.jpg)
วิวัฒนาการถอยหลังของ กกต. – สัญญาณอันตรายประชาธิปไตยไทย
วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา
22 Feb 2026
101
ในโลกที่ประชาธิปไตยกำลังถดถอยอยู่นี้มีเหตุปัจจัยอยู่หลายอย่าง และเหตุหนึ่งที่กำลังเห็นได้ชัดในหลายประเทศช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็คือ ‘การเลือกตั้งที่ถูกลดทอนคุณค่าลง’
การทำลายคุณค่าของการเลือกตั้งเกิดขึ้นในหลายแบบ มีทั้งที่เกิดจากฝั่งไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง จึงกล่าวหาว่าการเลือกตั้งถูกโกงโดยไม่มีมูล เช่นในสหรัฐฯ ค.ศ. 2020 และบราซิล ค.ศ. 2022 ที่ลุกลามเป็นการจลาจล และก็มีทั้งที่เกิดจากผู้มีอำนาจรัฐเองที่ปรับแก้ระบบกลไกการเลือกตั้งให้เอื้อฝ่ายตัวเอง หรือกระทั่งทำให้กลายเป็นเพียงตรายางสร้างความชอบธรรม เช่นที่เพิ่งเกิดในการเลือกตั้งเมียนมาต้นปีที่ผ่านมา
อีกตัวละครที่ก็มีผลต่อการตัดลดความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง ก็คือองค์กรที่รับผิดชอบจัดการเลือกตั้งเสียเอง โดยในบางกรณีนั้นก็เป็นเพราะการแต่งตั้งคณะกรรมการเลือกตั้งที่ทำให้คนสงสัยว่าไม่เป็นกลางและไม่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐอย่างแท้จริง หรือไม่อย่างนั้นก็เกิดจากการทำงานที่พบข้อผิดพลาดหนักจนทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือ ซึ่งก็เคยมีตัวอย่างเกิดขึ้นเช่นในการเลือกตั้งไนจีเรีย
และอีกตัวอย่างที่อาจกำลังเป็นกรณีศึกษาที่ดี ก็คือการเลือกตั้ง 2569 ของไทยที่ผ่านมา!
ข้อผิดพลาดและข้อพิรุธของการเลือกตั้ง 2569 ของไทยที่ผ่านมานั้นแน่นอนว่าเยอะจนไม่อาจมาไล่เรียงได้หมด และทั้งหมดทั้งมวลก็นำไปสู่การตั้งทฤษฎีมากมายต่อ กกต. ของไทย บ้างมองว่าตั้งใจโกง บ้างมองว่าทำตามใบสั่งใคร บ้างมองว่าอาจจะแค่พลาดโดยไม่ตั้งใจ
ทฤษฎีไหนมีน้ำหนักสุด ยังต้องพิสูจน์กันต่อไปด้วยหลักฐานที่แข็งแรงกว่านี้ แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน ความจริงข้อหนึ่งที่หลีกหนีไม่ได้ก็คือว่า ความแปลกประหลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้นมานี้มีเหตุจาก ‘ความไร้ประสิทธิภาพ’ ของ กกต. แน่ๆ หนึ่งข้อ
ด้านหนึ่งอาจมีคนแย้งว่าข้อกล่าวหาต่อ กกต. เกิดขึ้นจากฝั่งพรรคและกองเชียร์พรรคที่แพ้การเลือกตั้งและพยายามจะล้มการเลือกตั้งที่ไม่ได้ผลดั่งใจ แต่กรณีของการเลือกตั้งไทยในครั้งนี้นั้นก็ต่างจากความพยายามล้มผลการเลือกตั้งในประเทศอย่างสหรัฐฯ หรือบราซิลที่ยกตัวอย่างไว้ก่อนหน้านี้ ตรงที่ว่าของไทยนั้นมีหลักฐานความผิดปกติที่เห็นประจักษ์อยู่ทนโท่เสียจนการไม่ถูกตั้งคำถามต่างหากที่เป็นเรื่องแปลก
และเมื่อมองว่า กกต. เอง ก็ใช่ว่าจะจัดการเลือกตั้งครั้งแรก ก็ยิ่งอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมองค์กรที่มีประสบการณ์จัดเลือกตั้งมาแล้วถึง 28 ปี ถึงได้มีประสิทธิภาพในการจัดเลือกตั้งที่ท้าทายทฤษฎีวิวัฒนาการขนาดนี้
และขณะที่โลกเราเกิดนวัตกรรมการเลือกตั้งมากมายที่ช่วยให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม และช่วยลดความผิดพลาด แต่เรากลับแทบไม่เห็นการหยิบนวัตกรรมเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ ทั้งที่ กกต. เองก็เคยใช้งบเดินทางไปดูงานมาแล้วหลายประเทศ
ในเมื่อการเลือกตั้งคือเครื่องสะท้อนเสียงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย แน่นอนว่าข้อผิดพลาดย่อมไม่ควรเกิดขึ้น แต่เมื่อมันเกิดขึ้น มาตรฐานที่พึงจะทำ ก็คือการแก้ไขอย่างรวดเร็วที่สุด และการให้คำชี้แจงที่ชัดเจนที่สุด ทว่าในการเลือกตั้งของไทยที่ผ่านมา เราก็ไม่ได้เห็น กกต. ทำสองสิ่งนี้ได้ดี
ต่อให้ความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะมาจากความผิดพลาดล้วน โดยอาจไม่มีการทุจริตก็ตาม แต่การที่ กกต. ไม่สามารถทำให้ประชาชนคลายความสงสัยคับข้องใจได้นั้น ก็เลี่ยงไม่ได้ที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของ กกต. ดิ่งลึกกว่าเดิม บวกกับพื้นฐานเดิมนั้น กกต. เองก็ถูกตั้งคำถามอยู่แล้วในเรื่องที่มาที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน
หนำซ้ำปัญหาที่เกิดขึ้นยังจะพาลส่งผลให้ความชอบธรรมของรัฐบาลชุดหน้าเป็นที่เคลือบแคลงไปด้วย ทั้งที่พรรคอันดับหนึ่งก็ชนะมาด้วยคะแนนค่อนข้างขาด
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความไม่เชื่อมั่นต่อ กกต. หรือรัฐบาล ก็ไม่น่ากลัวเท่ากับว่าประชาชนจะไม่เชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งไปด้วยหรือไม่
ในประเทศประชาธิปไตย การเลือกตั้งคือเครื่องมืออันทรงพลังที่สุดของประชาชนในการจะให้คุณหรือลงดาบสั่งสอนนักการเมือง และในบางประเทศ การเลือกตั้งอาจเป็น ‘ความหวังเดียว’ ของประชาชนเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในประเทศที่ยังขาดระบบกลไกอื่นๆ ที่ให้อำนาจประชาชนในการตรวจสอบถ่วงดุลผู้มีอำนาจมากพอ ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยระยะหลังก็อยู่ในกลุ่มประเทศนี้
บางคนอาจจะบอกว่าการเลือกตั้งของไทยไม่อาจถูกมองเป็นความหวังของประชาชนมาตั้งแต่การเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 และ 2566 แล้ว เพราะต่อให้เลือกมายังไง ก็ได้รัฐบาลไม่ตรงเจตจำนงของเสียงส่วนมากอยู่ดี แต่อย่างน้อยที่สุด การเลือกตั้งก็ยังทำงานในฐานะเครื่องส่งเสียงให้ผู้มีอำนาจรู้ว่าความต้องการจริงของประชาชนไทยส่วนใหญ่คืออะไร
สำหรับการเลือกตั้ง 2569 ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลของมันก็สะท้อนให้เห็นความต้องการบางอย่างของประชาชนเช่นกัน เพราะต่อให้มีการแก้ข้อผิดพลาดจนไปสู่การปรับเปลี่ยนคะแนน ผลก็คงไม่ได้พลิกผันจากนี้นัก แต่เมื่อความอ่อนประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ทำให้ผลที่ออกมาเป็นที่เคลือบแคลงเสียแล้ว คนไทยจำนวนมากอาจเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าการเลือกตั้งยังคงสะท้อนเสียงพวกเขาได้ถูกต้องจริงไหม
หากที่สุดแล้ว เราไม่ได้เห็นใครต้องรับผิดชอบจากความผิดปกติที่เห็นกันตำตาในการเลือกตั้งครั้งนี้ ความศักดิ์สิทธิ์ของการเลือกตั้งไทยอาจดิ่งฮวบลงทันที จนอาจไม่ต้องแปลกใจถ้าจำนวนผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งต่อไปๆ จะไม่มากอย่างที่คาดหวัง ในเมื่อ ‘ความหวังเดียว’ ในประเทศประชาธิปไตยกระท่อนกระแท่นแห่งนี้ อาจไม่ถูกมองเป็นความหวังได้อีกต่อไป
เมื่อคนในประเทศหมดศรัทธาต่อการเลือกตั้ง นั่นย่อมหมายถึงประชาธิปไตยที่กำลังก้าวถอยหลัง และสำหรับประเทศไทย ชนวนเหตุของมันอาจเกิดเพียงเพราะความไม่มืออาชีพของ กกต. ไม่ว่าจะโดยไม่ตั้งใจหรือตั้งใจ
https://www.the101.world/thai-election-commission-and-democratic-setback/
101
ในโลกที่ประชาธิปไตยกำลังถดถอยอยู่นี้มีเหตุปัจจัยอยู่หลายอย่าง และเหตุหนึ่งที่กำลังเห็นได้ชัดในหลายประเทศช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็คือ ‘การเลือกตั้งที่ถูกลดทอนคุณค่าลง’
การทำลายคุณค่าของการเลือกตั้งเกิดขึ้นในหลายแบบ มีทั้งที่เกิดจากฝั่งไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง จึงกล่าวหาว่าการเลือกตั้งถูกโกงโดยไม่มีมูล เช่นในสหรัฐฯ ค.ศ. 2020 และบราซิล ค.ศ. 2022 ที่ลุกลามเป็นการจลาจล และก็มีทั้งที่เกิดจากผู้มีอำนาจรัฐเองที่ปรับแก้ระบบกลไกการเลือกตั้งให้เอื้อฝ่ายตัวเอง หรือกระทั่งทำให้กลายเป็นเพียงตรายางสร้างความชอบธรรม เช่นที่เพิ่งเกิดในการเลือกตั้งเมียนมาต้นปีที่ผ่านมา
อีกตัวละครที่ก็มีผลต่อการตัดลดความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง ก็คือองค์กรที่รับผิดชอบจัดการเลือกตั้งเสียเอง โดยในบางกรณีนั้นก็เป็นเพราะการแต่งตั้งคณะกรรมการเลือกตั้งที่ทำให้คนสงสัยว่าไม่เป็นกลางและไม่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐอย่างแท้จริง หรือไม่อย่างนั้นก็เกิดจากการทำงานที่พบข้อผิดพลาดหนักจนทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือ ซึ่งก็เคยมีตัวอย่างเกิดขึ้นเช่นในการเลือกตั้งไนจีเรีย
และอีกตัวอย่างที่อาจกำลังเป็นกรณีศึกษาที่ดี ก็คือการเลือกตั้ง 2569 ของไทยที่ผ่านมา!
ข้อผิดพลาดและข้อพิรุธของการเลือกตั้ง 2569 ของไทยที่ผ่านมานั้นแน่นอนว่าเยอะจนไม่อาจมาไล่เรียงได้หมด และทั้งหมดทั้งมวลก็นำไปสู่การตั้งทฤษฎีมากมายต่อ กกต. ของไทย บ้างมองว่าตั้งใจโกง บ้างมองว่าทำตามใบสั่งใคร บ้างมองว่าอาจจะแค่พลาดโดยไม่ตั้งใจ
ทฤษฎีไหนมีน้ำหนักสุด ยังต้องพิสูจน์กันต่อไปด้วยหลักฐานที่แข็งแรงกว่านี้ แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน ความจริงข้อหนึ่งที่หลีกหนีไม่ได้ก็คือว่า ความแปลกประหลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้นมานี้มีเหตุจาก ‘ความไร้ประสิทธิภาพ’ ของ กกต. แน่ๆ หนึ่งข้อ
ด้านหนึ่งอาจมีคนแย้งว่าข้อกล่าวหาต่อ กกต. เกิดขึ้นจากฝั่งพรรคและกองเชียร์พรรคที่แพ้การเลือกตั้งและพยายามจะล้มการเลือกตั้งที่ไม่ได้ผลดั่งใจ แต่กรณีของการเลือกตั้งไทยในครั้งนี้นั้นก็ต่างจากความพยายามล้มผลการเลือกตั้งในประเทศอย่างสหรัฐฯ หรือบราซิลที่ยกตัวอย่างไว้ก่อนหน้านี้ ตรงที่ว่าของไทยนั้นมีหลักฐานความผิดปกติที่เห็นประจักษ์อยู่ทนโท่เสียจนการไม่ถูกตั้งคำถามต่างหากที่เป็นเรื่องแปลก
และเมื่อมองว่า กกต. เอง ก็ใช่ว่าจะจัดการเลือกตั้งครั้งแรก ก็ยิ่งอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมองค์กรที่มีประสบการณ์จัดเลือกตั้งมาแล้วถึง 28 ปี ถึงได้มีประสิทธิภาพในการจัดเลือกตั้งที่ท้าทายทฤษฎีวิวัฒนาการขนาดนี้
และขณะที่โลกเราเกิดนวัตกรรมการเลือกตั้งมากมายที่ช่วยให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม และช่วยลดความผิดพลาด แต่เรากลับแทบไม่เห็นการหยิบนวัตกรรมเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ ทั้งที่ กกต. เองก็เคยใช้งบเดินทางไปดูงานมาแล้วหลายประเทศ
ในเมื่อการเลือกตั้งคือเครื่องสะท้อนเสียงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย แน่นอนว่าข้อผิดพลาดย่อมไม่ควรเกิดขึ้น แต่เมื่อมันเกิดขึ้น มาตรฐานที่พึงจะทำ ก็คือการแก้ไขอย่างรวดเร็วที่สุด และการให้คำชี้แจงที่ชัดเจนที่สุด ทว่าในการเลือกตั้งของไทยที่ผ่านมา เราก็ไม่ได้เห็น กกต. ทำสองสิ่งนี้ได้ดี
ต่อให้ความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะมาจากความผิดพลาดล้วน โดยอาจไม่มีการทุจริตก็ตาม แต่การที่ กกต. ไม่สามารถทำให้ประชาชนคลายความสงสัยคับข้องใจได้นั้น ก็เลี่ยงไม่ได้ที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของ กกต. ดิ่งลึกกว่าเดิม บวกกับพื้นฐานเดิมนั้น กกต. เองก็ถูกตั้งคำถามอยู่แล้วในเรื่องที่มาที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน
หนำซ้ำปัญหาที่เกิดขึ้นยังจะพาลส่งผลให้ความชอบธรรมของรัฐบาลชุดหน้าเป็นที่เคลือบแคลงไปด้วย ทั้งที่พรรคอันดับหนึ่งก็ชนะมาด้วยคะแนนค่อนข้างขาด
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความไม่เชื่อมั่นต่อ กกต. หรือรัฐบาล ก็ไม่น่ากลัวเท่ากับว่าประชาชนจะไม่เชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งไปด้วยหรือไม่
ในประเทศประชาธิปไตย การเลือกตั้งคือเครื่องมืออันทรงพลังที่สุดของประชาชนในการจะให้คุณหรือลงดาบสั่งสอนนักการเมือง และในบางประเทศ การเลือกตั้งอาจเป็น ‘ความหวังเดียว’ ของประชาชนเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในประเทศที่ยังขาดระบบกลไกอื่นๆ ที่ให้อำนาจประชาชนในการตรวจสอบถ่วงดุลผู้มีอำนาจมากพอ ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยระยะหลังก็อยู่ในกลุ่มประเทศนี้
บางคนอาจจะบอกว่าการเลือกตั้งของไทยไม่อาจถูกมองเป็นความหวังของประชาชนมาตั้งแต่การเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 และ 2566 แล้ว เพราะต่อให้เลือกมายังไง ก็ได้รัฐบาลไม่ตรงเจตจำนงของเสียงส่วนมากอยู่ดี แต่อย่างน้อยที่สุด การเลือกตั้งก็ยังทำงานในฐานะเครื่องส่งเสียงให้ผู้มีอำนาจรู้ว่าความต้องการจริงของประชาชนไทยส่วนใหญ่คืออะไร
สำหรับการเลือกตั้ง 2569 ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลของมันก็สะท้อนให้เห็นความต้องการบางอย่างของประชาชนเช่นกัน เพราะต่อให้มีการแก้ข้อผิดพลาดจนไปสู่การปรับเปลี่ยนคะแนน ผลก็คงไม่ได้พลิกผันจากนี้นัก แต่เมื่อความอ่อนประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ทำให้ผลที่ออกมาเป็นที่เคลือบแคลงเสียแล้ว คนไทยจำนวนมากอาจเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าการเลือกตั้งยังคงสะท้อนเสียงพวกเขาได้ถูกต้องจริงไหม
หากที่สุดแล้ว เราไม่ได้เห็นใครต้องรับผิดชอบจากความผิดปกติที่เห็นกันตำตาในการเลือกตั้งครั้งนี้ ความศักดิ์สิทธิ์ของการเลือกตั้งไทยอาจดิ่งฮวบลงทันที จนอาจไม่ต้องแปลกใจถ้าจำนวนผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งต่อไปๆ จะไม่มากอย่างที่คาดหวัง ในเมื่อ ‘ความหวังเดียว’ ในประเทศประชาธิปไตยกระท่อนกระแท่นแห่งนี้ อาจไม่ถูกมองเป็นความหวังได้อีกต่อไป
เมื่อคนในประเทศหมดศรัทธาต่อการเลือกตั้ง นั่นย่อมหมายถึงประชาธิปไตยที่กำลังก้าวถอยหลัง และสำหรับประเทศไทย ชนวนเหตุของมันอาจเกิดเพียงเพราะความไม่มืออาชีพของ กกต. ไม่ว่าจะโดยไม่ตั้งใจหรือตั้งใจ
https://www.the101.world/thai-election-commission-and-democratic-setback/

.jpeg)




.jpeg)

.jpg)

.jpg)
