
บีบีซีไทย - BBC Thai
8 hours ago
·
"ดิฉันก็เอาข้อมูลมาเปิดให้ประชาชนดูเฉย ๆ และคิดกันเองว่าฟังทั้งหมดนี้แล้ว ท่านคิดถึงอะไรกัน ดิฉันคิดออกอยู่คำหนึ่งคือคำว่า 'รวย… รวยไม่ไหวแล้ว' ท่านประธานคะ โบราณเขาว่าวาสนาแข่งกันได้ แต่แข่งโครงการภาครัฐกับพรรคภูมิใจไทย ท่านอย่าแข่งเลย" น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าว
.
อ่านต่อที่ https://bbc.in/3QuszII
.....
ฝ่ายค้านเปิดข้อมูลเครือญาติ ครม. "อนุทิน 2" ได้โครงการรัฐอื้อ กล่าวหา "สีน้ำเงิน" คุมทุกกลไก ทำดัชนีคอร์รัปชันไทยตกต่ำ

เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว
บีบีซีไทย
การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่ออภิปรายนโยบายรัฐบาล "อนุทิน 2" ดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่วันที่สอง หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาไปแล้ววานนี้
ประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาอภิปรายในวันนี้ (10 เม.ย.) มีหลากหลายตั้งแต่ปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม ยาเสพติด ไปจนถึงวิกฤตจากสงครามอิหร่าน โดยหนึ่งในนั้นคือปัญหามลพิษข้ามแดนและฝุ่น PM 2.5 ที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนในภาคเหนือ ปัญหาที่ดินทับซ้อน รวมถึงกรณีที่รัฐมนตรีบางคนในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถูกกล่าวหา
สส. พรรคประชาชน เชียงใหม่ ระบุประเทศเผชิญ "ภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น"
·
"ดิฉันก็เอาข้อมูลมาเปิดให้ประชาชนดูเฉย ๆ และคิดกันเองว่าฟังทั้งหมดนี้แล้ว ท่านคิดถึงอะไรกัน ดิฉันคิดออกอยู่คำหนึ่งคือคำว่า 'รวย… รวยไม่ไหวแล้ว' ท่านประธานคะ โบราณเขาว่าวาสนาแข่งกันได้ แต่แข่งโครงการภาครัฐกับพรรคภูมิใจไทย ท่านอย่าแข่งเลย" น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าว
.
อ่านต่อที่ https://bbc.in/3QuszII
.....
ฝ่ายค้านเปิดข้อมูลเครือญาติ ครม. "อนุทิน 2" ได้โครงการรัฐอื้อ กล่าวหา "สีน้ำเงิน" คุมทุกกลไก ทำดัชนีคอร์รัปชันไทยตกต่ำ

เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว
บีบีซีไทย
การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่ออภิปรายนโยบายรัฐบาล "อนุทิน 2" ดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่วันที่สอง หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาไปแล้ววานนี้
ประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาอภิปรายในวันนี้ (10 เม.ย.) มีหลากหลายตั้งแต่ปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม ยาเสพติด ไปจนถึงวิกฤตจากสงครามอิหร่าน โดยหนึ่งในนั้นคือปัญหามลพิษข้ามแดนและฝุ่น PM 2.5 ที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนในภาคเหนือ ปัญหาที่ดินทับซ้อน รวมถึงกรณีที่รัฐมนตรีบางคนในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถูกกล่าวหา
สส. พรรคประชาชน เชียงใหม่ ระบุประเทศเผชิญ "ภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น"
นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวว่าประเทศกำลังเผชิญกับภัย 4 ด้าน คือด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ภัยความมั่นคง และ "ภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น"
นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่าในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลระบุว่าประเทศกำลังเผชิญกับภัย 4 ด้าน คือด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และภัยความมั่นคง "แต่สิ่งที่ขาดคือ ภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น"
เขากล่าวต่อว่ารัฐบาลนายอนุทินทั้งชุดก่อนหน้าและชุดนี้ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 และมลพิษข้ามแดนทั้งทางน้ำและอากาศ ซึ่งน่าผิดหวังอย่างมากที่ในคำแถลงนโยบายก็ไม่มีการกล่าวถึงปัญหาดังกล่าวเลย ทั้งที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในภาคเหนืออย่างมาก
นายภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่าย้อนกลับไปในการแถลงนโยบายรัฐบาล "อนุทิน 1" เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว เขาพูดอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลต้องรับมือเตรียมการปัญหามลพิษอย่างไรบ้าง แต่สุดท้ายแล้วรัฐบาลก็ยังละเลยและยังคงแต่งตั้งให้นายสุชาติ ชมกลิ่น นั่งเก้าอี้ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ต่อ
"ผลลัพธ์วันนี้เป็นอย่างไร รัฐบาลอนุทินละเลยกับปัญหานี้จนทำให้รัฐบาลอนุทินชุดนั้นกลายเป็นมลพิษไปเสียเอง แล้ววันนี้คุณอนุทินก็ยังหยิบมลพิษก้อนนั้นมาควบคุมมลพิษดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อ คน ๆ นั้นคือ คุณสุชาติ ชมกลิ่น" นายภัทรพงษ์ กล่าว
นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่าในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลระบุว่าประเทศกำลังเผชิญกับภัย 4 ด้าน คือด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และภัยความมั่นคง "แต่สิ่งที่ขาดคือ ภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น"
เขากล่าวต่อว่ารัฐบาลนายอนุทินทั้งชุดก่อนหน้าและชุดนี้ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 และมลพิษข้ามแดนทั้งทางน้ำและอากาศ ซึ่งน่าผิดหวังอย่างมากที่ในคำแถลงนโยบายก็ไม่มีการกล่าวถึงปัญหาดังกล่าวเลย ทั้งที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในภาคเหนืออย่างมาก
นายภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่าย้อนกลับไปในการแถลงนโยบายรัฐบาล "อนุทิน 1" เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว เขาพูดอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลต้องรับมือเตรียมการปัญหามลพิษอย่างไรบ้าง แต่สุดท้ายแล้วรัฐบาลก็ยังละเลยและยังคงแต่งตั้งให้นายสุชาติ ชมกลิ่น นั่งเก้าอี้ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ต่อ
"ผลลัพธ์วันนี้เป็นอย่างไร รัฐบาลอนุทินละเลยกับปัญหานี้จนทำให้รัฐบาลอนุทินชุดนั้นกลายเป็นมลพิษไปเสียเอง แล้ววันนี้คุณอนุทินก็ยังหยิบมลพิษก้อนนั้นมาควบคุมมลพิษดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อ คน ๆ นั้นคือ คุณสุชาติ ชมกลิ่น" นายภัทรพงษ์ กล่าว

ไฟป่าคือหนึ่งในสาเหตุฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือ ขณะที่ค่าตอบแทนของผู้ทำงานดับไฟป่ากลับน้อยไม่คุ้มค่าความเสี่ยง
สส.เชียงใหม่ ปชน. ผู้นี้กล่าวหาว่านายสุชาติไม่จัดหางบกลางให้ท้องถิ่นรับมือกับปัญหาไฟป่า ประกาศเขตควบคุมมลพิษเพียงแค่ 4 จังหวัดภาคเหนือ ทั้งที่ควรประกาศทั้งหมด 9 จังหวัด เพื่อให้จังหวัดสามารถนำเสนอแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว เพื่อเบิกงบจากรัฐบาลมารับมือกับปัญหาไฟป่าได้ และเมื่อเกิดปัญหาจังหวัดภาคเหนือจมฝุ่นพิษ PM 2.5 ก็ประกาศให้เพียง จ.เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย แม่ฮ่องสอน เป็นเขตภัยพิบัติเท่านั้น
เขากล่าวต่อว่า นอกจากประกาศเขตภัยพิบัติไม่ครอบคลุมทั้ง 9 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ อย่าง จ.เชียงใหม่ ที่ประกาศเขตภัยพิบัติแล้ว ประชุมท้องถิ่นเพื่อของบไปแล้วเมื่อเดือน พ.ย. 2568 ก่อนยุบสภา ก็ไม่ได้เงินมาทำงาน "ทำให้การประกาศเขตควบคุมมลพิษไม่ต่างจากกระดาษเอสี่แผ่นเดียว"
"สรุปคือเป็นเพราะคุณสุชาติทำงานไม่เป็น ทำให้หน่วยงานไม่มีงบประมาณ และทำให้ประชาชนดูดฝุ่นพิษกันหนัก" นายภัทรพงษ์อภิปรายและกล่าวต่อว่ากระทรวง ทส. ที่อยู่ภายใต้การดูแลของนายสุชาติยังออกข่าวว่าค่าฝุ่น PM 2.5 ปีนี้ดีกว่าปีที่แล้ว 45% ซึ่งขัดแย้งกับสภาพปัญหาที่แท้จริง
"เมื่อคืนคุณศุภจี (ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์) ออกมาพูดเรื่องฝุ่นพีเอ็ม 2.5 โดยบอกว่า ไม่ได้คาดหวังให้ภาคเหนือมีคนมาเที่ยว 365 วัน หน้าฝนก็ไปเที่ยวอีกที่หนึ่ง หน้าหนาวก็ออกเที่ยวอีกที่หนึ่ง หน้าร้อนต้องออกไปเที่ยวอีกที่หนึ่ง แต่ปัญหานี้มันไม่ได้กระทบแค่การท่องเที่ยว มันกระทบกับพวกเราคนเหนือที่อาศัยอยู่ที่นั่น แล้วพวกเราไม่ได้มีเงินรวยเหมือนพวกท่านที่สามารถย้ายบ้านย้ายที่ทำงาน ย้ายครอบครัวหนีฝุ่น" นายภัทรพงษ์กล่าว
เขายังอภิปรายถึงค่าตอบแทนอาสาสมัครดับไฟป่าที่ได้รับเพียง 240 บาท/วัน/คน ทั้งที่งานมีความเสี่ยงถึงชีวิต แต่กลับไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมทั้งที่พยายามพูดถึงปัญหานี้มา 3 รัฐบาลแล้ว
"เวลาซื้อเสียงยังต้องจ่ายกัน 500 - 1,000 - 2,000 บาทต่อคน จ้างคนไปกากบาทเพื่อได้อำนาจเพิ่ม ต่ำ ๆ แบบนี้ยังทำกันได้ แล้วทำไมจ้างคนที่เสี่ยงชีวิตไปดับไฟป่าได้แค่ 240 บาท" นายภัทรพงษ์ตั้งคำถาม
นอกจากนี้ เขายังตั้งคำถามกับกลไกการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานแร่และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพช่วยให้มั่นใจได้ว่าไทยไม่ได้ปล่อยให้ผู้ก่อมลพิษในไทยนำเข้าวัตถุดิบที่เป็นต้นเหตุมลพิษข้ามแดน
นายภัทรพงษ์บอกว่าการปล่อยให้ผู้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สามารถรับรองตนเองผ่านกลไกที่บริษัทออกแบบเองว่าข้าวโพดที่นำข้ามแดนมานั้นไม่ได้มาจากแปลงที่ผ่านการเผา ไม่ต่างอะไรจาก "การเอื้อนายทุน"
"กระทรวงพาณิชย์ยังมีหน้ามาอ้างว่าตรงนี้เป็นแค่ระยะเปลี่ยนผ่านให้ผู้นำเข้ารับรองก่อน แต่พอมี พ.ร.บ.อากาศสะอาด เราค่อยเข้มงวดขึ้น พูดเหมือนทำนายอนาคตได้ เพราะเหมือนว่ารัฐบาลก็จะไม่เอาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ มันต้องเอื้อนายทุนขนาดไหน" สส.เชียงใหม่ ปชน. กล่าว และบอกว่าในวันนี้นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกฯ ที่ดูแลงานด้านนี้ต้องเลิกหลบเลี่ยงคำถามว่าจะเดินหน้าร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างไรต่อ ระหว่างหยิบมาพิจารณาภายในกรอบ 60 วัน หรือปล่อยให้ร่างกฎหมายนี้ตกไป
การที่นายสุชาติ ชมกลิ่น ยังได้รับความไว้วางใจจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้นั่งเก้าอี้ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ถูกวิจารณ์จากนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ว่าสะท้อนถึงการละเลยปัญหามลพิษข้ามแดน
ด้าน น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จาก จ.เชียงราย บอกว่าคำแถลงนโยบายของรัฐบาลยังขาดนโยบายเกี่ยวกับปัญหามลพิษข้ามแดนทั้งในน้ำและอากาศ ทั้งที่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้เธอจึงเห็นว่ารัฐบาลควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาเป็น "วาระแห่งชาติ"
สว.มณีรัฐ เสนอว่ารัฐบาลควรผลักดันงานด้านการทูตระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาจากต้นเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบังคับใช้ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิ่งแวดล้อม เป็นเครื่องมือในการกดดันและติดตาม พร้อมกับทำแผนระดับชาติภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจน และรัฐควรมีระบบติดตามข้ามพรมแดนและยกระดับธรรมาภิบาลข้อมูล เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพื่อให้ภาคประชาชนในการประเมินผลและติดตามได้อย่างเรียลไทม์
น.ส.มณีรัฐยังสนับสนุนให้คณะรัฐมนตรีนำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาอีกครั้งภายใน 60 วัน หรือภายในวันที่ 13 พ.ค. นี้ เพื่อเป็นการกำกับมลพิษจากต้นทาง และคืนสิทธิขั้นพื้นฐานในอากาศสะอาดให้กับประชาชน
ฝ่ายค้านกระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้ไขเรื่องที่ดินทับซ้อน
ด้านนายวัชรพงษ์ ศิริรักษ์ สส.ระยอง พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายเกี่ยวกับปัญหาที่ดินทับซ้อนระหว่างที่ดินของรัฐกับประชาชน ซึ่งเขาพบว่าประชาชนในเขต 5 จ.ระยอง ของเขาเผชิญกับปัญหากระบวนการพิสูจน์สิทธิที่ดินล่าช้า กระทบต่อการได้รับบริการด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา
ทว่าเมื่อดูนโยบายที่รัฐบาลแถลงกับมีนโยบายเรื่องแก้ไขปัญหาที่ดินเพียง 4 บรรทัด นายวัชรพงษ์จึงตั้งคำถามว่าการจัดสรรที่ดินที่รัฐบาลกล่าวถึงมีความชัดเจนในการดำเนินการอย่างไร เนื่องจากรัฐบาลหลายชุดก็ระบุไว้ "ลอย ๆ" เช่นนี้ ทำให้ประชาชนอยู่ในปัญหานี้มาหลายสิบปี
เขาเสนอว่ารัฐบาลควรมีมติ ครม. ออกมาผ่อนผันให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงไฟฟ้า-ประปาได้โดยไม่เสียสิทธิการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดิน เร่งรัดพิสูจน์สิทธิ ออกโฉนด ด้วยการลดกระบวนการขั้นตอน โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย
"ท่านประธานครับ ปีหนึ่ง ๆ เราพิสูจน์สิทธิได้เพียง 700 รายเท่านั้น ปัจจุบันมีผู้ยื่นขอพิสูจน์สิทธิ 3 แสนราย คิดคร่าว ๆ คือ 400 ปี" นายวัชรพงษ์ กล่าว "ถ้าผมไปยื่นขอพิสูจน์สิทธิตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรกู้ชาติ ป่านนี้ยังไม่ถึงคิวผมเลย"
ขณะที่นายการุณย์ คูเจริญชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคกล้าธรรม (กธ.) บอกว่าพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ใน อ.ฝาง แม่อาย และไชยปราการ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่าไม้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ และขณะนี้ภาครัฐมีนโยบายปรับปรุงแนวเขตที่ดินวันแมป (One Map) ที่กำลังดำเนินการอยู่ ดังนั้นรัฐบาลต้องทำให้แน่ใจได้ว่ามาตรการดังกล่าวจะดำเนินการอย่างเป็นธรรมต่อประชาชนที่อยู่ในป่ามาก่อนการบังคับใช้กฎหมาย
"ท่านต้องมีความเป็นธรรม ไม่ใช่เอากฎหมายมาไล่คนออกจากบ้านที่เขาอยู่มาเป็นร้อยปี รัฐบาลต้องรับรองสิทธิที่ดินทำกินให้พวกเขาได้ลืมตาอ้าปาก ไม่ใช่ทำกินไป หวาดระแวงคุกตารางไป" นายการุณย์ กล่าว
สส.พรรคกล้าธรรมผู้นี้ยังกล่าวต่อว่าหากรัฐบาลปลดล็อกพันธนาการเรื่องสิทธิในที่ดิน รวมถึงสถานะบุคคลให้กับประชาชนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ได้ จะถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะทั้งหมดนี้เป็นไปเบิกทางไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น การปลูกไร่กาแฟ โกโก้ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทำให้รัฐได้แรงงานฝีมือดี และฐานภาษีที่เพิ่มขึ้น
"ท่านจะได้หัวใจของพี่น้องชาวเขา ที่พร้อมจะปกป้องชายแดนยิ่งกว่าชีวิต" นายการุณย์ กล่าว
ชวน "ไม่เชื่อ" รัฐบาลยึดมั่นประชาธิปไตย แต่งเสื้อสีไม่ช่วย
นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ และประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร่วมอภิปรายนโยบายของรัฐบาล โดยพูดถึงหลัก 3 ประการที่รัฐบาลระบุว่าจะยึดถือ ก่อนให้ความเห็นส่วนตัวเอาไว้ ดังนี้
"วันก่อนหัวหน้าพรรคเพื่อไทยมาแนะนำตัวและยกมือไหว้ผม บอกว่าคุณพ่อฝากความระลึกถึงด้วย พ่อหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเป็นอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม สมัยนายสุทัศน์ เงินหมื่น เป็น รมว.ยุติธรรม นายสุทัศน์มาถามผมว่า อันนี้เป็นชาติตระกูลทักษิณจะว่ายังไง ผมบอกถ้าเขาเป็นคนเหมาะสม อย่าไปสนใจการเมือง พ่อหัวหน้าพรรค พท. เลยได้เป็นปลัด นี่คือการตั้งจะยึดประโยชน์การเมือง หรือความถูกต้องชอบธรรม" นายชวนกล่าว
ในระหว่างอภิปราย นายชวนยังกล่าวถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใน 2 เหตุการณ์
ในพิธีเปิดประชุมรัฐสภา เมื่อ 14 มี.ค. ซึ่งมีเนื้อความตอนหนึ่งว่า "...ขอให้ท่านทั้งหลายผู้จะปฏิบัติหน้าที่นิติบัญญัติแทนประชาชนทั้งประเทศ ยึดถือความถูกต้องและประโยชน์สุขของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด..."
ในวาระที่ ครม. เข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อ 6 เม.ย. ซึ่งมีเนื้อความตอนหนึ่งว่า "...การทำหน้าที่ของท่านนั้นมีผลหลายอย่าง อย่างหนึ่งคือผลต่อประชาชน ซึ่งควรจะต้องได้รับความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างหนึ่งคือผลประโยชน์ต่อประชาธิปไตย ซึ่งควรจะต้องงอกงามไพบูลย์ในวิถีทางที่ถูกต้อง..."
นายชวนกล่าวว่า สังเกตดูว่าคำว่า "ความถูกต้อง" ในพระราชดำรัสทั้งสองโอกาสนี้ "ขอเน้นว่ายึดความถูกต้อง มันต้องมีอะไรบางอย่างในประเทศที่ไม่ถูกต้องถึงได้รับสั่งเช่นนี้"
รักชนกเสนอ "ยา 2 ขนาน" ให้นายกฯ ทำสงครามกับคอร์รัปชัน
น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) บอกว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยหรือ "รัฐบาลสีน้ำเงิน" ได้รับการยกย่องว่าเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจสูงสุด เพราะว่าสามารถควบคุมเสียงได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก รวมถึง "ท่านยังมีอำนาจที่ผู้คนเชื่อว่าโน้มน้าวจิตใจองค์กรอิสระให้ตัดสินไปในแนวทางใดที่ท่านต้องการได้"
"เรียกว่ากลไกในประเทศนี้ แผ่นดินนี้เป็นของท่าน" เธอกล่าว และตั้งคำถามว่าการขึ้นมามีอำนาจล้นฟ้าล้นแผ่นดินของพรรคเช่นนี้หรือไม่ที่ทำให้ดัชนีการรับรู้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน (CPI) ของไทยปีนี้อยู่ในอันดับ 116 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ซึ่งถือว่าเป็นอันดับที่ตกต่ำมากที่สุดในรอบ 20 ปี ทำให้ไทยรั้งท้ายอาเซียนและโลก
น.ส.รักชนก กล่าวต่อไปว่านายกฯ อนุทินประกาศทำสงครามกับการคอร์รัปชัน แต่จะทำให้ผู้คนเชื่อได้อย่างไรว่านายกฯ จะต่อต้านคอร์รัปชัน หากคนรอบตัวของนายกฯ รวมถึง "คนที่อยู่บุรีรัมย์" เป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้
สส.พรรคสีส้มได้เสนอ "ยา 2 ขนาน" เพื่อช่วยนายกฯ อนุทินแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ยาขนานแรกมีชื่อว่า "ยาขับรัฐมนตรี" โดยภาพในสไลด์ที่นำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาปรากฏหน้า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์, และนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เธอตั้งคำถามว่าเหตุใดนายกรัฐมนตรีไม่สั่งให้ตรวจสอบว่าเครื่องบินที่นายสุริยะซื้อต่อจากเบน สมิธ นั้น เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือไม่ ถึงแม้นายสุริยะชี้แจงว่าการซื้อเครื่องบินเกิดขึ้นก่อนที่จะรู้ว่านายเบน สมิธ และพวกมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา แต่ก็ทำให้เกิดคำถามว่า "ทรัพย์สินที่ซื้อมาจากคน ๆ นี้มันจะขาวสะอาดจริง ๆ หรือ เส้นเงินของเบน สมิธ จะไม่บรรจบพบกับคนที่ซื้อเครื่องบินลำนี้เลยเหรอ"
"ดิฉันเป็นห่วงท่านสุริยะจากใจของดิฉันจริง ๆ ว่าท่านอาจจะตกเป็นเหยื่อ เป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกรรมอำพราง และเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินโดยที่ท่านไม่รู้ตัว" น.ส.รักชนก กล่าว
ด้าน น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จาก จ.เชียงราย บอกว่าคำแถลงนโยบายของรัฐบาลยังขาดนโยบายเกี่ยวกับปัญหามลพิษข้ามแดนทั้งในน้ำและอากาศ ทั้งที่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้เธอจึงเห็นว่ารัฐบาลควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาเป็น "วาระแห่งชาติ"
สว.มณีรัฐ เสนอว่ารัฐบาลควรผลักดันงานด้านการทูตระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาจากต้นเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบังคับใช้ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิ่งแวดล้อม เป็นเครื่องมือในการกดดันและติดตาม พร้อมกับทำแผนระดับชาติภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจน และรัฐควรมีระบบติดตามข้ามพรมแดนและยกระดับธรรมาภิบาลข้อมูล เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพื่อให้ภาคประชาชนในการประเมินผลและติดตามได้อย่างเรียลไทม์
น.ส.มณีรัฐยังสนับสนุนให้คณะรัฐมนตรีนำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาอีกครั้งภายใน 60 วัน หรือภายในวันที่ 13 พ.ค. นี้ เพื่อเป็นการกำกับมลพิษจากต้นทาง และคืนสิทธิขั้นพื้นฐานในอากาศสะอาดให้กับประชาชน
ฝ่ายค้านกระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้ไขเรื่องที่ดินทับซ้อน
ด้านนายวัชรพงษ์ ศิริรักษ์ สส.ระยอง พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายเกี่ยวกับปัญหาที่ดินทับซ้อนระหว่างที่ดินของรัฐกับประชาชน ซึ่งเขาพบว่าประชาชนในเขต 5 จ.ระยอง ของเขาเผชิญกับปัญหากระบวนการพิสูจน์สิทธิที่ดินล่าช้า กระทบต่อการได้รับบริการด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา
ทว่าเมื่อดูนโยบายที่รัฐบาลแถลงกับมีนโยบายเรื่องแก้ไขปัญหาที่ดินเพียง 4 บรรทัด นายวัชรพงษ์จึงตั้งคำถามว่าการจัดสรรที่ดินที่รัฐบาลกล่าวถึงมีความชัดเจนในการดำเนินการอย่างไร เนื่องจากรัฐบาลหลายชุดก็ระบุไว้ "ลอย ๆ" เช่นนี้ ทำให้ประชาชนอยู่ในปัญหานี้มาหลายสิบปี
เขาเสนอว่ารัฐบาลควรมีมติ ครม. ออกมาผ่อนผันให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงไฟฟ้า-ประปาได้โดยไม่เสียสิทธิการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดิน เร่งรัดพิสูจน์สิทธิ ออกโฉนด ด้วยการลดกระบวนการขั้นตอน โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย
"ท่านประธานครับ ปีหนึ่ง ๆ เราพิสูจน์สิทธิได้เพียง 700 รายเท่านั้น ปัจจุบันมีผู้ยื่นขอพิสูจน์สิทธิ 3 แสนราย คิดคร่าว ๆ คือ 400 ปี" นายวัชรพงษ์ กล่าว "ถ้าผมไปยื่นขอพิสูจน์สิทธิตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรกู้ชาติ ป่านนี้ยังไม่ถึงคิวผมเลย"
ขณะที่นายการุณย์ คูเจริญชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคกล้าธรรม (กธ.) บอกว่าพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ใน อ.ฝาง แม่อาย และไชยปราการ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่าไม้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ และขณะนี้ภาครัฐมีนโยบายปรับปรุงแนวเขตที่ดินวันแมป (One Map) ที่กำลังดำเนินการอยู่ ดังนั้นรัฐบาลต้องทำให้แน่ใจได้ว่ามาตรการดังกล่าวจะดำเนินการอย่างเป็นธรรมต่อประชาชนที่อยู่ในป่ามาก่อนการบังคับใช้กฎหมาย
"ท่านต้องมีความเป็นธรรม ไม่ใช่เอากฎหมายมาไล่คนออกจากบ้านที่เขาอยู่มาเป็นร้อยปี รัฐบาลต้องรับรองสิทธิที่ดินทำกินให้พวกเขาได้ลืมตาอ้าปาก ไม่ใช่ทำกินไป หวาดระแวงคุกตารางไป" นายการุณย์ กล่าว
สส.พรรคกล้าธรรมผู้นี้ยังกล่าวต่อว่าหากรัฐบาลปลดล็อกพันธนาการเรื่องสิทธิในที่ดิน รวมถึงสถานะบุคคลให้กับประชาชนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ได้ จะถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะทั้งหมดนี้เป็นไปเบิกทางไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น การปลูกไร่กาแฟ โกโก้ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทำให้รัฐได้แรงงานฝีมือดี และฐานภาษีที่เพิ่มขึ้น
"ท่านจะได้หัวใจของพี่น้องชาวเขา ที่พร้อมจะปกป้องชายแดนยิ่งกว่าชีวิต" นายการุณย์ กล่าว
ชวน "ไม่เชื่อ" รัฐบาลยึดมั่นประชาธิปไตย แต่งเสื้อสีไม่ช่วย
นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ และประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร่วมอภิปรายนโยบายของรัฐบาล โดยพูดถึงหลัก 3 ประการที่รัฐบาลระบุว่าจะยึดถือ ก่อนให้ความเห็นส่วนตัวเอาไว้ ดังนี้
- พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ นายชวนบอกว่าเชื่อว่าจะทำเช่นนั้น
- ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นายชวนบอกว่า "ไม่เชื่อ ถ้าจะเป็นอย่างนั้นจริงท่านต้องปฏิบัติ การแต่งกายด้วยสีสันไม่ได้มีผลอะไรเลย หากยังทุจริต โกงกิน ไม่ซื่อสัตย์ ก็ไม่ใช่"
- ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน นายชวนบอกว่า "เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง" เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมา ไม่ได้ยึดหลัก แทรกแซงทุกเรื่อง แม้แต่การเลือก สว. การบังคับใช้กฎหมายก็ไม่เที่ยงธรรม
"วันก่อนหัวหน้าพรรคเพื่อไทยมาแนะนำตัวและยกมือไหว้ผม บอกว่าคุณพ่อฝากความระลึกถึงด้วย พ่อหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเป็นอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม สมัยนายสุทัศน์ เงินหมื่น เป็น รมว.ยุติธรรม นายสุทัศน์มาถามผมว่า อันนี้เป็นชาติตระกูลทักษิณจะว่ายังไง ผมบอกถ้าเขาเป็นคนเหมาะสม อย่าไปสนใจการเมือง พ่อหัวหน้าพรรค พท. เลยได้เป็นปลัด นี่คือการตั้งจะยึดประโยชน์การเมือง หรือความถูกต้องชอบธรรม" นายชวนกล่าว
ในระหว่างอภิปราย นายชวนยังกล่าวถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใน 2 เหตุการณ์
ในพิธีเปิดประชุมรัฐสภา เมื่อ 14 มี.ค. ซึ่งมีเนื้อความตอนหนึ่งว่า "...ขอให้ท่านทั้งหลายผู้จะปฏิบัติหน้าที่นิติบัญญัติแทนประชาชนทั้งประเทศ ยึดถือความถูกต้องและประโยชน์สุขของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด..."
ในวาระที่ ครม. เข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อ 6 เม.ย. ซึ่งมีเนื้อความตอนหนึ่งว่า "...การทำหน้าที่ของท่านนั้นมีผลหลายอย่าง อย่างหนึ่งคือผลต่อประชาชน ซึ่งควรจะต้องได้รับความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างหนึ่งคือผลประโยชน์ต่อประชาธิปไตย ซึ่งควรจะต้องงอกงามไพบูลย์ในวิถีทางที่ถูกต้อง..."
นายชวนกล่าวว่า สังเกตดูว่าคำว่า "ความถูกต้อง" ในพระราชดำรัสทั้งสองโอกาสนี้ "ขอเน้นว่ายึดความถูกต้อง มันต้องมีอะไรบางอย่างในประเทศที่ไม่ถูกต้องถึงได้รับสั่งเช่นนี้"
รักชนกเสนอ "ยา 2 ขนาน" ให้นายกฯ ทำสงครามกับคอร์รัปชัน
น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) บอกว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยหรือ "รัฐบาลสีน้ำเงิน" ได้รับการยกย่องว่าเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจสูงสุด เพราะว่าสามารถควบคุมเสียงได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก รวมถึง "ท่านยังมีอำนาจที่ผู้คนเชื่อว่าโน้มน้าวจิตใจองค์กรอิสระให้ตัดสินไปในแนวทางใดที่ท่านต้องการได้"
"เรียกว่ากลไกในประเทศนี้ แผ่นดินนี้เป็นของท่าน" เธอกล่าว และตั้งคำถามว่าการขึ้นมามีอำนาจล้นฟ้าล้นแผ่นดินของพรรคเช่นนี้หรือไม่ที่ทำให้ดัชนีการรับรู้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน (CPI) ของไทยปีนี้อยู่ในอันดับ 116 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ซึ่งถือว่าเป็นอันดับที่ตกต่ำมากที่สุดในรอบ 20 ปี ทำให้ไทยรั้งท้ายอาเซียนและโลก
น.ส.รักชนก กล่าวต่อไปว่านายกฯ อนุทินประกาศทำสงครามกับการคอร์รัปชัน แต่จะทำให้ผู้คนเชื่อได้อย่างไรว่านายกฯ จะต่อต้านคอร์รัปชัน หากคนรอบตัวของนายกฯ รวมถึง "คนที่อยู่บุรีรัมย์" เป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้
สส.พรรคสีส้มได้เสนอ "ยา 2 ขนาน" เพื่อช่วยนายกฯ อนุทินแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ยาขนานแรกมีชื่อว่า "ยาขับรัฐมนตรี" โดยภาพในสไลด์ที่นำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาปรากฏหน้า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์, และนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เธอตั้งคำถามว่าเหตุใดนายกรัฐมนตรีไม่สั่งให้ตรวจสอบว่าเครื่องบินที่นายสุริยะซื้อต่อจากเบน สมิธ นั้น เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือไม่ ถึงแม้นายสุริยะชี้แจงว่าการซื้อเครื่องบินเกิดขึ้นก่อนที่จะรู้ว่านายเบน สมิธ และพวกมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา แต่ก็ทำให้เกิดคำถามว่า "ทรัพย์สินที่ซื้อมาจากคน ๆ นี้มันจะขาวสะอาดจริง ๆ หรือ เส้นเงินของเบน สมิธ จะไม่บรรจบพบกับคนที่ซื้อเครื่องบินลำนี้เลยเหรอ"
"ดิฉันเป็นห่วงท่านสุริยะจากใจของดิฉันจริง ๆ ว่าท่านอาจจะตกเป็นเหยื่อ เป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกรรมอำพราง และเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินโดยที่ท่านไม่รู้ตัว" น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขณะอธิบาย "ยาหยอดตา" แก้ดัชนีการรับรู้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันประเทศได้อย่างไร
น.ส.รักชนกอภิปรายต่อด้วยว่า เป็นเวลากว่าสองปีแล้วที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ (DSI) และอัยการสูงสุดมีมติกล่าวหานายสุชาติ ชมกลิ่น ในฐานะอดีต รมว.แรงงานที่เกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์แรงงานไทยในฟินแลนด์ หรือที่รู้จักในชื่อว่า "กรณีเบอร์รีสีเลือด" แต่สำนวนที่ค้างอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กลับไม่มีความคืบหน้า ต่างจาก "คดี 44 สส." ของอดีตพรรคก้าวไกลที่ ป.ป.ช. ทำงานตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้
"ดิฉันไม่แน่ใจว่าความล่าช้าของคดีนายสุชาติ ชมกลิ่น มันเกี่ยวข้องอะไรกับความสามารถพิเศษของ 'รัฐบาลสีน้ำเงินภูมิใจไทย' หรือไม่ ที่ท่านสามารถจะโน้มน้าวจิตใจองค์กรอิสระได้อยู่เรื่อย ๆ เพราะดูในตอนนี้ 4 ใน 9 คนของ ป.ป.ช. ใส่เสื้อสีน้ำเงินมากกว่าสีอื่น ๆ ในตู้เสื้อผ้า เดี๋ยวนี้ใส่เสื้อสีน้ำเงินบ่อยกว่าสีเหลืองอีก" น.ส.รักชนกกล่าวหากลางที่ประชุมรัฐสภา
เนื้อหาดังกล่าวทำให้ จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประท้วงว่า น.ส.รักชนกกำลังอภิปรายใส่ร้ายป้ายสี และนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาเตือนว่าไม่ให้ น.ส.รักชนกพาดพิงองค์กรภายนอกที่ไม่มีสิทธิมาชี้แจง โดยเฉพาะเรื่องสีเสื้อที่ใส่
น.ส.รักชนกอภิปรายต่อว่าการฟ้องปิดปาก (SLAPP) ถูกนำไปคิดให้คะแนนดัชนี CPI ด้วย และหากไทยอยากเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ตามที่ระบุไว้ในแถลงนโยบายของรัฐบาล ก็ต้องผลักดันให้มีกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากและคุ้มครองพยาน
"ได้มีใครกระซิบบอกท่านนายกฯ ไหมคะว่า การที่นายสุชาติไปฟ้องปิดปาก (กรณีคดีเบอร์รีที่ฟินแลนด์) ตั้งแต่อธิบดีดีเอสไอไปจนถึงสื่อ มันส่งผลต่อดัชนี CPI ของประเทศ" เธอกล่าว
จากนั้นเธอตั้งคำถามกับการที่นายกฯ แต่งตั้งให้นายพิพัฒน์มาดูแลบริหารวิกฤตพลังงานจากผลกระทบสงครามอิหร่านด้วยการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) หรือไม่
"ดิฉันจะเชื่อว่าท่านพิพัฒน์คนดีไม่ทำอะไรตามที่คนอื่นกล่าวหาหรอก แต่นอกจากดิฉันแล้วใครจะเชื่อว่าบริษัทที่ท่านพิพัฒน์ถือหุ้นอยู่ 2 ล้านหุ้นไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้"
สส.ฝ่ายค้านคนนี้ยังอภิปรายนำเสนอถึงยาขนานต่อไป คือ "ยาหยอดตา" โดยบอกว่าดัชนีดัชนีการรับรู้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน (CPI) ของไทยจะดีขึ้นได้หากมีการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐตามมาตรฐานกลุ่มประเทศ OECD

ภาพสไลด์ประกอบการอภิปรายบริษัทเครือญาติสมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่ได้งานโครงการรัฐ
เธอหยิบยกข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ทำให้เห็นว่าผู้มีความเกี่ยวข้องกับสมาชิกพรรค ภท. ได้รับโครงการภาครัฐจำนวนมาก มูลค่ารวมกันหลายพันล้านบาท โดยพบว่าในปี 2566-2568 บริษัทที่มีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติกับนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม และ สส.ศรีสะเกษ จากพรรค ภท. สามารถประมูลงานภาครัฐได้ 74 โครงการ มูลค่ารวมกันกว่า 4,500 ล้านบาท
นอกจากนี้ เธอบอกว่าบริษัทลูกเขยของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นสามีของ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ได้งานภาครัฐไปทั้งหมด 142 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 830 ล้านบาท และอีกบริษัทหนึ่งที่เป็นลูกเขยนายชาดาเช่นกัน ได้โครงการภาครัฐไป 78 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 2,400 ล้านบาท
"ดิฉันก็เอาข้อมูลมาเปิดให้ประชาชนดูเฉย ๆ และคิดกันเองว่าฟังทั้งหมดนี้แล้ว ท่านคิดถึงอะไรกัน ดิฉันคิดออกอยู่คำหนึ่งคือคำว่า 'รวย… รวยไม่ไหวแล้ว' ท่านประธานคะ โบราณเขาว่าวาสนาแข่งกันได้ แต่แข่งโครงการภาครัฐกับพรรคภูมิใจไทย ท่านอย่าแข่งเลย" สส.หญิงพรรคสีส้มระบุ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.เขต 1 จ.ศรีสะเกษ และ รมช.คมนาคม
หลังจบการอภิปรายของ น.ส.รักชนก นายสิริพงศ์ รมช.คมนาคม และ สส.ศรีสะเกษ พรรค ภท. ขึ้นชี้แจงว่าบริษัทที่ถูกอ้างถึงนั้น ตนเองไม่มีความเกี่ยวพันในเชิงลึกหรือในเชิงธุรกิจ แค่มีนามสกุลเดียวกันเท่านั้น เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่มีนามสกุลเดียวกัน แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกันในเชิงการธุรกิจหรือครอบครัวแต่อย่างใด
"บริษัทที่กล่าวอ้างเป็นลูกพี่ลูกน้อง ไม่ใช่มารดาเดียวกันกับพ่อผม เป็นญาติแต่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันในเชิงธุรกิจใด ๆ นอกจากนั้นแล้วในปี 2568 ผมไม่ได้มีอำนาจในการบริหารใด ๆ และในปี 2566 ผมก็ไม่ได้เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง สส. เนื่องจากผมสอบตก" นายสิริพงศ์ กล่าวชี้แจง
ส่วนข้อกล่าวหาต่อนายสุชาติ ชมกลิ่น จนถึงเวลา 19.40 น. ที่บทความนี้เผยแพร่ นายสุชาติ ยังไม่ได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและตอบข้อสงสัยของ สส. ฝ่ายค้านแต่อย่างใด
https://www.bbc.com/thai/articles/ce8lq58rn1lo

