วันเสาร์, กรกฎาคม 29, 2560

อดีตหัวหน้าคลัง อคส. ชี้ รัฐบาลคสช.กำหนดมาตรฐานข้าวตามความเห็น 'ปนัดดา' ทำธุรกิจพังทั้งประเทศ ย้ำเหตุที่มาของข้าวเน่า -ข้าวเสื่อม เพราะพาณิชย์ปิดโกดัง เลิกรมยา ถอนกล้องวงจรปิด ชะลอการระบายข้าว ตั้งราคาขายต่ำกว่า 5บาท




ชี้ 'รัฐบาลคสช.' อิงตาม 'ม.ล.ปนัดดา' กำหนดมาตรฐานข้าว ทำธุรกิจพังทั้งประเทศ


By วันเพ็ญ แถวอุดม
21 กรกฎาคม 2560
Voice TV


อดีตหัวหน้าคลัง อคส. ชี้ รัฐบาลคสช.กำหนดมาตรฐานข้าวตามความเห็น 'ปนัดดา' ทำธุรกิจพังทั้งประเทศ ย้ำเหตุที่มาของข้าวเน่า -ข้าวเสื่อม เพราะพาณิชย์ปิดโกดัง เลิกรมยา ถอนกล้องวงจรปิด ชะลอการระบายข้าว ตั้งราคาขายต่ำกว่า 5บาท

นายพศดิษ ดีเย็น อดีตหัวหน้าคลังสินค้า องค์การคลังสินค้า (อคส.) กล่าวภายหลังการเบิกความเป็นพยานปากแรกของวันนี้(21ก.ค.) ในคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหาตามคำฟ้องของ อัยการสูงสุด ว่า ในช่วงระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าคลังสินค้าและรับผิดชอบในการกำกับดูแลสต๊อกข้าวในโครงการรับจำนำ ตั้งแต่ ปี 2554 จนถึงปี 2559 เห็นว่า ขั้นตอนในการตรวจรับข้าวเข้าสู่โครงการรับจำนำ เป็นไปตามมาตรฐานและขั้นตอนที่กำหนดโดยรัฐบาลและคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) โดยในส่วนของ อคส.เป็นหน่วยงานโดยตรงที่รับมอบนโยบายจากกระทรวงพาณิชย์ และปฏิบัติตามคู่มือการรับจำนำข้าวของกรมการค้าภายใน ที่มีหน้าที่โดยตรงตั้งแต่การออกใบประทวน ตรวจสอบตาชั่ง ตรวจสอบเอกสารเกษตรกร จัดเก็บข้าวเปลือก จัดเก็บข้าวสาร เบิกจ่ายระบายข้าว ตั้งแต่เริ่มโครงการปี 2554 ในสมัยรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โกดังและคลังสินค้าในความดูแลของ อคส.ได้ปฏิบัติตามขั้นตอน และคู่มือเพื่อเก็บรักษาสภาพข้าวเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายมาโดยตลอด ตั้งแต่ การตรวจสอบคุณภาพข้าว การรมยากำจัดแมลงและศัตรูพืช เป็นต้น

อย่างไรก็ตามจุดสังเกตในเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น ข้าวในโครงการรับจำนำมีหลายเรื่องหลายประเด็น โดยเฉพาะปัญหาเรื่องข้าวหายไปจากโกดัง ในโกดังมีข้าวเสื่อมคุณภาพปะปน ข้าวไม่ตรงสเป็คตามโครงการรับจำนำ และอีกหลายปัญหา ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าหลังการรัฐประหาร รัฐบาล คสช.ได้มีคำสั่งโดยกระทรวงพาณิชย์ให้มีการยกเลิกการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่เคยติดตั้งอยู่ที่โกดังเก็บข้าวในโครงการรับจำนำ สั่งเปลี่ยนคณะบุคคลที่ถือกุญแจ และตั้งแต่ ปี 2557-2559 กระทรวงพาณิชย์ห้ามมิให้มีการเปิดโกดังข้าวเพื่อรมยา ตามปกติ จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ข้าวในโครงการรับจำนำได้รับความเสียหาย

สำหรับปัญหาเรื่องข้าวเน่า ข้าวเสียและข้าวเสื่อมคุณภาพ นั้นโดยข้อเท็จจริงแล้วข้าวที่เก็บไว้ในโครงการรับจำนำยังมีสภาพที่สามารถจำหน่ายได้ตามปกติ แต่ปัญหาเกิดจากการกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ม.ล.ปนัดดา กำหนดเอง ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ เอามาตรฐานการกำหนดคุณภาพข้าวเพื่อการส่งออกมาเป็นเกณฑ์ตรวจวัด ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวต้องเป็นข้าวที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพแล้ว จึงทำให้ข้าวในคลังและโกดังรับจำนำ ทั้งประเทศเป็นข้าวที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานของ ม.ล.ปนัดดา ประกอบกับบุคลากรที่ออกไปตรวจสอบนั้นเป็นบุคลากรที่ไม่มีประสบการณ์ไม่มีความรู้เรื่องข้าวขั้นตอนการตรวจสอบไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน จนทำให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมหาศาล และกลายเป็นที่มาของนโยบายการสั่งขายข้าวคุณภาพดี ในราคาข้าวเสื่อมคุณภาพ หรือข้าวเน่า เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการบางรายประมูลข้าวได้ในราคาที่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 5 บาท ทั้งที่ข้าวในคลังบางแห่งสามารถขายในราคาที่สูงกว่า 10 บาท ทำให้ประเทศได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก

ขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพข้าวตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ ต้องตรวจข้าวให้ได้ปริมาณตัวอย่าง อย่างน้อย 5 % ของข้าว 1 กอง เช่นข้าวสาร 1 กองมีจำนวน 20,000 กระสอบ การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ต้องฉ่ำข้าวอย่างน้อย 1,000 กระสอบ แต่ในทางปฏิบัติของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นโดย ม.ล.ปนัดดา ฉ่ำข้าวแต่ละกอง ไม่ถึง 200 กระสอบ อีกทั้งยังไม่ทั่วทั้งกองข้าว แต่กลับบอกว่าข้าวที่ตรวจสอบเป็นคุณภาพต่ำ ที่แบ่งเกรดเป็น เอ บี และซี ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ตั้งขึ้นเองโดยไม่เคยมีมาก่อน

ส่วนปัญหาเรื่องการทุจริตข้าวถุง ที่เป็นข้อกล่าวหาว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้มีการทุจริตเมื่อปี 2556 นั้น โดยข้อเท็จจริงแล้ว ในเวลานั้นการจัดทำข้าวถุงเป็นนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการทำข้าวถุง เพื่อจำหน่ายในราคาถูกให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย และไม่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรีเลย เป็นการปฏิบัติในระดับของกรมการค้าต่างประเทศ และองค์การคลังสินค้า (อคส.) แต่ อดีตนายกรัฐมนตรีก็ได้สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ยกเลิก และดำเนินการตรวจสอบตั้งแต่เกิดเรื่อง เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 และ อคส.ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2556 ในปีเดียวกัน วุฒิสภาได้หยิบยกเรื่องนี้มาอภิปรายในสภาฯ ตอนนี้เรื่องอยู่ระหว่างการสอบสวน และดำเนินการของ ป.ป.ช.

...

เรื่องเกี่ยวข้อง...

เปิดคำให้การพยาน 3 ปากสุดท้ายคดีรับจำนำข้าว

(http://news.voicetv.co.th/thailand/509287.html)

ooo

ใคร? ทำข้าวเสื่อม / หม่อมปนัดดากำหนดมาตรฐานขึ้นมาเอง


https://www.youtube.com/watch?v=nB0GERNd0z0&feature=share

"ไม่มีอำนาจเผด็จการใดจะโหดเหี้ยมไปกว่าอำนาจที่ดำรงอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกฏหมาย และในนามของกระบวนการยุติธรรม" (ชัดเจน!)




"...กว่านี้มีอีกไหม"

พล.ต.อ. ศรีวราห์ฯ ได้มอบหมายให้ตำรวจสันติบาลแจ้งความต่อกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับผมในข้อหาความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กล่าวหาผมว่าได้โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊คส่วนตัว ในลักษณะยุยงให้เกิดความปั่นป่วนอีกทั้งยังวิพากษ์วิจารณ์ คสช.

ตามรัฐธรรมนูญบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ฯลฯ รวมถึงการติดต่อสื่อสารถึงกันไม่ว่าในทางใดๆ ข้อความที่ผมโพสต์คือการแสดงความเห็นว่า การไปให้กำลังนายกยิ่งลักษณ์ถือเป็นเสรีภาพ ส่วนที่มีการเชิญชวนประชาชนก็ไม่ผิดกฎหมาย เพราะไม่ได้ชวนมาเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือล้มรัฐบาล หรือสร้างความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่อง หรือทำผิดกฎหมาย แต่เป็นการชวนมาเพื่อให้กำลังใจนายกยิ่งลักษณ์ซึ่งเป็นกิจกรรมตามประเพณีอันเป็นข้อยกเว้นของกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ และที่อ้างว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ คสช. ก็เป็นการแสดงความคิดเห็นต่อการทำงานของบุคคลสาธารณะ ที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชนถือเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นกัน จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 116 ตามที่กล่าวหา

นี่คือตัวอย่างของการที่รัฐละเมิดหลักนิติธรรม ซึ่งถือเป็นความเลวร้ายที่สุดเพราะกระทำโดยอาศัยอำนาจของกระบวนการยุติธรรม ทั้งหมดเพื่อต้องการข่มขู่และปิดปากทุกคนที่ต่อสู้และไม่ยอมรับอำนาจเผด็จการ จึงขอแจ้งไปยัง สตช. และ คสช. ว่าผมเป็นบุคคลสาธารณะ มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและไม่เคยคิดหลบหนี พวกคุณรู้ที่อยู่ของผมดีเพราะเคยส่งคนมาอุ้มผมไปควบคุมตัวในค่ายทหารหลายครั้ง ส่วนหมายเลขโทรศัพท์ผมให้ไว้กับเจ้าหน้าที่แล้ว ดังนั้น หากประสงค์จะสอบสวนหรือแจ้งข้อหาให้ติดต่อมาผมจะไปหาพวกคุณถึงที่ สิ่งที่ผมทำไม่เป็นความผิดจึงขอบอกประชาชนอีกครั้งว่าวันที่ 1 และ 25 สิงหาคม ใครประสงค์จะไปให้กำลังใจนายกยิ่งลักษณ์ก็ไปได้ไม่ผิดกฎหมาย เพื่อบอกเหล่าเผด็จการว่าประชาชนยืนข้างหลักนิติธรรม รังเกียจเผด็จการที่ทำลายหลักนิติธรรมและทำให้บ้านเมืองเสียหาย ส่วนผมจะไปทั้งสองวัน ยกเว้นผมถูกจับและไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวผมก็จะส่งกำลังใจให้ท่านจากห้องขัง "มีปัญหามั้ย กลัวจัง"

วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
29 กรกฎาคม 2560


Watana Muangsook

น้ำท่วมปีนี้ ก.ค. ๖๐ หัวหน้าใหญ่ คสช. กำลังเอาอยู่หรือเปล่าไม่รู้ เห็นมัวแต่ “พูดหาเสียงในโทรทัศน์”

สกลนครกำลังอ่วม น้ำท่วมหนักในรอบ ๓๐ ปี เกือบทั้งจังหวัดเป็นอัมพาต ต้องปิดสนามบิน เนื่องจากอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นพัง น้ำทะลักเข้าที่ชุมชน เขตเทศบาลเมืองต้องใช้เรือท้องแบนจึงเข้าถึงได้

นี่ไม่ใช่แห่งเดียวในภาคอีสาน ซึ่งมีพายุฝนโซนร้อน เซินกาถล่มทั่วภูมิภาคมาตลอดสามสี่วัน เป็นผลให้เกิดอุทกภัยในจังหวัดใกล้เคียง ตั้งแต่นครพนม กาฬสินธุ์ ย้อนไปร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยันขอนแก่น

ที่นครพนม น้ำล้นจากสกลลงสู่ลำน้ำก่ำ ระบายออกแม่โขงไม่ทัน ซ้ำน้ำในหนองหานก็ท่วมล้น ทำให้อำเภอนาแกกลายสภาพเป็นอ่างเก็บน้ำ

 
เช่นเดียวกับที่กาฬสินธุ์ ฝนตกหนักมาก น้ำในห้วยสีทนล้นทะลักท่วมเขตเทศบาลเมืองรุนแรงที่สุดในรอบ ๔๐ ปี ทางการสั่งให้ประชาชนอพอพออกจากพื้นที่ใน ๑๐ ชุมชน เพื่อป้องกันอันตราย

ทางด้านมหาสารคาม อ่างเก็บน้ำห้วยขอนสักล้นทะลักเซาะคอสะพานขาด ถนนสาย ๒๐๘ ใช้การไม่ได้ เป็นผลกระทบทั้งเส้นทางจากร้อยเอ็ดไปถึงขอนแก่น

บางท้องที่ในภูมิภาคอื่นก็ไม่เว้น เช่นที่สุโขทัยและระนอง ที่สุโขทัยชาวตลาดออกมาลุยน้ำกลางถนนกันถึงเข่า ส่วนที่ระนองชาวบ้านต้องขึ้นไปนั่งเจ่าบนหลังคา ยังไม่แน่ว่าพายุฝนจะหยุดในเร็ววัน

 
ถึงกระนั้นก็อาจมีน้ำสะสมระบายจากเขาเข้าเมืองอีกกี่จังหวัดก็ไม่รู้ ชวนให้หวนไปถึงน้ำท่วมใหญ่ในรอบ ๗๐ ปี เมื่อตอนกรกฎาคม ๒๕๕๔ ที่พอถึงพฤศจิกายนปีนั้น ๖๕ จังหวัดได้รับผลกระทบ มีผู้เสียชีวิตกว่า ๖๐๐ คน

คงจำกันได้ตอนนั้นแรกๆ รัฐบาลยิ่งลักษณ์เชื่อว่า เอาอยู่ครั้นเมื่อเขื่อนต่างๆ รายรอบมหานครรับน้ำไม่ไหว เพราะฝนไม่ยอมหยุดตก จึงต้องมีการปล่อยออกรักษาความมั่นคงของเขื่อน น้ำจึงเฮโลเข้ากรุงเสียจนยิ่งลักษณ์เอาไม่อยู่

แต่คราวนี้บิ๊กตู่ นายกฯ ในดวงใจของพวกซ่าหริ่ม นกหวีดติดคอ ยังจ้อแต่เรื่อง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนของพระราชอาณาจักร (โดยเฉพาะในช่วงจากวันเฉลิมพระชนมพรรษา (รัชกาลที่ ๑๐) จนกระทั่งถึงวันถวายพระเพลิง (รัชกาลที่ ๙)

หัวหน้าใหญ่ คสช. กำลังเอาอยู่หรือเปล่าไม่รู้ เห็นมัวแต่ “พูดหาเสียงในโทรทัศน์” (as per ‘Pavin Chachavalpongpun’) แล้วก็ยังไม่ยอมลงพื้นที่ “ลุงเค้าทำได้ดีกว่าทักษิณตรงขอรับบริจาคนี่ล่ะค่ะ ไว้ไว 5555” (ดังที่ พิพัฒพันธุ์ วีณพัตรา คอมเม้นต์)

นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศรับบริจาคช่วยเหลือผ่านเข้าสู่ กองทุนผู้ประสบสาธารณะภัย ให้ประชาชนโอนเงินเข้าบัญชีกองทุนฯ เริ่มตั้งแต่วันที่ ๔ สิงหาคม เป็นต้นไป

นอกจากดูเหมือนจะไม่เร่งร้อนลงพื้นที่แล้ว เห็นได้ว่านายกฯ คนนี้ เคร่งครัดระเบียบการอยู่ไม่น้อย ชาวบ้านจะสำลักน้ำตาย ขนาดเรี่ยไรขอเงินช่วยเหลือยังต้องรออีกตั้งหนึ่งอาทิตย์

แถมคุยทับเสียด้วยว่ากองทุนฯ มีเงินสำรองอยู่ในธนาคารกรุงไทย ตั้ง ๗๐๐ กว่าล้านบาท


ไม่ต้องเร่งโอนบัญชียึดทรัพย์ยิ่งลักษณ์เข้าคลังเพราะเรื่องนี้มั้ง เงินช่วยน้ำท่วมเยอะแล้ว แต่ถ้าเอาไว้ใช้ซื้อเรือดำน้ำภายหน้าเผื่อน้ำท่วมหนักกว่าเดิมอีก ก็ไม่แน่

มิหนำซ้ำตอนนี้ ปปช. กำลังชงเรื่อง เชือด รวมหมู่ ทั้งยิ่งลักษณ์และคณะรัฐมนตรีทั้งหมด ๓๔ คน ข้อหา “จ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง (พ.ศ. ๒๕๔๘-๒๕๕๓)

ว่าถือเป็นการ “ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทำให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของประเทศจำนวน ๑,๙๒๑,๐๖๑,๖๒๙.๔๖ บาท”

ดูจากตัวอย่างคดีจำนำข้าว คราวนี้นอกจากจะลากพรรคเพื่อไทยเข้าคุกกันระนาวแล้ว ความเสียหาย ๒,๐๐๐ ล้านบาทนี้ คงมีการไล่อายัดกันสนุกสนานด้วย

น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ปปช. ออกมาแถลงแจ้งโทษเมื่อวันก่อน (๒๖ ก.ค.) ว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์สั่งจ่ายเงินเยียวยาผู้ชุมนุม (ย้อนไปถึงที่ออกมาต้านรัฐประหาร ๒๕๔๙ ด้วย) จากงบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน

“ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีกฎหมายใดมารองรับ” จึงเหมาเอาว่า “เพื่อช่วยเหลือพวกพ้องของตนเอง”


เห็นแจ้งเรื่องจริงกันอีกครั้งมั้ยนี่ การเยียวยาผู้เสียหายจากการต่อต้านรัฐประหารทั้งสองครั้ง กลายเป็นช่วยเหลือพวกพ้องไปเสียฉิบ

ผมชักเริ่มสงสัยทักษิณละ..!!





ผมชักเริ่มสงสัยทักษิณละ..!!

ผมเริ่มเชื่อโดยไม่มีเหตุผลและหลักฐานสนับสนุนว่าอดีตนายกฯทักษิณได้ทำการโกงชาติ ขายชาติ ทำลายชาติไปแล้วจริงๆ..เชื่ออย่างนั้น

ผมเองก็เป็นคนรักชาติอยู่บ้างเหมือนกัน แม้จะรักไม่เท่าสลิ่มนกหวีด หรือพวกท่านๆทั้งหลายรก็ตามที่รักชาติจนลิ้นห้อย แต่ก็ถือว่ารักก็แล้วกัน ฉะนั้นจึงไม่อยากให้ใครก็ตามมาทำลายชาติที่ผมอยู่อาศัย ..เพราะกลัวไม่มีที่อยู่

แต่คงเพราะทักษิณโกงชาติ ทำลายชาติ ขายชาติได้แนบเนียนจริงๆ จนผมไม่รู้สึกเลยว่าเขาทำอย่างนั้น กลับรู้สึกว่าเขาทำให้ชาติเจริญ พัฒนาขึ้นยิ่งกว่าไอ้พวกที่บอกว่ารักชาติจนน้ำลายฟูมปากเหล่านั้นหลายสิบเท่า…

ผมจะยอมปูผ้ากราบ และถวายตัวเป็นสาวก พร้อมร่วมกินหญ้าและฟางเคียงบ่าเคียงไหล่ ถ้าบอกผมได้ว่าทักษิณมันโกงชาติ ..ขายชาติอย่างไร ?

ทักษิณโกงอย่างไร…ถึงมีเงินใช้หนี้ IMF จำนวนไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาทได้ก่อนกำหนด! ทักษิณโกงยังไงหนอ แล้วเงินจำนวนนี้เขาไปได้มาจากไหนกัน

ทักษิณโกงอย่างไร…ถึงมีเงินสร้างสนามบินสุวรรณภูมิจนเสร็จภายใน 5 ปี ด้วยจำนวนเงินกว่าแสนล้านบาท โกงยังไงกันนี่ โกงแบบโง่ๆหรือเปล่า เอาเงินมาจากไหน

ทักษิณโกงอย่างไร…ถึงมีเงินให้กองทุนหมู่บ้านๆละหนึ่งล้านบาท จำนวนกว่าแปดหมื่นล้านบาท โกงชนิดไหน โกงแบบโง่ๆ หน่อมแน้มๆ เอาเงินที่ไหนมา

ทักษิณโกงอย่างไร…ถึงมีเงินให้พม่ากู้จำนวนสี่พันล้านบาท เขาโกงประสาอะไรกัน โกงแบบโง่ๆ ปัญญาอ่อนมากที่ทำให้ประเทศที่เคยแต่จะกู้ชาวบ้านเขาเป็นประเทศที่ให้เขากู้ได้บ้าง

ทักษิณโกงอย่างไร…ถึงมีเงินสร้างบ้านเอื้ออาทรให้คนจนอยู่อาศัย ไม่รู้จำนวนเงินเป็นตัวเลขเท่าใด เอาเงินมาจากไหนมากมายขนาดนี้ โกงอย่างไรทำให้คนจนมีที่อยู่อาศัย แนบเนียนมาก

ทักษิณโกงอย่างไร…ทักษิณโกงอย่างไร ถึงมีเงินส่งนักเรียนไปเรียนต่างประเทศ ในโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน โกงบ้าๆ โกงแบบไม่มีตำรา ทำให้เด็กบ้านนอกมีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ

ทักษิณโกงอย่างไร…ถึงมีเงินจ่ายในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ด้วยจำนวนเงินหลายพันล้านบาท โกงแบบไหนทำให้คนจนมีโอกาสเข้าถึงโรงพยาบาล เข้าถึงหมอ

ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ผมถือว่าทักษิณโกงทั้งหมด แต่ไม่รู้ว่าโกงอย่างไร ทำไมคนถูกโกงถึงรู้สึกว่าเป็นการช่วยเหลือ..แถมยังพูดอีกว่าเขาคือนายกฯที่ดีที่สุดที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยเคยมีมาเสียด้วย

ผมเริ่มสงสัยทักษิณ..และพฤติกรรมของเขา เอาเงินมาจากไหนมากมายมากระทำการเหล่านี้ได้ เพราะตอนนั้นเงินในประเทศแถบไม่เหลือเลยมิใช่หรือ ..แล้วทะลึ่งเอาเงินมาจากไหน

สงสัยจริงๆ ไปโกงใครมาหรือเปล่า ..ไปโกงใครมาหะ..!!


Sathian Dabod


วันศุกร์, กรกฎาคม 28, 2560

ชวนอ่านอีกครั้ง ความเห็นตุลาการเสียงข้างน้อย ภานุพันธ์ ชัยรัต ที่ให้ความเห็นแย้งตอนยิ่งลักษณ์ขอทุเลา แต่ศาลไม่สั่งทุเลา (10 เม.ย.60) - เพิ่งมีคดียิ่งลักษณ์นี่แหละ ที่กล้ายึดโดยไม่รอศาล



"เมื่อการออกคำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุการณ์ฟ้องคดี ดำเนินการภายใต้สถานการณ์การใช้กำลังยึดอำนาจการปกครองและมีการใช้อำนาจรัฐ ศาลปกครองในฐานะองค์กรตุลาการของรัฐ ซึ่งมีหน้าที่อำนวยความยุติธรรมทางปกครอง ต้องตระหนักและให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐแทนรัฐให้เป็นไปในฐานะรัฐที่ดีตามหลักนิติธรรม เพื่อป้องกันการใช้อำนาจรัฐตามอำเภอใจ"

ooo


ooo


เปิดความเห็นแย้ง ตลก. เสียงข้างน้อย คดี 'ยิ่งลักษณ์' ขอทุเลาบังคับชดใช้ 3.5 หมื่นล้าน


Tue, 2017-04-11 23:27
ที่มา ประชาไท

2 ความเห็นแย้งของคณะตุลาการเสียงข้างน้อย คดี 'ยิ่งลักษณ์' ขอทุเลาบังคับคำสั่งชดใช้ 3.5 หมื่นล้าน ชี้การให้คำสั่งมีผลบังคับจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงยากแก่การเยียวยา แต่หากทุเลาการบังคับก็ไม่เป็นอุปสรรคกับการบริหารงานของรัฐ



แฟ้มภาพ


11 มี.ค. 2560 จากกรณี วชิระ ชอบแต่ง ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองและเจ้าของสำนวน และองค์คณะตุลาการเสียงข้างมาก มีคำสั่งให้ยกคำขอ ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและจำเลยคดีโครงการจำนำข้าวในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ฟ้องคดีปกครอง ที่ขอให้ศาลปกครองสั่งทุเลาการบังคับคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 59 ที่ให้ ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ปล่อยให้เกิดความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวโดยเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดแก่ราชการตามอำนาจหน้าที่ เป็นเหตุให้กระทรวงการคลังได้รับความเสียหาย มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาทเศษ ไว้ก่อนที่จะมีคำพิพากษา ซึ่งคดีดังกล่าว ยิ่งลักษณ์ ยื่นฟ้อง นายกรัฐมนตรี, รมว.คลัง, รมช.คลัง และปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4

โดยเหตุผลที่ตุลาการเสียงข้างมากยกคำขอ ยิ่งลักษณ์ เนื่องจากภายหลังจากผู้ถูกฟ้อง ออกคำสั่งเรียกให้ ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ผู้ถูกฟ้องได้มีหนังสือแจ้งเตือนให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว ซึ่งผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีให้ถ้อยคําต่อศาลรับกันว่า นอกจาก หนังสือแจ้งเตือนดังกล่าวแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดียังไม่มีการใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัด ทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีและขายทอดตลาดเพื่อชําระค่าสินไหมทดแทนแต่อย่างใด ในเมื่อผู้ถูกฟ้องคดียัง ไม่มีการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ในชั้นนี้จึงรับฟ้งไม่ได้ว่า หากศาลไม่มีคําสั่งทุเลาการบังคับ ตามคําสั่งพิพาท จะทําให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้ฟ้องคดีที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไข ในภายหลัง จึงเห็นว่าเงื่อนไขตามข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีในคําขอให้ศาลมีคําสั่งทุเลาการบังคับตามคําสั่ง พิพาทยังไม่มีน้ําหนักพอที่จะรับฟ้งได้ กรณีจึงไม่เข้าเงื่อนไขที่ศาลจะมีคําสั่งทุเลาการบังคับตามคําสั่ง ที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้เป็นการชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดี ศาลจึงมีคําสั่งยกคําขอวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาของผู้ฟ้องคดี


เห็นแย้งเกรงคำสั่งเกิดความเสียหายร้ายแรงยากเยียวยา และทุเลาก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อรัฐ

ขณะที่วานนี้ มติชนออนไลน์ รายงานด้วยว่า แม้องค์คณะตุลาการเสียงข้างมากมีคำสั่งให้ยกคำขอของ ยิ่งลักษณ์ ผู้ฟ้อง แต่ในการพิจารณาคำขอดังกล่าว ภานุพันธ์ ชัยรัต รองอธิบดีศาลปกครองกลาง หนึ่งในองค์คณะก็ได้มีความเห็นแย้งเห็นสมควรที่ศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับคำสั่งทางปกครองของกระทรวงการคลังที่เป็นเหตุในการฟ้องคดีนี้

โดยสรุปเหตุผลว่า ผู้ฟ้องได้อ้างถึงคำสั่งกระทรวงการคลังให้ชดใช้ค่าเสียหาย 35,717,273,028.23 บาท ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง หากพ้นระยะเวลาดังกล่าวกระทรวงการคลังจะดำเนินมาตรการบังคับทางปกครอง ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ที่จะยึดหรืออายัดทรัพย์สินขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินให้ครบถ้วน ซึ่งนายภานุพันธ์ เห็นว่า การใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งนั้นมีขั้นตอนตามปรกติที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองหรือ กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่ตราโดยรัฐสภา แต่กรณีโครงการรับจำนำข้าว นายกรัฐมนตรีผู้ถูกฟ้องที่ 1 เลือกใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฯ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 44 กำหนดความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับมอบหมายตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ให้ดำเนินการต่อผู้กระทำผิด และกำหนดให้กรมบังคับคดีเป็นเจ้าหน้าที่ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง แสดงให้เห็นว่า นายกฯผู้ถูกฟ้องที่ 1 กับพวกประสงค์จะดำเนินการและพร้อมจะดำเนินการกรณีโครงการรับจำนำข้าวเป็นกรณีพิเศษ แตกต่างไปจากกรณีปรกติ

โดยเมื่อผู้ฟ้องไม่ชำระเงินตามเวลาที่กำหนดในคำสั่งทางปกครอง กระทรวงการคลังได้มีหนังสือลับ ด่วนที่สุด ลงวันที่ 4 ม.ค. 60 แจ้งเตือนให้ชดใช้ค่าสินไหม โดยระบุในหนังสือว่า เมื่อไม่ชำระเงิน เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เพื่อชำระเงินให้ครบถ้วน ขณะที่ข้อเท็จจริงที่รับฟังตามคำสั่งกระทรวงการคลัง นายกฯผู้ถูกฟ้องที่ 1 กับพวกกล่าวอ้างในคำสั่งว่า จากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ถือได้ว่าผู้ฟ้องจงใจกระทำละเมิดเป็นเหตุให้กระทรวงการคลังได้รับความเสียหายเป็นเงิน 178,586,365,141.17 บาท จึงให้ผู้ฟ้องรับผิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนการกระทำของตน ในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหายซึ่งคิดเป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 และ 10 ทั้งนี้หากทางราชการมีการระบายข้าวในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2555 /26 และปีการผลิต 2556/57 ได้ในราคาที่สูงกว่า ราคาที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ผ่านมาของรัฐบาล ก็ให้นำมาคำนวณเป็นมูลค่าสินค้าคงเหลือ ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 57 และนำมาหักคืนแก่ผู้ฟ้อง ตามสัดส่วนที่ได้ชำระไว้ต่อไป จึงเห็นว่าจำนวนเงิน 3.5 หมื่นล้านบาทเศษ ที่ผู้ฟ้องกับพวกกล่าวอ้างในคำสั่งกระทรวงการคลังที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี เป็นข้อเท็จจริงที่ยังไม่ยุติเป็นที่สุด

เพราะอาจมีเงินจำนวนหนึ่งที่ต้องนำคืนแก่ผู้ฟ้องในภายหลังตามที่ระบุไว้ในคำสั่งทางปกครองนั้น ขณะที่ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวยังมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่างๆเพื่อกำหนดค่าเสียหายที่ยุติเป็นที่สุด รวมทั้งหากนโยบายของรัฐบาลดังกล่าวไม่ชอบและทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ยังมีประเด็นการเรียกเงินคืนจากผู้ที่ได้รับไปจากนโยบายของรัฐบาลในฐานะลาภที่ไม่ควรได้ด้วย

ดังนั้นเมื่อยังมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยการกำหนดค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวที่แน่นอนซึ่งผลการวินิจฉัยอาจส่งผลเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงของค่าเสียหายที่จะสั่งให้รับผิดชดใช้ เมื่อสาระสำคัญของคำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดียังไม่ยุติเป็นที่สุดจึงน่าจะมีปัญหาเรื่องความไม่ชอบของคำสั่ง เละเมื่อคำสั่งนั้นแจ้งให้ต้องรับผิดชดใช้เป็นจำนวนเงินที่สูงมาก หากมีการใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินขายทอดตลาดให้ครบตามจำนวนทั้งที่ข้อเท็จจริงยังไม่ยุติเป็นที่สุด ก็ย่อมเกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อผู้ฟ้อง รวมทั้งบริวารที่มีธุรกรรมเกี่ยวข้องกับผู้ฟ้อง ในความเสียหายต่อสิทธิทรัพย์สินของบุคคล

จึงเห็นว่าหากให้คำสั่งกระทรวงการคลังนั้นมีผลใช้บังคับต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงกับผู้ฟ้องและ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขภายหลัง ซึ่งถ้าแม้ศาลปกครองจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับคำสั่งกระทรวงการคลังนี้ นายกฯผู้ถูกฟ้องที่1 ในฐานะหัวหน้า คสช.ยังมีอำนาจพิเศษที่จะสั่งการระงับยับยั้งคำสั่งของศาลปกครองได้ตาม รัฐธรรมนูญฯ(ฉบับชั่วคราว) มาตรา 44 จึงเห็นว่าการทุเลาบังคับคำสั่งกระทรวงการคลัง ก็ไม่เป็นอุปสรรคกับการบริหารงานของรัฐ

เมื่อการออกคำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุการณ์ฟ้องคดีดำเนินการภายใต้สถานการณ์การใช้กำลังยึดอำนาจการปกครองและมีการใช้อำนาจรัฐ ศาลปกครองในฐานะองค์กรตุลาการของรัฐซึ่งมีหน้าที่อำนวยความยุติธรรมทางปกครองต้องตะหนักและให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐแทนรัฐให้เป็นไปในฐานะรัฐที่ดีตามรัฐนิติธรรมเพื่อป้องกันการใช้อำนาจรัฐตามอำเภอใจ โดยดำเนินกระบวนพิจารณาคดีปกครองให้ครบตามขั้นตอนของกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองจนกว่าจะมีคำพิพากษาเป็นที่สุดเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมทางปกครอง ของประเทศได้ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามคำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุในการฟ้องคดีก่อนการยึดหรืออายัดทรัพย์สินผู้ฟ้องเพื่อเป็นหลักประกันในการอำนวยความยุติธรรมทางปกครองแก่ประชาชนและสังคมไทยและแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งจะดำเนินการใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามคำสั่งทางปกครอง ที่ไม่ใช่การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลซึ่งเป็นที่สุดแล้ว

เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าคำสั่งกระทรวงการคลังเหตุของการฟ้องคดีมีปัญหาความน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการให้คำสั่งนั้นมีผลบังคับต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงยากแก่การเยียวยาในภายหลัง ขณะที่หากทุเลาการบังคับคำสั่งนั้นก็ไม่เป็นอุปสรรคกับการบริหารงานของรัฐ ศาลปกครองจึงมีอำนาจที่จะสั่งทุเลาได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามข้อ 72 วรรค 3 ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 จึงเห็นสมควรที่ศาลปกครองจะสั่งทุเลาคำสั่งกระทรวงการคลังไว้จนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

การทุเลาไม่ได้มีผลเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้อง

ขณะเดียวกันก็ยังมีความเห็นแย้งของ วชิระ ชอบแต่ง ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวนคดีนี้ ก็ยังมีความเห็นแย้งเช่นกัน แต่ในทางที่ว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องได้โต้แย้งถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการออกคำสั่งทั้งในเรื่องการใช้อำนาจตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องทั้ง 4 ,ขั้นตอนและวิธีการ ที่เป็นสาระสำคัญและดุลพินิจที่ใช้ในการออกคำสั่งในหลายกรณี กรณีจึงน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายซึ่งหากมีผลบังคับใช้ต่อไประหว่างการพิจารณาคดีของศาลจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงกับผู้ฟ้องที่ยากเกินเยียวยาในภายหลัง ซึ่งการที่ผู้ถูกฟ้องทั้ง 4 มีหนังสือแจ้งเตือนในวันเดียวกันกับที่ออกคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ขณะเดียวกันได้มีการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.มอบให้กรมบังคับคดีที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะมาเป็นผู้ใช้อำนาจในมาตรการบังคับทางปกครองโดยให้มีการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว จึงเป็นที่แน่ชัดว่าหากให้คำสั่งชดใช้ค่าสินไหมใช้บังคับต่อไปผู้ถูกฟ้องทั้ง 4 และกรมบังคับคดีจะต้องดำเนินการใช้มาตรการบังคับทางปกครองยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องแล้วนำมาขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชดใช้ค่าสินไหมอย่างแน่นอนซึ่งสอดคล้องกับพยานหลักฐาน ที่ผู้ฟ้องแสดงต่อศาลว่าเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่าจะใช้มาตรการบังคับทางปกครองหากศาลมีคำสั่งไม่ทุเลา

กรณีจึงถือได้ว่าผู้ถูกกฟ้องได้เริ่มกระบวนการยึดหรืออายัดทรัพย์สินแล้ว ขณะที่ได้ปรากฏข้อเท็จจริงจากการไต่สวนและหนังสือชี้แจงของผู้ฟ้องเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 60 พบว่าเมื่อสถานภาพของผู้ฟ้องเปลี่ยนแปลงไปยังมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นซึ่งหากนำค่าใช้จ่ายที่ผู้ฟ้องอ้าง กับทรัพย์สินตามที่แจ้งต่อศาลและ ป.ป.ช.มาเปรียบเทียบกับจำนวนเงินที่ผู้ฟ้องจะต้องชดใช้ตามคำสั่งแล้ว เห็นได้ว่าหากมีการบังคับทางปกครองโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์ของผู้ฟ้องโดยสิ้นเชิง ย่อมทำให้ไม่มีทรัพย์ใดๆเหลืออยู่เลยในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลและย่อมได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยทันที

ซึ่งหากรอให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 4 และกรมบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์ไปก่อนแล้ว ผู้ฟ้องมีคำขอให้ทุเลาแม้ศาลจะมีคำสั่งให้ทุเลาก็ไม่ได้ทำให้ผู้ฟ้องได้รับทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดไปแล้วกลับคืนมา เพียงแต่ทำให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 4 และกรมบังคับคดีไม่อาจมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินอื่นของผู้ฟ้องต่อไปได้เท่านั้น หรือหากผู้ฟ้องจะแก้ไขความเดือดร้อนด้วยการฟ้องเป็นคดีใหม่ขอให้เพิกถอนคำสั่งยึดและอายัดก็จะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขการฟ้องคดีที่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาอีกพอสมควร

อีกทั้งถ้าแม้ศาลจะมีคำสั่งให้ทุเลาในครั้งนี้ก็ไม่ได้มีผลเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องทั้ง 4 และกรมบังคับคดีที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองกับทรัพย์สินของผู้ฟ้อง เพราะผู้ถูกฟ้องและกรมบังคับคดียังมีอำนาจหน้าที่ในส่วนของการเตรียมสืบหาทรัพย์สินต่างๆของผู้ฟ้องเพื่อนำไปสู่การยึดและอายัดต่อไป ดังนั้นถ้าจะสั่งทุเลาจึงไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐ แต่แม้คดีนี้ศาลจะมีอำนาจสั่งทุเลาการบังคับคำสั่งทางปกครองได้ก็ตาม

แต่เมื่อพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของการกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาที่มุ่งคุ้มครองคู่กรณีระหว่างการพิจารณาคดีแล้ว การที่ศาลมีคำสั่งให้ทุเลาคำสั่งทั้งหมดซึ่งจะมีผลทำให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 4 และกรมบังคับคดีไม่สามารถยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินใดๆ ของผู้ฟ้องได้เลยในระหว่างการพิจารณาของศาลก็ย่อมทำให้เกิดปัญหาอุปสรรคกับการบริหารงานของรัฐตามมาได้และทำให้ผู้ฟ้องมีสิทธิใช้บรรดาทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ได้ตามปรกติเสมือนไม่มีคำสั่งที่ใช้บังคับเลยทั้งๆที่ผู้ฟ้องยังคงมีหน้าที่ชดใช้เงินตามคำสั่ง ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นกับการบริหารงานของรัฐตามมากับการพิจารณาถึงความเดือดร้อนเสียหายของผู้ฟ้องจากรายได้ ค่าใช้จ่ายที่สมควรลดลงตามแก่กรณี ความจำเป็นในการใช้ที่อยู่อาศัยและการครอบครองเคหะสถานโดยปรกติสุข เกียรติยศชื่อเสียง และ พฤติการณ์แห่งคดีของผู้ฟ้องที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแล้ว จึงเห็นสมควรที่จะมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับคำสั่งกระทรวงการคลังเพียงบางส่วนเท่านั้นด้วยการห้ามไม่ให้คำสั่งกระทรวงการคลังมีผลในบ้านและที่ดินเลขที่ 38/9 ซอย นวมินทร์ 111 แขวง นวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กทม.ที่เป็นบ้านพักอาศัยของผู้ฟ้องและครอบครัว และที่ดินซึ่งเป็นบ้านพักคนงานรวมถึงซึ่งของเครื่องใช้ต่างๆภายในบ้านทั้ง2หลัง รวมทั้งบัญชีเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยในธนาคารกรุงเทพฯสาขาศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคารเอ รวม 9 บัญชีไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ที่มา : ข่าวศาลปกครอง เว็บไซต์ศาลปกครอง และ มติชนออนไลน์

รัฐประหาร 3 ปีมาแล้ว คนอีสานได้อะไร?



https://www.facebook.com/VoiceTVonline/videos/10156863205774848/


รู้เท่าทันรมต.ช่วยชาวนา



ภาพข่าวนางกอบกาญน์ วัฒนวรางกูร ดำนำที่จ.ยโสธร จากเว็บไซต์มติชนออนไลน์


บทบรรณาธิการ : รู้เท่าทันรัฐมนตรีช่วยชาวนา


โดยบูรพา เล็กล้วนงาม
25/07/2017
THE ISAAN RECORD


การรู้เท่าทันสื่อช่วยให้ผู้บริโภคข่าวสารไม่เชื่อข้อมูลที่ปรากฎตามสื่อโดยอัตโนมัติ ก่อนที่ผู้บริโภคจะเชื่อข้อความไหนควรมีการตั้งคำถามเสียก่อน เช่น ต้องพิจารณาว่าใครคือผู้เขียนข้อความและเขียนขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร เทคนิคที่ใช้เพื่อทำให้ข้อมูลน่าสนใจคืออะไร และสิ่งที่ละเว้นในข้อมูลนั้นคืออะไร

เทคนิคดังกล่าวคือสิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับจากการเข้าร่วมสัมมนา “การรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล (Media, Information and Digital Literacy – MIDL)” ที่โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 20 – 21 ก.ค. 2560 จัดโดยสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) และศูนย์ประสานงานเครือข่ายการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองประชาธิปไตย (Thai Civic Education Center)

ถัดจากการสัมมนาเพียงวันเดียว ข้าพเจ้าก็มีโอกาสทดสอบความรู้เรื่องการรู้เท่าทันสื่อ

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา เว็บไซต์มติชนออนไลน์ลงข่าวว่า รัฐมนตรีท่องเที่ยวควง “เจ้เล้ง” นักธุรกิจคนกรุง ดำนาจากเมืองสู่ท้องทุ่ง พร้อมมีภาพประกอบคือภาพของนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมคณะฯ กำลังดำนา

เนื้อข่าวสรุปได้ว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่บ้านคำครตา ต.ดงมะไฟ อ.ทรายมูล จ.ยโสธร นางกอบกาญจน์เป็นประธานเปิดงานและร่วมแข่งขันชวนกันไปทำนาจากเมืองสู่ท้องทุ่งโดยมีนายวีระวัฒน์ วงศ์ว่องไว รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร กล่าวรายงาน 
 


ผู้เข้าร่วมสัมมนารู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิตอล พร้อมกับวิทยากร ถ่ายภาพหมู่หลังจบการสัมมนา ระหว่างวันที่ 20 – 21 ก.ค. ที่ผ่านมา



นายวีระวัฒน์บอกอีกว่า จ.ยโสธรได้จัดทำยุทธ์ศาสตร์เกษตรอินทรีย์วิถีอีสาน ระหว่างปี 2559 – 2562 เพื่อส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ส่วนนางกอบกาญจน์กล่าวว่า การจัดกิจกรรมมีขึ้นเพื่อให้เกษตรกรมีกำลังใจ ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ และทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง

ถ้าอ่านเนื้อข่าวตามปกติจะเข้าใจว่า ข่าวนี้เป็นเรื่องของการส่งเสริมปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ แต่ถ้านำเทคนิค “การรู้เท่าทันสื่อ” มาเป็นกรอบในการพิจารณาจะทำให้สามารถ “รู้เท่าทันรัฐมนตรีช่วยชาวนา” โดยข้าพเจ้าตั้งสถานะขณะแชร์ข่าวชิ้นดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า

“จริตของคนชั้นสูงและคนชั้นกลาง ดูสิมีชุดชาวนาอีก มีหมวกชาวนาด้วย คนพวกนี้ช่วยชาวนาได้ทุกเรื่อง ยกเว้นทำให้ชาวนายืนได้บนลำแข้งของตัวเอง โดยให้ชาวนาขายข้าวเปลือกราคาเป็นธรรม”

การรู้เท่าทันสื่อว่า การดำนาของรัฐมนตรีและคณะคือจริตของคนชั้นสูงและคนชั้นกลางมีที่มาจากการพิจารณาถึงแสดงออกของรัฐมนตรีและคณะฯ ที่ลงไปดำนาโดยสวมชุดหม้อฮ่อมตัวใหม่ สวมหมวกใบใหม่ และใส่รองเท้าบู้ทสูงถึงระดับต้นขา ทั้งหมดคือการเตรียมตัวอย่างดีในการทำนา แต่ต้องการสัมผัสถึงการทำนาอย่างแท้จริงหรือไม่

การกระทำของรัฐมนตรีและคณะฯ มองมุมหนึ่งเหมือนเป็นความพยายามส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ แต่ถ้ามองอีกมุมจะพบว่าปัญหาใหญ่ที่ชาวนาในภาคอีสานและทุกภูมิภาคประสบในช่วงหลายปีหลังไม่ใช่เรื่องของการเริ่มต้นฤดูกาลทำนำ แต่คือเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากการเก็บเกี่ยว นั่นคือเรื่องราคาข้าวที่ตกต่ำ ฉะนั้นการมาให้กำลังใจชาวนาจะมีประโยชน์อะไร ถ้าไม่ติดตามวัฏจักรการเพาะปลูกข้าวให้ครบวงจร โดยตามไปจนถึงขั้นตอนการขายข้าวเปลือกให้กับลานตากข้าวหรือโรงสี เพื่อรับรู้ว่าชาวนาไม่สามารถกำหนดราคาขายข้าวได้เอง

ข้อเท็จจริงอีกด้านก็คือ ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลที่ข้าวเปลือกมีราคาตกต่ำหรือมีราคาสูงจนถึงเกวียนละสองหมื่นบาท แต่ราคาขายข้าวสารที่ก็ไม่ได้ถูกปรับให้ขึ้นลงตามสัดส่วนของราคาข้าวเปลือก ส่วนต่างตรงนี้คือผลประโยชน์ของใคร

เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ข้าพเจ้ามีโอกาสไปรับฟังเรื่องราวของชาวนาที่ตำบลบ้านท่าโพธิ์ศรี อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งอยู่ในบริเวณภาคอีสานตอนล่างเช่นเดียวกับที่จังหวัดยโสธรที่รัฐมนตรีและคณะลงไปดำนา ชาวนาที่นั่นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ราคาข้าวเปลือกในยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกกว่าสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นอย่างยิ่ง จึงอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือในเรื่องนี้



ชาวนา ต.บ้านท่าโพธิ์ศรี อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ขณะเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก โดยชาวนาต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของราคาข้าวเปลือกในอีก 4 เดือนข้างหน้า


ส่วนผลกระทบของการที่ข้าวและพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ เช่น ยางพารา มีราคาตกต่ำ ทำให้สภาพเศรษฐกิจในตัวอำเภอเดชอุดมและพื้นที่ใกล้เคียงซบเซาไปด้วย จากการสอบถามผู้ประกอบการรายย่อยหลายรายล้วนบอกตรงกันว่า ค้าขายไม่ดีมา 2-3 ปีแล้ว

ชาวนาไม่สามารถกำหนดราคาขายข้าวเปลือกได้เนื่องจากตลาดค้าข้าวถูกควบคุมโดยพ่อค้าข้าวรายใหญ่ไม่กี่ราย ต้นเหตุของความเดือดร้อนของชาวนาอยู่ตรงนี้ใช่หรือไม่ ทำไมนางกอบกาญจน์ที่เป็นรัฐมนตรีของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์จึงทำเหมือนไม่รับทราบถึงเรื่องราวดังกล่าว แล้วเลือกมาทำกิจกรรมดำนาในแปลงข้าวเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นการเพาะปลูกข้าวในสัดส่วนที่ต่ำมากคือไม่ถึงร้อยละ 1 ของผลผลิตข้าวทั้งหมดภายในประเทศ

รายงานสถานการณ์การเพาะปลูกข้าว ปี 2559/60 รอบที่ 1 ระบุว่า ในปีเพาะปลูก 2559/60 ประเทศไทยมีการปลูกข้าวรอบที่ 1 ไปแล้วทั้งสิ้น 56.30 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิมากที่สุด 28.33 ล้านไร่ หรือ ร้อยละ 50.32 ของพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวทั้งประเทศไปแล้ว ส่วนข้าวอื่นๆ (ข้าวสีและข้าวอินทรีย์) 0.06 ล้านไร่ ร้อยละ 0.11

ข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมาคือข้อมูลอีกชุดที่ส่งผลให้ผู้บริโภคข่าวสารรู้เท่าทันสื่อ ส่วนข่าวนางกอบกาญจน์จากเว็บไซต์มติชนสามารถสังเคราะห์ได้ว่า เป็นการนำเสนอข่าวแค่แง่มุมเดียวของนักข่าวโดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลข้อมูล (รู้แค่ไหนก็เขียนแค่นั้น) ซึ่งข่าวทำนองนี้แทบไม่แตกต่างอะไรกับข่าวผลงานของรัฐมนตรีและข้าราชการซึ่งเป็นข่าวในแง่บวกที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในสื่อมวลชนกระแสหลักของไทย

ส่วนผลกระทบต่อผู้บริโภคข่าวสารทำนองนี้บ่อยๆ ก็จะทำให้เชื่อว่าข่าวนี้คือความจริงทั้งหมด โดยไม่ตระหนักว่ามีแง่มุมอื่นของการเพาะปลูกข้าวอีก

กรณีช่วยเหลือชาวนาหากพิจารณาให้กว้างออกไป จะพบว่ามีข่าวอีกประเด็นที่อยู่ในกระแสข่าว เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดตัดสินคดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ กรณีมีการยื่นฟ้องนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยว่า ละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ในวันที่ 25 ส.ค.นี้

สถานะของคดีรับจำนำข้าวไม่ใช่คดีความธรรมดา แต่น่าจะเป็นคดีที่มีผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ทางการเมือง สังเกตได้จากการที่พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้าคณะรัฐประหารมักกล่าวโจมตีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล ซึ่งถ้าเป็นไปตามปกติแล้วฝ่ายบริหารจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีความที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล เนื่องจากอาจจะเข้าข่ายฝ่ายบริหารแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของศาล แต่สำหรับคดีจำนำข้าวกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม

อีกทั้ง แม้จะมีความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์จริง แต่ก็เป็นความเสียหายที่เกิดจากการออกนโยบาย จึงเป็นแค่ความเสียหายเชิงนโยบายที่ไม่เข้าข่ายความผิดทางอาญาแต่เป็นความรับผิดชอบทางการเมือง

ฉะนั้น จึงไม่สมควรดำเนินคดีนางสาวยิ่งลักษณ์ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐบาลตั้งแต่ขั้นตอนแรก

แม้จะยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงว่า คดีรับจำนำข้าวคือส่วนหนึ่งของข้อสงสัยว่าศาลและรัฐบาลคสช.ทำงานสอดคล้องกันเพื่อพิทักษ์โครงสร้างทางการเมืองในระบอบรัฐราชการ แต่การแสดงออกเมื่อฤดูกาลเก็บเกี่ยวปีที่ผ่านมาของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อกรณีข้าวเปลือกราคาตกต่ำ โดยโยนความผิดให้นักการเมืองและโรงสี ว่ากำหนดราคาข้าวให้ต่ำลงเพื่อหวังให้ประชาชนต่อต้านรัฐบาล ก็ทำให้ผู้บริโภคข่าวสารรู้เท่าทันสื่อตัดสินใจได้ว่านายกรัฐมนตรีมีความสามารถและมีความจริงใจเพียงใดต่อการช่วยเหลือชาวนา หรือเห็นว่า การช่วยชาวนาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อจัดการกับนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามเหมือนกับกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องมีความผิดเพราะลงนามให้ภรรยาประมูลที่ดินรัชดา เมื่อปี 2550

เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ กรณีรมต.การท่องเที่ยวฯ ดำนา ก็จะทราบว่า ภาพข่าวที่เกิดขึ้นที่จ.ยโสธรคือการช่วยชาวนาหรือการสร้างภาพเท่านั้นกันแน่

ศาลฎีกาฯ กับกรมบังคับคดีคนละกรณี แต่ก็ลงที่ ‘ข้อหา’ เดียวกัน เป้าหมายเดียวกัน จะเอาตังค์เค้า

วันก่อนบอกแค่เตรียมการ วันนี้เปลี่ยนเป็นหลังtine ที่ยึดแล้วคนละเรื่องกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขยับปาก

การยึดทรัพย์โดยกรมบังคับคดีเป็นมาตรการทางปกครอง ต้องทำตามเวลาที่กำหนด ส่วนวันที่ ๒๕ ส.ค. เป็นเรื่องของศาลซึ่งเป็นคดีอาญา”

ใครเขาก็รู้ว่ามันคนละกรณี แต่ก็ลงที่ ข้อหาเดียวกัน เป้าหมายเดียวกัน จะเอาตังค์เค้า ในรูปคดีรอศาลตัดสินวันที่ ๒๕ สิงหา ถูก-ผิดไม่รู้ (แม้ว่าใครๆ ฟันธงจำเลยไม่รอด) ก็ต้องรอดูก่อนใช่ไหม ตรรกะธรรมดา ไอ้เณรพลทหารก็รู้

กับที่ คสช. ใช้ ม.๔๔ เอาอำนาจทางปกครองมาบังคับตบทรัพย์เสียเลย แสดงว่าตัดสินไปก่อนศาล ว่าอดีตนายกฯ ที่ตนแย่งอำนาจเธอมามีผิดแล้วเรียบร้อย อย่างนี้ต้องเรียกกว่า ชิงสุกก่อนห่า.(ม)

ดังที่นายนพดล หลาวทอง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า “ธนาคารได้ดำเนินการอายัดและถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารทั้ง ๗ บัญชี เพื่อส่งมอบให้กับสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพฯ ๖ แล้ว ตามคำสั่งอายัด...

หากยังปล่อยให้หน่วยงานทางปกครองตั้งเรื่องเอง สั่งยึดอายัดทรัพย์เอง โดยไม่รอการพิจารณาของศาล หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร การพิจารณาของศาลยังจะมีความหมายอยู่อีกหรือไม่

กลายเป็นว่าหน่วยงานทางปกครองจะใหญ่กว่าศาลหรือ”


และที่พี่ตูบไขสือทำเป็น ขู่ฟ่ออย่าเอาสองเรื่องมาพันกัน อย่าเอามากลายเป็นประเด็นเพื่อปลุกระดม” ก็ไม่ได้มีใครเขาเอาสองเรื่องมาปนกัน แต่ว่าสองกรณีนี้มันต้องเชื่อมโยงกันอยู่แล้ว

กับที่พวกพ้องของคนที่โดนกระทำเจียนกระอัก ร้องโวยวายขึ้นมานี่น่ะ “ปลุกระดม” เหรอ

เรื่องของเรื่องตอนใช้อำนาจนี้คุณพี่มักง่าย ตอนนั้นไม่รู้ศาลจะไปทางไหนเพราะจำเลยสู้สุดฤทธิ์ ก็เลยเอาอำนาจทางปกครองมาใช้ก่อน แค่นั้นแหละ วิธีบริหารแบบ ‘oral…’ สำเร็จ (ราชการ) ด้วยปากของ คสช.

หรือที่ทั่นรองฯ ฝ่ายกฎหมายว่า “ถูกฟรี้ซเอาไว้ไม่ให้จำหน่ายจ่ายโอน” แต่ทำไมต้องถอนออกมาก่อนด้วยล่ะ

ดร.วิษณุ เครืองาม อ้าง “เงินที่ถูกอายัดมี ๑๖ บัญชี โดย ๕ บัญชีรวมแล้วมีเงินเป็นหลักแสนบาท ถูกกรมบังคับคดีถอนออกมา เป็นอำนาจตามกฎหมาย แต่ยังไม่ได้ถูกส่งเข้าคลังทันที ทรัพย์ยังอยู่ที่กรมบังคับคดี”

จะหลักแสนหรือหลักร้อยก็เงินของเขาที่ลูกไล่ คสช.ใช้อำนาจวิเศษถอนออกมา ไหนว่าจะเป็นไตแลนเดีย ๔.๐ ไฮเท็ค วิธีการยับยั้งกระแสรายวันบัญชีสั่งฟรี้ซเลยไม่ได้ ต้องเบิกเอามาฟรี้ซในกระเป๋าตัวเองเหรอ บูล..น่ะ

 
ทนายจำเลยชี้ว่า “การอายัดดังกล่าวเข้าใจว่าทำก่อนที่ทีมทนายจะยื่นเรื่องต่อศาลปกครองให้ทุเลาการบังคับทางปกครอง (ซึ่งศาลจะอ้างอีกไม่ได้ว่าความเสียหายยังไม่เกิด)

ขณะนี้ศาลได้รับเรื่องเข้าสู่การพิจารณาแล้ว โดยเรียกให้หน่วยงานทางปกครอง ทั้งกระทรวงการคลังและกรมบังคับคดีเข้าชี้แจง (ภายใน ๑๕ วัน) ว่าได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง”

นี่ก็อีก ศาลปกครองได้รับเรื่องร้องตั้งนานแล้วไม่ยอมขยับ ประสาทช้าเพิ่งจะรู้สึกตัวตอนนี้ เมื่อเกิดสับสนอลเวง ความเสียหายเพิ่งเกิดเรอะ อ้างไปเรื่อยเปื่อย เลื้อยไปในโคลนยังกับปลาไหล นิสัยเดียวกับ คสช.

แบบวิธีการระบายข้าวของ คสช. นั่นก็มั่วนิ่ม ตัวอย่าง ข้าวในคลังแห่งหนึ่งที่อ่างทอง ค้างสต็อกจากโครงการจำนำ ๖,๖๐๐ ตัน ข้าวดีๆ ระบายเป็นข้าวเน่าเสียนี่ หลักฐานจะจะ เจ้าของโกดังเปิดโปง ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพข้าวในคลังใหม่ทั้งหมด เพราะมั่นใจว่าข้าวไม่ได้เสื่อมสภาพ

“หากได้ราคาเพิ่มมาอีกแค่กิโลละ ๕ บาท เฉพาะที่โกดังของเธอที่เดียวรัฐก็จะได้เงินเพิ่มมาแล้ว ๓๐ ล้านบาทเป็นอย่างต่ำ แล้วถ้าอีก ๒๐๐ แห่งเป็นแบบเดียวกัน รัฐเสียหาย หรือ ประชาชนนั่นแหละเสียหายไปเท่าไหร่” เจ้าของเพจ Thuethan Prasobchoke เขาช่วยถาม

 
อิศราภรณ์ คงฉวี แห่งคลังข้าว วรโชติ โรงสีพรแม่ยิ่งเจริญ จ.อ่างทอง ซึ่งเข้าร่วมโครงการจำนำข้าวเมื่อปี ๒๕๕๗ ปัจจุบันข้าวค้างคลัง ๖ หมื่นกว่ากระสอบ “เตรียมขนย้ายเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ หลังถูกตีตราว่ามีข้าวเสื่อมสภาพเกินร้อยละ ๒๐ ของข้าวทั้งหมด” ซึ่งเธอออกมาร้องเรียนว่าไม่เป็นความจริง

ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพข้าวในคลังใหม่ทั้งหมด เพราะมั่นใจว่าข้าวไม่ได้เสื่อมสภาพ” มิหนำซ้ำตอนที่เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสภาพก็ไม่ยอมให้ใครเข้าไปดู

“พร้อมยืนยันว่าไม่เคยได้รับทราบผลตรวจโดยตรง แต่รับทราบผ่านเว็บไซต์ และจะต้องรับผิดชอบถูกยึดแบงค์การันตี รวมทั้งจ่ายค่าส่วนต่างเป็นเงินนับ ๑๐ ล้านบาท

แต่การเข้าไปด้านในโกดังกลับพบว่าทหาร-ตำรวจสั่งคนนอกห้ามเข้าเด็ดขาด โดยอ้างว่าเป็นไปตามระเบียบของเจ้าหน้าที่


อะไรกัน ทั้งตุลาการและเจ้าหน้าที่ คสช. มีทั้งลักลั่น เลินเล่อ และมั่วนิ่ม คล้องจองทำนองเดียวกันก่อความเดือดร้อนเสียเงินสูญทรัพย์ ตั้งแต่อดีตนายกฯ ลงไปถึงเจ้าของคลังข้าว

แล้วยังหัวหน้าใหญ่ทำเป็น donkey ฉลาด “ตนไม่ต้องการให้เกิดปัญหา แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นมา...ต้องดูที่เจตนาว่าต้องการให้รั่วหรือไม่...ต้องคิดดูว่าคลังข้าวมีเป็นพันๆ คลัง...ใครจะไปตรวจสอบข้าวทุกกระสอบ

แต่รายคลังข้าวอ่างทองนั่นแอบตรวจกันว่า เน่าพอเจ้าของตรวจเองให้สื่อดูต่อหน้า เจอข้าวดีทั้งนั้นล่ะ

‘ขอให้คุณโชคดี’... สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญ



ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ภาพโดย: Voice TV


‘ขอให้คุณโชคดี’ กับสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญ

27 กรกฎาคม 2017
TDRI


เมื่อ Voice TV ชวน ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ คุยเรื่องนโยบายเศรษฐกิจไทย ทำไมถึงต้อง #ขอให้คุณโชคดี พบกับบทสัมภาษณ์ ที่ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ฉายภาพความท้าทายของ นโยบายเศรษฐกิจ การเมือง ระบบราชการ และไทยแลนด์ 4.0 ที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำว่า #ขอให้คุณโชคดี ในบทสัมภาษณ์ของ ดร.สมเกียรติ จะมีความหมายอย่างไร และจะจุดประกายให้คุณเตรียมตัวอย่างไร ติดตามได้ใน ‘ขอให้คุณโชคดี’ กับสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญ กับ Voice TV

1. ขอให้โชคดี กับนโยบายเศรษฐกิจแบบลูกตุ้ม

เมื่อบทสัมภาษณ์มุ่งเป้าไปที่ นโยบายเศรษฐกิจไทย ดร.สมเกียรติ ได้เปรียบเทียบนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลแต่ละสมัย ในภาพใหญ่ว่าเหมือนลูกตุ้มแกว่งไปมา เพราะรัฐบาลมักออกนโยบายโดยมีเป้าหมายเพื่อพยายามตอบสนองคนกลุ่มต่างๆ ให้เห็นผลงานไวๆ เราจึงเห็นตัวอย่าง เช่น นโยบายเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ มีทั้งที่เคยค่อยๆขึ้น ขึ้นแบบช้ากว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้ภาคธุรกิจได้ประโยชน์ อยู่ได้ แต่คนงานรับไม่ไหว ส่วนในบางเวลา ค่าจ้างขั้นต่ำก็ถูกปรับขึ้นอย่างเร็ว จนภาคธุรกิจปรับตัวไม่ทันรับไม่ค่อยไหว แต่คนงานมีเงินมากขึ้น ทำให้เห็นว่านโยบายพัฒนาเศรษฐกิจแต่ละสมัยมักทำให้เกิดผู้แพ้ หรือผู้ได้ประโยชน์น้อยจากนโยบาย

หากวิเคราะห์นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยตั้งแต่อดีต จนถึง ไทยแลนด์ 4.0 ว่าส่วนใหญ่มีลักษณะอย่างไร ดร.สมเกียรติ เห็นว่าขึ้นอยู่กับนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจนั้นเน้นจุดประสงค์เพื่ออะไร เพราะโดยหลักๆแล้ว มีนโยบายเพื่อตอบโจทย์การเติบโตทางเศรษฐกิจ และนโยบายเพื่อตอบโจทย์กระจายรายได้

“ถ้าเป็นนโยบายที่มุ่งหวังการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สนใจเรื่องการกระจายรายได้ นโยบายที่ทำให้ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจดีและการกระจายรายได้ดีด้วย มันทำยาก ส่วนใหญ่เราจึงเห็นนโยบายของรัฐบาลไทย แต่ไหนแต่ไรสองส่วนนี้ค่อนข้างแยกจากกัน โตก็โต กระจายก็กระจาย ไม่ใช่เป็นทูอินวัน นโยบายมันจึงออกมาเป็นท่อนๆ แล้วค่อยเอามาผสมกัน นโยบายมันเป็นแบบนี้ตลอด”

“แต่ไม่เคยมีรัฐบาลใดที่ทิ้งตัวใดตัวหนึ่งไปโดยเด็ดขาด มันทิ้งไม่ได้ ถ้าทิ้งการสร้างการเจริญเติบโต มันก็มีงบประมาณมาแจกกันน้อยลง แต่ถ้าทิ้งการกระจายรายได้ในช่วงที่การเมืองเป็นประชาธิปไตย ก็จะมีโอกาสแพ้การเลือกตั้งครั้งต่อไป หรือ แม้แต่ไม่ใช่รัฐบาลประชาธิปไตยก็มีแรงกดดัน ไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง ในทางหนึ่งการเอาเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้มีกำลังซื้อกลับมา ในขณะเดียวกันความไม่พอใจต่อรัฐบาลก็จะน้อยด้วย”

ในบทความนี้มองว่า อาจจะเป็นความโชคร้าย เพราะ ดร.สมเกียรติ ระบุว่า การได้มาซึ่งนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่จะตอบทั้งโจทย์กระจายรายได้และสร้างการเติบโต ต้องอาศัยการศึกษาที่มีคุณภาพ สร้างแรงงานที่มีคุณภาพ ซึ่งทำให้ได้ค่าจ้างสูง เศรษฐกิจฐานรากดี การเติบโตของเศรษฐกิจและการกระจายรายได้มันจะเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ของประเทศไทยไม่ได้มีจุดตั้งต้นแบบนั้น

เมื่อถามถึง นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจในรัฐบาลชุดนี้ ดร.สมเกียรติ ได้ช่วยทบทวนความจำ ฉายภาพให้เห็นว่าในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา ก่อนจะมี นโยบายเศรษฐกิจไทยแลนด์ 4.0 ได้เคยมีนโยบาย ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 10 เขต’ ที่ต้องการดึงดูดนักลงทุนและหวังกระจายรายได้สู่จังหวัดชายแดน แต่ผลไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมา ‘นโยบายส่งเสริม 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรม’ เป็นนโยบายที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยไม่เน้นการกระจายรายได้ โดยลดภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุน สุดท้ายก็ยังไม่ประสบความสำเร็จอีกเช่นกัน ภายหลังรัฐบาลประยุทธ์หันมาชูแนวความคิด ‘ไทยแลนด์ 4.0’ ที่มุ่งสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้ และ ดร.สมเกียรติ ก็เห็นด้วยว่าเป็นทิศทางที่ต้องไป แต่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ต้องขึ้นกับยุทธศาสตร์และการปฏิบัติในระดับโครงการ

อาจเป็นเรื่องโชคดี ในความโชคร้ายที่ผ่านมา รัฐบาลประยุทธ์เรียนรู้จากนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ประสบผลสำเร็จ ตกผลึกและหยิบเอา EEC (Eastern Economic Corridor) หรือ ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก มาเป็นตัวทำให้ ไทยแลนด์ 4.0 เกิดขึ้น สิ่งแรกที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC จะทำ คือ แยกการบริหารจัดการออกจากระบบราชการ ออกกฎระเบียบเพื่อให้หลุดพ้นจากระบบราชการปกติ ซึ่งดูจะเป็นความโชคดีอีกเรื่อง แต่การหนีจากระบบราชการไทยยังไม่เพียงพอ เพราะ ดร.สมเกียรติ เห็นว่ายังมีอุปสรรคที่ใหญ่กว่า นั่นคือระบบการศึกษาไทยมีปัญหา ทำให้การส่งเสริมเศรษฐกิจใช้ความรู้ทำได้ยาก

และแม้ใน EEC จะกำลังมีบริษัททำรถยนต์ไฮบริด บริษัททำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ บริษัทซ่อมบำรุงเครื่องบินเกิดขึ้น แต่ก็เกิดจากการดึงดูดการลงทุน สร้างการเจริญเติบโต ด้วยบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน จะมีโรงเรียนฝึกช่าง แต่ลักษณะที่กำลังจะเกิดขึ้นยังคงไม่ใช่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนจากฐานรากขึ้นมา ไม่ใช่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนแบบสตาร์ทอัพ (Startup)

2. ขอให้โชคดี กับไทยแลนด์ 4.0


จะไปไทยแลนด์ 4.0 ดร.สมเกียรติ เห็นว่าอย่างไรก็ต้องทำให้เกิดสตาร์ทอัพ (Stratup) แต่ทุกวันนี้ สตาร์ทอัพ (Stratup) เจอกับข้อจำกัดมากมาย แม้ว่ารัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมสตาร์ทอัพ (Stratup) แต่นโยบายส่งเสริมสตาร์ทอัพของรัฐบาลผิดทิศผิดทาง เช่น ช่วยโดยมาตรการทางภาษี แต่ความเป็นจริงสตาร์ทอัพส่วนใหญ่ขาดทุน ไปลดภาษีไม่มีประโยชน์ แล้วก่อนจะถึงตรงนั้น ดร.สมเกียรติ เห็นว่าจะต้องมีไอเดียไปทำสตาร์ทอัพ แต่หากถูกห้ามทำโน่นทำนี่ แล้วจะนำเอาไอเดียที่ไหนมาทำสตาร์ทอัพ เช่น การใช้โดรน กฎปัจจุบันนี้ โดรนขออนุญาตทดลองยากมาก ห้ามใช้ในเมือง ห้ามใช้ในชุมชน เช่นเดียวกัน ปริ้นเตอร์สามมิติ (3D Printing) นำเข้ามาจะถูกควบคุม เพราะว่ากลัวว่าจะเอาไปพิมพ์ปืน หรือ สตาร์ทอัพจะทำแอพเรียกแท็กซี่ได้ไหม ในเมื่อถึงเวลาแท็กซี่หรือรถแดงในจังหวัดต่างๆ ก็ลุกขึ้นประท้วง ด้วยกฎระเบียบ ด้วยการปิดกั้นการรับเทคโนโลยีใหม่ๆแบบนี้ ทำให้ไม่มีเชื้อความคิดใหม่ๆให้ไปทำสตาร์ทอัพได้มากพอ

ดร.สมเกียรติ เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า เศรษฐกิจเยอรมนี หรือ เศรษฐกิจไต้หวัน ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมจำนวนมากมีเทคโนโลยีเอง พัฒนาเทคโนโลยีเอง เศรษฐกิจไทยไม่ได้โตจากการพัฒนานวัตกรรม ไม่ได้โตจากการลงทุนทำวิจัยเพื่อทำของใหม่ขึ้นมา แต่เศรษฐกิจไทยโตมาจากการลงทุนต่างประเทศ จากการส่งเสริมการลงทุน โตจากการส่งออก โดยใช้เทคโนโลยีชาวบ้านเขา รับจ้างเขาผลิต

“ก่อนที่ Apple จะทำไอโฟน (iPhone)ได้ เศรษฐกิจอเมริกาพัฒนาฐานรากของการสร้างนวัตกรรมมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เกิดซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley) เกิดมหาวิทยาลัย เกิดบริษัท เกิดกลุ่มทุนที่เอาเงินไปลงทุนกับการสร้างนวัตกรรม เกิดระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพสูงมาก ของไทยระบบนิเวศมันขาด มันเหมือนกับคุณคิดว่าจะมีคนไทยเก่งๆ สักคน แล้วคุณก็เอาต้นกล้าต้นนี้ไปหย่อนลงดิน แต่ดินไม่ใช่ดินดี ฝนมันไม่ตก ต้นมันก็ไม่เกิด มันตายไปเยอะมาก ถ้าเราไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นได้ ไม่สามารถพัฒนาแรงงานมีฝีมือขึ้นได้ เราก็สร้างการเติบโตเศรษฐกิจไม่ได้ด้วยตัวเอง เมื่อเราสร้างไม่ได้ด้วยตัวเอง เราก็ต้องไปชวนต่างชาติมาลงทุน ลดภาษี การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิด การส่งออกเกิด แต่การกระจายรายได้แย่ลง”

3. ขอให้โชคดี กับ เศรษฐกิจไทยในกระแสโลก

ในบทสัมภาษณ์ของ Voice TV ชงประเด็นว่า ชุดนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่ออกมาบางครั้งขัดกัน เพราะเราเลือกไม่ได้ระหว่างเสรีนิยมใหม่ซึ่งเป็นกระแสของโลก กับ ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา รึเปล่า ซึ่ง ดร.สมเกียรติ เห็นในอีกทางว่า ไทยไม่ได้มีความเป็นเสรีนิยมใหม่ เพราะประเทศไทยไม่ใช่เศรษฐกิจแบบเสรีแบบโมเดลฉันทานุมัติวอชิงตันเลย

ไทยมีการเปิดเสรีน้อยมากและแบบเลือกปฏิบัติมากๆ ด้วย กรณีของไทย เปิดเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิต ภาคบริการแทบไม่ได้เปิดเลย บริการต่างๆ สงวนไว้ให้คนไทย ไม่ได้แปรรูปรัฐวิสาหกิจมากมาย แปรรูปก็แปรรูปแบบครึ่งๆ กลางๆ โดยรัฐยังถือหุ้นส่วนใหญ่อยู่ กฎระเบียบที่ปล่อยให้รัฐแทรกแซงระบบเศรษฐกิจแบบมั่วๆ ก็เต็มไปหมด อย่างนี้มันไม่ใช่เสรีนิยมใหม่แน่นอน แต่ไทยก็เป็นเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับโลกาภิวัตน์มากจริง ผ่านการค้าและการลงทุน ส่วนใหญ่เพื่อสร้างการเติบโต แต่ก็มีส่วนที่เกี่ยวกับการกระจายรายได้อยู่บ้าง เพราะมันมีแรงกดดันทางการเมืองอยู่ จึงมีเรื่องของเศรษฐกิจจากฐานชุมชน มันจึงแยกเป็นสองส่วน ยังไม่มี Synthesis (การสังเคราะห์) ที่จะทำให้สองส่วนนี้กลายเป็นภาพเดียวกัน

ในขณะที่ด้านการลงทุนที่น่าจะมีโอกาสอยู่บ้าง แต่ยักษ์ใหญ่ด้านไอที อย่าง กูเกิล (Google) หรือ เฟซบุ๊ก (Facebook) อาจจะไม่ยอมมาลงทุน เพราะติดปัญหานโยบายของรัฐไทย

“รัฐบาลไทยปัจจุบันก็พยายามไม่เปิดให้มีการสื่อสารเสรี เพราะฉะนั้นใครจะมาลงทุนในส่วนที่เป็นธุรกิจแพลทฟอร์ม (Platform) การสื่อสาร เขาก็รู้สึกว่าไม่ใช่ อย่าง กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) เอง ก็มีนโยบายจะจัดการกับเฟซบุ๊ก กูเกิล ยูทูป ผลกระทบคือ บริษัทขนาดเล็กลงมาที่จะมาทำธุรกิจในลักษณะเดียวกันจะลังเลที่จะมาลงทุน เพราะเป็นห่วงด้านนโยบาย”

4. ขอให้โชคดี กับ ระบบราชการและการเมืองไทย

ดร.สมเกียรติ มองว่า ระบบราชการนั้น แต่เดิมที่เคยเป็นผู้สนับสนุนการพัฒนา เพราะทำให้นโยบายและมาตรการต่างๆ ต่อเนื่อง แต่ตอนนี้กลายเป็นอุปสรรคการพัฒนา ด้วยสาเหตุ อย่างแรก ค่าตอบแทนของบุคลากรของราชการต่ำกว่าของเอกชนมาก ที่ผ่านมาราชการไปเน้นขยายปริมาณ คือขยายจำนวนคน แต่ว่าอัตราผลตอบแทนขึ้นไม่ทัน

เรื่องที่สอง การตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้มีโอกาสถูกตรวจสอบจนไม่กล้าทำอะไร

สาม การเมืองในช่วงหลังมองว่าข้าราชการคือลูกไล่ของการเมือง หลายประเทศการเมืองเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แต่ถ้าข้าราชการเป็นเสาหลักแทนได้ นโยบายยากก็ต่อเนื่องได้ สำหรับเมืองไทยการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในช่วงหลังไม่ได้ทำโดยดูตามความรู้ความสามารถ แต่ดูตามความจงรักภักดี ว่าคนนี้เป็นคนของใคร ฉะนั้นระบบราชการไทยจึงเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว และยากที่จะพาประเทศไทยไปสู่ 4.0 ได้

5. ขอให้โชคดี กับ สังคมสูงอายุ และ Technology Disruption

นอกจากข้อจำกัดเรื่องสภาพการเมืองภายในประเทศ สภาพเศรษฐกิจที่มีความเหลื่อมล้ำสูง คนรุ่นใหม่ยังต้องเผชิญกับโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป และ ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในระดับวินาที

คนรุ่นใหม่จะอยู่ในสังคมที่เหนื่อยหน่อย เพราะโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป จากการเข้าสู่สังคมสูงอายุ สังคมสูงอายุเกิดจาก หนึ่ง การเกิดของเด็กลดลง สอง คนอายุยืนขึ้น เลยกลายเป็นสังคมที่มีคนสูงอายุ อายุเฉลี่ยของสังคมก็สูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ แรงงานหายไปจำนวนหนึ่ง เพราะว่าเด็กเกิดน้อยลง มีคนเข้าสู่ตลาดแรงงานน้อยลง ธุรกิจใช้แรงงานเยอะๆ ก็จะไม่มีแรงงานใช้ นอกจากขาดปริมาณแล้ว ถ้าการศึกษายังคุณภาพต่ำอีก มันซ้ำเติมหลายทอดมาก อันนี้คือในซีกที่หารายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซีกที่ต้องใช้จ่ายก็จะมีความต้องการใช้จ่ายเยอะขึ้น ผู้สูงอายุเจ็บป่วย เจ็บป่วยหนักๆคนที่มีเงินออม เงินออมอาจจะหายเรียบไปเลย คนอายุยืนขึ้นต้องการบำเหน็จบำนาญมากขึ้น สรุปก็คือ ซีกรายได้ลดลง ซีกรายจ่ายสูงขึ้น เป็นสังคมที่น่าจะเหนื่อยกว่าที่ผ่านมา

ดร.สมเกียรติ ยังเตือนไปถึงอีกผลกระทบที่จะเกิดจากความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี “คุณเจอแน่ๆ คือ Technology Disruption เพราะว่าโลกเปลี่ยนเร็วมาก ต้องการความสามารถของคนสูงมาก แต่การศึกษาแย่มาก แล้วจะปรับตัวยังไง นี่คือสิ่งที่คนรุ่นคุณจะเจอ คุณเรียนหนังสือจบมาแล้ว คุณต้องหาวิธีอัพเกรดทักษะของคุณเอง คนที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ อยู่ในระบบอยู่ ก็จะเรียนสิ่งที่ล้าสมัย เรียนสิ่งที่ไม่มีประโยชน์กับการมีชีวิตอยู่ในโลกอนาคต โลกที่แม้กระทั่งคนที่เตรียมตัวดียังเหนื่อยเลย เพราะโลกมันเปลี่ยนไปเร็ว มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเช่น คนเก่งสิบปีก่อนอย่าง คุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม แกรมมี่ ซึ่งใครๆ ก็บอกว่าวิสัยทัศน์แจ๋วมาก แต่ถูก disrupt ไป ตอนนี้ธุรกิจแกรมมี่ก็มีปัญหาการทำกำไร อาร์เอสก็เน้นไปขายเครื่องสำอางแล้ว อย่างนี้เป็นต้น คุณก็จะเห็นว่าโลกมันเปลี่ยนเร็วเหลือเกิน ขนาดคนมีความสามารถสูงๆ เก่งขนาดนี้ยังมีปัญหาในการปรับตัวเลย”

6. ขอให้โชคดี กับ ระบบการศึกษาไทย


สิ่งที่ต้องเผชิญซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สุด ในมุม ดร.สมเกียรติ เห็นจะเป็นเรื่องการศึกษา ดังที่ในบทสัมภาษณ์ที่กล่าวถึงทุกปัญหาสุดท้ายจะวนกลับมาที่ต้นตอคือเรื่อง การศึกษาทั้งสิ้น รวมทั้งการออกนโยบายเศรษฐกิจ ดร. สมเกียรติ มองว่า หากเรามีการศึกษาที่มีคุณภาพ จะเป็นเครื่องมือตัวเดียวที่จะตอบโจทย์ได้ทั้งการกระจายรายได้และสร้างการเติบโตไปพร้อมกัน

แต่ระบบการศึกษาไทยยังอยู่ในระดับแย่ และปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหาใน 2 เรื่องสำคัญ คือ ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึง และคุณภาพการศึกษาต่ำ แม้ในวันนี้การเข้าถึงการศึกษาจะลดปัญหาไปได้บ้าง ด้วยการศึกษาภาคบังคับ อัตราการเข้าเรียนในการศึกษาขั้นพื้นฐานเริ่มมีเยอะขึ้น แต่ก็ยังมีนักเรียนจำนวนหนึ่งตกหล่นไประหว่างทาง ทำให้เหลือนักเรียนที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยมีไม่มาก

ส่วนอีกปัญหาที่ใหญ่กว่าการเข้าถึง คือ คุณภาพการศึกษาต่ำ เห็นได้จากคะแนนสอบวัดผลระดับสากล อย่างคะแนนสอบ PISA ที่เราตกต่ำลงเรื่อยๆ ในขณะที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดีขึ้น และคุณภาพการศึกษาไทยไม่ทำให้นักเรียนมีความพร้อมกับการออกมาอยู่ในโลกความเป็นจริง หากแก้ไขเรื่องนี้ไม่ได้ ก็นำความโชคร้ายมาถึงทั้งประเทศ เพราะจะยากมากที่จะช่วยให้เศรษฐกิจโตได้ และการกระจายรายได้ก็ไม่ดีไปด้วย

เมื่อปัญหาด้านคุณภาพการศึกษาต่ำ เป็นรากฐานที่ส่งผลกระทบต่อการปรับตัวรับมือกับปัญหาต่างๆหรือสิ่งที่ยังคาดเดาไม่ได้ ดร.สมเกียรติ แสดงความห่วงกังวลถึงเรื่องนี้ จึงนำมาสู่ประโยคปิดท้ายว่า “แล้วคนรุ่นใหม่จะปรับตัวยังไง เพราะนี่คือความโชคร้ายของคนรุ่นคุณ… ขอให้โชคดี”

ขอยกย่อง เจ้าของ...โกดังข้าวที่อ่างทอง กล้าออกมาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม!





ต้องขอยกย่องและยอมรับในหัวใจของเจ้าของโกดังข้าวที่อ่างทองเด็กสาวอายุ 28 ปี ที่กล้าออกมาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม กล้าร้องหาสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในบ้านเมืองนี้

สิ่งที่เธอบอกคือ สงสารข้าว สงสารชาวนา และเสียดายแทนรัฐ แทนประเทศ ที่ข้าว 6,600 ตัน แทนที่จะขายได้ราคาเพิ่มมาจากที่ประมูลขายไปเป็นอาหารสัตว์

หากได้ราคาเพิ่มมาอีกแค่กิโลละ 5 บาท เฉพาะที่โกดังของเธอที่เดียวรัฐก็จะได้เงินเพิ่มมาแล้ว 30 ล้านบาทเป็นอย่างต่ำ

แล้วถ้าอีก 200 แห่งเป็นแบบเดียวกัน รัฐเสียหาย หรือ ประชาชนนั่นแหละเสียหายไปเท่าไหร่

ผมพูดเรื่องข้าวดีเอาไปตีขายเป็นข้าวอาหารสัตว์ และ บริษัทค้าข้าวแย่งข้าวอาหารสัตว์กันยังกับแย่งทองคำมาตั้งแต่เริ่มประมูล แต่ด้วยเป็นเสียงเล็กๆ จึงไม่มีคนสนใจในวงกว้าง คราวนี้ออกสื่อหลัก คงเป็นที่สนใจของสังคมและผู้คน

ในยุคมืดแบบนี้นับจากนี้ไม่รู้เธอจะพบเจอกับอะไรบ้าง แต่ไม่ว่าเป็นใคร ก่อนจะตัดสินใจเดินฝ่าสายฝน ย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่าต้องเปียก ขอให้สังคมช่วยกันจับตาและร่วมยื่นร่มกันฝนให้กับเธอ

ขอยกย่องสื่อที่เข้ามาจับเรื่องนี้และนำเสนอต่อสังคมแบบตรงไปตรงมา ไม่นิ่งเฉยต่อความเป็นธรรม

มาคอยดูกันว่า รัฐบาลคนดีเขาจะทำอะไรบ้าง


Thuethan Prasobchoke




(https://www.facebook.com/photo.php?fbid=905493166255684&set=pcb.905499332921734&type=3&theater)

...

เจ้าของโกดังข้าว จ.อ่างทอง ร้องขอตรวจสอบคุณภาพข้าวใหม่ - เข้มข่าวค่ำ



https://www.youtube.com/watch?v=t7X_BL2xusQ

...


...



https://www.facebook.com/thapanee.ietsrichai/videos/1603260466360525/


เรื่องที่ยึดเงินยิ่งลักษณ์ - "กูต้องได้ 100 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ " (ปล้นชัดๆ ?!?)




เรื่องที่ยึดเงินยิ่งลักษณ์

ที่มา FB
กูต้องได้ 100 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ


ทำตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 และตามคำสั่งคสช.ที่ 56/2559 ลงวันที่ 13 กันยายน 2559 เป็นคำสั่งทางปกครอง และสั่งยึดทรัพย์จริง เอกสารแผ่นกรมบังคับคดี ลงวันที่ 13 ก.ค.60 (ไม่กี่วันก่อนนี่เอง)

ทั้งที่ปูยื่นเรื่องต่อศาลปกครองตั้งแต่เมษายน 60 แต่ศาลกลับไม่ได้สั่งคุ้มครอง แถมบอกยังไม่ได้มีการยึด นี่ก็สรุปว่าโดนไปแล้ว เอกสารนี้ที่จริงก็เห็นเอกสารเช็คเด้งเผยแพร่ออกมาแล้ว แต่อยากให้ทุกท่านได้เห็นร่วมกัน พร้อมคำสั่งอายัดแบบเต็มๆ จะได้ช่วยเป็นประจักษ์พยาน


ท่านสมาชิก และไม่ใช่สมาชิกทั้งหลาย
ช่วยแชร์ออกไปให้คนเห็นโดยทั่วกัน

ดัชนีภาพ

1. จดหมายสำนักงานบังคับคดี อ้าง ก.คลัง





2.-3. คำสั่ง คสช. 56/2559







4.-5. เช็คของยิ่งลักษณ์ เบิกเงินไม่ได้







6. บัญชีที่โดนอายัด (ธ.กรุงเทพฯ เบื้องหลังนี่ใครหนอ)




ooo