วันเสาร์, กันยายน 27, 2557

สิ่งที่ คสช. หวาดกลัว


1. รูปทักษิณ
2. รูปยิ่งลักษณ์
3. โปสเตอร์พรรคเพื่อไทย
4. โปสเตอร์และสติเกอร์ นปช.
5. เสื้อสีแดง
6. กระดาษ A4
7. การกิน Mc
8. การกิน Sandwich
9. การชู 3 นิ้ว
10. หนังสือ 1984
11. หมุดคณะราษฎร์
12. สกายวอล์ค
13. ใบปลิว
14. สีสเปรย์
15. ปลาสเตอร์ปิดปาก
16. ปี๊บ
17. กะลา
18. หวดนึ่งข้าวเหนียว
19. ถุงดำใส่ขยะ
20. การเลือกตั้ง
21. ..........
22. ..........
.........
ใครคิดออกมากกว่านี้เชิญใส่ให้ครบถ้วน...

ปากอาจารย์ปวิน
เสรีภาพและประชาธิปไตย
การเสวนาวิชาการ
กลัวเฟสบุ๊ก..กลัวทวีตเตอร์...กลัวอินเตอร์เนต..5555
กลัวแมลงวัน ก็มันเป็นวัวสันหลังหวะ
กลัวเจ้ามือหวย
กริชสุดา
โพเดียม
กลัว คน
กลัวปชชที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม
กลัวชะตาฟ้าลิขิต... อีกครั้ง!
นักวิชาการ ผูรักประชาธิปไตย คร้าบบบบบ
ชาวนา
ห้ามพูดเรื่องปชต
ชาติ
หีบเลือกตั้ง
ความจริง....
กระเทียม กับแสงแดด
ทองแดง..ไงครับ.
กลัวไม่ได้(งาบ)งบฯ
แซนวิท
กลัวบทกวีสุขุม ยังวันครับ


พอเพียง-เพียงพูด

ใครเล่าหนอ อ้างพอเพียง ส่งเสียงจ้อ
แอบอ้างข้อ พอเพียง เถียงชนฝา
ว่าตัวเลข เงินทอง ของมายา
แต่ข้าวปลา วางกอง จึงของจริง
ครั้นอับจน บนกระดาน การค้าข้าว
ตกถึงคราว ต่ำราคา ท่ายุ่งขิง
ก็เลิกเอา ปรัชญา มาอ้างอิง
เก็บขึ้นหิ้ง วิ่งวน ชนกะลา
อยู่หอคอย งาช้าง จนหางงอก
คอยยักยอก ใช้เงิน ไม่เคยหา
พอขัดสน จนใจ ไร้ปัญญา
เอามายา จ้างชาวนา อย่าไถทำ
ถามเถอะพ่อ พอเพียง หรือเพียงพูด
ลองพิสูจน์ ทำจริง อย่านิ่งอ้ำ
เก็บ"ของจริง" ทิ้ง"มายา" ท้าให้ทำ
ขืนคืนคำ คนจะเอือม เสื่อมพอเพียง.

Credit สุขุม ยังวัน
ที่มา  FB สุขุม ยังวัน

สนธิลิ้มปูดพุทธอิสระรับจ้างปตทจัดสัมนาพลังงาน ทหารช่วยป้องกัน


http://www.youtube.com/watch?v=KsM-YMrJ92A&feature=youtu.be

Published on Sep 26, 2014

บันทึกความจริงใต้เงาเผด็จการ : "วันที่ผมลุกขึ้นสู้...แต่แพ้" และ "ในห้องนั้น...เขาสอบสวนอะไรผม"


ที่มา FB บันทึกความจริงใต้เงาเผด็จการ

"วันที่ผมลุกขึ้นสู้...แต่แพ้"

นับตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ผมกับเพื่อนๆซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นคล้ายๆกัน คือ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับรัฐประหาร พวกเรามักจะไปด้วยกันเสมอไม่ว่าจะมีการชุมนุมต่อต้านรัฐประหารที่ไหน เราอยากให้รัฐประหารครั้งนี้ล้มเหลว เราเชื่อว่าถ้ารัฐประหารครั้งนี้ล้มเหลว มันอาจจะเป็นการรัฐประหารครั้งสุดท้ายของประเทศไทยเลยก็ได้

ในช่วงแรกของการต่อต้าน แฟนของผมเป็นกังวลมาก ไม่ใช่ผมไม่กังวลหรอกนะ ผมเองก็กลัวมาก แต่ผมรู้ดีว่าผมท้อไม่ได้ ถ้าผมท้อ หรือแสดงความกลัวให้แฟนผมเห็น มันจะยิ่งทำให้เธอเป็นกังวลมากขึ้นไปอีก ผมพยายามปลอบเธอ ว่าผมคงไม่เป็นอะไร คนออกจะเยอะแยะ ทหารคงไม่กล้าทำอะไร แฟนผมร้องไห้และพยายามห้ามผม พยายามบอกว่า ไม่ไปได้มั้ย อย่าไปได้มั้ย แน่นอนว่าเธอรู้ดี เธอไม่สามารถห้ามผมได้ ในที่สุดเธอก็เลิกที่จะพยายามห้ามผม พวกเราทั้งสองคนได้แต่ปลุกปลอบกันและกันว่าคงไม่เป็นไร เดี๋ยวไม่นานก็คงได้เจอกัน

ผมกับเพื่อนๆ เราไปชุมนุมต้านรัฐประหารด้วยกันหลายครั้ง โดยมักเดินทางด้วย BTS สำหรับคนทำงานมันเป็นวิธีการที่สะดวกที่สุด ในช่วงแรกๆของการต่อต้านรัฐประหาร ผมและเพื่อนๆกลัวมาก เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง เราอาจจะถูกอุ้มหายไปได้

เมื่อไปชุมนุมบ่อยๆ ผมก็เริ่มด้านชากับความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกที่ว่าเราอาจจะถูกจับ ความรู้สึกที่ว่ามีคนจำนวนมากที่ถูกทหารจับตัว ความรู้สึกของการสูญเสียสิทธิ-เสรีภาพ มันกลายเป็นความชินชา เหมือนกับว่าสิ่งเหล่านี้ กลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ที่ความปลอดภัย สิทธิเสรีภาพ ในประเทศนี้มันไม่มีอีกแล้ว และมันเป็นเรื่องธรรมดาจนดูเหมือนว่าการต่อต้านความชั่วร้ายเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่แปลกแยกไป

วันแล้ววันเล่าผ่านไป ผมและเพื่อนๆ ยังคงเชื่ออย่างงมงายต่อไปว่าเราจะชนะทั้งๆที่คนที่มาชุมนุมก็ลดลงเรื่อยๆ เราเชื่อมั่นว่าเราสามารถแก้ไขความผิดพลาดของประเทศนี้ได้ จนกระทั่งพวกเราโดนจับ และนั่นดูเหมือนจะยุติการชุมนุมประท้วงของพวกเราลงไป

วันนั้นเป็นเวลาเย็นๆของสุดสัปดาห์ซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะแก่การไปชุมนุมเพื่อต่อต้าน คสช.

ผมกับเพื่อนๆ เราตกลงกันว่าจะไปต่อต้านรัฐประหาร ซึ่งรวมคนกันได้ก็มีจำนวนมากพอสมควร

พวกเราไปถึงก่อนเวลานัดหมายประมาณ ๑ ชั่วโมง และได้พบกับทั้งกำลังตำรวจและทหารที่มารออยู่ก่อนแล้ว

ผมแน่ใจว่า การชุมนุมครั้งนี้ คงไม่สามารถจะทำได้ปกติ ผมรู้สึกได้ว่า ทั้งทหารและตำรวจกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อแยกผุ้ชุมนุมออกจากประชาชนทั่วไป แน่นอนว่าพวกเขากำลังตามหาเราด้วยเช่นกัน

โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเวลานัดหมายชุมนุม ทหารและตำรวจ เริ่มลงมือจับใครก็ตามที่มีท่าทีเป็นแกนนำ เมื่อเริ่มมีคนถูกจับ สถานการณ์ก็เริ่มวุ่นวาย ผมกับเพื่อนๆในเวลานี้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เพื่อนผมบางคนได้ถูกทหารหลายคนใช้กำลังรวบตัว ผมพยายามหาทางไปช่วยเพื่อน ไม่ช้าผมก็รู้สถาณการณ์ของตัวเองว่าตอนนี้ทหารได้บล็อคผมไม่ให้ไปช่วยเพื่อนได้

ผมถูกนำตัวขึ้นรถตู้ และถูกส่งตัวไปยังสโมสรกองทัพบก ในเวลานั้นผมเป็นกังวลหลายๆอย่าง ผมไม่ห่วงว่าตัวเองจะเป็นอะไรกับการเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช. เพราะผมชินชา และยอมรับในผลของการกระทำของตัวเองที่ผมรู้ดีว่ามีความเสี่ยง แต่ผมเป็นห่วงครอบครัว ครอบครัวผมเป็น กปปส. ที่สนับสนุนการรัฐประหาร ผมรู้ดีว่าเมื่อพวกเขารู้ว่าผมถูกจับ มันจะทำให้พวกเขาเสียใจเป็นอย่างมาก และสำหรับญาติพี่น้องบางคนที่ค่อนข้างหัวรุนแรง นั่นอาจหมายถึงผมกลับบ้านตัวเองไม่ได้อีกเลย สำหรับคนรัก ผมเป็นห่วงว่าแฟนผมจะอยู่อย่างไร ผมไม่อยากให้เธอเดือดร้อนไปด้วย และสำหรับห้องพักของผมเอง ผมกลัวว่าทหารจะบุกมายังห้องพักของผม และนั่นอาจหมายถึงว่าจะมีอีกหลายคนที่อาจได้รับอันตราย

ระหว่างการเดินทาง มีทหารประมาณ ๕ นายอยู่บนรถด้วย ในระหว่างนั้นมีสายโทรเข้ามาโทรศัพท์มือถือผม(โชคดีที่ผมใช้โทรศัพท์ที่ทำได้เพียงโทรเข้าออก) และเมื่อผมกำลังจะกดรับ ทหารคนนั้นก็แย่งโทรศัพท์มือถือไปจากผม จนกระทั่งเมื่อสายนั้นหยุดไป ผมก็บอกทหารว่า “เอามันคืนมา” ทหารผู้นั้นตอบผมว่า “ไม่ได้” ผมสวนกลับไปว่า “ผมจะปิดเครื่องไม่ใช้มัน เอาคืนมาเดี๋ยวนี้” ผมไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวพวกเขา ผมไม่แน่ใจว่าทำไม ทหารผู้นั้นยอมคืนโทรศัพท์ให้ผม จากนั้นผมก็ได้ทำตามที่สัญญาเอาไว้ ภายในใจเวลานั้น ผมได้แต่เพียงคิดว่า ทุกอย่างมันพังหมดแล้ว ผมแพ้!

- บุเรงนอง

ooo

"ในห้องนั้น...เขาสอบสวนอะไรผม"


ผมถูกนําตัวไปที่ห้องแห่งหนึ่งในสโมสรกองทัพบก เป็นห้องโถงกว้างๆ มีทหารอยู่มากพอสมควร ท่าทางของบรรดาทหารในเวลานั้นดูสบายๆ ประหนึ่งว่าการนำตัวประชาชนที่ต่อต้านรัฐประหารมาสอบสวนเป็นเรื่องปกติ

ผมกังวลกับสถานการณ์ของตัวเองมากๆ ผมคิดว่าหลังจากนี้ ผมคงถูกพาตัวไปต่างจังหวัด เหมือนกับที่ปรากฎในข่าวที่ทหารได้ทำกับแกนนำหรือรัฐมนตรี

ผมไม่แน่ใจว่าผมจะถูกซ้อมหรือเปล่า หรือเขาจะทำอะไรผมมั้ย ผมกลัวว่าจะถูกทรมาน เพื่อให้คายข้อมูลอะไรก็ตามแต่ที่ทหารต้องการให้ผมพูด

ผมถูกพาตัวไปหาสารวัตรทหาร (ส.ห.) นายหนึ่ง อายุประมาณ ๒๕ ปี เขาดูมีท่าทีร่าเริง หน้าที่ของเขาคือการทําทะเบียนประวัติผู้ที่ถูกจับกุมตัวจากการต่อต้านรัฐประหาร เขาถามข้อมูลทั่วไป เช่น เบอร์โทรศัพท์ ญาติพี่น้อง ที่พักอาศัย แผนที่ที่พัก ผมพยายามโกหก ผมมีข้อมูลที่จะต้องปกปิด ผมไม่อยากให้ครอบครัวหรือเพื่อนๆ ต้องเดือดร้อน ผมไม่รู้ว่าคนอื่นๆทราบข่าวที่ผมโดนจับแล้วหรือยัง ผมได้แต่ภาวนาว่า พวกเขาคงเตรียมพร้อม และจัดการเคลียร์ห้องผมให้เรียบร้อย เพราะฉะนั้นเรื่องแผนที่ที่พัก หรือการมีญาติพี่น้องในกรุงเทพฯ จึงเป็นสิ่งที่ผมไม่เปิดเผย และดูเหมือนว่าผมจะทําสําเร็จ เพราะ ส.ห. นายนี้ ไม่ได้พยายามพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผมบอกนั้นเป็นความจริงหรือไม่ เมื่อทําทะเบียนประวัติเสร็จเรียบร้อย ก็ได้มีทหารอีกคนนําตัวผมไปถ่ายรูปทั้งสี่ด้าน และขอโทรศัพท์มือถือของผม (ผมได้แต่หัวเราะในใจ ว่าดีนะที่ผมไม่ได้เอาสมาร์ทโฟนไป เพราะโทรศัพท์เครื่องนี้ ผมใช้ได้เพียงโทรเข้าออกเท่านั้น และนึกขำต่อไปอีกว่ารุ่นเก่าขนาดนี้ทหารจะหาสายชาร์จแบตได้ไหมนะ) จากนั้น ส.ห. ที่สอบสวนผมก็ให้ผมรอพบกับใครคนหนึ่ง โดยเขาไม่ได้บอกว่าเป็นใคร

ผ่านไปราว ๑ - ๒ ชั่วโมง ส.ห. ได้พาผมไปพบกับชายคนหนึ่งที่แต่งตัวธรรมดาเหมือนประชาชนปกติ อายุราวสามสิบต้นๆ ดูไม่น่าจะใช่ทหารที่มีหน้าที่อยู่ภาคสนามเท่าไหร่ มีลักษณะเหมือนสายลับมากกว่า เมื่อผมนั่งลงตรงหน้าเขา เขาทําความรู้จักกับผมเล็กน้อยพอเป็นพิธี จากนั้นก็เริ่มสอบสวนผม

เขาถามผมว่า พวกเรามีกันกี่คน ได้เงินทุนมาจากไหน ทําไมถึงไม่ปล่อยให้บ้านเมืองสงบ รัฐประหารเป็นทางเลือกสุดท้ายแล้วรู้ไหม มันไม่มีวิธีการที่ดีกว่านี้ที่จะทําให้ประเทศชาติสงบได้ และคําถามที่เขาดูเหมือนจะอยากรู้มากที่สุดก็ถูกพูดออกมา คุณคิดยังไงกับมาตรา ๑๑๒ พวกคุณล้มเจ้าหรือเปล่า

คำถามเหล่านี้ ผมคาดคิดมาก่อนแล้วว่าต้องถูกถาม เพราะทหารยังไงก็ยังเป็นทหารวันยังค่ำ พวกเขาไม่เชื่อว่าการที่ประชาชนออกมาชุมนุมต้านรัฐประหารคือพลังบริสุทธิ์ พวกเขามักคิดว่าพวกเราโดนซื้อ หรือมีคนอยู่เบื้องหลังเสมอ ผมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเขา ผมบอกว่า “ผมกับเพื่อนๆ มาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ผมไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร ผมไม่เชื่อว่ารัฐประหารคือหนทางของการแก้ไขปัญหา เพราะปัญหามันไม่ได้ถูกแก้ แต่คุณแค่ระงับเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น ส่วนเรื่อง ๑๑๒ ที่คุณถามผม มีหลายคนที่พูดเรื่องนี้ แต่ไม่ใช่ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน บางคนอยากให้ยกเลิก บางคนอยากให้แก้ไข และหลายคนก็มีเจตนาที่ดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ คุณเหมารวมไม่ได้หรอกว่าคนที่พูดเกี่ยวกับ ๑๑๒ จะมีจุดประสงค์เพื่อล้มเจ้า แล้วคุณเองล่ะ คิดยังไงกับ ๑๑๒”

ทหารผู้นั้นตอบผมว่า “อยากให้เพิ่มโทษเป็นจําคุกร้อยๆ ปีไปเลย พวกเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นพวกล้มเจ้าต้องเอาให้หนัก”

ภายในใจเวลานั้นของผมไม่ได้รู้สึกแปลกใจสักนิด เพราะสําหรับทหารส่วนใหญ่เรื่อง ๑๑๒ เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่มีทางยอมได้ และทหารหลายคนก็คงมีแนวคิดว่าเรียกร้องประชาธิปไตยเท่ากับล้มเจ้า ทหารคนนี้ก็มีระบบความคิดไม่ต่างจากที่ผมเคยเจอมา

เขาถามผมต่อว่า “อย่างเรื่องคอรัปชั่น ออกมาต้านบ้างไหม ทําไมเรื่องแบบนี้ถึงไม่ยอมออกมา มันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ”

ผมคิดในใจว่า มาอีกละพล็อตเดิมๆ ทำไมไม่ต้านคอรัปชั่น ทำไมผมจึงต้องตอบคำถามซ้ำๆ ซากๆ นะ

“ผมทําสิ ผมทํามากกว่าที่คุณทําอยู่ในเวลานี้ก็แล้วกัน อย่างโครงการ เรือเหาะ GT-200 ก็เป็นโครงการทุจริตที่ผมต่อต้านมากๆ แล้วคุณทําอะไรบ้างไหมกับโครงการทุจริตดังกล่าว ทําอะไรบ้างไหม” ผมตอกหน้าเขาเต็มๆ ทหารคนนั้นหน้าเสียไปเลย ทหารนายนี้น่าจะรู้ดีว่ากองทัพของเขาเต็มไปด้วยคำครหาเกี่ยวกับคอรัปชั่น

เมื่อผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นต่อผมจึงพูดต่อไปว่า “ว่าไงละ คุณทำอะไรเกี่ยวกับคอรัปชั่นบ้าง คุณรู้ดี ว่าทหารมีหลายอย่างที่พัวพันกับการทุจริตคอรัปชั่น คุณทำอะไรมั้ย ไหนบอกผมมาสิ”

เขานิ่งไป เขาหยุดชะงัก แววตาเหมือนกำลังพยายามตอบตัวเอง และเลือกเฟ้นคำที่เหมาะสมเพื่อตอบคำถามผม ผมค่อนข้างแปลกใจที่ไม่เห็นแววตาโกรธแค้นอะไรเลยเมื่อผมย้อนถามเขา

“ผมทำอะไรไม่ได้ ผมคนเดียวทําอะไรไม่ได้” ในที่สุดเขาก็พูดออกมา

“งั้นแสดงว่าคุณไม่ได้รักชาติอย่างที่พยายามบอกผมใช่ไหม แต่คุณรักตัวเองมากกว่า” ผมโต้เขา

ผู้สอบสวนผมเงียบ ดูเหมือนเขาพยายามใช้ความคิดอย่างหนัก ผมพยายามอย่างหนักเพื่อให้บทสนทนาต่อๆไปของเราพูดแต่เรื่องของการคอรัปชั่น ผมรู้ดีว่าผมได้เปรียบในเรื่องนี้ จนกระทั่งถึงจุดๆหนึ่ง ทหารนายนี้เริ่มอึกอัก ดูเหมือนจะพูดอะไรต่อไม่ได้แล้ว เขาก็ลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปหาคนที่ดูเหมือนเป็นผู้บังคับบัญชาของเขา

ผมไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น หรือว่าได้เวลาพาตัวผมไปต่างจังหวัดแล้ว ผมกังวลว่าสิ่งที่ผมพยายามเล่นงานเขาด้วยเรื่องคอรัปชั่นทหาร อาจทำให้เขาไม่พอใจ และกลั่นแกล้งผมด้วยการกักตัวไว้นานๆ

ผมนั่งอยู่บนโต๊ะตรงนั้นคนเดียวประมาณ ๓๐ นาที ก็มีนายทหารคนนึงเข้ามาพูดด้วยเสียงดังแกมข่มขู่หน่อยๆ ว่า ผมได้รับการปล่อยตัว แต่ต้องเซ็นเอกสารตกลงว่าจะไม่ทําแบบนี้อีก ซึ่งภายในเอกสารใบนั้นประกอบด้วยสาระสําคัญ คือ ห้ามปลุกปั่นยั่วยุหรือชุมนุมทางการเมืองอีก หากฝ่าฝืนจะถูกส่งตัวขึ้นศาลทหาร

ผมใช้ความคิดอย่างหนัก ผมถามหัวใจตัวเองว่าจะสู้กับรัฐประหารแค่ไหน ผมลําบากใจมาก ผมได้แต่ปลอบตัวเองว่าอยู่ ข้างนอก มันน่าจะทําอะไรได้มากกว่าอยู่ในคุกให้ญาติพี่น้องของเราต้องมาขึ้นศาลและหาทางประกันตัว

ผมแทบร้องไห้ เมื่อพยายามบรรจงเซ็นชื่อตัวเองลงในกระดาษแผ่นนั้น ผมรู้สึกเหมือนทรยศต่ออุดมการณ์ ผมมันขี้ขลาดจนยอมสยบต่อทหาร ผมมันขี้แพ้ใช่มั้ย ผมได้แต่สาปแช่งตัวเองว่า ไอ้ขี้แพ้!

- บุเรงนอง

“โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้แน่ เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้แม้ถูกขัง”


ถูกปรับ เพราะติดป้าย “ไม่ลืมนวมทอง นายประชาธิปไตยไทย ของไทย”

ที่มา เวปศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.)

ตามที่ประชาไท รายงาน อ่าน เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗ เวลาประมาณ ๒๑.๑๐ น. เกี่ยวกับการที่สมาชิก ศนปท. ทั้ง ๓ เข้ามอบตัว และรับทราบข้อกล่าวหา พร้อมทนายความ กับทางพนักงานสอบสวน สน. สุทธิสาร นั้น ปรากฎรายระเอีดยดังนี้

……ในคืนวันที่ ๑๘ กันยายน ๕๗ ได้เกิดวงพูดคุยของ ศนปท. เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือ และติดตามกรณีของ การควบคุมตัว อาจารย์ และเพื่อน นักศึกษา ไปที่ สภ.อ. คลองหลวง จ.ปทุมธานี จากเหตุการณ์งานเสวนาที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต แต่ในขณะที่เรากำลังหารือกันอยู่นั้น ปรากฎว่าทางผู้ที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมด ถูกปล่อยตัวและเดินทางกลับที่พักอย่างปลอดภัยแล้ว จึงทำให้เราได้ใช้เวลาส่วนนี้ ทบทวนถึงเหตุการณ์ในอดีต ที่ทำให้เราทุกคนต้องมานั่งทำอะไรแบบนี้ เมื่อเราทุกคนย้อนความทรงจำกลับไป จึงทำให้ต้องกล่าวถึงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๗ นั้นจะเป็นวันครบรอบ รัฐประหาร ๔๙ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ตามมามากมายในขณะนี้ ภาพแรกที่ปรากฎขึ้นในความคิดของผู้เขียน คือภาพของชายชราผู้หนึ่ง นามว่า ไพรวัลย์ นวมทอง หรือ ที่ทุกคนเรียกเขาว่า ลุงนวมทอง

ผู้เขียนจึงคิดว่า หากเรามีกิจกรรมที่ไม่กระทบ และไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนนั้น ควรที่เราจำต้องมีกิจกรรมนั้นเพื่อหวนระลึกถึง ความกล้าหาญของ ลุงนวมทอง และให้สังคมได้ตระหนักถึงผลเสียของการทำรัฐประหารในครั้งนั้น


ในวงพูดคุย จึงมีผู้เสนอให้นำแผ่นป้ายผ้า ไปขึงบนสะพานลอย ที่ลุงนวมทองได้ทำอัตวิบากกรรม (ผูกคอตาย) เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ ณ บริเวณสะพานลอย ถ.วิภาวดี รังสิต ฝั่งสำนักพิมพ์ไทยรัฐ


…….. เมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ จึงเป็นที่มาของป้ายผ้า บนสะพานลอยดังกล่าว ในช่วงสายของวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๗ มีใจความว่า ” นายประชาธิปไตย ของไทย ชาตะ ๒๔ มิ.ย. ๒๔๗๕ มรณะ ๑๙ ก.ย. ๒๕๔๙ และ ล่าสุด”


…….หลังจากที่ ศนปท. ติดป้ายผ้าดังกล่าวเสร็จสิ้น ทางผู้ดูแลด้านข้อมูลข่าวสาร ของ ศนปท. แฟนเพจ ศนปท. และ เว็ปไซต์ของ ศนปท. ที่พึ่งเปิดตัวมาได้ไม่กี่วัน ได้โพสข้อความในทำนอง ออกมายอมรับว่าได้เป็นผู้กระทำการดังกล่าว ลิ้งค์ข่าว

……วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๗ หนึ่งในสมาชิก ศนปท. ที่กำลังศึกษาอยู่ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ได้รับทราบข่าวจากทาง อ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ว่า ได้มีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ติดต่อมาขอให้แจ้งกับทางนักศึกษาว่า ขณะนี้ ตำรวจรู้ตัวผู้กระทำการดังกล่าวแล้ว จึงขอให้มีการประสานกับกลุ่ม ศนปท. เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา และจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

…..หลังจากที่ทราบข้อมูลดัวกล่าว ทาง ศนปท. จึงได้มีการเรียกประชุมสมาชิกผู้ที่ได้มีส่วนรู้เห็น ต่อการติดป้ายผ้าดังกล่าวเพื่อหารือเพื่อกำหนดแนวทางต่อไป และที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันว่า เราทุกคนยินดีที่จะร่วมรับผิดชอบต่อความผิดดังกล่าว ไม่ว่าทางเจ้าหน้าที่จะแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ และเพื่อให้การพูดคุย เจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น เราจึงขอไม่ให้เป็นข่าวครึกโครม และให้มีกำหนดเข้ามอบตัว รับทราบข้อกล่าวหาตามแต่เจ้าหน้าที่นัดหมาย

…….จนกระทั่งวันที่ ๒๒ กันยนยน ๒๕๕๗ ทางพนักงานสอบสวนได้แจ้งมาทางผู้ประสานงานของ ศนปท. ว่าให้ผู้ต้องหาทั้ง ๓ คน เข้าพบเจ้าพนักงานสอบสวนที่ สน.สุทธิสาร ในวันที่ ๒๕ ก.ย. ๕๗ เวลา ๑๕.๐๐ น.

……จากนั้นเมื่อถึงกำหนดนัดหมาย สมาชิก ศนทป. จำนวน ๕ คน (ผู้ต้องหา ๓ คน) พร้อมทนายความ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามที่มีการนัดหมาย
ขอบคุณภาพจาก สำนักข่าวประชาไท
……. และเมื่อถึง สน.สุทธิสาร ร้อยเวรได้พาเราเข้าพบกับ รองผู้กำกับ สน.สุทธิสาร ณ ห้องรับรองภายใน สถานี โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยดี ทางเจ้าหน้าที่อนุญาตให้ สมาชิก ศนปท. เข้าไปภายในห้องรับรองเพียง ๔ คน และ ทนายความ หนึ่งคน ได้แก่ นายทรงธรรม แก้วพันพฤกษ์ (ผู้ต้องหาที่ ๑) นายเสกสรร สายสืบ (ผู้ต้องหาที่ ๒) , นาย สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ (ผู้ต้องหาที่ ๓) และ นายปิยรัฐ จงเทพ (พยาน)

…….ใช้เวลาอยู่ในห้องรับรอง กว่า ๓๐ นาที พ.ต.อ.ปรีชา กองแก้ว ผู้กำกับการ สน.สุทธิสาร ได้มาให้การต้อนรับ และนั่งพูดคุยกับ ศนปท. ด้วยความเป็นมิตร ก่อนจะว่ากล่าวแนะนำให้ทราบถึงสถานการณ์ที่ไม่ปกติ อันอาจจะนำไปสู่การสร้างสถานการณ์จากผู้ไม่หวังดี และได้ขอให้ ศนปท. ลดละการกระทำอันใดก็แล้วแต่ที่สร้างความลำบากใจให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกๆฝ่าย ซึ่งทาง ศนปท. ก็ได้ให้เหตุผลไปว่า ทาง ศนปท. ตระหนักดีว่า เจ้าหน้าที่ทำงานลำบาก และ เหนื่อยกับการต้องมาตามจับในคดีที่มีความผิดเล็กๆน้อยๆเช่นนี้เสมือนว่าเป็นคดีอาญาต้องโทษร้ายแรง แต่นี้ก็เป็นเพียงหลุโทษ มิเห็นต้องมาเหน็ดเหนื่อยกับการตามจับกุมถึงเพียงนี้

…..ต่อจากนั้งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมีการ แจ้งข้อกล่าวหา ต่อหน้าทนายความ และ ผู้กำกับฯ โดยใช้เวลาทำประวัติ และสอบสวนอยู่ราว ๑ ชั่วโมง ก่อนจะให้ทั้ง สามคนได้รับทราบข้อกล่าวหา พร้อมทั้งในเวลานั้น พ.ต.อ.เจริญ ศรีศศลักษณ์ รองผู้บังคับการ ตำรวจนครบาล ๒ ได้เดินทางมาร่วมรับฟังการสอบสวนดังกล่าวด้วยตนเอง

….เราอยู่ที่ สน. จนกระทั้งแล้วเสร็จกระบวนการ ใช้เวลาร่วม ๓ ชม. ซึ่งเราเองก็รู้สึกว่าเป็นการทำงานที่ล่าช้า และดูเป็นการถ่วงเวลามากกว่า ซึ่งหลังจากนั้นผู้กำกับฯได้เข้ามาหารือกับเราว่าจะให้รถตู้ตำรวจของ สน. สุทธิสารไปส่งพวกเราทุกคน เมื่อทราบคำร้องขอของผู้กำกับทางเราทุกคนที่นั่งกันอยู่ภายในห้องสอบสวนจึงหารือกัน แล้วมีข้อความเห็นว่าหากเรายอมให้รถตู้ตำรวจไปส่ง เราก็ไม่ทราบว่าเขาจะนำเราไปถึงจุดหมายปลายทางจริงหรือไม่เราจึงตัดสินใจว่าขอกลับเองจะเป็นการสบายใจกว่า

…….เมื่อ ผู้กำกับทราบความของเราท่านก็ไม่ได้ขัดแต่ประการใด และยังชวนให้เราทานข้าวกระเพราไก่ ไข่ดาว ที่ท่านรับรองว่าอร่อยกว่าที่ไหนๆ เราทุกคนมองหน้ากันและบอกกับท่านว่าเรามีนัดหมายจะต้องไปทานกับเพื่อนที่รออยู่ด้านนอกแล้ว เมื่อพูดจบ ท่านรองผู้การฯ จึงได้สั่งให้ลูกน้องไปซื้อขนมปัง และนมมาให้พวกเรารับประทานเพื่อดับความหิว ในขณะนั้นเอง หนึ่งในสมาชิก ศนปท. ได้ร้องขอเปลี่ยนจากขนมปังธรรมดาเป็นแซนด์วิชแทน ซึ่งก็สร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกคน และขจัดความเครียดไปได้อีกระดับหนึ่ง

……เวลาผ่านไปร่วม หนึ่งชั่วโมงหลังจากที่ทำการเปรียบเทียบปรับ ตามข้อหาความผิด พ.ร.บ. ความสะอาดฯ มาตรา ๑๐ ด้วยโทษปรับ คนละ ๑,๐๐๐ บาท รวม ๓,๐๐๐ บาทไปนั้น เราทุกคนก็ไม่มีวี่แววว่าจะได้กลับ จนกระทั่งเรามาทราบว่า เพื่อให้ผู้สื่อข่าวที่ได้มารอติดตามทำข่าวอยู่ด้านหน้า สถานีตำรวจเดินทางกลับก่อน เมื่อเป็นเช่นนั้น สมาชิก ศนทป. ที่รออยู่ภายนอกห้องสอบสวนจึงต้องไปแจ้งกับพี่นักข่าวทุกท่านว่า ” เจ้าหน้าที่ตำรวจจะขอตัว เพื่อนๆของเราไว้ภายในห้องสอบสวนก่อนจนกว่าทางพี่ๆนักข่าวจะกลับ” เมื่อทราบดังนั้น ผู้สื่อข่าวทุกคนจึงต้องถอยออกจากพื้นที่

…..จนกระทั่งเวลา ๑๙.๓๐ น. ทางรองผู้กำกับฯ ได้เดินมาเปิดประตูให้เรา และบอกกับเราว่า กลับบ้านได้แล้ว เมื่อสิ้นเสียงรองผู้กำกับ เราที่นั่งรออยู่ภายในห้องสอบสวนต่างก็ไม่รอช้าที่จะเดินออกจากห้องสอบสวนพร้อมๆกัน


นี้จึงเป็นบทพิสูจน์ของ ศนปท. อีกครั้งว่า เมื่อเรากล้าที่จะประกาศก้องว่าเราจะยังยึดมั่นในอุดมการณ์ ที่เราเฝ้าแสวงหา ดังนั้นหนทางที่ดีกว่านี้ย่อมต้องฟันฝ่าไปให้ได้ แม้มันจำต้องดิ้นรน แหวกว่าย และทรมานเพียงใด มันคือจำเป็นต้องเลือกที่จะเดินต่อไป หากแม้เราหยุด ใครเล่าจะต้องขาดกำลังใจ ใครเล่าจะมีความหวัง แม้จะเป็นเพียงแสงไฟเล็กๆ และแสงนี้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่ มากพอที่จะจุดประกายความฝันของใครต่อใครให้ลุกตื่นจากการหลับไหลได้ แต่นี้คือจุดเริ่มต้น และเราจำต้องรักษามันไว้ให้อยู่นานเท่านาน เพราะเราเชื่อว่า 

“โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้แน่ เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้แม้ถูกขัง”

เคยคิดเล่นๆไหมว่าสังคมไทยมีลักษณะเป็นเหมือน "สังคมหมู่บ้าน" มากกว่าจะเป็น "สังคมประเทศ" ?


- เราอยู่กันแบบไม่ค่อยมีระบบระเบียบอะไร เราไม่ค่อยแคร์เรื่องการตรงต่อเวลา และคนในสังคมเกือบทุกอาชีพก็ไม่ได้ถือเรื่อง Professionalism อย่างที่ควรจะเป็น

- เราประกอบไปด้วยวัฒนธรรมแบบเส้นสายแบบลูกคนนั้นหลานคนนี้ และทุกคนในสังคมนี้แม่งเส้นใหญ่กันหมด ตั้งแต่หลานนายพัน ลูกนายพล ปลัด อบต. เมียกำนัน ยันผู้ใหญ่บ้าน

- กฏหมายจราจรไม่ว่าจะเรื่องใดๆ เช่น ห้ามใช้มือถือ(จนต้องไปหาซื้อสมอล์ทอล์คกันช่วงหนึ่ง), ห้ามขายกล้วยแขกตรงสี่แยก เราก็เห่อใช้ได้แค่ 7-10 วัน แล้วก็ลืมๆกันไป เหมือนไม่เคยมีกฏหมายเช่นว่านี้

- เราเป็นสังคมที่ชื่นชอบการฟังมากกว่าการอ่าน ชอบข่าวลือและเน้นการคิดเองเออเองเสียมากกว่าเป็นสังคมที่ค้นหาความจริง

- สื่อในสังคมเรายังมีพื้นที่ให้กับรอยพยานาค ต้นไม้ให้หวย คลิปหลุด และเรื่องผัวตบเมีย มากกว่าจะชวนดีเบตในเรื่องสำคัญๆของสังคม

- เราเป็นสังคมที่โจ๊กกันได้กับทุกเรื่องแม้กระทั่งเรื่องคนตาย-บิกินี่("ขำดีค่ะ") จนไม่รู้จักความเหมาะสม

- เราเป็นสังคมที่ข้าราชการทหารแก่ๆกลายเป็น "ผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคม" ที่เราวิพากษ์วิจารณ์อะไรไม่ได้ นอกจากต้องให้เกียรติ

- เราเป็นสังคมที่ต่อต้านนักการเมืองโกง แต่เมื่อพูดถึงการโกงในภาคราชการแล้วทุกคนในสังคมพร้อมมึนๆเบลอๆ ราวกับไม่รู้ว่ามีอยู่จริง

- เราเป็นสังคมที่เชื่อในตัวบุคคล มากกว่าหลักการ เรามองทุกอย่างเป็นนิยายโดยเชื่อว่าคนนั้นดี-คนนี้เลว และเพราะคนนั้นเป็นคนดี แม้มันจะทำอะไรแปลกๆดูเหมือนจะเลว เราก็จะช่วยคิดดีเฟนด์ให้เสมอ ส่วนคนที่เราคิดว่าเลวแม้อะไรที่ทำดูเหมือนจะดีบ้าง แต่เราก็จะเชื่อว่ามันทำเพราะมีเจตนาเลวไว้ก่อน

- เราเป็นสังคมที่เวลาขัดแย้งกันก็ไม่ค่อยเคารพกฏกติกา เอาแต่เรียกหาตัวช่วย เรียกหาคนกลาง เรียกหาใครก็ได้มาช่วยเราที ราวกับเป็นเด็กที่ไม่รู้จักโต

- เราเป็นสังคมที่ด่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งว่าเป็น "เผด็จการรัฐสภา" แต่เชื่อว่าการยึดอำนาจโดยทหารเป็นการปกป้องประชาธิปไตย

- เราเป็นสังคมที่ร่างกติกา(รัฐธรรมนูญ)บ่อยมาก และไอ้นักวิชาการคนที่ร่างมากับมือก็มักจะเป็นคนออกมาบอกว่ากติกาที่ใช้อยู่นี้มีปัญหา ยิ่งกว่านั้นสังคมก็ยังพร้อมใจให้ไอ้งั่งคนเดิมนั้นกลับไปร่างกติกาใหม่อีกครั้ง เพื่อที่จะให้มันออกมาบอกว่ากติกานี้มีปัญหา(อีกครั้ง)ในอนาคต

- เราเป็นสังคมที่เอาแต่เรียกร้องให้ทุกคน "สามัคคี" แต่ถ้าใครคิดไม่เหมือนกูนี่ มึงควรไปปรับทัศนคติ

- เราเป็นสังคมที่ไม่รู้จักคำว่า "ความแตกต่างทางความคิด" หรือ "จุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกัน" เพราะเรามีชุดคำอธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ว่าคนพวกนั้น "โง่"/ "ตกเป็นเหยื่อ" หรือไม่เช่นนั้นก็ "คงเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร"

- และท้ายสุด เราเป็นสังคมที่อ่อนไหวเปราะบางมาก เพราะแค่การจัดเสวนา อ่านหนังสือ ฉายภาพยนต์ หรือแค่การตัดต่อภาพ ก็ถือว่าเป็นภัยคุกคามที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

ช็อตเด็ด : กรี๊ดดด...เอกอัครราชทูตคริสตี้ เคนนี่ย์ เยี่ยมประชาไท...คุยถึงความสำคัญของสื่อเสรี




เอกอัครราชทูตคริสตี้ เคนนี่ย์พูดคุยเกี่ยวกับความสำคัญของสื่อเสรีระหว่างเยี่ยมชมสำนักงานหนังสือพิมพ์ประชาไทเมื่อวันที่ 26 ก.ย. ซึ่งเอกอัครราชทูตเคนนี่ย์ยังได้กล่าวถึงบทบาทของการรายงานข่าวเชิงสืบสวนและความสำคัญของการสานเสวนาอย่างเปิดเผยและครอบคลุมทุกภาคส่วนเพื่อการปฏิรูปที่มีความหมาย 

Ambassador Kristie Kenney had a lively discussion on the importance of a free press during a visit to Prachatai Sept 26. She also discussed the critical role of investigative journalism and importance of an open, inclusive dialogue to a meaningful reform process.

เหตุเพราะห้ามนักข่าวเอาไมค์รุมจ่อปาก...มาดูกัน ว่า นักข่าว เป็นระเบียบเรียบร้อยขนาดไหน เมื่อ"บิ๊กตู่" แถลงผ่านโพเดียม

แถลงข่าววันนี้ ที่อาคารรับรองเกษะโกมล "บิ๊กตู่" แถลงเอง
เคาะแล้ว 250รายชื่อ สปช. ที่เฟ้นหากันมานานแรมเดือน


มาในมาดเข้ม เครื่องแบบ ท่านผู้บัญชาการทหารบก
วางโพเดียม เตรียมแถลง แต่เอ๊ะ
งานนี้ ห้ามไมค์จ่อปากเด็ดขาด ต้องเป็นระเบียบขั้นตอน
ว่าแล้ว กลุ่มกระจอกข่าว สายทำเนียบ-ทหาร ก็จัดให้


วางเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างที่เห็นในภาพ
ถูกใจ กันไหมละ งานนี้!!!


รายงานเพิ่มเติม ที่วางเป็นระเบียบเรียบร้อยขนาดนั้นมันมีเหตุผล...
เพราะ ลำโพงโพเดียม มันดันอยู่ตรงด้านล่าง ไม่วางแล้วจะเก็บเสียงกันยังไงละพี่น้อง???
รายงานจาก สายตรงสนามข่าวจร้าาาาาา

ooo

ฉิบหายแล้วท่าน...



ภาพจาก โซเชี่ยลมีเดียร์

อ่าน ฟัง ′บิ๊กตู่′ปะทะเดือด′เจ๊ยุ′ อีกที ลีลานายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ก็คือกำลังแสดงบท พ่อใหญ่ขี้บ่น ชอบแกล้งทำเป็นโหดแต่จริงๆแล้วใจดี



คอมเมนท์จากเวป...

อ่าน ฟัง ดูลีลาก็คือ นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งกำลังแสดงบท พ่อใหญ่ขี้บ่น ชอบแกล้งทำเป็นโหดแต่จริงๆแล้วใจดี ซึ่งทำให้บรรดา "เด็กๆ ใต้บังคับบัญชา" รู้สึกซาบซึ้ง และเกิดอาการลุ่มหลง รักบูชา บ่อน้ำตาตื้น เมื่อพ่อใหญ่ "เมตตา" น้อมตนลงมาเล่นด้วย หรือมองเห็นพวกตนอยู่ในสายตา ไม่ใช่เป็นขี้ข้าปลายแถว รับไปแต่คำดุจริงๆ เพราะไร้คุณค่าให้คนสูงส่งถ่อมตัวลงไปเล่นด้วย

อนึ่ง นักข่าวบางคนอาจลืมตัวลืมตนว่า งานนักข่าวนั้น มีเกียรติของตนอยู่หากรู้ทำงานตามหน้าที่ ไม่ใช่ทำงานตามสั่งผู้มีอำนาจเพื่อให้ผู้มีอำนาจเอ็นดู
...

เรื่องเกี่ยวข้อง...

ฟังไม่ทัน อ่านเน้นๆอีกที คำต่อคำ....′บิ๊กตู่′ปะทะเดือด′เจ๊ยุ′

ที่มา มติชนออนไลน์

การให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีการฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 รายโดยสื่อต่างประเทศโจมตีการทำงานของรัฐบาลและตำรวจไทยในการคลี่คลายคดี จนเกิดการปะทะคารม ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนางยุวดี ธัญญศิริ ผู้สื่อข่าวอาวุโส ประจำทำเนียบรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์ .... เราก็อย่าไปช่วยเขาโจมตี เราก็รู้อยู่ว่าเรื่องนี้คงไม่ง่าย เนื่องจากพื้นที่เป็นเกาะ มีการใช้เรือและมีคนสัญจรเป็นพันซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ติดตามหมดทุกคน เชื่อว่าเดี๋ยวเจ้าหน้าที่ต้องรู้ แต่ถ้าเร่งรัดมากอาจจะผิดตัว วันนี้เราพยายามใช้นิติวิทยาศาสตร์เข้าช่วย จะไม่มีการจับแพะเพราะถ้าตรวจดีเอ็นเอแล้วไม่ใช่ก็คือไม่ใช่

ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์...ปัญหามาจากอะไรที่ทำให้ยังจับคนร้ายไม่ได้

พล.อ.ประยุทธ์....ปัญหาก็คือมีคนไปทำความผิดฆ่าคนตาย การแก้ปัญหาก็คือแก้ปัญหา แต่อย่ามาบอกว่า ผิดเพราะมีผู้มีอิทธิพล มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีความสามารถ พูดอย่างนี้มันไม่ได้อะไรขึ้นมา

"มีหลายคดีมั้ยที่ยังจับผู้ร้ายไม่ได้ จับได้หมดทุกคดีเลยเหรอ มันก็สืบจับเมื่อไหร่ก็ได้ อันนี้ยิ่งกวดขันที่สุดแล้ว ทุกเช้าต้องรายงานมาทุกวัน นี่กวดเขาแล้วนะ คดีอื่นผมไม่ได้ไปกวดเขาเลยนะ ผมว่าเขาเต้นกันผางๆ ๆ หมด แต่ปัญหาอยู่ที่ความยากง่ายของคดีมันเป็นยังไง เพราะการกระทำความผิด เขารู้ว่าต้องสอบจากอะไรยังไง เราต้องไปแก้ตรงนั้น ไปช่วยรัฐ นิตยสารต่างประเทศเขาพูดมาท่านก็อย่าไปขยายความให้เขา ประเทศชาติเสียหาย เรามาแก้ของเรา ถ้าเราไม่แก้กันเองแล้วใครจะมาแก้ ไทม์เขาจะมาแก้ให้เรามั้ย"

ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ .... เขามาชี้ให้เราไปให้ถูกทาง

พล.อ.ประยุทธ์... "ให้ไทม์ส่งคนมาชี้ ชอบไปรับอำนาจคนอื่นเขามาเรื่อย ผมไม่เข้าใจ ไปเอามาถ้ามีข้อมูลอะไรไปหามาแล้วส่งมาเป็นทางการ"

ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์......เจ้าหน้าที่ของเรามีฝีมือหรือไม่

พล.อ.ประยุทธ์ ...ไม่มีมั้ง ตำรวจทั้งประเทศมี 8 แสนกว่าคน ท่านบอกว่าตำรวจไม่ได้เรื่อง ผมถามว่าเขาจะมีกำลังใจทำงานหรือไม่ แล้วคดีอื่นๆ อีกเท่าไร เฉพาะคดีนี้คดีเดียวตำรวจเสียหายทั้งกรมเลยหรือไม่ มันก็ไม่ใช่ ฉะนั้นพูดอะไรกันต้องระมัดระวังหน่อยให้เกียรติคนที่เขาทำงาน คนทำงานดีก็มีคนไม่ดีก็มีตนไม่ได้ปกป้องคนไม่ดี ถ้าเราไปทำให้องค์กรเสียหายต่อไปเขาจะทำงานหรือไม่ เรากำลังจะพัฒนาจะปฏิรูปตำรวจก็บอกว่าไม่สำเร็จอีก ก็มันดูถูกกันตั้งแต่วันแรก คนไทยด้วยกันดูถูกคนไทยด้วยกันแล้วมันจะทำอะไรสำเร็จ ผมขอถามหน่อย

นางยุวดี ธัญสิริ ผู้สื่อข่าวอาวุโส....สื่อมวลชนก็มีความหวังดีต่อประเทศชาติเหมือนกัน

พล.อ.ประยุทธ์....วิธีการของสื่อพูดให้ดีกว่านี้หน่อย รับไม่ได้ ตนรับไม่ได้ตรงที่ท่านมองดูถูกคนไปหมดแบบนี้ไม่ได้ เขาเป็นตำรวจมา 30 ปี ป้า (นางยุวดี) เคยไปสอบสวนใครเหมือนที่ตำรวจทำหรือไม่ เคยไปเรียนที่สกอตแลนด์ยาร์ด หรือ เอฟบีไอ ถ้ามองคนแบบนี้อยู่กันไม่ได้ ทะเลาะกันแบบเดิม

นางยุวดี...นโยบายของนายกรัฐมนตรี ไม่เอาการเมืองเข้าไปแทรกแซงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พล.อ.ประยุทธ์.... การเมืองตรงไหน

นางยุวดี...ผบ.ตร.คนใหม่

พล.อ.ประยุทธ์....เขาเป็นใคร

นางยุวดี....ก็เดินตามก้นนักการเมืองมาตลอดชีวิต

พล.อ.ประยุทธ์....มันก็เดินตามตูดทุกคน ถ้าผมเห็นป้า (นางยุวดี) ก็เดินตามเขา

นางยุวดี...เป็นแค่นักข่าว ไม่เคยตามใคร

พล.อ.ประยุทธ์...เห็นว่าตามเขา เป็นนักข่าวก็ตามไง

นางยุวดี....นายกรัฐมนตรีจะต้องมีปรับตัว

พล.อ.ประยุทธ์....ก็จะต้องปรับทั้งสองฝ่าย ปรับให้ผมด้วย อย่าให้ผมปรับคนเดียว วันนี้ตนยังไม่ได้โมโหเลย ถ้าโมโหแรงกว่านี้

นางยุวดี....การให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยที่ประเทศอินโดนีเซียจับกุม พล.อ.ประยุทธ์...ตอนนี้พยายามช่วยเหลือให้ได้กลับประเทศทุกคน โดยเป็นการพูดคุยกันระหว่าง 2 ประเทศ เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีของประเทศ เมื่อกระทำความผิดของบ้านเขา อยู่ดีๆ จะไปเอาคนทำความผิดในบ้านเขากลับมามันง่ายหรือไม่ เพราะเรื่องนี้มีคดีความ 2-3 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าวจบ พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวติดตลกว่า วันนี้อยากจะโดนอะไรอีก แค่นี้ก็พูดเล่น ยังจะไปเขียนตลกอยู่นั่น หลังจากนั้นได้ยกมือไหว้นางยุวดี พร้อมกล่าวว่า "พี่ขอโทษ ไม่ได้เสียงดัง" ทำให้นางยุวดีบอกว่า "ขอให้นายกรัฐมนตรีใจเย็นๆ" พล.อ.ประยุทธ์ จึงตอบกลับมาว่า "โอ้ยนี่เย็นสุดแล้ว ผมไม่โกรธ"

นางยุวดีจึงกล่าวว่า ให้เกียรตินายกรัฐมนตรีตลอด พล.อ.ประยุทธ์ตอบพร้อมกับยิ้มว่า"ขอบคุณมากเลย รู้ว่าให้เกียรติผม ไม่ได้มีอะไร เพียงแต่ว่าบางครั้งต้องทบทวนว่าเขียนแบบนี้จะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ถ้าไม่ได้ประโยชน์อย่าไปทำเลย และยิ่งไปขยายความต่างประเทศ เหมือนกับเราไปเข้าทางเขาหมด เพราะเขาต้องการดิสเครดิตเราอยู่แล้ว"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ยกมือไหว้ขอโทษนางยุวดีแล้ว ยังมีการพูดหยอกล้อว่า "จะตั้งนางยุวดีเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์" ทำให้ผู้สื่อข่าวต่างพากันขำและลดบรรยากาศตึงเครียดลงทันที
ooo

ตรรกะท่านผู้นำ (กันลืม)


วันศุกร์, กันยายน 26, 2557

อาลัย ‘ลุงอะแกว’ เหยื่อกระสุนอาวุธสงครามจากกองกำลังติดอาวุธกปปส. พิธีศพจัดที่วัดหลักสี่ จนถึงกำหนดฌาปนกิจศพ วันที่ 30 ก.ย.


อะแกว แซ่ลิ้ว วัย 72 ปี เหยื่อกระสุนอาวุธสงครามจากกองกำลังติดอาวุธกปปส. เสียชีวิตแล้ว เวปประชาไท มีรายงานดังต่อไปนี้....

25 ก.ย. 2557 อะแกว แซ่ลิ้ว วัย 72 ปี เหยื่อกระสุนเหตุความรุนแรงที่บริเวณใกล้ห้างไอทีสเเควร์ หลักสี่ กรุงเทพ เมื่อวันที่ 1 ก.พ.57 จนต้องนอนอัมพาตมาเกือบ 8 เดือน เสียชีวิตแล้วเมื่อเช้านี้เวลาประมาณ 7.00 น. ที่บ้านพักย่านหลักสี่ โดยจะมีพิธีน้ำศพจะจัดที่วัดหลักสี่ เวลา 17.00 น วันนี้ (25 ก.ย.) และสวดอภิธรรม 5 วัน จนถึงกำหนดฌาปนกิจศพ วันที่ 30 ก.ย. นี้

เอื้องฟ้า แซ่ลิ้ว บุตรสาวคนโตของอะแกว วัย 42 ปี กล่าวว่า บิดาตนเสียชีวิตเมื่อเช้าเวลา 7 โมง ที่บ้านตน สำหรับความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีและการเยียวยานั้น เอื้องฟ้า กล่าวด้วยว่า อยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลการเยียวยาและเร่งดำเนินคดี เนื่องจากชะงักไปหลังเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร

วลัยพร แซ่ลิ้ว บุตรสาวคนเล็กของอะแกว วัย 35 ปี กล่าวว่า ไม่อยากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงแบบที่พ่อตนเองประสบอีก อยากให้คนในสังคมคุยกันด้วยเหตุด้วยผลดีกว่า อย่าใช้กำลังหรืออาวุธเข้าตอบโต้กัน

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่อะแกวถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเป็นอัมพาต ก่อนจะเสียชีวิตนั้นเกิดขึ้นก่อนหน้าการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 ก.พ. เพียง 1 วัน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันใน ‘ศึกชิงคูหาเลือกตั้งที่หลักสี่’ โดยด้านหนึ่งปรากฏภาพ ‘มือปืนป็อบคอร์น’ และมือปืน ‘ถุงกีต้าร์’ ขณะที่อีกด้านหนึ่งปรากฏภาพชายชรานอนจมกองเลือดอยู่ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลเน็ตเวิร์กขณะนั้นตั้งแต่ถูกฝ่ายเสื้อแดงยิงบาดเจ็บ จนเป็นชาวกัมพูชาที่เป็นแกนนำกองกำลังติดอาวุธที่มายิงทำร้ายผู้ชุมนุมกลุ่ม กปปส.

ซึ่งต่อมาทราบชื่อคืออะแกว แซ่ลิ้ว วัย 72 ปี พ่อค้าขายน้ำหวาน น้ำอัดลมที่บริเวณหน้าโรงเรียนเคหะทุ่งสองห้องวิทยา 2 และในวันเกิดเหตุด้วยความเป็นห่วงลูกสาวที่ทำงานขายอาหารอยู่ฟู้ดเเลนด์ ภายในห้างไอทีสเเควร์ จึงได้เดินทางมาหา และเห็นมีการชุมนุมกันบริเวณที่เกิดเหตุจึงเข้าไปสังเกตการณ์อยู่ฝั่งผู้ชุมนุมสนับสนุนการเลือกตั้งและถูกยิงจนกลายเป็นอัมพาต เกือบ 8 เดือน จนกระทั่งเสียชีวิตในวันนี้


ชีวิตคุณลุงวัย 72 ปี นายอะแกว แซ่ลิ้ว ซึ่งถูกกระสุนอาวุธสงครามจากกองกำลังติดอาวุธกปปส ยิงเข้าลำคอ 2 นัด ที่แยกหลักสี่ พบเป็นคนขยันทำมาหากิน แม้ชีวิตยากจนก็ยังเข็นน้ำขายหน้าโรงเรียนทุกเย็น

น.ส.วลัยพร แซ่ลิ้ว บุตรสาวนายอะแกว แซ่ลิ้ว ได้เล่าถึงเหตุการณ์วันเกิดเหตุวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ว่า

"ตนเองนั้น เป็นพนักงานขายของไอทีสแควร์ เวลาประมาณบ่ายสามโมง เห็นมีประชาชนถือป้ายเอาเลือกตั้ง ไปยืนอยู่ตรงช่วงสี่แยก

แต่หนูไม่รู้เรื่องอะไร เพราะมัวแต่อยู่ในห้าง พอเกิดเรื่องปะทะกัน

คุณพ่อก็ออกจากบ้านมาหาหนูด้วยความเป็นห่วง พอมาถึงไกล้ห้างได้โทรศัพท์หาว่าหนูอยู่ตรงไหน

หนูบอกว่าหลบกระสุนอยู่ในห้าง และสายโทรศัพท์ก็ตัดไป หนูก็พยายามโทรอีก แต่ติดต่อไม่ได้

ตอนอยู่ในห้างได้ยินว่ามีลุงสูงอายุถูกยิงตรงเสานั้น ไม่คิดว่าเป็นพ่อตัวเอง"

สำหรับครอบครัวของคุณลุงอะแกว แซ่ลิ้ว มีบุตรสาวสองคน ซึ่งทำงานหาเลี้ยงครอบครัว และก็ยังมีหลานๆอีก

ส่วนคุณลุงนั้นเป็นคนขยัน แม้อายุจะ 72 ปีแล้วแต่ก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย แต่ยังไปช่วยหารายได้จุนเจือครอบครัวด้วย การเข็นน้ำอัดลมขายหน้าโรงเรียนตอนบ่ายหลังเลิกเรียน



ภาพนายยงยุทธ หมกคล้าย ชายหนุ่มวีรบุรุษที่เข้าไปช่วยเหลือคุณลุงอะแกว ได้มาเยี่ยมคุณลุง ที่โรงพยาบาลวิภาวดี

“แม่น้ำห้าสาย” กับคนที่กำลัง “ชักแม่น้ำทั้งห้า"


ที่มา FB ส.ผาน้ำย้อย

ในภาวะที่คนไทยมีความหวังว่าแม่น้ำห้าสายที่ถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 กำลังจะทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ตามที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปรียบเทียบ และระบุถึงผลลัพธ์ว่าจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับไม่มีสัญญาณที่เด่นชัดมากพอที่จะเป็นหลักประกันได้ว่า

“แม่น้ำห้าสาย” จะไหลได้อย่างอิสระ ตรงกันข้ามกลับมีปรากฏการณ์บ่งชี้ว่า “แม่น้ำห้าสาย” นั้น มีคนที่กำลัง “ชักแม่น้ำทั้งห้า” อยู่

แม่น้ำสายที่หนึ่งซึ่งก่อกำเนิดสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. นั้นปรากฏชัดเจนว่า ไม่ได้มีความหลากหลายทางวิชาชีพ แต่เป็นแค่สภาคนกันเองที่ทำให้เวทีของฝ่ายนิติบัญญัติ กลายสภาพเป็นแค่มือไม้ของรัฐบาลและถูกฝ่ายเหนือปฏิบัติเสมือนกับเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา มากกว่าการให้ความเคารพในสถานะของฝ่ายนิติบัญญัติตามระบบถ่วงดุลของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

จึงมิอาจคาดหวังเรื่องการตรวจสอบเพราะการอภิปรายที่ผ่านมาได้ประจาน สนช. ชุดปัจจุบันแล้วว่า เป็นได้แค่ “พวกยอวาที” เท่านั้น

แม่น้ำสายที่สองคือ คณะรัฐมนตรี ก็เต็มไปด้วยการควบตำแหน่งของข้าราชการประจำที่มานั่งแท่นเป็นรัฐมนตรีเพิ่มอีกตำแหน่งหนึ่ง จนเกิดปัญหาถึงขั้นสภามหาวิทยาลัยมหิดล มีมติให้ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ต้องตัดสินใจเลือกว่าจะต้องดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น ขณะเดียวกันทิศทางการปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่ได้เป็นไปในลักษณะของการทำงานเป็นทีม แต่มีการยก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นตัวชูโรงส่วนรัฐมนตรีคนอื่นก็มีหน้าที่เป็นแค่เพียงผู้ตามเท่านั้น

แม่น้ำสายที่สาม คือ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่คุยคำโตกันไว้ว่าจะเป็นอิสระก็มีข่าวฉาวเรื่องการล็อคสเปคตั้งแต่เริ่มต้น โดยเฉพาะระดับจังหวัด จนกระทั่งมีการแก้เกมเพิ่มปริมาณผู้สมัครเพื่อสร้างภาพว่าจำนวนที่มากจะทำให้ไม่สามารถล็อกสเปกได้ ทั้งๆ ที่เรื่องของจำนวนไม่สามารถนำมาเป็นผลลัพธ์ได้ว่าการคัดเลือก สปช. จะเป็นไปโดยอิสระ ไม่มีการล็อกสเปกจริงหรือไม่

เนื่องจากคนที่คัดเลือกคือคณะกรรมการสรรหาจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจ และคณะกรรมการสรรหาระดับจังหวัดส่วนใหญ่ก็คือข้าราชการที่ คสช. สามารถควบคุมได้ ไม่แตกต่างจากคณะกรรมการสรรหาระดับประเทศที่แต่งตั้งโดย คสช. เช่นเดียวกัน

ที่ประหลาดไปกว่านั้นคือ ประธานคณะกรรมการสรรหาสองคนคือ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ มีชัย ฤชุพันธุ์ ยังถ่างขาทำหน้าที่เป็น คสช. อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย จึงเท่ากับว่าเป็นคน “ชงเอง กินเอง” อย่างชัดเจน เพราะคณะกรรมการสรรหาส่งให้ คสช. เลือก ในขณะที่คณะกรรมการสรรหานั้นก็เป็น คสช. ด้วย

การวางระบบเช่นนี้ทำให้เห็นถึงทิศทางที่ไม่ชัดเจนจนไม่สามารถมั่นใจได้ว่า การวางกติกาที่ไม่พร่ามัวจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศได้อย่างไร

แม่น้ำสายที่สี่ คือ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 36 คน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะมาจาก สปช. ที่ คสช. เลือก 20 คน มาจาก สนช. ที่ คสช. แต่งตั้ง 5 คน มาจาก ครม. ที่ คสช. เลือก 5 คน มาจาก คสช. อีก 5 คน โดย คสช. ยังมีบทบาทในการเสนอบุคคลที่จะเป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯด้วย

แม่น้ำสายที่ห้า คือ การคงอยู่ของ คสช. ที่มีอำนาจจากมาตรา 44 อยู่เหนืออำนาจอธิปไตยสามฝ่ายทั้งบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ

จะเห็นได้ว่า คสช. คือ ผู้ที่ “ชักแม่น้ำทั้งห้า” ซึ่งเป็นเส้นทางไปสู่การปฏิรูปประเทศ แต่หากพิเคราะห์ถึงหลักคิดจากการบริหารประเทศที่ผ่านมายังไม่พบว่า คสช. ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางใด เพราะในขณะที่กำหนดว่าคนที่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองต้องไม่เข้ารับตำแหน่งทางการเมือง แต่ คสช. ตั้งคนที่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองมาช่วยงาน ทั้งสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และวิเศษ จูภิบาล อดีตผีบ้านเลขที่ 111 ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองจากคดีทุจริตเลือกตั้งจนมีการยุบพรรคไทยรักไทย

ในขณะที่ คสช. บอกว่าจะปฏิรูปพลังงาน กลับออกนโยบายแยกกิจการท่อก๊าซให้ ปตท. ถือหุ้น 100% โดยไม่รอผลสรุปจากการพิจารณาของสภาปฏิรูปฯว่าจะมีการกำหนดทิศทางการปฏิรูปพลังงานอย่างไร อีกทั้งยังเดินหน้าที่จะขยับราคาก๊าซ และไม่มีการยกเลิกกองทุนน้ำมันที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติว่าขัดกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญที่จะชี้ให้เห็นว่า คสช. มีกึ๋นมากพอที่จะเข้ามาปฏิรูปพลังงาน หรือว่าจะกลายเป็นแค่หุ่นเชิดจากข้าราชการระดับสูงและกลุ่มทุนพลังงานใช้อำนาจรัฐปกป้องทุนเท่านั้น

ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ ให้ดำเนินการตามมติผู้ตรวจการแผ่นดินด้วยการยกเลิกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 23 ธ.ค. 2547 หรือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะขัดกฎหมายและทำให้ประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคเสียประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ไม่เป็นธรรม ลงวันที่ 28 พ.ค. 2557 มาถึงวันนี้ก็เกือบสี่เดือนแล้ว แต่ คสช. ไม่ขยับทำอะไรเลย

นอกจากไม่ดำเนินการให้สถานะกองทุนน้ำมันถูกกฎหมายแล้ว ยังมีการใช้กองทุนน้ำมันที่ขัดกฎหมายเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องผ่านการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. 6 ครั้ง โดยล่าสุดในวันที่ 21 สิงหาคม 2557 มีมติเห็นชอบให้ปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันทั้งเบนซินและดีเซล

จะเห็นได้ว่าหลังจาก คสช. รับทราบมติผู้ตรวจการแผ่นดินที่ระบุว่ากองทุนน้ำมันไม่มีกฎหมายรองรับและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้บริโภคต้องซื้อน้ำมันในราคาที่ไม่เป็นธรรมไปแล้ว ก็ไม่ได้มีการแก้ไขปรับปรุงเพื่อดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่เคยชี้แจงต่อสาธารณะว่าหลักคิดของ คสช. ในเรื่องนี้คืออะไร

เมื่อ คสช. ไม่ขยับ ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ต้องเดินหน้าด้วยการส่งเรื่องฟ้องต่อศาลปกครองตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2552 มาตรา 14(1) บัญญัติไว้ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจเสนอเรื่องต่อ ศาลปกครองได้ เมื่อเห็นว่ามีกรณี กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดของบุคคลตามมาตรา 13(1) มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลปกครองโดยไม่ชักช้า เพื่อให้ศาลปกครองพิจารณาวินิจฉัย

กรณีกองทุนน้ำมันผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติว่าขัดกฎหมายและเสนอความเห็นให้ คสช. ดำเนินการแก้ไขแต่ผ่านมาเกือบสี่เดือนก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ต้องส่งให้ศาลปกครองพิจารณายกเลิกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 เรื่องกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ในขณะเดียวกัน ต้องร้อง ป.ป.ช. ให้ไต่สวนเอาผิดกับ ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้อง ฐานละเว้นในการปฏิบัติหน้าที่จนก่อให้เกิดความเสียหายกับประชาชนควบคู่ไปด้วย

แต่ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ทำ ประชาชนก็คงต้องไปยื่น ป.ป.ช. เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นการเมืองที่จ้องเอาผิดใคร แต่เป็นบทพิสูจน์การทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย คือ ผู้ตรวจการแผ่นดิน กับ คสช.
ooo

รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 คืออะไร เปรียบกับแม่น้ำห้าสาย


ที่มา http://www.bloggang.com

รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับนี้เป็นเหมือนกับต้นทางของสายแม่น้ำอีก 5 สายโดย

สายที่ 1 และเป็นสิ่งแรกที่จะเกิดขึ้น คือการเกิดสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะเป็นสภาที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติ มีสมาชิกไม่เกิน 220 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งขึ้นตามคำแนะนำของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เป็นผู้เลือกสรรแล้วนำความขึ้นกราบบังคมทูล สมาชิกทั้ง 220 คนนี้ไม่มีการรับสมัครจึงเป็นเรื่องที่หัวหน้า คสช.จะพิจารณาโดยอาศัยฐานข้อมูลหลายอย่างที่ตอนนี้มีการทำฐานข้อมูลเรียบร้อยแล้วซึ่งครอบคลุมทุกสาขาอาชีพทุกจังหวัดพื้นที่และภูมิภาคครอบคลุมทุกเพศทุกวัย คุณสมบัติสำคัญของคนที่จะเป็นสมาชิก สนช.ต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 40 ปี มีสัญชาติไทย ต้องเป็นผู้ที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองเป็นเวลา 3 ปี คำว่า “ตำแหน่งในพรรคการเมือง” หมายความถึงตำแหน่งหัวหน้า รองหัวหน้าพรรค กรรมการบริหาร ผู้บริหารพรรค แต่ไม่รวมถึงสมาชิกพรรค


แม่น้ำ สายที่ 2 คือ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีไม่เกิน 35 คน ได้รับการแต่งตั้งจากบุคคลใดก็ได้ เป็นข้าราชการประจำก็ได้ เป็นผู้บริหารรัฐวิสาหกิจก็ได้ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ไม่ปกติ ซึ่งใช้เวลาสั้นประมาณเพียง 1 ปี จึงสมควรเปิดทางให้บุคคลผู้มีความ

รู้ความสามารถเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองควบคู่กันไปเป็นรายกรณี ซึ่งก็เป็นไปตามปกติที่เคยปฏิบัติเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวทุกครั้งในอดีตที่ผ่านมา อำนาจหน้าที่คณะรัฐมนตรีแต่เดิม ซึ่งเป็นแบบฉบับที่เคยรู้จักกันมาตลอด มีประการเดียวคือ การบริหารราชการแผ่นดินปัจจุบันนี้อยู่ในระหว่างเวลาที่ไม่ปกติและต้องการที่จะป้องกันขจัดสิ่งที่ถูกกล่าวหาว่าเสียของหรือสูญเปล่าจึงได้กำหนดเป็นครั้งแรกให้ ครม.มีอำนาจเพิ่มขึ้นอีก 2 อย่าง นอกเหนือจากการบริหารราชการแผ่นดิน คืออำนาจหน้าที่ในการดำเนินการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าคณะรัฐมนตรีจะดำริเองหรือมีข้อเสนอมาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือมาจากวงการใดก็ตาม ซึ่งสามารถเชื้อเชิญเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศไทยทั้งสิ้น ไม่ได้จำกัดว่าเป็นอำนาจของผู้ใด แต่เรากำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่คณะรัฐมนตรีโดยถือว่าเป็นคนละส่วนกับการบริหารราชการแผ่นดิน อำนาจที่ 3 ที่เพิ่มให้และเป็นหน้าที่ด้วยนอกเหนือจากการบริหารราชการแผ่นดินการดำเนินการปฏิรูปคือ การสร้างความสามัคคีปรองดองและสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยโดยถือว่าเป็นพันธกิจที่ ครม.ต้องปฏิบัติ

ลำธาร หรือแม่น้ำหรือแคว สายที่ 3 ที่แยกออกไปคือ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งวันนี้หลายคนเริ่มเรียกแล้วว่า สปช.มีสมาชิกไม่เกิน 250 คน มาจากการสรรหาแบ่งมาจากจังหวัดต่าง ๆ 77 จังหวัดโดยสรรหากันมาซึ่งจะมีคณะกรรมการสรรหาคณะละ 1 ชุดใน 1 จังหวัด แล้วก็มองหาคนที่มีความเหมาะสมเข้ามาเป็นผู้แทนจังหวัดโดยเลือกเข้ามาจังหวัดละ 5 คน และให้ คสช.เลือก 1

ใน 5 จะไม่เลือกบุคคลอื่นนอกจาก 5 คนที่ส่งมาไม่ได้ อีก 173 คนเพื่อจะรวมกันให้เป็น 250 คนจะกระจายกันมาจากทั่วประเทศ ไม่ผูกพันกับจังหวัดหรือว่าพื้นที่ใด แต่ผูกพันอยู่กับด้านต่าง ๆ 11 ด้าน มีคณะกรรมการสรรหาประจำด้าน ด้านละ 1 ชุด ตัวคนที่เป็นกรรมการสรรหาจะไม่มีโอกาสได้รับเลือกเป็นสปช.ด้วย คือต้องไม่มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องการสรรหาสมาชิก 173 คนจากทั่วประเทศให้ใช้วิธีการเสนอชื่อกันเข้ามา ห้ามสมัครเอง แต่ต้องมีองค์กร มีนิติบุคคล มีสมาคม มีมหาวิทยาลัย มีสถาบันการศึกษา แม้กระทั่งวัดก็เปิดโอกาสให้เสนอชื่อเข้ามา องค์กรละ 2 คน และกรรมการสรรหา

จะเลือกเฟ้นให้ได้แต่ละด้านด้านละไม่เกิน 50 คน รวมแล้วคงจะได้ประมาณ 50 คนมี 11 ด้านก็ได้รายชื่อ 550 คน ส่งไปที่ คสช. ที่จะเลือกเอาจากแต่ละด้านให้เหลือ 173 คนไปรวมกับ 77 คน จาก 77 จังหวัด เป็น 250 คน

อำนาจหน้าที่ของ สปช.ข้อที่ 1 ก็คือการเสนอแนะแนวทางการปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ มีคนสงสัยว่าเสนอแล้วเอาไปทำอะไร คำตอบคือเสนอแล้ว สามารถปฏิบัติได้เลยโดยไม่ต้องรอกฎบัตรกฎหมายมารองรับก็ให้ส่งไปยังรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือบอกไปที่ คสช.ก็จะรับไปดำเนินการตามนั้น ถ้าเรื่องใดต้องมีกฎหมายรองรับจะขอให้สมาชิกสภาปฏิรูปนั่นเอง เพื่อยกร่างกฎหมาย และนำไปเสนอต่อ สนช.อำนาจหน้าที่ ข้อที่ 2 คือการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะมีคณะกรรมาธิการไปยกร่างจัดทำขึ้น

แม่น้ำ สายที่ 4 คือ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมี 36 คน มาจากสมาชิก สปช.เสนอ 20 คน มาจาก สนช.เสนอ 5 คน มาจาก ครม.เสนอ 5 คน และมาจาก คสช.เสนอ 5 คน แต่ คสช.จะเสนอคนไปเป็นประธาน

คณะกรรมาธิการยกร่างด้วยอีก 1 คนจึงรวมเป็น 36 คนเรียกว่า คณะกรรมาธิการ

ยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งจะมีอำนาจมากซึ่งต้องอาศัยความรู้ความสามารถเป็นพิเศษและทำงานแข่งกับเวลาเพราะเราให้เวลาทำงานเพียง 120 วันหรือ 4 เดือนเท่านั้น สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จแต่มันต้องมีเวลาก่อนหน้าและหลังจากนั้น จึงใช้เวลายาวนานมากกว่า 4 เดือน แต่การยกร่างเป็นฉบับหนึ่งออกมาให้คนเห็นทั้งประเทศ 4 เดือน ต้องเสร็จ ถ้าไม่เสร็จก็ต้องมีบทลงโทษ คณะกรรมาธิการจะต้องไม่เคยดำรงตำแหน่งในทางการเมืองใน 3 ปีก่อนย้อนหลังคือ พยายามเอาคนปลอดจากการเมืองมาร่างและห้ามคนที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่าง ๆ นั่นแปลว่าคุมในเรื่องอดีตและคุมในเรื่องอนาคตด้วยว่าคณะกรรมาธิการยกร่าง 36 คนนี้ จะไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ในอนาคตต่อไปไม่ได้ภายใน 2 ปี ฉะนั้นคนที่จะเป็นกรรมาธิการยกร่างฯนั้น นอกจากมีความรู้ความสามารถ มีเวลา มีความคิดก็จะต้องเสียสละเป็นพิเศษที่จะมาทำหน้าที่นี้ เมื่อร่างเสร็จก็จะเอาไปให้ สปช.ให้ความเห็นชอบ แต่ก่อนหน้านั้นจะมีการขอแก้ไขหรือที่เรียกว่าแปรญัตติ ถ้ากรรมาธิการเห็นชอบก็แก้ตาม แต่ถ้ากรรมาธิการไม่เห็นชอบกรรมาธิการจะมีสิทธิเด็ดขาดในเรื่องนี้ที่จะปกป้องรักษาร่างรัฐธรรมนูญของตนไว้ และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้คณะกรรมาธิการยกร่างไปร่างตามใจชอบจนแหวกแนวเกินไปและพิสดาร โลดโผน หรือขาดอะไรบางอย่างที่ควรจะมี จนกระทั่งกล่าวหากันอีกว่า เสียของ หรือสูญเปล่า รัฐธรรมนูญชั่วคราวจึงกำหนดกรอบด้วยว่า กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องร่างภายใต้กรอบสำคัญ 4 ด้าน

แม่น้ำหรือลำธารสายสุดท้าย สายที่ 5 คือ คสช.ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้ยังคงอยู่ต่อไป เพียงแต่อาจเพิ่มจำนวนขึ้นมาเป็นไม่เกิน 15 คน อำนาจหน้าที่นั้นมีเพียงแค่ 1.เสนอแนะให้รัฐมนตรีพิจารณาปฏิบัติในเรื่องใด ถ้าคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วจะไม่ทำก็ได้ 2.คือขอเชิญคณะรัฐมนตรีประชุมร่วมกันเพื่อหารือปัญหาสำคัญของประเทศ ถ้า คสช. ไม่เชิญไป คณะรัฐมนตรีจะเชิญมาก็ได้ ซึ่งเป็นแบบแผนปกติในรัฐธรรมนูญชั่วคราวทุกฉบับ ไม่มีที่ใดเลยในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้ที่กำหนดให้ คสช.มีอำนาจปลดรัฐมนตรีหรือปลดนายกรัฐมนตรี ดังที่มีผู้ร่ำลือ ไม่มีที่ใดกำหนดให้ คสช. เป็นพี่เลี้ยง หรือ เปลือกหอย ให้แก่คณะรัฐมนตรี ไม่มีที่ใดกำหนดให้ คสช. มีอำนาจบังคับบัญชาคณะรัฐมนตรี หรือ ข้าราชการประจำใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ให้ คสช.มีอยู่เพื่อจะช่วยดูแลแบ่งเบาภาระคณะรัฐมนตรีในด้านความมั่นคงการรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อคณะรัฐมนตรีจะได้ทำงานบริหารแผ่นดินโดยไม่วอกแวกกับปัญหาที่อาจแทรกซ้อน สอดแทรกเข้ามาในช่วงเวลาประมาณ 1 ปีนี้

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ คสช.มีอำนาจที่จะจัดการในเรื่องต่าง ๆ ได้ในกรณีเกิดความจำเป็นสุดขีด โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปหาวิธีการนอกรัฐธรรมนูญอื่นใดอีกจึงได้กำหนดไว้ในมาตรา 46 ให้ คสช.ใช้อำนาจพิเศษที่สื่อมวลชนบางท่านอ่านแล้วอาจเข้าใจผิดไปพาดหัวว่า คสช.มีอำนาจนิติบัญญัติบริหารตุลาการนั้นไม่เป็นความจริง มีแต่เพียงอำนาจพิเศษตามมาตรา 46 ว่าหากเกิดกรณีจำเป็นต้องใช้อำนาจเพื่อการสร้างสรรค์ไม่ใช่ใช้เพื่อกำราบปราบปรามอย่างเดียว คสช.อาจใช้อำนาจพิเศษนี้ได้แม้เป็นการใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติบริหารตุลาการ อำนาจนี้คงไม่ได้ใช้บ่อยครั้งซึ่งคณะที่ยึดอำนาจในอดีตมีอำนาจนี้เกือบทุกยุคทุกสมัย แต่ไม่ได้ปรากฏว่าได้ใช้ทุกยุคทุกสมัยและได้ใช้ในยามที่ไม่อาจใช้กระบวนการปกติได้เท่านั้นเพื่อจะต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้ไปใช้วิธีการนอกรัฐธรรมนูญอื่นใดอีกที่สำคัญคืออาจจะใช้เพื่อการสร้างสรรค์ ทำในสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

สุดท้ายอาจมีคำถามในใจหลายคนว่ารัฐธรรมนูญฉบับหน้า คือฉบับที่ 20 ที่จะไปร่างกันนั้น ร่างเสร็จแล้วจะเปิดให้ลงประชามติหรือไม่ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เขียนไว้ แต่ก็ไม่ได้ปิดทาง เป็นสิ่งที่สามารถที่จะไปพิจารณากันตามความจำเป็นในอนาคตได้ ข้อสำคัญก็คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ทำสิ่งซึ่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวในอดีตไม่ได้เขียนไว้ แต่มีเขียนในครั้งนี้ข้อหนึ่งคือ เมื่อใดที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือฉบับที่ 19 ชั่วคราวนี้ มีปัญหาอย่างใดที่สมควรแก้ไขเพิ่มเติมให้สมบูรณ์แม้จะเป็นฉบับชั่วคราว ครม.และคสช.จะจับมือกันเสนอต่อ สนช.เพื่อขอแก้ไขเพิ่มเติมบางเรื่องที่บกพร่องอยู่หรือควรจะมีแม้จะเป็นฉบับชั่วคราวแต่สามารถแก้ไขได้ในอนาคตคือได้พยายามทำให้มีความยืดหยุ่นที่สุด

และสุดท้ายอะไรที่มีคำถามในใจขออนุญาตตอบก่อนที่จะมีการถามในตอนหลังว่าลำธาร 5 สาย จะอยู่ไปนานจนถึงเมื่อใด คำตอบตัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันอยู่ไปจนมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ต้องเลิกแน่ สนช.นั้นจะอยู่ไปจนถึงวันที่มีการเลือกตั้งสภาชุดหน้าคือมี ส.ส.สมัยหน้าเมื่อใด สนช.ก็ไม่จำเป็นก็หมดไป ครม.จะอยู่ไปกระทั่งถึงเมื่อมี ครม.ชุดใหม่มารับไม้ส่งต่อ สปช.จะอยู่ไปถึงเมื่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้น และเขียนเกี่ยวกับ สปช.อย่างไรก็ให้เป็นไปตามอย่างนั้น รัฐธรรมนูญฉบับหน้าอาจเขียนให้สภาปฏิรูปอยู่ทำหน้าที่ปฏิรูปเรื่องที่ค้างคาอยู่ต่อไปก็ได้หรือว่าจะไม่ให้อยู่เพราะจะเวนคืนอำนาจนี้ให้เป็นของ ส.ส.ที่เข้ามาก็ได้ก็ฝากไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะทำหน้าที่เสร็จ และหมดไปเมื่อใดก็เมื่อร่างเสร็จลงพระปรมาภิไธยเสร็จประกาศใช้ คณะกรรมาธิการฯ ก็สิ้นไปเมื่อนั้น และ คสช.จะอยู่ไปจนถึงเมื่อใดโดยหลักเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งคงไม่เขียนเรื่อง คสช.เอาไว้ในฉบับใหม่อีก คสช.ก็จะหมดไปเมื่อนั้น ทั้งหมดนี้คือแผนและขั้นตอนที่จะเกิดขึ้นนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปภายในระยะเวลา 1 ปีบวกลบ ก็ขอกราบเรียนเพื่อความเข้าใจ

หมายเหตุ...เป็นเนื้อหาส่วนสำคัญที่ ดร.วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาคสช.ชี้แจงรายละเอียดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ตึกสันติไมตรีหลังนอก ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 ก.ค.

ข้อมูลข่าวจาก เดลินิวส์

ความสำคัญของการสื่อสารทางการเมืองของผู้นำ ยิ่งผู้ส่งมีตำแหน่งสูงมากผลกระทบยิ่งมาก และถ้าผู้ส่ง เป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ ผลกระทบก็ระดับชาติ !


โดย : ดร.นันทนา นันทวโรภาส
คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก
วันที่ : 17 กันยายน 2557
ที่มา http://drnantana.blogspot.com/

“จงคิดทุกอย่างที่พูด แต่อย่าพูดทุกอย่างที่คิด”

สำนวนนี้ใช้เพื่อเตือนสติในการพูดของคนทั่วๆไป ว่าอะไรควรพูดและอะไรไม่ควรพูด เพราะถ้าใช้สมอง “คิด” ก่อน ก็ย่อมกลั่นกรองได้ว่าอะไรเหมาะสมที่จะนำมาพูด และอะไรที่ไม่ควรพูด

แต่สำหรับผู้นำ การพูดผ่านสื่อมวลชน ซึ่งถือเป็นการสื่อสารทางการเมือง ย่อมส่งผลต่อคนทั้งประเทศ และรวมไปถึงนานาประเทศที่ติดตามข่าวสารด้วย

ดังนั้นการสื่อสารของผู้นำ จึงมีความสำคัญยิ่ง จำเป็นต้องผ่านการ คิด วิเคราะห์ กลั่นกรอง วางแผน และเตรียมการทุกขั้นตอน ก่อนที่จะถูกนำมาถ่ายทอดสู่ประชาชน!!

การสื่อสารทางการเมือง จะมีความสำคัญและส่งผลกระทบในวงกว้างเพียงใด ขึ้นอยู่กับสถานะของผู้ส่งสาร ยิ่งผู้ส่งมีตำแหน่งสูงมากผลกระทบยิ่งมาก และถ้าผู้ส่ง เป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ ผลกระทบก็ระดับชาติ !

การสื่อสารของผู้นำส่งผลกระทบอย่างไร?

ผลกระทบภายในคือความเชื่อมั่นของประชาชนในชาติ เมื่อผู้นำพูด ประชาชนจะฟัง ดังนั้น สิ่งที่ออกจากปากผู้นำ จึงเทียบเท่ากับดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่น ให้กับคนในชาติ หากผู้นำขาดทักษะในการสื่อสาร พูดโดยขาดความรู้ พูดโดยขาดการไตร่ตรอง พูดโดยขาดข้อมูล พูดตามอารมณ์ ย่อมส่งผลให้ประชาชนขาดความมั่นใจในการบริหารประเทศไปด้วย

ผลกระทบภายนอกคือ ความเชื่อมั่นต่อนานาประเทศ ในยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาก้าวหน้าถึงขีดสุดเช่นในปัจจุบัน ข่าวสารที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ย่อมถูกถ่ายทอดผ่านสำนักข่าวสากลไปทั่วโลก แม้ท่านผู้นำจะพูดเป็นภาษาไทย ก็ไม่เกินวิสัย ที่ผู้สื่อข่าวจะถอดความเป็นภาษาอังกฤษ ส่งไปยังผู้ที่รู้ภาษาอังกฤษกว่าค่อนโลก และนั่นย่อมหมายถึง ชาวต่างชาติก็ย่อมประเมินสถานะ ความน่าเชื่อถือของประเทศ ผ่านการสื่อสารของผู้นำนั่นเอง

การสื่อสารจึงนับเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการบริหารประเทศให้บรรลุเป้าหมาย กล่าวคือ การนำเอาการสื่อสารมาโน้มน้าวจูงใจให้ประชาชนสนับสนุนแนวทางนโยบายสาธารณะที่รัฐบาลจัดทำ ใช้การสื่อสารในการเร้าระดมการมีส่วนร่วมในโครงการต่างๆ ใช้การสื่อสารอธิบายข้อเท็จจริง และสร้างความเข้าใจในการบริหารประเทศ ซึ่งหากผู้นำสื่อสารได้ดี นอกจากจะได้รับการสนับสนุนให้ทำงานจนครบวาระแล้ว เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็ย่อมจะได้รับการสนับสนุนให้กลับมาบริหารประเทศอีก แต่หากสื่อสารไม่ดี ไม่มีผลงาน ประชาชนก็ย่อมหันไปแสวงหาทางเลือกใหม่ ตามวิถีทางประชาธิปไตย

กรณีผู้นำประเทศในภาวะวิกฤติ ที่มิได้มาจากการเลือกตั้ง ก็มิได้อยู่ในข้อยกเว้น ของการสื่อสารทางการเมือง ตรงกันข้าม กลับยิ่งต้องใช้การสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากกว่า เพื่อแสดงให้ประจักษ์แก่สาธารณะชนว่า แม้มิได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็สามารถสร้างการยอมรับสนับสนุนให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนได้

Harold Lasswell นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ได้เน้นย้ำว่าผลของการสื่อสาร คือตัวชี้วัดประสิทธิผลทางการเมือง ดังนั้นเป้าหมายของการสื่อสารทางการเมือง ก็คือผู้รับสารที่เป็นประชาชน ทั้งในและนอกประเทศ ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าจะเปิดใจผู้รับสารให้ยอมรับและคล้อยตามได้อย่างไร

ประการแรก ผู้ส่งสารต้องเชื่อในความเท่าเทียมกันของผู้ส่งกับผู้รับสาร ไม่มีความคิดว่าผู้รับสารด้อยกว่า โง่กว่า รู้น้อยกว่า ดังนั้นผู้ส่งสารจึงต้องสื่อสารด้วยเรื่องจริง อย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่ปกปิดข้อมูล ไม่สื่อสารด้วยข้อมูลด้านเดียว (โดยเชื่อเอาเองว่า ผู้รับสาร ไม่มีทางรู้ความจริง หรือ เชื่อว่าไม่ควรพูดเรื่องจริง เพราะจะทำให้ผู้รับสารสับสน เพราะผู้รับสารขาดวิจารณญาณที่ดี)

ประการที่สอง ต้องให้เสรีภาพแก่ผู้รับสาร ในการเลือกเปิดรับสื่อของผู้นำ เช่นไม่จำกัดให้มีการถ่ายทอดทุกช่องทาง การกำหนดให้เปิดรับสื่อแบบไม่มีทางเลือกในเวลาที่ผู้รับสารต้องการรับความบันเทิง นอกจากจะไม่สามารถสร้างความยอมรับแล้ว ยังเป็นการผลักให้ผู้รับสาร หนีไปเปิดรับสื่ออื่นๆทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งเท่ากับปิดรับสารนั้นไปโดยปริยาย

ประการที่สาม ลีลาการนำเสนอ อันประกอบไปด้วย เรื่องของบุคลิกภาพการแต่งกาย การแสดงออก กิริยา ท่าทาง สีหน้า สายตา น้ำเสียง ต้องสอดคล้องกับความพึงพอใจของผู้รับสาร นั่นคือ ต้องเร้าความสนใจ ดึงดูดใจของผู้รับสาร ในขณะเดียวกันก็ต้องดูน่าเชื่อถือ มีพลัง เพราะการสื่อสารของผู้นำย่อมแตกต่างจากจากดารานักแสดง ที่เพียงให้ความบันเทิงเท่านั้น

ประการที่สุดท้าย ซึ่งมีความสำคัญมากที่สุด นั่นคือการเลือกใช้เนื้อหา รวมทั้งถ้อยคำภาษา ต้องคำนึงถึงกาลเทศะ เช่นการแถลงนโยบายในสภา ต้องทำอย่างสง่างาม มีแบบแผน ให้ความเคารพต่อสถานที่และให้เกียรติผู้ฟัง ไม่ควรกล่าวผรุสวาท กล่าวพาดพิง เสียดสีประชดประชัน อันจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือในพิธีการอันสำคัญนี้ เช่นเดียวกับการแถลงข่าว การบรรยาย การอภิปรายในที่สาธารณะ ที่มีสื่อมวลชน คอยถ่ายทอดข้อมูลอยู่ ผู้นำ จำเป็นต้องควบคุมอารมณ์ ระมัดระวังการใช้เหตุผล ไม่ควรพูดทีเล่นทีจริง ซึ่งจะสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศ ตัวอย่างเช่น การพูดเชิงเสียดสีว่า หากต้องการให้ยางราคาดี ให้ไปขายบนดาวอังคาร หรือการพูดว่าน้ำท่วมแก้ได้ง่ายเพียงทุกคนสร้างบ้านใต้ถุนสูงก็ไม่โดนน้ำท่วมแล้ว หรือการเชิญชวนให้ทุกคนช่วยกันเก็บผักตบชวาคนละสิบยี่สิบต้น ผักตบชวาก็จะสูญพันธุ์ในที่สุด หรือแม้แต่การพูดถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ว่าไม่ควรใส่ชุดบิกินี เพราะไม่ปลอดภัย ยกเว้นแต่คุณจะเป็นคนไม่สวย ......ฯลฯ คำพูดเหล่านี้ ย่อมถูกสื่อมวลชนหยิบยกไปนำเสนอ เป็นภาพสะท้อนภาวะผู้นำ ไปสู่การรับรู้ของประชาชนไทยและประชาคมโลกในเวลาเดียวกัน โดยไม่ต้องบิดเบือนข้อมูลใดๆ เพราะเป็นการพูดออกจากของผู้นำเอง !

ดังนั้น ผู้นำทั้งหลายหากต้องการให้ภาพลักษณ์ของตนเองดูดี มีปัญญา เพียบพร้อมด้วยภาวะผู้นำ ก็คงต้องสะกดเก็บคำพูดที่ไม่เหมาะสมของตนเองไว้ โดยยึดคำคมที่ว่า “คำพูด เมื่อยังไม่พูด เราเป็นนายมัน แต่เมื่อพูดแล้ว มันเป็นนายเรา”

จะเห็นได้ว่า การสื่อสารทางการเมืองไม่ใช่เรื่องของสามัญสำนึก (common sense) แต่เป็นศาสตร์ที่ผู้นำต้องเรียนรู้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารงานให้บรรลุเป้าหมาย และหากฝึกฝนทักษะการสื่อสารจนเกิดความชำนาญ ก็ย่อมสามารถใช้พลังของการสื่อสาร มาสร้างความเชื่อมั่นทางการเมืองจนเกิดประโยชน์สูงสุดได้ แต่ ในทางกลับกัน หากใช้ไม่เป็น การสื่อสารก็จะกลายเป็นอาวุธที่หันมาทำลายผู้ใช้เสียเอง
ooo

เรื่องเกี่ยวข้อง...

นักวิชาการชี้ ลีลาการพูด พล.อ.ประยุทธ์ ในสภาฯ ไม่เหมาะกับการแถลงนโยบาย
https://www.youtube.com/watch?v=XqUW5X269c8

วันนี้ (12 ก.ย.57) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้เวลาเพื่อแถลงนโยบายของรัฐบาล ต่อ สนช.กว่า 2 ชั่วโมง นับว่าเป็นเป็นการพูดต่อสาธารณะที่นานที่สุดครั้งหนึ่งหลังจากที่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งลีลาและการพูด ที่พล.อ.ประยุทธ์ สื่อสาร ถูกจับตามองและถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด เช่นเดียวกับการสื่อสารวันนี้ ที่นักวิชาการมองว่ายังไม่เหมาะสมกับการแถลงนโยบาย ที่เป็นพิธีการสำคัญของการเริ่มต้นบริหารประเทศ

ที่มา Thai PBS News

ชมคลิป "บิ๊กตู่" โต้ผู้สื่อข่าวอาวุโส "เจ๊ยุ" ดุเดือด ขนาด 'ผมไม่ได้โมโห'



คลิป "บิ๊กตู่" โต้ผู้สื่อข่าวอาวุโส "เจ๊ยุ" ดุเดือด ก่อนเอ่ยปากชวน "ป้า เป็น รมว.พาณิชย์"
ที่มา มติชนออนไลน์

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 25 กันยายน ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าครั้งที่ 1/2557 ประจำเดือนกันยายน โดยในช่วงหนึ่ง บรรยากาศค่อนข้างตึงเครียด เมื่อเกิดการโต้ตอบระหว่างนายกฯกับ เจ๊ยุ ยุวดี ธัญญศิริ ผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำทำเนียบรัฐบาล

ตอนหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ตอบคำถาม กรณี นิตยสารTIME ของอังกฤษ โจมตีการทำงานของตำรวจไทย ในการคลี่คลายคดีฆาตกรรมสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า ว่า เราก็อย่าไปช่วยเขาโจมตี เราก็รู้อยู่ว่าเรื่องนี้คงไม่ง่าย เนื่องจากพื้นที่เป็นเกาะ มีการใช้เรือและมีการคนสัญจรเป็นพันซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ติดตามหมดทุกคน เชื่อว่าเดี๋ยวเจ้าหน้าที่ต้องรู้ แต่ถ้าเร่งรัดมากอาจจะผิดตัว วันนี้เราพยายามใช้นิติวิทยาศาสตร์เข้าช่วย จะไม่มีการจับแพะเพราะถ้าตรวจดีเอ็นเอแล้วไม่ใช่ก็คือไม่ใช่

เมื่อถามว่า ปัญหามาจากอะไร ที่ทำให้ยังจับคนร้ายไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ปัญหาก็คือมีคนไปทำความผิดฆ่าคนตาย การแก้ปัญหาก็คือแก้ปัญหา แต่อย่ามาบอกว่า ผิดเพราะมีผู้มีอิทธิพล มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีความสามารถ พูดอย่างนี้มันไม่ได้อะไรขึ้นมา

"มีหลายคดีมั้ยที่ยังจับผู้ร้ายไม่ได้ จับได้หมดทุกคดีเลยเหรอ มันก็สืบจับเมื่อไหร่ก็ได้ อันนี้ยิ่งกวดขันที่สุดแล้ว ทุกเช้าต้องรายงานมาทุกวัน นี่กวดเขาแล้วนะคดีอื่นผมไม่ได้ไปกวดเขาเลยนะ ผมว่าเขาเต้นกันผ่างๆๆ หมด แต่ปัญหาอยู่ที่ความยากง่ายของคดีมันเป็นยังไง เพราะการกระทำความผิด เขารู้ว่าต้องสอบจากอะไรยังไง เราต้องไปแก้ตรงนั้น ไปช่วยรัฐ นิตยสารต่างประเทศเขาพูดมาท่านก็อย่าไปขยายความให้เขา ประเทศชาติเสียหาย เรามาแก้ของเรา ถ้าเราไม่แก้กันเองแล้วใครจะมาแก้ ไทม์เขาจะมาแก้ให้เรามั้ย" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

เมื่อซักต่อว่า เขามาชี้ให้เราไปให้ถูกทาง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ให้ไทม์ส่งคนมาชี้ ชอบไปรับอำนาจคนอื่นเขามาเรื่อย ผมไม่เข้าใจ ไปเอามาถ้ามีข้อมูลอะไรไปหามาแล้วส่งมาเป็นทางการ"

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เจ้าหน้าที่ของเรามีฝีมือหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงมีอารมณ์ว่า "ไม่มีมั้ง" และว่า ตำรวจทั้งประเทศมี 8 แสนกว่าคน ท่านบอกว่าตำรวจไม่ได้เรื่อง ตนถามว่าเขาจะมีกำลังใจทำงานหรือไม่ แล้วคดีอื่นๆอีกเท่าไร เฉพาะคดีนี้คดีเดียวตำรวจเสียหายทั้งกรมเลยหรือไม่ มันก็ไม่ใช่ ฉะนั้นพูดอะไรกันต้องระมัดระวังหน่อยให้เกียรติคนที่เขาทำงาน คนทำงานดีก็มีคนไม่ดีก็มีตนไม่ได้ปกป้องคนไม่ดี ถ้าเราไปทำให้องค์กรเสียหายต่อไปเขาจะทำงานหรือไม่ เรากำลังจะพัฒนาจะปฏิรูปตำรวจก็บอกว่าไม่สำเร็จอีก ก็มันดูถูกกันตั้งแต่วันแรก ครไทยด้วยกันดูถูกคนไทยด้วยกันแล้วมันจะทำอะไรสำเร็จ ตนขอถามหน่อย

ผู้สื่อข่าว ตอบโต้ว่า สื่อเองเขาหวังดีต่อประเทศชาติเช่นกัน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แต่วิธีการของสื่อ ควรพูดให้ดีกว่านี้หน่อย ตนรับไม่ได้ตรงที่ท่านมองแบบดูถูกคนไปหมด เขาเป็นตำรวจมา 30 กว่าปี ท่านเคยไปสอบสวนใครเหมือนที่เขาทำหรือไม่ ถ้าท่านมองคนแบบนี้อยู่กันไม่ได้ทะเลาะกันแบบเดิม

คำแถลงของที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ ซูซาน อี. ไรซ์ เรื่องภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Southeast Asia and the U.S.: Remarks by Susan Rice and K. Shanmugam
http://www.youtube.com/watch?v=oEkNOEDtlG0

Published on Sep 22, 2014
On September 22 , Foreign Policy at Brookings hosted Ambassador Susan E. Rice, Assistant to the President of the United States for National Security Affairs, and H.E. Mr. K. Shanmugam, Minister for Foreign Affairs and Minister for Law of the Republic of Singapore for remarks at an event launching the activities of the Lee Kuan Yew Chair in Southeast Asia Studies at Brookings.

ซูซาน อี. ไรซ์ เริ่มนาทีที่ 13
...

ทำเนียบขาว
สำนักงานเลขานุการฝ่ายข่าว

คำแถลงของที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ ซูซาน อี. ไรซ์
เรื่องภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ณ สถาบัน Brookings Institution
กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

สวัสดีค่ะทุกท่าน ดิฉันรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้กลับมาที่ Brookings อีกครั้งหนึ่ง ดิฉันอยู่ที่นี่ 6 ปี และเนื่องจากคุณแม่ของดิฉันและดิฉันต่างทำงานที่นี่เป็นเวลานาน เรารู้สึกว่าที่นี่เหมือนบ้านของเรา ดิฉันได้พบเพื่อนร่วมงานที่น่าชื่นชมและทรงภูมิจำนวนมากที่นี่ ซึ่งดิฉันยังคงมาขอรับคำแนะนำและความช่วยเหลืออยู่ และช่วงเวลาที่ดิฉันทำงานอยู่ที่นี่คือครั้งสุดท้ายที่ดิฉันได้นอนครบ 7 ชั่วโมง เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงคิดถึงที่นี่มาก Strobe และ Martin ขอบคุณค่ะที่เชิญดิฉันมาในวันนี้

ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาที่นี่พร้อมกับท่านรัฐมนตรีต่างประเทศ Shanmugam ประธานาธิบดีโอบามาและดิฉันได้พบกับประธานาธิบดีลีที่ทำเนียบขาวเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เพื่อยืนยันความร่วมมือระหว่างสิงคโปร์กับสหรัฐอเมริกา ดิฉันคิดว่า เป็นการเหมาะสมยิ่งที่ตำแหน่งประธานของเอเชียอาคเนย์ศึกษาของ Brookings ตั้งชื่อตามท่านลี กวน ยู ผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคนี้

เราอาจกล่าวได้ว่า สิงคโปร์เป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของเป้าหมายการพัฒนาที่ประเทศทั้งหลายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังดำเนินการเพื่อให้บรรลุผล ประชาชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เชื่อมโยงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งภายในภูมิภาคเดียวกันและกับเศรษฐกิจของโลก ระบอบเผด็จการที่ฝังรากลึกได้เปิดทางให้กับประชาธิปไตยใหม่ๆ และตลอดทั้งภูมิภาคนี้ ประชาชนเริ่มมีบทบาทมากขึ้นทุกขณะในการปกครองตนเองและในการดำเนินชีวิตด้านประชาสังคม ดังที่ประธานาธิบดีโอบามากล่าวไว้ที่ประเทศมาเลเซียเมื่อต้นปีนี้ว่า “บางที อาจไม่มีภูมิภาคใดในโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน” ตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาพร้อมกับอิทธิพลและโอกาสที่เพิ่มมากขึ้นในการมีบทบาทบนเวทีโลก บทบาทของเอเชียที่มีเพิ่มขึ้นในกิจการระหว่างประเทศเป็นผลมาจากความมีส่วนร่วมที่ไม่น้อยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นคือสาเหตุว่า เหตุใดประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงมีความสำคัญและจะยังมีความสำคัญต่อนโยบายปรับดุลยภาพกับภูมิภาคเอเชียของสหรัฐฯ เราถือว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นประเทศหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกันในภารกิจของเราเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ที่จะส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าและการพัฒนา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศต่างๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่การปกครองระบอบประชาธิปไตย และเพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชนให้ประชาชนทุกคน ประธานาธิบดีโอบามาจะยังคงดำเนินภารกิจนี้เมื่อท่านไปเยือนภูมิภาคนี้อีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน รวมทั้งการแวะที่ประเทศจีนเพื่อร่วมการประชุมเอเปค ที่ประเทศพม่าเพื่อร่วมการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกและที่ประเทศออสเตรเลียเพื่อร่วมการประชุมสุดยอดของประเทศสมาชิกกลุ่ม G20

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดของภูมิภาคนี้มีความสำคัญยิ่งต่อความเจริญรุ่งเรืองของอเมริกา กลุ่มประเทศอาเซียนเมื่อรวมกันแล้วนับเป็นกลุ่มเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับเจ็ดของโลกและอันดับสี่ของประเทศคู่ค้าของอเมริกา สหรัฐอเมริกาลงทุนในอาเซียนมากกว่าประเทศใดๆ ในเอเซีย และเนื่องจากอาเซียนมีประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก อาเซียนจึงยิ่งมีความสำคัญต่ออนาคตของเศรษฐกิจของสหรัฐฯ นั่นคือเหตุผลว่า เหตุใดเราจึงมุ่งมั่นดำเนินการความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ Trans-Pacific Partnership – TPP หนึ่งในสามของประเทศคู่ความร่วมมือ TPP เป็นประเทศในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ เวียดนามและมาเลเซีย ซึ่งสำหรับประเทศเหล่านี้ ข้อตกลงที่มีมาตรฐานสูงหมายถึงการมีความยึดมั่นในพันธกิจใหม่ๆ อย่างจริงจัง อย่างไรก็ดี ข้อตกลงดังกล่าวจะเอื้อประโยชน์อย่างมากต่อเศรษฐกิจของเราทุกประเทศ และเรามุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือประเทศคู่ความร่วมมือของเราสามารถดำเนินการตามข้อกำหนดของ TPP ได้ และสามารถสร้างโอกาสเพื่อการค้าและการลงทุนที่มีความสำคัญยิ่งขึ้นอันเป็นผลสืบเนื่องจากข้อตกลงนี้

สหรัฐฯ กำลังดำเนินการเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเดือนมิถุนายน รัฐมนตรี Pritzker ได้นำคณะผู้แทนนักธุรกิจชาวอเมริกันไปเยือนฟิลิปปินส์ เวียดนามและพม่าเพื่อสำรวจโอกาสทางการค้าใหม่ๆ เอกอัครราชทูต Froman ได้พบกับเอกอัครราชทูตของประเทศกลุ่มอาเซียนทั้งหมดในพม่าเมื่อเดือนที่แล้ว พวกเราร่วมกันส่งเสริมการเติบโตที่มีฐานกว้างและยั่งยืนเพื่อว่าประเทศเศรษฐกิจต่างๆ จะสามารถแข่งขันกันได้จากจุดยืนที่เท่าเทียมกันและทุกคนในทุกระดับของสังคมจะต่างมีส่วนร่วมในความเจริญรุ่งเรือง นอกจากนี้ ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในทวีปเอเชีย สหรัฐฯ เป็นพันธมิตรที่ยาวนานกับไทยและฟิลิปปินส์ และเรายังมีความร่วมมือด้านความมั่นคงที่สำคัญกับสิงคโปร์ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโอบามาและประธานาธิบดีอาคิโนได้ประกาศข้อตกลงความร่วมมือด้านกลาโหมเพิ่มเติม (Enhanced Defense Cooperation Agreement) ซึ่งจะกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกองทัพของเราทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ เรายังกำลังดำเนินการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประเทศอื่นๆ อีกเช่น มาเลเซียและเวียดนาม ซึ่งรวมถึงการพัฒนาสมรรถภาพของประเทศทั้งสองในการมีส่วนร่วมปฏิบัติการเพื่อความมั่นคงทางทะเล

สหรัฐฯ ยังคงร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เราไม่สามารถดำเนินการตามลำพังได้ อาทิ ภัยคุกคามไร้พรมแดน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปฏิบัติการตอบสนองวิกฤตด้านมนุษยธรรมเช่นกรณีไต้ฝุ่นเมื่อปีที่ผ่านมา การต่อต้านความรุนแรงสุดโต่ง และการแก้ไขความขัดแย้งทางทะเลระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างสันติ ในการดำเนินการความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ สหรัฐอเมริกาได้ลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ในการเสริมความเข้มแข็งให้แก่สถาบันต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ซึ่งรวมถึงอาเซียนด้วย ประธานาธิบดีโอบามาได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำประเทศกลุ่มอาเซียนเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2552 และได้กลายเป็นการประชุมประจำปีในปัจจุบัน ประธานาธิบดีโอบามาได้ส่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ไปประจำอาเซียนเป็นคนแรก และวุฒิสภาเพิ่งรับรองให้ Nina Hachigian ดำรงตำแหน่งดังกล่าวในปีต่อๆ ไป ความร่วมมือกับอาเซียนที่เพิ่มขึ้นนี้ได้อำนวยประโยชน์อย่างเห็นได้ชัดแล้ว เช่น การประสานงานที่ดีขึ้นในการปฏิบัติการตอบสนองภัยธรรมชาติ การลงทุนที่เพิ่มขึ้นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคและแหล่งพลังงานสีเขียว ตลอดจนการขยายความร่วมมือด้านความปลอดภัยและความมั่นคงทางทะเลอย่างรวดเร็ว

สหรัฐฯ ดำเนินงานร่วมกับรัฐบาล สถาบันต่างๆ และประชาชน เพื่อเสริมสร้างรากฐานประชาธิปไตยในภูมิภาคและส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เราได้เห็นความสำเร็จที่สำคัญหลายประการ เช่น ในอินโดนีเซีย ที่ได้แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของประชาธิปไตยในประเทศผ่านการเลือกตั้งที่ประสบความสำเร็จและการตัดสินชี้ขาดอย่างสันติ ประธานาธิบดีโอบามารอคอยที่จะได้พบกับว่าที่ประธานาธิบดี Widodo ในเดือนพฤศจิกายนนี้ เราได้เห็นการดำเนินงานที่มีความหวังในพม่า สหรัฐฯ ทำงานร่วมกับรัฐบาลและประชาชนชาวพม่าที่กำลังเดินหน้ากับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยแม้ว่าความท้าทายสำคัญต่างๆ ยังคงมีอยู่ น่าเสียดายที่เราต้องเห็นก้าวถอยหลังที่น่ากังวลด้วยเช่นกัน ดังเช่นในประเทศไทย สหรัฐฯ ยังคงมั่นคงต่อพันธไมตรีที่มีต่อประชาชนชาวไทย แต่เราก็ปรารถนาที่จะเห็นประเทศไทยกลับสู่การปกครองโดยรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยและครอบคลุมทุกภาคส่วนโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังสานความร่วมมือกับประชาชนในภูมิภาคนี้โดยตรงผ่านโครงการต่างๆ เช่น ความริเริ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง (Lower Mekong Initiative) ซึ่งช่วยพัฒนาความสามารถของชุมชนให้จัดหาการดูแลสุขภาพได้ด้วยตนเอง ตลอดจนให้การศึกษาแก่บุตรหลาน และรักษาสิ่งแวดล้อม ในกัมพูชา องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐดำเนินงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่อเพิ่มโอกาสให้เด็กเล็กได้เข้าโรงเรียนมากขึ้น ในอินโดนีเซีย องค์การ Millennium Challenge Cooperation ช่วยเหลือหมู่บ้านต่างๆ ให้สามารถเพิ่มรายได้พร้อมกับลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล สหรัฐฯ ยังได้จัดโครงการ Young Southeast Asian Leaders Initiative (YSEALI) ของประธานาธิบดีโอบามา เพื่อสนับสนุนและเสริมสร้างทักษะแก่เยาวชนทั่วภูมิภาค อีกทั้งเชื่อมโยงเยาวชนเหล่านี้เข้ากับทรัพยากรที่จำเป็นในการรับใช้ชุมชนของตน รวมถึงสร้างธุรกิจใหม่ๆ และก้าวขึ้นเป็นผู้นำรุ่นต่อไป

ประธานาธิบดีโอบามาเปิดโอกาสให้เยาวชนเหล่านี้มาพบปะกันอย่างไม่เป็นทางการเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาที่ประเทศมาเลเซีย เยาวชนกลุ่มนี้มีทั้งผู้ประกอบการ นักกิจกรรม และนักเคลื่อนไหว ทุกคนล้วนน่าประทับใจและช่างคิด อีกทั้งแต่ละคนยังมุ่งมั่นสรรค์สร้างอนาคตที่สดใสกว่า พวกเขาไม่เพียงอยากรู้ว่าจะเป็นผู้นำที่เข้มแข็งขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร แต่ยังอยากรู้วิธีเชื่อมประสานความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา และความเชื่อ เพื่อผสานรวมภูมิภาคที่มีความหลากหลายอย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อให้สามารถดึงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่

นั่นคือเป้าหมายที่เรามีร่วมกัน ทั้งนี้ก็เพราะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีศักยภาพมหาศาล อีกทั้งภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับคำถามสำคัญเกี่ยวกับการปรับตัวในช่วงเวลาที่มหาอำนาจหลายชาติเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การผงาดขึ้นมาของจีน การฟื้นคืนอำนาจของญี่ปุ่น การฟื้นฟูของอินเดีย และการปรับดุลยภาพของอเมริกา พลวัตเหล่านี้มีอยู่จริง และมุ่งมาบรรจบกันที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม ควรนับว่าแนวโน้มเหล่านี้เป็นโอกาสสำหรับความร่วมมือที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขัน ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ควรต้องเลือกข้างระหว่างมหาอำนาจต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องของสหรัฐฯ และจีน การธำรงรักษาอิสรภาพและเอกราชของคู่ความร่วมมือทุกประเทศในภูมิภาคนี้คือหัวใจหลักของนโยบายสหรัฐฯ ต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อันที่จริง ความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับจีนนั้นสำคัญต่ออนาคตของทั้งสองประเทศ สำคัญต่อภูมิภาคนี้ และสำคัญต่อโลก ดิฉันเพิ่งเดินทางไปประเทศจีนเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน และได้พบกับผู้นำอาวุโสของจีนหลายท่าน ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ประธานาธิบดีโอบามาจะพบกับประธานาธิบดีสีอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกระชับความร่วมมือในประเด็นความท้าทายที่สำคัญทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก อันจะสร้างความสัมพันธ์ที่เอื้อให้ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันในประเด็นความสนใจร่วมกัน และสนทนากันอย่างตรงไปตรงมาในส่วนที่เห็นต่างกัน เช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน

ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังคงสร้างเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เข้มแข็งกับชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง และทำงานร่วมกันด้วยฐานะที่เท่าเทียมผ่านการประชุมพหุพาคีต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้แต่ละชาติรักษาอิสรภาพไว้ได้ พร้อมไปกับบ่มเพาะพลวัตกลุ่มที่ส่งเสริมบรรทัดฐานร่วมกันและป้องปรามไม่ให้รัฐที่ใหญ่กว่ากดดันรัฐที่เล็กกว่า นี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่สหรัฐฯ มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันระดับภูมิภาคของเอเชีย เช่น การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก สหรัฐฯ ปรารถนาที่จะสร้างและสนับสนุนลักษณะที่ส่งเสริมการร่วมมือกัน เพื่อกำหนดสิทธิและความรับผิดชอบร่วมกันซึ่งในท้ายที่สุดจะช่วยรับรองว่า ทุกฝ่ายจะได้รับโอกาสการแข่งขันเท่าเทียมกัน

ความท้าทายที่ดิฉันกล่าวถึงในวันนี้ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องใส่ใจอย่างต่อเนื่อง และถึงแม้ว่าจะมีแรงกดดันจากเหตุการณ์ในโลกที่รุมเร้า ทั้งความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ในตะวันออกกลาง ความตึงเครียดกับรัสเซียเรื่องยูเครน และการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในแอฟริกาตะวันตก สหรัฐฯ ยังคงมุ่งให้ความสำคัญกับเอเชีย โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สหรัฐฯ เป็นประเทศในภาคพื้นแปซิฟิก อนาคตร่วมกันของเรานั้นแน่นอนเช่นเดียวกับอดีตร่วมกันของเรา ประชาชนของสหรัฐฯ และประชาชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีวิสัยทัศน์สู่อนาคตร่วมกัน นั่นคืออนาคตที่ลูกหลานของเราได้ไปโรงเรียนและไขว่คว้าความฝันของตนอย่างมั่นใจ อนาคตที่ไม่ว่าใครก็สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้และมีโอกาสประสบความสำเร็จ อนาคตที่สิทธิขั้นพื้นฐานจะไม่มีวันถูกจำกัดหรือถูกปฏิเสธ นี่คือสิ่งที่เราพยายามวางแนวทางตลอดห้าปีที่ผ่านมา นี่คือเหตุผลที่เราร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน ไม่ว่าจะคุ้มครองเส้นทางเดินเรือในมหาสมุทรแปซิฟิกหรือส่งมอบความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ

สายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของเรายิ่งผูกพันแน่นแฟ้นขึ้นทุกปี ในยามนี้ที่เราร่วมมือกันเพื่อก้าวสู่อนาคตร่วมกันต่อไป สหรัฐฯ จะยังคงเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อใจได้และเป็นมิตรแท้ของประชาชนทุกคนในภูมิภาคนี้ ขอบคุณค่ะ