ใครที่ใส่ใจอ่านข้อเขียนวันที่ ๕ ตุลา ของ ปิยบุตร แสงกนกกุล ถึงระบอบการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งก็หมายถึง ‘สีน้ำเงิน’ นั่นละ เขาพูดถึงตัวนักการเมือง พรรคการเมือง แล้วลงท้ายที่ ‘พรรคมวลชน’ ที่มียุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย
แน่ละ แม้จะไม่ยอมเอ่ยชื่อพรรค ย่อมตีความได้ไม่ยากว่าเขาเจาะจงไปที่พรรคประชาชน ว่าจะไปถึงจุดหมายดังกล่าวได้ ถ้ามวลชน “ถูกทำให้แตกแยก กระจัดกระจาย ไม่ได้ถูกจัดตั้งความคิดเป็นเอกภาพ กลายเป็นคนแต่ละคนหลายๆคน ที่เฮโรสาะพาไปตามกระแสในโลกออนไลน์”
“ไม่มีทางที่พรรคจะเดินไปสู่ยุทธศาสตร์นั้นได้ เพราะ มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องบันเทิง ดราม่ารายวัน แก้ไขปัญหารายวัน ตอบโต้ ด่ากันไปมา” แล้ว “ละทิ้งภาพใหญ่ ละทิ้งการนำเสนอภาพประเทศไทยในฝัน สังคมใหม่ในฝันไปเสียหมด”
นักวิชาการรุ่นราวคราวเดียวกันบางคน มองว่า อจ.ป็อก ออกมา ‘สุดโต่ง’ อีกครั้ง ต้องการผลักดันให้พรรคแกนนำพรรค และ สส.ของพรรค ไปสู่การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่านี้ หนักแน่นกว่านี้ อย่าหลงทางไปตามระบอบปัจจุบัน ที่เขาเรียกว่า “บันเทิงธิปไตย”
เขาว่า “ณ วันนี้ เรากำลังอยู่ในยุคนี้ ยุคสมัยที่ ‘การเมืองล้นเกิน’ แต่กลับเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้” เพราะผู้บริโภคนิยมเรื่องดราม่า โต้เถียงกันไปมา ‘ปากแจ๋ว-ปากจัด’ พวกเขาก็เลยโต้กันออกอากาศ เหมือนช่วงชิงเรทติ้ง เพื่อปรับตัวให้เข้ากับตลาด
ว่ากันตามจริง ผู้ครองอำนาจรัฐชุดนี้ ก็มีส่วนอยู่มาก ทั้งๆ ที่ โกหก กะล่อน กอบโกย และโกงกิน กันอยู่เป็นล่ำเป็นสัน แต่ตัวผู้นำแม้จะดีแต่ผัดกับข้าวและเล่นดนตรี ก็จะทำหน้ายิ้มแหยะได้ทุกสถานการณ์ บางครั้งตอบโต้ด้วยคำส่อเสียดให้เกิดดราม่า จนคนลืมปัญหาใหญ่
ปิยบุตรอาจพูดถูกที่ว่าผู้นำเป็นนักแสดง ใช้อำนาจแบบ ‘Pouvoir grotesque’ หรือ “อำนาจแบบตลกขบขันหรือหลุดโลก...ใช้วิธีการบลัฟ ยั่วยุ ปั้นน้ำเป็นตัว ปล่อยเรื่องจริงบ้างเท็จบ้าง” ขืนฟังอย่างจดจ่อละก็ จะ “ถูกบังคับให้หันเหออกจากประเด็นเนื้อหาสาระ”
บางทีการปักหลักผลักดันการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดลิ่ม อาจทำให้ระบอบดึงดัน หน้าด้าน และเต็มไปด้วยเล่ห์กล แบบ ‘สีน้ำเงิน’ ไปได้ไม่คล่องแคล่วเหมือนที่เป็นอยู่ เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองสายก้าวหน้า ไปสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้น และแรงขึ้น
(https://www.facebook.com/PiyabutrOfficial/posts/HZG2VR2LCw และ https://www.facebook.com/thestandardth/posts/Nn6e6xN7)
