วันอังคาร, มิถุนายน 30, 2569

ความน่ากลัวของ AI... อนาคตที่อาจเป็นได้... AI จะนำ "เศรษฐกิจรูปดัมบ์เบลล์" มา ? ชนชั้นกลางระดับบนจะหายไป สังคมจะเหลือแค่กลุ่มชนชั้นนำ(นายทุน)กลุ่มเล็กๆ กับกลุ่มแรงงานภาคบริการที่ AI ยังแทนที่ไม่ได้ เกิดความเหลื่อมล้ำแบบสุดขั้ว







https://x.com/TheEconomist/status/2071363042818887968

คาร์สัน บล็อก (Carson Block) ผู้ก่อตั้ง Muddy Waters Research ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการทำชอร์ตเซลและการมองโลกในแง่ร้ายแบบจี้จุด (Short-seller) มักจะโยนระเบิดความคิดแบบนี้ใส่ตลาดเสมอ แต่ประโยคที่ว่า "จุดจบของสัญญาประชาคม (Social Contract)" ถือเป็นคำเตือนที่หนักหน่วงและชวนให้คิดต่อในหลายมิติครับ

คำว่า "สัญญาประชาคม" ในบริบทนี้คือกติการ่วมกันของสังคมยุคใหม่ที่ว่า “ถ้าคุณตั้งใจเรียน คว้าปริญญา และใช้สมองทำงานในออฟฟิศ คุณจะได้ผลตอบแทนเป็นรายได้ที่สูง ความมั่นคงในชีวิต และสถานะทางสังคม” หาก AI สามารถทลายกำแพงนี้ลงได้ โครงสร้างสังคมที่เราคุ้นเคยจะสั่นคลอนทันที

นี่คือการวิเคราะห์เจาะลึกว่าทำไมมุมมองนี้ถึงน่ากลัว และทำไมมันถึงอาจจะเกิดขึ้น (หรือไม่เกิดขึ้น) ก็ได้ครับ

1. ทำไม "คนกลุ่ม Knowledge Workers" ถึงตกเป็นเป้าหลัก?

ในอดีต การปฏิวัติอุตสาหกรรมทดแทน "แรงงานทางกาย" (เช่น เครื่องจักรแทนคนในโรงงาน) แต่ปฏิวัติ AI รอบนี้พุ่งเป้าไปที่ "แรงงานทางสมอง" โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้สูง:

งานซ้ำๆ ที่ต้องใช้ทักษะสูง (Cognitive Routines): นักกฎหมายระดับต้น (Junior Lawyers) ที่ต้องนั่งอ่านเอกสารสัญญาเป็นพันๆ หน้า, นักวิเคราะห์การเงิน (Financial Analysts) ที่ต้องประมวลผลตัวเลข, หรือโปรแกรมเมอร์ที่เขียนโค้ดพื้นฐาน งานเหล่านี้ AI สามารถทำได้เสร็จในเสี้ยววินาทีด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามหาศาล

การปรับฐานครั้งใหญ่ (Market Correction): บล็อกกำลังเตือนว่า มูลค่าของบริษัทที่ทำมาหากินกับ "ชั่วโมงการทำงานของมนุษย์" (Billable Hours) รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีที่ปั่นกระแส AI จนเกินจริง อาจจะต้องเผชิญกับการดิ่งลงของมูลค่าอย่างรุนแรงเมื่อความจริงปรากฏ

2. หน้าตาของ "จุดจบสัญญาประชาคม" จะเป็นอย่างไร?

หากคำคาดการณ์นี้เป็นจริง สังคมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง:

เศรษฐกิจรูปดัมบ์เบลล์ (Barbell Economy): ชนชั้นกลางระดับบนจะหายไป สังคมจะเหลือแค่กลุ่มชนชั้นนำกลุ่มเล็กๆ ที่ถือครองกรรมสิทธิ์และควบคุม AI (Capital Owners) กับกลุ่มแรงงานภาคบริการที่ AI ยังแทนที่ไม่ได้แต่ได้ค่าแรงต่ำ (เช่น งานดูแลผู้สูงอายุ, งานฝีมือ) เกิดความเหลื่อมล้ำแบบสุดขั้ว

วิกฤตภาษีของรัฐบาล: รัฐบาลทั่วโลกพึ่งพารายได้หลักจากภาษีเงินได้ของกลุ่มมนุษย์ออฟฟิศรายได้สูงเหล่านี้ หากคนกลุ่มนี้ตกงานหรือรายได้ลดลง รัฐจะไม่มีงบประมาณมาจุนเจือสวัสดิการ สาธารณูปโภค หรือระบบการศึกษา

การบังคับให้เกิด UBI: รัฐบาลอาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องนำระบบ สวัสดิการเงินอุดหนุนพื้นฐาน (Universal Basic Income: UBI) มาใช้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสัญญาประชาคมจากการ "ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ" เป็น "รัฐแจกจ่ายเงินจากผลิตผลของ AI เพื่อให้สังคมอยู่รอด"

มุมมองสะท้อนกลับ: "มนุษย์เซนทอร์" (Centaur Workstyle)

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์สายมองโลกในแง่ดีมักจะแย้งว่า บล็อกอาจจะติดกับดักทางความคิดที่เรียกว่า Lump of Labor Fallacy (ความเชื่อผิดๆ ที่ว่างานในโลกนี้มีปริมาณจำกัด)

แทนที่จะเป็นการ "ไล่คนออก" AI อาจถูกใช้เพื่อ "เพิ่มประสิทธิภาพแบบก้าวกระโดด" (Hyper-productivity)

บริษัทอาจจะไม่ไล่นักวิเคราะห์ 10 คนออก แต่จะใช้นักวิเคราะห์ 10 คนเดิม ควบคู่กับ AI เพื่อทำงานที่แต่ก่อนต้องใช้คนถึง 100 คน ทำให้อุตสาหกรรมโตขึ้น ขยายบริการใหม่ๆ ได้มากขึ้น และเกิดอาชีพใหม่ๆ ที่เรายังนึกไม่ถึงในปัจจุบัน (เหมือนที่อินเทอร์เน็ตสร้างอาชีพ Data Scientist หรือ Prompt Engineer ในปัจจุบัน)

สิ่งที่ Carson Block พูดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของ "เทคโนโลยี" แต่เป็นคำเตือนเชิงนโยบายว่า ดุลอำนาจระหว่าง "ทุน" (Capital) กับ "แรงงาน" (Labor) กำลังจะเสียสมดุลอย่างรุนแรงในเร็ววัน

คิดว่าในท้ายที่สุดแล้ว สังคมจะสามารถปรับตัวและสร้าง "สัญญาประชาคมฉบับใหม่" ได้ทัน หรือเราจะต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่โกลาหลทางเศรษฐกิจก่อนตามที่เขาคาดไว้?




รายการ ประชาธิปไตย2สี ว่าด้วยเรื่อง "การเมืองเทค ยุคโลกแบ่งขั้วถึง TH-AI นวัตกรรมไทยติดหล่ม อว. ดีอี ทับซ้อน" เผื่อใครยังไม่ได้ดู มีฉบับเข้าใจง่ายข้างล่าง


Thanachart Numnonda
Yesterday
·
เมื่อวานนี้ดูรายการ ประชาธิปไตย2สี ฟัง ดร. Pun-Arj Chairatana สัมภาษณ์ ว่าด้วยเรื่อง "การเมืองเทค ยุคโลกแบ่งขั้วถึง TH-AI นวัตกรรมไทยติดหล่ม อว. ดีอี ทับซ้อน" น่าสนใจมาก เลยขออนุญาตใช้ AI สรุปเนื้อหามาให้

ฟังรายการย้อนหลังได้ทาง Link ใน Comment


https://www.facebook.com/photo/?fbid=10232064614149399&set=a.1065315044368











มีการตั้งวงเงินงบประมาณการใช้จ่ายเกี่ยวกับสถาบันฯ โดยตรงราว 23,090 ล้านบาท หรือประมาณ 0.6096% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จากวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งสัดส่วนนี้แสดงให้เห็นว่าในงบประมาณทุกๆ 100 บาท จะเป็นงบประมาณที่เกี่ยวข้องในส่วนนี้ประมาณ 61 สตางค์


ประชาไท Prachatai.com

5 hours ago
·
รายงานงบประมาณรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์โดยตรง ตามร่างและเอกสารประกอบที่เผยแพร่ในเว็บไซต์สำนักงบประมาณ (เอกสารขาวคาดแดง) ปี 2570 ตามหน่วยรับงบต่างๆ พบว่ามีการตั้งวงเงินงบประมาณการใช้จ่ายเกี่ยวกับสถาบันฯ โดยตรงราว 23,090 ล้านบาท หรือประมาณ 0.6096% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 จากวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท

โดยปีนี้พบว่ามีงบประมาณรายจ่ายโดยตรงเพิ่มขึ้นจากปี 2569 ประมาณ 2,300 ล้านบาท หลักๆ เลยเพิ่มขึ้นจาก

1. หน่วยงานส่วนราชการในพระองค์ 632 ล้านบาท
2. หน่วยงาน: สำนักเลขาธิการนายกฯ การถวายความปลอดภัยด้านการบินพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ได้รับความปลอดภัยสูงสุด 1,700 ล้านบาท

หน่วยงานที่ใช้งบประมาณมากที่สุดคือ ส่วนราชการในพระองค์ เป็นหน่วยงานขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ มีการจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลเป็นการเฉพาะให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดงบประมาณที่ปรากฏในเล่มขาวคาดแดงมีเพียงแผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ งบประมาณ 9,904.0720 ล้านบาท ซึ่งมีการชี้แจงประมาณ 8 หน้า ซึ่งมีรายละเอียดเท่ากับปีที่ผ่านๆ มา

ส่วนราชการในพระองค์ประกอบด้วย 3 หน่วยงาน คือ

1) สำนักงานองคมนตรี มีหน้าที่สนับสนุนภารกิจขององคมนตรีในการปฏิบัติหน้าที่ถวายพระมหากษัตริย์ และการอื่นตามพระราชอัธยาศัย

2) สำนักพระราชวัง มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการในพระองค์ทั่วไป การเลขานุการในพระองค์ การจัดการพระราชวัง และงานพระราชพิธี การดูแลรักษาทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ และการอื่นตามพระราชอัธยาศัย

3) หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ มีหน้าที่วางแผน อำนวยการ ประสานงาน บังคับบัญชา ควบคุม กำกับดูแลและปฏิบัติงานในการถวายอารักขาและถวายพระเกียรติองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท พระบรมวงศานุวงศ์ และบุคคลอื่นตามที่พระมหากษัตริย์ทรงมอบหมาย

อ่านต่อบนเว็บไซต์ที่ลิงก์
https://prachatai.com/journal/2026/06/117878

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1469644815209821&set=a.643704854470492




งบประมาณฝีแตก รายละเอียดเบื้องต้นงบปี 70 ที่เพิ่งผ่านการรับฟังความเห็น ร่าง พ.ร.บ.กำลังจะเข้าครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. เปิดเผยต่อสาธารณะวันที่ 23 มิ.ย.






https://x.com/SirikanyaTansa1/status/2066850388461142254

Sirikanya Tansakun
@SirikanyaTansa1

[งบประมาณฝีแตก สำนักงบปล่อยไหล ใส่ตัวเลขจริง งบบำนาญ-จ่ายดอกเบี้ยพุ่ง]
.
รายละเอียดเบื้องต้นงบปี 70 ที่เพิ่งผ่านการรับฟังความเห็น ร่าง พ.ร.บ.กำลังจะเข้าครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. 
.
งบ 70 3.788 ล้านล้านบาท ประมาณการรายได้ 3 ล้านล้าน ตั้งงบขาดดุล 788,000 ล้าน งบเพิ่มขึ้นจากปี 69 นิดเดียว ประมาณการรายได้เพิ่มขึ้นมาก ลดการขาดดุลไปได้เกือบแสนล้าน 
.
รายจ่ายประจำ 2.78 ล้านล้าน เพิ่มขึ้น 122,799 ล้าน คิดเป็น +5% 
.
รายจ่ายลงทุน 788,000 ล้าน ลดลง 73,736 ล้าน คิดเป็น -9% 
.
เงินชดใช้เงินคงคลัง 71,038 ล้าน เพราะปีงบ 68 ตั้งบไม่พอต้องไปใช้เงินคงคลังสำหรับเงินบำนาญ ค่ารักษาพยาบาล เงินเดือน และจ่ายดอกเบี้ย (อีกแล้ว!) ปี 70 เลยต้องมาตั้งงบไปใช้คืนตามระเบียบ 
.
ที่ปีนี้รายจ่ายประจำพุ่งขึ้น ในขณะที่รายจ่ายลงทุนลดลง สะท้อนถึงอาการฝีแตกได้เป็นอย่างดี 
.
เพราะถ้าเจาะดูรายละเอียดจะพบว่า ในงบปีนี้มีการเพิ่มงบชำระดอกเบี้ยสูงถึง 40,000 ล้านจนตอนนี้ งบชำระหนี้ทะลุ 400,000 ล้านเรียบร้อยแล้ว 
.
งบเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เพิ่ม 25,000 ล้าน เป็น 389,090 ล้านทำสถิติสูงที่สุด 
.
ที่ปีนี้ งบบำเหน็จบำนาญที่พุ่งสูง ชำระดอกเบี้ยพุ่งสูง ไม่ใช่ว่าเราเพิ่มบำนาญ หรือต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่ม .
แต่แค่เป็นการตั้งให้ใกล้เคียงกับที่ใช้จริงมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาตั้งไว้ไม่เพียงพอมาโดยตลอด เพียงเพื่อให้รายจ่ายประจำดูต่ำ และรายจ่ายลงทุนสูง รวมถึงเพื่อตั้งงบขาดดุลได้มากขึ้นตามเกณฑ์ (ขาดดุลได้ไม่เกินรายจ่ายลงทุน) 
.
พอจะใช้รายจ่ายประจำจริงแล้วงบไม่พอ แล้วค่อยไปโอนงบกลาง เงินสำรองมาจ่าย 
.
หรือไม่ถ้าหมุนเงินไม่พอจริงๆ ก็ควักเงินคงคลังออกมาใช้ เป็นแบบนี้ทุกปีต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 67 
.
จนกระทั่ง ปี 69 ที่น่าจะหมุนเงินไม่ไหวแล้วจริงๆ เพราะเงินสำรองจ่ายที่ตั้งไว้ 99,000 ล้านใช้ไปจนเกือบหมด เงินคงคลังก็ร่อยหรอ ทั้งๆ ที่เพิ่งผ่านปีงบไปได้ครึ่งทาง 
.
สำหรับงบปี 70 จึงยอมแพ้ ไม่บิดตัวเลขรายจ่ายประจำให้ต่ำเกินจริง ยอมลดรายจ่ายลงทุนลง ยอมขาดดุลลดลง .
ปีนี้ เราจึงได้เห็นภาระการคลังที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น 
.
เราพบว่างบเกือบ 4 ล้านล้าน เหลืองบประมาณที่รัฐบาลสามารถมาจัดสรรเองได้จริงๆ เพียง 680,000 ล้าน หรือ 18% เท่านั้น 
.
ส่วนที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่าย และปรับลดได้ยาก 
.
ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน บำนาญ ค่าน้ำ ค่าไฟ งบผูกพันเก่า หรือสวัสดิการตามกฎหมายต่างๆ รวมแล้ว 3.1 ล้านล้าน .
เมื่อมาดูรายละเอียดเป็นรายหน่วยงาน หน่วยงานเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่ได้งบเพิ่มขึ้น 
.
อันดับ 1 สำนักบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ได้งบเพิ่มขึ้นสูงสุด 44,000 ล้าน เงินส่วนนี้ คือ นำไปจ่ายดอกเบี้ย 
.
รองลงมาคือ เงินสมทบ เงินสะสม และเงินชดเชยข้าราชการ เพิ่มมา 46,500 ล้านบาท สำหรับกองทุนกบข.ให้เป็นไปตามกฎหมาย 
.
อันดับ 3 คือ บำเหน็จบำนาญ เพิ่มขึ้นมาเกือบ 25,000 ล้าน ทำให้ปีนี้งบบำเหน็จ บำนาญสูงถึง 389,090 ล้านบาท 
.
อันดับ 4 คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษา เพิ่มมา 6,000 ล้าน แต่เป็นผลจากงบบุคลากรเพิ่ม น่าจะมาจากการปรับสถานะครู “จ้างเหมาบริการ” เป็น “ลูกจ้างชั่วคราว” 7,588 อัตรา 
.
อันดับ 5 คือ ประกันสังคม เพิ่มมา 4,000 ล้าน ยังไม่เห็นรายละเอียด แต่ถ้าเป็นเงินสมทบผู้ประกันตนจะเป็นข่าวดีมาก 
.
อันดับ 6 คือ กรมควบคุมมลพิษ งบพุ่งเกือบ 3,000 ล้าน! ว่าน่าจะเป็นงบจัดการหรือฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษที่ไหนซักแห่ง 
.
อันดับ 7 คือ สดช. แห่งกระทรวง DE เจ้าของโครงการ TH-Ai น่าสนใจมากในแง่ที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว อยู่ในแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล ต้องติดตามดูว่ามีโครงการอะไรใหม่เพิ่มขึ้นมา 
.
ฝั่งหน่วยงานที่งบลดลง มี 170 หน่วยงานระดับกรม ส่วนใหญ่เป็นโครงการลงทุน โครงการก่อสร้างต่างๆ ทั้งถนน และตึก 
.
อันดับ 1 คือ กรมทางหลวง ลดลง 14,000 ล้านบาท ลด 11% 
.
อันดับ 2 คือ สำนักปลัดสาธารณสุข ลดลง 9,700 ล้านบาท ลด 7.7% 
.
อันดับ 3 คือ กรมชลประทาน ลดลง 8,750 ล้าน ลดลง 10% 
.
อันดับ 4 คือ กรมทางหลวงชนบท ลดลง 7,600 ล้าน ลดลง 14% 
.
อันดับ 5 คือ กรมโยธา ลดลง 7,200 ล้าน ลดลง 17%
 .
นี่เป็นแค่รายละเอียดเบื้องต้นจากมติครม. ยังมีรายละเอียดระดับโครงการที่ต้องวิเคราะห์เจาะลึกกันต่อไป .
เอกสารงบประมาณเต็มจะมาถึงสภา และเปิดเผยต่อสาธารณะวันที่ 23 มิ.ย. 
.
อย่าลืมติดตามการอภิปรายงบประมาณที่จะเกิดขึ้น 29 มิ.ย. - 1 ก.ค. นี้ค่ะ
.....

 https://www.facebook.com/Prachatai/posts/1469395498568086

ประชาไท Prachatai.com 
11 hours ago
·
'ศิริกัญญา' อภิปรายจั่วหัวฝ่ายค้าน ติงงบ'70 รายจ่ายประจำพุ่ง-ลงทุนหด เพราะต้องลงงบกลาง จ่ายเรื่องบำเหน็จบำนาญ สวัสดิการข้าราชการ ขณะที่เรื่องการลงทุนกลับหดหาย แม้ว่าจะเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนารายได้ นำเงินกลับเข้าประเทศ ห่วงอนาคตถ้าจัดงบแบบนี้ต่อ แก้ไขปัญหาเรื้อรังไม่ได้ แต่เลือดอาจไหลไม่หยุด
อ่านรายละเอียด คลิกลิงก์

https://prachatai.com/journal/2026/06/117872



ไหมพูดประเด็นนี้แรงดี นโยบายหาเสียงหลายอย่างพอไปอยู่ในงบจริงกลับหดลง อาสาพยาบาลจากที่บอกจะเพิ่ม 10,000 อัตรา เหลือแค่หลักพัน ศูนย์บำบัดยาเสพติดไม่สร้างแล้ว พลทหารอาสาจาก 100,000 นาย เหลือทำจริง 25,000 นาย แต่งบที่มีคำว่า AI กลับเพิ่มขึ้นชัดเจน









🧡
ท่าน PG46 ตัวจริง
🧡

@trendforMFP

ไหมพูดประเด็นนี้แรงดี นโยบายหาเสียงหลายอย่างพอไปอยู่ในงบจริงกลับหดลง อาสาพยาบาลจากที่บอกจะเพิ่ม 10,000 อัตรา เหลือแค่หลักพัน ศูนย์บำบัดยาเสพติดไม่สร้างแล้ว กลายเป็นหลักสูตรเร่งรัด 9 วัน พลทหารอาสาจาก 100,000 นาย เหลือทำจริง 25,000 นาย 

แต่งบที่มีคำว่า AI กลับเพิ่มขึ้นชัดเจน 

ปัญหาคือเราไม่ได้เห็นยุทธศาสตร์ AI ที่เป็นระบบ เห็นแต่โครงการกระจัดกระจาย ส่วนใหญ่เป็นแนวซื้อของ มากกว่าสร้างโครงสร้างพื้นฐานจริง 

สรุปปี 2570 คำว่า AI คือเทคโนโลยีอนาคต หรือรหัส ATM ใหม่ของงบประมาณกันแน่

#งบประมาณ2570

https://x.com/trendforMFP/status/2071506958155452902



เจ้าหญิงสิริวัณณวรี ชุดฉลองพระองค์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชุดของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ออกแบบโดยปิแอร์ บาลแม็ง ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงระหว่างเสด็จเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ


I Love Asia
21 hours ago
·
Princess Sirivannavari Pays Elegant Tribute to Mother Queen Sirikit During France State Visit

During the official State Visit of Their Majesties the King and Queen to France, Her Royal Highness Princess Sirivannavari Nariratana Rajakanya wore an elegant polka-dot daytime ensemble crafted from Thai silk by National Artist Thiraphan Wannarat of Tirapan.

The outfit was inspired by a celebrated daytime dress worn by Her Majesty Queen Sirikit The Queen Mother, originally designed by legendary French couturier Pierre Balmain. Queen Sirikit selected the design from Balmain's Spring 1960 collection, adapting the original fabric pattern before wearing it during her official visit to the United States in 1960 and later to Australia in 1962.

Princess Sirivannavari's ensemble beautifully combines Thai craftsmanship with French haute couture heritage, reflecting the enduring cultural ties and friendship between Thailand and France.

Source: Queen Sirikit Museum of Textiles
.....

เจ้าหญิงสิริวัณณวรี ทรงเฉลิมพระเกียรติพระบรมวงศานุภาพแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ระหว่างเสด็จเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ

ระหว่างการเสด็จเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เจ้าหญิงสิริวัณณวรี นารีรัตนะพระราชกรณียกิจ ทรงฉลองพระองค์ฉลองพระองค์ผ้าไหมไทยลายจุดอันงดงาม ออกแบบโดยนายธีรพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติแห่งติรพันธ์

ฉลองพระองค์นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากฉลองพระองค์ฉลองพระองค์ฉลองพระองค์ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เคยทรงเชิดชู ซึ่งออกแบบโดยปิแอร์ บาลแม็ง ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ทรงเลือกแบบจากคอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิปี 1960 ของบาลแม็ง และทรงปรับเปลี่ยนลวดลายผ้าก่อนเสด็จพระราชดำเนินไปเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาในปี 1960 และออสเตรเลียในปี 1962
ฉลองพระองค์ของเจ้าหญิงสิริวัณณวรี ทรงผสมผสานงานฝีมือไทยกับมรดกการออกแบบชั้นสูงของฝรั่งเศสอย่างงดงาม สะท้อนให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและมิตรภาพอันยั่งยืนระหว่างไทยและฝรั่งเศส 🇹🇭🇫🇷

https://www.facebook.com/photo/?
fbid=1012002831589237&set=gm.1480356354136003&idorvanity=790820239756288


(Google ช่วยแปลไทย)




แม่วัยหกสิบ รอลูกสาวที่โลกเรียกว่าผู้ต้องขัง: แม่ของ “แม็กกี้” กับ 25 ปีในคดี ม.112 - พรุ่งนี้ (30 มิย.) ที่ศาลอาญา มีนัดสืบพยาน ขุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
12 hours ago
·
รอลูกสาวที่โลกเรียกว่าผู้ต้องขัง: แม่ของ “แม็กกี้” กับ 25 ปีในคดี ม.112
.
.
แม่วัยหกสิบในหมู่บ้านอีสานไม่เคยรู้จักคำว่า ‘Pride’ และไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าโลกมีเดือนที่ฉลองสิ่งที่ลูกเธอเป็น ผู้ชายก็ได้ ผู้หญิงก็ได้ กะเทยก็ได้ ขอให้เอาตัวรอดในทางที่เลือกเดินก็พอ เป็นสิ่งที่ผุดในใจนับตั้งแต่วันที่คนในหมู่บ้านมาพูดถึงลูกด้วยเสียงหัวเราะ หนำซ้ำยังคงบอบช้ำในคืนที่ต้องกินยาคลายเครียดก่อนนอนเพราะลูกถูกจับในคดีความที่เธอยังไม่ค่อยเข้าใจ และยังรอให้ลูกได้กลับมาพิสูจน์ว่าการรอคอยที่จะพบกันนั้นมันจะคุ้มค่า
.
เรากำลังพูดถึง “แม็กกี้” ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ลูกชายที่กลายมาเป็นลูกสาว และยังติดอยู่ในเรือนจำที่ห่างออกไปมากกว่าห้าร้อยกิโลเมตร พร้อมกับโทษทัณฑ์ที่ยังเหลืออีกกว่าสองทศวรรษ
.
วันที่เราไปนั่งคุยกันที่บ้านด่าน อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร แดดบ่ายกำลังร้อน ปราณีรับเราเข้าบ้านด้วยสีหน้าเรียบง่ายแบบที่หาได้ในชนบท พร้อมต้อนรับด้วยเก้าอี้ไม้ ขวดน้ำเปล่า และเรื่องราวที่เธอเก็บไว้คนเดียวมาเนิ่นนาน

“แม่อยู่คนเดียวค่ะ” เธอบอก แล้วก็เงียบไปสักครู่ก่อนบอกเล่าว่า ลูกคนโตอยู่มุกดาหาร ลูกคนเล็กไปทำงานย่านรังสิต ส่วนลูกคนกลางอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม

___________________________

.
รถตู้ที่จากไปแล้วไม่กลับมาสิบปี
.
จากชื่อในทะเบียนบ้านที่ตั้งไว้สำหรับเด็กผู้ชาย แต่คนที่เติบโตขึ้นมาในบ้านหลังนั้นรู้มาตั้งแต่ก่อนจำความได้ว่าตัวเองเป็นใครและจะเลือกเพศวิถีแบบไหน
.
ราวประถมปีที่ 4 มีคนในหมู่บ้านมาพูดกับปราณีว่า “แม่มีลูกผู้หญิงแล้วนะ คนหนึ่ง” แล้วก็หัวเราะ ในแบบที่ชาวบ้านมักพูดเรื่องแบบนี้ กึ่งล้อกึ่งจริง เธอไม่ได้ตอบอะไร “แม่ก็คิดว่า ผู้ชายก็ได้ ผู้หญิงก็ได้ กะเทยก็ได้ ขอให้เขาเป็นคนดีก็พอแล้วค่ะ”
.
ประโยคนั้นเธอพูดอย่างเรียบง่ายจนเกือบฟังดูเหมือนสามัญสำนึก แต่สำหรับหญิงวัย 60 ปี ในหมู่บ้านห่างไกลความรับรู้เรื่องความเท่าเทียมทางเพศ การพูดประโยคนั้นออกมาได้โดยไม่ลังเลคือสิ่งที่ใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ไม่น้อย สามีของเธอไม่ได้ใจกว้างแบบนั้นในตอนแรก เขาพูดเหน็บเมื่อเห็นลูกแต่งตัวเป็นผู้หญิง ปราณีก็บอกให้หยุดพูดเพราะลูกไม่ได้ก่อความเดือดร้อน แต่ผู้ชายที่โตมาในหมู่บ้านห่างไกลกว่าจะเข้าใจเรื่องราวบางทีก็ต้องการเวลา
.
ช่วง ป.5 ถึง ม.3 แม็กกี้ไปรำในงานบุญบั้งไฟเดือน 6 ทุก ๆ ปี แต่งหน้าเป็นนางรำ ออกจากบ้านตั้งแต่เช้า ๆ เพราะต้องไปรวมกับเพื่อน ๆ เพื่อแต่งหน้าทำผม โดยมีบางช่วงพ่อเป็นคนขับรถไปส่ง

คนในหมู่บ้านเห็น พ่อก็ได้ยิน แต่เขาก็ยังขับรถไปเท่าที่จะทำได้ “ก็ไม่รู้ว่าพ่อเขารับได้หรือไม่ได้” แม็กกี้เคยเล่าในภายหลังให้ทนายความฟัง “แต่เขาจะไปรับไปส่งตลอด ถ้าวันนั้นต้องได้ทำกิจกรรมอะไร”
.
ครั้งหนึ่ง พ่อกลับจากไร่ ในมือถือดอกกล้วยไม้สีม่วงมา ไม่พูดว่าอะไร ไม่อธิบายว่าเอามาให้ทำไม เพียงแต่วางไว้แล้วก็เดินเข้าบ้าน ในมุมของแม็กกี้ นั่นคือคำพูดของพ่อ บางทีคนที่รักกันมากที่สุดก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเลย และแม่มักเป็นคนแรกที่รู้เรื่องนี้
.
เมื่อย้อนไปในเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่ง ปราณีนึกภาพวันนั้นออกเสมอ วันที่ลูกออกจากบ้าน ปี 2558 แม็กกี้จบ ม.3 แม่อยากให้เรียนต่อ ม.ปลาย แต่เด็กวัยนั้นบอกว่าเรียนไม่เก่ง อายเพื่อน แม่ก็ยอม เลยได้ลองไปเรียนช่างเสริมสวยที่อุบลราชธานีแทน อยู่ได้ 3 เดือน แล้วก็กลับมาบ้าน ลูกไม่บอกเหตุผลชัด ๆ แค่บอกว่าไม่อยากอยู่ แล้วก็ขอข้าวหอมมะลิครึ่งกระสอบ ขึ้นรถตู้ไปกรุงเทพฯ
.
รถตู้ออกจากหมู่บ้านแล้วก็หายไปในถนนสายใหญ่ ปราณีไม่รู้ว่าจะผ่านไปกี่ปีกว่าจะเห็นหน้าลูกอีกครั้ง คำตอบคือเกิน 10 ปี และเมื่อได้เห็น ก็เป็นในห้องเยี่ยมเรือนจำ

“ก็โทรมาบ้าง ช่วงแรก ๆ” เธอบอก แม็กกี้โทรผ่านโทรศัพท์ของพี่ชาย ส่งรูปถ่ายที่ทำงานให้ดู บอกว่าทำงานเสิร์ฟอาหารที่โรงแรม แล้วการติดต่อสื่อสารก็ลดน้อยลงเรื่อย ๆ จนไม่โทรเลย
.
ขณะที่พ่อเริ่มป่วยเป็นโรคตับปี 2558 หมอบอกให้หยุดเหล้า เขาก็หยุดทันที แล้วก็ทำไร่ทำนาต่อตามปกติ เพิ่งกลับมาตรวจอีกครั้งปี 2568 เมื่อรู้สึกว่าอาการไม่ปกติ หมอบอกสายเกินไปแล้ว
.
“พ่อไม่ชอบไปหาหมอ ถ้าหมอนัดถึงจะไป ถ้าหมอไม่นัดแม้จะรู้สึกไม่ดี ก็ไม่ไป” วันที่สามีเสียที่โรงพยาบาล บ้านยังสร้างไม่เสร็จ เธอขายวัวมาเทพื้น แล้วก็พาสามีกลับมาบ้านเป็นครั้งสุดท้าย ในช่วงเวลานั้น ลูกยังอยู่กรุงเทพฯ ยังไม่รู้ข่าวการป่วยของพ่อ และพ่อเองก็ไม่เคยได้ไปเยี่ยมลูกในเรือนจำ เพราะลูกถูกจับหลังพ่อล้มป่วยหนัก ชีวิตไม่ค่อยให้เวลาพอสำหรับการบอกกัน

.

ภายใต้ความกลัวคิดว่าลูกไปทำผิดร้ายแรง

ตำรวจหลายนายมาบ้านในวันหนึ่งตอนกลางวัน หลังจากวันที่แม็กกี้ถูกจับตัวไป ปราณีนั่งมัดฝาท่อรับจ้างอยู่ ฝาท่อละห้าบาท มัดไปเรื่อย ๆ บริเวณหน้าบ้าน
.
“ก็กลัวค่ะ คิดไปว่าลูกคงไปทำอะไรสักอย่าง” ความตกใจนั้นเป็นเพราะหากคนละแวกหมู่บ้าน เมื่อต้องคดีความหรือติดคุกส่วนใหญ่เป็นคดีค้ายา ฆ่าคน “แม่ก็คิดไปแบบนั้นน่ะค่ะ” เธอพูดแล้วก็ยิ้มเล็กน้อย ยิ้มแบบที่คนพยายามหัวเราะกับสิ่งที่เจ็บปวดมาแล้ว
.
“สงสัยแม็กกี้ไปขายยา สงสัยไปทำคนตาย” แต่ความจริงคือลูกถูกจับในคดีมาตรา 112 จากการโพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์รวม 18 ครั้ง จากวันนั้นถึงวันนี้เธอก็ยังไม่เข้าใจเรื่องราวเหตุในคดีนัก คนในหมู่บ้านได้ยินข่าว บางคนพูดว่า “คดีในหลวงน่ะหนักนะ สงสัยเขาจะสั่งฆ่าลูกมึงแล้ว” เพราะนั่นคือสิ่งที่พวกเขาเชื่อจากที่เคยได้ยินมา บางคนพูดว่าสงสัยลูกเธอตายในคุกไปแล้ว
.
หลาย ๆ ประโยคที่ถาโถมเข้ามา ทำให้ปราณีนอนไม่หลับ ต้องไปขอยาคลายเครียดจากโรงพยาบาล กินทุกคืน “แม่ก็คิดว่า เออ มันไม่ได้ฆ่าคน มันไม่ได้ค้ายา แต่ทำไมต้องติดคุก” เธอพูดแล้วน้ำตาเริ่มไหลมาบริเวณที่ตา ก่อนเช็ดออกอย่างเร็ว ราวกับไม่อยากให้ใครเห็น เธอไม่ได้โกรธลูก ไม่ได้อยากให้ใครมาโทษลูก แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมโทษถึงต้องหนักขนาดนั้น ในห้วงนั้นไม่มีใครตอบได้ และเธอก็รู้ดีว่าไม่มีคำตอบที่เธออยากได้ยิน
.
จนถึงวันที่ปราณีไปเยี่ยมลูกครั้งแรกแบบใกล้ชิดที่เรือนจำ เธอกลัวมาก “แม่คิดไปว่าสงสัยเขาจะผอมดำ ใส่โซ่ตรวนไว้ที่เท้า แม่คิดอย่างนั้นเลยนะ ก่อนไป สงสัยเขาโกนหัวให้แล้วก็ผูกโซ่อะไรมั้ง”
.
ก่อนจะไปเยี่ยมครั้งแรก ปราณีเกือบไม่กล้าไปเลย มีคนโทรมาบอกว่าลูกไม่ได้ทำเรื่องร้ายแรงแบบอาชญากรรม ไปเยี่ยมได้ เธอจึงตัดสินใจไป แต่เมื่อไปถึง ลูกเดินออกมา หน้าตาไม่ได้แย่ ได้แต่งหน้า ไม่ผอมโซ ไม่มีโซ่ เธอจำได้เพียงว่าดีใจมาก กอดกัน ร้องไห้ เล่าถึงตรงนี้เธอยิ้ม ยิ้มจริง ๆ เป็นรอยยิ้มแรกในบทสนทนานั้นที่ดูไม่มีความเจ็บปวดปนอยู่
.
เธอถ่ายรูปไว้กับลูก รูปที่ลูกยิ้มกว้าง เธอยิ้มตาม เอากลับมาให้สามีดูที่บ้าน สามีที่ยังมีชีวิตอยู่ตอนนั้น ดูรูปแล้วพูดว่า “เขาไม่ได้ผอมเหมือนอย่างที่เราคิดเลย” ไม่นานหลังจากนั้นพ่อก็จากไป โดยยังไม่ได้ไปเยี่ยมลูกด้วยตนเองเลยสักครั้ง ปราณีส่งรูปนั้นไปให้ลูกดูในครั้งต่อมา แต่เรือนจำตีกลับ ไม่ให้นำรูปเคลือบพลาสติกเข้าไป เธอก็เลยเก็บไว้ที่บ้าน

.

จอโทรศัพท์ในวันฌาปนกิจ

วันที่ 13 มกราคม 2569 พ่อของแม็กกี้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ ทนายเดินเข้าเรือนจำไปบอกข่าว แม็กกี้นั่งนิ่งอยู่สักพัก แล้วน้ำตาก็ไหล มาสคาร่าเปื้อนแก้ม เธอปาดออกโดยไม่สนใจ
.
วันรุ่งขึ้นเป็นวันฌาปนกิจ เจ้าหน้าที่เรือนจำช่วยประสานงาน หาไอดีไลน์ของญาติที่งานศพ เขียนคำร้อง ส่งเอกสาร ผู้บัญชาเรือนจำอนุมัติให้ทำออนไลน์ได้ บ่ายสามกว่า ๆ หลังกดโทรออก ครั้งแรกไม่มีคนรับ ครั้งที่สองเงียบ แม็คกี้เริ่มใจหาย กลัวจะไม่ได้คุย ครั้งที่สามมีคนรับ
.
เธอเห็นพ่อเป็นครั้งแรกในรอบสิบกว่าปี ในสภาพที่ซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก กำลังถูกล้างหน้าด้วยน้ำมะพร้าวก่อนเผา ระยะทางระหว่างห้องเรือนจำกับวัดในยโสธรคือห้าร้อยกว่ากิโลเมตร ระยะทางระหว่างลูกกับพ่อคือสิบกว่าปีที่ไม่ได้พบหน้า และคืนนั้นก็เป็นคืนสุดท้าย
.
แม็กกี้ได้คุยกับป้า ลูกสาวป้า ญาติพี่น้องคนอื่น ๆ ทุกคนผลัดกันถือโทรศัพท์มาพูดคุย ไม่มีใครพูดเรื่องชุดนักโทษ ไม่มีใครพูดเรื่องคดี ทุกคนแค่บอกว่าคิดถึง “ตอนแรกรู้สึกเก้ ๆ กัง ๆ เหมือนกันว่าคนอื่นเห็นเราอยู่ในชุดนักโทษจะรู้สึกยังไง” แม็คกี้เล่าให้ทนายความฟังในวันต่อมา “แต่พอได้เริ่มบทสนทนา ไม่มีใครพูดอะไรที่หนูรู้สึกไม่ดีเลย เสียใจที่พ่อจากไป แต่มันเหมือนความรู้สึกที่เคยรู้สึกว่าไม่มีใครของเรา มันดีขึ้น”
.
ในวันเวลาที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว ปราณีทำนาในที่นา 9 ไร่ ขายผลผลิตได้ไม่กี่หมื่นบาทต่อปี บางวันเธอปั่นจักรยานไปรับจ้างถากหญ้าที่ไร่คนอื่น ได้สามร้อยบาท กลับบ้านสี่โมงครึ่ง แม้อายุหกสิบแล้วแต่ยังไป ยังไหว เงินช่วยเหลือจากกองทุนฯ ที่ส่งมาให้เดือนละสามพัน เธอเอาไปซื้อปุ๋ยใส่นา ค่าน้ำค่าไฟก็ออกจากเงินก้อนเดียวกัน บางเดือนก็ซื้อของใส่บาตรตอนเช้า เธอบอกว่าทำได้ ไม่ถึงกับอดอยาก แค่ต้องคำนวณ ส่วนโฉนดที่ดินยังอยู่ในมือธนาคาร ค้ำประกันเงินกู้ที่ขอมาสร้างบ้านหลังนี้ ส่วนเบี้ยผู้สูงอายุยังไม่ถึงวันที่จะได้สวัสดิการ ต้องรอถึงเดือนธันวาคม
.
บ้านหลังที่สามีไม่ได้เห็นสร้างเสร็จ บ้านหลังที่ลูกไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอยู่ไหม “แม่ก็แค่อยากให้เขาเป็นคนดีและเอาตัวรอดค่ะ” เธอพูดประโยคนั้นซ้ำอีกครั้งที่ดูเหมือนพูดซ้ำมาหลายปีแล้ว เหมือนเป็นสิ่งเดียวที่เธอถือไว้ได้

น้ำตาของเธอไหลลงมาอีกครั้ง ครั้งนี้เธอไม่เช็ด โทษยี่สิบห้าปีเป็นตัวเลขที่ใหญ่เกินกว่าแม่วัยหกสิบในหมู่บ้านอีสานจะจินตนาการออก ลูกอายุ 28 ปีตอนถูกตัดสิน ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เธอจะเป็นผู้หญิงวัยแปดสิบกว่าเมื่อลูกได้ออกมา เธอรู้เรื่องนี้ แต่ไม่พูดถึงมัน
.
ย้อนไปผ่านความทรงจำไกล ๆ แม็กกี้บอกไว้ครั้งหนึ่งว่า “ถ้าหนูไม่รวย หนูไม่กลับบ้านมาหาแม่” เธอยิ้มเล็กน้อยเมื่อกล่าวลอกเลียนประโยคนั้น “แม่ก็ว่า มันไร้สาระ ลูกก็คือลูก จะรวยหรือจนก็กลับมาบ้านได้” ความฝันของเด็กที่เติบโตมาในหมู่บ้านแล้วออกไปหางานกรุงเทพฯ ที่ไม่เคยพูดความรู้สึกตรง ๆ ออกมาในแบบที่โลกอยากได้ยิน แต่เลือกเก็บไว้ในรูปแบบของความทะเยอทะยานที่วัดได้เป็นตัวเลข
.
“แม่อยากให้เขาเรียนต่อนะ อยากให้เขามีความรู้ ตอนนี้เขาเรียน ม.ปลายในนั้นแหละค่ะ ทนายเขาบอกให้เรียน แม่ก็ดีใจ” ทนายความที่เข้าเยี่ยมประจำเป็นผู้หญิง แม็กกี้เรียกว่าแม่ มีนักจิตวิทยาจาก Freedom bridge ที่คอยให้คำปรึกษา และยังมีป้าสาครที่ปราณีโทรถามข่าวทุกครั้งที่อยากรู้ว่าลูกเป็นอย่างไร

“แม่โทรแต่ป้าสาครค่ะ เพราะโทรศัพท์แม่มันเป็นแบบกดเบอร์ ไม่มีไลน์ ป้าสาครเขาก็บอกว่าเขาสบายดี เขาแต่งตัวสวย ได้ยินว่าลูกแต่งตัวสวย คนเป็นแม่ก็ดีใจ”

.

แม่รอ แต่ไม่รู้ว่าจะรอถึงไหม
.
Pride Month คือเดือนที่คนทั่วโลกออกมาฉลองสิทธิและความภาคภูมิใจในตัวตน แต่สำหรับปราณีวันนี้ อาจเป็นเพียงเดือนธรรมดา ๆ เดือนหนึ่ง ที่เธอตื่นมาปั่นจักรยานไปทำงาน สวดชินบัญชรถึงลูกทุกคนก่อนเข้านอน และรอวันที่ยังไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ที่จะได้เจอลูกสาว

“แม่รอเขานะคะ แต่แม่ก็เริ่มแก่แล้ว ไม่รู้ว่าจะรอถึงไหม” แม่เอ่ย
.
ข้างนอกบ้านมีเสียงจักรยานแล่นผ่าน เสียงผู้คน เสียงวิทยุจากบ้านใกล้เคียง ชีวิตหมู่บ้านดำเนินต่อไปตามปกติ เหมือนทุกวัน และอาจเหมือนวันที่ลูก ๆ ยังเคยอยู่บ้าน เหมือนวันที่สามียังมีชีวิต
.
ปราณีนั่งอยู่กับความเงียบนั้น กับกองภาพถ่ายที่เธอค้นมาโชว์ผู้ไปเยือนให้ได้สัมผัสกับทรงจำแห่งครอบครัว ภาพของลูกสาวที่โลกยังเรียกว่าลูกชาย กำลังแต่งหน้าเป็นนางรำในงานบุญบั้งไฟ งานยิ่งใหญ่ประจำปีของยโสธร แม็กกี้ดูมีความสุขในรูปนั้น
.
ทุกคืนปราณีกราบพระท่องชินบัญชร แล้วก็ฝากคำอธิษฐานไปถึงลูกผ่านทางอากาศว่า ให้ทำความดี ให้เชื่อฟังเจ้าหน้าที่ ให้ไม่มีเรื่องกับใคร และให้คิดแต่สิ่งดี ๆ เธอรู้ว่านั่นคือสิ่งเดียวที่ทำให้ลูกได้จากความห่างไกลในระยะนี้…
.
.
อ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/84201
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1427025099267956&set=a.656922399611567
.....





5 เหตุผลที่ทำให้ชัชชาติเป็น “ผู้ว่าฯ ล้านเสียง” สมัยที่สอง คะแนน 1.4 ล้านเสียงของชัชชาติมาจากไหน?

https://www.facebook.com/reel/3963745147263770



วันจันทร์, มิถุนายน 29, 2569

พรรคประชาชนมาเป็นที่สามในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.เป็นเรื่องเสียหายหลายแสนสำหรับติ่งส้ม ที่มองไม่เห็นว่า ทั้งๆ ที่ สก. “มาเป็นอันดับหนึ่ง กวาด ๒๒ ที่นั่งจาก ๕๐”

จนกระทั่งวันนี้ จะสิ้นเดือนอยู่รอมร่อ ก็ยังพูดกันถึงความพ่ายแพ้ของพรรคส้มในการเลือกตั้ง กทม.อยู่ไม่ขาด ทั้งที่ทางพรรคเอง มู้ฟออน ไปถึงการอภิปรายงบประมาณ ๗๐ ของรัฐบาลอนุทินไปแล้วมั่นเหมาะ ทั้งที่การพ่ายแพ้เป็นเรื่องเชื่อแน่อยู่แล้ว

เหตุที่ผู้สมัครพรรคประชาชนมาเป็นที่สามในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.เป็นเรื่องเสียหายหลายแสนสำหรับติ่งส้มจำนวนไม่น้อย เพราะแพ้ ติ่ง มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข นั่นต่างหาก ชนิดขาดลอยน้อยกว่าอดีต ตัวแต๋นพรรค ปชป.ราวแสนคะแนน

ซึ่ง “ใครบอกว่ามาจาก move ‘สุรพลนี่ก็หนอนหนังสือเว่อร์ มันไม่ได้มีอิทธิพลขนาดนั้นในมิติโหวตเตอร์” ถ้อยคำ มิตรสหายที่ Atukkit Sawangsuk คัดมาประกอบความเห็นที่ว่า “ผิดพลาดตั้งแต่การวางยุทธศาสตร์ การกำหนดตัวบุคคล

ส่ง โจ (ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร) ซึ่งไม่พร้อม ไม่มีเวลาเตรียมตัว ตัดสินใจช้าไป” มาลง แม้ สุรพล นิติไกรพจน์ “มีผลต่อคะแนนแน่ แต่ไม่น่าจะส่งผลถึงขั้นแพ้ติ่ง” ดังน้าถึกว่าก็ได้ ส่วนจะโทษ โปลิตบิวโร ว่า “คุณพลาด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

เช่นที่ สมชาย แซ่จิว ใส่แหลก พอได้อยู่ แต่ทั้งหมดต้องดูเลือก สก.ประกอบ คนส่วนใหญ่มองเผินๆ ว่าไม่ถึง ๒๕ ตามที่มุ่งหมาย เกิดอารมณ์ Deception ม่านบังตาว่าแพ้ยับเยินไปแล้ว ทั้งๆ ที่ สก. “มาเป็นอันดับหนึ่ง ได้ไปราว ๓๖% กวาด ๒๒ ที่นั่งจาก ๕๐...

ปี ๖๕ ได้ ๑๔ ที่ ปีนี้รักษาของเดิมไว้ครบแล้วเพิ่มใหม่อีก ๘” Teepagorn Champ Wuttipitayamongkol ชี้ เขาอธิบายว่า “เอาจริงคือคนกทม. มั่นใจแบบโคตรๆ ว่าชัชชาตินอนมา ความมั่นใจนั้นสะท้อนในตัวเลข turnout ด้วย หายไป ๑๒% คือไม่ธรรมดานะ”

เขาวิเคราะห์ต่อ “ดร.โจ เอาจริงๆ คือ ลุค ไม่ทนแดด ด้วย...VS ลุคแบบ ทนทาน ของชัชชาติ หรือกระทั่งมัลลิกาถึงจะอ๊องและตลกเรื่อง AI แต่ดู ทน + จริงๆ” แต่เราว่าคน กทม.นี่ชอบผู้นำแบบแกร่งกล้าอย่างชัชชาติ และก๋ากั่นแบบมัลลิกาเสียมากกว่า

แล้วก็ผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภา กทม. ๕๐ คนงวดนี้ เป็น สก.หน้าเดิมๆ เสีย ๓๒ คน เช่นที่ Thanapol Eawsakul ว่า เท่ากับมี สก.หน้าใหม่เพียง ๑๘ คน ที่พรรคประชาชนเอาไปแล้ว ๑๖ คน ซึ่งมาแทนที่ สก.ชุดเดิมจากพรรคก้าวไกล “เมื่อย้ายพรรค สอบตกทุกคน”

ข้อแนะนำจากราย Teepagorn ชวนคิดยิ่งนักว่าทางแก้ไขของพรรคส้มน่าจะอยู่ที่ “ใช้ท้องถิ่นเป็นบันไดพิสูจน์ฝีมือ บริหารให้เห็นกับตาว่าเวิร์ก สร้างเคสตัวอย่างเป็นรูปธรรม (แล้ว) ค่อยขอเก้าอี้ใหญ่ ตอนนี้ส้มแพ้สนามบริหารท้องถิ่นเกือบหมด”

ซึ่งมันคือสนามที่ทำให้พรรคอนาคตใหม่ประสบความสำเร็จต่อเนื่องมาถึงพรรคก้าวไกล ก่อนจะต้องมาเป็นพรรคประชาชน

(https://www.facebook.com/teepagorn/posts/STL9dR72h, https://www.facebook.com/baitongpost/posts/meHktM4 และ https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/FJNQTaR3CP)

นักรัฐศาสตร์วิเคราะห์ว่าคนที่โหวตเลือกชัชชาติเพราะเห็นว่า 4 ปีที่ผ่านมา มันพอรับประกันได้ว่า “ถ้าฉันเลือกชัชชาติอีก มันไม่แย่ไปกว่าเดิม แล้วยิ่งพอเจอคู่แข่งประมาณนี้ ดูแล้วไม่มีอนาคต แต่ถ้าเลือกชัชชาติคือยังเท่าเดิมแบบ 4 ปีที่ผ่านมา ฉันพอละ แต่ถ้าทำดีกว่านี้ได้ก็ดี ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”


ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ระบุว่า "ที่ผมมายืนอยู่วันนี้ได้ไม่ใช่ตัวคนเดียว แต่คือทีมชัชชาติ"

ทำไมคนกรุงเทคะแนนให้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ทุบสถิติเก่า-เป็น "ผู้ว่าฯ ล้านเสียง" สมัยที่สอง

หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รักษาสถานะ "ผู้ว่าฯ ล้านเสียง" เอาไว้ได้ หลังคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แบบไม่พลิกโผ ด้วยคะแนนสนับสนุนจากคนเมืองหลวงกว่า 1.44 ล้านเสียง ให้เขาหวนกลับไปทำหน้าที่เป็นสมัยที่ 2

ผลการนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลา 23.00 น. ซึ่งนับไปแล้ว 95% ชี้ว่า ผู้สมัครหมายเลข 9 ที่ชื่อ ชัชชาติ มีคะแนนนำคู่แข่งขันอื่น ๆ ชนิดไม่เห็นฝุ่น และเป็นอีกครั้งที่เขาชนะแบบม้วนเดียวจบ-ชนะครบทุกเขตใน กทม.

ที่สำคัญคือ ผู้ว่าฯ หน้าเดิมสามารถทำลายสถิติเก่าที่เขาเคยทำไว้เมื่อ 4 ปีก่อน ด้วยคะแนน 1.38 ล้านเสียง (คิดเป็น 51% ของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง) แต่ครั้งนี้ได้ไป 1.44 ล้านเสียง (คิดเป็น 67% ของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง)

"ต้องขอบคุณทุกคะแนนเสียงทั้งที่โหวตให้เราและไม่โหวตให้เรา ผมดูก็ไม่รู้สึกว่าเหมือนกับมีชัยชนะอะไรนะ เพราะผู้ว่าฯ คนต่อไปงานหนักมาก เป็นจังหวะสำคัญของ กทม." ชัชชาติแถลงภายหลังทราบผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา

เขากล่าวย้ำว่า มายืนตรงนี้ "ด้วยความยำเกรง" และ "หนักใจ" เพราะประชาชนคาดหวังเยอะ จึงบอกทีมงานว่าต้องทำงานหนักกว่าเดิม 3-4 เท่า "ดังนั้นทำงาน ทำงาน ทำงาน เป็นคีย์เวิร์ดที่ต้องทำ ต้องทำน้อย แต่ได้ผลลัพธ์เยอะ"

ขณะที่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชี้ว่า คะแนนที่ชัชชาติได้สะท้อนความนิยมส่วนบุคคล พลัสความสามารถในการทำงานในฐานะผู้ว่าราชการ กทม. แต่ยากจะอนุมานว่ากระแสนิยมของชัชชาติสร้างฐานเสียงใน กทม. ได้จริงหรือไม่ เพราะผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่ "มีแกนเดียวกัน" เข้าสภาเล็กได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง

ด้านพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ "กรุงเทพฯ สีส้ม" ในการเลือกตั้งระดับชาติ 2 ครั้งหลังสุด (ปี 2566 และ 2569) ยังรักษาฐานที่มั่นทางการเมืองเอาไว้ได้ระดับหนึ่ง สะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่ผู้สมัครในนามพรรค ปชน. มีคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งใน 23 เขต จากทั้งหมด 50 เขต

บีบีซีไทยวิเคราะห์เบื้องหลังชัยชนะของว่าที่ผู้ว่าฯ หน้าเดิม

ชัชชาติแข็งแกร่งเพราะทำมา 4 ปี มีเทคนิคในการตอบ

ทีมอดีตรองผู้ว่าฯ ของชัชชาติ

ไม่กี่วันก่อนครบวาระ ชัชชาติลาออกจากตำแหน่ง-ประกาศตัวว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกหน หลังจากนั้นเขาต้องเผชิญกับข่าวลบกลบนโยบายที่ภูมิใจนำเสนอไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะการเปิดประเด็น "ระบบอากง/ระบอบอากง" ของคู่แข่งขันที่กล่าวหาว่า "คนทำงานหลังบ้าน" ให้ผู้ว่าฯ คนที่ 17 เข้าไปพัวพันกับความไม่โปร่งใสในการบริหารราชการ กทม. และการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรม

นั่นทำให้นักการเมืองวัย 60 ปีที่เล่นการเมืองสไตล์นักบริหาร "เลี่ยงปะทะ-หลบการโต้ตอบประเด็นทางการเมือง" ต้องออกมาตอบสารพัดคำถามอย่างมิอาจปฏิเสธ

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า ชัชชาติรับมือกับการเมืองเก่า "ได้ดีพอสมควร" แต่อาจมีบ้างที่ออกอาการหงุดหงิด สุ้มเสียงและแววตาเปลี่ยนไปเมื่อถูกจี้ถาม แต่ก็ "มีเทคนิคในการตอบ" เช่น พอมีดราม่าเรื่องป้ายหาเสียงในรถไฟฟ้า ก็บอก ศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ ไปเช็กหน่อย หรือพอถูกวิจารณ์เรื่องผลสอบคดีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของ กทม. ก็ให้ ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯ มาตอบหน่อย

"เหมือนเขาก็ไม่ได้อยากปะทะอยู่คนเดียว ในเมื่อตอนทำงานจริงมันแบ่งกันรับผิดชอบ ฉะนั้นพอโดนดราม่าการเมืองมาก ๆ ก็เอาคนที่รู้เรื่องมาพูดเลย ส่วนหนึ่งถือว่าเทคนิคดี อีกส่วนหนึ่งมันอาจพิสูจน์ได้ว่า 4 ปีที่ผ่านมา เขาก็เผชิญการเมืองภายใน กทม. มาตลอด ไม่ได้อยู่สบาย แล้วเขารับมือกับมันอย่างไร" ดร.สติธรกล่าวกับบีบีซีไทย

กรณี "ระบบอากง/ระบอบอากง" ที่คู่แข่งช่วยกันขุด-จุดประเด็น ดร.สติธรชี้ว่า ช่วงแรก ๆ เหมือนจะทำให้ชัชชาติเซ แต่สุดท้ายพลิกกลับกลายเป็นบวก เพราะพอมีกระแสนี้ ก็ทำให้ "อากง" ที่ออกหน้าเยอะและอาจมีหลายคนหมั่นไส้อยู่ ต้องถอยฉากกลับไปโดยปริยาย เหลือแต่หน้าชัชชาติซึ่งคน "เกลียดไม่ลง"

สอดคล้องกับความเห็นของ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่วิเคราะห์ผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 33 ว่า กรณีอากงกลายเป็น "บูมเมอแรง" ย้อนกลับไปทำให้คนโจมตีประเด็นนี้เสียแต้ม เพราะคน กทม. ต้องการการเมืองสะอาด การหาเสียงโปร่งใส ไม่เอา negative campaign (การรณรงค์หาเสียงเชิงลบ)

"ต่อให้มีข้อกล่าวหา แต่มันไม่ใช่ตัวคุณชัชชาติ จึงไม่ระคายผิว แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ" อาจารย์สิริพรรณกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ว่าฯ เดิมที่ลงสมัครรอบ 2 มักจะได้คะแนนสูงขึ้น หากไม่ได้ทำอะไรเสียหายในเทอมแรก


ชัชชาติ กับ ต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ ในระหว่างหาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย

การอยู่ในตำแหน่งมา 4 ปี ทำให้ผู้ว่าฯ คนที่ 17 ของ กทม. มีทั้ง "จุดแข็ง" และ "จุดอ่อน" ในตัวเอง เพราะไม่ว่าแตะไปที่ปัญหาใดในเมืองกรุง ก็จะถูกวิจารณ์-ตั้งคำถามว่า "อยู่มา 4 ปีไม่ทำ ทำไมเพิ่งคิดจะมาทำตอนหาเสียง" ทว่าการเคยเป็นมาแล้วทำให้ชัชชาติมีข้อมูลเหนือกว่าคู่แข่งในการชี้แจง-แสดงเหตุผลบนเวทีแข่งขันกันประชันวิสัยทัศน์ (ดีเบต)

เมื่อมองผ่านแว่นของ ดร.สติธร 4 ปีที่ผ่านมาของชัชชาติเป็น "จุดแข็ง" มากกว่า เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วไปรับข้อมูลผ่านสื่อหลัก ดังนั้นการปรากฏตัวบนเวทีดีเบตหรือให้สัมภาษณ์สื่อต่าง ๆ ของชัชชาติซึ่งปูพรมมาตั้งแต่ก่อนลาออกจากตำแหน่งเมื่อ 18 พ.ค. "มันโกยไว้หมดตั้งแต่แรก จนคนรับรู้ไปหมดแล้ว ต่อให้มีเรื่องระบอบอากงมาแทรก มันก็ไม่กระทบ เพราะคนเชื่อไปแล้วว่าชัชชาติทำงานดี เต็มที่คนก็อาจจะโทษว่าคนที่อยู่รอบ ๆ ชัชชาตินั่นแหละทำเสียเรื่อง หรือถ้าใครบอกว่าผู้ว่าฯ ทำเป็นหลับหูหลับตาไม่รู้ ก็จะมีคนแก้ตัวให้ว่าระบบมันเป็นแบบนี้ ลำพังชัชชาติคนเดียวจะไปทำอะไรได้"

"เวลาขึ้นดีเบต คนที่ทำมา 4 ปี พูดอะไร มันลงรายละเอียดได้หมดทุกจุด คนทั่วไปก็สัมผัสแค่นี้ ความแข็งแกร่งของชัชชาติคือตรงนี้" นักรัฐศาสตร์จากจุฬาฯ ให้ความเห็น

แม้ถูกคู่แข่งรุมวิจารณ์ไม่มีผลงานแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ ดร.สติธรชี้ชวนให้ลองมองจากมุมคนทั่วไปที่ตามดูไลฟ์ชัชชาติในช่วงกระแสสูงหลังชนะการเลือกตั้งปี 2565 ด้วยคะแนน 1.38 ล้านเสียง เสร็จคนก็ไม่สนใจแล้ว ไปทำอย่างอื่น ตราบใดที่งาน กทม. ขับเคลื่อนไปตามปกติ ผ่านไป 4 ปีถึงกลับมาดูไลฟ์อีกครั้ง แต่ชัชชาติมีจุดบวกเข้าไปอีกเป็นระยะ ๆ อาทิ เจอแผ่นดินไหว ตึก สตง. ถล่ม 28 มี.ค. 2568, ถนนทรุดหน้า รพ.วชิรพยาบาล 24 ก.ย. 2568, รถไฟชนรถเมล์จุดตัดทางรถไฟแยกอโศก-ดินแดง 16 พ.ค. 2569 ก็จะเห็นชัชชาติอยู่หน้างาน

"พอเกิดเหตุการณ์อะไร คนจะเห็นชัชชาติเสมอ ถามว่าไปทำอะไรรู้ไหม อาจจะรู้หรือไม่รู้ สนหรือไม่สน แต่อย่างน้อย คนเขาเห็นผู้ว่าฯ มาบัญชาการ" เขากล่าว

โพลซ้อนโพล กระแทกใจคนไม่ชอบส้ม-ไม่เอาแดง


ผลสำรวจคะแนนนิยมของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากสำนักโพลต่าง ๆ พบว่า ชัชชาติ "นำห่าง" คู่แข่งขัน จาก 67.3% ในสัปดาห์แรกของเดือน มิ.ย. ทะยานขึ้นเป็น 72.35% ในสัปดาห์ที่สาม ขณะที่เรตติ้งของผู้สมัครอื่น ๆ เป็นตัวเลขหลักหน่วยเท่านั้น

ผลโพลที่ชัชชาตินำขาดส่งผลต่อความรู้สึกของโหวตเตอร์แต่ละกลุ่มแตกต่างกันไป ตามการประเมินของนักวิชาการผู้เกาะติดการเลือกตั้งทุกระดับ
  • กลุ่มที่ตั้งใจจะเลือกชัชชาติอยู่แล้ว: โพลจะมีผลยืนยันความรู้สึกในทำนองว่า "เห็นไหมใคร ๆ เขาก็เลือก" "ฉันคิดเหมือนคนส่วนใหญ่" "นี่ไงคำตอบของฉันถูก" ทำให้คนกลุ่มนี้ออกไปเลือกชัชชาติแน่นอน
  • กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคส้ม: โพลอาจทำให้รู้สึกว่า "เลือกไปก็สู้ไม่ได้" อาจไม่ออกไปใช้สิทธิเลย
  • กลุ่มที่ไม่ชอบส้ม-ไม่เอาแดง: มันมีโพลซ้อนโพล คือที่ 1 นำขาด แต่ที่ 2 กับที่ 3 เบียดกัน และโพลสุดท้ายที่เผยแพร่ได้ ติ่ง-มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข พลิกมานำ โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร โพลจะทำให้เกิดความรู้สึกว่า "เฮ้ย.. มัลลิกามาเว้ย ไปโหวตติ่งกันเพื่อตบหน้าส้ม เอาติ่งเข้าที่ 2 ฉันจะได้ด่าส้มมันปากกว่าเดิม" แม้มัลลิกาไม่ใช่ตัวแทนอนุรักษนิยมตามอุดมคติของโหวตเตอร์กลุ่มนี้ แต่ถ้าดูวิธีคิด-วิธีตัดสินใจ ยังไงมันก็ออกทรงอนุรักษนิยม ทำให้มัลลิกากลายเป็น "ตัวแทนของความสะใจ" และ "อย่างน้อยมัลลิกาก็มาด่าแทนชาวบ้าน" จึงได้คะแนนแบบล้นทะลัก
ดร.สติธรระบุว่า เมื่อไม่มีแคนดิเดตพอฟัดพอเหวี่ยงกับชัชชาติได้ โหวตเตอร์ที่ไม่ต้องการเลือกชัชชาติจึงมี 2 ทางเลือกคือ 1. อยู่บ้าน แล้วนอนก็ดูชัชชาติชนะไป ดูส้มแพ้ไป หรือ 2. ออกไปโหวตยังไงก็ได้เพื่อทำให้รู้สึกว่าฉันก็เป็นผู้ชนะกับเขาด้วย


มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ถ่ายภาพร่วมกับสื่อมวลชน หลังแถลงขอบคุณประชาชนชาว กทม. ที่โหวตเลือกเธอจนมีคะแนนมาเป็นอันดับ 2 ค่ำวันที่ 28 มิ.ย.

ส่วนคะแนน 1.44 ล้านเสียงที่ชัชชาติได้รับแบบไม่พลิกโพล-ไม่หักปากกาเซียน หาได้สะท้อนเพียงความนิยมในตัวของชัชชาติเท่านั้น แต่คะแนนตัวบุคคลพลัสความสามารถในการทำงานในฐานะผู้ว่าราชการ กทม.

"มันจะบวกกับ 4 ปีที่คนเขาไม่ได้ผิดหวัง อารมณ์เหมือนลุงจำลอง (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง) ที่เป็นผู้ว่าฯ กทม. สมัย 1 แล้วลงต่อสมัย 2 คนรู้สึกว่าแกทำอะไรหลายอย่างตามที่หาเสียงไว้ เราเห็นคนกวาดถนน เราเห็นฟุตบาทสะอาดขึ้น แต่ถามว่าลุงจำลองทำเรื่องใหญ่ ๆ ไหม ก็ไม่ได้ทำ แต่พอลงสมัย 2 คนเลือกลุงจำลองมากกว่าเดิมอีก คู่แข่งก็อ่อนกว่าเดิมอีก อารมณ์แบบเดียวกับชัชชาติเลย"

สำหรับ พล.ต.จำลองเป็นผู้ว่าราชการ กทม. 2 สมัยติดต่อกัน (2528-2535) ในการลงสมัครรอบแรกปี 2528 ได้คะแนน 408,237 เสียง และในการลงสมัครรอบสองปี 2533 ได้คะแนน 703,671 คะแนน หรือคิดเป็น 61.32% ของผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

การเมืองแห่งความหวัง

กลับมาที่ชัชชาติ ผู้เข้าสู่สนามเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งที่ 2 ภายใต้คำขวัญ "เมืองสร้างโอกาส ทีมชัชชาติสร้างความหวัง" ผลการเลือกตั้งวันนี้ทำให้ทีมชัชชาติ "สมหวัง" ที่รักษาแชมป์เอาไว้ได้ แต่อะไรทำให้นักการเมืองวัย 60 ปีผู้นี้สามารถรักษาความหวังของผู้คนเอาไว้ได้?

"เอาจริง ๆ มันไม่เกี่ยวเลย คำขวัญนี้มันสร้างขึ้นมาเพื่อโต้กับคนที่วิจารณ์ชัชชาติว่า 4 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำอะไร ทั้ง ๆ ที่เขาก็รู้สึกว่าทำตั้งเยอะ... ที่เขาพยายามหาเสียงรอบนี้คือบอกว่า 4 ปีทำไปประมาณนี้ อีก 4 ปีจะมาทำเพิ่มขึ้นไปอีก" ดร.สติธรกล่าว

เขาวิเคราะห์ว่า คนกรุงเทพฯ ไม่ได้คาดหวังสูง คนที่โหวตเลือกชัชชาติเพราะเห็นว่า 4 ปีที่ผ่านมา มันพอรับประกันได้ว่า "ถ้าฉันเลือกชัชชาติอีก มันไม่แย่ไปกว่าเดิม แล้วยิ่งพอเจอคู่แข่งประมาณนี้ ดูแล้วไม่มีอนาคต แต่ถ้าเลือกชัชชาติคือยังเท่าเดิมแบบ 4 ปีที่ผ่านมา ฉันพอละ แต่ถ้าทำดีกว่านี้ได้ก็ดี ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร"

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ "ความหวัง" ถูกนำมาใช้-จุดประกายในสนามเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 "การเมืองแห่งความหวัง" ทำให้พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ภายใต้การนำของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สัมผัสชัยชนะเป็นครั้งแรกด้วยยอด สส. 151 เสียง ซึ่ง ดร.สติธรชี้ว่า โหวตเตอร์รู้สึกว่า "การเลือกพิธาน่าจะได้อะไรที่ดีกว่าลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้า คสช. และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ) ได้อะไรยังไม่รู้ แต่ความรู้สึกคือฉันอยู่กับลุงตู่มาแล้วได้แค่นี้"

ในมุมนี้เหมือนชัชชาติในแง่ที่ว่าคนอยู่กับผู้ว่าฯ กทม. แบบเดิม ไม่ใช่แค่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 16 (2559-2565) ที่มาจากการแต่งตั้ง แต่ตั้งแต่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 15 ที่มาจากการเลือกตั้ง (2552-2559) คนรู้สึกว่าได้อย่างคนอย่างชัชชาติมาน่าจะดีกว่า เป็นตัวแทนความหวังได้


แสนดี บุตรชาย แสดงความยินดีกับบิดาที่ชนะการเลือกตั้ง

เช่นเดียวกับพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ภายใต้การนำของ ทักษิณ ชินวัตร ที่ชนะการเลือกตั้งทั่วไปปี 2548 แบบแลนด์สไลด์ 377 เสียง ด้วยคะแนนความหวังในตัวผู้นำส่วนหนึ่ง ซึ่ง ดร.สติธรบอกว่า เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2544 แล้วพอบริหารประเทศครบ 4 ปี คนก็หวังต่อว่ามันน่าจะดี แต่คนอาจจินตนาการไม่ออกด้วยซ้ำว่ามันจะดีกว่า 4 ปีแรกอย่างไร

"ถ้าเทียบทักษิณกับชัชชาติ คู่นี้ใกล้เคียงกันมากคือ ปี 2544 คนเลือกทักษิณเพราะรู้สึกว่ายังไงก็คงดีกว่าการเมืองก่อนหน้านี้ ดีจริงหรือเปล่ายังไม่รู้ แต่พร้อมที่จะเสี่ยงเลือก มาปี 2548 ถ้าดูผลลอย ๆ เราอาจนึกว่าทักษิณประสบความสำเร็จมาก ก็ไม่จริงทั้งหมด เพราะทักษิณถูกคนด่าโน่นนี่นั่นเป็นระยะ ๆ เหมือนกัน แต่ก็มีช็อตมาเสียบ คล้าย ๆ ชัชชาติ ชัชชาติมีตึก สตง. ถล่ม ทักษิณก็มีสึนามิ มันอารมณ์เดียวกัน พอปี 2548 มองซ้ายมองขวา คู่แข่งตอนนั้นเป็นใคร บรรหาร (ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย) เอนก (เหล่าธรรมทัศน์ หัวหน้าพรรคมหาชน) บัญญัติ (บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) ไม่แลนด์สไลด์ทนไหวหรอ (หัวเราะ) ถ้าเกิดเป็นอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) แข่งในนามหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปี 2548 อาจจะสูสีกันหน่อย ไทยรักไทยอาจจะไม่ใช่ 377 เสียงก็ได้" นักรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

เทียบฟอร์มชัชชาติ-ทักษิณ

เมื่อให้เทียบฟอร์มระหว่างทักษิณ-ชัชชาติ เขาพบจุดอ่อนของผู้ว่าฯ กทม. ที่ "ไม่กล้าได้กล้าเสีย" ยังไม่ต้องไปเทียบกับทักษิณ เทียบแค่ พล.ต.จำลองก็พอ

เขาย้อนประวัติศาสตร์การเมืองว่า พล.ต.จำลองสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม. รอบแรกในนามกลุ่มรวมพลัง และพัฒนาเป็นพรรคพลังธรรมในการลงสมัครรอบสอง โดยพ่วง ส.ก. ด้วย เพราะรอบแรกได้ ส.ก. น้อย เนื่องจากคนเลือกผู้ว่าฯ จำลอง แต่เลือก ส.ก. จากพรรค ปชป. จึงทำงานยาก พอรอบสอง คนเลือก ส.ก. จากพรรคลุงจำลองเกือบทั้งกรุงเทพฯ

"อันนี้คือจุดต่างกับชัชชาติ เพราะลุงจำลองชัดเจน กล้ากว่า ตรงไปตรงมากว่า พัฒนาจากกลุ่มไปตั้งพรรคการเมืองระดับชาติ ถ้าชัชชาติจะเดินตามรอยลุงจำลอง รอบหนึ่ง ลงในนามเป็นอิสระ รอบสอง เริ่มมีกลุ่ม ก็ควรประกาศตัวไปเลยว่าเป็นหัวหน้ากลุ่ม 'คนทำงาน' แล้วดูว่าจะได้เหมือนลุงจำลองรอบสอง ไหม ถ้าได้ ส.ก. ทั้งกรุงเทพฯ อย่างนี้คุณไปต่อยอดระดับชาติได้ แต่พอคุณเล่นการเมืองแบบกั๊ก คุณจะเป็นได้แค่ผู้ว่าฯ กทม. เพราะคนจะถามว่าถ้าคุณไปเป็นนายกฯ คุณจะบริหารการเมืองได้หรือ คุณเล่นการเมืองแบบนี้ ดังนั้นไม่ต้องไปเทียบกับทักษิณในมิตินี้ เพราะแกลุยเละเลย คนละอารมณ์เลย"

บีบีซีไทยได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวอย่างน้อย 2 คน ซึ่งมีฐานที่มั่นการเมืองใน กทม. และจังหวัดภาคกลาง ระบุว่า กุนซือคนสำคัญของทีมชัชชาติอยู่ระหว่างเดินสายพูดคุยและหยั่งท่าทีว่าพวกเขาสนใจจะเข้าร่วมอุดมการณ์กับพรรคการเมืองใหม่หรือไม่

ดร.สติธรยอมรับว่า "ได้ยินข่าว" ว่าบางคนในทีมชัชชาติต้องการตั้งพรรคการเมืองเพื่อทำงานการเมืองระดับชาติหลังชัชชาติครบวาระในสมัย 2 ซึ่งบริบทของการแข่งขันสนามชาติอาจจะเปิดโอกาสให้ชัชชาติ เพราะไม่มีแคนดิเดตนายกฯ ที่โปรไฟล์ระดับเดียวกัน หากขึ้นไปก็สามารถสู้ได้-เทียบได้กับทุกคน สมมุติว่าชัชชาติเป็นแคนดิเดตนายกฯ ในการเลือกตั้งปี 2569 ก็มีโปร์ไฟล์ที่แทบจะ "เหนือกว่าแคนดิเดตทุกคน"

"แต่การเมืองระดับชาติคุณต้องพิสูจน์ตัวเองเยอะ คุณต้องใจถึงพึ่งได้ระดับหนึ่ง แม้ไม่ใช่ขนาดบ้านใหญ่ก็เถอะ ต่อให้คุณไม่เอาทรัพยากรมาหล่อเลี้ยงพรรคหนัก แต่ต้องใจถึง ต้องมีภาวะผู้นำที่จะเล่นการเมืองแบบกล้าหาญและตรงไปตรงมา แล้วก็ไปวัดกัน แต่ชัชชาติไปไม่สุดตรงนี้ นิสัยส่วนตัวแกเป็นแบบนั้น ถามว่ามี passion (ความมุ่งมาดปรารถนา) อยากไปไหม อยากไป แต่สมมติให้ต่อสู้ดิ้นรนขนาดนั้น ก็รอได้ ถอยก่อนก็ได้ รอมีคนมาดันเยอะ ๆ อะไรอย่างนี้ ถ้าให้แกขี่จักรยานไปเอง ก็ไปได้นะ แต่ไม่ไปไง มันเหนื่อยไง จอดจักรยานแล้วรอเสลี่ยงเฉยเลย" เขาเปรียบเทียบพลางกลั้วหัวเราะ

ในระหว่างการแถลงข่าวค่ำวันนี้ (28 มิ.ย.) ชัชชาติถูกถามด้วยว่าจะเป็นนายกฯ ต่อหรือไม่ เขาตอบว่า "นายกฯ ยังไม่เอาหรอก เอาแค่ผู้ว่าฯ"


ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 20 ปี หลังออกจากเรือนจำ

ถอดรหัสการตัดสินใจคน กทม. ผ่านบัตร ส.ก.

แม้เห็นว่าชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ 2 ครั้งติดต่อกันของผู้ว่าฯ กทม. รายนี้ จะมีส่วนเปลี่ยนการเมืองภาพใหญ่ได้ แต่ ดร.สติธรชี้ว่า สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าชัชชาติมีฐานเสียงใน กทม. จริงหรือไม่ คือการที่ ส.ก. กลุ่มคนทำงานได้เข้าไปนั่งในสภา กทม. เกินครึ่งหนึ่ง แม้เจ้าตัวปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นพวกกัน แต่องคาพยพเครือข่ายต่าง ๆ มีแกนเดียวกันหมด

ดังนั้นการที่กลุ่มคนทำงานมีคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่ 11 เขต ซึ่งไม่ถึงครึ่งของสภา กทม. จึงยากจะอนุมานว่ากระแสนิยมของชัชชาติสร้างฐานเสียงใน กทม. ได้จริงหรือไม่ เหมือนกับครั้งที่แล้วที่คนก็รู้สึกว่าชัชชาติกับพรรคเพื่อไทยเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะเพิ่งเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท. มาหมาด ๆ ในการเลือกตั้งปี 2562 พอมาลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ปี 2565 คนเลือกชัชชาติแลนด์สไลด์ 1.38 ล้านเสียง แต่พอเลือกตั้ง สส.กทม. ปี 2566 คนเลือกเพื่อไทยแค่ 1 เขต แปลว่ามันไม่เชื่อมโยงกันเลย อย่างนี้เอาไปต่อยอดอะไรไม่ได้ ความฟีเวอร์ของชัชชาติไม่ได้เกี่ยวเลย เป็นเรื่องตัวชัชชาติล้วน ๆ

ผลการเลือกตั้ง ส.ก. เมื่อปี 2565 พรรค พท. เป็นแชมป์เก่า นำ ส.ก. เข้าสภาเล็กได้ 20 คน ตามด้วยพรรค ก.ก. 14 คน และพรรค ปชป. 10 คน

มารอบนี้ มีเพียง 2 พรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ก. ครบทุกเขตคือ พรรคสีส้มมีแนวโน้มได้ ส.ก. 22 ที่นั่ง พรรคสีฟ้าได้ 10 ที่นั่ง และกลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว 4 ที่นั่ง


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. กับ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรค แถลงยอมรับความพายแพ้ ช่วงค่ำ 28 มิ.ย. โดยเชื่อว่า "ทุกการพ่ายแพ้จะทำให้พรรคเข้มแข็งขึ้น กล้านำเสนอประเด็นที่ก้าวหน้ามากขึ้นต่อไป"

ดร.สติธรถอดรหัสการตัดสินใจของคน กทม. เอาไว้ว่า
  • คน กทม. เลือก สส.กทม. พรรคส้มยกจังหวัด 33 เขต จึงเป็นเรื่องยากที่จะไม่กาส้มเลยทั้ง 2 บัตรในสนามท้องถิ่น กทม.
  • คน กทม. โหวตตามผลการปฏิบัติงาน ไม่มีความภักดีต่อพรรคการเมืองใด แต่ในอดีตบังเอิญมีแค่ 2 พรรคคือ พรรค พท. กับพรรค ปชป. จึงสวิงไปมาอยู่ใน 2 พรรคนี้
  • รูปแบบการเลือกของคน กทม. ไม่ใช่โหวตไปคานอำนาจเท่านั้น ใครเป็นรัฐบาล ฉันจะโหวตให้พรรคตรงข้าม มันแล้วแต่ครั้ง
"อย่างครั้งนี้ สส. โหวตให้ส้มแล้ว ส.ก. ก็โหวตให้ส้ม ฉันมีผู้ว่าฯ สีเขียวแล้ว ส.ก. ควรจะสีเดียวกัน แต่พอเจอคำว่าระบอบอากงเข้าไป คนอาจจะรู้สึกว่าเอาไปคานดีกว่า เดี๋ยวไปเกี๊ยะเซียะกัน แทนที่จะเลือกคนไปสนับสนุนให้ชัชชาติทำงานคล่อง ไอ้พวกนี้เดี๋ยวไปต่อรองกัน แต่ถ้าเอาส้ม เขาจะรู้สึกว่าส้มเป็นพวกมีเหตุมีผล ตรงไปตรงมา อะไรดี ก็จะช่วยชัชชาติ อะไรแย่ ก็จะตรวจสอบชัชชาติ" ดร.สติธรกล่าว

กับผู้สนับสนุนพรรคสีส้มที่แสดงความไม่พอใจต่อการแต่งตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัย เป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. มีผลต่อการตัดสินเลือกของคน กทม. หรือไม่ ดร.สติธรบอกว่า กรณีตั้ง ศ.ดร.สุรพล คนลงโทษ ดร.โจไปแล้ว ส่วน ส.ก. เป็นคนละหน้ากัน

"มันมี 2 บัตร บัตรหนึ่งได้ลงโทษพรรคที่เราชอบไปแล้ว อีกบัตร ฉันได้เลือกพรรคที่เราชอบ มันแฮปปี้ คนเรามันเลือก ไม่ได้เลือกเพื่อไปผิดหวังนะ โกรธพรรค ฉันก็ลงโทษพรรค อย่างตอนเลือกตั้ง สส. โกรธพรรคไหม โกรธ แต่สุดท้ายก็กลั้นใจเลือกส้มกันทุกคน เพราะกาหนูไม่ลง กาเพื่อไทยไม่ไหว" เขากล่าวทิ้งท้าย

https://www.bbc.com/thai/articles/c36y8p0xn2go




ปรากฏการณ์ มัลลิกา แซงชนะ ดร.โจ (พรรคประชาชน) คว้าอันดับ 2 ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 ถือเป็นหนึ่งในประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่นักวิเคราะห์การเมืองและประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก

@biercarlos ดูดร.มัลลิกาไลฟ์ วันนี้ (8 ก.ย. 68) ดร.เต้นให้ดูเพลงนึง ไม่รู้ว่าดีใจอะไร 🤣 #ดรมัลลิกา #ดรมอลลี่ #drmallika ♬ original sound - Dr. Bier Carlos - Carlos Bier



คลิปนี้เป็นคลิปเก่า
.....


SUM UP

6 hours ago
·
"จริง ๆ ถามว่าดิฉันแปลกใจไหม ในฐานะเป็นคนที่ติดตามการเลือกตั้งครั้งนี้ แล้วก็ได้มีส่วนไปช่วยหาเสียงอยู่บ้าง 3-4 ครั้ง ก็ไม่ได้แปลกใจ ถ้าย้อนกลับไปครั้งก่อนของ 'พี่วิโรจน์' เนี่ย ตอนนั้นเราแปลกใจว่า โอ้ คะแนนพี่วิโรจน์มาเป็นที่ 3 จริง ๆ ห่างกันแค่นิดเดียวนะคะ ระดับหลักพันคะแนน แต่ก็แพ้คุณสุชัชวีร์ไป
.
แต่พอมานั่งดูผลกันจริง ๆ แล้วก็เข้าใจได้ว่าฝั่งอนุรักษนิยมเองเขาก็มีกลุ่มก้อนผู้คนที่ตัดสินใจอยู่หนึ่งกลุ่ม รวมถึงครั้งนั้นกลุ่มอนุรักษนิยมมีผู้สมัครที่แข็งแกร่งอยู่หลายคน มีคุณอัศวิน มีคุณสุชัชวีร์ มีคุณสกลธี ซึ่งยังไม่นับผู้สมัครท่านอื่น ๆ อีก แต่ 3 ท่านก็เป็นตัวหลักที่แบ่ง ๆ คะแนนกันไปคนละประมาณ 2 แสนคะแนนกว่า ๆ เท่า ๆ กันหมดเลย
.
แล้วก็ครั้งนี้มีคุณเจมส์ อนุชา มีหม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าอีก 2 ท่าน ไม่ได้มีบทบาทโดดเด่นมากนัก แล้วก็คุณมัลลิกาเนี่ย ต้องยอมรับว่าดิฉันกับคุณมัลลิกาเจอกันในรายการวิเคราะห์ข่าวต่าง ๆ บ่อย ก่อนที่คุณมัลลิกาจะมาเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ
.
ก็ต้องยอมรับว่าคุณมัลลิกาเป็นคนที่มีความสามารถในการสื่อสาร เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย แล้วก็มีความแม่นยำในการไปสื่อสารถึงกลุ่มที่ต้องการจะสื่อ ก็ต้องสังเกตว่าถ้าคุณลองไปสอบถามคนกรุงเทพฯ โดยทั่วไป เขาน่าจะเห็นแคมเปญของอาจารย์ชัชชาติกับคุณมัลลิกามากที่สุด แล้วผลคะแนนมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ ดิฉันพูดในฐานะที่ดิฉันทำงานในด้านการสื่อสารมาก่อน คุณไถฟีด Facebook TikTok คุณจะเจออยู่แค่อาจารย์ชัชชาติกับคุณมัลลิกา
.
อันนี้ก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นความล้มเหลวของพรรคประชาชน ในการทำให้แคมเปญของพรรคได้รับความสนใจ"
.
คำให้สัมภาษณ์ในช่วงต้นของ 'พรรณิการ์ วานิช' โฆษกคณะก้าวหน้า ในรายการสดพิเศษ "ศึกชิงผู้ว่าฯ ชี้ชะตามหานคร" เกาะติดผลเลือกตั้ง ของทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ดำเนินรายการโดย สรยุทธ สุทัศนะจินดา, กิตติ สิงหาปัด และ ปรินดา คุ้มธรรมพินิจ เกี่ยวกับประเด็นสำคัญที่ทำให้ 'พรรคประชาชน' พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้
.....

Atukkit Sawangsuk
8 hours ago
·
ถ้าโจแพ้ติ่งมัลลิกา
แน่ละ ก็ต้องชี้ว่าพรรคส้มผิดพลาดมหันต์ ทั้งยุทธศาสตร์หาเสียง การวางแคมเปญ การตั้งสุรพล ฯลฯ
สมน้ำหน้ามันเนอะ ฝ่ายก้าวหน้าs ตั้งวงขบขัน
ฯลฯ ฯลฯ
:
แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือความฉาบฉวยของกระแสโซเชียล
คนเลือกมัลลิกาไม่ใช่แค่ "ฝ่ายขวา" เหลืองนกหวีด (ซึ่งน่าจะโดนหม่อมกรแย่งไปส่วนหนึ่ง)
ติ่งมัลลิกามากับกระแสโซเชียล
กระแสฉาบฉวยแบบอยากได้คนใหม่ อิสระจากพรรคการเมือง เบื่ออะไรเก่าๆ
พูดอะไรโหวกๆ แหวกๆ ยิ่งโดนใจชาว TikTok
ทั้งที่ติ่งมัลลิกาไม่ใช่คนใหม่ทางการเมือง
อยู่พรรคมหาชน อยู่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี เป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์
แต่ติ่งแปลงร่างเป็นอินฟลูจนคนลืมไปหมด ทั้งที่เป็นประวัติศาสตร์อันใกล้นี่เอง
เป็น ดร.มัลลิกา ที่คนไม่สนใจด้วยซ้ำว่าจบ ดร.จากไหน (วิทยาลัยนวัตกรรม ม.รังสิต สุริยะใสเป็นคณบดี)
:
กระแสแบบนี้แหละคือกระแสที่ทรัมป์ และฝ่ายขวาทั่วโลกชนะเลือกตั้ง
ขายภาพคนใหม่ เบื่อการเมือง เบื่อพรรคการเมือง
ขายความคิดแหวกๆ แล้วประสบความสำเร็จในโลกโซเชียลที่นับวันยิ่งฉาบฉวย มักง่าย
ติ่งมัลลิกาอาจจะไม่ได้เป็นผู้ว่าในครั้งนี้
แต่ในการเลือกตั้งใหญ่จะมีคนเห็นโอกาส
ใครสักคนที่มาแนวเดียวกับพลเอกรังษี อาเรวัช มงคลกิตต์ แต่ดึงคนได้มากกว่า


.....

ปรากฏการณ์ มัลลิกา แซงชนะ ดร.โจ (พรรคประชาชน) คว้าอันดับ 2 ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569

AI คิดว่ามี 3 ปัจจัย

1. ยุทธศาสตร์โซเชียลมีเดียและการเข้าถึงคนรุ่นใหม่

แม้หลายคนจะติดภาพจำทางการเมืองแบบเดิมของ ดร.มัลลิกา แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้เธอปรับกลยุทธ์หันมาเน้นนโยบายสายเทคโนโลยี ชูการนำ AI มาใช้แก้ปัญหาเมือง เช่น ปัญหาจราจรและฝุ่น $PM_{2.5}$ ประกอบกับการมีฐานผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียค่อนข้างสูง (กว่า 6 แสนคน) ทำให้การสื่อสารนโยบาย 14 ยุทธศาสตร์เข้าถึงคนกรุงได้กว้างและสร้างภาพลักษณ์ที่ดูทันสมัยขึ้น

2. ปัญหา "คะแนนตัดกันเอง" และโจทย์สนามท้องถิ่นของพรรคประชาชน

ในมุมของพรรคประชาชน (ดร.โจ) แม้ว่าฐานเสียงในการเลือกตั้ง สส. ครั้งที่ผ่านมาจะแลนด์สไลด์ใน กทม. แต่เมื่อเป็น สนามเลือกตั้งท้องถิ่น พฤติกรรมของคนกรุงมักจะแยกแยะระหว่างการเมืองระดับชาติกับการเลือกผู้บริหารเมือง นอกจากนี้ คะแนนของกลุ่มผู้สนับสนุนฝั่งเสรีนิยมหรือคนรุ่นใหม่อาจถูกแบ่งไปให้กับคุณชัชชาติส่วนหนึ่ง ทำให้คะแนนของ ดร.โจ ไม่พุ่งทะยานเท่าที่ควร

3. กระแสเบื่อพรรคการเมืองใหญ่ (โหวตเลือกที่ตัวบุคคล)

สอดคล้องกับผลสำรวจก่อนหน้านี้ (เช่น นิด้าโพล) ที่ระบุว่าคนกรุงเทพฯ มีแนวโน้มอยากได้ผู้ว่าฯ ที่ ไม่สังกัดพรรคการเมือง มากขึ้น การที่ ดร.มัลลิกา ลงสมัครในนามอิสระ บวกกับความชัดเจนในสไตล์ "หญิงแกร่งคนกล้า" และการเดินหน้าดีเบตแสดงวิสัยทัศน์อย่างต่อเนื่อง ทำให้เธอสามารถดึงคะแนนจากกลุ่มคนที่เบื่อความขัดแย้งของพรรคการเมืองใหญ่ หรือกลุ่มคนที่อยากเห็นทางเลือกใหม่ ๆ มาได้

สรุปภาพรวม: ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงของคนกรุงเทพฯ มีความยืดหยุ่นสูง คาดเดาได้ยาก และไม่ได้ยึดติดกับกระแสพรรคการเมืองระดับชาติเสมอไป แต่พร้อมจะเทคะแนนให้ผู้สมัครที่สร้างสีสัน มีนโยบายตอบโจทย์ และใช้สื่อได้เข้าตาในช่วงโค้งสุดท้ายครับ



ผลเลือกตั้ง ส.ก. (อย่างไม่เป็นทางการ) แสดงถึง พฤติกรรม "รักพี่เสียดายน้อง" ก็น่าจะได้มั้ง จากสก. 50 คน เป็นสก. หน้าเดิม 32 คน สก. หน้าใหม่เพียงแค่ 18 คนเท่านั้น






https://x.com/thestandardth/status/2071243638395342914
.....

THE STANDARD
@thestandardth

ผลเลือกตั้ง ส.ก. อย่างไม่เป็นทางการ กลุ่มไหนได้กี่ที่นั่ง

สรุปจำนวนผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) แต่ละกลุ่ม แต่ละสังกัดอย่างไม่เป็นทางการ จากประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งท้องถิ่นประจำกรุงเทพมหานคร ณ วันที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 21.20 น.

และสามารถติดตามผลคะแนนผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก. แบบละเอียดจัดเต็มได้อีกหนึ่งช่องทาง ผ่านหน้าเกาะติดผลการนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก. บนเว็บไซต์ https://thestandard.co/bkkelection2569/

หมายเหตุ: คะแนนนี้เป็นคนละชุดกับคะแนนจากอาสาสมัครตามโครงการรายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของสื่อมวลชน
.....

ถอดรหัสการตัดสินใจคน กทม. ผ่านบัตร ส.ก.
ที่มา บีบีซีไทย
(https://www.bbc.com/thai/articles/c36y8p0xn2go)

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. กับ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรค แถลงยอมรับความพายแพ้ ช่วงค่ำ 28 มิ.ย. โดยเชื่อว่า "ทุกการพ่ายแพ้จะทำให้พรรคเข้มแข็งขึ้น กล้านำเสนอประเด็นที่ก้าวหน้ามากขึ้นต่อไป"

แม้เห็นว่าชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ 2 ครั้งติดต่อกันของผู้ว่าฯ กทม. รายนี้ จะมีส่วนเปลี่ยนการเมืองภาพใหญ่ได้ แต่ ดร.สติธรชี้ว่า สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าชัชชาติมีฐานเสียงใน กทม. จริงหรือไม่ คือการที่ ส.ก. กลุ่มคนทำงานได้เข้าไปนั่งในสภา กทม. เกินครึ่งหนึ่ง แม้เจ้าตัวปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นพวกกัน แต่องคาพยพเครือข่ายต่าง ๆ มีแกนเดียวกันหมด

ดังนั้นการที่กลุ่มคนทำงานมีคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่ 11 เขต ซึ่งไม่ถึงครึ่งของสภา กทม. จึงยากจะอนุมานว่ากระแสนิยมของชัชชาติสร้างฐานเสียงใน กทม. ได้จริงหรือไม่ เหมือนกับครั้งที่แล้วที่คนก็รู้สึกว่าชัชชาติกับพรรคเพื่อไทยเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะเพิ่งเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท. มาหมาด ๆ ในการเลือกตั้งปี 2562 พอมาลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ปี 2565 คนเลือกชัชชาติแลนด์สไลด์ 1.38 ล้านเสียง แต่พอเลือกตั้ง สส.กทม. ปี 2566 คนเลือกเพื่อไทยแค่ 1 เขต แปลว่ามันไม่เชื่อมโยงกันเลย อย่างนี้เอาไปต่อยอดอะไรไม่ได้ ความฟีเวอร์ของชัชชาติไม่ได้เกี่ยวเลย เป็นเรื่องตัวชัชชาติล้วน ๆ

ผลการเลือกตั้ง ส.ก. เมื่อปี 2565 พรรค พท. เป็นแชมป์เก่า นำ ส.ก. เข้าสภาเล็กได้ 20 คน ตามด้วยพรรค ก.ก. 14 คน และพรรค ปชป. 10 คน

มารอบนี้ มีเพียง 2 พรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ก. ครบทุกเขตคือ พรรคสีส้มมีแนวโน้มได้ ส.ก. 22 ที่นั่ง พรรคสีฟ้าได้ 10 ที่นั่ง และกลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว 4 ที่นั่ง

ดร.สติธรถอดรหัสการตัดสินใจของคน กทม. เอาไว้ว่า
  • คน กทม. เลือก สส.กทม. พรรคส้มยกจังหวัด 33 เขต จึงเป็นเรื่องยากที่จะไม่กาส้มเลยทั้ง 2 บัตรในสนามท้องถิ่น กทม.
  • คน กทม. โหวตตามผลการปฏิบัติงาน ไม่มีความภักดีต่อพรรคการเมืองใด แต่ในอดีตบังเอิญมีแค่ 2 พรรคคือ พรรค พท. กับพรรค ปชป. จึงสวิงไปมาอยู่ใน 2 พรรคนี้
  • รูปแบบการเลือกของคน กทม. ไม่ใช่โหวตไปคานอำนาจเท่านั้น ใครเป็นรัฐบาล ฉันจะโหวตให้พรรคตรงข้าม มันแล้วแต่ครั้ง
"อย่างครั้งนี้ สส. โหวตให้ส้มแล้ว ส.ก. ก็โหวตให้ส้ม ฉันมีผู้ว่าฯ สีเขียวแล้ว ส.ก. ควรจะสีเดียวกัน แต่พอเจอคำว่าระบอบอากงเข้าไป คนอาจจะรู้สึกว่าเอาไปคานดีกว่า เดี๋ยวไปเกี๊ยะเซียะกัน แทนที่จะเลือกคนไปสนับสนุนให้ชัชชาติทำงานคล่อง ไอ้พวกนี้เดี๋ยวไปต่อรองกัน แต่ถ้าเอาส้ม เขาจะรู้สึกว่าส้มเป็นพวกมีเหตุมีผล ตรงไปตรงมา อะไรดี ก็จะช่วยชัชชาติ อะไรแย่ ก็จะตรวจสอบชัชชาติ" ดร.สติธรกล่าว

กับผู้สนับสนุนพรรคสีส้มที่แสดงความไม่พอใจต่อการแต่งตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัย เป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. มีผลต่อการตัดสินเลือกของคน กทม. หรือไม่ ดร.สติธรบอกว่า กรณีตั้ง ศ.ดร.สุรพล คนลงโทษ ดร.โจไปแล้ว ส่วน ส.ก. เป็นคนละหน้ากัน

"มันมี 2 บัตร บัตรหนึ่งได้ลงโทษพรรคที่เราชอบไปแล้ว อีกบัตร ฉันได้เลือกพรรคที่เราชอบ มันแฮปปี้ คนเรามันเลือก ไม่ได้เลือกเพื่อไปผิดหวังนะ โกรธพรรค ฉันก็ลงโทษพรรค อย่างตอนเลือกตั้ง สส. โกรธพรรคไหม โกรธ แต่สุดท้ายก็กลั้นใจเลือกส้มกันทุกคน เพราะกาหนูไม่ลง กาเพื่อไทยไม่ไหว" เขากล่าวทิ้งท้าย
.....

เพิ่มเติมจาก Gemini

การเลือกตั้งกรุงเทพมหานครที่มี "บัตร 2 ใบ" แยกกันชัดเจนระหว่าง ผู้ว่าฯ กทม. และ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) นำไปสู่ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยเฉพาะพฤติกรรม "รักพี่เสียดายน้อง" หรือการโหวตแบบแยกฝั่ง (Split-ticket voting) ที่สะท้อนวิธีคิดและมิติเชิงพื้นที่ของคนกรุงได้อย่างลึกซึ้ง

สามารถถอดรหัสรสนิยมและการตัดสินใจของคนกรุงเทพฯ ผ่านบัตรเลือก ส.ก. ออกเป็น 4 มิติสำคัญ ดังนี้ครับ

1. การเมืองภาพใหญ่ VS ปัญหาปากซอย (Macro vs Micro Politics)

ขณะที่เก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. มักจะผูกโยงกับอุดมการณ์ แบรนด์พรรคการเมือง หรือกระแสความนิยมในระดับชาติ (Macro) แต่สำหรับ บัตร ส.ก. คนกรุงเทพฯ มักให้ความสำคัญกับ "ความคุ้นเคยและการเข้าถึง" ในระดับพื้นที่ (Micro)

คนทำงานจริงในชุมชนได้เปรียบ: ส.ก. ที่ฝังตัวในพื้นที่ยาวนาน มีเครือข่ายหัวคะแนนที่เหนียวแน่น หรือช่วยเหลือชาวบ้านในยามวิกฤต (เช่น ช่วงน้ำท่วม หรือประสานงานสิทธิประโยชน์ต่างๆ) มักได้รับความไว้วางใจ โดยไม่เกี่ยงว่าจะสังกัดพรรคใดหรือลงอิสระ

การเลือกที่ตัวบุคคล: หลายครั้งที่ผู้สมัคร ส.ก. จากพรรคกระแสรอง หรือผู้สมัครอิสระ สามารถชนะในเขตนั้นๆ ได้ เพราะคนในพื้นที่รู้สึกว่า "พึ่งพาได้มากกว่า" พรรคใหญ่ที่เน้นแต่การโหมกระแสในโซเชียลมีเดีย

2. ยุทธศาสตร์ "คานอำนาจ" และการเลือกแบบไขว้ (Split-Ticket Voting)

คนกรุงเทพฯ มีพฤติกรรมการลงคะแนนที่ยืดหยุ่นและมีนัยเชิงยุทธศาสตร์สูงมาก (Strategic Voting) โดยเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องเลือก "ผู้ว่าฯ" และ "ส.ก." จากทีมเดียวกันเสมอไป

เลือกผู้ว่าฯ ที่ชอบ เลือก ส.ก. มาคานหรือช่วยงาน: สมมติว่าเลือกผู้ว่าฯ จากผู้สมัครอิสระ คนกรุงอาจเลือก ส.ก. จากพรรคที่มีระบบตรวจสอบเข้มข้นเพื่อไปทำหน้าที่ในสภา กทม. หรือในทางกลับกัน หากเลือกผู้ว่าฯ จากพรรคหนึ่ง ก็อาจเลือก ส.ก. อีกพรรคเพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างความสมดุลในการบริหารงบประมาณ

ปรากฏการณ์นี้ทำให้พรรคการเมืองใหญ่ไม่สามารถกวาดเก้าอี้ ส.ก. ได้แบบเบ็ดเสร็จ (Landslide) เหมือนการเลือกตั้งใหญ่ระดับประเทศ

3. "กระแสพรรค" ปะทะ "ฐานเสียงท้องถิ่น"

ในการเลือกตั้ง ส.ก. เราจะเห็นการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่าง 2 แนวคิด:

สายกระแส/อุดมการณ์: กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือคนเมืองชั้นใน มักเลือก ส.ก. โดยอิงจาก "แบรนด์พรรค" เป็นหลัก เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองระดับชาติ และคาดหวังให้ทีม ส.ก. เข้าไปผลักดันนโยบายเชิงโครงสร้างหรือการตรวจสอบที่โปร่งใส

สายบ้านใหญ่/เครือข่ายอุปถัมภ์: ในเขตชานเมืองหรือชุมชนหนาแน่น (เช่น ฝั่งธนบุรี หรือกรุงเทพฯ ตะวันออก) ส.ก. หน้าเดิมที่มีฐานเสียงครอบครัว หรืออดีตหัวคะแนนท้องถิ่นยังคงแข็งแกร่งมาก เพราะชาวบ้านยังมองหา "กลไกประชานิยมระดับท้องถิ่น" ที่จับต้องได้รวดเร็ว เช่น การลอกคลอง การซ่อมไฟกิ่ง หรือการจัดงานชุมชน

4. ภาพสะท้อนของ "พรรคเกิดใหม่" และ "ผู้สมัครอิสระ"

เทรนด์ที่น่าจับตาในระยะหลังคือ การเติบโตของผู้สมัครอิสระและการกระจายตัวของขั้วการเมือง คนกรุงเริ่มเบื่อหน่ายกับความขัดแย้งของพรรคใหญ่ระดับชาติ และหันมาให้โอกาสผู้สมัคร ส.ก. กลุ่มอิสระมากขึ้น (สอดคล้องกับผลโพลหลายสำนักที่ชี้ว่า คนกรุงเกินครึ่งเปิดรับผู้สมัครที่ไม่สังกัดพรรค) เพราะเชื่อว่าจะสามารถทำงานประสานประโยชน์กับผู้ว่าฯ กทม. ทุกฝ่ายได้ราบรื่นกว่า ไม่ต้องติดหล่มเกมการเมืองขั้วตรงข้าม

สรุป: บัตรเลือก ส.ก. คือเครื่องมือที่คนกรุงเทพฯ ใช้บริหาร "ความจริงที่จับต้องได้" ในชีวิตประจำวัน พวกเขาอาจจะฝันถึงนโยบายระดับมหภาคผ่านใบเลือกผู้ว่าฯ แต่ในใบเลือก ส.ก. พวกเขาเลือกคนที่จะมาเดินลุยน้ำท่วมขังในซอยบ้าน หรือคนที่จะคอยส่งเสียงแทนพวกเขาในสภาเมืองนั่นเอง
.....



Thanapol Eawsakul
1 hour ago
·
จากสก. 50 คน
เป็นสก. หน้าเดิม 32 คน
แปลว่ามีสก. หน้าใหม่เพียงแค่ 
18 คนเท่านั้น

ขณะที่กลุ่มคนทำงานมีสก 11
คนแต่เป็นคนหน้าใหม่เพียง 1 คน
แปลว่าการโหนกระแสชัชชาติอย่างเดียวไม่ได้ผลต้องมีคะแนนจัดตั้งของตัวเองด้วย
และน่าจะสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนพรรคประชาชนแม้จะมีสก. เพิ่มขึ้นจากเดิม 14 เป็น 22 ที่นั่ง
แต่เป็นสก. หน้าใหม่ 16 คน
สก. เดิมของพรรคก้าวไกล 2565
เมื่อย้ายพรรค
สอบตกทุกคน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=27676799525293524&set=a.640340859366090




บูม ธาวิต แสงวีระพันธุ์ศิริ นักวิชาการอิสระด้านการขนส่ง และ อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ อาจารย์และพิธีกรรายการโทรทัศน์ เผยมุมมองผู้ใช้รถเมล์ถูกปฏิบัติราวกับเป็นพลเมืองชั้นสอง

https://x.com/ThaiPBS/status/2071223684027814247


Thai PBS
@ThaiPBS

คนขึ้นรถเมล์ = พลเมืองชั้น 2 เมื่อห้างดังไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทุกคน

บูม ธาวิต แสงวีระพันธุ์ศิริ นักวิชาการอิสระด้านการขนส่ง และ อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ อาจารย์และพิธีกรรายการโทรทัศน์ เผยมุมมองผู้ใช้รถเมล์ถูกปฏิบัติราวกับเป็นพลเมืองชั้นสอง ซึ่งเห็นได้จากการออกแบบเส้นทางเดินรถที่เหมือนมีไว้เพียงเพื่อให้มี แต่ไม่ได้เน้นประสิทธิภาพในการให้บริการ หรือ การเข้าถึงพื้นที่เชิงพาณิชย์ในเขตเมือง ซึ่งผู้ใช้รถเมล์ต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงอาคาร เมื่อเทียบกับผู้ใช้รถไฟฟ้าหรือรถยนต์ส่วนบุคคล

🗳️ ชวนพูดคุย รีวิวกรุงเทพมหานครกับนักวิชากร พิธีกร และอินฟลูเอนเซอร์มากประสบการณ์กับ #BangkokUnboxed : ปิดหีบเลือกตั้ง ฟังเสียงคนกรุง พร้อมเกาะติดผลการนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา
.....

ประเด็นที่ บูม-ธาวิต แสงวีระพันธุ์ศิริ (นักวิชาการอิสระด้านการขนส่ง) และ อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ ได้ออกมาสะท้อนนั้น ถือเป็นกระจกบานใหญ่ที่ส่องให้เห็นปัญหาโครงสร้างระบบขนส่งสาธารณะไทย โดยเฉพาะคำนิยามที่ว่า "คนใช้รถเมล์ถูกปฏิบัติราวกับเป็นพลเมืองชั้นสอง" ซึ่งสามารถสรุปมุมมองและมิติวิเคราะห์ได้ดังนี้ครับ

1. มุมมองจาก อ.ยิ่งศักดิ์: ประสบการณ์ตรงและเสียงสะท้อนจากผู้ใช้จริง

อ.ยิ่งศักดิ์ มักจะหยิบยกเรื่องราวใกล้ตัวและประสบการณ์ตรงมาเล่าด้วยสไตล์ที่ตรงไปตรงมา โดยชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในชีวิตประจำวัน เช่น:

ความยากลำบากในการเข้าถึง: สภาพรถเมล์ที่เก่า ไร้แอร์ หรือระบบความปลอดภัยต่ำในบางสาย

การรอคอยที่ไร้จุดหมาย: ตารางเวลาที่ไม่แน่นอน ป้ายรถเมล์ที่ไม่กันแดดกันฝน ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกเหมือนระบบไม่ได้ออกแบบมาเพื่อดูแลมนุษย์อย่างมีศักดิ์ศรี

การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่: ในบางครั้ง พฤติกรรมการขับขี่หรือการให้บริการของพนักงาน (แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด) ก็ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกว่าตนเองกำลัง "ขออาศัย" มากกว่าการเป็น "ผู้รับบริการ" ที่จ่ายเงินซื้อตั๋ว

2. มุมมองจาก บูม ธาวิต: มิติด้านโครงสร้างและนโยบายการขนส่ง

ในฐานะนักวิชาการอิสระด้านการขนส่ง ธาวิต แสงวีระพันธุ์ศิริ ได้วิเคราะห์ลึกลงไปถึง "ต้นตอ" ของปัญหาที่หล่อหลอมให้เกิดภาวะพลเมืองชั้นสอง ดังนี้:

งบประมาณและการให้ความสำคัญ (Priority): รัฐมักทุ่มงบประมาณไปกับการสร้างถนนสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล หรือรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ แต่กลับละเลยการอุดหนุน (Subsidy) และพัฒนาโครงข่ายรถเมล์ ทั้งที่รถเมล์เป็นระบบขนส่งที่เข้าถึงคนได้ทุกระดับและประหยัดที่สุด

สิทธิบนท้องถนนที่สูญหาย: รถเมล์ 1 คัน ขนคนได้ 40-80 คน แต่ต้องมาติดแหง็กอยู่บนถนนร่วมกับรถยนต์ส่วนบุคคลที่นั่งมาเพียง 1-2 คน โดยไม่มีช่องทางพิเศษ (Bus Lane) ที่ใช้งานได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ: การที่ระบบขนส่งสาธารณะขั้นพื้นฐานมีคุณภาพต่ำ บีบบังคับให้คนที่มีกำลังทรัพย์ต้องหนีไปซื้อรถยนต์ส่วนบุคคล (เพิ่มหนี้สิน) หรือขึ้นรถไฟฟ้าที่ค่าโดยสารสูงเกินค่าแรงขั้นต่ำ ส่วนคนที่ไม่มีทางเลือกก็ต้องทนใช้รถเมล์ที่ไม่ได้มาตรฐานต่อไป

3. ทำไมถึงเรียกว่า "พลเมืองชั้นสอง"?

คำว่า "พลเมืองชั้นสอง" ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงสถานะทางกฎหมาย แต่หมายถึง "การถูกลดทอนสิทธิและความสะดวกสบายที่ควรได้รับจากสวัสดิการรัฐ"

| มิติการเปรียบเทียบ |

รถยนต์ส่วนบุคคล / รถไฟฟ้าราคาสูง
ความสะดวกสบาย | แอร์เย็น, กำหนดเวลาได้ค่อนข้างแน่นอน

รถเมล์สาธารณะ
ร้อน, ฝุ่น PM2.5, ควันพิษ, คุมเวลาไม่ได้
..

รถยนต์ส่วนบุคคล / รถไฟฟ้าราคาสูง
ความปลอดภัย
มีโครงสร้างป้องกัน, สถานีรถไฟฟ้ามี รปภ. และกล้อง

รถเมล์สาธารณะ
ความปลอดภัย
ป้ายรถเมล์เปลี่ยว, เสี่ยงอุบัติเหตุจากการก้าวขึ้น-ลงรถ
..

การมองเห็นจากภาครัฐ
รถยนต์ส่วนบุคคล / รถไฟฟ้าราคาสูง
ได้รับการจัดสรรพื้นที่ถนนและโครงสร้างพื้นฐานก่อน

รถเมล์สาธารณะ
มักถูกมองว่าเป็นตัวการทำให้รถติด หรือเป็นทางเลือกสุดท้าย

บทสรุป สิ่งที่ทั้งสองท่านพยายามสื่อสาร ไม่ใช่เพียงแค่การตัดพ้อหรือวิจารณ์เพื่อความสนุก แต่เป็นการเรียกร้อง "ความเท่าเทียมในสิทธิการเคลื่อนที่ (Mobility Rights)" เพราะระบบขนส่งสาธารณะที่ดี ไม่ใช่ระบบที่ทำให้คนจนมีเงินไปซื้อรถยนต์ แต่เป็นระบบที่ทำให้ "คนรวยและคนทุกชนชั้นหันมานั่งรถเมล์ร่วมกันได้อย่างภาคภูมิใจ"