จะเป็นเพราะอาการเหลิง หรือจงใจบิดเบือนเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง ทำให้ อนุทิน ชาญวีรกูล พูดพล่าม ว่าที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยสามารถจัดการแก้วิกฤตต่างๆ “ผ่านไปได้ด้วยดี” ทั้งเรื่องโควิด และภัยพิบัติ
แต่มันตรงข้ามความเป็นจริงทั้งสองกรณี เรื่องโควิดนั่นน่าจะสงบเสงี่ยมเจียมตัวที่สุดแล้ว เมื่อ “ไข้หวัดกระจอก” ของอนุทิน รมว.สาธารณสุขในครั้งเป็นวิกฤตมหันต์ ไม่สามารถจัดหาวัคซีนคุณภาพมาระงับการระบาดได้ เพราะจะรอวัคซีนไทยพระราชทาน
โครงสร้างพื้นฐานของไทยหลายอย่างต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อการรื้อฟื้น เนื่องจากอิทธิฤทธิ์ของไวรัสตัวนั้น พอๆ กับความกระจอกของ รมว.สาสุข ยิ่งเรื่องภัยพิบัติก็หนักหนาไม่แพ้กันแม้จะระยะสั้นกว่า โดยเฉพาะน้ำท่วมหาดใหญ่ เลวร้ายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
คราวนี้เจอวิกฤตพลังงานที่อ้างว่าเกิดจากสถานการณ์โลก สงครามทรั้มพ์ถล่มอิหร่านแล้วจมปลักน้ำมัน กลายเป็นแรงกระทบถีบกลับประธานาธิบดี เสียงวิพากษ์หนักหน่วงว่าสงสัยนายคนนี้จะอยู่ไม่นาน อาจโดน impeach เป็นครั้งที่สาม
ในไทยเสียงก่นด่านายกฯ หนูก็ไม่เบานักหรอกกับสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊ม และน้ำแพงต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ พลอดฉุดกระชากให้สินค้าอุปโภคบริโภคเรียงแถวขึ้นราคาตาม อารมณ์ร่วมของประชาชนยิ่งบูดเข้าไปใหญ่
ดูจากสวนดุสิตโพลวานนี้ สำรวจว่าอารมณ์ชาวบ้านเป็นอย่างไร ขณะบ้านเมืองย่างเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ในอีกอาทิตย์ข้างหน้า ในฤดูกาลรื่นเริงเถลิงศกดังที่เป็นมาชั่วนาตาปี กลับพบว่าผู้ตอบคำถามโพลกว่าครึ่งเผยว่าคงจะต้องงดการเฉลิมฉลองแล้วละ
เนื่องเพราะ ‘ของแพง’ เพิ่มขึ้นทุกวัน หมดอาลัยตายอยากกัน “จนเริ่มรับไม่ไหว” ถึง ๖๑.๓๒% กับผู้คนราว ๕๕.๖๖% บอกว่าที่ตัดสินใจจะไม่ฉลองสงกรานต์ก็เพราะราคาน้ำมันแพง ไม่เท่านั้น จำนวน ๗๕.๙๔ % เรียกร้อง “ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ
ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างจริงจัง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์” ซึ่งเตรียมการกันว่าจะ “นำเงินออมออกมาใช้จ่าย” ช่วงนักขัตฤกษ์นี้ คำนวณตัวเลขที่จะต้องแคะกระปุกเอาเงินออกมาฉลองสงกรานต์ เฉลี่ยหัวละ ๘,๙๓๕.๗๔ บาท
นี่ “ไม่ใช่เพียง ‘ของแพงช่วงเทศกาล’ เท่านั้น แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐในการรักษาสมดุลด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะต่อไป” ด้วย โพลเขาว่าอย่างนั้น
(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/02jxHJ5bVQ)
