วันจันทร์, ตุลาคม 05, 2569

แองเจลินา โจลี แชร์ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงความเสียหายที่อิสราเอลก่อขึ้นในฉนวนกาซา ในโพสต์ยาวที่ไม่ได้กล่าวถึงอิสราเอลเลย โจลีกล่าวว่า “พื้นที่อยู่อาศัยทั้งหมดถูกทำลายจนเหลือแต่ซากปรักหักพัง” ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานที่ผู้คนต้องพึ่งพาในการดำรงชีวิตนั้น “ได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย”




แองเจลินา โจลี แชร์ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงความเสียหายที่อิสราเอลก่อขึ้นในฉนวนกาซา

นักแสดงชาวอเมริกันได้แชร์ภาพถ่ายดาวเทียมบนอินสตาแกรมแสดงภาพฉนวนกาซาก่อนและหลังสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของอิสราเอล โดยกล่าวว่า “ตอนนี้คุณสามารถเปิด Google Earth และดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับกาซาได้แล้ว”

ในโพสต์ยาวที่ไม่ได้กล่าวถึงอิสราเอลเลย โจลีกล่าวว่า “พื้นที่อยู่อาศัยทั้งหมดถูกทำลายจนเหลือแต่ซากปรักหักพัง” ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานที่ผู้คนต้องพึ่งพาในการดำรงชีวิตนั้น “ได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย”

เธอกล่าวว่าประชาชนในกาซาประมาณ 1.98 ล้านคนต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่ระบุว่า “ความช่วยเหลือและวัสดุสำหรับที่พักพิงยังคงเผชิญกับข้อจำกัดและความล่าช้า”

“Google Earth แสดงให้เห็นถึงความเสียหายทางกายภาพได้อย่างชัดเจนเป็นพิเศษ” เธอเขียน “ผู้คนต้องการที่พักพิงก่อนฤดูหนาว ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจำเป็นต้องเข้าถึงพลเรือนในระดับที่จำเป็น โรงพยาบาลต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์”
.....

angelinajolie
22h

You can now open Google Earth and see what was done to Gaza.

Whole neighbourhoods have been reduced to rubble. Homes, schools, universities, hospitals, roads, water and sanitation systems, infrastructure that people depended on to survive have been damaged or destroyed.

UN satellite analysis found that, as of 16 June 2026, 82% of Gaza’s structures had been damaged. Roughly two-thirds of those damaged structures were assessed as destroyed.

As winter approaches, 1.98 million people or 94% of Gaza’s population need shelter assistance and essential items. Aid and shelter materials continue to face restrictions and delays
....

angelinajolie
22 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ขณะนี้คุณสามารถเปิดดู Google Earth เพื่อเห็นสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นกับฉนวนกาซาได้แล้ว

ย่านที่อยู่อาศัยทั้งย่านกลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง บ้านเรือน โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ถนนหนทาง ระบบน้ำและสุขาภิบาล รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ผู้คนจำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีวิต ล้วนได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายลง

ผลการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมของสหประชาชาติพบว่า ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2026 อาคารและสิ่งปลูกสร้างในฉนวนกาซาถึงร้อยละ 82 ได้รับความเสียหาย โดยประมาณสองในสามของสิ่งปลูกสร้างที่เสียหายเหล่านั้นถูกประเมินว่าถูกทำลายจนใช้การไม่ได้

ในขณะที่ฤดูหนาวกำลังคืบคลานเข้ามา ประชาชนจำนวน 1.98 ล้านคน หรือร้อยละ 94 ของประชากรในฉนวนกาซา กำลังต้องการความช่วยเหลือด้านที่พักอาศัยและสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีพ แต่การจัดส่งความช่วยเหลือและวัสดุสำหรับสร้างที่พักอาศัยยังคงเผชิญกับข้อจำกัดและความล่าช้าอย่างต่อเนื่อง









 

เขาฝากมาถึงประเทศไทย ผมแค่ส่งต่อให้อีกที

https://www.facebook.com/reel/39839422475656565

ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ทั้งในรอบปีล่าสุด (กันยายน 2026) รวมถึงปีที่ผ่านๆ มา เมื่อนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ได้มีผู้แทนจากหลายสิบประเทศประท้วงด้วยการลุกเดินออกจากห้องประชุม (Walkout)

ประเทศไทยไม่ได้เดินออกจากห้องประชุม (ไม่ได้ร่วม Walkout)

คณะผู้แทนไทยประจำสหประชาชาติยังคงส่งตัวแทน นั่งฟังการแถลงอยู่ในห้องประชุมสมัชชาใหญ่ UN ตามปกติ ร่วมกับอีกหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์




เรื่องด่วนที่ประชาชนทุกคนควรทราบ สรุปสั้นๆ “รัฐบาลกำลังแก้ไข พรบ. จนทำให้บริษัทบุหรี่และเหล้าไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเข้า กองทุนสี่กองทุน ได้แก่ ThaiPBS, สสส., กองทุนผู้สูงอายุ, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งรวมๆ เป็นเงินเกือบหมื่นล้านบาท โดยการแก้แบบนี้ประโยชน์ตกแค่บริษัทบุหรี่และเหล้า ประชาชนแทบไม่ได้ประโยชน์อะไร”

https://www.facebook.com/smith.fa.srisont/posts/39079811535000601

Smith Fa Srisont
a day ago ·

มีเรื่องด่วนที่ประชาชนทุกคนควรทราบ โดยสรุปสั้นๆ ว่า
“รัฐบาลกำลังแก้ไข พรบ. จนทำให้บริษัทบุหรี่และเหล้าไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเข้า กองทุนสี่กองทุน ได้แก่ ThaiPBS, สสส., กองทุนผู้สูงอายุ, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งรวมๆ เป็นเงินเกือบหมื่นล้านบาท โดยการแก้แบบนี้ประโยชน์ตกแค่บริษัทบุหรี่และเหล้า ประชาชนแทบไม่ได้ประโยชน์อะไร”

ขออธิบายยาวๆ ตามนี้นะครับ

1. ปกติบริษัทบุหรี่และเหล้าต้องจ่ายภาษีสรรพสามิตให้ป
ระเทศมานานแล้ว จนประเทศไทยในปี พ.ศ. 2544 ริเริ่มให้มีภาษีบาปหรือภาษีสุขภาพ ก็คือ ให้บริษัทบุหรี่และเหล้าต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณ 2% จากภาษีสรรพสามิตที่ตนต้องจ่าย (คือภาษีสรรพสามิตก็จ่ายให้ประเทศเท่าเดิม แต่บังคับให้บริษัทต้องจ่ายเพิ่มอีก)

2. ภาษีนี้ ปัจจุบัน จะจ่ายให้สี่กองทุน ได้แก่ ThaiPBS, สสส., กองทุนผู้สูงอายุ, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยรวมๆ แล้ว สี่กองทุนนี้จะได้รวมกันหมื่นล้านบาทต่อปี

3. แต่ล่าสุด ฝั่งรัฐบาลจะออกร่างแก้ไข พรบ. ที่มีผลต่อทั้งสี่กองทุน ทำให้ ทั้งสี่กองทุน ไม่ได้ภาษีนี้ แล้วให้ทั้งสี่กองทุนได้งบประมาณจากทางรัฐบาลเอง พูดง่ายๆ คือ บริษัทบุหรี่และเหล้าไม่ต้องเสียเงินให้ประเทศหมื่นล้านบาท แต่ประเทศต้องเสียประโยชน์เพราะรัฐบาลต้องโยกงบอื่น มาให้ทั้งสี่กองทุนนี้

4. คำถามคือ ทำไปทำไม เพราะผลประโยชน์ตกกับบริษัทบุหรี่และเหล้าชัดเจน ไม่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนต่าง ๆ ปีละหมื่นล้าน นอกจากนี้การเก็บภาษี หรือ sin tax แบบนี้ ก็มีวิจัยมาแล้วว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ทำให้คนเจ็บป่วยและตายลดลงตาม paper นี้ https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8173601/

5. กรณีไม่เห็นด้วยกับระบบการใช้จ่ายของแต่ละกองทุน ก็ให้แก้ไขกฎหมายวิธีการจัดการ ไม่ใช่ตัดการรับภาษีแบบนี้ออกไปจากระบบในประเทศไทยเลย เช่น ปัจจุบันบางกองทุนก็กำหนดลิมิตการรับภาษีนี้ แล้วที่เหลือส่งคืนคลัง
สุดท้ายผมจะนำเรื่องนี้ไปแจ้งในคณะกรรมการแพทยสภา เพื่อให้มีการคัดค้านให้ชัดเจน

ส่วนประชาชนคนไหนอยากช่วย ก็มาช่วยลงความเห็นคัดค้านการแก้ไข พรบ. ของทั้งสี่กองทุนนี้ ตามลิ้งก์นี้ https://www.parliament.go.th/section77/survey_list77.php โดยให้เลือก พรบ. ทั้งสี่ ตามในรูปผมนะครับ หมดเขตวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ครับ

วิธีการไม่เห็นด้วย ทำได้โดย กดเข้าไปในแต่ พรบ. แล้วเค้าจะให้ใส่เลขบัตรประชาชน ก็ใส่ไป แล้วจะมีให้ติ้ก ก็ให้ไม่เห็นด้วย ทุกอย่าง รวมทั้งต้องแสดงความเห็นว่าไม่เห็นด้วยด้วยครับ ตัวกฎหมายอาจจะอ่านเข้าใจยาก แต่หลักการคือตามผมบอกครับ




Memory worth Sharing : บทกวีภาษาไทย "ยิ้มสยามยามนี้มีคราบเลือด"

https://www.facebook.com/suchart.sawadsri/posts/4757435537866253

Suchart Sawadsri
October 3, 2024 ·

48 ปี 6 ตุลา
ยิ้มสยามยามนี้มีคราบเลือด
The Siamese Now Show Dried Blood
Friends…..
This written massage is sent from the land of smiles.
Sent directly from the land of the nation, religion, king.
Friends…..
For many passing days, the situation has become graver.
Men in uniforms, holding the banner of nationalism, butchered us.
Many of our friends were dragged away, and hanged.
Many of our younger sisters and brothers were burnt alive.
Many of our elder brothers have been jailed and tortured.
Many of our elder sisters have been carried around town and publicly humiliated.
Friends…..
In front of the TV cameras,
Behind the Emerald Buddha, the Golden Kingdom looks pleasant.
But on the field, the soldiers shoot as they please.
And in our courts, we do not have lawyers.
Friends…..
Those books which honor peasants and workers,
They are ordered to be burnt.
Friends…..
They are chasing us, like wolves chasing deers.
They see us as footballs, to be bounced around.
We cannot stay in our homes.
We have departed with hope.
We have sown seeds on the ground.
We have left our home with determination.
Our new seeds will surely grow.
The new seeds will not be lost.
Friends…..
We ponder the reeds that follow the stream, to save themselves.
But we will not bow along the blood trails, when being chased.
And today we know the presence of our friends everywhere.
We are not separated by countries.
Although Chao Praya River seems calm on the surface.
Underneath, tides are shifting violently.
More and more violently, more and more like the second Vietnam, or the third,
But we are not discouraged.
Friends…..
We do not like it, But we have no other choice.
If what we have to choose is true as the sunlight at dawn.
When the Siamese smiles show dried blood,
What else can we do ?.
Friends…..
We have chosen !
We will stand with the truth.
Yes, we will stand with the truth,
Like the sunlight as dawn.
Anonymous.
undated.
place of composition – unknown.
--------
หมายเหตุ :
บทกวีไม่ลงชื่อของผู้เขียนชิ้นนี้ได้เขียนขึ้นในช่วง 1-2 อาทิตย์ ภายหลังเหตุการณ์นองเลือด "6 ตุลาคม 2519" และได้ลอบส่งไปพิมพ์เผยแพร่ในต่างประเทศ โดยมีผู้แปลเป็นภาษาอังกฤษ เดนมาร์ก และ สวีดิช
ต่อมาเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปหลายปีจึงได้เปิดเผยว่า ผู้ที่เขียนงานใต้ดินเพื่อลอบนำไปเผยแพร่ในต่างประเทศชิ้นนี้ คือ "ศรีดาวเรือง"
ต้นฉบับของบทกวีใต้ดินที่เขียนเป็นภาษาไทยชิ้นนี้มีชื่อว่า
"ยิ้มสยามยามนี้มีคราบเลือด"
.....

ต้นฉบับบทกวีภาษาไทย

ยิ้มสยามยามนี้มีคราบเลือด
โดย ศรีดาวเรือง

เพื่อนเอ๋ย...
จดหมายฉบับนี้ส่งมาจากดินแดนแห่งรอยยิ้ม
ส่งมาจากดินแดน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
เพื่อนเอ๋ย...
หลายวันที่ผ่านมาราชการยิ่งรุนแรง
ชายในเครื่องแบบถือแบนเนอร์ของชาตินิยมฆ่าเรา
เพื่อนหลายคนถูกฉุดดึงไปแขวนคอ
น้องสาวน้องชายหลายคนถูกเผาเป็นๆ
พี่ชายหลายคนถูกคุมขังและทรมาน
พี่สาวหลายคนถูกนำตัวไปประจานรอบเมือง
เพื่อนเอ๋ย...
หน้ากล้องทีวี
หลังพระแก้วมรกต อาณาจักรทองคำดูร่มเย็น
แต่บนพื้นสนาม ทหารยิงตามใจชอบ
และในศาลของเรา เราไม่มีทนาย
เพื่อนเอ๋ย...
หนังสือเหล่านั้นที่เชิดชูชาวนาและผู้ใช้แรงงาน
พวกมันสั่งให้เผา
เพื่อนเอ๋ย...
พวกมันล่าเรา เหมือนหมาป่าล่ากวาง
พวกมันเห็นเราเป็นลูกฟุตบอล กระดอนไปมา
เราไม่อาจอยู่ในบ้านของเราได้
เราจากมาพร้อมด้วยความหวัง
เราได้หว่านเมล็ดพันธุ์ลงบนพื้นดิน
เราออกจากบ้านมาด้วยความมุ่งมั่น
เมล็ดพันธุ์ใหม่ของเราจะเติบโตอย่างแน่นอน
เมล็ดพันธุ์ใหม่จะไม่สูญหาย
เพื่อนเอ๋ย...
เราคิดถึงต้นอ้อที่ลู่ตามน้ำเพื่อเอาตัวรอด
แต่เราจะไม่ยอมสยบตามรอยเลือดเมื่อถูกล่า
และวันนี้เรารู้ถึงการมีอยู่ของเพื่อนๆ ทุกแห่งหน
เราไม่ได้ถูกแบ่งแยกด้วยประเทศ
แม้แม่น้ำเจ้าพระยาจะดูสงบเรียบร้อยบนพื้นผิว
แต่เบื้องล่าง กระแสน้ำกำลังผันผวนอย่างรุนแรง
รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเวียดนามแห่งที่สอง หรือแห่งที่สาม
แต่เราไม่ท้อแท้
เพื่อนเอ๋ย...
เราไม่ชอบมัน แต่เราไม่มีทางเลือกอื่น
ถ้าสิ่งที่เราต้องเลือกคือความจริงดังแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ
เมื่อยิ้มสยามมีคราบเลือด
เราจะทำอะไรได้อีก?
เพื่อนเอ๋ย...
เราได้เลือกแล้ว !
เราจะยืนหยัดอยู่กับความจริง
ใช่ เราจะยืนหยัดอยู่กับความจริง
เหมือนแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ




ครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาฯ 2519 เหตุการณ์ล้อมปราบครั้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย การเมืองโลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน ฝ่ายขวาทั้งในไทยและต่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปจากยุคก่อนมากน้อยแค่ไหน

https://www.facebook.com/reel/1164531975905273

Silpawattanatham - ศิลปวัฒนธรรม
a day ago ·

50 ปี 6 ตุลาฯ มองภูมิรัฐศาสตร์โลกกับการเมืองไทย
ครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาฯ 2519 เหตุการณ์ล้อมปราบครั้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
.
มองผิวเผินอาจเป็นเหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้บริบทการเมืองภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้วมีปัจจัยกระแสการเมืองโลกและการเมืองในภูมิภาคช่วงสงครามเย็นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
.
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เขียนบทความ “ภูมิรัฐศาสตร์โลกกับ 6 ตุลาฯ ไทย : สงครามของฝ่ายซ้าย VS ความกลัวของฝ่ายขวา” ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2569 จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจ 6 ตุลาฯ 2519 ในมุมของการเมืองโลก
.
ความกลัวของฝ่ายขวาไทยที่เป็นผลพวงมาจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์
.
การที่ประเทศในภูมิภาคอินโดจีนค่อย ๆ กลายเป็นคอมมิวนิสต์ เหมือน “ทฤษฎีโดมิโน” ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ได้อย่างไร
.
และเมื่อเวลาผ่านไป 50 ปี การเมืองโลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน ฝ่ายขวาทั้งในไทยและต่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปจากยุคก่อนมากน้อยแค่ไหน สามารถติดตามรับชมได้ในคลิปนี้





50 ปี 6 ตุลา ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ


🔴[LIVE] 50 ปี 6 ตุลา ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ

Matichon Book

Streamed live 12 hours ago

ชวนทุกท่านเปิดม่านหัวใจ สัมผัสเรื่องราวและความรู้สึกที่เคยถูกละเลย ย้อนรอยบาดแผลและเกียรติภูมิผ่านบทสนทนาในพื้นที่เกิดเหตุการณ์ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ร่วมส่งต่อความจริงด้วยความเคารพ เพื่อไม่ให้ความสูญเสียในอดีตกลายเป็นเพียงความเงียบงัน
. 
📖 50 ปี 6 ตุลา ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ 📆 วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569 | เวลา 13.00 - 18.00 น. 📍ณ ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

https://www.youtube.com/live/yrCVCKbY7_c






https://www.facebook.com/matichonbook/posts/1455948406524804

Matichon Book - สำนักพิมพ์มติชน
3 hours ago ·

จาก “ความเงียบ” สู่ “เสียงของความทรงจำ” เมื่อกาลเวลาผ่านไป 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ยังคงเป็นทั้งประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และคำถามที่สังคมไทยไม่อาจละเลย เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้นยังคงถูกบันทึกและส่งต่อผ่านผู้คน สถานที่ และเรื่องเล่าหลากหลายมุม เพื่อชวนให้เรากลับไปทำความเข้าใจอดีต และฟังเสียงของบทเรียนที่ยังไม่จบลง
.
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569 ณ ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงาน “50 ปี 6 ตุลา ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ” ชวนรำลึกและทำความเข้าใจเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ผ่าน 3 วงเสวนา โดยมีนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมอง
.
เพราะ 6 ตุลาไม่ได้หยุดอยู่เพียงในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ยังเชื่อมโยงกับคำถามของสังคมในปัจจุบัน สำนักพิมพ์มติชนรวบรวมประเด็นสำคัญจากทั้ง 3 วงเสวนามาให้ติดตามที่นี่!
.
เวทีเสวนา “6 ตุลา-ควังจู: ใครกำหนดความทรงจำของชาติ”
.
ประเด็นสำคัญของเวทีเสวนานี้ คือการชวนมอง “ความทรงจำ” ที่มีต่อเหตุการณ์ 6 ตุลา ผ่านภาพ ความรุนแรง ความเงียบ และการประกอบสร้างเรื่องราวของเหตุการณ์ในเวลาต่อมา โดย รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ ชวนมอง 6 ตุลา ผ่านสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์ผ่านภาพ” โดยศึกษาร่องรอยของความรุนแรงและเงื่อนไขที่ทำให้เหตุการณ์เกิดขึ้น พร้อมตั้งคำถามว่า หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา สังคมไทยเงียบอยู่นานแค่ไหน และความเงียบนั้นมีความหมายอย่างไร
.
รศ.ดร.บัณฑิต ชี้ให้เห็นว่า แม้หลัง 6 ตุลา จะเกิด “ความเงียบงัน” ขึ้นในสังคม แต่ความเงียบดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างหยุดนิ่ง เพราะยังมีกระบวนการเคลื่อนไหวใต้ดิน หนังสือ และการรวมตัวของผู้คน รวมถึงการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีควังจูของประเทศเกาหลีใต้ ความเงียบของสังคมไทยหลัง 6 ตุลาอาจไม่ได้ยาวนานอย่างที่เข้าใจกัน แต่คำถามคือ “เราจดจำ” และ “เราไม่จดจำ” เหตุการณ์เหล่านี้อย่างไร และใครเป็นผู้กำหนดสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของสังคมไทย
.
ขณะที่ ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง ชวนมอง 6 ตุลา ผ่านแนวคิดเรื่อง “อาชญากรรมโดยรัฐ” โดยชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มีเงื่อนไขและการสั่งสมมาก่อนหน้า ขณะที่รัฐมีหน้าที่ต้องเข้ามาจัดการกับสถานการณ์ แต่กลับทำงานผ่าน “การไม่ทำอะไรเลย” จนความรุนแรงขยายตัวและนำไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ประเด็นดังกล่าวจึงทำให้การจดจำ 6 ตุลา เกี่ยวข้องกับการมองเห็นโครงสร้างและเงื่อนไขที่ทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้น
.
อีกแง่มุมหนึ่งที่ถูกพูดถึงบนเวที โดย เสกสรร อานันทศิริเกียรติ ผู้ดำเนินรายการ คือการเปลี่ยนแปลงของ “วัฒนธรรมความทรงจำ” ในยุคดิจิทัล เมื่อเทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผู้มีอำนาจอาจไม่ได้เพียงทำให้ความผิดลอยนวลพ้นผิด แต่สามารถสร้างหรือเปลี่ยนแปลงเรื่องราวจนทำให้ “ความผิดหายไปตั้งแต่ต้น” ได้ ทั้งการสร้างภาพ แอนิเมชัน หรือเรื่องเล่าในรูปแบบใหม่ ประเด็นนี้จึงชวนตั้งคำถามต่อไปว่า ในวันที่เทคโนโลยีสามารถสร้างเรื่องราวและภาพแทนอดีตได้มากขึ้นความจริงแบบไหนจะยังคงอยู่
.
ช่วงท้ายของเวทีเสวนา ชวนกลับมามองว่า “ความทรงจำของชาติ” ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ถูกประกอบสร้างผ่านภาพ เรื่องเล่า การบันทึก การลืม และการตีความของผู้คนในแต่ละยุค การทำความเข้าใจ ตุลาและควังจูจึงไม่ใช่เพียงการย้อนกลับไปหาเหตุการณ์ในอดีต แต่คือการตั้งคำถามกับวิธีที่สังคมเลือกจะจดจำและจะรักษาความทรงจำไว้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันอย่างไร
.
เวทีเสวนา “เมื่อผู้หญิงเป็นสหาย บทบาทผู้หญิงในขบวนการปฏิวัติ”
.
ประเด็นสำคัญของเวทีเสวนาครั้งนี้ คือการชวนย้อนมองว่า เหตุใดผู้หญิงจำนวนหนึ่งจึงตัดสินใจก้าวออกจากบทบาทและพื้นที่ชีวิตที่สังคมกำหนดไว้ เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในขบวนการปฏิวัติ โดยเฉพาะในช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ทั้งผู้หญิงในชนบทและนักศึกษาหญิงต่างมีเงื่อนไขและเส้นทางของตัวเอง แต่เรื่องราวของพวกเธอล้วนสะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงไม่ได้เป็นเพียงผู้ติดตามในประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหว แต่มีความคิด การตัดสินใจ และบทบาททางการเมืองของตัวเอง
.
ธัญญพร มากคง ผู้เขียนหนังสือ “สหายหญิงปฏิวัติ” ชวนเริ่มจากพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะพัทลุง ตรัง และสตูลซึ่งการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเข้าไปสัมพันธ์กับชีวิตของผู้คนในชนบท ทั้งการจัดตั้งชาวนา การรวมกลุ่มศึกษา และการทำงานร่วมกับชุมชน ขณะเดียวกัน ความรุนแรงจากการปราบปรามของรัฐ โดยเฉพาะกรณี “ถีบลงเขา เผาลงถังแดง” ก็เป็นอีกเงื่อนไขที่ทำให้คนในพื้นที่จำนวนหนึ่งตัดสินใจเข้าป่า
.
นักศึกษาที่ลงสู่ชนบทพยายามทำความเข้าใจชีวิตของผู้คนมากขึ้นแต่การใช้ชีวิตในชนบทก็ไม่ได้เป็นภาพที่สวยงามหรือโรแมนติกอย่างที่เคยจินตนาการไว้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา ความรุนแรงกลับกลายเป็นแรงผลักสำคัญให้หลายคนตัดสินใจเข้าป่า บางคนรู้สึกว่าไม่สามารถอยู่ในเมืองได้อย่างปลอดภัย ขณะที่บางคนต้องการแก้แค้นให้กับเพื่อนและผู้คนที่ถูกกระทำ การเข้าป่าจึงเป็นการตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองและประสบการณ์ความรุนแรงที่แต่ละคนเผชิญ
.
ช่วงต่อมาสุนี ไชยรส ชวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมมองประสบการณ์ของผู้หญิงให้ไกลไปกว่าคำถามว่า “ผู้หญิงเข้าป่าทำไม”เพราะการตัดสินใจดังกล่าวยังสัมพันธ์กับการตั้งคำถามต่อชีวิตของผู้หญิงในสังคมเวลานั้น การที่ผู้หญิงรวมตัวกันไม่ได้เป็นเพียงการเข้าร่วมขบวนการทางการเมือง แต่ยังเป็นการสร้างพื้นที่ให้พวกเธอได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ พูดถึงชีวิตของตัวเอง และตั้งคำถามต่อบทบาทที่สังคมกำหนดไว้ ทั้งเรื่องความรัก การแต่งงาน ครอบครัว และการมีลูก
.
หนึ่งในประเด็นที่สะท้อนการต่อรองกับกรอบชีวิตของผู้หญิง คือแนวคิด “กฎ 3 ช้า” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการชะลอการมีความรัก การแต่งงาน และการมีลูก เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงสามารถทำงานและเคลื่อนไหวทางการเมืองได้มากขึ้น แนวคิดดังกล่าวแสดงให้เห็นความพยายามจัดการกับความคาดหวังที่สังคมมีต่อผู้หญิง และทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อผู้หญิงเลือกเดินเข้าสู่เส้นทางการปฏิวัติ พวกเธอต้องละทิ้งอะไรไว้ข้างหลังบ้าง
.
โดยเฉพาะเรื่อง “ความเป็นแม่” ซึ่งมักถูกผูกไว้กับบ้าน ครอบครัว และหน้าที่ดูแลคนอื่น ผู้หญิงจึงต้องหาวิธีจัดการกับทั้งชีวิตส่วนตัว ความรัก ครอบครัว และบทบาททางการเมืองไปพร้อมกัน
.
ช่วงท้ายของเวทีเสวนา ประภาภูมิ เอี่ยมสม ผู้ดำเนินรายการ ชวนวิทยากรทั้งสองท่านทิ้งท้ายถึงการทำความเข้าใจผู้หญิงในขบวนการปฏิวัติ ว่าไม่ใช่เพียงการเพิ่มเรื่องราวของผู้หญิงเข้าไปในประวัติศาสตร์ 6 ตุลา แต่คือการเปิดให้เห็นว่า ผู้หญิงแต่ละคนมีเหตุผล ประสบการณ์ การตัดสินใจทางการเมืองของตัวเอง และผู้หญิงไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทางการเมือง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวและความเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลานั้น บทบาทของผู้หญิงจึงควรถูกมองเห็นในประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน
.
เวทีเสวนา “คนเดือนตุลา: จากผู้ถูกปราบ สู่ผู้กำหนดทิศทางสังคม”
.
“คนเดือนตุลา” มักถูกจดจำผ่านภาพของการต่อสู้ทางการเมืองในช่วง 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนกลุ่มนี้ไม่ได้หายไปจากสังคม หากกลับเข้ามามีบทบาทในพื้นที่ทางการเมืองและสังคมในหลากหลายรูปแบบ เวทีเสวนาครั้งนี้จึงชวนย้อนกลับไปทำความเข้าใจว่า จากคนกลุ่มเดียวกันที่เคยผ่านประสบการณ์ทางการเมืองร่วมกัน เหตุใดเส้นทางหลังจากนั้นจึงแตกต่างกันออกไป ทั้งในแง่ความคิด อุดมการณ์ และบทบาทที่มีต่อสังคมไทย
.
รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล เปิดประเด็นด้วยการชวนมอง “คนเดือนตุลา” ในฐานะคนรุ่นหนึ่งที่มีความทรงจำและประสบการณ์ทางการเมืองร่วมกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้มีความคิดเหมือนกันทั้งหมด เพราะตั้งแต่ต้นพวกเขามีความหลากหลายทางความคิด ทั้งฝ่ายซ้าย เสรีนิยม และแนวคิดอื่นๆ ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้หายไปหลังออกจากป่า หากยังส่งผลต่อเส้นทางทางการเมืองและจุดยืนของแต่ละคนในเวลาต่อมา
.
“คนเดือนตุลา” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเหตุการณ์ในอดีต แต่ยังเป็นวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงประสบการณ์ของภาคประชาชนเข้ากับการเมือง ขณะเดียวกัน การกลับเข้าสู่สังคมก็ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดคนที่เคยมีประสบการณ์ร่วมกันจึงกลับมายืนอยู่คนละฝั่ง และอดีตที่เคยเชื่อมโยงผู้คนกลุ่มนี้ไว้ด้วยกัน กลับกลายเป็นพื้นที่ของการต่อสู้ การกล่าวหา และความขัดแย้งในเวลาต่อมา
.
ขณะที่ รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร ชวนมองผ่านความแตกต่างระหว่าง “คนเดือนตุลาที่ตายไปแล้ว” กับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่โดยตั้งข้อสังเกตถึงคนเดือนตุลาบางส่วนที่เดินเข้าสู่พื้นที่อำนาจและระบอบที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยต่อสู้มา นำไปสู่คำถามว่า เมื่อบริบททางการเมืองเปลี่ยนไป อุดมการณ์ที่เคยมีร่วมกันถูกปรับเปลี่ยนไปอย่างไร
.
ด้านกฤษฎางค์ นุตจรัส หรือ “ทนายด่าง” สะท้อนประสบการณ์หลัง 6 ตุลา ผ่านเส้นทางของคนที่ไม่ได้เข้าป่า แต่กลับมาเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 20 ธันวาคม 2519 พร้อมมองย้อนกลับไปถึงชัยชนะของขบวนการนักศึกษาในปี 2516 ที่แม้สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แต่ยังไม่อาจเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองได้อย่างเด็ดขาด
.
อีกด้านหนึ่ง ประกิต กอบกิจวัฒนา ชวนตั้งคำถามต่อความคิดก้าวหน้าและความต้องการเปลี่ยนโครงสร้างสังคม เมื่อคนที่เคยมีแนวคิดเหล่านี้เติบโตเข้าสู่พื้นที่อำนาจ ขณะที่ Guo Run ผู้แปลหนังสือ The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand ฉบับภาษาจีน มองว่า แม้เส้นทางของ “คนเดือนตุลา” จะแตกต่างและอุดมการณ์อาจไม่เป็นหนึ่งเดียวกันอีกต่อไปแต่สิ่งที่พวกเขาเคยทำยังคงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย และเป็นบทเรียนสำหรับคนรุ่นหลัง
.
ท้ายที่สุด เวทีเสวนาจึงชวนมอง “คนเดือนตุลา” ให้พ้นจากภาพของคนกลุ่มเดียวที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เป็นผู้คนที่มีประสบการณ์ร่วมกันแต่เลือกเดินไปคนละเส้นทาง และความแตกต่างเหล่านั้นเองก็สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
.
สามารถติดตามชมย้อนหลังได้ผ่านทาง:
https://www.youtube.com/live/yrCVCKbY7_c?si=Lg3WeC0JJg-QH_QC
https://web.facebook.com/share/v/19uhaFBG9D/
.
ข้างหลังภาพ 6 ตุลาฯ: จากภาพถ่ายสู่ความรุนแรงใต้เงาอนุรักษนิยม
โดย บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ทดลองอ่านได้ที่: https://bit.ly/4rmOcci
.
สหายหญิงปฏิวัติ
โดย ธัญญพร มากคง
ทดลองอ่านได้ที่: https://bit.ly/4rinAt7
.
คนเดือนตุลา: อำนาจและรอยแตกร้าวในการเมืองไทยร่วมสมัย
โดย กนกรัตน์ เลิศชูสกุล
แปลโดย ภิรมณ เชิญขวัญ, ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล, ศิวพล ชมภูพันธุ์ และศุภเกียรติ ศุภศักดิ์ศึกษากร
ออกแบบปกโดย Juli Baker And Summer
ทดลองอ่านได้ที่: https://bit.ly/3TlANou
.
สั่งซื้อได้ที่: https://linktr.ee/6OCTOBERMTC
.



มาตรการกดดันและคว่ำบาตรระดับสากลได้ผล ตำรวจกัมพูชาจับกุมชาวต่างชาติรวม 587 คน ที่ทำงานเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ในเมืองปอยเปต โดยระบุว่าตัวการใหญ่หรือหัวโจกเป็นคนไทย และในกลุ่มผู้ต้องหามีคนไทยรวมอยู่ด้วย 15 คน



เจ้าหน้าที่ตำรวจแห่งชาติกัมพูชาได้เข้าตรวจค้นตึกสูง 30 ชั้นในเมืองปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย เพื่อทลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ข้ามชาติ โดยสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยรวม 587 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอินโดนีเซีย (ประมาณ 518 ราย) ร่วมด้วยชาวไทย และชาวกัมพูชา

ปฏิบัติการตรวจค้นและจับกุมเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์/สแกมเมอร์ในปอยเปตและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างต่อเนื่องโดยทางการกัมพูชา เกิดจาก ปัจจัยกดดันสำคัญทั้งภายในและระหว่างประเทศ ดังนี้:

ความกดดันและการประสานงานจากรัฐบาลต่างประเทศ:

แรงกดดันจากอินโดนีเซียและประเทศในอาเซียน: จากจำนวนผู้ถูกจับกุมล่าสุดที่เป็นชาวอินโดนีเซียสูงถึง 518 ราย รวมถึงผู้เสียหายชาวไทยและชาติอื่นๆ ทางการของประเทศเหล่านี้มีการประสานข้อมูลทางการข่าว ร้องเรียนผ่านช่องทางการทูต และกดดันให้กัมพูชาเร่งช่วยเหลือพลเมืองของตนที่ถูกหลอกลวงหรือบังคับทำงาน

การปราบปรามร่วมกับทางการไทย: ตำรวจไทยและหน่วยงานความมั่นคงมีการตั้งทีมสืบสวนร่วมและส่งข้อมูลพิกัด/เบาะแสของหัวหน้าเครือข่ายให้แก่ฝ่ายกัมพูชา เพื่อกวาดล้างแก๊งที่พุ่งเป้าหลอกลวงคนไทย

มาตรการกดดันและคว่ำบาตรระดับสากล:

องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (เช่น UNODC) และประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ได้ยกระดับการกดดันกัมพูชาอย่างหนัก ทั้งการจัดอันดับความเสี่ยงด้านการค้ามนุษย์ (Human Trafficking Report) และการประกาศคว่ำบาตรนายทุนหรือกลุ่มอิทธิพลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฐานสแกมเมอร์ ทำให้รัฐบาลกัมพูชาต้องเร่งสร้างผลงานเพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจระดับโลก

การกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติของรัฐบาลกัมพูชา:

กระทรวงมหาดไทยและตำรวจแห่งชาติกัมพูชามีนโยบายเร่งกอบกู้ภาพลักษณ์ของประเทศและส่งเสริมการท่องเที่ยว/การลงทุน จึงสั่งการให้กองบังคับการตำรวจจังหวัดบันเตียเมียนเจยเข้มงวด ตรวจค้นอาคารสูงและคาสิโนในพื้นที่ปอยเปตอย่างต่อเนื่องเพื่อกวาดล้างกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่ใช้พื้นที่ชายแดนเป็นฐานปฏิบัติการ

จากรายงานข่าวปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ (Online Scam) ของทางการกัมพูชา ณ ตึกสูง 30 ชั้น กลางเมืองปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569 มีรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ต้องหาชาวไทยดังนี้:
บทบาทหัวหน้าเครือข่าย: รายงานข่าวระบุว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบว่าหนึ่งในหัวหน้าเครือข่าย/หัวโจกผู้ควบคุมการดำเนินงานภายในฐานปฏิบัติการดังกล่าวเป็นคนไทย

จำนวนผู้ต้องหาชาวไทย: ในบรรดาผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 587 คน มีคนไทยที่ถูกควบคุมตัวจำนวนประมาณ 15 ถึง 18 คน (ส่วนใหญ่ของผู้ถูกจับกุมทั้งหมดเป็นชาวอินโดนีเซียจำนวน 518 ราย และชาวกัมพูชา)

ลักษณะการกระทำความผิดและข้อหา:

กลุ่มคนไทยทั้งหมดถูกนำตัวไปสอบสวนร่วมกับผู้ต้องหาชาติตื่นๆ เพื่อคัดแยกบทบาทว่าทำหน้าที่เป็น "พนักงานสแกมเมอร์/คอลเซ็นเตอร์" หรือเป็น "ผู้คุม/ผู้บริหารระดับปฏิบัติการ"

ถูกแจ้งข้อหาเบื้องต้นเกี่ยวกับการเข้าร่วมเครือข่ายฉ้อโกงทางออนไลน์ข้ามชาติ การทำงานผิดกฎหมาย และการเข้าเมือง/พำนักโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายกัมพูชา

ขั้นตอนการดำเนินการต่อ: ทางการกัมพูชาจะทำการคัดแยกเหยื่อการค้ามนุษย์ออกจากผู้ต้องหา หากพบว่าเป็นผู้ต้องหาจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายกัมพูชาก่อนส่งตัวกลับประเทศไทยผ่านช่องทางส่งผู้ร้ายข้ามแดน/ความร่วมมือตำรวจชายแดนต่อไป




สภานักศึกษา มธ. มอบรางวัล ‘จารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย’ ปี 2569 แก่ ‘ไผ่ ดาวดิน’ ชี้ถูกดำเนินคดี 27 คดี พร้อมชวนลงชื่อยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหารปี 2519 ชื่อของ "จารุพงษ์ ทองสินธุ์" กลายเป็นตัวแทนของสปิริตนักศึกษาที่ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจอยุติธรรม เป็นสัญลักษณ์แห่งการอุทิศตนเพื่อประชาธิปไตย


The Unlock
8 hours ago ·

สภานักศึกษา มธ. มอบรางวัล ‘จารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย’ ปี 2569 แก่ ‘ไผ่ ดาวดิน’ ชี้ถูกดำเนินคดี 27 คดี พร้อมชวนลงชื่อยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหารปี 2519
.
วันที่ 4 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 3 ตุลาคม 2569 ช่วงเย็น สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยผลการตัดสินรางวัล “จารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย” ประจำปี 2569 โดยคณะกรรมการรางวัลมีมติให้ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน เป็นผู้สมควรได้รับรางวัลในปีนี้
.
ประกาศของคณะกรรมการระบุว่า พิธีมอบรางวัลจะจัดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยผู้ได้รับรางวัลจะได้รับโล่รางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย พร้อมเงินรางวัล 2,519 บาท
.
สภานักศึกษาฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันจตุภัทร์ถูกดำเนินคดีรวม 27 คดี โดย 3 คดีเป็นคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พร้อมเชื่อมโยงประเด็นดังกล่าวกับผลของคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งออกภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และแก้ไขอัตราโทษของมาตรา 112 ให้มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3–15 ปี
.
เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงเชิญชวนประชาคมธรรมศาสตร์และประชาชนร่วมเข้าชื่อเสนอให้ยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหารฉบับดังกล่าว เพื่อให้อัตราโทษของมาตรา 112 กลับไปเป็นโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และไม่มีโทษขั้นต่ำ โดยสามารถร่วมลงชื่อได้ผ่านเว็บไซต์ decoup6octsins.com
.
ทั้งนี้ รางวัล “จารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย” ตั้งชื่อตาม จารุพงษ์ ทองสินธุ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งเสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และจัดขึ้นเพื่อยกย่องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชน


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1772083254924506&set=a.480507570748754.....
.....

สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้ประกาศมอบรางวัล “จารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย” ประจำปี 2569 แก่ “ไผ่ ดาวดิน” (จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา) นักกิจกรรมทางการเมือง เพื่อยกย่องบทบาทการต่อสู้เคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และความเป็นธรรมทางสังคมอย่างต่อเนื่อง

สาระสำคัญของการประกาศรางวัลและการเคลื่อนไหว

การมอบรางวัล: สภานักศึกษา มธ. ระบุถึงการสู้เกือบตลอดทศวรรษที่ผ่านมาของ ไผ่ ดาวดิน ซึ่งต้องเผชิญกับการถูกดำเนินคดีทางการเมืองรวมแล้วกว่า 27 คดี รวมถึงการถูกคุมขังในคุกหลายครั้งจากการออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและการคัดค้านอำนาจเผด็จการ

ที่มาของรางวัล: รางวัล "จารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย" จัดตั้งขึ้นเพื่อรำลึกถึง นายจารุพงษ์ ทองสินธุ์ นศ.ธรรมศาสตร์ และกรรมการสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 โดยมอบให้แก่ผู้ที่อุทิศตนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

รณรงค์ยกเลิกคำสั่ง คปพร. (คณะรัฐประหารปี 2519): ในโอกาสนี้ สภานักศึกษา มธ. และเครือข่ายนักศึกษา ยังได้เชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อเสนอแก้ไข/ยกเลิกประกาศและคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน (คปพร.) พ.ศ. 2519 ที่ยังคงตกค้างในระบบกฎหมายไทย เพื่อลบล้างผลพวงของการรัฐประหารและคืนความเป็นธรรมให้กับสังคม
.....



จารุพงษ์ ทองสินธุ์ เป็นหนึ่งในผู้นำนักศึกษาและวีรชนคนสำคัญในเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้และความสูญเสียของขบวนการนิสิตนักศึกษาในยุคนั้น
ประวัติโดยสังเขป

กำเนิด: เกิดเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2500 ที่อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีชื่อเล่นว่า "เกี๊ยะ" เป็นบุตรของนายจินดาและนางลิ้ม ทองสินธุ์

การศึกษาและการทำกิจกรรม: เข้าเรียนที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รหัสนักศึกษา 189342) และก้าวเข้ามาเป็นผู้นำนักศึกษารุ่นใหม่ในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

บทบาทสำคัญ: ดำรงตำแหน่งเป็นอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) และกรรมการบริหารศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ซึ่งมีบทบาทหลักในการจัดกิจกรรม เคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรม สิทธิมนุษยชน และต่อต้านการกลับมาของเผด็จการ

ความสำคัญในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและชุมนุมจนถึงนาทีสุดท้าย: ในช่วงค่ำคืนวันที่ 5 ถึงเช้าตรู่วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีการล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จารุพงษ์ในฐานะผู้นำนักศึกษาได้ทำหน้าที่ประสานงาน นำพาเพื่อนนักศึกษาหลบภัย และอยู่ดูแลตึกตึกตึกตึกตึกและพื้นที่ชุมนุมจนกระทั่งกองกำลังเจ้าหน้าที่และกลุ่มพลังมวลชนฝ่ายขวาบุกเข้ามา

การเสียชีวิตอย่างทารุณ: ขณะอายุเพียง 19 ปี (กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2) จารุพงษ์ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณตึกตึกตึกตึก/ตึกบัญชาการ อมธ. หรือใกล้เคียงในสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ ภาพถ่ายและบันทึกประวัติศาสตร์ในเวลาต่อมาระบุว่า ร่างของเขาถูกลากคอผ่านสนามฟุตบอลอย่างทารุณ สะท้อนถึงความโหดเหี้ยมรุนแรงที่เกิดขึ้นในเช้าวันนั้น

ความสะเทือนใจและการโหยหาของครอบครัว: หลังเกิดเหตุ ร่างของจารุพงษ์สูญหายไปและไม่มีการแจ้งข่าวแก่ครอบครัวอย่างเป็นทางการ ทำให้พ่อแม่ของเขา (นายจินดาและนางลิ้ม) ออกตามหาลูกชายด้วยความหวังว่าเขายังมีชีวิตอยู่นานหลายสิบปี จนกระทั่งเพื่อนๆ นักศึกษาได้เดินทางไปแจ้งข่าวการเสียชีวิตให้ครอบครัวทราบในอีก 20 ปีต่อมา (พ.ศ. 2539)

สัญลักษณ์แห่งการอุทิศตนเพื่อประชาธิปไตย: ชื่อของ "จารุพงษ์ ทองสินธุ์" กลายเป็นตัวแทนของสปิริตนักศึกษาที่ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจอยุติธรรม เพื่อรำลึกถึงความเสียสละของเขา สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงได้จัดตั้ง รางวัล "จารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย" ขึ้น เพื่อมอบให้แก่บุคคลหรือกลุ่มกิจกรรมที่เคลื่อนไหวเพื่อปกป้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนสืบต่อมา




เหมือนเขาจะชอบลืมทำงาน


ฟอร์มหมาแก่

2 days ago ·

เหมือนจะลืมอะไรไป
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1640921877402416&set=a.804183951076217







 

หนุ่มชาวไร่คนธรรมดา ผู้กลายเป็นตำนานการต่อสู้ของประชาชน นี่คือเจริญ วัดอักษร - วันที่ 21 มิ.ย.2547 เจริญเดินทางด้วยรถทัวร์กลับจากการไปให้ข้อมูลเรื่องการบุกรุกที่ดินสาธารณะต่อกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรที่กรุงเทพฯ ทันทีที่ลงรถบริเวณสี่แยกบ่อนอก มือปืนที่ดักรออยู่ก็ลั่นไกใส่ เจริญเสียชีวิตตรงนั้น - แต่ชาวบ้านไม่ยุติการต่อสู้


ย้อนรอย ความทรงจำ

AI content ·a day ago ·

หนุ่มชาวไร่คนธรรมดา ผู้กลายเป็นตำนานการต่อสู้ของประชาชน นี่คือเจริญ วัดอักษร

"อย่างมากก็แค่ตาย" และ "ไม่ตายก็ติดคุก" เป็นบางประโยคที่เจริญ วัดอักษร หนุ่มชาวไร่ใน ต.บ่อนอก อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่กลายมาเป็นแกนนำชาวบ้านคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน พูดกับกรณ์อุมา พงษ์น้อย ผู้เป็นภรรยา ในช่วงที่สถานการณ์ความขัดแย้งเข้าสู่จุดล่อแหลมจนเขาและแกนนำชาวบ้านถูกขู่ฆ่าและได้รับ "คำเตือน" ให้ระวังตัวอยู่บ่อยครั้ง

"เจริญเจอทั้งสองอย่าง ทั้งถูกฟ้องร้องดำเนินคดีและถูกฆ่าตาย" กรณ์อุมาบอกกับบีบีซีไทยในปีที่ 16 ของการอยู่ลำพังหลังจากสามีคู่ทุกข์คู่ยากถูกมือปืนสังหารอย่างเหี้ยมโหดด้วยกระสุน 9 นัด และเสียชีวิตด้วยวัย 37 ปี ในคืนวันที่ 21 มิ.ย.2547

ชาวบ้านใน ต.บ่อนอก และ อ.บ้านกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ คัดค้านโรงไฟฟ้าหินกรูดและโรงไฟฟ้าบ่อนอกในช่วงปี 2540-2547 โดยมีเจริญเป็นแกนนำคนสำคัญ เขาไม่ได้เป็นเอ็นจีโอ ไม่มีประสบการณ์ในการชุมนุมประท้วง เป็นเพียงชาวบ้านคนหนึ่งที่ไม่ต้องการเห็นชุมชน ท้องทะเลและธรรมชาติถูกทำลายจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเป็นโครงการของบริษัทเอกชนที่จะผลิตไฟฟ้าขายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

การต่อสู้อย่างเข้มแข็งของชาวบ้านในนามของกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกและกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูดกลายเป็นตำนานการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิชุมชนที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดและสร้างปรากฏการณ์หลายอย่างขึ้น โดยเฉพาะการทำให้ภาครัฐ รวมทั้งทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นต้องเดินทางมารับฟังความเห็นชาวบ้านด้วยตัวเอง

ช่วงปี 2547 รัฐบาลมีแนวโน้มว่าจะยกเลิกโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้ง 2 แห่ง เจริญและชาวบ้านจึงเริ่มขยายการเคลื่อนไหวไปสู่การร้องเรียนเรื่องการบุกรุกที่ดินสาธารณะกว่า 900 ไร่

วันที่ 21 มิ.ย.2547 เจริญเดินทางด้วยรถทัวร์กลับจากการไปให้ข้อมูลเรื่องการบุกรุกที่ดินสาธารณะต่อกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรที่กรุงเทพฯ ทันทีที่ลงรถบริเวณสี่แยกบ่อนอก มือปืนที่ดักรออยู่ก็ลั่นไกใส่

เจริญเสียชีวิตตรงนั้น ไม่มีโอกาสได้รับรู้มติ ครม.ในอีกไม่กี่เดือนต่อมาที่ให้ยกเลิกการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใน จ.ประจวบคีรีขันธ์

เจริญกลายเป็นนักต่อสู้-นักเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนอีกคนหนึ่งที่ต้องจบชีวิตลงหรือถูกทำให้หายไป ซึ่งในช่วงเวลานั้นและก่อนหน้านั้น มีผู้นำชาวบ้านและนักเคลื่อนไหวหลายคนที่พบจุดจบเช่นเดียวกัน และทุกครั้งก็มักจะมีเสียงเรียกร้องให้เป็นการสูญเสียครั้งสุดท้าย

16 ปีผ่านไปหลังเหตุฆาตกรรมที่ริมถนนเพชรเกษม บีบีซีไทยสนทนากับผู้หญิง 3 คนที่ใกล้ชิดและร่วมต่อสู้กับเจริญ พวกเธอเห็นตรงกันว่าความตายของเจริญ ผู้นำชาวบ้านและนักปกป้องสิทธิ์อีกหลายคนหลังจากนั้น ทำให้สรุปได้ว่า "ศพสุดท้าย" นั้นไม่มีอยู่จริง

ไว้แกตายก่อนแล้วข้าจะทำให้ดู

16 ปีผ่านไป ภาพที่เจริญนอนจมกองเลือดอยู่ริมถนนเพชรเกษมยังติดตากรณ์อุมา

"เราเข้าไปช้อนศีรษะเขาขึ้นมา แล้วก็นึกถึงสิ่งที่เขาเคยพูดกับเราว่า ถ้าโดนยิงอย่างเก่งก็เจ็บนัดแรกนัดเดียว จะยิงซ้ำอีกกี่นัดเขาก็ไม่เจ็บแล้ว" ภรรยาคู่ทุกคู่ยากเล่านาทีที่เธอแหวกกลุ่มคนที่มุงอยู่ริมถนนเข้าไปหาสามีด้วยเสียงสั่นเครือ

"ช่วงที่การต่อสู้เข้มข้นมาก ๆ เจริญชอบบ่นว่าเราไม่ช่วยเขาขึ้นปราศรัยนำมวลชน ไม่ช่วยให้สัมภาษณ์สื่อบ้างเลย เราก็พูดกับเขาเล่น ๆ ว่าเอาไว้แกตายก่อนแล้วข้าจะทำให้ดู...สุดท้ายก็ได้ทำจริง ๆ"

แม้ทั้งคู่จะคุยกันเรื่องความตายบ่อย ๆ และเตรียมใจเอาไว้บ้างเพราะได้รับทั้งคำขู่และคำเตือนบ่อย ๆ แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้นมาจริง ๆ ทุกอย่างก็ไม่ง่ายสำหรับกรณ์อุมา ซึ่งขณะนั้นอายุ 33 ปี

สิ่งที่ยากที่สุดในความรู้สึกของเธอก็คือการต้องทนเห็นกระบวนการยุติธรรมที่ไม่จริงจังกับการหาตัวคนผิดมาลงโทษและยังมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อชาวบ้าน

"มันเหมือนเราถูกกระทำซ้ำ" กรณ์อุมาระบายความรู้สึกที่ยังคงคุกรุ่นอยู่แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน "หลังเกิดเหตุ เราได้ยินตำรวจในพื้นที่พูดถึงเจริญว่าตายเสียได้ก็ดี อยู่ไปก็กวนบ้านกวนเมือง ได้ฟังอย่างนี้ก็รู้เลยว่าจะหวังให้ตำรวจทำสำนวนคดีให้ดีคงไม่ได้"

เธอยิ่งเจ็บปวดและเครียดหนักเมื่อคดีเข้าสู่ศาล

"เราเจอทั้งอัยการและผู้พิพากษาที่มีทัศนคติที่ค่อนข้างแย่และมีอคติกับประชาชน ทุกครั้งที่ไปศาลเราจะเครียดมากจนบางครั้งต้องออกมาอาเจียน เพราะรู้สึกแย่ที่ต้องเผชิญกับกระบวนการยุติธรรมที่เป็นแบบนี้"

กรณ์อุมาซึ่งกลายมาเป็นแกนนำกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกแทนสามีผู้ล่วงลับบอกว่าสิ่งที่เธอและพวกชาวบ้านได้เรียนรู้จากการต่อสู้คดีเจริญคือได้รู้ว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยพึ่งพาไม่ได้

อีกสิ่งหนึ่งที่เธอได้เข้าใจอย่างแท้จริงจากการตายของสามีคือความหมายของวลีที่ว่า "เปลี่ยนความแค้นให้เป็นพลัง" เพราะหลังเขาตาย เธอก็นำชาวบ้านเคลื่อนไหวติดตามคดีและปกป้องสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความที่เธอกับเจริญไม่มีลูกด้วยกัน กรณ์อุมาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสานต่อเจตนารมณ์ของเจริญในการปกป้องชุมชนและทรัพยากรของตำบลบ่อนอก

กรณ์อุมาบอกว่าอยากให้สังคมจดจำเจริญว่าเป็นชาวบ้านคนหนึ่งที่ทนนิ่งเฉยกับความไม่ถูกต้องชอบธรรมไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ และแม้จะรู้ว่าเขาอาจถูก "เก็บ" ก็ยังคงมุ่งมั่นต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยว

กรณ์อุมา ซึ่งปัจจุบันหารายได้ด้วยการขายอาหารทะเลแปรรูปและเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ ริมทะเลบ่อนอกบอกว่าเธอรู้สึกสะเทือนใจทุกครั้งที่มีเหตุการณ์อุ้มหายหรือสังหารนักต่อสู้คนแล้วคนเล่า และเข้าใจหัวอกของคนในครอบครัวที่จะต้องแบกรับกับเรื่องนี้ไม่ต่างจากเธอ

"รู้สึกแย่กับคนที่ทำ คุณมีสิทธิอะไร ทำไมต้องทำกับเขาขนาดนั้น แล้วก็คิดถึงครอบครัวเขา ที่ต้องมาเจอเหมือนเรา อย่างกรณีของบิลลี่ (แกนนำชาวกะเหรี่ยงใน จ.เพชรบุรี ที่ถูกฆาตกรรม) เราสงสารมึนอภรรยาเขามาก" กรณ์อุมากล่าวก่อนจะทิ้งท้ายว่าเธอไม่มีความหวังเลยว่าการสังหารบุคคลที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิในด้านต่าง ๆ จะยุติลงในสังคมไทย

"ไม่มีหวังเลย...ตราบใดที่สังคมไทยยังมีความขัดแย้งระหว่างทุนและรัฐกับชาวบ้าน และอีกฝ่ายหนึ่งยังคิดว่าฆ่าปิดปากแล้วจะจบ"

หลังเจริญถูกยิงเสียชีวิตราว 2 เดือน อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย 5 คนในความผิดฐานร่วมกันจ้างวานฆ่าผู้อื่น จำเลยทั้ง 5 ได้แก่ นายเสน่ห์ เหล็กล้วน-จำเลยที่ 1, นายประจวบ หินแก้ว-จำเลยที่ 2, นายธนู หินแก้ว-จำเลยที่ 3, นายมาโนช หินแก้ว สมาชิกสภาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์-จำเลยที่ 4 และนายเจือ หินแก้ว อดีตกำนัน ต.บ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์-จำเลยที่ 5

นายเสน่ห์และนายประจวบรับสารภาพว่าเป็นมือปืนที่ยิงเจริญจนเสียชีวิตริมถนนเพชรเกษม อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ในคืนวันที่ 21 มิ.ย.2547 ตามคำสั่งของนายธนู แต่ระหว่างพิจารณาคดีทั้งสองคนนี้ได้เสียชีวิตในเรือนจำจากอาการป่วยก่อนขึ้นเบิกความต่อศาลได้ไม่นาน ซึ่งกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกซึ่งติดตามคดีอย่างใกล้ชิดเชื่อว่าเป็นการเสียชีวิต "อย่างมีเงื่อนงำ"

30 ธ.ค.2551 ศาลอาญาพิพากษาประหารชีวิตนายธนู หินแก้ว โดยวินิจฉัยว่านายธนู ซึ่งมีอาชีพเป็นทนายความ เป็นผู้จ้างวานให้นายเสน่ห์และนายประจวบยิงเจริญเนื่องจากไม่พอใจที่เจริญคัดค้านโรงไฟฟ้าซึ่งเขามีส่วนได้ประโยชน์จากโครงการนี้ รวมทั้งเปิดโปงและกล่าวหาว่านายธนูเกี่ยวข้องกับการบุกรุกที่ดินสาธารณะ ส่วนนายมาโนชและนายเจือ หินแก้ว ศาลยกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

นายธนูได้รับการประกันตัวระหว่างยื่นอุทธรณ์ ขณะที่อัยการยื่นอุทธรณ์เช่นกัน โดยขอให้ศาลลงโทษนายมาโนชและนายเจือด้วย

16 มี.ค.2556 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องนายธนู และพิพากษายืนให้ยกฟ้องนายมาโนชและนายเจือ เพราะเห็นว่าพยานโจทก์ไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นพอจะทำให้เชื่อว่าจำเลยทั้ง 3 ร่วมกันจ้างวานฆ่าเจริญ

10 ก.ย.2558 ศาลอาญานัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แต่นายมาโนช จำเลยที่ 4 เป็นคนเดียวที่มาศาล นายเจือ จำเลยที่ 5 ให้ทนายความนำใบรับรองแพทย์มาอ้างว่าป่วยและขอให้เลื่อนอ่านคำพิพากษา ส่วนนายธนู จำเลยที่ 3 ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุผล ศาลเห็นควรให้เลื่อนอ่านคำพิพากษาไป 1 เดือน และออกหมายจับนายธนู

13 ธ.ค.2558 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 3 คน เนื่องจากเห็นว่าไม่มีหลักฐานให้รับฟังได้ว่านายธนู นายมาโนชและนายเจือเป็นผู้จ้างวานฆ่าเจริญ และให้ถอนหมายจับนายธนู คดีถึงที่สุด จำเลย 2 คนตายในคุก อีก 3 คนศาลยกฟ้อง

2563 คนในพื้นที่รายงานว่าหลังคดีสิ้นสุดจำเลยที่ได้รับการยกฟ้องทั้ง 3 คนกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติในชุมชนบ่อนอก แต่เมื่อไม่นานมานี้ นายมาโนชเสียชีวิตจากความเจ็บป่วย

กระบวนการยุติธรรมไม่ทำหน้าที่

เมื่อพูดถึงเจริญ จินตนา แก้วขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูดจะนึกถึงภาพของชายผิวคล้ำร่างผอมยืนถือไมโครโฟนบนรถบรรทุกที่ดัดแปลงเป็นเวทีเคลื่อนที่ เปล่งเสียงนำการเคลื่อนไหวของชาวบ้านอย่างมีพลัง

จินตนาในวัย 58 ปีคิดว่าถ้าเจริญยังอยู่เขาคงตรวจสอบโครงการต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคนในชุมชนอย่างเข้มข้น

จินตนากับเจริญต่อสู้คัดค้านโรงไฟฟ้าเคียงบ่าเคียงไหลกันมา จินตนาอยู่บ้านกรูด ส่วนเจริญอยู่บ่อนอก ซึ่งชาวบ้านในสองพื้นที่นี้รวมพลังกันคัดค้านโรงไฟฟ้าจนสำเร็จ

"เวลาที่ชาวบ้านชุมนุมกันหรือเคลื่อนขบวนเข้ากรุงเทพฯ เราไปกันเป็น 10-20 คันรถ เจริญจะเป็นคนคุมไมค์ที่ 1 บนหลังคารถ การคุมมวลชนเยอะขนาดนี้เป็นเรื่องยากมากโดยเฉพาะสำหรับพวกเราที่เป็นชาวบ้านธรรมดาไม่เคยทำเรื่องพวกนี้มาก่อน แต่เจริญเป็นผู้นำตามธรรมชาติที่ขึ้นมาทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีและมีพลังมาก ๆ เขาเป็นผู้นำชาวบ้านที่ควบคุมมวลชนจำนวนมากได้ดีที่สุด สั่งเคลื่อนขบวน ดูแลความปลอดภัยของชาวบ้าน เป็นเบอร์หนึ่งของประเทศเลย ณ เวลานั้น คิดว่ามีเขาคนเดียวที่ทำได้แบบนี้" จินตนารำลึกถึงเพื่อนรุ่นน้อง

จินตนาบอกว่าในการต่อสู้ช่วงนั้น เธอเองก็ถูกข่มขู่คุกคามและถูกแจ้งความดำเนินคดีเหมือนกับเจริญ "แต่เราโชคดีที่ไม่ตาย" เธอบอก

จินตนาต้องต่อสู้คดีมาอีกหลายปีหลังจากได้รับ "ชัยชนะ" ในการต่อสู้ และมีคดีหนึ่งที่ศาลฎีกาตัดสินจำคุกเป็นเวลา 4 เดือนโดยไม่รอลงอาญาเมื่อปี 2554 ทำให้เธอต้องเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำประมาณ 2 เดือนก่อนได้รับพระราชทานอภัยโทษ

จินตนามีความเห็นตรงกับกรณ์อุมาว่าลำพังเจริญถูกฆ่าตายนั้นก็เป็นเรื่องเศร้ามากพออยู่แล้ว แต่การทำงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมหลังจากนั้นกลับน่าเศร้ายิ่งกว่า ซึ่งเธอมองว่าไม่ได้เพียงส่งผลให้คนสั่งฆ่าเจริญต้องลอยนวลเท่านั้น แต่การที่กระบวนการยุติธรรมนำคนก่อเหตุมาลงโทษไม่ได้ยังทำให้เหตุการณ์อุ้ม-ฆ่าผู้นำชาวบ้านและนักต่อสู้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

"เราสะเทือนใจทุกครั้งที่ได้ยินข่าวการอุ้มฆ่า ไม่ว่าคนนั้นจะออกมาต่อสู้เรื่องอะไร ที่มันเกิดขึ้นซ้ำ ๆ คิดว่าเป็นเพราะกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ทำหน้าที่ ตั้งแต่ต้นทางคือการทำสำนวนไปจนถึงกระบวนการพิจารณาคดีในศาล ถ้าคุณทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่มองประชาชนว่าเป็นศัตรู เป็นพวกขัดขวางการพัฒนา ก็จะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น"

"นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทุกรัฐบาล ไม่มีรัฐบาลไหนดีกว่ากัน ไม่อย่างนั้นไม่มีชาวบ้านนักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนถูกฆ่าตายมาตั้งแต่ 40-50 ปีที่แล้วหรอก"

ทุกวันนี้ จินตนายังคงประกอบอาชีพค้าขายควบคู่ไปกับการเป็นประธานกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เคลื่อนไหวคัดค้านโครงการและนโยบายที่ทำลายสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ จนในวันนี้เธอค่อนข้างมั่นใจว่าทรัพยากรธรรมชาติที่ อ.บ้านกรูด "ปลอดภัย" ในระดับหนึ่งแล้ว

ศพแล้วศพเล่า

สุนีย์ ไชยรส เป็นอดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ชุดแรกที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ซึ่งเป็นช่วงที่การต่อสู้ของชาวบ้านกรูด-บ่อนอกกำลังเข้มข้น

เธอจำได้ว่าพบเจริญครั้งแรกตอนที่เขานำชาวบ้านมายื่นหนังสื่อต่อ กสม.เพื่อให้ตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิชุมชนจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้า นับจากนั้นสุนีย์และกสม. ก็ลงพื้นที่เก็บข้อมูล ทำข้อเสนอและรายงานออกมาหลายฉบับ จนกลายเป็นคนคุ้นเคยของเจริญและชาวบ้าน

"เวลานึกถึงเขาจะเห็นภาพเขามาพร้อมกับชาวบ้านเป็นขบวนใหญ่ เจริญคือการต่อสู้ของชาวบ้าน เขาเป็นชาวบ้านธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่สามารถรวมพลังประชาชนและการสนับสนุนจากหลายฝ่ายได้อย่างน่าทึ่ง" อดีต กสม. กล่าวถึงความประทับใจที่มีต่อเจริญ

"เขาเป็นคนที่เข้าใจเรื่องสิทธิของประชาชนที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้ แล้วเขาก็สู้กันอย่างเอาจริงเอาจัง แม่นยำในข้อมูล ประเด็นชัดเจนและไม่ยอมแพ้ เขาเจออุปสรรคมากมาย แต่เขาไม่เคยยอมแพ้ จนกระทั่งถึงวันที่เขาเสียชีวิต"

สุนีย์เป็น กสม.อยู่นาน 7 ปีก่อนจะพ้นตำแหน่งในปี 2552 เธอบอกอย่างเศร้าใจว่าต้องพบกับเรื่องราวการอุ้ม-ฆ่าผู้นำชุมชนและนักต่อสู้หลายต่อหลายคน

"โดยส่วนตัวเจอเรื่องราวแบบนี้มาเยอะพอสมควร ชาวบ้านที่ทำงานด้วยกันถูกอุ้มหายหรือสังหารมาหลายคน ส่วนใหญ่เมื่อถูกคุกคามหรือฆ่าแล้วก็มักจะจับคนก่อเหตุไม่ได้หรือจับได้ก็หลุดในชั้นศาล นอกจากคนที่ถูกอุ้ม-ฆ่าแล้ว ก็ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนมากที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากการออกมาปกป้องสิทธิของตัวเอง หลายคนต้องติดคุก"

"มันเศร้านะที่เราต้องเจอคนที่เสียชีวิตจากการต่อสู้เยอะมาก ยังไม่นับคนที่ถูกจับดำเนินคดีอีก แล้วก็ยิ่งเศร้าที่แทบจับผู้ก่อเหตุไม่ได้เลย" อดีต กสม.วัย 66 ปีซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์อยู่ที่วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิตกล่าว

"แต่สิ่งที่ทำให้เรามีกำลังใจคือชาวบ้านไม่ยุติการต่อสู้ คนก่อเหตุคิดว่าฆ่าคน ๆ หนึ่งแล้วทุกอย่างจะจบ แต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้น บทเรียนสำคัญที่สุดจากการเสียชีวิตของคนเหล่านี้ก็คือ แม้เขาจะตายไปแต่การต่อสู้ของคนที่ยังอยู่จะดำเนินต่อไป"

ขอบคุณภาพจาก mgronline

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122177134394814913&set=a.122110610954814913




"แบงก์ชาติ" เผยไม่ใช่แค่ไทยเศรษฐกิจไม่ดี แต่อยู่ในขั้นเปราะบางที่สุด ภาคครัวเรือนไทยราว 30% ของประเทศอยู่ในสถานะรายได้ไม่พอกิน เงินเก็บไม่มีก็กู้เพิ่มเป็นหนี้วนลูบ ส่วน SMEs ไม่มีเงินหมุน แบงก์ไม่ปล่อย ขาดสภาพคล่อง ส่วนรัฐบาลคนดีย์ ลักชาติสร้างผลงานโดดเด่นด้วยการขยันก่อหนี้เงินกู้มาใช้กับนโยบายตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ


Reporter Journey
14 hours ago ·

#ECONOMIC หมดมหกรรมความสุขเชียร์กีฬาก็กลับสู่โลกความเป็นจริง "แบงก์ชาติ" เผยไม่ใช่แค่ไทยเศรษฐกิจไม่ดี แต่อยู่ในขั้นเปราะบางที่สุด ภาคครัวเรือนไทยราว 30% ของประเทศอยู่ในสถานะรายได้ไม่พอกิน สมาชิกทั้งบ้านรวมกันหาเงินได้ไม่ถึง 30,000 ต่อเดือน เงินเก็บไม่มีก็กู้เพิ่มเป็นหนี้วนลูบ ส่วน SMEs ไม่มีเงินหมุน แบงก์ไม่ปล่อย ขาดสภาพคล่อง ส่วนรัฐบาลคนดีย์ ลักชาติสร้างผลงานโดดเด่นด้วยการขยันก่อหนี้เงินกู้มาใช้กับนโยบายตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ อย่างการแจกเงิน ดันหนี้สาธารณะสูงแต่เศรษฐกิจโตชั้นต่ำ
.
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย 5 จุดเปราะบางสำคัญ ที่ต้องจับตา ทั้งจากภาคต่างประเทศและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ มีดังนี้
.
1.สงคราม–พลังงาน กระทบต้นทุนไทยผ่าน 3 ช่องทาง สงครามในตะวันออกกลางกระทบต่อไทยส่งผ่านหลัก ๆ 3 ช่องทาง ได้แก่ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น การขาดแคลนวัตถุดิบ และความผันผวนของราคาสินทรัพย์และอัตราผลตอบแทนในตลาดการเงิน ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากกว่า 60% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง พื้นที่ทางการคลังที่จำกัด ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง ผลกระทบเริ่มเห็นผ่านต้นทุนสินค้าและบริการ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง ขณะที่กลุ่มขนส่ง วัสดุก่อสร้าง เกษตร รวมถึงท่องเที่ยวและโรงแรม มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น
.
2. ครัวเรือน 30% เสี่ยงรายได้ไม่พอรายจ่าย ประมาณ 30% ของครัวเรือนทั้งหมดอาจมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย บางครัวเรือนต้องนำเงินออมออกมาใช้ หรือเปลี่ยนสินทรัพย์ทางการเงินเป็นสภาพคล่องโดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน พบว่าประมาณ 1 ใน 3 อยู่ในกลุ่มเปราะบาง จำเป็นต้องพึ่งเงินเก็บ หากเงินเก็บไม่เพียงพอ อาจต้องกู้เพิ่มเพื่อชดเชยรายได้ที่ขาดหาย ทำให้การหลุดพ้นจากกับดักหนี้ทำได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ความสามารถของครัวเรือนในการรับมือกับ Income Shock ยังจำกัด ขณะที่สินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้มีแนวโน้มลดลง
.
3. SMEs ที่เก่งยังติดข้อจำกัดด้านเงินทุน เมื่อเปรียบเทียบธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% พบว่า SMEs เข้าถึงสินเชื่อธนาคารพาณิชย์เพียง 21% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่เข้าถึงได้ 63% ไม่เพียงเข้าถึงสินเชื่อยากกว่า แต่ SMEs ยังมีต้นทุนทางการเงินสูงกว่า โดยค่ากลางอยู่ที่ 7.8% สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และ 6.6% สำหรับธุรกิจขนาดกลาง เทียบกับ 3.9% สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ สัดส่วน SMEs ที่มีฐานะการเงินสามารถรองรับ Income Shock ลดลงจาก 22.7% เหลือเพียง 7.7% ขณะที่กลุ่มที่มีฐานะการเงินเปราะบางเพิ่มจาก 24.1% เป็น 30.8%
.
4. อสังหาริมทรัพย์ซบเซา เสี่ยงโยงตลาดตราสารหนี้อสังหาริมทรัพย์เผชิญกำลังซื้อที่อ่อนแอ อุปทานคงค้างในระดับสูง และต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สภาพคล่องของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์บางรายตึงตัว โดยเฉพาะผู้ที่พึ่งพาการออก High Yield Bond หรือ HY Bond จุดที่ต้องจับตาคือพึ่งพาเงินทุนทั้งจากสินเชื่อสถาบันการเงินและตลาดตราสารหนี้ หากตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซายืดเยื้อ รายได้และสภาพคล่องที่ลดลงอาจทำให้ความสามารถในการชำระหนี้อ่อนแอลง และเพิ่มความเสี่ยงในการยืดไถ่ถอนตราสารหนี้ บางรายที่มีอันดับเครดิตอยู่ในระดับลงทุนได้ แต่เริ่มเข้าใกล้ระดับที่ไม่ควรลงทุน
.
5. ฐานะการคลัง–หนี้สาธารณะ เป็นโจทย์ที่ต้องจับตา ระดับหนี้สาธารณะและภาระดอกเบี้ยต่อรายได้อยู่ในระดับสูงและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโตต่ำรั้งท้ายภูมิภาคมาหลายปีติดต่อกัน ซึ่งอาจมีผลต่อการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ และต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชน กรอบวินัยการคลังกำหนดเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของ GDP โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ารัฐจะสามารถเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย รวมถึงการปฏิรูปด้านรายได้ เช่น การเพิ่ม VAT หากดำเนินการไม่ได้ตามแผน หนี้สาธารณะอาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1663616741787801&set=a.226668178816005
...
Reporter Journey
·Author

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย 5 จุดเปราะบางสำคัญ ที่ต้องจับตา ทั้งจากภาคต่างประเทศและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ มีดังนี้
.
1.สงคราม–พลังงาน กระทบต้นทุนไทยผ่าน 3 ช่องทาง สงครามในตะวันออกกลางกระทบต่อไทยส่งผ่านหลัก ๆ 3 ช่องทาง ได้แก่ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น การขาดแคลนวัตถุดิบ และความผันผวนของราคาสินทรัพย์และอัตราผลตอบแทนในตลาดการเงิน ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากกว่า 60% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง พื้นที่ทางการคลังที่จำกัด ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง ผลกระทบเริ่มเห็นผ่านต้นทุนสินค้าและบริการ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง ขณะที่กลุ่มขนส่ง วัสดุก่อสร้าง เกษตร รวมถึงท่องเที่ยวและโรงแรม มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น
.
2. ครัวเรือน 30% เสี่ยงรายได้ไม่พอรายจ่าย ประมาณ 30% ของครัวเรือนทั้งหมดอาจมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย บางครัวเรือนต้องนำเงินออมออกมาใช้ หรือเปลี่ยนสินทรัพย์ทางการเงินเป็นสภาพคล่องโดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน พบว่าประมาณ 1 ใน 3 อยู่ในกลุ่มเปราะบาง จำเป็นต้องพึ่งเงินเก็บ หากเงินเก็บไม่เพียงพอ อาจต้องกู้เพิ่มเพื่อชดเชยรายได้ที่ขาดหาย ทำให้การหลุดพ้นจากกับดักหนี้ทำได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ความสามารถของครัวเรือนในการรับมือกับ Income Shock ยังจำกัด ขณะที่สินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้มีแนวโน้มลดลง
.
3. SMEs ที่เก่งยังติดข้อจำกัดด้านเงินทุน เมื่อเปรียบเทียบธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% พบว่า SMEs เข้าถึงสินเชื่อธนาคารพาณิชย์เพียง 21% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่เข้าถึงได้ 63% ไม่เพียงเข้าถึงสินเชื่อยากกว่า แต่ SMEs ยังมีต้นทุนทางการเงินสูงกว่า โดยค่ากลางอยู่ที่ 7.8% สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และ 6.6% สำหรับธุรกิจขนาดกลาง เทียบกับ 3.9% สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ สัดส่วน SMEs ที่มีฐานะการเงินสามารถรองรับ Income Shock ลดลงจาก 22.7% เหลือเพียง 7.7% ขณะที่กลุ่มที่มีฐานะการเงินเปราะบางเพิ่มจาก 24.1% เป็น 30.8%
.
4. อสังหาริมทรัพย์ซบเซา เสี่ยงโยงตลาดตราสารหนี้อสังหาริมทรัพย์เผชิญกำลังซื้อที่อ่อนแอ อุปทานคงค้างในระดับสูง และต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สภาพคล่องของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์บางรายตึงตัว โดยเฉพาะผู้ที่พึ่งพาการออก High Yield Bond หรือ HY Bond จุดที่ต้องจับตาคือพึ่งพาเงินทุนทั้งจากสินเชื่อสถาบันการเงินและตลาดตราสารหนี้ หากตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซายืดเยื้อ รายได้และสภาพคล่องที่ลดลงอาจทำให้ความสามารถในการชำระหนี้อ่อนแอลง และเพิ่มความเสี่ยงในการยืดไถ่ถอนตราสารหนี้ บางรายที่มีอันดับเครดิตอยู่ในระดับลงทุนได้ แต่เริ่มเข้าใกล้ระดับที่ไม่ควรลงทุน
.
5. ฐานะการคลัง–หนี้สาธารณะ เป็นโจทย์ที่ต้องจับตา ระดับหนี้สาธารณะและภาระดอกเบี้ยต่อรายได้อยู่ในระดับสูงและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโตต่ำรั้งท้ายภูมิภาคมาหลายปีติดต่อกัน ซึ่งอาจมีผลต่อการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ และต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชน กรอบวินัยการคลังกำหนดเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของ GDP โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ารัฐจะสามารถเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย รวมถึงการปฏิรูปด้านรายได้ เช่น การเพิ่ม VAT หากดำเนินการไม่ได้ตามแผน หนี้สาธารณะอาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
.....









ความสุขเล็กๆของ เด็กปาเลสไตน์ เปลี่ยนแผ่นคอนกรีต ซากปรักหักพัง และหลังคาที่เสียหายในเมืองกาซาให้กลายเป็นลานสเก็ตบอร์ดแบบทำขึ้นเอง เพื่อให้กีฬานี้ยังคงดำเนินต่อไปได้ ( “พวกนาซีทำให้ผมกลัวที่จะเป็นชาวยิว และพวกอิสราเอลทำให้ผมอับอายที่จะเป็นชาวยิว - ดร. อิสราเอล ชาฮัก”





 

https://x.com/AJEnglish/status/2106651786358804797






“พวกนาซีทำให้ผมกลัวที่จะเป็นชาวยิว และพวกอิสราเอลทำให้ผมอับอายที่จะเป็นชาวยิว”

ภูมิหลังและบริบท

• คำกล่าว: ภาพกราฟิกแสดงข้อความว่า “พวกนาซีทำให้ผมกลัวที่จะเป็นชาวยิว และพวกอิสราเอลทำให้ผมอับอายที่จะเป็นชาวยิว”
• ดร. อิสราเอล ชาฮัก คือใคร? ชาฮักเกิดที่โปแลนด์ในปี 1933 เขารอดชีวิตจากเขตเกตโตวอร์ซอและค่ายกักกันเบอร์เกน-เบลเซน ก่อนจะย้ายไปปาเลสไตน์ภายใต้การปกครองของอังกฤษในปี 1945 ต่อมาเขารับราชการทหารในกองทัพอิสราเอลและเป็นศาสตราจารย์ด้านเคมีอินทรีย์ที่มหาวิทยาลัยฮิบรูแห่งเยรูซาเลม
• การเคลื่อนไหวและความคิดเห็น: ชาฮักเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะประธานสันนิบาตสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองของอิสราเอล และสำหรับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อนโยบายของรัฐบาลอิสราเอล การกระทำทางทหาร และลัทธิสุดโต่งทางศาสนา
• การอ้างอิงแหล่งที่มา: แม้ว่าความคิดเห็นดังกล่าวจะสอดคล้องกับการต่อต้านนโยบายของรัฐบางอย่างและลัทธิชาตินิยมทางศาสนาของชาฮัก แต่ผู้วิจัยและผู้แสดงความคิดเห็นตั้งข้อสังเกตว่า ยังไม่มีการตรวจสอบหลักฐานต้นฉบับโดยตรงหรือข้อความในงานเขียนที่ตีพิมพ์ของเขาที่ระบุถ้อยคำนี้อย่างชัดเจน และคำพูดดังกล่าวส่วนใหญ่แพร่กระจายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์






 

วันอาทิตย์, ตุลาคม 04, 2569

เค้าว่า เห็นท่าจะมี “ศึกในค่ายน้ำเงินโซ้ยกันเอง” เตะสกัดในการเปลี่ยนตัวเจ้ากระทรวงดีอี โดยมี สส.สาว ชัยภูมิอยู่ในใจกลางปัญหา

อ๊ะ “เกมนี้ต้องดูกันยาวๆ อาจกลายเป็นศึกในค่ายน้ำเงินโซ้ยกันเอง” ข่าวเนชั่นออนไลน์ ว่าเนื่องจาก “มีคนไม่อยากให้ปรับเก้าอี้กระทรวงดีอี หรือไม่อยากให้ สส.สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ เข้ามามีตำแหน่งใน ครม.” ก็เป็นได้ หรืออาจไม่

เรื่องโยงใยไปถึงลูกสาว สส.สัมฤทธิ์ เป็น สส.เหมือนกัน ‘ไอเดียร์’ ณ ชัยภูมิ ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งกำลังโด่งดังมากในด้านความรวยล้ำ ด้วยทรัพย์เกือบสองพันล้าน แต่ปรากฏที่มาที่ไปค่อนข้างสับสน จน สส.ประชาชนเอาไปถามในสภา

แล้ว ‘โรม’ สส.ปชน.โดนเฟี้ยสใส่ด้วยการแจ้งความกล่าวหาหมิ่นประมาท เพราะพาดพิงสามีชาวจีนของเธอว่า ‘แสกมเมอร์’ หรือเปล่านั่นละ เนชั่นเค้าว่า “เริ่มมีโผ ครม. และแบ่งงานกันใหม่ในบางกระทรวง” หลังจากมีข่าวปล่อย ‘ดึงเขียว – ไล่แดง’ ออกมาเป็นระยะ

เกี่ยวกับที่ว่าจะมีตำแหน่งรัฐมนตรีสำนักนายกฯ ว่าง ๑ ตำแหน่ง เพราะมีการดัน ภราดร ปริศนานันทกุล ไปเป็น รมช.คลัง ลือกันขนาดว่า มีการเจรจาแบ่งกรมในกระทรวงคลังแล้ว รวมไปถึงกรณี ‘ลูกเทพ’ บ้านใหญ่บุรีรัมย์ดังกล่าวข้างต้นด้วย

จึงดูเหมือนว่าการแก่งแย่ง เตะสกัดกันกำลังเกิดขึ้นภายในระบอบสีน้ำเงิน ถ้าบุรีรัมย์ไป ชัยภูมิก็จะเสียบแทนทันทีกระทรวงดีอี นัยว่ามีคนแอบส่งไลน์ข้อมูลให้ทั้ง “สส.พรรคส้มอย่างโรม และ สส.พรรคสีฟ้า” วิบากกรรมเรื่องความรวยผิดปกติของ ‘สุชาดา’ จึงเกิด

อย่างไรก็ดี ข้อสงสัยเกี่ยวกับทรัพย์สินมากมายของไอเดีย ไม่เพียงเงินให้กู้ ๑,๔๔๐ ล้าน แต่มี ‘นาฬิกาเพื่อน’ มาเพิ่ม เพราะเธอแจ้ง ปปช.ว่ามีนาฬิกา “Rolex GMT-Master II ‘Sprite’ มูลค่าประมาณ ๔๒๐,๐๐๐ บาท จำนวน ๑ เรือน”

แต่ปรากฏว่าสวมใส่นาฬิกา “รุ่นอื่น เช่น Rolex Cosmograph Daytona” ออกงาน หรือใส่ไปทำงานบ่อยๆ โดยไม่ปรากฏว่าแจ้งนาฬิการุ่นนี้ไว้ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ปปช. ทนาย นรเศรษฐ์ นาหนองตูม เปิดข้อมูลตั้งข้อสังเกตุไว้ว่า

การหลงลืมแจ้งนาฬิการุ่น ‘เดย์โทน่า’ ที่มูลค่า ๓ ล้าน ๓ แสนบาท เป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง เขาบอกว่าบ่ายวันที่ ๕ ตุลาคมนี้ “ผมในฐานะประชาชนจะเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง”

ว่ามีการจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือไม่ “ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนโปร่งใสสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองที่ดีต่อไป”

(https://www.facebook.com/ronsan.huadong/posts/372zNhXCzFq3 และ https://www.facebook.com/NationOnline/posts/Suhq98EW4W3)