรมหาศาล แต่ไม่สามารถเปลี่ยนทรัพยากรเหล่านั้นให้กลายเป็นประสิทธิผลและความไว้วางใจได้
เรามีกำลัง แต่เหตุการณ์ยังเกิด
เรามีด่าน แต่คนก่อเหตุยังผ่านไปมา
เรามีกล้อง แต่ยังติดตามคนไม่ได้ในหลายเหตุการณ์
เรามีหน่วยงานจำนวนมาก แต่เปลี่ยนคน เปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนทิศทาง
เรามีกระบวนการพูดคุย แต่ยังมีคำถามพื้นฐานว่าคนที่เราคุยด้วยมีอำนาจควบคุมผู้ปฏิบัติการมากน้อยเพียงใด
และเมื่อสิ่งเหล่านี้ไม่สำเร็จ เรากลับมีแนวโน้มอธิบายว่าปัญหาอยู่ที่ประชาชนไม่ให้ความร่วมมือ
ตรงนี้ต่างหากที่ผมคิดว่าน่ากังวล
เพราะถ้าเราอธิบาย ความไร้ประสิทธิผลของรัฐ ให้กลายเป็น ความไม่ภักดีของประชาชน รัฐก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบตัวเองอีกต่อไป
22 ปีผ่านไป เราจึงอาจต้องเปลี่ยนคำถามเสียที
แทนที่จะถามว่า
ทำไมชาวบ้านไม่ช่วยรัฐ?
ลองถามว่า
ทำไมผ่านไป 22 ปีแล้ว ประชาชนบางส่วนยังไม่มั่นใจว่ารัฐจะช่วยเขาได้?
และแทนที่จะถามว่า
คนที่นี่กำลังอยากแยกออกจากเราหรือไม่?
บางทีคำถามที่ยากกว่า แต่จำเป็นกว่าคือ
รัฐแบบไหนต่างหาก ที่จะทำให้คนทุกกลุ่มที่อยู่ที่นี่รู้สึกว่า ไม่ว่าเขาจะเป็นมลายู พุทธ จีน หรือเรียกตัวเองว่าอะไร รัฐนี้ก็เป็นของเขาเท่ากัน
สำหรับผม ถ้าสถานการณ์วันนี้ดูแย่ นี่ต่างหากคือจุดที่ควรเริ่มต้นมองหาสาเหตุ
ไม่ใช่เริ่มต้นจากความสงสัยในประชาชน
แต่เริ่มต้นจากการกล้าสงสัยใน วิธีที่รัฐมองประชาชนและวิธีที่รัฐทำงานมาตลอด 22 ปี.
https://www.facebook.com/photo/?fbid=29152465944343780&set=a.175501222466971

.jpg)

21 กันยายน – 16 ตุลาคม 2569
09.00 – 18.00 น.
พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ ชั้น 1 อาคาร D ไทยพีบีเอส ถนนวิภาวดีรังสิต
เข้าชมฟรี �

ชำแหละปมพิรุธ TH-AI Passport 1.6 พันล้าน
โครงการ TH-AI Passport (หรือ AiPASS) ภายใต้การดำเนินงานของ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการฯ และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ตั้งเป้าหมายยกระดับทักษะ AI ให้แก่ประชาชน 5 ล้านคน ผ่านการเข้าถึง AI Model ระดับ Pro จาก 14 ค่ายเทคโนโลยีชั้นนำ
1. ผลักดันเปลี่ยนสัญญา Pay Per Active User แต่ 'สัญญาลับ' ชั้นที่ 2 ยังไม่เปิดเผย
ข้อกำหนด TOR ข้อ 2.2 : ระบุชัดเจนว่า ข้อมูลส่วนบุคคลและพฤติกรรมการใช้งาน ต้องถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศไทย เพื่อการคุ้มครองข้อมูลตามกฎหมายไทยอย่างสูงสุด
