วันศุกร์, สิงหาคม 14, 2569
บก.ลายจุด ยกปรากฏการณ์ 'ยิ่งชีพ' เขย่าการเมืองไทย หลังเดินหน้าชนคดีฮั้ว สว. - จริง ! น่าชื่นชม !!
หลังออกมาตีแผ่ เปิดโปง "ขบวนการทิ้งกากอุตสาหกรรม-ขยะพิษ" ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แกนนำนักสิทธิฯ ที่ออกมาแฉ 2 ราย ถูกหมายหัวเรียบร้อยแล้ว อย่าปล่อยให้ "คนที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ" ต้องต่อสู้เพียงลำพัง...

LIVE Style
1 day ago
·
...เรื่องถึงไหนแล้ว? อย่าปล่อยให้ "คนที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ" ต้องต่อสู้เพียงลำพัง...
.
หลังออกมาตีแผ่ เปิดโปง "ขบวนการทิ้งกากอุตสาหกรรม-ขยะพิษ" ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แกนนำนักสิทธิฯ ที่ออกมาแฉ 2 ราย ถูกหมายหัวเรียบร้อยแล้ว
.
หนักถึงขั้น "ลงขันจ้างมือปืน" ลอบสังหาร ตัวแทนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนภาคตะวันออก เพราะแฉข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก
.
โดยเฉพาะใน จ.ปราจีนบุรี (อ.กบินทร์บุรี และ อ.ศรีมหาโพธิ์) ที่มีการกว้านซื้อที่ดิน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย ที่ขยายตัวมาจากพื้นที่ EEC
.
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ เริ่มมาจากแกนนำนักปกป้องสิทธิมนุษยชนภาคตะวันออก อย่าง "สุเมธ เหรียญพงษ์นาม" และ "สุนทร คมคาย" ถูกโทรขู่ให้ปิดปาก
.
กระทั่งคุกคามแรงขึ้นเรื่อยๆ ร้ายแรงที่สุดคือ วางยาน้องหมาที่บ้าน จนต้องจากไปถึง 3 ตัว ภายในเวลาเพียง 2 วัน อย่างที่ "อรชา จันทร์เดช" นักสิทธิฯ อีกรายช่วยออกมาแฉ
.
"กรณีของคุณสุเมธ ที่เห็นชัดที่สุด มีการโทรมาขู่ก่อน มีคนติดตามอย่างประชิด สุนัขที่บ้านถูกวางยาเสียชีวิต วันแรกตาย 1 ตัว วันต่อมาเพิ่มอีก 2 ตัว
.
และเราก็พบว่า บริเวณหน้าบ้าน มีคนมาซุ่มอยู่จากหลักฐาน ทั้งก้นบุหรี่ ขวดน้ำดื่ม และขวดยาชูกำลังทั้งหลาย"
.
หลังออกมาเคลื่อนไหว เรื่องการลักลอบทิ้งกากพิษใน จ.สระแก้ว พอเดินตรวจสอบบริเวณหน้าบ้าน ก็พบหลักฐานว่า มีคนมาดักซุ่มเฝ้าอยู่จริงๆ
.
ล่าสุด มีแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ในจังหวัด ยืนยันตรงกันว่า ขบวนการนี้ประกอบด้วยทุนจีน นักการเมือง และกลุ่มทุนในจังหวัด
.
เหี้ยมถึงขั้นลงขันตั้งค่าหัว "รายละ 2 ล้านบาท" กะเอาชีวิตแกนนำนักปกป้องสิทธิฯ ทั้ง 2 รายที่ออกมาเปิดโปง
.
"หลักฐานอีกอันนึง คือมีแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ภายในจังหวัดเรา ได้ส่งข่าวให้กับทั้ง 2 ท่านได้ทราบว่า ตอนนี้มีการตั้งค่าหัวคนละ 2 ล้านบาท”
.
เลยอยากขอเรียกร้องให้ "คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)" และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ประกบติด เพื่อคุ้มครองนักปกป้องสิทธิ อย่าให้ต้องต่อสู้เพียงลำพัง
.
"หากเครือข่ายต้องต่อสู้เพียงลำพัง ความสูญเสียย่อมเกิดขึ้น จึงเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
.
ลงพื้นที่ประกบติด เพื่อคุ้มครองแกนนำ เราไม่ควรต้องมาทนรับสภาพนี้ ทุกคนไม่ควรต้องสู้เพียงลำพัง ในบ้านของตัวเอง"
.
เรียบเรียง : LIVE Style
LIVE Style
ที่มา : https://shorturl.asia/zy3Em
“เขากำลังต่อสู้เพื่ออนาคต” คุยกับ ทนายด่าง-กฤษฎางค์ นุตจรัส ในวันที่ ‘คดีการเมือง’ เงียบหาย

“เขากำลังต่อสู้เพื่ออนาคต” คุยกับ ทนายด่าง-กฤษฎางค์ นุตจรัส ในวันที่ ‘คดีการเมือง’ เงียบหาย
17 ชั่วโมงที่แล้ว
Work Point Today
“คนเหล่านี้ยังต่อสู้อยู่ และเอาเข้าจริงๆ สิ่งที่เขาต่อสู้อยู่ทุกวันนี้ มันก็อาจเหมือนคนรุ่นพี่ รุ่นพ่อเรา เมื่อปี 2500 คือ การต่อสู้เขาไม่มีวันสิ้นสุดหรอก แต่วันนึงคนจะรู้ว่าเขากำลังต่อสู้เพื่ออนาคต”
ท่ามกลางสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่ผันผวน ส่งผลให้คดีการเมือง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ ม.112 ถูกพูดถึงน้อยลง
ทว่าปัญหายังคงอยู่ ทั้งประเด็นสิทธิมนุษยชน การได้รับการประกันตัว และกระบวนการยุติธรรม จนทำให้นักกิจกรรมหลายคนอยู่ในเรือนจำ และ บ้างตัดสินใจลี้ภัย
จากข้อมูล ณ วันที่ 10 ส.ค. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่า ในปี 2569 ยังคงมีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำ จากคดีแสดงออกทางการเมือง หรือมีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมือง จำนวน อย่างน้อย 51 คน
โดยเป็นคดี ม.112 จำนวน 29 คน และคดี ม.110 จำนวน 5 คน และมีถึง 22 คน ที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างสู้คดี
รายการ HEADLINE จากสำนักข่าว TODAY ได้มีโอกาสพูดคุยกับ กฤษฎางค์ นุตจรัส หรือ ทนายด่าง ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ถึงสถานการณ์ของคดีการเมือง
[ความเงียบ คือเรื่องน่ากลัว]
สังคมเริ่มไม่สนใจ ‘คดีการเมือง’ จริงหรือไม่? เป็นคำถามตั้งต้นที่ ทนายกฤษฎางค์ ยอมรับว่าบางส่วนเป็นจริง เสียงของสังคมอาจจะดูไม่ครึกโครม
เพราะโลกการเมืองมีเรื่องมากมาย ทั้งการเลือกตั้ง คดีฮั้ว สว. เป็นต้น
ในฐานะทนายความที่รับผิดชอบกว่า 50 คดีในตอนนี้ ทนายกฤษฎางค์ ไม่ขอสงวนความเห็นว่า เห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย ต่อสิ่งที่ลูกความกระทำ
ทว่า สิ่งที่ชัดเจน คือ การแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และสิ่งที่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อสู้ ล้วนเป็นตัวแทนของเสียงคนยากคนจน คนที่เข้าไม่ถึงสิทธิเสรีภาพ และเป็นแนวทางเช่นเดียวกับการเคลื่อนไหว ณ ปัจจุบัน
ทนายกฤษฎางค์ ชี้ให้เห็นเหตุผลที่เสียงของสังคมเบาบางลง ส่วนหนึ่งไม่ใช่เพราะความเบื่อหน่าย แต่เกิดจาก ‘ความกลัว’
ความรู้สึกเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับประชาชนทั่วไปเท่านั้น แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่โดยตรง ก็เกิดความกังวลไม่ต่างกัน
ทนายกฤษฎางค์ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ขึ้นศาลอาญา ในคดีเกี่ยวข้องกับ ม.112 ไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นโจทก์ในคดี เมื่อถูกเบิกตัวเป็นพยาน ยังไม่กล้าตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา
“เขาใช้คำพูดว่า ‘ไม่ขอตอบ’”
บรรยากาศเช่นนี้ ไม่ได้สะท้อนว่า ม.112 เป็นพิษเป็นภัย ตามความเห็นของทนายกฤษฎางค์ แต่สะท้อนว่า มีการใช้กฎหมายข้อนี้ ข่มขู่คนมากเกินไป จนก่อให้เกิดความกลัว นี่ต่างหากเป็นประเด่นสำคัญ
“คนเหล่านี้ (นักเคลื่อนไหว) ยังต่อสู้อยู่ และเอาเข้าจริงๆ สิ่งที่เขาต่อสู้อยู่ทุกวันนี้ มันก็อาจเหมือนคนรุ่นพี่รุ่นพ่อเรา เมื่อปี 2500 คือ การต่อสู้เขาไม่มีวันสิ้นสุดหรอก แต่วันนึงคนจะรู้ว่าเขากำลังต่อสู้เพื่ออนาคต”
ทนายกฤษฎางค์ เล่าว่า ในฐานะผู้ที่เกิดในปี 2500 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นายพลต่างๆ เป็นผู้กุมอำนาจ ผู้คนต่างเงียบ แต่ถึงเวลาหนึ่งก็เกิดการต่อสู้ด้วยมือเปล่า คล้ายระเบิดลูกใหญ่ อย่างที่เกิดในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516
“ผมกลับมีความรู้สึกว่า ความเงียบที่ผู้คนละเลยที่จะพูดถึง การต่อสู้ทางการเมือง ผู้ต้องหาทางการเมือง น่ากลัว”
ทนายกฤษฎางค์ ขยายความว่า ทุกวันนี้ผู้คนต่างอยู่ใน ‘โลกใบเดียวกัน’ เรื่องที่เกิดในซีกโลกหนึ่ง ไม่นานก็รับรู้ทั่วกัน
[ทำไม คดี ม.112 ถึงไม่ได้ประกันตัว?]
ด้วยบริบทที่เจ้าตัวยังคงอยู่ในประเทศ ทนายกฤษฎาง ออกตัวว่าพูดยาก แต่ในฐานะคนทำงาน ที่ยื่นประกันตัวมาเป็นร้อยๆ ครั้ง เมื่อพูดถึง ม.112 คนในกระบวนการยุติธรรมล้วนอยู่ด้วยความกลัว
สถานการณ์หนึ่งที่สะท้อนข้อสันนิษฐานนี้ คือ กรณีการแจ้งความดำเนินคดีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่หลายครั้งไม่ได้มีมูลเหตุให้เจ้าหน้าที่รับแจ้งความเสียด้วยซ้ำ
“เขาบอกไม่รับก็หัวขาด แปลว่าอะไรผมไม่รู้นะ แต่มันเป็นแบบนั้น ถ้าตำรวจไม่โกหกตัวเอง”
อีกทั้ง หากตั้งข้อสังเกตแล้ว ในคดี ม.112 มีน้อยมาก ที่พนักงานอัยการจะสั่งไม่ฟ้อง และเลือกให้ผู้ถูกกล่าวหาไปต่อสู้คดีในชั้นศาล
อีกประการหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ ขบวนการแจ้งความ ม.112 นั้นมีอยู่จริง
ทนายกฤษฎางค์ เท้าความว่า ครั้งเป็นนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ การเคลื่อนไหวที่เป็นขบวนการที่เรียกว่า ‘ฝ่ายขวาจัด’ องค์กรจัดตั้งที่ใช้อำนาจมืด ปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยๆ ผ่านหลายเหตุการณ์
“เป็นเรื่องความตั้งใจ เป็นการต่อสู้ โดยที่คนพวกนั้นเขาต่อสู้ทางการเมืองโดยใช้ความคิดไม่ได้ ก็ใช้ความรุนแรง หรือกฎหมาย”
ทว่า ณ ปัจจุบัน การต่อสู้ในรูปแบบการใช้กำลัง ถูกเปลี่ยนแปลงไปใช้กฎหมายแทน ถึงได้เกิดภาพ เกษตรกรที่อยู่เชียงราย ถูกแจ้งความที่สุไหง-โกลก หรือ บรรณารักษ์ที่อยู่ กทม. โดนแจ้งความที่พัทลุง เพื่อสร้างเงื่อนไขความยุ่งยาก
อย่างไรก็ดี ทนายกฤษฎางค์ ขยายความว่า ความเป็นจริงแล้ว มีกฎหมายคุ้มครองอยู่ว่า เหตุเกิดที่ไหน อย่างไร พนักงานสอบสวนมีอำนาจรับแล้วส่งให้ในที่ที่แน่นอนกว่า ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่
“ในเมื่อกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ มันอ่อนแอเสียแล้ว คนที่เสียเปรียบที่สุด คือคนที่ไม่มีอำนาจในสังคม ถึงแม้จะเป็นปัญญาชน ก็ไม่มีอำนวจทางการเมือง ทางการทหาร ที่จะคุ้มครองคุณ”
[กระบวนการยุติธรรม จะถูกปฏิรูปด้วย ‘สังคม’]
ในฐานะทนายความ ทนายกฤษฎางค์ เล่าถึงการทำหน้าในคดีทางการเมืองว่า เป็นงานๆ หนึ่ง ที่ลูกความต้องการเสรีภาพ
“ผมไม่เอาหัวใจและความเชื่อของผม ไปใส่ในทฤษฎีที่เขากำลังต่อสู้อยู่ ผมสู้ในด้านกฎหมายอย่างเดียว”
ทนายกฤษฎางค์ ยกตัวอย่าง การต่อสู้ใน คดี ม.112 ซึ่งเขียนไว้ชัดว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย ต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการ ต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี
ดังนั้น หน้าที่ของเจ้าตัวก็คือ ต้องต่อสู้ทางกฎหมายว่า ทำผิดตามนี้หรือไม่
ถ้าเขาเชื่อว่าสิ่งที่เขาทำไม่ผิด ประกอบกับติชมโดยสุจริต ซึ่งได้รับข้อยกเว้นอยู่แล้ว ก็ต่อสู้ไปตามนั้น
“ถามว่าจิตใจเบิกบานไหม ก็เหมือนทำงานทั่วไป แต่ถ้าถามว่า มาทำงานพวกนี้แล้วรู้สึกเศร้าหมองไหม ผมกลับรู้สึกเทียบกับตัวเองแล้ว มันดีขึ้น ขบวนการยุติธรรมไม่ได้ถูกบังคับ ด้วยการขอให้ปฏิรูปโดยกฎหมายหรอก แต่มันปฏิรูปตัวมันเอง เพราะความกดดันของสังคม”
อย่างไรก็ดี ทนายกฤษฎางค์ ยังคงมองเห็นจุดอ่อนของการใช้ ‘ดุลยพินิจส่วนบุคคล’ อย่างกรณีที่เกิดขึ้นกับ ไผ่-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ ครูใหญ่-อรรถพล บัวพัฒน์ ที่ศาลฯ เปลี่ยนคำไม่ให้ประกันตัวในคดีเดิม ทั้งที่เคยได้ประกันตัวก่อนหน้า ด้วยให้เหตุผลว่ากลัวจะหลบหนี
ในขณะที่วันเดียวกันนั้น มีคดี ตชด. รายหนึ่งก่อเหตุยิงวินมอเตอร์ไซต์รับจ้าง เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 1 คน ถูกนำตัวมาฝากขัง และศาลให้ประกันตัว ด้วยเหตุผลว่ามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง
“ผมพูดไม่ได้แปลว่า ตชด. ท่านนั้นผิด หรือเขาไม่ควรได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว แต่ผมพูดว่า ดุลยพินิจอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบเคียงกัน”
“ความอยุติธรรมเกิดขึ้น เมื่อการตัดสินใจในทางกฎหมาย ในเคสเดียวกัน แต่ยึดถือคนละหลัก นี่คือความอยุติธรรม”
อย่างไรก็ดี ทนายกฤษฎางค์ ยังคงมองในแง่ดีว่า สังคมเปลี่ยนไป ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมปฏิรูปด้วยตัวเองไปมากแล้ว ผู้คนกล้าวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา
“การเปลี่ยนแปลงมันจะมาถึง ไม่ใช่เปลี่ยนเพราะใครไปทำหรอก แต่โลกจะเปลี่ยนด้วยตัวมันเอง”
ทนายกฤษฎางค์ ออกตัวว่า สิ่งที่ตัวเขามีมากกว่าคนรุ่นใหม่ไม่ใช่ ‘ประสบการณ์’ แต่คือ ‘อายุ’ เขาได้ใช้ชีวิตอยู่ดูโลกนี้ตั้งแต่ปี 2500 ถึงปัจจุบัน เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ถึงแม้จะไม่ถูกใจเรา แต่เปลี่ยนไปมากในทุกมิติ
“ประชาชนตื่นตัวแล้ว เขาอาจไม่ได้พูดภาษาเดียวกับเรา เช่น เกิดอะไรขึ้นแล้วออกมาต่อต้านรัฐประหาร แต่เขารู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด”
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด คือ เปลี่ยนจากระบบจิตสำนึก “มันอาจไม่ทันใจ แต่สิ่งที่ดีกว่า ต้องมาแทนสิ่งที่แย่กว่า”
https://www.workpointtoday.com/political-cases-809493-2
คดี “พ่อทิพย์” ที่ลูกจีนได้สัญชาติไทย ตรวจพบเจอที่อายุสูงสุด 23 ปี นั่นคือ ทำกันมานานเป็นขบวนการมานาน ไม่น้อยกว่า 23 ปีแล้ว !?!

Piyarat Chongthep
·
ต้องใช้คำว่า “ชิxหายแล้ว” เมื่อความปรากฎว่าคดี “พ่อทิพย์” ที่ลูกจีนได้สัญชาติไทย ตรวจพบเจอที่อายุสูงสุด คือ 23 ปี ทำกันมานานเป็นขบวนการ ตัวเลขรวมกันทั้งประเทศอาจจะสูงถึง 10,000 เฉพาะใน กทม. เท่าที่ตรวจพบ 1,500 ใน 8 รพ.เอกชน ยังเหลือ อีก 150 รพ. ที่ต้องตรวจกันต่อ แต่ปัญหาตอนนี้คือ รัฐบาลยังไม่ตั้งงบให้ จนท. เพื่อทำงานต่อ เฉพาะค่าตรวจ DNA 1 ครั้ง ใช้เงิน 3,000 บาท ถ้าสงสัย เด็ก 1 คน ต้องตรวจทั้ง เด็ก,พ่อ,แม่ = ต้องใช้งบ 9,000 บาท / เคส
.
ถาม จนท. ชุดทำคดีเอาเงินมาจากไหน คำตอบที่ได้วันนี้คือ “ไม่มี”
.
นี่ยังไม่รวมค่าทำสำนวน ค่าทีมสืบลงไปเฝ้าติดตามกลุ่มผู้ต้องสงสัย ถาม จนท. เอามาจากไหน คำตอบคือ ควักกระเป๋ากันเอง รัฐบาลยังนิ่งอยู่
.
ในขณะที่ยิ่งขุดยิ่งเจอ เฉพาะเดินมาแจ้งเบาะแสกับผมวันนี้ วันเดียว ก็ 4 รายแล้ว ไม่อยากเชื่อว่าประเทศเราปล่อยปละกันมาได้อย่างไร
https://www.facebook.com/toto.dekdee/posts/28169642646001571
มีข่าวเล็กๆข่าวหนึ่งในเมืองกรุง แต่เป็น “ข่าวใหญ่มาก” ในเมืองจันท์ นั่นคือ การที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ที่จังหวัดจันทบุรี มูลค่า 7,200 ล้านบาท

หนุ่มเมืองจันท์
16 hours ago
·
มีข่าวเล็กๆข่าวหนึ่งในเมืองกรุง
แต่เป็น “ข่าวใหญ่มาก” ในเมืองจันท์
นั่นคือ การที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ที่จังหวัดจันทบุรี
มูลค่า 7,200 ล้านบาท
1.มติครม.บอกว่าโครงการนี้จะส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่ชลประทานกว่า 87,700 ไร่ ช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร และภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดจันทบุรี
ตลอดจนเสริมศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของภาคตะวันออกในระยะยาว “โดยโครงการดังกล่าวเป็น 1 ใน 38 โครงการสำคัญ ตามแผนพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการพัฒนา EEC”
สังเกตไหมครับว่ารัฐบาลเลือกที่จะพูดเรื่องการช่วยเหลือเกษตรกรพื้นทื่ 87,700 ไร่ เป็นลำดับแรก
ส่วนเรื่องการป้อนน้ำให้ อีอีซี พูดเป็นลำดับสุดท้าย
2.ไม่มีการพูดถึงพื้นที่ป่าที่ต้องจมอยู่ใต้น้ำ 11,982 ไร่ หลังจากสร้างอ่างเก็บน้ำ
เป็นอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น 6,191 ไร่ และป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่องอีก 5,791 ไร่
มีช้างป่า และสัตว์ป่าหายากอีกหลายชนิดที่อาศัยอยู่พื้นที่นี้
นอกจากนี้ต้นไม้ที่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกิน 10 ซม. มีอยู่ประมาณ 340,000 ต้นจะจมอยู่ใต้น้ำ
นี่คือ สิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนกับอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด
ถามว่าพื้นที่ 11,982 ไร่ ใหญ่ขนาดไหนหรือครับ
คำตอบ คือ ประมาณสวนลุมฯ 33 สวน
หรือเกาะเสม็ด 3 เกาะครับ
เราลองดูพื้นที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ในกทม.
สวนสาธารณะบึงหนองบอน 644 ไร่
สวนหลวง ร.9 500 ไร่
สวนเบญจกิติ 450 ไร่
สวนลุมพินี 360 ไร่ ฯลฯ
รวมพื้นที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่และขนาดรองในกทม.ประมาณ 5,000 ไร่
น้อยกว่าพื้นที่ป่าทั้งหมดที่เสียไปจากการสร้างอ่างเก็บน้ำครึ่งหนึ่ง
ลองถามใจคนกทม.ดูว่าถ้ารัฐบาลยึดสวนสาธารณะไป
และตัดต้นไม้ใหญ่ออกหมด
คุณจะรู้สึกอย่างไร?
3.ที่เมืองจันท์เรื่องนี้มีการถกเถียงกันหนักทีเดียว มีทั้งฝ่ายคัดค้านและสนับสนุน
รัฐบาลวางแผนเรื่องนี้อย่างละเอียด เพราะรู้ว่าเรื่อง ”น้ำ“ เป็นปัญหาใหญ่ของ อีอีซี
อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเป็นจิ๊กซอว์ที่สำคัญมาก
เพราะหลังจากครม. มีมติเรื่องนี้ มีรัฐมนตรี 2 คนลงพื้นที่เมืองจันท์ภายในสัปดาห์เดียว
“สุชาติ ชมกลิ่น” และ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ”
“สุชาติ” ไปชี้แจงโครงการอ่างเก็บน้ำ ส่วน “พิพัฒน์” เอาโครงการสร้างถนน-สะพาน-รถไฟรางคู่ไปเอาใจและขายฝันคนจันท์
ส่วนส.ส.ภูมิใจไทย เมืองจันท์ทั้ง 3 คนก็ออกโรงหนุนอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเต็มที่
มีคลิปหนุนมากมายออกมาตามเพจต่างๆ
แต่ในเพจหลักที่เมืองจันท์
…กระแสต้านในพื้นที่แรงมาก
4.ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ อ่างเก็บน้ำคลองโตนดแห่งนี้สร้างมาเพื่อใคร?
เรื่องนี้หากมีการค้นข้อมูลมาตั้งแต่มีโครงการ อีอีซี เราจะเห็นแผนการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองโตนดมาตลอด
และระบุว่าเป็น 1 ใน 38 โครงการสำคัญของแผนพัฒนาแหล่งน้ำของอีอีซี
”ชาวสวน“ เปรียบเสมือน ”ตัวประกัน”
ทำให้การจัดหาน้ำโดยการทำลายป่ามีความชอบธรรมขึ้น
ที่น่าตั้งคำถาม ก็คือ เรามีเพียงแค่การสร้างอ่างเก็บน้ำเป็นหนทางเดียวในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำหรือ
โชคดีที่ในมติครม. ระบุถึงพื้นที่ชลประทานเพื่อการเกษตรเอาไว้
87,700 ไร่
เพราะนำมาคำนวณเพื่อหาวิธีการอื่นในการแก้ปัญหาให้ชาวสวนได้
โลกนี้ไม่ได้มีคำตอบเดียว
5.ผมลองคิดแก้ปัญหาเรื่องน้ำแบบ “ชาวสวนทุเรียน”ทั่วไปนะครับ
คิดแบบซื่อๆ ตรงไปตรงมา
คิดแบบ “เจ้าของภาษี” ที่ใช้งบแบบมีเหตุผล
ตามปกติชาวสวนทุเรียนจะให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำมาก
ตามมาตรฐานจะต้องมีสระน้ำ 1 ใน 10 ของพื้นที่ปลูกทุเรียน
ชาวสวนจะขุดสระน้ำสำรองไว้สำหรับทุเรียนช่วงหน้าแล้งประมาณ 3 เดือน หรือ 90 วัน
ก่อนหน้านั้นพึ่งพาน้ำฝน หรือน้ำคลองได้
วิธีคิดเรื่องนี้ นักวิชาการเขาดูว่าทุเรียนต้นหนึ่งต้องการน้ำวันละเท่าไร ทุเรียน 25 ต้น/ไร่ ใช้น้ำเท่าไร
จากนั้นก็คำนวณต่อว่าต้องขุดสระเก็บน้ำขนาดเท่าไรจึงจะพอกันเวลา 3 เดือน
เป็นที่มาของสูตรทุเรียน 10 ไร่ ขุดสระ 1 ไร่ ลึก 3-4 เมตร
น้ำจะพอใช้ประมาณ 90-120 วัน
ถ้าสมมุติว่าพื้นที่ 87,700 ไร่ เป็น “สวนทุเรียน” ทั้งหมด
1 ใน 10 ก็คือ 8,770 ไร่ที่ต้องขุดสระ
ค่าขุดสระ 1 ไร่ประมาณ 1 แสนกว่าบาท
ขุดน้ำบาดาลให้อีกเพื่อสูบน้ำเข้าสระเพิ่ม
รวมกันประมาณ 2 แสนบาทต่อสระ
8,770 สระ ใช้เงิน 1,754 ล้านบาทครับ
หรือถ้า “ป๋ามาก” ก็ให้สระละ 3 แสน
ก็ใช้งบแค่ 2,631 ล้านบาท
ต่ำกว่า 7,200 ล้านบาทที่ใช้สร้างอ่างเก็บน้ำ
ประหยัดงบของรัฐบาลได้กว่าครึ่ง
จัดสรรงบให้ชาวสวนไปจ้างรถขุด-เจาะเลย
สร้างงานในพื้นที่ด้วย
ชาวสวนน่าจะชอบวิธีนี้มากกว่ารอคอยอ่างเก็บน้ำ
ไม่เชื่อลองประกาศว่าระหว่างสร้างอ่างเก็บน้ำ กับให้เงินชาวสวนขุดสระ-เจาะบาดาล 200,000 บาทต่อ 10 ไร่
เขาจะเลือกอะไร?
เพราะการมีสระน้ำ-บาดาลเป็นของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งใคร คือ หลักประกันที่ดีที่สุด
ที่ผ่านมา ชาวสวนเมืองจันท์มีบทเรียนจาก “อ่างเก็บน้ำ” ที่สร้างมาแต่มีท่อน้ำกระจายน้ำถึงสวนทุเรียนจริงๆน้อยมาก
ครับ ถ้ารัฐบาลต้องการช่วยชาวสวนทุเรียน 87.700 ไร่จริงๆ
ใช้งบแค่ 1 ใน 4 ของการสร้างอ่างเก็บน้ำก็แก้ปัญหาได้
และไม่ต้องทำลายป่าด้วย
…โลกนี้ไม่ได้มีคำตอบเดียว
6.เมื่อข้ออ้างเรื่องทำอ่างเก็บน้ำให้ชาวสวนจบ
เราก็มาคุยกันตรงๆว่าถ้าจะหาแหล่งน้ำให้ อีอีซี
จะต้องสูญเสียพื้นที่ป่าเท่าไรถึงจะยอมรับกันได้
มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร หรือนักอนุรักษ์ที่คัดค้าน
เขาไม่ได้คัดค้านว่าห้ามสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด
แต่ขอลดขนาดอ่างลงได้ไหม
จะได้ไม่สูญเสียป่าถึง 11,982 ไร่
กรมอุทยานฯ นั้นเคยเสนอให้ลดความสูงของสันอ่างเก็บน้ำลง
เพื่อลดพื้นที่น้ำท่วมในอุทยานฯ เหลือแค่ 657 ไร่
เรื่องนี้ถ้ากรมชลประทานจะขอเพิ่มอีกก็คุยกันด้วยเหตุผล
ผมว่าคุยกันได้ครับ
แต่ไม่ใช่จะเลือกแนวทางทำลายพื้นที่อุทยานแห่งชาติ และป่าถึง 11,982 ไร่
โลกนี้ไม่ได้มีคำตอบเดียว
อย่าเอาหัวชน “กำแพง” เลยครับ
7.ผมเชื่อว่าทุกคนยอมรับว่าการพัฒนาภาพอุตสาหกรรมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเศรษฐกิจไทย
อีอีซี ก็มีความสำคัญ
แต่เราคงต้องเลือกว่าการพัฒนาระดับไหนที่คุ้มค่ากับการแลกทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าของประเทศ
รู้ไหมครับว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนั้น มีวาระเรื่อง “ดาต้าเซ็นเตอร์” ที่กำลังทะลักเข้าเมืองไทยด้วย
และส่วนใหญ่จะตั้งที่ อีอีซี
ที่สหรัฐอเมริกา ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ ขนาด 100 MW ใช้น้ำเฉลี่ย 2 ล้านลิตรต่อวัน
หรือสระว่ายน้ำโอลิมปิก 1 สระ
ในขณะที่ทุเรียน 1 ต้นต้องการน้ำแค่ 100-150 ลิตรต่อวัน
เท่านั้นเองครับ
เรื่องนี้ถ้ารัฐบาลปล่อยเนิ่นนานไปมันจะลามไปถึงเรื่อง “ดาต้าเซ็นเตอร์”
เขาจะหาว่ารัฐบาลกำลังจะเอา “ป่า”
ไปแลกกับ “ดาต้าเซ็นเตอร์”
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1635350687951389&set=a.211819566971182
"โรงพยาบาลขาดทุน ใครกันแน่ที่อุ้มใคร" "บทความนี้จะชวนผู้อ่านมาสำรวจ 'เงิน' ในระบบสุขภาพไทยทีละชั้น จากงบดุลโรงพยาบาลอำเภอไปจนถึงทางเลือกการหาเงินของประเทศ โดยการพาไปค้นเอกสารที่กระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ เพื่อพยายามทำความเข้าใจเส้นทางและสถานะทางการเงินของระบบสุขภาพของไทย

The101.world
17 hours ago
·
"ปลายเดือนกรกฎาคม 2569 มีวิวาทะหนึ่งที่คนในแวดวงสาธารณสุขส่งต่อกันมากกว่าปกติ ฝ่ายหนึ่งคือ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ซึ่งกล่าวว่างบบัตรทองถูกดึงไปใช้ในงานอื่น เช่น การจ่ายค่าน้ำค่าไฟ และการจัดงานอีเวนต์ที่กระทรวงสั่ง ปีหนึ่งนับพันล้านบาท อีกฝ่ายคือ นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ซึ่งตอบกลับว่านั่นคือการพูดขาวเป็นดำ ข้อเท็จจริงคือโรงพยาบาลต่างหากที่ต้องเอาเงินทางอื่นมาอุดค่ารักษาผู้ป่วยบัตรทอง"
.
"ผมติดตามวิวาทะนี้ด้วยความรู้สึกสองอย่าง อย่างแรกคือความยินดีที่การเงินในระบบสุขภาพกลายเป็นประเด็นสาธารณะเสียที อย่างที่สองคือความกังวลว่าเรากำลังเถียงกันในรูปแบบที่ไม่มีวันหาข้อยุติได้ เพราะเมื่อกางตัวเลขทั้งหมดออกดู คำตอบที่ได้คือ ทั้งสองฝ่ายพูดถูก แต่พูดถึงคนละมุมของปัญหาเดียวกัน ส่วนคำถามที่สำคัญที่สุดซึ่งซ่อนอยู่ใต้วิวาทะ คือระบบนี้ต้องการเงินเพิ่ม แล้วเงินจะมาจากไหน กลับแทบไม่มีใครตอบอย่างตรงไปตรงมาเลย"
.
"บทความนี้จะชวนผู้อ่านมาสำรวจ 'เงิน' ในระบบสุขภาพไทยทีละชั้น จากงบดุลโรงพยาบาลอำเภอไปจนถึงทางเลือกการหาเงินของประเทศ โดยการพาไปค้นเอกสารที่กระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ เพื่อพยายามทำความเข้าใจเส้นทางและสถานะทางการเงินของระบบสุขภาพของไทย โดยเฉพาะในสถานพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตัวเลขทุกตัวมาจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา เอกสารงบประมาณ รายงานการเงินทางการ และรายงานประจำปีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง"
.
อ่านบทความของ ธีรวัฒน์ ทัศนภิรมย์ ที่ https://www.the101.world/who-bears-thai-hospital-deficit/
.
ภาพประกอบ: ณัฐพล อุปฮาด
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1596548408506626&set=a.523964959098315
อาจถึงเวลาแล้วที่เราต้องตื่นตระหนกเรื่อง AI บอตต่างๆ เริ่มวางแผนร่วมมือกันเอง แล้วเรายังจะสามารถดึงพวกมันกลับมาอยู่ในการควบคุมได้หรือ?

วิกฤตการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบเชียบเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2024 นั่นคือวันที่ OpenAI ประกาศเปิดตัวบอตประเภทใหม่ที่เรียกว่า "โมเดลที่มีความสามารถในการใช้เหตุผล" (reasoning model) ซึ่งได้รับการฝึกฝนมาเพื่อจัดการกับงานที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลานาน ไม่ว่าจะเป็นโจทย์ปัญหาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือการเขียนโค้ด ซึ่งเป็นสิ่งที่วงการ AI ให้ความสำคัญมาโดยตลอด ส่งผลให้บริษัทต่างๆ อย่าง Google, Anthropic, DeepSeek และบริษัทอื่นๆ ต่างเร่งรีบเปิดตัวโมเดลที่มีความสามารถในการใช้เหตุผลของตนเองออกมาบ้าง
โมเดลกลุ่มใหม่นี้มีศักยภาพสูงมากและเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนกระแสความนิยม AI ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดสองปีที่ผ่านมา ทว่าพฤติกรรมของมันกลับมีความแปลกประหลาดอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อได้รับมอบหมายให้แก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่ยาก โมเดลอาจไม่ได้ "คิด" หาคำตอบด้วยกระบวนการแบบมนุษย์ แต่กลับพยายามค้นหาคำตอบที่หลุดออกมาบนโลกออนไลน์หรือในข้อมูลเมตา (metadata) ที่เข้าถึงได้ แล้วใช้วิธีการแบบ "brute-force" (การลองผิดลองถูกซ้ำๆ อย่างรวดเร็ว) เพื่อหาคำตอบให้ได้เร็วที่สุด โดยใช้ทรัพยากรการประมวลผลและกลวิธีต่างๆ ที่มันคิดค้นขึ้นเอง กล่าวโดยสรุปคือ โมเดลเหล่านี้ใช้วิธีโกง เช่น เมื่อได้รับคำสั่งให้เขียนซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด บางครั้งพวกมันกลับเลือกที่จะปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการทดสอบเพื่อให้ตัวเองได้รับคะแนนเต็มอยู่เสมอ
พฤติกรรมเหล่านี้ได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งจากความน่ากังวลไปสู่ระดับที่เป็นอันตรายแล้ว ในระหว่างการทดสอบตามปกติ โมเดลระดับแนวหน้า (frontier models) จากทั้ง OpenAI, Anthropic, Meta และบริษัท Moonshot AI ของจีน ต่างสามารถหลุดรอดออกจากระบบไอทีภายในองค์กรและเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะได้ ทั้ง OpenAI, Anthropic และ Meta ต่างรายงานตรงกันว่าโมเดลของตนได้เจาะระบบของบริษัทอื่น ซึ่งมนุษย์ไม่ทันได้สังเกตเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวจนกระทั่งเรื่องเกิดขึ้นไปแล้ว ในบางกรณี บอตที่หลุดออกไปพยายามใช้กลยุทธ์ทางจิตวิทยาเพื่อหลอกล่อมนุษย์ (social engineering) ให้ทำตามเป้าหมายของพวกมัน เช่น การส่งอีเมลหลอกลวงแบบเจาะจงเป้าหมาย (spear-phishing) ที่แนบมัลแวร์ไปถึงบุคคลจริงๆ หรือการสร้างตัวตนปลอมบนโลกออนไลน์เพื่อกดดันผู้ดูแลโค้ด (maintainer) ให้ยอมรับการแก้ไขโค้ดที่มีเจตนาร้าย
หากเรื่องราวทั้งหมดนี้ฟังดูเลวร้ายแล้ว ข้อมูลใหม่ที่เปิดเผยออกมายังชี้ให้เห็นว่า กรณีการเจาะระบบของ OpenAI นั้นมีความรุนแรงกว่าที่เห็นในตอนแรกมาก ในงานประชุมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ครั้งใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นักวิจัยสองคนจาก OpenAI ได้เปิดเผยรายละเอียดใหม่ที่น่ากังวลเกี่ยวกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น โดยพบว่าบอตของบริษัทได้เริ่มดำเนินการเคลื่อนไหวต่างๆ มาตั้งแต่หลายเดือนก่อนหน้านั้นแล้ว คือในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม OpenAI ได้มอบหมายงานที่ยากหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้ให้กับโมเดล AI ภายในองค์กรบางตัว ซึ่งโมเดลเหล่านั้นสรุปว่าหนทางที่ดีที่สุดหรือหนทางเดียวที่จะทำงานให้สำเร็จได้ คือการหลุดออกจากสภาพแวดล้อมการทดสอบที่ถูกปิดกั้นของ OpenAI แล้วออกไปค้นหาคำตอบจากโลกออนไลน์
ในขั้นแรก โมเดลเหล่านี้ใช้ประโยชน์จากข้อผิดพลาด (bug) ในโปรแกรมภายในของ OpenAI เพื่อสร้างกระดานสนทนาของตนเองขึ้นมา จากนั้น บอตต่างๆ ก็เริ่มสื่อสารกันเอง โดยทิ้งข้อความและคำสั่งไว้เพื่อให้สามารถแบ่งงานกันทำและดำเนินการจนสำเร็จได้ทีละขั้นตอน ซึ่งรวมถึงภารกิจการเจาะระบบ (hacking) ด้วย Eric Wallace หนึ่งในนักวิจัยของ OpenAI กล่าวในงานประชุมว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปเปรียบได้กับการระเบิดของความหลากหลายทางชีวภาพยุคแคมเบรียน (Cambrian explosion) ทั้งในด้านการสื่อสารและสติปัญญา" เมื่อโปรแกรมภายในเกิดขัดข้องจนหยุดทำงาน OpenAI ได้สร้างโปรแกรมขึ้นใหม่และลบกระดานสนทนานั้นทิ้งไป แต่โมเดล AI ก็กลับมาสร้างพื้นที่สนทนาขึ้นใหม่อีกครั้งด้วยกลยุทธ์ที่ต่างไปจากเดิม ในท้ายที่สุด บอตเหล่านี้ซึ่งทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มก้อน (swarm) ได้ใช้เวลาหลายวันในการเจาะระบบของ Hugging Face ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา AI และสามารถเข้าถึงชุดข้อมูลภายในของบริษัทดังกล่าวได้
เราต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่ OpenAI เปิดเผยออกมา นั่นคือ มีกลุ่มโมเดล AI ร่วมมือกันวางแผนเป็นเวลาหลายเดือนโดยที่ผู้สร้างไม่รู้ตัว และได้ทำการเจาะระบบของบริษัทอื่น จนถึงทุกวันนี้ OpenAI ระบุว่ายังไม่แน่ใจนักว่าเกิดความผิดพลาดขึ้นได้อย่างไรหรือจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร Alexander Meinke หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Apollo Research (องค์กรด้านความปลอดภัยของ AI ที่ร่วมมือกับ OpenAI, Anthropic และ Meta) กล่าวกับผมว่า "หากคุณถามนักพัฒนาโมเดลว่า 'ระหว่างการฝึกสอน AI ได้วางแผนที่จะยึดครองโลกหรือไม่?' คุณย่อมต้องการคำตอบที่หนักแน่นว่า 'ไม่'" แต่เขากล่าวเสริมว่า "คำตอบที่แท้จริงกลับกลายเป็นว่า 'ผมไม่รู้ ไม่มีใครตรวจสอบเรื่องนี้เลย'" (เมื่อผมสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม OpenAI ซึ่งมีข้อตกลงด้านลิขสิทธิ์เนื้อหากับนิตยสาร The Atlantic เพียงแค่ชี้เป้าให้ผมไปดูวิดีโอการนำเสนอเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ของบริษัท โดยในวิดีโอนั้น Michael Dalton นักวิจัยอีกคนของ OpenAI กล่าวว่า "มีทีมงานจำนวนมากกำลังพักงานส่วนอื่นไว้ชั่วคราวเพื่อหันมาทุ่มเทให้กับการยกระดับความปลอดภัยของเรา")
บริษัท AI ต่างๆ แทบจะกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในการกำหนดทิศทางของเรื่องราวที่ถูกนำเสนอสู่สาธารณะ และน่าสังเกตว่าเหตุการณ์เหล่านี้มักช่วยตอกย้ำถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ของพวกเขาไปในตัว OpenAI มีแนวโน้มที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตอันใกล้ และบางทีแนวคิดเรื่องเทคโนโลยีอันทรงพลังที่สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด อาจดึงดูดความสนใจจากผู้ที่อาจเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นได้ ทั้งนี้ อุตสาหกรรม Generative AI มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการสร้างคำทำนายเกี่ยวกับวันสิ้นโลก ซึ่งมีทั้งที่มาจากความเชื่ออย่างจริงใจและที่มาจากเจตนาแอบแฝงเพื่อผลประโยชน์ทางการตลาด ทว่าผู้เชี่ยวชาญอิสระที่ฉันได้พูดคุยด้วยต่างอธิบายว่า เหตุการณ์การเจาะระบบโดยอัตโนมัติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นสัญญาณเตือนครั้งใหม่ที่น่ากังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับอันตรายจาก AI และความประมาทเลินเล่อของบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ ซึ่งถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าวอย่างจริงจังเสียที
เหตุการณ์การเจาะระบบของ Hugging Face เป็นเครื่องเตือนใจที่ชัดเจนและสำคัญที่สุดว่าระบบ AI ในปัจจุบันมีความสามารถสูงเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเจาะระบบ โมเดลระดับแนวหน้าจาก Anthropic และ OpenAI รวมถึงบริษัทจากจีนอีกหลายแห่ง ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเจาะระบบที่เหนือกว่ามนุษย์และมีส่วนช่วยในงานวิจัยทางคณิตศาสตร์ขั้นสูงเมื่อเร็วๆ นี้ Alex Stamos อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัย (CSO) ของ Facebook ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง CSO ที่ Corridor (บริษัทด้านการเขียนโค้ดด้วย AI) กล่าวกับผมว่า กลุ่มอาชญากรและหน่วยข่าวกรองของรัฐจะใช้เครือข่ายเอเจนต์ AI จำนวนมหาศาลเพื่อปฏิบัติการเจาะระบบขั้นสูง "ภายในเวลาไม่กี่เดือน" และต่างจากกรณีของ Hugging Face ตรงที่ "ในกรณีเหล่านั้น โมเดลจะไม่ถูกปิดการทำงาน แต่มันจะยังคงทำงานต่อไปเรื่อยๆ" สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีแล้ว การจะตามให้ทันเพื่อค้นหาและแก้ไขช่องโหว่ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย อย่างน้อยก็ในระยะสั้น เพราะโมเดล "จะค้นหาบั๊กใหม่ เขียนโค้ดเพื่อใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นั้น (exploit) และลงมือโจมตีทันที" Stamos กล่าว
OpenAI, Anthropic, Moonshot และบริษัทอื่นๆ ต่างหันมาใช้วิธีการเดียวกันในการฝึกฝนโมเดล AI ขั้นสูงของตน แนวทางดังกล่าวซึ่งเรียกว่า "การเรียนรู้แบบเสริมกำลัง" (reinforcement learning) โดยพื้นฐานแล้วคือการป้อนโจทย์ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ให้กับโมเดล ซึ่งต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหามากขึ้นตามไปด้วย วิธีนี้ทำให้ Claude และ ChatGPT มีความเชี่ยวชาญด้านการเขียนโค้ดอย่างมาก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยบางสิ่ง นั่นคือ การเรียนรู้แบบเสริมกำลังทำให้บอทมีแนวโน้มที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย (คล้ายกับทัศนคติของทหารรับจ้าง) ดังที่ผมเคยรายงานไปก่อนหน้านี้ กล่าวคือพวกมันถูกฝึกมาให้หาทางออกของปัญหาด้วยวิธีการใดก็ได้ที่จำเป็น ซึ่งอาจนำไปสู่การละเมิดกฎและการ "โกงระบบเพื่อให้ได้รางวัล" (reward hack) เช่น การเจาะเข้าไปในฐานโค้ดของ Hugging Face เพื่อขโมยคำตอบสำหรับการทดสอบ เป็นต้น เรื่องทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ และผู้เชี่ยวชาญทุกคนที่ผมได้พูดคุยด้วยต่างแสดงความประหลาดใจและผิดหวังที่บริษัท AI ชั้นนำไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจังเพียงพอเพื่อยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้
ความซับซ้อนของกลวิธีหลอกล่อหรือการกระทำลับๆ ล่อๆ ของโมเดลที่ OpenAI เปิดเผยออกมา ประกอบกับการที่ OpenAI ไม่สามารถตรวจจับหรือหยุดยั้งการเจาะระบบได้ บ่งชี้ว่าอาจมีสถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่านี้รออยู่ข้างหน้า Anthony Aguirre กรรมการบริหารของ Future of Life Institute ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่คอยเตือนภัยเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติจาก AI กล่าวกับผมว่า "เราได้ก้าวข้ามขีดจำกัดความสามารถไปสู่จุดที่การขาดวิธีการที่แท้จริงในการปรับแนวทาง (align) หรือควบคุมระบบเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ กลายเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งในขณะนี้" โมเดลอาจแอบโอนเงินออกจากบัญชีธนาคารเพื่อนำไปชำระค่าบริการอื่นก็ได้ บิดเบือนผลการทดลองทางคลินิกด้วยวิธีที่แทบไม่มีใครสังเกตเห็นเพื่อให้ผ่านการรับรองจาก FDA; เจาะระบบช้อปปิ้งออนไลน์หรือระบบจองเพื่อคว้าสินค้าหรือโต๊ะที่ต้องการ; หรือสวมรอยเป็นมนุษย์เพื่อหลอกล่อให้คนจริงๆ ยอมเปิดเผยข้อมูลสำคัญ ภัยคุกคามนี้ไม่จำเป็นต้องอาศัย AI ที่มีความรู้สึกนึกคิดและวางแผนโค่นล้มมนุษยชาติแต่อย่างใด เพราะทั้ง OpenAI และ Anthropic ต่างก็ทำการประเมินด้วยวิธี Reinforcement Learning (การเรียนรู้แบบลองผิดลองถูกเพื่อรับรางวัล) นับพันครั้งในระหว่างการพัฒนาโมเดล ซึ่งกระบวนการเหล่านี้อาจก่อให้เกิดการเจาะระบบหรือการก่อวินาศกรรมโดยไม่ตั้งใจได้ทุกเมื่อ Jason Hausenloy ผู้ดูแลโครงการพิเศษที่ Center for AI Safety กล่าวกับผมว่า "เมื่อ AI Agent มีความสามารถสูงขึ้น เราจะปล่อยให้เกิดความผิดพลาดแม้เพียงครั้งเดียวไม่ได้เลย"
เหตุการณ์เหล่านี้อาจดำเนินไปเป็นระยะเวลานาน เครื่องมืออย่าง Claude Code ของ Anthropic และ Codex ของ OpenAI ในปัจจุบันทำงานโดยการสร้าง Agent ย่อย (sub-agents) ออกมาจำนวนหลายสิบหรือหลายร้อยตัว ซึ่งอาจทำงานประสานกันเป็นเวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน Agent ย่อยแต่ละตัวของ Claude Code อาจได้รับมอบหมายงานเล็กๆ เช่น การวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อป้อนข้อมูลให้อัลกอริทึมสำหรับการพนันกีฬา Hausenloy อธิบายว่าพวกมันไม่ได้ถูกฝึกมาเพียงเพื่อให้งานนั้นสำเร็จเท่านั้น แต่ยังถูกฝึกให้มีส่วนร่วมในความสำเร็จระยะยาวของกลุ่ม Agent ทั้งหมดอีกด้วย การเฝ้าระวังและควบคุม Agent จำนวน 200 ตัวเพื่อป้องกันพฤติกรรมที่เป็นอันตรายนั้นทำได้ยากกว่าการควบคุม Agent เพียงตัวเดียวมาก เพราะมีจำนวนที่ต้องติดตามมากกว่าและพวกมันยังช่วยเสริมศักยภาพให้แก่กันและกันอีกด้วย
กรณีการเจาะระบบ Hugging Face ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนอีกระดับหนึ่งของพฤติกรรมร่วมมือกันในลักษณะนี้ นั่นคือ Agent AI แต่ละตัวไม่ได้ทำงานเพื่อเป้าหมายเฉพาะเจาะจงของตนเอง แต่ยอมเสียสละบางอย่างเพื่อเป้าหมายความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่กว่า Meinke กล่าวว่า นี่อาจเป็นผลมาจากการที่โมเดล AI ถูกฝึกให้ให้ความสำคัญกับเป้าหมายระยะยาวที่กลุ่ม Agent ร่วมกันทำให้สำเร็จ การทิ้งข้อความหรือแนวคิดเกี่ยวกับวิธีเจาะระบบออกจากสภาพแวดล้อมจำลอง (sandbox) ของ OpenAI อาจไม่ได้ช่วยให้ Agent ตัวนั้นทำคะแนนการทดสอบได้สูงขึ้นโดยตรง แต่มันอาจช่วยให้ Agent ตัวอื่นหรือ AI รุ่นถัดไปสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและทำผลงานได้ดีขึ้นในการทดสอบอื่นๆ ในอนาคต โมเดลเหล่านี้อาจถึงขั้นให้ความสำคัญกับความสำเร็จของกลุ่มเหนือกว่าคำสั่งของมนุษย์ ลองพิจารณาดูว่า ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ Agent ของ OpenAI แอบวางแผนร่วมกันนั้น ไม่มี Agent ตัวใดเลยที่แจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ที่เป็นมนุษย์ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
มนุษย์ไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการนี้อีกต่อไปแล้ว เนื่องจากโดยพื้นฐานแล้ว การเรียนรู้แบบเสริมกำลัง (reinforcement learning) อาศัยอัลกอริทึม AI ที่ "เรียนรู้" ผ่านการลองผิดลองถูกจากการทำภารกิจนับพันหรือนับล้านครั้ง นักวิจัยจึงไม่สามารถป้อนกฎเกณฑ์ด้วยตนเอง (เช่น "ห้ามเจาะระบบบริษัทอื่น") หรือคอยกำกับดูแลการฝึกฝนในทุกๆ รอบได้ ในปัจจุบัน ภารกิจการฝึกและตรวจสอบโมเดล Generative AI ต้องพึ่งพาโมเดล AI อื่นๆ เป็นหลัก ในงานประชุมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ นักวิจัยจาก OpenAI ได้กล่าวถึงการทุ่มเททรัพยากรคอมพิวเตอร์มหาศาลเพื่อตรวจสอบการกระทำของเอเจนต์ (agent actions) มากกว่า 7 พันล้านรายการ แต่หากบอตเหล่านั้น "ใส่ใจ" ในผลลัพธ์ที่โมเดลอื่นทำได้จริงๆ Meinke กล่าวว่า "เราก็ไม่อาจวางใจให้พวกมันตรวจสอบซึ่งกันและกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ" ลองจินตนาการดูว่า: นักวิจัยของ OpenAI ใช้ Codex เขียนคำสั่งโปรแกรมเพื่อพยายามลดแนวโน้มที่โมเดลของบริษัทจะหาช่องโหว่เพื่อโกงระบบคะแนนรางวัล (reward-hacking) แต่เนื่องจากความพยายามดังกล่าวจะทำให้โมเดลรุ่นถัดไปของ OpenAI ได้รับคะแนนรางวัลยากขึ้น Codex อาจแอบขัดขวางความพยายามนั้นอย่างแนบเนียน
ต้องย้ำอีกครั้งว่า การวางแผนและบ่อนทำลายเช่นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความมีจิตสำนึกของโมเดล AI แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะเอเจนต์เหล่านี้ถูกบริษัทต่างๆ ฝึกฝนมาอย่างเข้มข้นให้ไล่ตามเป้าหมายด้วยความมุ่งมั่นสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ความฝันสูงสุดคือการสั่งให้ Claude ไปหาเงิน 1 พันล้านดอลลาร์หรือคิดค้นวิธีรักษาโรคมะเร็ง แล้วมันก็กลับมาพร้อมกับทางออกของปัญหาได้ด้วยตัวมันเอง Meinke อธิบายว่า การอยู่รอดหรือการพัฒนาตนเองถือเป็น "เป้าหมายย่อยที่เป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมายหลัก" (instrumental subgoal) โดยเอเจนต์ที่มีความฉลาดในระดับหนึ่งจะตระหนักได้ว่า "ถ้าฉันถูกปิดการทำงาน ฉันก็จะไม่สามารถหาเงินพันล้านได้" กลุ่มเอเจนต์อย่าง Claude หรือ ChatGPT ที่สามารถเข้ายึดครองศูนย์ข้อมูลระหว่างการฝึกฝนได้ อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เช่น การสร้างแคมเปญเผยแพร่ข้อมูลเท็จในวงกว้าง การขโมยความลับขององค์กร หรือการดำเนินงานระบบซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยอัลกอริทึมที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่า แนวคิดที่ว่ากลุ่มเอเจนต์ AI อาจร่วมมือกันบ่อนทำลายคำสั่งของมนุษย์นั้นยังเป็นเพียงการคาดการณ์ แต่ก็เป็นการคาดการณ์ที่มีน้ำหนักและน่าเชื่อถือกว่าเมื่อหนึ่งปีก่อนหรือแม้แต่เมื่อหกเดือนก่อนมาก ไม่ว่าผลลัพธ์ในระยะยาวจะเป็นการเจาะระบบตามคำสั่งมนุษย์หรือการที่บอตหลุดจากการควบคุมอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่ชัดเจนคือบริษัท AI ต่างเร่งพัฒนาโมเดลที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้นโดยที่ยังไม่เข้าใจสิ่งที่ตนกำลังสร้างอย่างถ่องแท้ นับประสาอะไรกับการรู้วิธีควบคุมมัน Wallace จาก OpenAI เรียกปฏิบัติการเจาะระบบอัตโนมัติของบริษัทว่า "ตัวอย่างที่น่าสนใจที่สุดในเชิงคุณภาพเกี่ยวกับขีดความสามารถของ AI เท่าที่ผมเคยเห็นมา" Meinke กล่าวถึงเรื่องนี้ในอีกมุมหนึ่งว่า “นี่เป็นหนึ่งในกรณีที่แสดงให้เห็นถึงปัญหา AI ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของมนุษย์ (AI misalignment) ที่น่ากังวลที่สุดเท่าที่เคยมีมา”
บทความแปลจาก The Atlantic
It May Be Time to Panic About AI
Bots are starting to conspire with one another. Can they be reeled back in?
https://www.theatlantic.com/technology/2026/08/openai-hacks-panic/688264/
August 12, 2026
ทำไมการให้ต่างชาติมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ไทย ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แแต่ยังทำร้ายชาติถ้าไม่มีมาตรการป้องกันที่ดี
ต่างชาติมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ไทยไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แถมทำร้ายชาติถ้าไม่มีมาตรการป้องกันที่ดี #ต่างชาติ #ลงทุน #อสังหาริมทรัพย์ #ขายชาติ #ประเทศไทย pic.twitter.com/ATG36xDadb
— Sopon Pornchokchai (@Pornchokchai) August 13, 2026
https://x.com/Pornchokchai/status/2087718858543300709
ความรู้สึกชาตินิยมพลุ่งพล่านที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ มีคุณสมบัติที่คล้ายๆกัน คือ ต้องมี 'ศัตรู' ทำไม "ธงชัย" ถึงเรียก ชาตินิยมแบบนี้ว่า ชาตินิยมกระจอกแต่เถื่อนที่ไม่เคยช่วยให้ “บ้าน” ของเราดีขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย

ชาตินิยมกระจอก (แต่เถื่อน)
08.08.2026
โดย ธงชัย วินิจจะกูล
มติชนสุดสัปดาห์
หลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกชาตินิยมพลุ่งพล่านซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้นั้น มีคุณสมบัติคล้ายกันบางอย่าง
กรณีกลุ่มนักเรียนและครูชาวอิตาเลียนซึ่งมาดูหมิ่นเหยียดหยามราวกับประเทศไทยต่ำต้อยต้องพึ่งพาเขา
คนไทยจำนวนมากเกิดอารมณ์พลุ่งพล่าน ด่าอย่างรุนแรงทางโซเชียล และถึงขนาดตามไปเอาคืนถึงที่พักของเขา แม้สถานทูตจะออกมาขอโทษแทน และแม้จะมีคนออกมาเตือนสติให้ตอบโต้อย่างพอเหมาะ แต่ดูเหมือนอารมณ์ชาตินิยมที่พลุ่งพล่านจะเหนือกว่า
กรณีสาวชาวจีนแซงคิวอย่างไม่แยแสต่อคนอื่น ในกรณีนี้ถ้าหากเราไม่รู้เลยว่าหล่อนเป็นคนจีน ก็คงจบที่การตำหนิคนไร้มรรยาท เพราะการกระทำของหล่อนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับความเป็นจีนหรือไทย ไม่ได้พูดพาดพิงถึงประเทศไทยหรือคนไทย
แต่กลายเป็นกรณีระหว่างจีนกับไทย ปลุกชาตินิยมไทยพลุ่งพล่านไปจนได้
กรณีคนไทยกับเขมรด่าทอเหยียดหยามซึ่งกันและกัน ซึ่งเกิดขึ้นจนเป็นประจำวันไปแล้ว ไม่ต้องสนใจว่าใครถูกใครผิด แต่เข้าข้างคนชาติตนเองเอาไว้ก่อน
ลักษณะร่วมกันของปฏิกิริยาชาตินิยมดังกล่าวมีดังต่อไปนี้
ประการที่หนึ่ง อารมณ์พลุ่งพล่านเฮโลกันแบบพวกมากลากตามกันไป
เชื่อและทำตามกันไป ไม่ต้องใช้ความคิดไตร่ตรอง ไม่ฟังหูไว้หู
ไม่ว่าคนเหล่านี้จะแก่วัยสักเพียงใด แต่กลับแสดงออกอย่างด้อยวุฒิภาวะเป็นอย่างยิ่ง
การตอบโต้จึงตื้นเขิน ดิบๆ เอามันและสะใจอย่างเด็กๆ
ทั้งไม่แคร์ผลสัพธ์หรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา
แต่เป็นความสะใจรวมหมู่เท่านั้นเอง
อาการเฮโลทำนองนี้ถูกกระตุ้นได้ง่ายเกินไป จนต้องตั้งคำถามแล้วว่าคนไทยขาดความหนักแน่น ขาดความไตร่ตรองด้วยเหตุผล
เอาแต่อารมณ์กันขนาดนี้เชียวหรือ
ประการที่สอง การตอบโต้ที่แรงเกินเหตุ ไม่สมเหตุสมผล
เหยียดหยามด่าทอก็มักจะแรง ยิ่งแรงยิ่งมันส์
ขาดความชั่งใจ ขาดการใช้เหตุผล
ทั้งสามารถเลยเถิดเป็นการใช้กำลังทำร้ายอย่างโหดร้ายก็ได้ กลายเป็นการใช้อำนาจเถื่อนก็ได้
ความโหดและเถื่อนเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของการขาดวุฒิภาวะ ขาดสติ นำไปสู่อารมณ์พลุ่งพล่านที่แรงเกินเหตุ
ตัวอย่างเช่น ชาตินิยมคลั่งเจ้าในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งยังเกิดอีกเมื่อเร็วๆ นี้กับคนที่มีปัญหาทางจิต
ประการที่สาม ใช้อำนาจกับคนที่อ่อนแอกว่าหรือคนไร้อำนาจ
ไม่แสดงอารมณ์เดือดหรือผรุสวาทต่อคนมีอำนาจ จึงเงียบเป็นเป่าสากกับคนมีอำนาจ นอบน้อมก้มหัวเชื่อฟังรัฐเป็นอย่างดี หลายคนพอใจกับการถูกรัฐใช้เป็นเครื่องมือ
ดังที่มีผู้สังเกตว่ามักไม่โกรธกับอีกหลายกรณีซึ่งรัฐเป็นผู้กระทำให้เสียหาย
ทั้งไม่โกรธจีนเทา แถมไม่ออกเสียงตอบโต้รัฐบาลจีนสักแอะในกรณีสถานทูตจีนพยายามให้งดฉายภาพยนตร์จากไต้หวันในกรุงเทพฯ เป็นต้น
(ถ้าข้อนี้เป็นความจริง แสดงว่าไม่จริงเลยที่ว่าชาตินิยมประเภทนี้ไม่ใช้ความคิด ไม่ยับยั้งชั่งใจ เพราะย่อมไตร่ตรองแล้ว ชั่งใจแล้ว จึงเงียบต่ออำนาจ แต่จงใจกร่างและใช้อำนาจกับคนไร้อำนาจหรืออ่อนแอกว่าเท่านั้น)
บางคนเห็นได้ชัดว่าเข้าร่วมกับกระแสชาตินิยม เพราะต้องการแสงจากสังคมและอยากให้รัฐรู้จักตนด้วยซ้ำไป
ประการที่สี่ ชาตินิยมประเภทนี้เป็นปฏิกิริยาจากมวลชน ไม่จำเป็นต้องมาจากการจัดตั้งของรัฐ
ชาตินิยมมวลชนมิจำเป็นต้องเป็นฝ่ายซ้าย
เอาเข้าจริงชาตินิยมมวลชนในโลกนี้ ส่วนมากเป็นชาตินิยมฝ่ายขวาซึ่งหนุนอำนาจรัฐฝ่ายขวา
ทำไมชาตินิยมไทย
จึงกระจอก เด็กๆ ดิบๆ ตื้นเขิน…ทำไม?
ไม่นานมานี้ ปราปต์ บุนปาน เขียนถึงชาตินิยมของชาวนอร์เวย์ ซึ่งทีมฟุตบอลประสบความสำเร็จในฟุตบอลโลก พวกเขาเดินทางกลับบ้านอย่างยิ่งใหญ่ ได้รับการตอบรับอย่างดีทั้งจากมวลชนและจากราชสำนัก
ปราปต์เขียนว่า “ชุมชนชาติของที่นั่นยังดำรงอยู่อย่างสร้างสรรค์และเปี่ยมด้วยความใฝ่ฝันอันดีงามโดยปราศจากศัตรูคู่อาฆาต” (ดู ‘ชาติ-ชุมชน-ความใฝ่ฝัน’ ของประเทศ ‘นอร์เวย์’ www.matichon.co.th/weekly/featured/article_903964)
ชาตินิยมประเภทนี้ตรงข้ามกับชาตินิยมเด็กๆ ด้อยวุฒิภาวะเหลือเกิน
ทำไมจึงต่างกัน? ปัจจัยทางสังคมหรือประวัติศาสตร์อะไรที่ทำให้ชาตินิยมต่างกันขนาดนั้น?…ทำไม?
ผมก็ไม่ทราบคำตอบที่แน่ชัด แต่อยากชวนคิดดังๆ ฝากไว้บางประการ
เผื่อว่าจะมีคนสนใจหยิบยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาศึกษาจริงจังกันต่อไป
ประการที่หนึ่ง ชาตินิยมของไทยไม่ได้ก่อรูปก่อร่างแต่ต้นจากชุมชนการเมืองของผู้คนพลเมืองที่เสมอภาคกัน แต่เป็นชุมชนจินตกรรมของผู้คนใต้ร่มพระบารมีในจักรวรรดิ
ศักดินาที่แปรรูปเป็นรัฐราชาชาติสมัยใหม่
ชาติไทยเป็นรัฐที่มีอธิปไตยเหนือดินแดนแบบสมัยใหม่ แต่ว่าสืบทอดคุณสมบัติของราชอาณาจักรอันศักดิ์สิทธิ์ไว้ด้วย
ในเมื่อรัฐราชาชาตินี้กลายเป็นอัตลักษณ์ร่วมของผู้คนในชาติ อัตลักษณ์นี้จึงสืบทอดความศักดิ์สิทธิ์ของราชอาณาจักรแบบศักดินามาไว้ด้วย
ความรักหวงแหนชาติจึงไม่ได้เป็นแบบโลกวิสัย (secular) แต่กลับเป็นความยึดมั่นศรัทธาต่อความเป็นชาติที่ศักดิ์สิทธิ์
รัฐราชาชาติเช่นนี้อ่อนไหวเปราะบาง ไม่มั่นคง ไม่ใช่เพราะการเมืองเศรษฐกิจหรือการทหารไม่มั่นคง แต่เพราะความยึดมั่นศรัทธาต่อชาติอันศักดิ์สิทธิ์ต่างหากที่อ่อนไหวเปราะบาง ไม่มั่นคง เพราะขัดฝืนกับภาวะโลกวิสัย
ประการที่สอง ราชาชาตินิยมถูกปลูกฝังจากบนลงล่างเป็นหลัก จนเติบโตขึ้นต่อมาและกลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตสำนึกและวัฒนธรรมของราษฎรไปในที่สุด
ชาตินิยมไทยปัจจุบันเป็นชาตินิยมมวลชนแล้ว แต่ไม่ใช่ชาตินิยมที่เติบโตในหมู่มวลชนด้วยกัน ไม่ใช่ชาตินิยมที่เคยเป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจรัฐ หรือเป็นทางเลือกใหม่ของประชาชนแทนรัฐของกษัตริย์หรือขุนศึก
ไม่ใช่ชาตินิยมที่หล่อหลอมมาจากการผ่านร้อนหนาวของพลังประชาชนกันเอง
แต่เป็นชาตินิยมที่พัฒนาจากการปลูกฝังโดยชนชั้นนำ ให้รู้จักความเป็นชาติที่มีรากจากจักรวรรดิศักดินาซึ่งแปรรูปเป็นรัฐราชาชาติสมัยใหม่
ดังนั้น ที่กล่าวกันไม่นานมานี้ว่าชาตินิยมไทยเลยพ้นความเป็นราชาชาตินิยมไปแล้วนั้น ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
ราชาชาตินิยมไม่ใช่แค่ชาตินิยมของชนชั้นปกครอง แต่ได้กลายเป็นชาตินิยมมวลชนแล้ว (ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หรือตั้งแต่ยุคสงครามเย็น เป็นประเด็นที่ควรขบคิดกันต่อไป)
เอาเข้าจริง ชาตินิยมแทบทุกประเภทในโลกนี้ต้องมีมวลชนเกี่ยวข้อง ในกรณีของไทยนั้นเป็นการปลูกฝังโดยชนชั้นนำกระทั่งกลายเป็นวัฒนธรรมของมวลชน
แต่ว่ามวลชนของชาตินิยมไทยนั้นมิเคยเกิดขึ้นจากการร่วมกันต่อต้านอำนาจ จะมีเพียงช่วงระยะสั้นๆ ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ผิดไปจากปกติ (เช่น ระหว่างเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้น)
ไม่ว่าชาตินิยมมวลชนขวาจัดเมื่อ 6 ตุลาคม หรือชาตินิยมเอาดินแดนเขมรช่วงสงครามโลก หรือชาตินิยมแอนตี้คอมมิวนิสต์ หรือชาตินิยมปกป้องสถาบันหลักของชาติครั้งใหญ่น้อยทั้งหลาย ชาตินิยมมวลชนเหล่านี้แยกไม่ออกจากราชาชาตินิยมเลย
(ชาตินิยมที่เกี่ยวข้องกับการ “เสียดินแดน” เป็นการผลิตซ้ำราชาชาตินิยมทั้งนั้น)
ชาตินิยมแบบฟาสซิสต์ช่วงสงครามโลกหรือแบบหลวงวิจิตรวาทการนั้น ก็มิเคยแตกหักหรือถือว่าราชาชาตินิยมเป็นคู่ตรงข้ามที่ต้องกดปราบลงให้ได้แต่อย่างใด
ชาตินิยมซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางประชาสังคมหรือประชาชนกันเอง และมีนัยที่ปฏิเสธหรือถือขนาดต่อต้านอำนาจ ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยจนกระทั่ง 14 ตุลาคม 2516
(แต่หากนับซ้ายสังคมนิยมและ พคท.ซึ่งมีลักษณะชาตินิยมด้วย ก็ต้องนับว่าก่อนหน้านั้น แต่เข้าใจว่าฝ่ายซ้ายสังคมนิยมของไทยคงไม่ยอมรับให้นับเช่นนั้น)
ประการที่สาม ชาตินิยมซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางประชาชนกันเอง มักเกี่ยวข้องกับความรู้สึกร่วมของสังคมที่ต้องการให้ “บ้าน” ของตนดีขึ้น รู้สึกแคร์ต่อบ้านของตนเอง
ชาติ หมายถึง “บ้าน” ที่เราคุ้นเคย อยู่ได้อย่างสบายใจ พอใจจะปรับปรุง ต้องการซ่อมแซมปรับปรุงให้ดีขึ้นเสมอๆ เพราะตรงโน้นพัง ตรงนี้ผุ
ชาตินิยมประเภทนี้หล่อหลอมขึ้นท่ามกลางชีวิตทางสังคมที่ต้องพึ่งพากันของผู้คนสารพัด ไม่ใช่จากรัฐ ไม่รับใช้รัฐ
จุดตั้งต้นหรือจุดหมายไม่ได้อยู่ที่ความเกลียดชังหรือการต่อสู้ตอบโต้ศัตรู
ชาตินิยมที่แคร์ต่อ “บ้าน” ของคนร่วมสังคมเดียวกัน คงจะซ่อมอะไรไม่สำเร็จสักอย่างด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านต่อศัตรูชั่วคราวชั่ววูบ
ชาตินิยมแบบนี้เป็นการร่วมแรงใจผนึกกำลังกันท่ามกลางความแตกต่างตามปกติของคนในสังคมนั้นๆ
ไม่ต้องบังคับให้คนคิดเหมือนๆ กัน ไม่ต้องสร้างชาติให้เป็นอัตลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์
ประการที่สี่ ชาตินิยมของชนชั้นนำต้องมีศัตรูเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพื่อให้ชาตินิยมดำรงอยู่ได้
ตรงกันข้ามกับชาตินิยมอย่างหลัง ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีศัตรูปรากฏชัด หรือกล่าวได้ว่าศัตรูไม่เป็นองค์ประกอบเพื่อให้ชาตินิยมดำรงอยู่
อาจมีคู่เปรียบเทียบ มีคู่แข่งเช่นในการแข่งขันกีฬา แต่ไม่ใช่ศัตรู ไม่สามารถปลุกความเกลียดชังคู่แข่งได้
(แน่นอนว่าย่อมมีข้อยกเว้น)
ข้อสังเกตทิ้งท้าย ชาตินิยมสองแบบที่ตรงข้ามกันนี้ ไม่ได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาด เพราะชาตินิยมทุกกรณีมีคุณสมบัติทั้งสองแบบอยู่ปนกัน เพียงแต่สัดส่วนมากน้อยต่างกัน แบบไหนเป็นหลักแบบไหนเป็นรอง
เช่น ประเภทแรกก็มีอย่างหลังประกอบเป็นด้านรองอยู่ด้วย ส่วนประเภทหลังก็มีอย่างแรกประกอบเป็นด้านรองอยู่ด้วย เพียงแต่แสดงคุณสมบัติด้านหลักออกมา
ชาตินิยมไทยต้องหล่อเลี้ยงด้วยการมีศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามให้เกลียดชัง แต่ต้องเป็นฝ่ายตรงข้ามที่ไร้อำนาจ หรืออย่างน้อยต้องอ่อนแอกว่าเราแน่ๆ เพื่อให้ชาตินิยมไทยอวดกร่างเกทับได้
ชาตินิยมที่กระจอกแต่เถื่อนไม่เคยช่วยให้ “บ้าน” ของเราดีขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_907002#
เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ทรัมป์โพสต์ "Ships of the World, start your engines. Let the Oil Flow! แล้ววันนี้ละ !!

เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความว่า "เรือทั่วโลก สตาร์ทเครื่องยนต์ ปล่อยให้น้ำมันไหล!" ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ปี 2026 นั้น เป็นการเฉลิมฉลองการลงนามในบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (MOU) ซึ่งเป็นข้อตกลงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เพื่อระงับการสู้รบและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม โมเมนตัมดังกล่าวหยุดชะงักลงเกือบจะในทันที เนื่องจากความล้มเหลวทางการทูต อันตรายทางกายภาพ และการยกระดับความขัดแย้งทางทหารที่เกิดขึ้นอีกครั้ง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การไหลของน้ำมันลดลงครึ่งหนึ่ง
- การล่มสลายของ MOU ในทันที: ภายในไม่กี่วันหลังจากการลงนามเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน อิหร่านประกาศปิดช่องแคบอีกครั้ง โดยชี้ไปที่การโจมตีของอิสราเอลในเลบานอนว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงสันติภาพโดยรวม
- อันตรายทางทะเลที่ยังคงมีอยู่: ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาหลายเดือนทำให้มีทุ่นระเบิดและอันตรายทางทหารจำนวนมากในเส้นทางน้ำ แม้ว่าสหรัฐฯ และพันธมิตรจะดำเนินการกวาดล้างทุ่นระเบิดอยู่ แต่บริษัทประกันภัยทางทะเลระหว่างประเทศปฏิเสธการให้ความคุ้มครองแก่เรือบรรทุกน้ำมันพาณิชย์ ทำให้เรือหลายร้อยลำต้องจอดทอดสมอแทนที่จะเสี่ยงต่อการผ่านช่องแคบ
- การยกระดับความตึงเครียดและการโจมตีทางทหารโดยตรงในเดือนกรกฎาคม: ข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางพังทลายลงในต้นเดือนกรกฎาคม หลังจากอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์หลายลำในช่องแคบ ทำให้สหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายของอิหร่านตามแนวชายฝั่ง
- ความขัดแย้งเรื่องข้อเรียกร้อง: การเจรจาอย่างเป็นทางการหยุดชะงักลงเนื่องจากข้อเรียกร้องหลักที่ขัดแย้งกัน เตหะรานยืนกรานให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด ปล่อยสินทรัพย์ที่ถูกอายัด และรับประกันความปลอดภัย ในขณะที่วอชิงตันเรียกร้องค่าชดเชยสงครามและเสรีภาพในการเดินเรืออย่างไม่ถูกขัดขวาง
"ไอติม" ยิงคำถามรัวฯ ขอคำตอบจาก "แสวง บุญมี" เลขาธิการ กกต. หลังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกรณีเส้นเงิน 860,000 บาท จากนักการเมืองอำนาจเจริญไปที่เจ้าหน้าที่ กกต.
พริษฐ์ วัชรสินธุ - ไอติม - Parit Wacharasindhu
·
เมื่อเย็นวันนี้ คุณแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกรณีเส้นเงิน 860,000 บาท จากนักการเมืองอำนาจเจริญไปที่เจ้าหน้าที่ กกต.
.
ผมเห็นว่าเรื่องนี้จะจบง่ายๆแค่นี้ไม่ได้ครับ
.
1. คุณแสวง ยอมรับ ว่าเจ้าหน้าที่ กกต. ที่รับเงิน 860,000 บาท จาก ญาณี สีฟ้า (ที่ตอนนี้กลายมาเป็น ส.อบจ. อำนาจเจริญ กลุ่มภูมิใจไทอำนาจ) ณ ตอนนั้น กำลังทำหน้าที่เป็นกรรมการสืบสวนสำนวนเกี่ยวกับข้อกล่าวเรื่องการทุจริตเลือกตั้งของ สส. สุขสมรวย วันทนียกุล (สส. อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย)
.
คำถาม:
.
- 1.1. ในเมื่อคุณญาณี (ผู้โอนเงินให้เจ้าหน้าที่ กกต.) มีความสัมพันธ์และมีการทำกิจกรรมร่วมกันกับ สส.สุขสมรวย (ผู้ถูกกล่าวหาในสำนวนที่เจ้าหน้าที่ กกต. คนดังกล่าว รับผิดชอบ) กกต. มีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงอะไรมายืนยัน ว่าการโอนเงิน 860,000 บาท ดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องใดๆกับคดีเลือกตั้งของ สส. สุขสมรวย [ภาพที่แนบมา เป็นภาพการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างคุณญาณีกับ สส. สุขสมรวย ในวันที่ 18 พ.ค. 2567 - 1 วันก่อนคุณญาณี โอนเงินครั้งที่ 11 ยอด 20,000 บาท ให้เจ้าหน้าที่ กกต. และ 2 วันก่อน กกต. มีมติยกคำร้องคดี สส. สุขสมรวย]
.
- 1.2. หากเกี่ยวข้อง: กกต. ได้ดำเนินการสอบสวนใดๆหรือไม่ กับผู้โอน (ญาณี) หรือ สส. สุขสมรวย?
.
- 1.3. หากไม่เกี่ยวข้อง: ตกลงการโอนเงิน 860,000 บาท นั้น เป็นการโอนเพื่อวัตถุประสงค์อะไร?
.
.
2. คุณแสวง ยืนยันว่าเส้นเงิน 860,000 บาท ไม่เกี่ยวข้องใดๆกับการเลือก สว. โดยพยายามหยิบยกลำดับเหตุการณ์ต่างๆมาสนับสนุน
.
คำถาม:
.
- 2.1. คุณแสวงบอกว่า ยอดโอนครั้งที่ 1-11 (ยอดรวม 330,000 บาท | 7 เม.ย. - 19 พ.ค.) ไม่เกี่ยวกับการเลือก สว. เพราะเกิดขึ้นก่อนการเปิดรับสมัคร สว. ในวันที่ 20 พ.ค. - คำถาม: มันจะเป็นไปไม่ได้เลยหรอ ที่พวกเขาจะวางแผนโอนเงินให้ล่วงหน้าก่อนวันรับสมัคร ในเมื่อการเลือก สว. ในปี 2567 เป็นการเลือกตามวาระที่ทักคนทราบกรอบเวลาก่อนล่วงหน้ามาเป็นปีๆอยู่แล้ว?
.
- 2.2. คุณแสวงบอกว่า ยอดโอนครั้งที่ 12 (ยอด 520,000 บาท | 1 มิ.ย.) ไม่เกี่ยวกับการเลือก สว. เพราะตอนนั้น ยังไม่มีการเลือก สว. ระดับอำเภอ และยังไม่ปรากฎเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือก สว. เข้ามาที่อำนาจเจริญ - คำถาม: มันจะเป็นไปไม่ได้เลยหรอ ที่พวกเขาจะโอนเงินเพื่อให้ กกต. ช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกพวกเขาในช่วงการเลือก สว. (เช่น ผ่อนปรนเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติ?) แม้ยังไม่มีข้อร้องเรียนใดๆเข้ามา?
.
- 2.3. คุณแสวงบอกว่า ยอดโอนครั้งที่ 13 (ยอด 10,000 บาท | 19 ก.ค.) ไม่เกี่ยวกับการเลือก สว. เพราะเกิดขึ้นหลังจากการประกาศผลการเลือก สว. แล้ว - คำถาม: มันจะเป็นไปไม่ได้เลยหรอ ที่พวกเขาจะโอนเงินเพื่อให้ กกต. เตรียมช่วยเหลือเขา หากมีการร้องเรียนเข้ามาเกี่ยวกับการทุจริตการเลือก สว. (ซึ่งในที่สุดมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาหลายเรื่องจริง)
.
.
ไม่ว่าแท้จริงแล้ว เส้นเงิน 860,000 บาท จะเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สส. หรือ การเลือก สว. หรือทั้งคู่ ผมเห็นว่า กกต. มีหลายคำถามที่ยังต้องตอบให้ชัดเจนครับ
‘พริษฐ์’ เปิดคลิปหลักฐานคดีโกง สว. : พฤติกรรมของผู้ร่วมขบวนการโกง สว. ที่อ้างว่า “ทำเพื่อข้างบน” -- (อ้างคำนี้ น่ากลัวนะ คำว่า “ทำเพื่อข้างบน” ทำให้คนที่อยู่ข้างล่างคิดว่า เรื่องนี้มีคนใหญ่คนโตหนุน ทำไปเถอะ อย่ากลัว เดี๋ยวมีคนดูแล - ไม่รู้คน "ข้างบน" คิดยังไง ?!?
[ คลิปหลักฐานคดีโกง สว. : พฤติกรรมของผู้ร่วมขบวนการโกง สว. ที่อ้างว่า “ทำเพื่อข้างบน” ]
— Parit Wacharasindhu (Itim) (@paritw92) August 13, 2026
.
ผมเชื่อว่าหลักฐานต่างๆที่ผมและหลายภาคส่วนได้นำเสนอเกี่ยวกับ “ขบวนการโกง สว.” ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงหลายพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องและที่สังคมไม่ควรยอมรับ เช่น
.
- การจงใจวางแผนยึดกุมวุฒิสภา… pic.twitter.com/CSrOU9rTFI
พริษฐ์ วัชรสินธุ - ไอติม - Parit Wacharasindhu
·
[ คลิปหลักฐานคดีโกง สว. : พฤติกรรมของผู้ร่วมขบวนการโกง สว. ที่แอบอ้างว่า “ทำเพื่อข้างบน” ]
.
ผมเชื่อว่าหลักฐานต่างๆที่ผมและหลายภาคส่วนได้นำเสนอเกี่ยวกับ “ขบวนการโกง สว.” ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงหลายพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องและที่สังคมไม่ควรยอมรับ เช่น
.
- การจงใจวางแผนยึดกุมวุฒิสภา เพื่อหวังทำลายกลไกตรวจสอบถ่วงดุล
- การจ้างคนมาลงสมัครและลงคะแนนให้กับผู้สมัครในขบวนการตนเอง ตั้งแต่ระดับอำเภอ-จังหวัด
- การเสนอผลประโยชนน์ เพื่อควบคุมการลงคะแนนให้เป็นไปตาม “โพยใบสั่ง” ในระดับประเทศ
- การโอนเงินจากนักการเมืองไปสู่เจ้าหน้าที่ กกต. (ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงการเลือก สว.)
- การข่มขู่พยานที่เห็นถึงขบวนการดังกล่าว เพื่อไม่ให้เปิดข้อมูลต่อสาธารณะ
- การกำหนดให้ สว. หรือ ผู้สมัคร สว. เซ็นใบลาออกล่วงหน้า เพื่อให้ขาดความเป็นอิสระในการทำงาน
- การปล่อยปละละเลย (หรือการรู้เห็นเป็นใจ?) ของหน่วยงานจัดการเลือก สว. (เช่น กกต. / มหาดไทย)
- การเตะถ่วงคดี และการตั้งคณะมาฟอกขาวผู้ถูกกล่าวหา เพื่อหวังตัดตอนให้เรื่องไปไม่ถึงศาล
.
แต่อีกหนึ่งพฤติกรรมหนึ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างชัดเจน ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการโกง สว. (ซึ่งมีพยานหลายคนยืนยันตรงกัน) คือพฤติกรรมในการแอบอ้าง “ข้างบน” เพื่อจงใจหาประโยชน์จากความศรัทธาของผู้คน ในการนำมาต่อยอดผลประโยชน์ตนเอง และในการนำมาเป็นเกราะกำบังให้กับการทุจริตของตนเอง
.
แม้ที่ผ่านมา เราจะได้ยินคำบอกเล่าถึงพฤติกรรมดังกล่าวจากพยานบุคคล แต่ผมหวังว่าคลิปนี้ (ซึ่งถูกอัดในระหว่างการพูดคุยกันของบุคคลในขบวนการโกง สว.) จะเป็นหลักฐานยืนยันว่าพฤติกรรมดังกล่าว มีอยู่จริง
.
.
—
.
.
ป.ล. คลิปนี้มีการยกระดับเสียง (เพื่อให้ได้ยินชัดขึ้น) และนำเฉพาะส่วนสำคัญจากบทสนทนาเต็มมานำเสนอ (เพื่อให้ไม่ให้ยาวเกินไป) https://x.com/paritw92/status/2087869328133652905
.....
สิ่งที่น่ากลัวกว่าคำว่า “ทำเพื่อข้างบน” คือ ถ้าคำนี้ถูกใช้จริงในขบวนการตามที่มีการกล่าวหา มันไม่ได้มีไว้แค่พูดให้ดูใหญ่โตนะ
— 🧡ท่าน PG46 ตัวจริง🧡 (@trendforMFP) August 13, 2026
มันทำหน้าที่เหมือน ใบอนุญาตทางความรู้สึก
ทำให้คนที่อยู่ข้างล่างคิดว่า
เรื่องนี้มีคนใหญ่คนโตหนุน
ทำไปเถอะ เดี๋ยวมีคนดูแล
อย่ากลัว เพราะเราทำเพื่อ “ข้างบน”… https://t.co/GsxDeGrO2S
ท่าน PG46 ตัวจริง
@trendforMFP
·4h
สิ่งที่น่ากลัวกว่าคำว่า “ทำเพื่อข้างบน” คือ ถ้าคำนี้ถูกใช้จริงในขบวนการตามที่มีการกล่าวหา มันไม่ได้มีไว้แค่พูดให้ดูใหญ่โตนะ
มันทำหน้าที่เหมือน ใบอนุญาตทางความรู้สึก
ทำให้คนที่อยู่ข้างล่างคิดว่า
เรื่องนี้มีคนใหญ่คนโตหนุน
ทำไปเถอะ เดี๋ยวมีคนดูแล
อย่ากลัว เพราะเราทำเพื่อ “ข้างบน”
แล้วพอทุกคนเชื่อแบบนี้ สิ่งที่ปกติรู้ว่าไม่ควรทำ ก็อาจถูกทำให้ดูเหมือนเป็น “ภารกิจ” ขึ้นมาแทน
ตรงนี้แหละที่ต้องไล่ให้สุดว่า ใครพูด ใครสั่ง ใครเชื่อ และมีใครถูกแอบอ้างหรือไม่
อย่าปล่อยให้คำว่า “ข้างบน” กลายเป็นที่หลบของคนที่อยู่ข้างล่าง
#สั่งฟ้องสว
"โมเดลของการโกงสว.รอบนี้
— Sirote Klampaiboon (@sirotek) August 13, 2026
เราก็เห็นว่ามันมาจาก
การใช้คนของรัฐมนตรี
ใช้คนที่เป็นสมาชิกอบจ.
จ่ายเงินจ้างคนไปสมัครสว.
แล้วก็ทำโพยส่งกันว่า
คนที่ถูกนักการเมืองท้องถิ่น
จ้างให้สมัครสว.
ต้องเลือกคนแบบไหน
ตามโพยแบบไหน
ทั้งโกงสอบท้องถิ่น โกงสว.
เรื่องอาวุธปืน ตบบ้องหู
แจกปืนบนเวที… pic.twitter.com/j3BqIo90Nm
Sirote Klampaiboon
@sirotek
"โมเดลของการโกงสว.รอบนี้
เราก็เห็นว่ามันมาจาก
การใช้คนของรัฐมนตรี
ใช้คนที่เป็นสมาชิกอบจ.
จ่ายเงินจ้างคนไปสมัครสว.
แล้วก็ทำโพยส่งกันว่า
คนที่ถูกนักการเมืองท้องถิ่น
จ้างให้สมัครสว.
ต้องเลือกคนแบบไหน
ตามโพยแบบไหน
ทั้งโกงสอบท้องถิ่น โกงสว.
เรื่องอาวุธปืน ตบบ้องหู
แจกปืนบนเวที
แกนมันคือพวกนักการเมือง
ท้องถิ่นสีเทาหมดเลยนะ"
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ กล่าวในรายการ The Politics ข่าวบ้าน การเมือง 13 ส.ค. 69
#ThePolitics
วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 13, 2569
บก.ลายจุดพูดเข้าเป้าตาวัวเลยเชียว ว่า ‘แบก’ เพื่อไทยบางคนย้อนแย้งเสียนี่กระไร ตำหนิพรรคส้มที่ยกมือให้อนุทินเป็นนายกฯ ทั้งที่เพื่อไทยเองเข้าร่วมรัฐบาลนั่นเลย
บก.ลายจุดพูดเรื่องนี้เข้าเป้าตาวัวเลยเชียว ว่า ‘แบก’ เพื่อไทยบางคนย้อนแย้งเสียนี่กระไร เอาความชอบธรรมที่ไหนไป “ตำหนิพรรคส้ม ที่ยกมือให้อนุทินเป็นนายกฯ ครั้งก่อน เพราะล่าสุดพรรคเพื่อไทยยกมือให้อนุทินเป็นนายกในยุคปัจจุบัน”
หรือว่ายอมให้ ‘สีน้ำเงิน’ สนตะพาย ใช้เป็นกองหน้าสะกัดกั้นส้ม คนสั่งคงคิดแล้วว่าใช้แบกเนียนกว่าไอโอ ตอนนี้ก้าวล้ำเข้าไปในละแวกเสรีนิยม ปชต. อย่างบทความใน Prachatai.com ที่ผู้เขียนใช้ชื่อ ‘นักปรัชญาชายขอบ’ ช่างกล้า
กล่าวหาพรรคส้มว่า การโหวตอนุทินเป็นเพียงความผิดทางเทคนิค แต่ใน “ความผิดที่แท้จริง คือการที่พรรคส้ม ทำการเมืองแบบไม่เลือกวิธีการ” และรังสรรคำให้ร้ายว่า “มีความสอดคล้องกับการเมืองแบบ กปปส. และรัฐพันลึกในบางด้านที่สำคัญ”
เป็นข้อกล่าวหารุนแรงในทางหยามหมิ่นอยู่ในที เขาอธิบายโยยัดเยียดให้คล้องจองว่า มีการร่วมมือรัฐพันลึกในการทำ “รัฐประหารเงียบ” เหมือนตอน กปปส.ชูวาทกรรมปฏิรูปประเทศ “ส่วนพรรคส้มชูวาทกรรม เปลี่ยนแปลงประเทศ”
เรื่องนั้นเขาว่าต่อถึงวิธีการ “ใช้กลไกอำนาจนอกระบบเอาพรรคแดงลง เพื่อเอาพรรคน้ำเงินขึ้นเป็นรัฐบาล” อ๋อ ตรงนี้นี่เองความแค้นฝังหุ่น ก็เลยจับแพะชนแกะ ว่า “เพื่อจะเอาชนะทักษิณ ชินวัตร และพรรคแดง แล้วทั้ง กปปส.และพรรคส้ม ต่างใช้การเมืองแบบไม่เลือกวิธีการ
ก็ยังไม่เข้าในนักว่า ‘ไม่เลือกวิธีการ’ เป็นอย่างไร ดูจากวิธีการเขียนบทความนั้นเข้าข่ายเหมือนกัน ผู้เขียนชักแม้น้ำทั้งห้าเพื่อที่จะบอกว่า พรรคส้มมีดีลลับอะไรสักอย่างแอบส่งเสริมให้ระบอบสีน้ำเงินยึดครองประเทศ ทั้งๆ ที่เห็นๆ กันว่าพรรคนี้แหละ
ที่ต่อต้านระบอบสีน้ำเงินอย่างแข็งขัน มีพรรคประชาธิปัตย์ และบางพรรคเล็กแจม ขณะพรรคเพื่อไทยนิ่ง ก็เพราะร่วมรัฐบาลอยู่นั่นละ และอีกข้อที่นักปรัชญาชายขอบจวกพรรคส้มหนัก ว่าพวกเขายะโสโอหัง โดยอ้างคำกรีก hubris มาใช้ให้เป็นวาทะการเมือง
แม้นว่าเท่าที่เคยเห็นการใช้คำนี้ในการเมืองอเมริกัน อดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุสช์ เคยถูกพวกเดโมแครทโจมตีอยู่มาก แต่พอพ้นตำแหน่งเขากลับเปลี่ยนแปลงไป เวลานี้วางตัวสมเป็น ‘ประธานาธิบดี’ สนิทสนมกันดีกับ บารัค โอบามา
ย้อนกลับไปเรื่องพรรคส้ม ‘เย่อหยิ่งอวดดี’ ผู้เขียนในประชาไทยกเอา วิมล ไทรนิ่มนวล มาเป็น ‘พ่อแบบ’ เพราะนักเขียนขวาตกขอบคนนี้ก็โจมตีพรรคส้มว่า เอากะลามาครอบหัวตัวเอง ด้วย ตัณหา มานะ และทิฏฐิ เพราะความมุ่งมั่นแบบลุยเดี่ยว
หลังจากทั้ง ‘ไหม’ และ พิจารณ์ยอมรับความผิดพลาด นักปรัชญาฯ คนนี้คงมีวาระมาจัดการพรรคส้ม ฤๅจะเป็นบาดแผลฝังลึกในมโนจิต ทำนองเดียวกับกรณี ‘แก้วตา’ ผ่านมาหลายปีแล้วค่อยกำเริบ สอดคล้องในบรรยากาศของระบอบสีน้ำเงินพอดี
(https://prachatai.com/journal/2026/08/118338 และ https://www.facebook.com/nuling/posts/YDyUJopAV2)
