30 กันยายน 2549: ‘ลุงนวมทอง’ ขับรถแท็กซี่ชนรถถัง
— The Momentum (@themomentumco) September 30, 2026
วันที่ 30 กันยายน 2569 ครบรอบ 20 ปีเหตุการณ์ที่ นวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่วัย 60 ปี อดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ขับรถแท็กซี่ยี่ห้อ Toyota สีม่วง พุ่งชนรถถังรุ่น M41 ซึ่งจอดอยู่ข้างสวนอัมพร บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า… pic.twitter.com/mlFHMOBvvv
https://x.com/themomentumco/status/2105103352233386118
.....
The Momentum
@themomentumco
·19h
30 กันยายน 2549: ‘ลุงนวมทอง’ ขับรถแท็กซี่ชนรถถัง
วันที่ 30 กันยายน 2569 ครบรอบ 20 ปีเหตุการณ์ที่ นวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่วัย 60 ปี อดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ขับรถแท็กซี่ยี่ห้อ Toyota สีม่วง พุ่งชนรถถังรุ่น M41 ซึ่งจอดอยู่ข้างสวนอัมพร บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อประท้วงการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ที่ฝากระโปรงท้ายรถแท็กซี่เขียนว่า ‘พลีชีพ’ ส่วนด้านข้างประตูเขียนว่า ‘พวกทำลายประเทศ’ การพุ่งชนทำให้ด้านหน้ารถพังยับเยิน ขณะที่นวมทองได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งซี่โครงซ้ายหัก คางและปากแตก และตาซ้ายบวม ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 11 วันหลังการรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งมี พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ นำกำลังทหารพร้อมรถถังเข้ายึดอำนาจรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ขณะที่นายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
คปค.กล่าวอ้างเหตุผลในการยึดอำนาจว่า รัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชันเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง ใช้อำนาจแทรกแซงองค์กรอิสระ รวมถึงกล่าวหาว่า พฤติการณ์ของรัฐบาลและกลุ่มผู้สนับสนุนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ภายหลังการรัฐประหาร ปรากฏภาพประชาชนจำนวนหนึ่งนำดอกไม้มอบให้ทหารที่ประจำตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ บ้างนำไปเสียบไว้ที่ปากกระบอกปืนของรถถัง บ้างถ่ายภาพร่วมกับทหาร บรรยากาศดังกล่าวปรากฏในรายงานของสื่อต่างชาติอย่างนิตยสาร TIME ซึ่งพาดหัวบทความว่า ‘A Festive Coup in Thailand’ หรือการรัฐประหารในไทยที่มีบรรยากาศราวกับงานรื่นเริง
แต่ภาพเหล่านั้นไม่ได้หมายความว่า ประชาชนทุกคนยอมรับการยึดอำนาจ นวมทองเป็นหนึ่งในผู้ที่แสดงจุดยืนคัดค้าน โดยให้เหตุผลที่ขับแท็กซี่ชนรถถังว่า “ทำไปเพื่อความถูกต้องและรู้สึกว่า อยู่ดีๆ ทหารจะนำรถถังออกมาวิ่งแบบนี้ไม่ได้ และการที่ประชาชนนำดอกไม้ไปให้นั้นเป็นเรื่องไร้สาระ”
ในเวลาต่อมา พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า คงไม่มีคนไทยคนใดมีอุดมการณ์สูงถึงขนาดต้องทำร้ายตัวเอง หรือทำลายชีวิตเพื่อประชดหรือเรียกร้องต่อต้านการรัฐประหาร คำกล่าวดังกล่าวกลายเป็นสิ่งที่นวมทองกล่าวถึงในจดหมายก่อนเสียชีวิต
วันที่ 6 ตุลาคม 2549 นวมทองให้สัมภาษณ์กับ จอม เพชรประดับ ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ยืนยันจุดยืนต่อต้านการรัฐประหาร และอธิบายความรู้สึกที่ทำให้เขาตัดสินใจประท้วง
“บ้านเมืองมันไปถึงไหนกันแล้ว มันไม่ควรมีการปฏิวัติเกิดขึ้น ระหว่างขับรถแท็กซี่ ผู้โดยสาร 10 กว่าราย ไม่มีใครชอบทั้งนั้น ต่อต้านทั้งนั้น ในใจก็คิดว่า ลุงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อต่อต้าน ยิ่งคุณไปปิดข่าวชาวบ้านว่ามีแต่คนสนับสนุน เอามาถ่ายเป็นแบ็กกราวนด์อะไร มันไร้สาระสิ้นดี”
ต่อมาในคืนวันที่ 31 ตุลาคม 2549 นวมทองเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายบริเวณสะพานลอยใกล้สำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถนนวิภาวดีรังสิต โดยทิ้งจดหมายอธิบายจุดยืนต่อต้านรัฐประหาร ยืนยันว่าไม่มีใครว่าจ้าง และกล่าวถึงความต้องการลบคำสบประมาทของรองโฆษก คปค.
ข้อความช่วงท้ายของจดหมายระบุว่า “สุดท้ายขอให้ลูกๆ และภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อ ไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก”
หลังการเสียชีวิต ชื่อของนวมทองกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำในการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร มีการจัดกิจกรรมรำลึกถึงเขาในวันที่ 31 ตุลาคมของหลายปีต่อมา ขณะที่สำหรับครอบครัว การจากไปของเขายังคงเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจทดแทน
ในบืสัมภาษณ์กับ The People เมื่อปี 2564 บุญชู ไพรวัลย์ ภรรยาของนวมทอง เล่าว่า แม้เวลาผ่านไป 15 ปี เธอยังทำใจไม่ได้และยังคิดถึงสามี โดยบางครั้งคิดว่าเขาเพียงเดินทางไปต่างจังหวัดและจะกลับมาหา เธอยังเล่าถึงชีวิตคู่ที่นวมทองคอยดูแล ถามไถ่ความเป็นอยู่ และพาครอบครัวไปเที่ยวเมื่อมีโอกาส
เมื่อย้อนมองเหตุการณ์ในวาระครบ 20 ปี ภาพแท็กซี่ของนวมทองจึงมีความหมายมากกว่าการประท้วงของคนขับรถคนหนึ่ง เพราะเป็นหลักฐานว่า ท่ามกลางภาพดอกไม้และรอยยิ้มที่มอบให้ทหาร ยังมีประชาชนที่ไม่ยอมรับการยึดอำนาจ และเสียงเหล่านั้นไม่ควรถูกลบออกจากเรื่องเล่าของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549