วันอาทิตย์, พฤษภาคม 31, 2552

Vote No หรือ No Vote มีประโยชน์หรือมีโทษอย่างไร ?

โดย คุณ Bugbunny
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
31 พฤษภาคม 2552

ผมเขียนบทความนี้ไว้ตั้งแต่เช้าวันที่ 28 พค.52 หรือวันที่เริ่มเปิดประเด็นโต้แย้งเรื่องนี้วันแรก แต่เผยแพร่ที่ห้องรัก ฯ ของประชาไทเท่านั้น เพราะไม่อยากเข้าร่วมความขัดแย้งกัน ระหว่างผู้ชื่นชมศรัทธากับผู้ไม่เห็นด้วย กับเจ้าของเรื่อง Vote No

เป็นความเห็นที่มองผลที่จะเกิดขึ้น ทั้งระยะสั้น และอาจเกิดขึ้นในระยะยาว มากกว่าการโต้แย้งทางทฤษฎี

เพราะในการต่อสู้ทางการเมืองนั้น ผมมักเป็น Pragmatist มากกว่า Idealist เป็นพวกลงมือก้มหน้าก้มตาทำงานมาตั้งแต่ก่อน 19 กันยา พยายามห่างจากเรื่องขัดแย้งต่างๆ นอกจากรับไม่ไหวจริงๆ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ส่วนรวมเดินหน้า

ผมมีความเห็นอย่างนี้นะครับ "มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนะครับ คงเข้าใจกันได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือนกันทุกเรื่อง ผมขอมองในทางปฏิบัติ สำหรับสถานการณ์ใกล้ๆ นี้มากกว่า ไม่ใช่ทฤษฎีอำนาจอธิปไตย หรือหลักการใดๆ เพราะตามตำรา ไม่ว่าเล่มไหนก็คงคล้ายๆ กันในทางปรัชญาและแนวความคิด ที่ถ้าจะให้บรรลุสัมบูรณภาพ (Ultimate Reality) มันต้องมีการปฏิบัติ และเมื่อลงมือปฏิบัติกันแล้ว ก็ยังไม่เคยมีรูปธรรมใดเกิดขึ้นเลยว่า จะบรรลุสัมบูรณภาพนั้นๆ ได้จริง เพียงแต่เข้าไปใกล้มากที่สุด นี่ก็เป็นกุศลแก่ชีวิตยิ่งแล้ว

ผมเห็นว่า สิ่งที่น่ากังวล หากมีการโหวตโนเกิดขึ้นก็คือ ทีมภูมิใจไทย มีสิทธิกวาดที่นั่งในอีสานและเหนือบางส่วนไปเกือบหมด จะเป็นพรรคที่ได้ประโยชน์อย่างยิ่งจากการโหวตโน หรือการไม่ไปลงคะแนน

เพราะคะแนนเสียงดั้งเดิมสมัยได้เป็น สส.พปช.นั้น ต้องยอมรับว่า มาจากทั้งตัวผู้สมัครที่เป็นคนดั้งเดิมในท้องถิ่น และกระแสทักษิณผสมผสานกัน ชัยชนะแบบล้างบาง เหนืออีสานครั้งนั้น ไม่ใช่กระแสทักษิณอย่างเดียว พวก สส.ภูมิใจไทยวันนี้ ก็เข้าไประดมหาเสียงด้วยการชูทักษิณเพิ่มน้ำหนักเรื่องนี้เข้าไปอีกด้วย

ถ้าเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่มีการต่อสู้โดยพรรคที่ใช้กระแสทักษิณเป็นธงนำในการเลือกตั้ง เข้าร่วมแข่งขันเลย หรือเข้าร่วมแล้ว คนเสื้อแดงไม่โหวตให้ ภูมิใจไทยก็จะได้ไปเต็มๆ แทน เพราะมุ้งที่เคยอยู่กับ พปช. จำนวนหนึ่ง ตอนนี้ไปอยู่กับภูมิใจไทย

ผมมองอย่างนี้ เพราะการลงสมัครในภูมิภาคนั้น มิตรเพื่อนและคนใกล้ชิดสำคัญมาก ไม่ใช่กระแสการเมืองอย่างเดียว สื่อมวลชนสะอึกมาเยอะแล้ว เพราะคิดว่า คนภูมิภาคอ่านหนังสือพิมพ์ ดูทีวี แล้วจะเปลี่ยนใจ แต่ระหว่างสองอย่างนั้นกับคนในสังคมเดียวกัน ประชาชนในภูมิภาคเชื่อถือคนใกล้ชิดในสังคมของเขามากกว่า

ผมยอมรับว่า เป็นความจริงที่ฝ่ายประชาชนนั้น ยากที่จะได้ยึดกุมอำนาจรัฐ เพราะพวกเขากุมอำนาจรบอยู่ แต่ถ้าปล่อยให้ฝ่ายเขา เข้ายึดกุมรัฐสภาแบบเบ็ดเสร็จ แถมให้อีกอย่างหนึ่ง ก็เท่ากับเป็นการยื่นความชอบธรรมตามหลักการประชาธิปไตยในระดับนานาชาติ รวมทั้งภายในประเทศ ให้เขาไปทั้งหมด

เราก็จะไม่ได้ต่อสู้ในสภา แสดงว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยกับเขา เพราะ สส.ในสภา (ที่ไม่มี สส.เรา เพราะโนโหวต)นั้น เขาก็จะอ้างว่า มาจากการเลือกตั้ง และเราก็คงปฏิเสธไม่ได้ด้วย เพราะเราไม่ไปโหวต สส. พวกเรากันเอง

สิ่งที่พวกเขาจะได้รับ ก็คือความชอบธรรม และทำถูกกฎหมาย ด้วยเสียงข้างมากในรัฐสภา ก็ไม่มีใครในโลกไปว่าเขาได้เลย

ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ การเลือกตั้งยุคเกรียงศักดิ์ หลังล้มรัฐบาลหอย มีคนไปเลือกตั้งน้อยมาก เพราะไม่ยอมรับการเลือกตั้งในครั้งนั้น ประท้วงข้อจำกัดที่ลูกต่างด้าวต้องจบปริญญา จึงจะไปเลือกตั้งได้ ก็เลยบอยคอตกันไปหมด หลายคนจบปริญญาก็ไม่ไปเลือก เพราะไป ก็เสียเวลาเปล่า รู้ๆ กันอยู่ว่า เลือกไปพวกทหารก็ต้องมาเป็นนายก เสียเวลาไปเลือก

ผลก็คือ พวกเขากุมความชอบธรรมในการตั้งรัฐบาล จนกระทั่งตั้งเปรมมาเป็นนายก ยาวเหยียด และได้รับการยอมรับด้วย ภาคประชาชนก็ทำอะไรเขาไม่ได้

ผมเห็นว่า ถึงอย่างไรก็ต้องไปโหวตให้พรรคที่เราสนับสนุน มันจะพิสูจน์อำนาจ ความปรารถนา และความนิยมของประชาชน พวกที่ปิดกั้นเรานี่ แก่ใกล้ตายกันหมดแล้ว อำนาจของพวกเขาทุกวันนี้ ก็คลอนแคลนเต็มทน จะดื้อดึงรักษาอำนาจ ท่ามกลางความหวาดผวากันอย่างไร ก็ไปได้ไม่นานหรอก พวกรุ่นใหม่ ก็ยังไม่เห็นใครมีบารมีพอที่จะคุมได้

เราเองทุกวันนี้ ต้องช่วยกันถล่มเด็กฝากของเขา อย่างมาร์กให้เละกันดีกว่า แต่ถ้าเราไม่ไปเลือกพรรคของเราเข้าสภา ถึงจังหวะหนึ่ง ที่พวกนี้สิ้นสภาพกัน แล้วฝ่ายเราจะให้ใครมาขับเคลื่อนรัฐเล่าครับ

มันก็จะกลายเป็นความชอบธรรมของพวกฉวยโอกาส และฝ่ายเขาี่ ที่ฟอกตัวแล้ว เพราะมาจากการเลือกตั้ง แล้วเราจะไปเถียงอะไรเขาก็ยาก เพราะเราไม่ไปเลือก สส.ของเรากันเอง

ผมเห็นอย่างนี้นะครับ เพราะเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ยึดกุมกันว่า อำนาจอธิปไตย ต้องเป็นของราษฎรทั้งหลายนั้น ทุกคนที่ต่อสู้และรักประชาธิปไตยเห็นตรงกัน แต่จะพูดออกมาให้ได้ยินหรือเปล่าเท่านั้น

ทางยุทธวิธีนั้น มันเป็นเทคนิคของแต่ละคน สส.ที่ไม่น้ำเน่าทั้งหลาย ก็มุ่งเป้าหมาย อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของราษฎรเหมือนกัน เพราะถ้าไม่สามารถผลักดันยุทธศาสตร์นี้ให้เป็นจริงได้ การทำงานของพวกเขา ก็จะสะดุดติดขัด ทำอะไรก็มีกำแพงให้ชนทุกเรื่อง นอกจากปลดแอกนี้ออกไปเ่ท่านั้น

แต่ใครจะแสดงออกมาแบบไหน อยู่ที่วิธีการของแต่ละคน แล้วเราจะไปปล่อยให้มันกลายเป็น Opportunity Lost ไปทำไม

ประเด็นพวกนี้ จะทำให้เรากลับพลาดทางยุทธศาสตร์ เพราะไม่ยอมประสานสงครามด้วยหลากหลายยุทธวิธี

การต่อสู้นั้น ต้องกระทำทุกแนวรบ เราไม่ถนัดแนวรบใด ก็มีสิทธิไปสู้รบในแนวรบอื่น ที่ทำให้บรรลุเป้าหมายร่วมได้น่าจะดีกว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทยนั้น จะต้องมีวิธีการที่เป็นไปตามภววิสัยเฉพาะของสังคมไทย

ประสบการณ์ในประวัติศาสตร์โลก เป็นเพียงตัวอย่างให้ศึกษาแนวทางเท่านั้น จะเหมือนกันเป๊ะไม่ได้

ขออภัยหลายท่าน ที่ผมมีความเห็นที่ต่างจากคนที่คุ้นเคยกันหลายคน เพราะสำหรับผม เป้าหมายการต่อสู้ไม่ใช่เพื่อสร้างวีรชน แต่เพื่อบรรลุเป้าหมายทางสังคมที่ต้องการ และผมอาจจะผิดก็ได้ ซึ่งยอมรับครับ ถ้าเป็นเช่นนั้น"

วิเคราะห์อำนาจอำมาตย์


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
31 พฤษภาคม 2552

เมื่อเราเข้าใจตรงนี้ ข้อเสนอให้กาช่องไม่เลือกใคร(No Vote) ของอ.ชูพงษ์ ถี่ถ้วน ไม่มีน้ำหนักหรือเหตุผลเพียงพอ เพราะมีคำถามตามมาว่า มันจะทำให้คนเสื้อแดงเข้มแข็งอย่างไร? มันให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งมากเกินไป และถ้ากาช่องไม่เลือกใครแล้วกลับบ้าน...หลังจากนั้นทำอะไรต่อ? อย่าลืมว่า อ.ชูพงษ์เคยอยู่กับ อ.ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ซึ่งเป็นอดีตคอมมิวนิสต์ที่ไปจับมือกับทหาร และหน้าที่ของกลุ่มอาจารย์ประเสริฐในอดีตและปัจจุบันคือการสร้างความสับสนในขบวนการประชาชนเพื่อไปจงรักภักดีกับทหารและกษัตริย์ในที่สุด



ทุกวันนี้คนเสื้อแดงกำลังรบกับอำนาจ “นอกระบบ นอกรัฐธรรมนูญ หรือนอกกรอบกติกาประชาธิปไตย” หรือที่เราเรียกกันว่า “อำมาตย์” ดังนั้นเราต้องร่วมกันทำความเข้าใจว่าอำนาจอำมาตย์มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ซึ่งแปลว่าเราต้องมาศึกษาเรื่อง “รัฐ”

“รัฐ” คือองค์กรปกครองประเทศในยุคสมัยนี้ ที่สำคัญคือมันมากกว่าแค่ รัฐบาล และรัฐสภา อย่างที่ เลนิน หรือนักมาร์คซิสต์อื่นๆ เคยอธิบาย

มันประกอบไปด้วย ทหาร(ชั้นสูง) ตำรวจ(ชั้นสูง) ศาล คุก และข้าราชการ(ชั้นสูง) เราอาจรวมองคมนตรีและประมุขเข้าไปด้วย และกลุ่มคนเหล่านี้ มีอิทธิพลในการคุมสื่อ องค์กรศาสนา และระบบการศึกษาอีกด้วย

นอกจากนี้ในหมู่คนที่เราอาจเรียกรวมๆ ว่าเป็น “ชนชั้นปกครอง” เรายังต้องรวมนักธุรกิจนายทุนรายใหญ่ๆ ทั้งๆ ที่นายทุนเอกชนไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐ แต่ที่สำคัญเขาใช้อำนาจเศรษฐกิจการเงินของเขาในการกำหนดทิศทางการทำงานของรัฐได้ รัฐจึงไม่เป็นกลาง และไม่ใช่ของประชาชน

และอย่าลืมว่าเวลาเราพูดถึงนายทุนในไทย มันรวมนายพลที่สะสมทุนผ่านการคอร์รับชั่น และรวมทรัพย์สินส่วน(เซ็นเซอร์)ด้วย เพราะศักดินาเก่าแปรรูปไปเป็นนายทุนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่๕

“รัฐ” จึงถือได้ว่าเป็นเครือข่ายของคนชั้นสูง ที่มีเส้นสายสัมพันธ์ ทั้งในด้านส่วนตัวมิตรสหายเครือญาติ และในด้านผลประโยชน์ร่วม ซึ่งทำให้เขาร่วมมือกันในการทำงานทั้งๆ ที่อาจมีการทะเลาะกันเถียงกันบ้าง นี่คือระบบอุปถัมภ์ “ร่วมกันกิน”ที่เป็นอันตรายต่อประชาธิปไตย เพราะอะไร?

เราจะสังเกตเห็นว่า “รัฐ” มีทั้งส่วนที่อาจมาจากการเลือกตั้ง เช่นรัฐบาล และรัฐสภาในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย และอีกส่วน ซึ่งใหญ่กว่า ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเลย เป็นกลุ่มคนและสถาบันที่มีอำนาจนอกกรอบรัฐธรรมนูญและกติกาประชาธิปไตยแท้ อำนาจอำมาตย์จึงมีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นไทย สหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน สแกนดีเนเวีย หรืออินเดีย....

ประเด็นที่เราต้องตีให้แตกคือ เราจะกดทับอำนาจอำมาตย์ในระยะสั้น เพื่อไม่ให้ละเมิดประชาธิปไตยมากเกินไป แล้วในระยะยาวเราจะกำจัดมันให้หมดไปอย่างไร ถ้าเปรียบไทยกับยุโรปตะวันตก จะเห็นว่าในยุโรปอำนาจประชาชนกดทับอำนาจอำมาตย์ไปได้บ้างในระยะสั้น จึงไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงประชาธิปไตยเท่ากับประเทศไทย

ข้อสรุปสำคัญจากการวิเคราะห์แบบนี้คือ การเลือกตั้งอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะลดอำนาจอำมาตย์ได้ ซึ่งเราเห็นในกรณีความไร้อำนาจของรัฐบาลพลังประชาชนเมื่อปีที่แล้ว และการแก้รัฐธรรมนูญไม่เพียงพอที่จะลดอำนาจอำมาตย์ด้วยเพราะอำนาจเขาอยู่นอกกรอบรัฐธรรมนูญ

เมื่อเราเข้าใจตรงนี้ ข้อเสนอให้กาช่องไม่เลือกใคร(No Vote) ของอ.ชูพงษ์ ถี่ถ้วน ไม่มีน้ำหนักหรือเหตุผลเพียงพอ เพราะมีคำถามตามมาว่ามันจะทำให้คนเสื้อแดงเข้มแข็งอย่างไร? มันให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งมากเกินไป และถ้ากาช่องไม่เลือกใครแล้วกลับบ้าน...หลังจากนั้นทำอะไรต่อ? อย่าลืมว่า อ.ชูพงษ์เคยอยู่กับ อ.ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ซึ่งเป็นอดีตคอมมิวนิสต์ที่ไปจับมือกับทหาร และหน้าที่ของกลุ่มอาจารย์ประเสริฐในอดีตและปัจจุบันคือการสร้างความสับสนในขบวนการประชาชนเพื่อไปจงรักภักดีกับทหารและกษัตริย์ในที่สุด


ในระยะสั้นเราจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือในการลดอำนาจอำมาตย์ที่อยู่นอกกรอบรัฐธรรมนูญหรือกรอบกติกาประชาธิปไตย? อำนาจที่สำคัญคืออำนาจมวลชนผู้รักประชาธิปไตย คนเสื้อแดงนั้นเอง มันหมายความว่าคนเสื้อแดงต้องเปลี่ยนจากผู้ที่เคยไปลงคะแนนเสียงแล้วกลับบ้าน ไปสู่คนที่เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์ ถ้าจะให้สมบูรณ์มากขึ้น เราต้องทำอะไร?

*ต้องมีการสร้างพรรคเสื้อแดง จากกลุ่มคนเสื้อแดงเอง ซึ่งจะต่างจากพรรคที่นักการเมืองสร้างจากบนลงล่าง เราทุกคนต้องพัฒนาตนเองเป็นนักการเมืองและนักวิชาการของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย เราต้องเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกรัฐสภาในทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์กับคนจนและพลเมืองธรรมดา เช่นปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ และปัญหาการเลือกปฏิบัติหรือการเอารัดเอาเปรียบทั้งหลาย ซึ่งล้วนแต่ผูกพันกับประชาธิปไตย อย่าลืมว่าอำมาตย์ขโมยประชาธิปไตยเพราะเขาเสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจ พรรคแดงต้องเรียกร้องให้มีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ครบวงจร ผ่านการเก็บภาษีจากคนรวยและการกระจายรายได้

*พรรคแดงต้องเข้าไปช่วงชิงความคิดในขบวนการสหภาพแรงงาน เพราะขบวนการนี้มีอำนาจพิเศษคืออำนาจต่อรองที่มาจากการนัดหยุดงาน รัฐและอำมาตย์จะได้ผลกระทบถ้ามีการนัดหยุดงาน เราไม่ควรปล่อยให้พันธมาร ขยายการเมืองในสหภาพแรงงานฝ่ายเดียว

*พรรคแดงต้องเข้าไปจัดตั้งและพยายามให้ความคิดกับนักศึกษา ซึ่งเป็นหนุ่มสาวไฟแรงที่สนใจความคิด และในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอื่นๆ เช่นขบวนการสิทธิสตรี ขบวนการต้านโรงไฟฟ้า ขบวนการสิทธิคนรักเพศเดียวกัน ขบวนการคนพิการ หรือขบวนการคนชนเผ่า หรือชนกลุ่มน้อย อย่าปล่อยให้เอ็นจีโอเหลืองๆ มีอิทธิพลในขบวนการเหล่านี้ฝ่ายเดียว

*เราต้องไม่หลงเชื่อว่าเราจะแทรกเข้าไปในกลุ่มคนชั้นสูงเพื่อเอาเขามาเป็นพวกได้ เพราะผลประโยชน์ของอำมาตย์ตรงข้ามกับผลประโยชน์ประชาชน นั้นคือสาเหตุที่อำมาตย์เกลียดประชาธิปไตย เขาไม่ได้ “หลงผิด” เขาปกป้องผลประโยชน์เขาต่างหาก ดังนั้นต้องเน้นกลุ่มคนที่ไม่ใช่ผู้ใหญ่ รัฐ หรือนายทุนใหญ่ เพื่อให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน และเพื่อบังคับให้มีการลดอิทธิพลของอำมาตย์ในสังคม

หลายคนอาจคิดว่ามันคงเป็นเรื่องใหญ่ ใช่เลย มันเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไม่ได้แปลว่าเสื้อแดงในประเทศไทยทำไม่ได้ เพราะเราไม่ด้อยกว่าใครในประเทศอื่น การตั้งพรรคแดง การที่พรรคแดงสร้างหรือนำขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เป็นเรื่องสำคัญ เรารอให้คนอื่นทำแทนไม่ได้ พรรคเพื่อไทยอ่อนแอมาก และไม่ว่าส.ส.บางคนของเพื่อไทยจะดีแค่ไหน เขาจะไม่มีพลังหนุนช่วยเขา ถ้าเราไม่สร้างขบวนการเสื้อแดงให้เข้มแข็งและอิสระ นอกรัฐสภา

อำนาจอำมาตย์ที่เป็นอำนาจนอกกรอบรัฐธรรมนูญ อาศัยสองขาคือ (1) ความรุนแรง/การปราบปราม และ (2) การสร้างภาพความชอบธรรมเพื่อครองใจประชาชน

ส่วนแรกเขาได้เปรียบเรา แต่ถ้าเราผูกมิตรกับทหารระดับล่างที่เป็นลูกหลานประชาชน มันก็จะช่วยลดอำนาจตรงนี้ แต่ส่วนที่อำมาตย์อ่อนแอที่สุดคือในส่วนการสร้างความชอบธรรมเพื่อครองใจประชาชน ดังนั้นภารกิจหลักของเราชาวเสื้อแดงคือการโต้เถียงกับความคิดของอำมาตย์ในทุกเวที เราต้องกล้าเถียงว่าทำไมต้องมีประชาธิปไตยแท้ ทำไมทุกตำแหน่งสาธารณะในสังคมต้องมาจากการเลือกตั้ง ทำไมไม่ควรมี “สูง-ต่ำ” พลเมืองทุกคนต้องเท่าเทียมกัน ทำไมรัฐบาลแย่ในการแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ทำไมต้องมีระบบยุติธรรม ไม่ใช่สองมาตรฐาน ทำไมคนจนเป็นผู้สร้างชาติ ไม่ใช่ภาระหรือผู้ที่ควรถูกขูดรีดเอารัดเอาเปรียบ ฯลฯ เป็นต้น

เราสามารถ และจำเป็นที่จะต้องชนะอำนาจอำมาตย์เพื่อสร้างประชาธิปไตยและให้ประชาชนเป็นใหญ่ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดจากแค่การเลือกตั้ง มันเป็นสงครามทางการเมืองที่สำคัญและบังคับให้เราชาวเสื้อแดงแปรตัวเป็นมืออาชีพ

ประชาธิปไตยของชนชั้นนำผ่านมุมมองสุเมธ:เดือนหน้าจะมีม็อบอีกแล้ว น่ารำคาญ


ที่มา มติชนออนไลน์
31 พฤษภาคม 2552

"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เคยทรงโกรธ อาจมีบ้างที่ทรงไม่พอพระทัย แต่ไม่เคยทรงโกรธ เพราะความโกรธไม่เคยทำให้อะไรดีขึ้น แต่จะเป็นอย่างสังคมที่เป็นอยู่ตอนนี้ เห็นว่า เดือนหน้าจะมีอีกแล้ว ยังไม่หมดแรงกัน น่ารำคาญ" ดรสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนากล่าวและว่า เป้าหมายการทรงงานหนักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ความเป็นประชาธิปไตย..ที่ทุกคนเปล่งกันทุกวันนี้ เข้าใจแต่ว่าประชาธิปไตยคือเลือกตั้งเท่านั้น ทั้งที่ความจริง ลึกซึ้งกว่านั้น ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนอิ่มท้อง เมื่ออิ่มท้องแล้ว ก็จะมีอิสรภาพเสรีภาพ แต่ถ้าตราบใดที่ประชาชนยังหิว เมื่อ 500 , 1,000 บาทมา เขาก็ไปแล้ว ก็ไม่เกิดประชาธิปไตยเสียที


ดร.สุเมธเผย "ในหลวง" ทรงเตือนสติ-ทรงปฏิบัติเป็นแบบอย่าง แต่ไม่มีใครทำตาม สังคมยังบ้าอำนาจ-เงินทอง-โกงกิน ระบุเคยรับสั่งถึง 3 ครั้ง "ใครทุจริตแม้นิดเดียวขอให้มีอันเป็นไป" เลขาฯ มูลนิธิชัยพัฒนาเตือนอย่าให้เหมือนรัสเซีย อยากมีพระเจ้าแผ่นดิน แต่สายไป

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "สถาบันพระมหากษัตริย์กับพระพุทธศาสนา" ในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โครงการสมานฉันท์เพื่อความมั่นคงของชาติและพระพุทธศาสนา เนื่องในโอกาสครบ 100 ปี กรมเสมียนตรา ที่หอประชุมใหญ่ สำนักพุทธมณฑล โดยมีพระภิกษุเข้าฟัง 50 รูป และประชาชนที่สนใจ 150 คน


ดร.สุเมธ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภกและทรงเป็นพุทธมามกะโดยแท้ ในขณะที่สังคมสมัยนี้ มีแต่พุทธมามกะโดยรูปฟอร์ม เจอพระสงฆ์ก็ได้แต่กราบและขอหวยอย่างเดียว แต่เรื่องแก่นของธรรมะกลับไม่สนใจ ตั้งแต่เช้าจรดเย็นเต็มไปด้วยกิเลสตัณหาทั้งสิ้น ไม่ทราบว่าเป็นกาลสมัยของโลกหรือเปล่า เพราะตอนนี้โลกทั้งโลกถูกครอบด้วยกิเลสตัณหาทั้งสิ้น ต้นเหตุเกิดจากระบบทุนนิยมซึ่งเป็นระบบแห่งตัณหา ชักจูงให้บริโภคเกิดความอยากตลอดเวลา มนุษย์ก็บริโภคจนจะหมดโลกแล้ว ดิน น้ำ ลม ไฟ จะหมดแล้ว คนทั้งโลกมีประมาณ 6,700 ล้านคน แล้วคนทั้งหมดนี้กำลังนั่งกินโลกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วจะเอาอะไรมาเลี้ยงดู โลกกำลังดำเนินไปสู่ความพินาศ


"ตั้งแต่วันแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ กระทั่งบัดนี้ 60 กว่าปีแล้ว ทรงพยายามเตือนสติ ทรงปฏิบัติทุกอย่างให้ดูเป็นแบบอย่าง แต่มีใครทำตามบ้าง สังคมก็ยังคงบ้าอำนาจ บ้าเงินทอง โกงกินกันอยู่ทุกวันนี้" ดร.สุเมธกล่าว


ดร.สุเมธ กล่าวอีกว่า ในฐานะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ทรงรู้เรื่องพระพุทธศาสนาลึกซึ้งยิ่งนัก ทรงรับสั่งถึงการบวชว่าเป็นเรื่องที่ดี ทรงยกตัวอย่างพระองค์เอง เมื่อตอนที่ทรงตัดสินพระทัยทรงผนวชนั้น ทรงเข้าไปทูลสมเด็จพระบรมราชชนนีว่าจะทรงผนวชให้สมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงดีพระทัยมาก ทรงรับสั่งว่า "แม่ดีใจมาก พอรู้ว่าเราจะบวช เข้ามากอดเราใหญ่เลย แล้วแม่ก็ยิ้มอย่างที่ไม่เคยยิ้มมานานแล้ว และตั้งแต่วันนั้นมา แม่ก็ยิ้มมาตลอด" ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่า สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงประสบความโศกเศร้ามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สิ้นรัชกาลที่ 8 พระพักตร์นิ่งเฉยตลอด แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงผนวชให้ จากความเศร้าก็เปลี่ยนเป็นความปลื้มปิติ


ดร.สุเมธ กล่าวว่า ในแง่ของการปกครอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้หลักธรรมภิบาลในการปกครองแผ่นดิน ทรงใช้มา ตลอด 60 กว่าปี ในขณะที่ฝรั่งเพิ่งรู้จักเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา แต่คนไทยกลับเพิ่งมาเห็นคุณค่า เพราะคนไทยบ้าฝรั่ง อะไรที่เป็นของดี ของใกล้ตัวกลับไม่เห็นคุณค่า เป็นกิ้งก่าได้ทอง


"หลักทศพิธราชธรรมเป็นหลักธรรมที่ทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติได้ ประกอบด้วย 1.ทาน คือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน 2.ศีล ขอแค่ศีล 5 ข้อก็ยังดี เพราะเป็นหลักสากลของทุกศาสนา แต่ทุกวันนี้พอเปิดโทรทัศน์ดู แค่ศีล 5 ข้อ ยังไม่ปฏิบัติกัน โกหกหน้าตาเฉย ไม่ขอเอ่ยถึงใคร ไม่อยากยุ่ง เพราะฉะนั้นไม่ปฏิบัติไม่ได้ ถ้าเป็นมนุษย์ต้องยึด ถ้าไม่ยึดก็ไม่ใช่มนุษย์ 3.ปริจจาคะ การสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพราะไม่มีข้าศึกคนไหน สามารถทำให้ประเทศไทยแตกได้ ให้ยิ่งใหญ่หรือทรงพลังแค่ไหน ไม่สามารถทำให้คนไทยแตกได้ คนไทยจะแตกหรือไม่แตก อยู่ที่คนไทยด้วยกันเอง กรุงศรีอยุธยาแตกแต่ละครั้ง แตกเพราะข้าศึกหรือ" ดร.สุเมธกล่าว


ดร.สุเมธ กล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีโอกาสไปประเทศรัสเซีย ประเทศที่เป็นต้นตำรับของระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์ เมื่อก่อนเคยมีระบบกษัตริย์ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว


"ตอนนี้คนรัสเซียอยากมีพระเจ้าแผ่นดิน คิดถึงพระเจ้าซาร์ นิโคลัส ที่ 2 แห่งรัสเซีย แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงอัญเชิญพระอัฐิของพระเจ้าซาร์มาประดิษฐานในโบสถ์หลวง สถาปนาให้เป็นนักบุญนิโคลัสเพื่อสักการะบูชา ซึ่งก็สายไปแล้ว เพราะได้ทำลายสิ่งที่ตอนนี้ต้องการที่สุดไปแล้ว แล้วของเรามียิ่งกว่านักบุญ ปฏิบัติมาตลอด 60 ปี นักบุญบางคน ผลงานอาจไม่ค่อยเป็นที่ประจักษ์เท่าไหร่ แต่นี่ 60 ปี เราไม่ค่อยจะถนอมกัน แล้ววันนั้นจะเสียใจ ก็ฝากไว้ให้คิด" ดร.สุเมธกล่าว


ดร.สุเมธ กล่าวถึงหลักทศพิธราชธรรมข้ออื่นๆ อาทิ อาชชวะ ความซื่อสัตย์สุจริต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคยรับสั่งว่า ใครทุจริตแม้นิดเดียวขอให้มีอันเป็นไป ทรงกำชับถึง 3 ครั้ง แสดงว่าทรงเหลืออดแล้ว เพราะทุกวันนี้โกงกินกันชนิดที่เรียกว่า ไม่เห็นหัวเห็นหางหมดทั้งแผ่นดิน ส่วนข้อ อักโกธะ การระงับความโกรธ ยิ่งเป็นคนใหญ่คนโต ผู้บริหาร หัวหน้า โกรธไม่ได้


"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เคยทรงโกรธ อาจมีบ้างที่ทรงไม่พอพระทัย แต่ไม่เคยทรงโกรธ เพราะความโกรธไม่เคยทำให้อะไรดีขึ้น แต่จะเป็นอย่างสังคมที่เป็นอยู่ตอนนี้ เห็นว่า เดือนหน้าจะมีอีกแล้ว ยังไม่หมดแรงกัน น่ารำคาญ" ดรสุเมธกล่าว

ดร.สุเมธ กล่าวว่า เป้าหมายการทรงงานหนักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ความเป็นประชาธิปไตย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า "เหตุผลที่ทรงงานหนักอยู่ทุกวันนี้ เพราะประชาชนยังยากจนอยู่ เมื่อยังยากจนแล้ว เขาก็ไม่มีอิสรภาพเสรีภาพ เมื่อเขาไม่มีอิสรภาพเสรีภาพ เขาจะเป็นประชาธิปไตยไม่ได้" จุดหมายปลายทางของพระองค์ คือเรื่องประชาธิปไตยที่ทุกคนเปล่งกันทุกวันนี้ โดยไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เข้าใจแต่ว่าประชาธิปไตยคือเลือกตั้งเท่านั้น ทั้งที่ความจริง ลึกซึ้งกว่านั้น ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนอิ่มท้อง เมื่ออิ่มท้องแล้ว ก็จะมีอิสรภาพเสรีภาพ แต่ถ้าตราบใดที่ประชาชนยังหิว เมื่อ 500 , 1,000 บาทมา เขาก็ไป แล้วก็ไม่เกิดประชาธิปไตยเสียที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เคยใช้คำว่าร่ำรวย แต่ทรงใช้คำว่าประโยชน์ ความเจริญ และความผาสุกเท่านั้น


ก่อนจบปาฐกถา ดร.สุเมธ ย้ำถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันเฉลิมฉลองครองราชย์ครบ 60 ปี ที่ไม่ค่อยมีใครจดจำได้ว่า พวกเราชอบเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ไม่เคยมองพระองค์ ชอบได้ยินพระเจ้าอยู่หัว แต่ไม่เคยฟังพระองค์ เพราะฉะนั้นถึงไม่เคยจดจำอะไรได้เลย หลัก 4 ข้อคือ 1.คิด พูด ทำ คิดดีต่อกัน 2.ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน 3.อยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต 4.คิดต่างกันได้ แต่ให้ตั้งอยู่บนความเที่ยงตรงและมีเหตุมีผล ถ้าทุกคนปฏิบัติตาม 4 ข้อนี้ได้ เหตุการณ์บ้านเมืองคงไม่เป็นอย่างปัจจุบันนี้ และจะทำให้เกิดเอกภาพขึ้นในประเทศ


"เป็นที่น่าเสียดาย เรามีพระบรมครู ยอดปราชญ์อยู่ในแผ่นดิน แต่ไม่ฟัง กลับไปฟังอะไรก็ไม่รู้ แล้ววันหนึ่งจะเสียใจ ผมพูดได้แค่นี้ ยังไม่สายนะครับ อย่าเสียกำลังใจ" ดร.สุเมธกล่าวทิ้งท้าย

วันเสาร์, พฤษภาคม 30, 2552

ไม่มีข้อหาก่อการร้าย


โดย คอลัมน์เหล็กใน
ที่มา ข่าวสด
30 พฤษภาคม 2552

คดีกลุ่มพันธมิตรบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ผ่านมา 187 วันแล้ว ยังไม่ชัดเจนว่าจะเอาผิดใครได้บ้าง หรือเอาผิดข้อหาอะไร

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เคยตอบในสภาว่าทุกคดีมีความคืบหน้า จะดำเนินการอย่างเท่าเทียมกันตามกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผบช.ภ.1 บอกว่ายึดสนามบินสุวรรณภูมิที่ยังช้า เพราะเป็นคดีก่อการร้าย มีโทษถึงประหารชีวิต

พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วยผบ.ตร.เจ้าของคดี ก็ยืนยันเช่นเดียวกันว่า พนักงานสอบสวนที่ทำคดีพอจะมองเห็นช่องทางในการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องรอฟังผลของผู้เชี่ยวชาญจากกรมการขนส่งทางอากาศ ที่จะต้องยืนยันเอกสารความผิดของพันธมิตรว่ามีความผิดเข้าข่ายข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรมขนส่งทางอากาศหรือไม่ ในวันที่ 28 พ.ค.จะประสานขอทราบผลอีกครั้ง

พล.ต.ท.วุฒิ ยังระบุด้วยว่าเบื้องต้นได้เตรียมแจ้งข้อกล่าวหาตั้งแต่บุกรุกจนถึงข้อหาก่อการร้ายสากล คาดว่าประมาณปลายเดือนพ.ค. จะมีความคืบหน้าในการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ที่เกี่ยวข้อง

ต่อมา พล.ต.ท.วุฒิได้ยื่นขอลาออกจากหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีนี้ เมื่อวันที่ 12 พ.ค.

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.จึงมีคำสั่งให้พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร.เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนดูแลควบคุมคดีแทน

เมื่อวันพุธที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ธานี ได้เรียกประชุมพนักงานสอบสวน เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีเกี่ยวกับการชุมนุมของพันธมิตร ทั้งคดีปิดล้อมรัฐสภา คดีบุกยึดสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ

เมื่อนักข่าวถามถึงคดียึดสนามบิน จะสามารถแจ้งข้อหาการก่อการร้ายสากลได้หรือไม่

พล.ต.อ.ธานี บอกหน้าตาเฉยว่าจากที่ดูรายงานการประชุมที่พล.ต.ท.วุฒิทำมา ไม่เห็นมีข้อหานี้

สำหรับคดีเกี่ยวพันธมิตร เดิมพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.เป็นผู้ดูแล

หลังรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้ามา มีการย้ายนายตำรวจที่เกี่ยวข้องหลายนาย ทำให้พล.ต.อ.จงรักพ้นหน้าที่ไป

ต่อมา พล.ต.ท.วุฒิได้มาดูแลคดีแทน เมื่อยื่นขอลาออกไป ก็เป็นอำนาจของพล.ต.อ.ธานี

ซึ่งบอกว่าไม่มีข้อหาก่อการร้ายสากลสำหรับกลุ่มพันธมิตร


ลำดับเหตุการณ์ครึ่งปีคดียึดสนามบินโดนดอง


-ค่ำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
-13 มกราคม 2552 พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.เผยคดีคืบหน้า 70 %จะออกหมายจับพันธมิตรภายใน1เดือน
-13 กุมภาพันธ์ 2552 ครบ1เดือนที่จงรักพูด ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
-18 กุมภาพันธ์ 2552 รัฐบาลย้ายตำรวจคุมคดียึดสนามบินเข้ากรุ พล.ต.อ.จงรักพ้นหน้าที่ในการคุมคดี สุเทพ เทือกฯเข้าคุมเอง
-20 กุมภาพันธ์ 2552 พล.ต.ท.ฉลอง สนใจผบช.ภาค1เผยคดีคืบหน้า80%
-21 เมษายน 2552 พล.ต.ท.ฉลองเผยคืบหน้า95%แล้ว เหตุที่ช้าเพราะเป็นคดีก่อการร้ายโทษถึงประหารชีวิต ส่วนคดีเสื้อแดงจับรวดเร็วเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดผลร้ายขึ้น
-23 เมษายน 2552 อภิสิทธิ์กล่าวต่อที่ประชุมสภาว่า รัฐบาลไม่ได้มี2มาตรฐานระหว่างสีแดงจับเร็ว สีเหลืองจับช้าอย่างที่วิจารณ์กัน ขณะที่จตุพร พรมพันธุ์โต้ตอนนี้มี3มาตรฐานแล้ว คือเสื้อแดงจับไว เสื้อเหลืองออกหมายเรียกก่อนแต่ช้า ส่วนเสื้อสีน้ำเงินของเนวินไม่ทำอะไรเลย แถมรัฐบาลอ้างว่าเป็นอาสาสมัครช่วยรัฐบาลอีก...
27 เมษายน 2552พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับมอบหมายให้คุมคดีพันธมิตรยึดสนามบิน และคดีพันธมิตรบุกสภาเมื่อ7ตุลาคม2551 เผยว่า คาดว่าไม่เกินเดือนพฤษภาคมจะสรุปสำนวนได้

9 พฤษภาคม 2552พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ปฏิเสธว่าไม่ได้2มาตรฐานกรณีสลายม็อบเสื้อแดงกับเพิกเฉยกรณีเสื้อเหลืองยึดสนามบิน โดยอ้างว่าตอนยึดสนามบิน รัฐบาลมีคำสั่งให้ตำรวจเป็นหลัก ทหารบกเป็นผู้ช่วยอยู่อันดับ3 แต่กรณีเสื้อแดงตอนสงกรานต์นั้น ทหารอยู่เฉยไม่ได้ คนตีกันสองฝ่าย ที่ตีกันระหว่าง “เหลือง-แดง” ผมอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ เราไม่ได้สลายการชุมนุม แต่ทำให้สถานการณ์สงบเรียบร้อย

-25 พฤษภาคม 2552 เป็นเวลา 181 วัน หรือครบ 6 เดือนเต็มคดีโจรก่อการร้ายพันธมิตรยึดสนามบิน โดยยังไม่มีการดำเนินคดีกับหัวโจกและสมุนโจรก่อการร้ายสากล ขณะที่พันธมิตรได้ประกาศจะตั้งพรรคการเมือง


-25 พฤษภาคม 2552 พล.ต.ท.วุฒิเผยว่า เบื้องต้นได้มีการเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาตั้งแต่บุกรุกจนถึงข้อหาก่อการร้ายสากล ซึ่งคาดว่าประมาณปลายเดือน พ.ค.จะมีความคืบหน้าในการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ที่เกี่ยวข้อง

-27 พฤษภาคม 2552 พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้ดูรายงานการประชุมที่ พล.ต.ท.วุฒิมาประชุม ไม่พบว่ามีการตั้งข้อหาก่อการร้ายแต่อย่างใด

สังเวช!อีแร้งในไร่ส้มสาวไส้กันเละ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ASTVผู้จัดการ

ผู้จัดการASTV กระบอกเสียงของสนธิ ลิ้มทองกุล ได้นำเสนอข่าวเรื่อง คำต่อคำ บิ๊กมติชน-ทีวีไทย เหน็บ “ASTVผู้จัดการ” สื่อการเมือง-เลือกข้าง จากนั้นก็รีบแฉโพยกลับเครือมติชนด้วยข่าวประจาน “บก.เก๊ะ” ข้อมูลชัด “มติชน” ฟาดโฆษณารัฐอิ่มแปล้! ซึ่งเป็นการเปิดศึกในแวดวงสื่อมวลชนครั้งล่าสุด ทำให้สังคมได้รับรู้ไส้ในอันฟอนเฟะของฐานันดรที่4ในทุกวันนี้


วันที่ 28 พ.ค. ที่อาคารรัฐสภา 2 คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และมูลนิธิฟรีดริช เอแบร์ท (The Friedrich Ebert Stiftung)จัดสัมมนาเรื่อง “สื่อและประชาธิปไตยในวิกฤต : บทบาทและความรับผิดชอบของสื่อ” โดยมีนักวิชาการ สื่อมวลชน เข้าร่วมอย่างหนาตา โดยผู้ร่วมสัมมนาบางส่วนได้กล่าวพาดพิงถึงการทำหน้าที่สื่อของ “เอเอสทีวี-ผู้จัดการ”

นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ บรรณาธิการในเครือมติชน ในฐานะนายกสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวตอนหนึ่งว่า เราจะยอมรับหรือเปล่าให้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ เราจะยอมรับความจริงไหม วันนี้ถ้าเกิดพรรคพันธมิตรฯ ตั้ง ASTV บอกไม่ใช่ของพรรคหรอก มันเป็นเครื่องมือทางการเมืองแน่นอน จะยอมรับกันหรือเปล่า ถ้ายอมรับก็ต้องแก้มาตรา 48 ครับ นี่เถียงกันให้ตกนะครับ อย่าไปอีแอบอยู่ จะเอาให้ตกก็ตก นักการเมืองควรไปจัดรายการไหม คนที่เป็นนักการเมืองครึ่งหนึ่ง เดี๋ยววันดีคืนนี้วันนี้เป็น ส.ว. วันนี้เป็นนักการเมือง พอตกงาน สอบตก พอคุณเกษียณไปจัดรายการวิทยุ จะเอาไหม พอเราปรับกิจการจะเอายังไง จะเล่นบทไหน วันหนึ่งสอบตกโผล่มาเป็นกลุ่มนี้ วันหนึ่งสอบได้กลับมาเป็นนักการเมือง วันหนึ่งตกไปโผล่ตรงนี้อีก

จะเอายังไงครับ เอาให้ตกนะครับตรงนี้ ไม่ต้องมานั่งเถียงกันแล้ว เพราะสามารถบริหารจัดการสื่อโดยตรง โดยอ้อม จะเอายังไงก็เอาให้ชัด ถ้าแก้ไม่ได้ แล้วสื่อท้องถิ่นทุกวันนี้ นักการเมืองท้องถิ่นทั้งนั้นเป็นเจ้าของ หนังสือพิมพ์ เขาโวยวายตั้งแต่ต้นตอนร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ถ้าเกิดทำไม่ได้ผมก็ไม่รู้ยังไง ของเยอรมันบอกต้องทำตามรัฐธรรมนูญให้ได้ ของเราบอกขอแหกให้ได้ก่อน มันตรงกันข้าม เรื่องวัฒนธรรม เถียงให้ตกนะครับ แล้วแก้ ถ้าไม่แก้ก็อยู่อย่างนี้ เถียงกันไป เดี๋ยวก็ยื่น ก็คงยื่นศาลรัฐธรรมนูญ คุณเรืองไกรต้องยื่นมากหน่อยแล้วกัน ยื่นทั่วประเทศ


นายเทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ทีวีไทยกล่าวว่า มี 2-3 ท่านพูดถึงว่าทำไมคนไทยถึงได้หันไปหาสื่อที่เป็น จะเรียกว่าสื่อทางเลือก หรือสื่อเลือกข้างก็แล้วแต่ ที่เป็น ASTV และเป็น D-Station ถามว่าทำไมสื่อมวลชนที่เป็น Main Stream Media มันหายไปไหน ทำไมสื่อมวลชนทุกวันนี้ที่มีบทบาทอย่างมากเลยในการทำให้คนมีอารมณ์ ทำให้คนโกรธแค้น ทำให้คนชอบ/ไม่ชอบ เอาอะไร/ไม่เอาอะไร มันกลายเป็นสื่อที่เลือกข้าง มีสีของตนชัดเจนหมดเลย แต่สื่อที่ตามหลักการแล้วควรจะมีบทบาทสำคัญที่สุดในการทำให้ประชาชนมีความคิดเห็นที่ดี ที่ถูกต้อง และสามารถนำความคิดเห็น นำข้อมูลเหล่านี้มาโต้เถียงกันได้ ค่อนข้างที่จะบทบาทหายไปจากสังคมนี้มากทีเดียว กลับกลายเป็นสื่อสองขั้วเป็นคนกำกับความรู้สึก เป็นคนกำกับความเห็นของประชาชน ค่อนข้างสูง

ผมคิดว่าเมืองไทยคงเป็นไม่กี่ประเทศในโลกขณะนี้ที่ความรู้สึกความเห็นของคนถูกกำหนดด้วยสื่อที่เลือกข้างแบบนี้ และผมคิดว่าระยะยาวแล้วอันตราย เพราะว่าทันทีที่ประชาชนมีความรู้สึกว่าสื่อที่พูดจาไพเราะเพราะพริ้ง มีเหตุมีผล ถกเถียงอย่างมีที่มาที่ไป มันไม่สนุกไม่ตื่นเต้นเหมือนกับสื่อที่มันสุดขั้ว ที่มันใช้ภาษาหยาบคาย ที่มันด่ากันฟังแล้วมันมันสะใจแล้วก็เชื่อเลย ผมคิดว่าถ้ามันเป็นอย่างนี้ออกไปนานวันมากขึ้น ผมคิดว่าอันตรายที่มีต่อประชาธิปไตยผมคิดว่ามีสูงแน่

ผมขอตั้งข้อสังเกตนิดเดียวกับข้อกังวลของบางท่านที่บอกว่าถ้ามีกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองมาตลอด ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา และมีสื่อในมือของตัวเอง และแยกไม่ออกระหว่างความเป็นสื่อ กับการเป็นเครื่องมือทางการเมือง ตรงนี้จริงๆ แล้วผมไม่ค่อยเป็นห่วงมากนัก เพราะผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วคุณค่าที่สำคัญที่สุดของสื่อมันอยู่ที่ความน่าเชื่อถือ เพราะว่าทันทีที่สื่อไหนก็ตามที่มีภาพชัดเจนว่าเป็นพรรคพวกของฝ่ายไหน เป็นของพรรคการเมืองไหน เป็นของการเมืองกลุ่มไหน ผมคิดว่าความน่าเชื่อถือก็คงจะค่อยๆ หายไป ผมคิดว่าพยายามมองในแง่ดีนะครับ แต่ว่าผมคิดว่าประเด็นที่สำคัญที่สุดคือทำยังไงให้สื่อที่เรียกว่าสื่อกระแสหลัก Main Stream Media กลับกลายมาเป็นสถาบันที่ประชาชนคนในสังคมให้ความเชื่อถืออีกครั้งหนึ่ง”

กระบอกเสียงลิ้มสาวไส้มติชนกลับแก้แค้นที่โดนก่อนเป็นสื่อการเมือง
เปิดสถิติ “มติชนรายวัน” ฟาดโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐทะลุ 60 ชิ้น/สัปดาห์ บ่งชี้ต้นเหตุ “ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์” นายกสมาคมนักข่าวฯ ออกมาโวย จะเอากันยังไงถ้าไม่มีโฆษณารัฐ นสพ.เจ๊ง-นักข่าวตกงานแน่ สื่ออาวุโสระบุ “โฆษณารัฐ” เยอะไม่เป็นไรแต่อย่ามีพฤติกรรมเลียนักการเมือง ให้เงินใต้โต๊ะ หรือทอนเงิน ขรก.-นักการเมือง ชี้แม้แต่เอากระเช้าไปให้นักการเมืองเมื่อได้ตำแหน่งก็ไม่เหมาะสม

จากกรณีที่วานนี้ (28 พ.ค.) นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ หรือ “บก.เก๊ะ” บรรณาธิการในเครือมติชน ในฐานะนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวอภิปรายในงานสัมมนา “สื่อและประชาธิปไตยในวิกฤต : บทบาทและความรับผิดชอบของสื่อ” ซึ่งจัดโดย คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และมูลนิธิฟรีดริช เอแบร์ท (The Friedrich Ebert Stiftung) ที่อาคารรัฐสภา 2 เกี่ยวกับกรณีปัญหาความจำเป็นในการพึ่งพิงโฆษณาจากภาครัฐของสื่อไทย รวมถึงกล่าวโจมตีสื่อเครือเอเอสทีวี-ผู้จัดการด้วยว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง

นายประสงค์กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้สื่อมวลชนไทยจึงต้องเอาอกเอาใจนักการเมือง เนื่องจากนักการเมืองเป็นผู้คุมงบประมาณของโฆษณาภาครัฐอยู่ ซึ่งถ้าหากไม่มีโฆษณาจากภาครัฐสื่อจะทำกำไรไม่ได้ หรืออาจอยู่รอดไม่ได้ และพนักงานขององค์กรสื่ออาจจะต้องตกงาน

“เรื่องของทุนก็ต้องยอมรับกันว่าสื่อหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่เป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเครื่องมือทางการเมืองบ้าง อะไรบ้าง จะทำยังไงกับมัน กำไรก็ต้องมี พนักงาน 2,000 คน จะทำยังไง จะให้อยู่รอดไหม ยิ่งเค้กก้อนเล็กลง โฆษณาก้อนเล็กลงขณะนี้จะเอายังไง

“แล้วก้อนที่ใหญ่ที่สุดขณะนี้บอกให้ตรงๆ นะครับ ก้อนใหญ่ที่สุดคือโฆษณา งบประมาณของเรา ในแง่โฆษณาประชาสัมพันธ์จะทำยังไง ซึ่งคนที่คุมก็คือนักการเมือง แต่ถ้านักการเมืองคุม นักการเมือง สปอตโฆษณาออกทีวีนี่หน้านักการเมืองทั้งนั้นเลยนะ จะทำยังไง จะให้อยู่รอดไหม พวกผมเอาให้ตกงานไหม พูดลงลึกไปถึงระดับลูกจ้าง ลูกน้องจะตกงานหรือเปล่า อันนี้พูดความจริงกัน โครงสร้างการจัดการจะยอมให้เป็นสื่อแบบทุนนิยมแบบนี้ ทุนโดยรัฐ จะเอายังไงกับมัน สังคมจะทำยังไง จะตอบยังไง ก็พูดข้อเท็จจริงว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ ผมแก้ไม่ได้หรอก ให้ผมแก้ผมจะไปยอมได้ไง” บรรณาธิการในเครือมติชนกล่าว

ขณะที่ในอีกตอนหนึ่งนายประสงค์กล่าวว่า “เราจะยอมรับหรือเปล่าให้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ เราจะยอมรับความจริงไหม วันนี้ถ้าเกิดพรรคพันธมิตรฯ ตั้ง ASTV บอกไม่ใช่ของพรรคหรอก มันเป็นเครื่องมือทางการเมืองแน่นอน ...”

ทั้งนี้ เมื่อข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ทีมข่าวของ ASTVผู้จัดการออนไลน์ก็ได้รับแจ้งจากประชาชนผู้ติดตามสื่อซึ่งระบุว่า หากสังเกตให้ดีจะพบว่าตลอดระยะเวลาปลายปีที่ผ่านมาสื่อในเครือมติชน โดยเฉพาะ นสพ.มติชนรายวัน นั้นถือเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ที่ได้รับงบประมาณโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสื่อหนังสือพิมพ์อื่นๆ โดยบางวันในหนังสือพิมพ์ที่มี 32 หน้า (รวมส่วนโฆษณาย่อยแล้ว) มีโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐมากกว่าสิบชิ้น

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อผนวกเข้ากับคำอภิปรายของนายประสงค์ล่าสุดก็อาจจะเป็นการไขคำตอบได้ว่า ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด เมื่อนักการเมืองกลุ่มใดขึ้นมาเป็นรัฐบาล สื่อบางส่วนจึงต้องเอาอกเอาใจนักการเมืองเหล่านั้นเป็นพิเศษ

เมื่อผู้สื่อข่าวตรวจสอบจำนวนโฆษณาภาครัฐของ นสพ.มติชนรายวัน ในรอบ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา คือ ตั้งแต่ วันเสาร์ที่ 23 พ.ค. ถึงวันศุกร์ 29 พ.ค.52 ก็พบว่ามีหน่วยงานภาครัฐ หรือ หน่วยงานที่กำกับดูแลโดยภาครัฐ ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวมากถึง 63 ชิ้น โดย ไม่นับรวมถึงโฆษณาสถาบันการศึกษาของรัฐ โฆษณาของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่แสวงหากำไร อีกทั้ง ไม่รวมโฆษณาในส่วนโฆษณาย่อย (Classified) และโฆษณาฉบับพิเศษ (Supplement) อื่นๆ

นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตด้วยว่า โฆษณาภาครัฐที่ลงใน นสพ.มติชนรายวัน จะกระจุกตัวอยู่ในช่วงวันทำการของราชการ คือ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ โดยคิดเป็นสัดส่วนมากถึงประมาณร้อยละ 50 ของโฆษณาทั้งหมดที่ลงในหนังสือพิมพ์แต่ละวัน สำหรับรายละเอียดของโฆษณาในแต่ละวันมีดังนี้

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 2 ชิ้น จาก
1.กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงมหาดไทย
2.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 1 ชิ้น จาก
1.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 12 ชิ้น จาก
1.กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
2.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กระทรวงศึกษาธิการ
3.กรมการปกครอง
4.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
5.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
6.การเคหะแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
7.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
8.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
9.กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง
10.สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
11.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
12.กรมพัฒนาพลังงานทดแทน กระทรวงพลังงาน

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 9 ชิ้น จาก
1.สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ และกระทรวงอุตสาหกรรม
2.สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) สำนักนายกรัฐมนตรี
3.กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
4.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
5.สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร (คปก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
6.สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
7.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
8.กรมประชาสัมพันธ์
9.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 14 ชิ้น จาก
1.องค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข
2.กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย
3.การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)
4.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
5.สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
6.กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
7.การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
8.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน
9.สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน
10.สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
11.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
12.กระทรวงสาธารณสุข
13.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กระทรวงศึกษาธิการ
14.กรมประชาสัมพันธ์

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 15 ชิ้น จาก
1.องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สำนักนายกรัฐมนตรี
2.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักนายกรัฐมนตรี
3.กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
4.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) กระทรวงการคลัง
5.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง
6.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
7.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
8.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.คุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ
10.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
11.สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม
12.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
13.สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
14.กรมประชาสัมพันธ์
15.กรมประชาสัมพันธ์

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 10 ชิ้น จาก
1.กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สำนักนายกรัฐมนตรี
2.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
3.สำนักงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กระทรวงศึกษาธิการ
4.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
5.กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
6.สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) สำนักนายกรัฐมนตรี
7.สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
8.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.กรมประชาสัมพันธ์
10.สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบจำนวนโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐของหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน กับหนังสือพิมพ์ประเภทเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน อย่างเช่น สยามรัฐ คมชัดลึก เดลินิวส์ ไทยรัฐ แล้วก็จะเห็นได้ชัดว่ามีจำนวนแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ด้านบรรณาธิการหนังสือพิมพ์อาวุโสท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า การที่หนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่งจะได้รับโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐมากเป็นพิเศษนั้นถือเป็นเรื่องปกติ เพราะหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นอาจะได้รับความนิยมสูงและอาจมีอัตราค่าโฆษณาถูกก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามจะถือว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องและผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรงหากหนังสือพิมพ์ฉบับใดมีพฤติกรรมการอิงแอบหรือเอาอกเอาใจนักการเมืองที่มีอำนาจ และยิ่งร้ายแรงกว่านั้น หากสื่อใดมีพฤติกรรม “จ่ายเงินใต้โต๊ะ” หรือ “ทอนเงิน” ให้กับข้าราชการหรือนักการเมืองเพื่อให้มีการจัดสรรงบโฆษณามาลงในสื่อหรือหนังสือพิมพ์

จากข้อมูลดังกล่าวเป็นที่น่าสังเกตอย่างยิ่งว่า การที่ นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวในทำนองที่ว่า หากไม่มีโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐแล้วหนังสือพิมพ์-สื่อจะไม่สามารถอยู่รอดได้ จะเป็นสาเหตุหนึ่งหรือไม่ที่ทำให้สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่ และหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่บางฉบับต้องเอาอกเอาใจนักการเมืองเป็นพิเศษ เพียงเพื่อหวังให้ธุรกิจอยู่รอดและทำกำไร อย่างเช่นกรณีที่เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2551 ประธานกรรมการบริษัทของเครือหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่งได้ไปมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือการนัดมอบดอกไม้หรือนัดรับประทานอาหารเพื่อแสดงความยินดีกับนักการเมืองในโอกาสที่ได้รับตำแหน่ง หรือ ในโอกาสพิเศษต่างๆ เป็นต้น

ลิ้มไม่หนำใจสอนมติชน-เนชั่นต้องเลือกข้างแบบผู้จัดการ

กระบอกเสียงของสนธิลิ้มยังได้ระบายแค้นอีกข่าว ด้วยการนำเสนอเรื่องที่สนธิพูดออกทางASTVว่า “สนธิ”สอนมวย “เก๊ะ-หย่อง”สื่อต้องเลือกข้างความถูกต้อง โดยโปรยข่าวว่า “สนธิ”สั่งสอน บก.มติชน-ผอ.ทีวีไทย อย่าติดยึดมายาคติ “เป็นกลาง” จนขาดความกล้าหาญ มุ่งเอาตัวรอด ยอมอยู่ตรงกลางระหว่างถูกผิดเหมือนกิน “ข้าว”ผสม “ขี้” ชี้จุดยืนสื่อขึ้นอยู่กับเจ้าของ หากเห็นแก่ทุนเกินไปก็เหมือนเจ้าของมติชนที่ช่วงหนึ่งยอมเข้าหา “ทักษิณ” ขณะเอเอสทีวียอมลำบากเพื่อความถูกต้อง

วันศุกร์, พฤษภาคม 29, 2552

ปรัชญาเศรษฐกิจ"จูเช"นโยบายการเมืองใหม่ของพรรคพธม.-'Juche' platform for PAD's new politics of socialism


โดย ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล
ที่มา บางกอกโพสต์
29 พฤษภาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:คุณปลื้มเขียนบทความล่าสุดลงในบางกอกโพสต์ เรื่อง 'Juche' platform for PAD's new politics of socialism ซึ่งลัทธิปรัชญาเศรษฐกิจ Juche นั้นมีต้นตำรับคือคิมอิลซุง บิดาผู้ก่อตั้งเกาหลีเหนือ มีหลักการสำคัญคือการไม่พึ่งพาประเทศอื่น เน้นการพึ่งพาตนเอง ปฏิเสธระบบทุนนิยม โดยเกาหลีเหนือโฆษณาชวนเชื่อว่าปรัชญาเศรษฐกิจอันกลั่นมาจากมันสมองอันอัจฉริยภาพของคิมอิลซุงเป็นสิ่งที่โลกต้องเอาอย่าง แต่อย่างที่รู้ๆคือหากขาดการบริจาคจากโลกภายนอก ชาวเกาหลีเหนืออาจอดตายไปแล้ว..ทำไมคุณปลื้มจึงมีความเห็นว่าการเมืองใหม่ของพันธมิตรช่างละม้ายปรัชญาเศรษฐกิจที่ว่านี้ เชิญอ่านรายละเอียด..


'Juche' platform for PAD's new politics of socialism

For opponents of the People's Alliance for Democracy, it certainly is a breath of fresh air that the PAD will no longer be out on the streets in such an active fashion as they were in the past. This is undoubtedly a plus for the country's overall political climate.

At least for the foreign and local investment communities, who abhor unstable and unpredictable extra-parliamentary practices leading to airport takeovers and Government House invasions, the formation of a PAD party is very much welcome.

See also: Will the People's Alliance be a viable political party?

Yet what this yellow-clad movement has been able to accomplish in the past is indeed proof that their leadership and organisation cannot be underestimated. For our evolving parliamentary system, the PAD will be a force. They have two influential media outlets in hand - ASTV (quasi-legal regional cable/internet television) and http://www.manager.co.th which is the most popular news website in the history of the Kingdom.

Through these media outlets, and and perhaps a supporting cast of newspapers and websites, the PAD - whatever it decides to name itself - will be able to campaign vigorously and effectively. Because of this, expect them to garner quite a popular mass following in particular provinces.

For the short term the PAD's party base will eat into those of the ruling Democrats. Long-term, things are still unpredictable.

If you look at Chamlong Srimuang's Palang Dharma (Power of Dharma) party back when he formed and ran it, they tapped into the anti-Democrat sentiment in the capital. The polarised political climate in the city of Bangkok nowadays is, however, much different from how it was in the days when the then green party was able to capture 90% of the district seats in Bangkok. The anti-Democrat vote in Bangkok is unquestionably anti-PAD as well. Most, if not all, of their votes will go to Puea Thai party.

You'd find some anti-PAD, pro-Democrat elements, but you'll never find an anti-Democrat, pro-PAD - that kind of self-conflicting political preference is non-existent.

The PAD basically captures the non-Democrat, Sondhi Limthongkul-loving, anti-Thaksin Shinawatra base; this is a minuscule base at this moment for the city. Though the PAD's ways could grow on you, their antics in the past do not necessarily help. Do not expect the views of the PAD - ultra right-winged politically and ultra left-winged economically - to resonate on the campaign trail immediately.

A large Democrat base in the city may have at some point found themselves disapproving of Thaksin's politically monopolistic tendencies, but Bangkokians are not about to be so receptive to an unreasonable set of labour union activists, formerly bankrupt media manipulators, heart-broken academics, mass-mobilising movers, and ostracised failed politicians.

To sum up, the yellow party will definitely be a strong additional colour to the campaign scene. Unfortunately, it will not galvanise voting support so quickly as to replace the Democrats.

On to the front of policy implications. Believe me, unlike how some in the international journalist community and mainstream pockets of academia mistakenly describe the divergence of Thailand's divide over the past five years, the PAD's popularity will be (just like it has been) cross-provincial and cross-income class. Its popularity is not with "educated elites" or "Bangkokians" or "Democrat-controlled South" or "true royalists" or "conservative circles." Its popularity is with those who fervently and dogmatically follow the information-manipulating catalysts that are http://www.manager.co.th and ASTV.

To answer everyone's question: the new PAD party will be popular in those parts of the country where the penetration rate for internet access is high and where ASTV is installed, on the condition that a credulous audience tunes in each day and night.

From a media perspective, ASTV and http://www.manager.co.th are the two biggest threats to all other political parties, who are not as media-savvy. If these Sondhi-controlled limbs can be cut off, the PAD party's popularity would be immensely lessened. In the long-term, the goal of creating a communist-like party - fashioned clandestinely as the royalist-yellow party - will not be reached.

To be less superficial, however, you must understand the kind of policies that may be proposed by the PAD once it begins to draft a political platform. Their unwritten party manifesto looks to have Leninist leanings, stripped of the anti-monarchic aspects of the communist ideals. To further the point and be clearer, this is a pro-monarchist yet economically left-leaning organisation. It is pro-monarchist for the sake of political survivability in the medium term, which means that they value Thais' loyalty to royal institutions, and that over the next 5 to 10 years they will opt to use that as a campaign launch-pad for their electoral support.

It is left-leaning economically so that it can cater to the underprivileged labourers, the poverty-stricken lower-middle working class, the unfunded politicians, the non-governmental organisation activists who have not been answered to or left neglected by successive "old politics"' administrations.

Such ideas as reforming land use, a la North Korea, into a type of commune, proven to have failed in China and the Soviet Union as well, would eventually surface. Other economic projects may include revamping the welfare system for retirees and pension holders, and all those living below the poverty line, massive increases of taxes levied on land holdings and other types of estates including inheritance, installing a much more ludicrous structure of progressive income taxation, etc.

Their platform could include furthering the goals embedded in a national ideology of self-reliance. This in turn may eventually justify the creation of a regime that justifies left-wing policy dictatorship from a politburo-like PAD party governing committee (voted in only by its "People's Congress").

You can certainly expect campaign arguments derived from concepts of collective consciousness and the superiority of the collective over the individual, with appeals to the politically conservative and ultra-nationalistic base. Citations of "the Juche Idea" will be a leitmotif in the PAD's final political execution phase.

Originally described as a creative application of Marxism-Leninism in the national context, the North Korean application of "juche" (spirit of self-reliance) became a malleable philosophy that was re-interpreted from time to time by the Kim Il Sung/Kim Jong Il regime as its ideological needs altered. In the end it was used by the head of state as a "spiritual" underpinning for its authoritarian and abusive rule.

The PAD party's leadership, in terms of foreign policy, can be expected to clandestinely emphasise the core concept of "juche," which is the ability to act independently without regard to outside interference. With the PAD party at the helm, the country can no doubt prepare itself for anti-globalised practices in the economic portfolios. Policies like compulsory licensing and others - accepted by particular pockets of the uninformed anti-globalisation community and cheered on by socialist-leaning organisations - would, over time, become the norm.

From what has been described here you can probably predict on your own as to how the PAD will find its support base. Some of the mentioned points actually do sound novel and attractive: such as poor-protecting, socially-conscious, anti-money politics and welfare-oriented types of policies. Nonetheless, the problem with such a potentially single-party system with a rallying base centred around an always pro-royalist and constantly nationalistic core will, inevitably corrupt itself.

For the sake of our present structured parliamentary system under constitutional monarchy, I am hoping that the political party assembled by the PAD leadership will take part only in the next governing coalition and thereafter fade away.

That would require this yellow-shirt party to capture at least 10 or 20 seats, with some coming from the Northeast, the South and the Central Region. It would also require that they aptly manoeuvre post-election to juggle for cabinet positions.

Yet, this is not how I picture things developing.

Mr Sondhi Limthongkul's clan will indeed capture about 10 to 20 MP seats nationwide, either through the district or party-list format, with the latter being more likely. They will at first portray themselves as being anti-corruption by taking the moral high ground of not desiring the join the Democrat/Bhumjaithai parties-led coalition. Over time, however, the PAD will galvanise a massive, more-than-cult following through its media outlets by continuing to tap into the anti-corrupt politicians sentiment in the country. Here Manager.co.th and ASTV will play the key roles.

From a small opposition leading party, the yellow-shirt cult will transform into a formidable contender to run Operation Thailand. The answer to everyone's question as to whether or not members of the PAD leadership will take part in the new cabinet after the next general election, is clearly no. The real threat, however, is down the road when the PAD is able to capture a large, more mass-oriented following (imagine Palang Dharma times 5 at least). At that point they can turn their already assembled People's Congress into a truly alternative policy-making platform that can facilitate regime capitulation.

At an even more opportune moment, with the lighting switch of a military coup d'etat, or better yet, an armed popular uprising against those "uncleansable evil corrupt politicians," the PAD's People's Congress will finally fulfil its ordained role. Which is, of course, to immediately serve as a transitional parliament in order to draft a revolutionarily draconian constitution that will shame even the drafters of the current 2550 B E one.

Consequently the PAD will achieve its goals of writing its "new politics" manifesto. The manifesto would be similar to Karl Marx's, modified to still contain the institution of the monarchy, and most of its related aspects, as it is only an adapted version. "New Politics" will possess every quality of socialist-oriented economic policies.

What, however, comprises a threat to national security and to the current governing structure of the Kingdom is rather the post- "new" constitutional platform of the "New Politics." The PAD only needs to capture a few seats to be effective in the lower house at this point. In participation with certain appointed and elected members of the upper house, the noises they make will slowly eat away - like drips of water on a stone - at the election-oriented parliamentary system in our democracy under constitutional monarchy. Their real goal of having a non-elected secretary-general leading a politburo emanating from a people's congress, is way beyond what the average person can currently discern. Yet, under the microscope of one who understands the reds' long struggle, there is certainly something lurking beneath the surface - even if the naked eye does not yet fathom the truths now masked by the facade of royalist colours.

Ten years from now, in hindsight, the red shirts may not necessarily have been Thailand's modern-day liberation of the proletariat.
000000000000000000

หมายเหตุท้ายบทความ:อะไรคือปรัชญาเศรษฐกิจจูเช(หรือจูเชียะ)?


ชาร์ลส์ เจนกิ้นส์ ทหารอเมริกันที่หนีทหารจากเกาหลีใต้เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเกาหลีเหนือนาน40ปี(2507-2547)เขียนในหนังสือคำสารภาพ(To tell the truth)ที่เขาเขียนขึ้นหลังจากหลบหนีออกจากเกาหลีเหนือมาได้ว่า

ในตอนแรกที่เขาหนีทหารเข้าไปอยู่ในเกาหลีเหนือในราวปีพ.ศ.2508นั้น ภายหลังจากถูกล้างสมองให้รับรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความอัจฉริยะของคิมอิลซุง บิดาผู้ก่อตั้งเกาหลีเหนือแล้ว ทางการเกาหลีเหนือก็บังคับให้เรียนเกี่ยวกับ"ปรัชญาจูเชียะ"

ปรัชญาจูเชียะตามทฤษฎีของคิมอิลซุง มีสาระสำคัญยกย่องการพึ่งตัวเอง เกาหลีเหนือต้องพึ่งตัวเองดีกว่าการพึ่งการค้ากับประเทศลัทธิคอมมิวนิสต์อื่น เช่น จีน โซเวียต ต้องเรียนวันละ10ถึง11ชั่วโมง ถ้าท่องจำไม่ได้ในส่วนที่ถูกสั่ง ต้องเรียนซ้ำ16ชั่วโมงในวันอาทิตย์ ดังนั้นแม้แต่40ปีต่อมาที่หนีออกจากเกาหลีเหนือมาได้ ข้าพเจ้าก็ยังจำคำโฆษณาชวนเชื่อปรัชญานี้ได้ดี บางครั้งข้าพเจ้ายังท่องมันได้แม้แต่ในความฝัน

ข้าพเจ้าไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ แต่มันเป็นทฤษฎีบ้าๆ ยิ่งเรียนก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไร้เหตุผล บางครั้งข้าพเจ้าเหลียวดูรอบตัวและพิศวงเหลือเกินว่า เหตุใดคนทั้งประเทศนี้จึงเชื่อทฤษฎีไม่สมประกอบนี้ แน่นอนเป็นทฤษฎีโกหกเห็นชัดๆ เพราะใครก็รู้ว่าเกาหลีเหนือล้มแน่ถ้าขาดการค้า หรือการพึ่งพาบริจาคจากประเทศอื่นเพื่อปากท้องของคนเกาหลีเหนือ

ข้าพเจ้ามักจะบอกลูกสาว2คนที่เกิดและเติบโตในเกาหลีเหนือเสมอว่า"โลกที่เรากำลังอยู่ในเกาหลีเหนือ ไม่ใช่โลกมนุษย์ที่แท้จริง"แต่เด็กๆไม่ค่อยเชื่อข้าพเจ้านัก เพราะโลกในเกาหลีเหนือเป็นโลกเดียวเท่านั้น ที่เด็กๆรู้จัก

แต่ข้าพเจ้าไม่เคยถูกล้างสมองด้วยประวัติศาสตร์ หรือทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จอมปลอม และการเคารพบูชาคิมอิลซุงซึ่งพวกเขายัดเยียดให้ หากคุณเป็นชาวเกาหลีเหนือที่เติบโตในสภาพนี้ มันอาจจะมีแนวโน้มที่จะเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาสั่งสอน หรืออย่างน้อยอาจจะเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างไม่มากก็น้อย

แต่ข้าพเจ้าเติบโตมาจากโลกภายนอก รู้จักโลกภายนอก ข้าพเจ้ารู้ว่า ทุกอย่างเป็นการโกหกหลอกลวง

สำหรับลัทธิบูชาเคารพปัจเจกบุคคลในเกาหลีเหนือนั้น ข้าพเจ้าซาบซึ้งดีเมื่อถามคำถามซื่อๆตรงๆและน่าจะมีเหตุผลต่อเจ้าหน้าที่พรรคว่า"ถ้าคิมอิลซุงตาย จะเกิดอะไรขึ้น?"เท่านั้นหละข้าพเจ้าก็โดนทำโทษหนักด้วยคำถามนี้ การเกริ่นแย้มว่าคิมอิลซุงเป็นมนุษย์เดินดินที่ไม่พ้นความตาย...

ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยในเกาหลีเหนือ

ส่วนเกินของระบอบประชาธิปไตย


โดย ปูนนก อิสระ
29 พฤษภาคม 2552

การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ทุก ๆ คนต่างก็ได้รับสิทธิ, เสรีภาพ, หน้าที่ โดยเท่าเทียมกัน ดังนั้นผู้ใดกระทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย ลอยอยู่เหนือประชาชนโดยอ้างบุญญาบารมี ระเบียบประเพณี หรือสิ่งอื่นใดที่มิไ้ด้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของหลักคิดในเรื่องประชาธิปไตยแล้วละก้อ คนผู้นั้นก็คือ “ส่วนเกิน” อันไม่พึงประสงค์ของระบอบประชาธิปไตย และส่วนเกินทุก ๆ ส่วนที่ไม่มีความจำเป็น หรือ อาจจะเป็นโทษนั้น จำเป็นจะต้องถูกกำจัดออกไป ไม่วันใดก็วันหนึ่งอย่างแน่นอน



ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันอย่างเป็นสากลว่าการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นการปกครองที่เหมาะสม และมีข้อบกพร่องน้อยที่สุดเท่าที่มีได้ในปัจจุบันนี้

การปกครองนั้นเป็นทฤษฎีแนวคิด, เป็นปรัชญาความเชื่อ, เป็นความศรัทธาที่นำไปสู่ภาคปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็มิได้แตกต่างไปจากเรื่องดังกล่าว

พัฒนาการของรูปแบบการปกครองในประวัติศาสตร์โลกนั้นได้ผ่านยุคสมัยมาตลอดหลายพันปี ผ่านการลองผิดลองถูกในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย จากยุคสมัยผู้แข็งแรงที่สุดได้เป็นผู้ปกครอง ผ่านมาถึงยุคที่มีความเชื่อในเรื่องเทพเ้จ้าอวตารมาปกครอง และในที่สุดก็มาถึงยุคสมัยที่ใช้ความต้องการของกลุ่ีมชนทั้งหมดเลือกผู้ปกครองของตนเอง

สิ่งเหล่านี้ล้วนผ่านกาลเวลาอันยาวนานและยุคสมัยแห่งความขัดแย้งและความเจ็บปวดจากการต่อสู้ ทุกสิ่งล้วนเป็นการพัฒนามาจากประสบการณ์โดยตรงของผู้อยู่ภายใต้การปกครอง และความรู้ที่ได้เิพิ่มพูนขึ้นตลอดระยะสมัยที่ผ่านไปนับหลายพันปี

คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าประเทศไทยได้รับรูปแบบแนวคิดการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาจากต่างประเทศ การปกครองในรูปแบบนี้มิได้เกิดขึ้นจากพัฒนาการทางการเมืองการปกครองของคนในประเทศไทยด้วยตนเอง ทำให้การเมืองการปกครองในประเทศไทยมีปัญหาอุปสรรคตลอดมา หลังจากที่ได้มีการปฏิวัิติเพื่อเปลี่ยนแปลงที่จะปกครองในระบอบประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2475

เหมือนการลอกข้อสอบที่นำเอาผลของคำตอบมาตอบ แต่ไม่เคยทราบว่าวิธีทำให้ได้คำตอบนั้นว่าทำอย่างไร ด้วยเหตุนี้เองประชาชนในยุคสมัยเมื่อ 70 กว่าปีที่แล้วนั้นจึงยังไม่ได้ผ่านกระบวนการ “บ่มเพาะ” จนเข้าใจถึงหลักการ, ปรัชญาความคิด, และรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

กระบวนการความคิดที่กลายมาเป็นการกระทำ ยังไม่ได้ผ่านมาจากประสบการณ์ตรงของชีวิตจากข่วงเวลานั้น ประกอบกับในระยะเวลาดังกล่าวได้เกิดความขัดแย้งทางปรัชญาความคิดในการปกครองระหว่าง “คอมมิวนิสต์ และประชาธิปไตย” ซึ่งยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ด้วยกาลเวลา ว่าประชาธิปไตยเหมาะสมหรือดีอย่างไรสำหรับประเทศไทย ทำให้กระบวนการพัฒนาความคิดด้านการปกครองในเชิงประสบการณ์ตรงของประชาชนไทย ไม่ได้รับการเสริมสร้างให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ดี หลังจากที่กาลเวลาผ่านเลยไปมากกว่า 70 ปี ประชาชนไทยจำนวนมากได้มีโอกาสเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น การศึกษาพัฒนาขึ้น ประชาชนรุ่นใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดดหลังจากทศวรรษที่ 70 เป็นต้นมา รวมทั้งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างครอบคลุมทั่วโลกเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนไทยจำนวนมากพัฒนาความคิดด้านการปกครองในระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาก

จนเรียกได้ว่าขณะนี้ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้กลายเป็น “มติมหาชน” ของประชาชนไทยทั้งชาติไปแล้ว และประชาธิปไตยที่ประชาชนต้องการหมายถึงประชาธิปไตยที่เป็นสากล ที่สามารถรองรับความต้องการอันแท้จริงของประชาชนทั้งมวลได้ มิใช่ประชาธิปไตยที่มี “ส่วนเกิน” บางอย่าง มาคอยบอกว่าประชาชนไทยต้องการสิ่งใดหรือไม่ต้องการสิ่งใด โดยที่พวกเขาไม่ต้องคิดเอง

แนวคิดในการปกครองของระบอบประชาธิปไตยมิได้มีสิ่งใดที่่ซับซ้อน หรือเข้าใจยาก เป็นแนวคิดง่าย ๆ ที่ยึดถือว่า “มนุษย์ทุก ๆ คนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน” โดยแนวคิดนี้ได้ขยายออกเป็นหลักการสำคัญที่ถือว่าเป็น “แม่บท” ของระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ 5 ประการคือ

1. อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ( Sovereignty of People )
2. เสรีภาพบริบูรณ์ ( Full Freedom )
3. ความเสมอภาค ( Equality ) ทั้งความเสมอภาคทางกฎหมาย และความเสมอภาคทางโอกาส
4. ยึดหลักกฎหมาย ( Rule of Law )
5. รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง (Elected Government )


การปกครองในระบอบประชาธิปไตยไม่มีใครเป็น “ส่วนเกิน” ทุก ๆ คนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน แต่น่าเสียดายที่ประชาธิปไตยในประเทศไทยมิใช่เช่นนั้น กลับมีผู้คนบางส่วนของสังคมคิดเอาเองว่าตนเองมีความสำคัญ หรือมีคุณค่าสูงกว่าคนอื่น ๆ โดยใช้สถานะทางสังคม, โอกาส, และอำนาจบารมี ที่ตนเองมี มาเป็นสิ่งที่ทำลายหลักการ และความต้องการของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยลงอย่างอย่างสิ้นเชิง

และเมื่อเป็นเช่นนั้นผู้ที่ได้ทำลายหลักการ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เขาหรือพวกเขาก็ได้กลายเป็น “ส่วนเกิน” ของระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แม้ว่าโดยแนวคิดแล้วประชาธิปไตยไม่มีใครที่เป็นส่วนเกิน แต่สำหรับผู้ที่ขัดขวางพัฒนาการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เขาเหล่านั้นก็คือ “ส่วนเกินของระบอบประชาธิปไตย” ที่นอกจากไม่มีประโยชน์แล้ว ยังกลายเป็นโทษต่อประชาธิปไตยด้วยซ้ำ

“ไส้ติ่ง” เป็นอวัยวะที่เป็นส่วนเกินไม่มีความจำเป็นหรือประโยชน์ใด ๆ ต่อร่างกาย แต่ร่างกายต้องมีเส้นเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะที่เป็นส่วนเกินนี้ ซึ่งถ้าอยู่ในภาวะปกติก็คงไม่มีอุปสรรคใด ๆ และคงอยู่ร่วมกันได้ แต่ถ้าวันใด “ไส้ติ่ง” เกิดอาการอับเสบเป็นพิษขึ้นมา ก็จะปวดท้องมากและอาจจะทำให้ถึงกับสูญเสียชีวิตได้ ดังนั้นจึงได้พบเห็นกรณีที่มีคนจำนวนมากไปผ่าเอาไส้ติ่งนี้ออกไปเสียก่อน ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เกิดอาการใด ๆ เพื่อป้องกันมิให้เกิดอาการอักเสบขึ้นมาภายหลัง

การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ทุก ๆ คนต่างก็ได้รับสิทธิ, เสรีภาพ, หน้าที่ โดยเท่าเทียมกัน ประชาชนในสังคมต่างก็ให้การสนับสนุนเกื้อกูลกัน และอยู่ร่วมกันภายใต้กฎหมายที่บัญญัติไว้เหมือน ๆ กัน ดังนั้นผู้ใดกระทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย, ลอยอยู่เหนือประชาชนโดยอ้างบุญญาบารมี, ความเคารพศรัทธา ระเบียบประเพณีหรือสิ่งอื่นใดที่มิไ้ด้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของหลักคิดในเรื่องประชาธิปไตยแล้วละก้อ คนผู้นั้นก็คือ “ส่วนเกิน” อันไม่พึงประสงค์ของระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง

และส่วนเกินทุก ๆ ส่วนที่ไม่มีความจำเป็น หรือ อาจจะเป็นโทษต่อร่างกายนั้น จำเป็นจะต้องถูกกำจัดออกไป ไม่วันใดก็วันหนึ่งอย่างแน่นอน

วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 28, 2552

เมื่อที่ดินยังไม่ได้เป็นของผู้ไถหว่าน เตือนมาร์ค อย่าเบี้ยวข้อตกลง


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 พฤษภาคม 2552

แถลงการณ์ประณามกลุ่มอิทธิพลข่มขู่คนไร้ที่ดิน-รัฐบาลอภิสิทธิ์ อย่าเบี้ยวข้อตกลง

สืบเนื่องมาจาก รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เคยแถลงนโยบายว่าจะดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้ มีรูปแบบโฉนดชุมชน และมีนโยบายเก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้าในอนาคต จนสร้างความประหลาดใจให้กับสังคมอย่างยิ่ง

ขณะที่ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท) ได้เจรจาแก้ไขปัญหาที่ดินกับรัฐบาลโดยมีนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง และยึดหลักนโยบายของรัฐบาลมากกว่าการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม

อย่างใดก็ตาม ไม่นานมานี้ ได้มีกลุ่มอิทธิพลพร้อมอาวุธ กระทำการข่มขู่คุกคามสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี อย่างอุกอาจป่าเถื่อน และพื้นที่อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งได้สะท้อนถึงความจริงจังจริงใจในการแก้ไขปัญหาที่ดินของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในทางรูปธรรมได้เป็นอย่างดี

เรานามองค์กรประชาชนดังรายชื่อข้างล่างมีขอเรียกร้องต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์และสังคมดังนี้

1.ขอประณามของบุคคลอิทธิพลที่กระทำการอุกอาจการป่าเถื่อนต่อคนจนผู้ไร้ที่ดิน และรัฐบาลต้องดำเนินคดีบุคคลดังกล่าวโดยเร่งด่วน และมีมาตรการคุ้มครองคนจนผู้ไร้ที่ดินไม่ให้ถูกข่มขู่คุกคาม

2. รัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการอิสระหลายฝ่ายเข้าร่วมเพื่อดำเนินการตรวจสอบการบุกรุกที่ดินของนายทุนที่หมดอายุสัญญาเช่า ไม่ว่าจะมีเส้นสายกับกลุ่มอิทธิพลการเมืองใดก็ตาม และนำที่ดินมาให้ผู้ไร้ที่ดิน

3. รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินอย่างเป็นรูปธรรม อย่าเพียงเล่นสำนวนโวหาร หรือสักเพียงแต่พูดให้สังคมว่ามีนโนบายที่ดินเท่านั้น

4. ขอให้นักวิชาการและ สังคมติดตามและวิเคราะห์ว่า นโยบายภาษีที่ก้าวหน้านั้น ก้าวหน้าจริงหรือไม่ในทางเศรษฐศาสตร์ จะป้องกันมิให้นายทุนเจ้าที่ดินบิดเบือนหาช่องโหว่ได้อย่างไร และนโยบายนั้น มีความเสมอภาคในการดำเนินนโยบายมากน้อยเพียงใด หรือเป็นเพียงสำนวนโวหารเท่านั้น

ด้วยความเชื่อมั่น

แนวร่วมกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ(นกน)
เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน)
กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคม อีสาน (สสอ)
กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ(ปรส)

ใบตองแห้ง:ไชโย!พธม.ตั้งพรรค

โดย ใบตองแห้ง
ที่มา ไทยโพสต์
28 พฤษภาคม 2552


ที่ผมสนับสนุนเพราะการขับเคลื่อนของพันธมิตรฯ จะนำไปสู่จุดจบของพันธมิตรฯ ของความสุดขั้วสุดโต่ง ที่จะถูกปฏิเสธจากสังคมในที่สุด แล้วสังคมจะได้รับบทเรียนว่ากระแสที่ปลุกกันมาโดยพันธมิตรฯ โดยสื่อ นักวิชาการ นั้นเลอะเทอะแค่ไหน

เหมือนดูหนังเรื่องลูกบ้าเที่ยวล่าสุด มันก็ต้องบ้าให้ถึงไคลแมกซ์ อย่ามาหยุดครึ่งๆ กลางๆ


ไชโย พรรคพันธมิตรประชาชนเพื่ออำมาตยาธิปไตยจัดตั้งขึ้นแล้ว ภายหลังได้ฉันทามติเป็นเสียงโห่ฮาสองนาทีในสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ (ฮา-ด้วยคน เพราะผมหลงคิดว่าเขาจะใช้วิธีอารยะกว่านี้ เช่นให้ตัวแทนแต่ละจังหวัดมาลงคะแนนลับ)

มันแสดงให้เห็นว่า 5 แกนนำก็ยังสามารถเป่านกหวีดปี๊ดๆ ได้ตามเคย แม้ก่อนหน้านี้จะมี พธม.บางส่วนไม่เห็นด้วยกับการตั้งพรรค

ผมก็สนับสนุนให้พันธมิตรฯ ตั้งพรรคนะ นักวิชาการบางท่านบอกว่าเป็นการอัตวินิบาตกรรมตัวเอง แต่ผมมองว่ามันเป็นเหมือนคำสาป ถึงอย่างไรก็ต้องตั้ง ถึงอย่างไรก็ต้องเดินต่อไปในแนวทางนี้ อุตส่าห์ยึดทำเนียบฯ ยึดสนามบินแล้วจะหยิบยื่นอำนาจให้โอบามาร์คกับปากห้อยเอาไปสะด๊วบ มันก็เหมือนฉี่ไม่สุดอย่างคุณว่า

คือพันธมิตรฯ ปลุกกันมาด้วยอุดมการณ์สุดขั้ว สุดขอบโลก ปฏิเสธนักการเมือง ปฏิเสธการเลือกตั้ง ไปหมดแล้ว จะมายอมให้ปรองดอง สงบ สันติ สามัคคี แบ่งเค้กรถเมล์ 4 พันคัน กันได้ไง

พูดง่ายๆ พันธมิตรฯ เป็นตัวแทนคนชั้นกลางจารีตนิยม ที่เชื่อว่าประเทศนี้กำลังมีภัยอันตรายอย่างใหญ่หลวง จากทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ที่จะมายึดสมบัติชาติ จากวัฒนธรรมตะวันตก ที่บ่อนทำลายลูกหลาน จากวัฒนธรรมประชาธิปไตย ที่จะทำให้คนจน เครียด กินเหล้า อ้างความเสมอภาค พันธมิตรฯ เชื่อว่าประเทศนี้จะต้องปกครองโดย "คนชั้นกลางในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ร่วมกับทหารและข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะยอมให้นักการเมืองเข้ามามีส่วนไม่ได้แม้แต่น้อย

ถ้านึกภาพไม่ออกให้เอาตอลิบันหรือรัฐอิสลามหารสอง ใส่ Royalist เข้าไป เหยาะพุทธทาสกับความคิดประชาสังคมของหมอประเวศนิดๆ พอให้รสกลมกล่อม นั่นแหละอุดมการณ์พันธมิตรฯ

ที่ผมสนับสนุนเพราะการขับเคลื่อนของพันธมิตรฯ จะทำให้ความพยายามสร้างกระแส "สงบ สันติ สามัคคี" แบบอำมาตยาเป็นผู้ชนะ ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ อำมาตยาใช้พันธมิตรฯ เป็นเครื่องมือ พอชนะแล้วก็ไม่ต้องการใช้ต่อ แต่พันธมิตรฯ เหมือนผีชีวะที่ถูกปลุกขึ้นมาแล้วมีฤทธิ์ หมอผีก็เอาไม่อยู่

ที่ผมสนับสนุนเพราะการขับเคลื่อนของพันธมิตรฯ จะนำไปสู่จุดจบของพันธมิตรฯ ของความสุดขั้วสุดโต่ง ที่จะถูกปฏิเสธจากสังคมในที่สุด แล้วสังคมจะได้รับบทเรียนว่ากระแสที่ปลุกกันมาโดยพันธมิตรฯ โดยสื่อ นักวิชาการ นั้นเลอะเทอะแค่ไหน

เหมือนดูหนังเรื่องลูกบ้าเที่ยวล่าสุด มันก็ต้องบ้าให้ถึงไคลแมกซ์ อย่ามาหยุดครึ่งๆ กลางๆ

ฉะนั้นเรื่องเสียสัตย์เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยครับ สุจินดายังงงไม่หายว่าทีจำลองเสียสัตย์กลับไปกินข้าว ไม่เห็นมีใครว่าอะไร ม็อบมือถือคนชั้นกลางเรียกร้องนายกฯ จากเลือกตั้ง แต่พอได้นายกฯ อานันท์ กลับโห่ร้องกันใหญ่ เรื่องเป็นเจ้าของสื่อก็เหมือนกัน รัฐธรรมนูญ 50 ห้ามนักการเมืองเป็นเจ้าของสื่อ เพราะกลัวจะเหมือนทักษิณเป็นเจ้าของไอทีวี แต่เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญไม่น่าจะห้ามสื่อเป็นนักการเมือง เพราะทุกวันนี้สื่อก็เล่นการเมืองอยู่แล้ว (ฮา)

Conservative คือคิดว่าให้คนรวยรวยก่อนแล้วจะกระจายมาถึงคนจน ผ่านการจ้างงานผ่านการใช้จ่าย

Liberal คือคิดว่าต้องคุ้มครองคนจนจากกลไกแข่งขันเสรี และกระจายรายได้ (ซึ่งเป็นการสร้างกำลังซื้อ)

แต่ทั้ง Conservative และ Liberal ก็ต้องเป็นประชาธิปไตย แนวคิดของพันธมิตรฯ ที่จริงเป็น Liberal ทางเศรษฐกิจ แต่พิกลพิการที่ไม่เอาประชาธิปไตย กลับเอา Aristocrazy และเป็นอนุรักษนิยมสุดๆ ในทางสังคม

ขอแสดงความนับถือ

ใบตองแห้ง

ดองคดียึดสนามบินครึ่งปี ธานีเป่าข้อหาก่อการร้ายหายวับ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มติชน
28 พฤษภาคม 2552

ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร.ที่สนธิลิ้มเคยรับประกันว่าเชื่อใจจะให้ความเป็นธรรมแก่พันธมิตร100%ได้ออกมาพูดชี้นำว่าไม่มีการดำเนินคดีก่อการร้ายพธม.ยึดสนามบินแต่อย่างใด หลังจากผู้ช่วยผบ.ทบ.เจ้าของคดีเพิ่งบอกไปว่าได้มีการเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาตั้งแต่บุกรุกจนถึงข้อหาก่อการร้ายสากล


เมื่อวานนี้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. ได้เรียกประชุมติดตามความคืบหน้าคดีกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง รวมถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า คดียึดสนามบินจะมีการแจ้งข้อหาก่อการร้ายหรือไม่ พล.ต.อ.ธานีกล่าวว่า ได้ดูรายงานการประชุมที่ พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วย ผบ.ตร. มาประชุมก็ไม่มีข้อหานี้เลย ยังไม่เห็นมี

ก่อนหน้านั้น พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผช.ผบ.ตร. กล่าวว่า ขณะนี้การสอบสวนคดีพันธมิตรฯ ปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิมีความคืบหน้าไปมาก พนักงานสอบสวนที่ทำคดีพอจะมองเห็นช่องทางในการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องรอฟังผลของผู้เชี่ยวชาญจากกรมการขนส่งทางอากาศ ที่จะต้องยืนยันเอกสารความผิดของพันธมิตรฯ ในช่วงวันเกิดเหตุ ว่ามีความผิดเข้าข่ายข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรมขนส่งทางอากาศหรือไม่ และในวันที่ 28พ.ค.นี้จะประสานขอทราบผลอีกครั้ง

"เบื้องต้นได้มีการเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาตั้งแต่บุกรุกจนถึงข้อหาก่อการร้ายสากล ซึ่งคาดว่าประมาณปลายเดือน พ.ค.จะมีความคืบหน้าในการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ที่เกี่ยวข้อง" พล.ต.ท.วุฒิกล่าว

ลำดับเหตุการณ์ครึ่งปีคดียึดสนามบินโดนดอง


-ค่ำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
-13 มกราคม 2552 พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.เผยคดีคืบหน้า 70 %จะออกหมายจับพันธมิตรภายใน1เดือน
-13 กุมภาพันธ์ 2552 ครบ1เดือนที่จงรักพูด ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
-18 กุมภาพันธ์ 2552 รัฐบาลย้ายตำรวจคุมคดียึดสนามบินเข้ากรุ พล.ต.อ.จงรักพ้นหน้าที่ในการคุมคดี สุเทพ เทือกฯเข้าคุมเอง
-20 กุมภาพันธ์ 2552 พล.ต.ท.ฉลอง สนใจผบช.ภาค1เผยคดีคืบหน้า80%
-21 เมษายน 2552 พล.ต.ท.ฉลองเผยคืบหน้า95%แล้ว เหตุที่ช้าเพราะเป็นคดีก่อการร้ายโทษถึงประหารชีวิต ส่วนคดีเสื้อแดงจับรวดเร็วเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดผลร้ายขึ้น
-23 เมษายน 2552 อภิสิทธิ์กล่าวต่อที่ประชุมสภาว่า รัฐบาลไม่ได้มี2มาตรฐานระหว่างสีแดงจับเร็ว สีเหลืองจับช้าอย่างที่วิจารณ์กัน ขณะที่จตุพร พรมพันธุ์โต้ตอนนี้มี3มาตรฐานแล้ว คือเสื้อแดงจับไว เสื้อเหลืองออกหมายเรียกก่อนแต่ช้า ส่วนเสื้อสีน้ำเงินของเนวินไม่ทำอะไรเลย แถมรัฐบาลอ้างว่าเป็นอาสาสมัครช่วยรัฐบาลอีก...
27 เมษายน 2552พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับมอบหมายให้คุมคดีพันธมิตรยึดสนามบิน และคดีพันธมิตรบุกสภาเมื่อ7ตุลาคม2551 เผยว่า คาดว่าไม่เกินเดือนพฤษภาคมจะสรุปสำนวนได้

9 พฤษภาคม 2552พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ปฏิเสธว่าไม่ได้2มาตรฐานกรณีสลายม็อบเสื้อแดงกับเพิกเฉยกรณีเสื้อเหลืองยึดสนามบิน โดยอ้างว่าตอนยึดสนามบิน รัฐบาลมีคำสั่งให้ตำรวจเป็นหลัก ทหารบกเป็นผู้ช่วยอยู่อันดับ3 แต่กรณีเสื้อแดงตอนสงกรานต์นั้น ทหารอยู่เฉยไม่ได้ คนตีกันสองฝ่าย ที่ตีกันระหว่าง “เหลือง-แดง” ผมอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ เราไม่ได้สลายการชุมนุม แต่ทำให้สถานการณ์สงบเรียบร้อย

-25 พฤษภาคม 2552 เป็นเวลา 181 วัน หรือครบ 6 เดือนเต็มคดีโจรก่อการร้ายพันธมิตรยึดสนามบิน โดยยังไม่มีการดำเนินคดีกับหัวโจกและสมุนโจรก่อการร้ายสากล ขณะที่พันธมิตรได้ประกาศจะตั้งพรรคการเมือง


-25 พฤษภาคม 2552 พล.ต.ท.วุฒิเผยว่า เบื้องต้นได้มีการเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาตั้งแต่บุกรุกจนถึงข้อหาก่อการร้ายสากล ซึ่งคาดว่าประมาณปลายเดือน พ.ค.จะมีความคืบหน้าในการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ที่เกี่ยวข้อง

-27 พฤษภาคม 2552 พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้ดูรายงานการประชุมที่ พล.ต.ท.วุฒิมาประชุม ไม่พบว่ามีการตั้งข้อหาก่อการร้ายแต่อย่างใด

วันพุธ, พฤษภาคม 27, 2552

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: มวลชนรากหญ้าตื่นขึ้นแล้ว!

โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

ที่มา เวปไซต์ประชาไท

27 พฤษภาคม 2552

 

ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยที่ดำเนินมาสามปีกว่าแล้วนี้ เป็นการต่อสู้อย่างเป็นขบวนการครั้งแรกของประชาชนชั้นล่างอย่างกว้างขวางทั้งในเมืองและชนบท ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “ขบวนการคนรากหญ้า” ความจริงนี้เป็นที่ยอมรับจากเกือบทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน นักการเมือง ราษฎรอาวุโส คอลัมนิสต์ สื่อมวลชน เป็นต้น เพียงแต่การประเมินและความเข้าใจที่มีต่อ “ขบวนการคนรากหญ้า” ดังกล่าวกลับแตกต่างกัน

สำหรับบรรดานักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน ราษฎรอาวุโส นักการเมือง และสื่อมวลชนที่เป็น “ปัญญาชนหางเครื่อง” ของเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ขบวนการคนรากหญ้านี้เป็นแค่พวกชนชั้นต่ำที่ไร้การศึกษา ถูกมอมเมา ได้รับข้อมูลผิด ๆ เป็น “พวกเสพติดนโยบายประชานิยม-บริโภคนิยม” จนถอนตัวไม่ขึ้น เป็นพวกหมู่ชนที่หลงงมงาย เห็นแก่ได้กับผลประโยชน์เฉพาะตัวที่ได้รับจากรัฐบาลไทยรักไทยในอดีต แต่ไม่สนใจ “การทุจริตโกงกินทำลายชาติ” ของนักการเมือง พวก “ปัญญาชนหางเครื่อง” เผด็จการเหล่านี้จึงมองว่า แม้แต่การเคลื่อนไหวในปัจจุบันของขบวนการคนรากหญ้าก็เป็นเพียงเพราะ “เงิน” คือ เป็น “ม็อบรับจ้าง” ที่อ้างประชาธิปไตยบังหน้า แต่แท้ที่จริงแล้ว ก็คือต่อสู้เรียกร้องเพื่อ “เงินรับจ้าง” และ “เพื่อผลประโยชน์ของคน ๆ เดียว” เท่านั้น

ทรรศนะดูถูกเหยียดหยามมวลชนคนรากหญ้าดังกล่าวไม่ว่าจะเชื่อโดยจริงใจหรือเพียงมุ่งใส่ร้ายป้ายสี ก็นับว่าน่าสังเวชอย่างยิ่ง เพราะทำให้พวกเขามองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นกับสังคมไทยในขณะนี้ และที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้

การตื่นตัวของมวลชนคนรากหญ้าในปัจจุบันเป็นผลจากการบ่มเพาะและเรียนรู้ทางการเมืองจากประสบการณ์จริงด้วยตัวเองมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 8-9 ปีแล้ว นับตั้งแต่ที่พวกเขาตัดสินใจไปเลือกตั้ง ลงคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นให้พรรคไทยรักไทยเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลเป็นครั้งแรกเมื่อต้นปี 2544 พวกเขาเข้าใจบทเรียนทางประชาธิปไตยทีละบท ยกระดับตนเองขึ้นทีละขั้น จากประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ถึงวันนี้กลายเป็นประชาชนผู้กำลังต่อสู้ช่วงชิงประชาธิปไตยและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนที่เท่าเทียม

พวกเขาเรียนรู้บทเรียนที่หนึ่งจากห้าปีของรัฐบาลไทยรักไทยคือ คะแนนเสียงของเขามีความหมาย มีความสำคัญ ที่พวกเขาอาจใช้เพื่อช่วงชิงประโยชน์และปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของตนให้ดีขึ้นทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว ซึ่งก็คือ ใช้คะแนนเสียงไปเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่มีทั้งนโยบายและความมุ่งมั่นปฏิบัติจริงที่จะสร้างประโยชน์ให้กับพวกเขา

O7744664-17.jpg

พวกเขาเรียนรู้บทเรียนที่สองจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่เผด็จการอำมาตยาธิปไตยโค่นล้มรัฐบาลเลือกตั้งที่สร้างประโยชน์ให้แก่พวกเขามาหลายปี พวกเขาจึงรับรู้ว่า การที่พวกเขาจมปลักอยู่กับความยากจน ปัญหาชีวิตและเศรษฐกิจ อุปสรรคและความขาดแคลนอย่างเรื้อรังมาตลอดชีวิตของพวกเขานั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่เรื่องบุญกรรม หากแต่เป็นเพราะพวกเขาถูกกระทำให้อยู่ในสภาพเช่นนั้นอย่างจงใจทำให้พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับการทำมาหากิน ปัญหาชีวิตและเศรษฐกิจ ไร้การศึกษา ไร้สุขภาพที่ดี ไร้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไร้ทางออกในชีวิต มีแต่ต้องชะเง้อแง้รอความเมตตาจากอำมาตยาธิปไตยอยู่ร่ำไป แต่แล้ว ด้วยรัฐธรรมนูญ 2540 เมื่อพวกเขาเริ่มจะได้รับสิทธิ์และผลประโยชน์จากการตัดสินใจเลือกรัฐบาลของตนเองบ้าง พวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตยก็ใช้กำลังเข้าข่มขู่ ปล้นชิงไปจากพวกเขา และผลักให้พวกเขากลับไปจมปลักอยู่กับสถานะผู้รอคอยขอความเมตตาอยู่เหมือนเดิมต่อไป

พวกเขาเรียนรู้บทเรียนที่สามจากการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 และการโค่นล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชนในช่วงปี 2551 ว่า สิทธิ์ เสรีภาพและผลประโยชน์จากประชาธิปไตยที่พวกเขาต้องการนั้น ต้องได้มาด้วยการตัดสินใจทางการเมืองของคนรากหญ้าเอง และหากพวกเขาชาวรากหญ้า “บังอาจกำเริบเสิบสาน” ลุกยืนขึ้น เดินไปเข้าคูหาเลือกตั้ง ตัดสินใจกาบัตรเพื่อแสดงว่า “กูต้องการรัฐบาลที่กูเลือกเอง” สิ่งที่พวกเขาจะได้รับก็คือ การปฏิเสธและเหยียบย่ำจากพวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตยด้วยการส่งสมุนอันธพาลออกมาก่อจลาจลบนท้องถนน สร้างเงื่อนไขประสานกับกลไกราชการในมือ โค่นล้มรัฐบาลที่คนรากหญ้าเลือกมา ปล้นชิงสิทธิ์ เสรีภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นพลเมืองของพวกเขาไปแทบจะทันที การโค่นล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชนยังสอนมวลชนคนรากหญ้าให้เรียนรู้อีกว่า พวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตยไม่มีวันที่จะยอมรับการตัดสินใจและความต้องการเสรีภาพของประชาชนส่วนข้างมากในฐานะของ “คนที่เท่าเทียมกัน” มีแต่ประชาชนต้องลุกขึ้นยืน ก้าวออกมา และต่อสู้ปกป้องสิทธิ์ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นคนของตนในระบอบประชาธิปไตย บทเรียนนี้ที่ทำให้เกิด“ขบวนการประชาธิปไตยเสื้อแดง”

O7744664-41.jpg

พวกเขาเรียนรู้บทเรียนที่สี่จากกรณี “สงกรานต์นองเลือด” 26 มีนาคม -14 เมษายน 2552 ว่า เมื่อพวกเขาพากันออกมาทวงคืนซึ่งสิทธิ์เสรีภาพและปกป้องผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 สิ่งที่พวกเขาได้รับตอบแทนก็คือ การใช้กำลังรุนแรงและอาวุธสงครามเข้าปราบปรามทำร้ายอย่างไร้ความเมตตา บทเรียนจากการหลั่งเลือดในวันที่ 13-14 เมษายนคือ สิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย และศักดิ์ศรีความเป็นคนนั้น ไม่ใช่ได้มาจากการร้องขอ แต่จากการต่อสู้ช่วงชิงเอามาด้วยตนเองจากอุ้งมือของผู้ปกครองเท่านั้น การต่อสู้นั้นมิใช่สะดวกราบรื่น หากแต่ยืดเยื้อยาวนาน หลายขั้นตอน ยากลำบาก เจ็บปวด อันตราย และเสียเลือดเนื้อ จึงจะได้มา

ในวันนี้ มวลชนคนรากหญ้ากำลังเรียนรู้บทเรียนใหม่ที่สำคัญยิ่งคือ การรวมตัวจัดตั้ง สะสมกำลัง ขยายเครือข่าย ประสานร่วมมือ ศึกษาถอดถอนบทเรียนจากการเคลื่อนไหว “สงกรานต์นองเลือด” ต่อสู้ต่อไปอย่างอดทน พลิกแพลง ยาวนาน เป็นขั้นตอน จากเล็กสู่ใหญ่ จากอ่อนสู่แข็ง จากแคบสู่กว้าง และจากสถานะเพลี่ยงพล้ำไปสู่การรุกเพื่อบรรลุชัยชนะที่ซึ่ง “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” อย่างแท้จริง

ปล่อยให้พวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตยและ “ปัญญาชนหางเครื่อง” ของพวกเขาหลอกตัวเองต่อไปเถิดว่า ขบวนการคนรากหญ้าเป็น “ม็อบรับจ้าง” “เงินไม่มา ม็อบไม่เดิน” ปล่อยให้พวกเขาวิ่งไล่ตามราวี “ผี” ที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเองไปจนสุดขอบโลก ให้พวกเขางมงายอยู่กับยุทธศาสตร์ “ไม่มีเงินทักษิณ ก็ไม่มีพวกเสื้อแดง” ต่อไปจนถึงวันล่มสลายของพวกเขา!

ปล่อยพวกนักวิชาการ คอลัมนิสต์ และพวกปัญญาชน “สองไม่เอา” ที่เป็น “พวกอีแอบ” ให้พวกเขาตีอกชกหัว ร้องห่มร้องไห้กันต่อไปว่า สังคมไทย “แยกเป็นสองขั้ว” “ไม่มีพื้นที่ให้พวกไม่เหลืองไม่แดง” “ไม่มีที่ยืนให้คนที่ไม่เอาเผด็จการและไม่เอาทักษิณ” ให้พวกเขางมงายอยู่กับวาทกรรม “ขบวนการคนเสื้อแดงคือขบวนการทักษิณ” ให้พวกเขาฝันเฟื่องอยู่กับเงื่อนไขว่า “จะเข้าร่วมก็ต่อเมื่อพวกเสื้อแดงไม่มีทักษิณ” ให้พวกเขานอนสะดุ้ง เหงื่อกาฬแตกกับ “ผีระบอบทักษิณ” ให้พวกเขาโอดครวญเรียกหา “ประชาธิปไตยที่ไม่มีทักษิณ” ในป่าช้าทางวิชาการของพวกเขาต่อไป!


อ่านเพิ่ม

รวมบทความพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

มูดีส์ไม่เชื่อกึ๋นเด็ก2คน จ่อหั่นเครดิต11แบงก์ไทย


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักข่าวต่างประเทศ
27 พฤษภาคม 2552

ขณะที่วิกฤตการเงินยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสามารถของประเทศและธนาคารกลางของประเทศ ในการให้การสนับสนุนธนาคารในประเทศดำเนินการสอดคล้องกับความสามารถในการดูแลหนี้สินของรัฐบาลนั้นถือเป็นเรื่องที่ถูกกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ การทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือ จะมีการพิจารณาที่บริบทของความสามารถของไทย ในการให้การสนับสนุนระบบการธนาคารของประเทศให้สอดคล้องกับความสามารถในการดูแลหนี้สินของรัฐบาล อันเนื่องมาจากผลพวงของวิกฤตเศรษฐกิจและสินเชื่อทั่วโลก



วันนี้มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ประกาศทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์ทั้ง 11 แห่งของไทย โดยมีแนวโน้ม ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือรายชื่อธนาคาร ทั้ง 11 แห่ง ดังนี้ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด (มหาชน) หรือ BAY ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) หรือ SCBT ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCIB ธนาคารยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ แบงก์ จำกัด (มหาชน) หรือ UOBT ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIMT) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (GHB)

ทั้งนี้ ผู้บริหารของมูดีส์ ระบุว่า การทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของหนี้สินและเงินฝากนั้นจะมีการพิจารณาที่บริบทของความสามารถของไทย ในการให้การสนับสนุนระบบการธนาคารของประเทศให้สอดคล้องกับความสามารถในการดูแลหนี้สินของรัฐบาล อันเนื่องมาจากผลพวงของวิกฤตเศรษฐกิจและสินเชื่อทั่วโลก

"มูดีส์ เชื่อว่า รัฐบาล มีแนวโน้มที่จะให้การสนับสนุนระบบการธนาคารของประเทศอยู่แล้ว ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องดูแลเรื่องหนี้สินของตนเอง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว อาจทำให้อันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารได้รับประโยชน์จากการยกระดับ อันเนื่องมาจากการให้การสนับสนุนอย่างเป็นระบบ"

อย่างไรก็ดี ขณะที่วิกฤตการเงินยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสามารถของประเทศและธนาคารกลางของประเทศ ในการให้การสนับสนุนธนาคารในประเทศดำเนินการสอดคล้องกับความสามารถในการดูแลหนี้สินของรัฐบาลนั้นถือเป็นเรื่องที่ถูกกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ

กก.สภาคุ้ยปมรถแก๊สดินแดงพบพิรุธขับมาให้ยึดหวังป้ายสีเสื้อแดง


ที่มา ประชาไท
27 พฤษภาคม 2552

นายสมภพได้ขับรถแก๊สมายังบริเวณสามเหลี่ยมดินแดนในช่วงเวลา 04.15 น. และได้ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงยึดรถไป และในเวลา 04.30 น. ก็ได้ขับรถคันที่สองไปจอดไว้บริเวณโรงพยาบาลสงฆ์ ก็ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงยึดอีก ซึ่งทางอนุกรรมการฯ ตั้งข้อสังเกตว่าคนๆ เดียวจะขับรถทั้งสองคัน และโดนยึดทั้งสองคันได้อย่างไร หรือมีเจตนาในการขับเพื่อให้โดนยึดหรือไม่


เว็บไซต์แนวหน้ารายงานว่าเมื่อเวลา 13.00 น.วานนี้ มีการประชุมอนุกรรมการคณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่บริเวณดินแดง โดยมีพล.ต.ต. สุเทพ สุขสงวน ส.ว.สรรหา เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาใน 2 ประเด็น คือ กรณีผู้เสียชีวิต 2 ศพที่แม่น้ำเจ้าพระยา และกรณีการนำรถแก๊สมาจอดที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง

โดยนายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ อนุกรรมการฯ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ทางอนุกรรมการฯ ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต 2 ศพที่แม่น้ำเจ้าพระยานั้น ที่ประชุมได้สอบถามไปยังรองผู้กำกับสน.บวรมงคล ในฐานะเจ้าของพื้นที่ว่าบุคคลทั้งสองอาจเกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดงเพราะเมื่อนำภาพวีซีดีที่เป็นเทปบันทึกการสลายการชุมนุมพบว่า เจ้าหน้าที่ใช้เชือกที่มีลักษณะเดียวกับที่พบในศพผู้เสียชีวิต ซึ่งทางรองผู้กำกับได้รับปากว่าจะนำข้อสังเกตนี้ไปพิจารณาว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมหรือไม่

นายพร้อมพงษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีรถแก๊สนั้น ทางอนุกรรมการฯ ก็ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการแจ้งความไปยัง สน.ดินแดง ของนายสมภพ โมลิส ในฐานะผู้ขับรถ รวมทั้งบริษัทธนวัฒน์บริการ จำกัด และบริษัทตึกช้างบริการจำกัด ว่าได้ขับรถแก๊สมายังบริเวณสามเหลี่ยมดินแดนในช่วงเวลา 04.15 น. และได้ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงยึดรถไป และในเวลา 04.30 น. ก็ได้ขับรถคันที่สองไปจอดไว้บริเวณโรงพยาบาลสงฆ์ ก็ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงยึดอีก ซึ่งทางอนุกรรมการฯ ตั้งข้อสังเกตว่าคนๆ เดียวจะขับรถทั้งสองคัน และโดนยึดทั้งสองคันได้อย่างไร หรือมีเจตนาในการขับเพื่อให้โดนยึดหรือไม่

พ.ต.ต.สุเทพ สุขสงวน ประธานอนุกรรมการฯ กล่าวว่า จากการชี้แจงของเจ้าหน้าที่ตำรวจใน 2 ประเด็นดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้สรุปผลการสอบสวน ดังนั้นอนุกรรมการฯ จึงต้องรอผลสอบสวนอย่างเป็นทางการ ก่อน ทั้งนี้ในวันที่ 29 พ.ค. ทางอนุกรรมฯการ จะเชิญ นายสมภพ โมลิส ผู้ขับรถแก๊ส และตัวแทนจากบริษัทธนวัฒน์บริการ มาชี้แจงเพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นว่าข้อมูลที่ได้จากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ครอบคลุมในหลายประเด็น ซึ่งต่อไปจะเชิญสื่อมวลชนเข้ามาร่วมให้ข้อมูลด้วย

พบหลักฐานใหม่ คดีพลทหาร พท.จี้ตร.ต้องยุติธรรม

ด้านเว็บไซต์ไทยรัฐรายงานว่านายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ อนุกรรมการฯจากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่ประชุม พบประเด็นใหม่เกี่ยวกับคราบเลือดที่หมอน อยู่ภายในบ้านพัก กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็ก รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) จึงได้ซักถามกับนายตำรวจที่มาชี้แจงว่า คราบเลือดดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับการตายของพลทหารอภินพ เครือสุข หรือไม่ เพราะจากข้อมูลของสถาบันนิติเวชโรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลศิริราช ระบุว่าคราบเลือดดังกล่าวเป็นคนละคนกับพลทหารอภินพ แต่เป็นของ พลทหารแสงเพชร สารีพันธุ์ เพื่อนของพลทหารอภินพ ที่ได้ปลดประจำการไปแล้ว จึงได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าอย่าเพิ่งรีบปิดคดีนี้ อยากให้ฝ่ายตำรวจนำผลการตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) มาร่วมตรวจสอบในคดีด้วย เนื่องจากเหตุการณ์ไม่ปกติ หากญาติต้องการที่จะให้มีการตรวจสอบสาเหตุของ การตายใหม่ ต้องไปยื่นคำร้องที่สน.บางซื่อ ให้มีการตรวจสอบอีกครั้ง

พล.ต.ต.สุเทพ สุขสงวน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า พล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รอง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ชี้แจงว่าการตายของพลทหารอภินพน่าจะเป็นอุบัติเหตุ แต่อนุกรรมการฯยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัย จึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยคณะทำงานประกอบด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง พนักงานสอบสวน ทหาร ฝ่ายค้าน รัฐบาล รวมถึงตัวแทนจากดีเอสไอด้วย ส่วนคราบเลือดที่พบที่หมอนซึ่งไม่ใช่ของพลทหารอภินพ ก็ต้องสืบสวนต่อไป โดยการประชุมครั้งหน้าจะเชิญญาติผู้ตาย ดีเอสไอและพลทหารทั้ง 2 คนได้แก่พลทหารธงชัย ศรีมาและพลทหารแสงเพชร สารีพันธุ์ มาชี้แจงด้วย

วันอังคาร, พฤษภาคม 26, 2552

คลิปทักษิน ได้รับเกียรติร่วมงานถวายพระพร พระสันตะปาปา เมื่อวันที่ 1 มค 52

โดย คุณ =รอย= , คุณแฟนเดฟ
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท และ CBN Press
26 พฤษภาคม 2552






ชมคลิปวิดิโอ พตท.ทักษิณ ชินวัตร + พระสันตปาปา คลิปที่ไม่ค่อยมีคนเห็น สื่อหลักก็ไม่เผยแพร่ ได้ที่
http://www.cbnpress.com/index.php?option=com_hwdvideoshare&task=viewvideo&Itemid=117&video_id=1918

ยื้อคืนภาษี ป่วนทั้งเมือง!

ที่มา เรื่องจากปก เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
26 พฤษภาคม 2552

ทำงานเป็นหรือไม่เป็น ไม่ได้อยู่ที่คำพูดหรือโวหาร หากแต่จะต้องอยู่ที่การกระทำ

ดังนั้น แม้ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเพียรพยายามพูดในรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ว่า ปลายปีนี้เศรษฐกิจไทยจะต้องดีขึ้น เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 กำลังจะได้ผลแล้ว!?!

แต่ภาคธุรกิจเอกชน ที่ทำมาค้าขายเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน รวมทั้งได้ประสบปัญหาจากมาตรการของรัฐบาลชุดนี้ด้วยตนเอง ยืนยันว่า ไม่เชื่อ ทั้งคำพูด และก็ยังไม่มีความเชื่อมั่นให้

เพราะล่าสุด หน่วยงานภาครัฐอย่างคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังออกมาแถลงยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกติดลบอย่างรุนแรง หนักหนาสาหัส ถึง -7.1%

นี่คือฝีมือของรัฐบาลใช่หรือไม่???

แน่นอนว่า ตามสูตรดั้งเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ ย่อมต้องพูด เอาแต่ดีเข้าตัว โยนชั่วให้คนอื่น

กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ บอกทันทีเลยว่า ที่เศรษฐกิจของไทยไตรมาส 1 ย่ำแย่ทรุดหนักขนาดนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบมาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาการเมือง

โยนบาปไปเรื่องของการเมืองทันที เพราะจังหวะและเวลาให้

แต่พรรคประชาธิปัตย์อาจจะลืมไป หรืออาจจะนับวันเดือนปีไม่ถูก เพราะเหตุวุ่นวายทางการเมือง ที่เกิดจากการชุมนุมของคนเสื้อแดงนั้น เกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์กลางเดือนเมษายน ซึ่งไม่ใช่ช่วงระยะเวลาไตรมาส 1ที่ตัวเลขออกมาติดลบอย่างหนัก

เพราะไตรมาส 1 คือ มกราคมถึงมีนาคมเท่านั้น ยังไม่นับถึงเมษายน ผลกระทบทางการเมืองที่มีผลต่อการติดลบของตัวเลขไตรมาส 1 ปีนี้ จะต้องเป็นเหตุปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมือง ที่เกิดจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิในปลายปี 2551 ต่างหาก

ซึ่งเรื่องนี้จริงๆ ก็คือ ฝีมือของคนที่พรรคประชาธิปัตย์ เอาเข้ามาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในเวลานี้นั่นแหละ ที่ร่วมขบวนการปิดสุวรรณภูมิด้วยตนเอง

ฉะนั้น หากบอกว่า การเมืองทำให้จีดีพีของประเทศติดลบ 7.1% ในไตรมาสแรกนี้ รัฐบาลจะต้องยอมรับว่าเป็นเพราะฝีมือของพวกเดียวกันนั่นแหละ

แต่ทั้งหลายทั้งปวง เป็นเรื่องที่ว่า ทำงานกันเป็นแค่ไหน

รัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 กระตุ้นเศรษฐกิจกันเป็นหรือไม่ ถ้าคิดว่าสามารถทำได้ ทำไมตัวเลขที่แท้จริง ถึงออกมาฟ้องแบบนี้ หรือทำไมกอร์ปศักดิ์จึงต้องออกมาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ว่า รัฐบาลเข้ามาทำงานช่วงต้นเดือนมกราคม ทำได้เพียงการล้างท่อ เตรียมใช้งบประมาณกลางปี 100,000 ล้านบาท เท่านั้น

แล้วสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ อุตส่าห์คุยใหญ่โตว่า ดำเนินการประชานิยม แจกเงินเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ให้กับคนกว่า8 ล้านคน รับรองว่า กระตุ้นเศรษฐกิจได้แน่นอนนั้น

วันนี้ทำไมเงียบเป็นเป่าสาก ไม่เอามาเป็นผลงานคุยโวโอ้อวดอีกว่า กระตุ้นเศรษฐกิจได้แน่ๆ อย่างที่หาเสียงเอาไว้

แม้แต่เงินยังชีพคนชรา แม้แต่นโยบายเรียนฟรีก็เช่นกัน วันนี้ เงินยังไม่ถึงมือคนชรา ส่วนเรียนฟรี พ่อแม่ผู้ปกครองด่ากันเช็ดทั้งเมือง เรียนฟรีตรงไหน??? ผู้ปกครองยังต้องควักจ่ายเงินกันหน้าตาซีดเซียว ทั้งแป๊ะเจี๊ยะ ทั้งค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่าเสื้อผ้า จนหลายคนหมดศรัทธากับการหาเสียงทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์

แต่ที่แสบสันต์ที่สุดก็คือ เรื่องของการคืนภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ซึ่งได้ยื่นเสียภาษีไปสิ้นสุดเมื่อ 31 มีนาคมที่ผ่านมา

เวลานี้เสียงสะท้อนด่าตั้งแต่ กรมสรรพากร ยุคที่มี วินัย วิทวัสการเวช นั่งแป้นเป็นอธิบดี ไล่ขึ้นไปถึง กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และแม้แต่รัฐบาล ซึ่งหมายรวมถึงนายกฯ อภิสิทธิ์ ด้วยว่ารัฐบาลเล่นอะไรอยู่ สรรพากรจึงงอแง และดึงหนี้ในการคืนภาษี จนวุ่นวายไปทั้งประเทศแบบนี้

สาเหตุที่ปีนี้ ประชาชนจะต้องได้เงินภาษีคืนกันมาก ก็เพราะรัฐบาลที่ทำงานเป็น ได้มีมติ ครม. เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551 ว่า เพื่อเป็นการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงได้มีการใช้มาตรการภาษี เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน และส่งเสริมการออมของภาคครัวเรือน รวมทั้งช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

- โดยการปรับเพิ่มวงเงินสุทธิ ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จาก 100,000 บาทเพิ่มเป็น 150,000 บาท

- ปรับเพิ่มวงเงิน การยกเว้นและการหักค่าลดหย่อนเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิต จากเดิมที่กำหนดไว้ 50,000 บาท เป็น 100,000 บาท

- เพิ่มการหักค่าลดหย่อน ค่าอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรส บิดามารดา บุตร ซึ่งเป็นคนพิการได้ 30,000 บาท เป็นต้น

- ปรับเพิ่มวงเงินการหักลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่าย เป็นการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ จากเดิมไม่เกิน 300,000 บาท เพิ่มเป็นไม่เกิน 500,000 บาท

- รวมทั้งปรับเพิ่ม วงเงินการหักค่าลดหย่อนเงินได้ เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว จากเดิมไม่เกิน 300,000 บาท เพิ่มเป็นไม่เกิน 500,000 บาท ด้วยเช่นกัน

ซึ่งถือเป็นมาตรการภาษีครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่ปี 2535 เพราะรัฐบาลขณะนั้นมองว่า มาตรการดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีรายได้ และผู้ประกอบการหลายระดับ จะส่งผลให้เกิดการใช้จ่าย และการลงทุนในประเทศเพิ่มมากขึ้น จะทำให้รัฐมีรายได้มากกว่าที่ขาดหายไป จากการให้สิทธิ์ลดหย่อนต่างๆ

แม้แต่ นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)ในวันนั้น ยังต้องยอมรับและชมว่า มาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการที่ดี และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศได้

แต่ในวันนี้ ในวันที่รัฐบาลเอาเงินงบประมาณ ไปใช้กับนโยบายประชานิยมแล้ว ยังไม่เห็นผลในเรื่องการหมุนทับทวีเพิ่มขึ้นของเงิน (Multiplier Effect)

ในวันที่หากประชาชน ได้รับการคืนเงินภาษีตามสิทธิการลดหย่อนภาษีที่เพิ่มขึ้น ตามประกาศเมื่อเดือนมีนาคม 2551 ก็จะทำให้ประชาชนมีเงินกลับเข้ามาเพิ่มอำนาจซื้อให้ตนเอง สามารถนำเงินภาษีที่คืนมานั้น ไปจับจ่ายใช้สอยได้ ไม่แตกต่างกับมาตรการแจกเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท แต่อย่างใดเลย

แต่กรมสรรพากร ที่อธิบดีวินัยดูแลอยู่ ภายใต้การสั่งการของขุนคลังกรณ์ กลับพยายามยื้อ ที่จะไม่จ่ายคืนภาษี หรือจ่ายคืนให้น้อยที่สุด โดยสร้างความปั่นป่วนให้กับผู้ขอคืนภาษีรายได้ทุกคน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ไม่ว่าจะหลักร้อยบาท หลักไม่กี่พันบาท หรือหลักหมื่นบาท โดนกันถ้วนหน้า ด้วยการออกเป็นหนังสือราชการกรมสรรพากร ชื่อสวยหรูว่า เป็นหนังสือรายงานความคืบหน้าในการคืนภาษีรายได้ แต่เนื้อหาภายใน ที่แท้จริง คือ การขอให้ยื่นเอกสารเพิ่มเติม ในเรื่องที่ควรเป็นฐานข้อมูลที่มีอยู่แล้วของกรมสรรพากร นั่นคือเรื่องค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต ค่าลดหย่อนในการเลี้ยงดูบิดามารดา ค่าลดหย่อนในการลงทุนในกองทุนรวม RMF และ LTF ทั้งๆ ที่บางรายขอเงินคืนภาษีแค่ 100 กว่าบาทเท่านั้น ซึ่งในอดีตของกรมสรรพากร ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย!!!

การจะเรียกขอเอกสารที่ผ่านมา จะต้องเป็นการขอคืนในวงเงินจำนวนมาก ตั้งแต่ 4,000–5,000 บาทขึ้นไป
แต่ครั้งนี้ หลักร้อยบาท ก็ยังเรียกเอกสารเพิ่ม จนผู้ขอคืนภาษีบางคนบอกว่า งั้นก็ทำบุญให้แ_งไปก็แล้วกัน

ซึ่งคนที่อยู่ในแวดวงตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ซื้อกองทุน RMF และ LTF ไว้ จะหงุดหงิดมาก เพราะตามนโยบายของรัฐ สนับสนุนเรื่องใช้เป็นกลไกในการขอลดหย่อนภาษี แต่พอมาปีนี้ กลับงอแง

ถามเจ้าหน้าที่สรรพากร ก็อ้ำๆ อึ้งๆ กันไปหมด เท่ากับเป็นการทำลายการลงทุนในกองทุน RMF และ LTF โดยตรง เลยก็ว่าได้ เพราะถ้ารัฐบาลประชาธิปัตย์บริหารการคลังแบบนี้ต่อไป ใครจะซื้อกองทุนไปทำไม ในเมื่อพอใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีแล้ว กลับไม่ได้ หรือถูกยื้อ

ดังนั้น หากรัฐบาลไม่ได้ถังแตกจริง อย่างที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ให้ความเชื่อมั่นกับประชาชน ก็ควรจะต้องลงมาตรวจสอบดูว่า เกิดอะไรขึ้นกับการคืนภาษีที่ยืดเยื้อ

เป็นคำสั่งของรัฐมนตรี หรือว่าเป็นเรื่องที่อธิบดีกรมสรรพากรดำเนินการเอง หรือเป็นเรื่องของระดับเจ้าหน้าที่ ทำเพื่อเอาใจใคร ถ้าแบบนั้นก็สมควรเรียกข้าราชการกรมสรรพากรมาตำหนิด่วนว่า รู้หรือไม่ว่า การคืนภาษียิ่งเร็ว จะยิ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน ทำให้ผู้มีรายได้ มีเงินเหลือไว้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และทำให้เกิดกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

หรือว่าต้องใช้แบบที่โบราณสอนกันมานาน โง่แล้วขยัน ต้องเอาไปฆ่าทิ้งเสียให้หมด!!!

นายอภิสิทธิ์ ... ประเทศสูญเสียเวลาให้คุณไป 5 เดือนแล้ว !!!

โดย คุณ อัคนี คคนัมพร
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
26 พฤษภาคม 2552

ถึงจะขลุกขลักกระโดกกระเดกโขลกเขลกอย่างไร รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เดินทางผ่านเดือนที่ 5 ไปได้

ตอนนี้ ดูเหมือนผู้คนเค้าจะลืมเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับความไม่ชอบธรรมกันไปหมดแล้ว

ยังมีเรื่องรัฐบาลมือเปื้อนเลือดในสงกรานต์ที่ผ่านมาเท่านั้น ที่กำลังรอการพิสูจน์ และอาจเป็นหมัดน็อกรัฐบาลได้

แต่ใครจะคิดอย่างนั้น ก็ขอให้คิดกันไป ผู้เขียนไม่คิดตาม และยืนยันความคิดเห็นของตนเองว่า เรื่องราวต่างๆ ในอดีตที่ยังไม่ได้รับการชำระสะสาง

ต้องสะสางกันเสียก่อน การปล่อยให้อุจจาระติดง่ามก้นนักเรียนอนุบาล อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เที่ยววิ่งเพ่นพ่านไปไหนต่อไหน โดยไม่มีการชำระนั้น มีแต่ทำให้เกิดความอับอายขายหน้า

ขอไล่ตั้งแต่การหนีการเกณฑ์ทหาร ซึ่งใครต่อใคร ต่างก็ใช้วิธีนิ่งเงียบ หรือใช้ทฤษฎีสงบสยบการเคลื่อนไหว

ผู้เขียนเห็นว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องแสดงความรับผิดชอบ จะทำเป็นซื่อบื้อ ไม่รู้ไม่ชี้ มิได้ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการยอมรับความไม่ได้มาตรฐานการเกณฑ์ทหารของประเทศ ถึงขั้นต้องเอาปี๊บคลุมหัว! หรือไม่ก็อาจถึงขั้นรัฐมนตรีว่าการกลาโหม โดนมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญาเล่นงาน ติดคุกตอนแก่

เรื่องที่ 2 ได้แก่ การเข้าสู่อำนาจบริหารโดยขาดความชอบธรรม เรื่องนี้แยกเป็นสองความผิด

หนึ่ง คืออาศัยอำนาจนอกระบบ เข้ามาจัดการไล่ต้อนนักการเมืองให้พลิกขั้วเลือกข้าง โดยการข่มขู่เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นข้อหาเก่าค้างปี

กับอีกประการหนึ่ง คือการฉีกพรรคการเมืองอื่นออกเป็นสองซีก หน้าตาเฉย ซีกหนึ่งหนุนรัฐบาล ซีกหนึ่งยังเป็นฝ่ายค้าน พฤติการณ์อย่างนี้ เรียกว่า ชาวนากับงูเห่าทางการเมือง เคยเกิดมาแล้ว เมื่อครั้งนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี

ทั้งสองข้อนี้ ทำให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกประวัติศาสตร์จารึก อายไปชั่วลูกชั่วหลาน

ประการที่ 3 เป็นเรื่องของผลงาน เมื่อเริ่มต้นนั้น นายอภิสิทธิ์ตั้งใจว่า จะใช้ผลงานประกาศคุณความดี กลบเรื่องน่าอับอายทั้งหลาย ด้วยการแถลงว่า จะทำประเทศไทยให้เป็นนิติรัฐ จะใช้กฎหมายที่ถูกหลักนิติธรรม และจะใช้อย่างเสมอภาค

ความข้อนี้ ทำให้ผู้เขียนเกิดความหวัง เพราะรัฐบาลที่เข้ามาโดยไม่ชอบธรรม หากทำเรื่องดังกล่าวนี้ให้เป็นรูปธรรม เป็นจริง สามารถลูบคลำจับต้องได้ บางที อาจจะล้างความขี้ริ้วขี้เหร่ในเบื้องต้นได้

แต่แล้ว ก็ขี้ฮกทั้งเพ!

ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดูว่า ผู้กระทำความผิดฐานบุกรุกเข้าไปยึดครองทำเนียบรัฐบาล กินอยู่หลับนอนเกินกว่า 100 วัน ยังไม่รับการนำตัวไปขึ้นศาล เพื่อดำเนินคดีแม้แต่รายเดียว

ผู้ที่ใช้กำลังเข้ายึดรัฐสภา เพื่อขัดขวางมิให้มีการประชุมรัฐสภาได้ ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 นอกจากจะไม่ถูกดำเนินคดีแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังร้อง ป.ป.ช. ให้สอบสวนการสลายม็อบในวันนั้น การณ์พลิกกลับเป็นว่าอดีตนายกฯ-รองนายกฯ และผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในตอนนั้น เป็นฝ่ายผิด

สุดท้าย คือ กลุ่มบุคคลที่ใช้กำลังเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นเวลา 8 วัน ทำความเสียหายเฉพาะหน้า 2 แสน 9 หมื่นล้าน ยังไม่มีใครถูกแจ้งความเป็นผู้ต้องหา (รวมทั้งนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ)

ทั้งหมดนี้ คือสภาพการบริหารของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ประกาศว่า จะทำให้ประเทศไทยเป็นนิติรัฐ แล้วกลับทำให้นิติรัฐเป็นตลกคาเฟ่

ประเทศสูญเสียเวลาให้กับคุณไป 5 เดือนแล้วนะครับ