วันอังคาร, ตุลาคม 06, 2569

ในชีวิตของคนเรา มีเหตุการณ์สะเทือนใจที่ไม่มีวันลืม เช่น โศกนาฏกรรม 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์วันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่วันที่ในปฏิทิน แต่เป็นเครื่องเตือนใจทางประวัติศาสตร์ ถึงความอันตรายของการสร้างความเกลียดชังในสังคม และความสำคัญของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการเห็นต่างอย่างสันติ


Vanchai Tantivitayapitak
13 hours ago ·

ข้าพเจ้าไม่ลืม 6 ตุลาคม 2519 ตอนอายุ 15 ขวบ

ในชีวิตของคนเรา มีเหตุการณ์สะเทือนใจที่ไม่มีวันลืม

แม้จะผ่านมา 50 ปี ภาพเหล่านี้ยังติดตา

ผมอาจจะเป็นคนรุ่น 6 ตุลาที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่ง
เวลานั้นผมอายุ 15 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก คุ้นเคยกับธรรมศาสตร์ดีเพราะเดินเข้าออกมหาวิทยาลัยแห่งนี้เกือบทุกอาทิตย์

ช่วงนั้นผมแวะเวียนมาร่วมกิจกรรม ประชุมกับพี่ๆ นักศึกษาโดยตลอด บรรยากาศตอนนั้นนักศึกษาส่วนใหญ่แทบไม่ค่อยเข้าห้องเรียน ชาวนา ชาวไร่ กรรมกร เดินเข้าออกมหาวิทยาลัยตลอดเวลา ร่วมกันคิดร่วมกันฝันว่า “เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”
จนกระทั่งเมื่อจอมพล ถนอม กิตติขจร ผู้ถูกบังคับให้ออกนอกประเทศภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้บวชเป็นสามเณรกลับเข้าประเทศ ก่อให้เกิดการประท้วงของนักศึกษาประชาชนไปทั่ว
นักศึกษา นัดชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวง บรรดากลุ่มกระทิงแดงเข้ามาก่อกวนอย่างหนักถึงขนาดเอางูมาปล่อยในที่ชุมนุม ในที่สุดแกนนำคนหนึ่งซึ่งหากจำไม่ผิดคือ ธงชัย วินิจจะกูล ตอนนั้นอยู่ปี 2 ธรรมศาสตร์ ประกาศว่า หากสนามหลวงไม่อาจคุ้มครองเราได้ ขอให้พวกเราย้ายไปชุมนุมที่ลานโพ พอพูดจบบรรดาการ์ดก็รื้อเวที ช่วยกันเข็นถังน้ำมันขนาด 200 ลิตรหลายสิบถังที่ใช้เป็นฐานรองเวที ผ่านหน้าเราไปตั้งเวทีใหม่ในธรรมศาสตร์

ผมมาร่วมชุมนุมด้วยในชุดนักเรียน พร้อมกับเพื่อนรุ่นพี่พจนา จันทรสันติ พูดด้วยความตกใจว่า เสียงเข็นถังน้ำมัน เหมือนเสียงสายพานลำเลียงของรถถังไม่มีผิด ราวกับเป็นลางสังหรณ์

ผมเองไม่ทันคิดอะไร ยังร่วมร้องเพลง “สู้ไม่ถอย” พร้อมๆ กับผู้คนต่างทยอยเดินไปร่วมชุมนุมที่ลานโพจนล้นมาถึงสนามฟุตบอล และวันต่อมาก็ต้องย้ายเวทีมาที่สนามฟุตบอลเพราะลานโพดูจะเล็กเกินไปเสียแล้ว

ทุกเย็นหลังเลิกเรียน ผมจะมาร่วมชุมนุมจนรถเมล์เที่ยวสุดท้ายถึงได้กลับบ้าน เรื่อยมาถึงคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 สถานการณ์เลวร้ายลง มีการปล่อยข่าวว่าจะมีการทำรัฐประหาร จะมีการล้อมปราบนักศึกษา บรรดาการ์ดต่างวางแผนรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งเครียด ผมนั่งอยู่ในสนามฟุตบอลจนใกล้เที่ยงคืน

จำได้ว่าพบพระไพศาล วิสาโล ตอนนั้นเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ปีสอง อดอาหารประท้วงรัฐบาล. และได้พบพี่สาวคนโต (มด วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์) เธอไล่ให้ผมกลับบ้านเพราะไม่ปลอดภัย เวลานั้นผมคิดจะกลับบ้านไปเปลี่ยนชุดนักเรียนเพื่อจะกลับมาร่วมชุมนุมใหม่ แต่พอกลับเข้าบ้านได้พ่อแม่ก็ไม่ยอมให้ออกจากบ้านเด็ดขาด ถึงขนาดใช้เข็มขัดเฆี่ยนตีด้วยความเป็นห่วง ขณะที่ลูกสาวคนโตยังไม่กลับบ้าน

ตอนสายวันที่ 6 ตุลาคม มีรายงานข่าวทางโทรทัศน์ช่อง 4 (ช่อง 9 ปัจจุบัน) เพียงช่องเดียวว่ามีการล้อมปราบนักศึกษาอย่างโหดร้ายที่สุด มีข่าวลือหนาหูว่าร่างนักศึกษาหลายคนที่โดนยิงตายถูกแทงปอดและทิ้งลงทะเลที่ชลบุรี ตกเย็นพวกผู้นำทหารทำรัฐประหาร ประกาศเคอร์ฟิวไม่ให้คนออกจากบ้านหลังเที่ยงคืน สิ่งที่ผมคิดได้ขณะนั้นคือต้องออกตามหาพี่สาวและเพื่อนหลายคนว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

คืนนั้นผมนอนไม่หลับ น้ำตาไหลคิดถึงคนรู้จักว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร วันรุ่งขึ้นผมและเพื่อนออกตระเวนตามโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อตามหาผู้รอดชีวิต ไม่ก็ไปดูศพผู้เสียชีวิตว่าเป็นคนรู้จักหรือไม่ ผมนั่งรถเมล์ไปสังเกตการณ์หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทหารถือปืนกันคนไม่ให้เข้าไป ผมเดินต่อไปยังท้องสนามหลวง เห็นคนมุงซากยางรถยนต์ไหม้ซึ่งควันยังกรุ่น เห็นสิ่งของคล้ายกระดูกโผล่มาจากตรงนั้นจึงรู้ว่ามีคนถูกเผานั่งยาง เย็นนั้นนั่งรถเมล์มาที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน (สโมสรตำรวจในปัจจุบัน) ได้ข่าวว่าผู้ต้องหาส่วนใหญ่ถูกจับกุมคุมขังอยู่ที่นี่ พวกเรารอฟังประกาศรายชื่อผู้ต้องหาด้วยใจระทึก ภาวนาให้มีชื่อคนรู้จักเพราะอย่างน้อยก็ยังดีที่ได้รู้ว่าเขาไม่สูญหายหรือเสียชีวิต

เราได้ยินชื่อเพื่อนหลายคน รวมทั้งพระไพศาล แต่ไม่มีชื่อมด วนิดา ตอนนั้นมดเป็นแกนนำกรรมกรที่ทางการต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่ง เธอหนีรอดมาได้ และตัดสินใจเข้าป่าในเวลาต่อมา ส่วนผมกลับมาบ้าน คืนนั้นผมเอาหนังสือฝ่ายซ้ายหลายสิบเล่มเผาลงถังสังกะสีไม่ให้เพื่อนบ้านรู้ ทำลายหลักฐานที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะเวลานั้นใครต่อใครล้วนถูกจับกุมคุมขังได้ทันทีในข้อหาเป็นภัยต่อสังคม

นั่งเผาหนังสือทั้งน้ำตานองหน้าด้วยความคับแค้นใจ สภาพตอนนั้นไม่ต่างกับบ้านแตกสาแหรกขาด คิดถึงคนที่โดนยิงตายหลายคน คิดถึงอีกหลายคนที่ยังตามหาไม่เจอ แต่อัดอั้นตันใจไม่รู้จะทำอะไรได้เพราะทหารตำรวจครองเมือง ใจหนึ่งก็อยากเข้าป่าเพื่อกลับมาแก้แค้น อีกใจหนึ่งก็เป็นห่วงพ่อแม่ที่กินไม่ได้นอนไม่หลับมา
หลายคืนเพราะลูกสาวคนโตหายตัวไปเป็นอาทิตย์แล้ว

หลังเหตุการณ์ ผมเป็นอาสาสมัครไปช่วยงานกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม ตอนนั้นมีพระไพศาล วิสาโล (ยังไม่บวช) ฯลฯ ภารกิจของกลุ่มคือการรณรงค์ให้ปล่อยผู้นำนักศึกษา ๑๘ คนที่ถูกจับกุมคุมขังจากเหตุการณ์นั้น อาทิ ธงชัย วินิจจะกูล สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล สุธรรม แสงประทุม วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ฯลฯ พวกเราผลัดกันไปเยี่ยมผู้ต้องหาที่ติดคุกในเรือนจำ ให้กำลังใจ คอยส่งข่าวความคืบหน้า และติดต่อกับองค์การนิรโทษกรรมสากลเผยแพร่ข่าวคดี 6 ตุลาในสื่อต่างประเทศเพื่อหวังกดดันรัฐบาลไทย จนในที่สุดผู้ต้องหาทั้งหมดก็ได้รับการปลดปล่อย

ขณะที่พวกเราโดนสันติบาลกดดันอย่างหนัก บ้างถูกดักฟังโทรศัพท์ บ้างมีตำรวจนอกเครื่องแบบคอยติดตามจนกลายเป็นเรื่องปรกติ เราทำงานค่อนข้างว้าเหว่ เพราะไม่มีใครกล้าแอ่นอกรับเรื่องนี้ ยอมรับว่าตอนนั้นบางครั้งผมก็กลัวโดนอุ้ม

6 ตุลาคม 2520

ครบ 1 ปีเหตุการณ์สังหารโหด บรรยากาศเวลานั้นเสรีภาพมีเพียงน้อยนิด กิจกรรมนักศึกษายังเป็นสิ่งต้องห้ามในมหาวิทยาลัย ไม่มีใครกล้าพูดถึงการนองเลือดที่เพิ่งผ่านไป เช้าวันนั้นผมสวมชุด รด. ออกจากบ้านเพราะมีเรียนวิชาทหาร ก่อนไปเรียนแวะมาท่าพระจันทร์ เพราะนัดพรรคพวกสามสี่คนมาทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำได้ว่าวันนั้นมีเฉพาะพวกเราเท่านั้นมาร่วมไว้อาลัย ช่างภาพสื่อมวลชนต่างประเทศจำนวนมากมารอทำข่าว แต่ไม่มีนักข่าวไทยเลย พอเราตักบาตรเสร็จ นักข่าวฝรั่งพยายามตามมาสัมภาษณ์ เราไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินไปท้องสนามหลวงพร้อมถือดอกไม้ธูปเทียนไปด้วย เราหยุดใต้ต้นมะขามต้นหนึ่ง ยืนพนมมือสงบนิ่ง ปักธูปและแขวนดอกไม้ไว้บนกิ่งไม้ต้นนั้นที่เมื่อปีก่อนนักศึกษาคนหนึ่งถูกแขวนคออย่างทารุณ

50 ปีผ่านไป ภาพเหล่านั้นยังคงแจ่มชัดจนถึงปัจจุบัน เป็นบทพิสูจน์ว่า

“ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่า เราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย”

https://www.facebook.com/photo?fbid=10163583668347361&set=a.10150105732922361...

Vanchai Tantivitayapitak
Author

https://www.facebook.com/share/v/19AaFSTYP2/?mibextid=wwXIfr




Thitipong Korsakul



เอาวีดิโอตัวพรีวิวมาให้ดูนะครับ ในเว็บเขาอนุญาตให้โหลดพรีวิวออกมาได้ (https://newsroom.ap.org/editorial-photos-videos/detail?itemid=5ea074009e5a6ca2fbb52ba3a4da35e4&mediatype=video)

บางท่านอาจจะทราบอยู่แล้วว่าแหล่งฟุตเทจหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา คือ AP

ข้อแตกต่างอย่างหนึ่งจากฟุตเตจฝั่งไทยที่เห็นกันมานาน คือภาพจะเป็นสี และบันทึกเสียงจริง แม้ว่าจะมีอยู่ราว 2-3 คลิปก็ตาม

ส่วนที่ผมเอามาให้ดูนี้ เป็นเหตุการณ์ 1 ปีให้หลังที่มีการชุมนุมเล็กๆเป็นการไว้อาลัย เริ่มจากตักบาตรบริเวณใกล้ประตูมหาวิทยาลัยฝั่งท่าพระจันทร์ และบริเวณต้นไม้ตรงข้ามประตูมหาวิทยาลัยฝั่งสนามหลวง

เห็นภาพนี้ตอนแรกก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะคิดว่าตอนนั้นยังห้ามชุมนุมเกิน 5 คนอยู่

แต่ก็ตั้งข้อสังเกตได้เหมือนกันว่า คงเป็นการรวมตัวและทำกิจกรรมกันค่อนข้างกระชับและไม่เยิ่นเย้อ ในภาพจะเห็นนักข่าวและช่างภาพต่างประเทศที่ตามสถานการณ์การเมืองไทยในช่วงเวลานั้นด้วย เดาว่าด้วยความที่เขาตามติดความเคลื่อนไหว คงเป็นเหตุผลที่ได้บันทึกกิจกรรมสั้นๆนี้ไว้ได้

สำหรับใครที่ต้องการใช้งานหรือสืบค้นฟุตของ AP ถ้าสืบค้นโดยคำว่า Thai ผลที่ได้จะมากกว่าใช้คำ thailand หลายเท่าครับ

หวังว่าจะมีใครสักคนได้ใช้ประโยชน์นะครับ
.....

AP Newsroom

News Item (5ea07400-9e5a-6ca2-fbb5-2ba3a4da35e4)
Nov 20, 2007 10:18 AMID: c0060738

Slug: c0060738
Arrival Date: Nov 20, 2007 10:18 AM
Creation Date: Oct 5, 1977 11:00 PM
Duration: 01:00
Video ID: c0060738
Usage: BroadcastVideo
Source: UPITN
Subjects: Violence
Friendly Key: 771006055
Copyright: Copyright 1977 AP. All rights reserved.

notes: col print
location: bangkok, thailand
title: thai coup anniv
serviced date: 10/07/77
no: lnc 86985
date shot: 10/06/77
length: 37 feet
seconds: 0:59
sound: natsof
date of arrival:

film shows: small group of thai students gathered outside the university on the first anniversary of the military coup in thailand. in remembrance of their dead friends and relatives.

lead in: about fifteen people gathered near thammasat university in bangkok on thursday (6 october) on the first anniversary of the military coup in thailand. they got together in remembrance of friends and relatives who died in the coup on october 6, 1976.

gatherings of more than five people are still illegal in thailand, but this is not strongly enforced.

a year ago, the military seized power in thailand and declared martial law in a swift coup after a day of bloody fighting between left and right wing students.

feet r/secs

6 10 ms people making food offerings tomonks (2 shots)
8 13 ms people with flowers
16 26 ms monks being greeted
20 32 ms people tying flowers to trees
23 37 ms people praying
28 45 ms tree - tilt down to show flowers
30 48 ms people and monks
37 59 cu monk - pull out to show people around him

commentary: when the former dictator thanom kittikachorn returned from exile to bangkok, violence broke out between his opponents and his supporters. this led to 46 deaths, (officially), but the actual figure is thought to be much higher. the people gathered here, paid their respects to buddhist monks, so that they could pray for the souls of their dead friends and relatives. many attached flowers to the trees where their near and dear ones were hanged. the military take over had come only hours after this clash between the students. this particular incident in 1976 was thought to be the worst political violence since bloody street fighting overthrew the thai military dictatorship almost three years ago from then, in 1973. and it was outside this very university of thammasat where the fighting sparked off the military coup last year.

https://newsroom.ap.org/editorial-photos-videos/detail?itemid=5ea074009e5a6ca2fbb52ba3a4da35e4&mediatype=video
...

บทวิเคราะห์: เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตผู้นำเผด็จการเดินทางกลับจากการลี้ภัยมายังกรุงเทพฯ ได้เกิดเหตุความรุนแรงปะทะกันระหว่างฝ่ายที่ต่อต้านและฝ่ายที่สนับสนุนเขา เหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 46 ราย (ตามตัวเลขอย่างเป็นทางการ) แต่เชื่อกันว่ายอดผู้เสียชีวิตที่แท้จริงนั้นสูงกว่านี้มาก ประชาชนจำนวนมากมารวมตัวกัน ณ สถานที่แห่งนี้เพื่อแสดงความเคารพต่อพระสงฆ์และร่วมสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของเพื่อนและญาติมิตรที่เสียชีวิต หลายคนนำดอกไม้ไปติดไว้ตามต้นไม้บริเวณจุดที่บุคคลอันเป็นที่รักถูกจับแขวนคอ การยึดอำนาจโดยกองทัพเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มนักศึกษา เหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2519 นี้ถือเป็นเหตุความรุนแรงทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์นองเลือดบนท้องถนนที่โค่นล้มระบอบเผด็จการทหารของไทยไปเมื่อเกือบ 3 ปีก่อนหน้านั้น คือในปี พ.ศ. 2516 และเหตุการณ์การต่อสู้ที่เกิดขึ้นบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งนี้นี่เองที่เป็นชนวนเหตุให้เกิดการรัฐประหารโดยกองทัพในปีที่ผ่านมา
.....

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนอย่างไม่มีวันลืม เนื่องจากมีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสังคมไทย ทั้งในแง่ของจิตใจ การเมือง และประวัติศาสตร์ ดังนี้

1. ความเหี้ยมโหดและความรุนแรงที่เกิดขึ้นกลางเมือง เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการสลายการชุมนุมทั่วไป แต่เกิดการล้อมปราบและสังเคราะห์ความรุนแรงอย่างบ้าคลั่งภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่ามกลางสายตาของสาธารณชน ทั้งการรุมทำร้าย การปราบปรามด้วยอาวุธสงคราม และการทำลายศพอย่างโหดเหี้ยม ภาพบันทึกเหตุการณ์ (เช่น ภาพการแขวนคอและใช้เก้าอี้ฟาด) กลายเป็นภาพจำที่สร้างความสะเทือนใจในระดับสากล

2. การสร้างความเกลียดชังและการปลุกระดม (Hate Speech) ก่อนเกิดเหตุการณ์ มีการปลุกระดมผ่านสื่อของรัฐและกลุ่มขวาจัดอย่างหนัก โดยการป้ายสีว่านักศึกษาและผู้ชุมนุมเป็น "คอมมิวนิสต์" หรือ "ผู้หนักแผ่นดิน" เพื่อสร้างสภาวะที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามขาดความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) จนทำให้คนในสังคมกล้าลงมือทำร้ายกันเองได้อย่างเหี้ยมโหด

3. การสูญเสียอนาคตและพลังของเยาวชน ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในวันนั้นส่วนใหญ่คือ นิสิต นักศึกษา และประชาชนบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นพลังสมองและอนาคตของชาติ เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ปัญญาชนจำนวนมากต้องหลบหนีเข้าป่าเพื่อร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เนื่องจากไม่เหลือพื้นที่ปลอดภัยและหมดศรัทธาในระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในขณะนั้น

4. บาดแผลทางประวัติศาสตร์และการลืมเลือนที่ถูกบังคับ (Forced Amnesia) หลังเกิดเหตุการณ์ รัฐบาลยุคนั้นและในเวลาต่อมาพยายามทำให้เรื่องนี้เงียบหายไป ไม่มีกระบวนการค้นหาความจริงอย่างรอบด้าน และไม่มีผู้รับผิดชอบต่อการสูญเสียชีวิตอย่างชัดเจน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยไร้ผู้ผิดและการลบเลือนความทรงจำของรัฐ ทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นบาดแผลเรื้อรังที่ยังคงถูกตั้งคำถามจนถึงปัจจุบัน

5. จุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองไทย 6 ต.ค. 2519 ถือเป็นจุดสิ้นสุดของยุค "ประชาธิปไตยเบ่งบาน" (ซึ่งเริ่มขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516) และนำไปสู่การรัฐประหาร คืนสู่อำนาจของฝ่ายทหารและกลุ่มอนุรักษนิยมอย่างเต็มรูปแบบ

เหตุการณ์นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่วันที่ในปฏิทิน แต่เป็น เตือนใจทางประวัติศาสตร์ ถึงความอันตรายของการสร้างความเกลียดชังในสังคม และความสำคัญของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการเห็นต่างอย่างสันติ