วันพุธ, มิถุนายน 02, 2564

‘เต้’ ไทยศรีวิไลย์ อภิปรายสาดเสียรัฐบาล ‘ตู่’ จะ “ขยับเพดานกู้เงินขึ้นไปอีกจาก ๖๐% เป็น ๘๐%”


ใครนะเขียนสปีชให้ประยุทธ์ น่าจะมีคนเสนอชื่อชิงรางวัล ซีไร้ท์ แขนงนวนิยายประโลมโลก “ผมนั่งรถไปทุกวัน...มองนอกกระจก...ว่าผมจะทำยังไง ให้คนที่ผมเห็น เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยที่ผมไม่ได้หวังผลประโยชน์จากเขาเลย”

ยังกะประวัติชีวิต พ่อพระ จันโอซ่า ขณะที่ในโลกแห่งความเป็นจริง ประยุทธ์คนนี้แหละทำให้ทั้งประเทศใกล้ล่มจม เพราะสถานภาพการเงินของไทยขณะนี้ มีทุนสำรองฯ อยู่ ๘.๖ ล้านล้านบาท แต่หนี้สาธารณะอยู่ที่ ๘.๔ ล้านล้านบาท

ที่ผ่านมาสองปี “รัฐบาลได้ใช้เงินปกติไปจำนวน ๙.๕๘๕ ล้านล้านบาท และใช้เงินกู้ไปจำนวน ๑.๕ ล้านล้านบาท ซึ่งไม่รวม พ.ร.ก. Solf Loan จำนวน ๕ แสนล้านบาท” ไม่รวมหุ้นกู้ ๔ แสนล้าน และให้กู้ผู้ประกอบการอีก ๓.๕ แสนล้าน” นี่จากข้อมูลอภิปรายของ เต้ ไทยศรีวิไลย์

มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ชี้ว่า “หากนำทุนสำรองระหว่างประเทศมาลบด้วยตราสารหนี้ที่ขายออกไป จะพบว่าประเทศไทยจะติดลบอยู่ที่ ๑.๑๔๑ ล้านล้านบาท” นอกจากนั้นไอ้ พรก.กู้ใหม่ ๕ แสนล้านนั้นจะทำให้ “มีเพดานหนี้เพิ่มสูงขึ้นเป็น ๖๐% ของ GDP

แล้วไง ปี ๖๕ รัฐบาล ตู่ เสนองบประมาณไว้ที่ ๓.๑ ล้านล้านบาท แต่คาดการณ์จะสามารถจัดเก็บภาษีได้ ๒.๔ ล้านล้านบาท เป็นงบฯ ขาดดุลที่ผลักภาระหนี้ไปปีหน้า เต้เขาเรียกว่า ‘รัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง’ จึงเชื่อว่าปลายปีนี้จะมีทีเด็ด

คือ “รัฐบาลจะขอมติจากสภาผู้แทนราษฎรในการแก้พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ เพื่อขยับเพดานกู้เงินขึ้นไปอีกจาก ๖๐% เป็น ๘๐%” พวก ส.ส.รัฐบาลและพรรคเห็บเกาะเฮกันใหญ่ พร้อมใจสนับสนุน ตู่ต่อ

แม้จะมี ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลบางคนขึ้นอภิปรายงบประมาณรัฐบาลสาดเสีย และพรรคฝ่ายค้านถลกหนังการตั้งงบฯ แบบจำบัง ซุกงบฯ ซื้ออาวุธและงบฯ เพิ่มสำหรับ ขุนพลรบ (สำหรับห้ำหั่นพวกราษฎร) ไว้ใต้รักแร้  แต่ ว้อยซ์ทีวีประมาณการว่าวาระแรกผ่านฉลุย

นั่นคือเสียงฝ่ายรัฐบาล ๒๗๑ ฝ่ายค้าน ๒๑๒ (เสียงเสริมพรรคเล็ก ๒ คน มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ กับมงคลกิตติ์ หักกลบงูเห่าก้าวไกล ๔ คนที่ ภูมิใจไทยอมอยู่ และของเพื่อไทย ๑ คน ประชาชาติอีกหนึ่งคน ซึ่งอิงแอบ พลังประชารัฐ แล้ว)

เรียกว่าดันทุรังกันไป จะได้อิ่มหมีพีมันกันต่อ ดังที่ หน้า ๓ ไทยรัฐ อ่านไต๋ไว้ว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ที่เสียงแข็งยังไงก็ไม่ถอนตัวจากรัฐบาลแน่นอน เช่นเดียวกับ อู๊ดด้า จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์...ย้ำแล้วย้ำอีก ไม่มีเหตุที่ต้องสละเรือ”

ไม่ว่า กรวีร์ ปริศนานันทกุล บัญชีรายชื่อ ภท.จะออกตัวแรง “การจัดทำงบฯ ปีนี้พิลึกพิลั่นจริงๆ และไม่มีใครรู้ว่า...อาจเป็นครั้งสุดท้ายของรัฐบาลและรัฐสภาแห่งนี้ก็ได้” หรือ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ ภท.ค้านแหลกการต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว

ล้วนถูกมองว่าเป็นการ “โก่งราคาค่าตัว...มันก็แค่ปาหี่ ลิเกโรงใหญ่ตบตาคนดู แค่ลีลาขู่กันยื้อเดิมพัน...พอได้สมประโยชน์ก็เลิกเฮี้ยว จูบปากกันหลังโรง” จึงได้เห็นความถุ่ยของนายกฯ ไม่ต้องทำการบ้าน จนมุมตอบกระทู้หนี้สาธารณะ “เพิ่มเพราะต้องใช้หนี้ให้โครงการรับจำนำข้าวด้วย”


อย่างไรเสีย รถถังจีนก็มาแล้ว วัคซีนไทยพันธุ์ทางอังกฤษยังไม่มา ข่าวรอยเตอร์ว่าที่จะส่งให้ฟิลิปปีนส์ก็เลื่อนมาแล้วหลายครั้ง ถึงจะยืนยันวันที่ ๗ มิถุนามีฉีดแน่ๆ (คงจะ ซิโนแว็ค เป็นหลัก) ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำการ ปูพรม ฉีดได้

ขนาดวัคซีนสำหรับฉีดภายในคลัสเตอร์เรือนจำต่างๆ ซึ่งตลอดสองอาทิตย์ที่จำยอมเปิดข้อมูล มีติดเพิ่มวันละเป็นพัน ก็เพิ่งจะได้ล็อตแรกส่งเข้าไปไล่ฉีดแค่แสนโด๊ส ยังดีนิดนึงที่แกนนำราษฎรอีกสามคน อานนท์ ไม้ค์ และจัสติน เพิ่งได้ประกันออกมาแล้ว

ถึงอย่างไรการอภิปรายงบประมาณปี ๖๕ วาระแรกนี้ก็ยังทำให้อาณาประชาราษฎร์ หูตาสว่าง ขึ้นอีกไม่น้อยก็มาก เมื่อได้ฟัง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกลตีแผ่ความจริงเกี่ยวกับ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องสถาบันกษัตริย์ “อย่างน้อยๆ ๓๓,๗๑๒ ล้านบาท

ยังไม่ได้รวมงบที่เกี่ยวข้องกับสถาบันที่อาจซ่อนอยู่ในหมวดหมู่โครงการก่อสร้างที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาท หรืออื่นๆ” เบญจา แสงจันทร์ ระบุว่าจำนวนไม่ได้เป็นปัญหามากเท่า ผลผลิตและประสิทธิภาพในการจับจ่ายเงินเหล่านั้น

เธอหมายถึง การแอบอ้าง เอาชื่อโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ ไปใช้กันอย่างหละหลวม สิ้นเปลือง ยกตัวอย่าง โครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่ว พัทลุง ที่อ้างว่ามาจากพระราชดำริ ร.๙ “มีการคัดลอกเอารายงานของจังหวัดเพชรบูรณ์มาเปลี่ยนชื่อ

...แต่กลับลืมแก้ไขข้อมูลพื้นฐานสำคัญ อย่างลักษณะทางภูมิศาสตร์ และพืชเศรษฐกิจหลัก จนถูกประชาชนคนทั่วไปจับผิดได้” อีกโครงการ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทระจินดา’ หรือ ‘โครงการห้วยโสมงก็อ้างดำริ ร.๙ “มายาวนานมากกว่า ๑๐ ปี”

ของบฯ จัดงบฯ ถมกันลงไปทุกปี ภายใต้กรอบวงเงิน ๙,๐๗๘ ล้านบาท กำหนดระยะเวลาก่อสร้างตั้งแต่ปี ๕๓ ถึง ๖๑ ขอเลื่อนมาทุกปีป่านนี้ปี ๖๔ ยังไม่เสร็จ ขอเลื่อนต่อไปปี ๖๕ ซึ่ง “ปัจจุบันงบประมาณปี ๒๕๖๕ ท่านก็ระบุว่าจะแล้วเสร็จปี ๒๕๖๖”

ส.ส.ก้าวไกลผู้นี้เธอให้ข้อคิดสละสลวย สุภาพ และสมถะ สรุปสั้นๆ บรรทัดเดียวได้ว่า รู้สึกเจ็บแทนสถาบันฯ แทนที่จะปลาบปลื้มกับผลงานดังที่เขาโฆษณา ว่าไพร่ฟ้าหน้าใสสุขสบายถ้วนหน้า ที่ไหนได้ถูกคนเหล่านั้นห้อยโหน หาผลประโยชน์ใส่ตนกันปรีดา

(https://www.facebook.com/MoveForwardPartyThailand/posts/328278835470810, https://www.facebook.com/thestandardth/posts/2761478717478336, https://www.voicetv.co.th/read/5B06uPHYG2ri1WQ, https://www.matichon.co.th/politics/news_2751689 และ https://www.thairath.co.th/news/politic/2105260) 

ต้องปฏิรูปงบประมาณ "สถาบันพระมหากษัตริย์" : ชวนชมการอภิปราย #งบประมาณ65 ของ เบญจา แสงจันทร์ พิจารณาข้อบกพร่องในการใช้งบของสถาบันฯ + ‘อมรัตน์’ จี้ ปฏิรูปกระทรวงยุติธรรม


พรรคก้าวไกล - Move Forward Party
7h ·

ต้องปฏิรูปงบประมาณ "สถาบันพระมหากษัตริย์"

"เมื่อพูดถึงการกำหนดวงเงินที่ตั้งงบเกี่ยวข้องกับ #สถาบันพระมหากษัตริย์ ปี 2565 มีงบที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน อย่างน้อยๆ 33,712 ล้านบาท นี่แค่แสดงเป็นชื่อโครงการในเอกสารงบ ยังไม่ได้รวมงบที่ที่อาจซ่อนอยู่ในหมวดหมู่โครงการที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า 10 ล้านบาท หรืออื่น ๆ"
.
"เพื่อไม่ถูกนำไปแอบอ้างและกระทบเกียรติยศของ ‘องค์พระมหากษัตริย์’ งบที่เกี่ยวกับสถาบันฯ หรือโครงการ ‘อันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ ต้องมีการปฏิรูป"
.
เชิญชมการอภิปราย #งบประมาณ65 ของ Bencha Saengchantra - เบญจา แสงจันทร์ พิจารณาข้อบกพร่องในการใช้งบของสถาบันฯ จนอาจส่งผลให้เกิดความเสื่อมเสียพระเกียรติได้
.
#ก้าวไกล #ประชุมสภา #เบญจา #งบ65
.....


พรรคก้าวไกล - Move Forward Party
6h ·

[ เพื่อไม่ถูกนำไปแอบอ้างและกระทบเกียรติยศของ ‘องค์พระมหากษัตริย์’ งบที่เกี่ยวกับสถาบันฯ หรือโครงการ ‘อันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ ต้องมีการปฏิรูป ]
.
Bencha Saengchantra - เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2565
.
โดยระบุว่า เมื่อพูดถึงการกำหนดวงเงินของหน่วยงานรับงบประมาณต่างๆ ที่ตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในปีงบประมาณ 2565 มีงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันอยู่อย่างน้อยๆ 33,712,000,000 บาท (สามหมื่นสามพันเจ็ดร้อยสิบสองล้านบาท) เป็นรายการตามที่แสดงเป็นชื่อโครงการในเอกสารงบประมาณ ยังไม่ได้รวมงบที่เกี่ยวข้องกับสถาบันที่อาจซ่อนอยู่ในหมวดหมู่โครงการก่อสร้างที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า 10 ล้านบาท หรืออื่นๆ
ในจำนวนนี้แบ่งงบออกได้เป็น 5 ประเภท คือ
.
1.งบพิทักษ์รักษาและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์
2.งบถวายความปลอดภัย
3.งบส่วนราชการในพระองค์
4.งบโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการหลวงต่าง ๆ
5.งบอื่น ๆ เช่น พระราชทานเพลิงศพ เครื่องราชอิสริยาภรณ์
.
“ต้องย้ำก่อนว่า เงินจำนวนสามหมื่นกว่าล้านนี้ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด แต่ประเด็นคือผลผลิตของการตั้งงบประมาณ และประสิทธิภาพของโครงการที่ควรจะมีการพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบ เหมาะสม เปิดเผย โปร่งใส ถูกต้องและตรวจสอบได้ เพื่อให้ประโยชน์สูงสุดนั้นตกเป็นของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเศรษฐกิจตกต่ำจากการแพร่ระบาดของโควิด19 เช่นนี้”
.
โดยเฉพาะโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการหลวงต่างๆ ที่ใช้เงินงบประมาณกว่า 15,000 ล้านบาท ที่มีอยู่มากกว่า 50 โครงการ กระจายอยู่อย่างน้อย 7 แผนงาน ใน 30 กรม และอีกกว่า 7,000 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยบางโครงการเป็นโครงการที่รัฐบาลได้รับพระราชทานพระราชดำริ หรือมีประชาชนถวายฎีกาขึ้นมาเมื่อหลายสิบปีก่อน อาจต้องมีการศึกษาใหม่ว่า พื้นที่นั้นมีความเปลี่ยนแปลงจากในอดีตมากน้อยเพียงใด หัวใจของปัญหายังคงเหมือนเดิมอยู่หรือไม่
.
“หลายครั้งพบว่าหน่วยงานรับงบอย่างหน่วยงานราชการบางหน่วยกลับพยายามผลักดัน ‘โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ โดยไม่ได้ทำการศึกษาถึงความเปลี่ยนไปของสภาพพื้นที่และสภาพปัญหาให้ถ่องแท้ ทำให้เกิดความขัดแย้งและการต่อต้านขึ้นมาจากประชาชนในพื้นที่ นี่ไม่ใช่การกล่าวหา แต่มีเอกสารและมีหลักฐาน จำโครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่วที่คณะกรรมาธิการงบประมาณเมื่อปีที่แล้วเสนอให้ตัดงบประมาณได้หรือไม่ เอกสารรายงานด้านสิ่งแวดล้อมที่กรมชลประทานเร่งรีบจัดทำขึ้นปรากฏว่ามีข้อผิดพลาดในเอกสาร ความผิดพลาดนั้นคือ การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่วอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดพัทลุง มีการคัดลอกเอารายงานของจังหวัดเพชรบูรณ์ มาเปลี่ยนชื่อเป็นจังหวัดพัทลุง แต่กลับลืมแก้ไขข้อมูลพื้นฐานสำคัญ อย่างลักษณะทางภูมิศาสตร์ และพืชเศรษฐกิจหลัก จนถูกประชาชนคนทั่วไปจับผิดได้ ถึงแม้ว่ากรมชลประทานจะอ้างว่านี่เป็นรายงานฉบับเก่า แต่จะฉบับเก่าหรือว่าจะเป็นฉบับใหม่ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่สาระสำคัญคือการจัดทำรายงานปลอม เป็นรายงานที่ไม่ตรงกับสภาพของพื้นที่ นั่นเท่ากับรายงานฉบับนี้เป็นรายงานเท็จซึ่งการเอาข้อมูลอันเป็นเท็จมาใช้กับ ‘โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ ที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ การแอบอ้างเช่นนี้ เหมาะสมหรือไม่ และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของสถาบันเสื่อมเสียไปถึงพระเกียรติยศขององค์พระมหากษัตริย์หรือไม่”
.
อีกหนึ่งโครงการคือ ‘โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำนฤบดินทระจินดา’ หรือ ‘โครงการห้วยโสมง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ ซึ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาสร้างมายาวนานมากกว่า 10 ปี แต่ก็ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์เสียที โครงการนี้ผ่านมติ ครม. มาตั้งแต่ปี 2552 มีมติอนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้าง โดยกำหนดระยะเวลาก่อสร้างตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปี 2561 รวมระยะเวลา 9 ปี ใช้งบประมาณในการก่อสร้างภายใต้กรอบวงเงิน 9,078 ล้านบาท เริ่มตั้งงบประมาณมาตั้งแต่ปี 2553 แต่ก็เลื่อนปีที่จะสร้างเสร็จไปเรื่อย ๆ นับตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่เริ่มเข้ามาพิจารณางบประมาณในปีงบประมาณ 2563 การก่อสร้างผูกพันมาเป็นเวลามากกว่า 10 ปีแล้ว จนปัจจุบันมาถึงพรรคก้าวไกลเข้าสู่ปีงบประมาณที่ 2565 หน่วยงานรับงบอย่างกรมชลประทานก็เลื่อนการขอใช้งบประมาณผูกพันของโครงการนี้มาโดยตลอด ตอนปีงบประมาณ 2563 ก็ชี้แจงว่าจะแล้วเสร็จปี 2564 พอมาปีงบประมาณ 2564 หน่วยงานรับงบชี้แจงว่าจะแล้วเสร็จปี 2565 ปัจจุบันงบประมาณปี 2565 ท่านก็ระบุว่าจะแล้วเสร็จปี 2566 สรุปแล้วโครงการนี้ติดปัญหาที่ตรงไหน ทำไมถึงไม่สามารถก่อสร้างให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ได้
.
“เมื่อเข้าไปดูในรายละเอียดของตัวโครงการ พบว่าโครงการห้วยโสมง เป็นโครงการที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานพระราชดำริแนวทางการแก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้กรมชลประทานนำไปดำเนินการไว้ตั้งแต่เมื่อปี 2521 หรือเมื่อ 40 กว่าปีก่อนแล้ว จึงเกิดความเป็นกังวลว่าจากวันนั้นจนถึงวันนี้ สภาพพื้นที่ สภาพภูมิประเทศและการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของพี่น้องประชาชนเปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้ออกแบบก่อสร้างไว้เดิมแล้ว ดังนั้นโครงการนี้ยังมีความเหมาะสมจำเป็นที่จะต้องก่อสร้างหรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่มากน้อยเพียงใด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายๆโครงการ ที่หน่วยงานรับงบมีการดำเนินโครงการที่เต็มไปด้วยความไม่ชอบมาพากล ควรจะต้องรับฟังความเห็นจากชุมชนอย่างแท้จริง เพื่อแสดงให้เห็นว่าโครงการเหล่านี้ โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อไม่ให้หน่วยงานต่างๆ แอบอ้างดำเนินโครงการซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์”
.
เบญจา กล่าวต่อว่า สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ กปร. ในฐานะองค์กรกลางที่มีหน้าที่ดูแลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงควรตรวจสอบโครงการเหล่านี้ หากพบว่าตัวโครงการมีปัญหา ทั้งจากเหตุความไม่โปร่งใส หรือจากการที่สภาพความต้องการของพื้นที่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว กปร. ก็ควรสั่งให้มีการเพิกถอนสถานะ โครงการอันเนื่องมาจากพระดำริ นั้นเสีย
.
นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ใช้ชื่อเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ดูเหมือนจะไม่ใช่พันธกิจของหน่วยงานเจ้าภาพ อย่างเช่น โครงการอนุรักษ์พันธุ์พืชของกองทัพอากาศ โครงการอนุรักษ์แนวปะการังของกองทัพเรือ และโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำของกองบัญชาการกองทัพไทย อีกด้วย ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องตั้งแผนบูรณาการแผนใหม่ คือแผนบูรณาการโครงการที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยให้สำนักงาน กปร. เป็นแม่งานในการดูแลและจัดลำดับความสำคัญของโครงการที่ใช้ชื่อ ‘อันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ และ ‘โครงการหลวง’ ทั้งหมด โดยสาเหตุที่ต้องทำให้อยู่ในรูปแบบของแผนบูรณาการนั้น มี 3 ประการ
.
หนึ่ง เพื่อที่จะลดความซ้ำซ้อนของการดำเนินงาน ไม่ปล่อยให้หลายหน่วยงานเข้ามารุมทำแค่เพียงโครงการใดโครงการหนึ่ง ที่อาจไม่ใช่ภารกิจหลักของหน่วยงานนั้น ๆ
.
สอง เพื่อให้สำนักงาน กปร. สามารถจัดลำดับความสำคัญ และความเร่งด่วนของแต่ละโครงการได้ อันจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
.
สาม คือเพื่อให้เกิดความสะดวกต่อสภาผู้แทนราษฎร ในการตรวจสอบโครงการต่าง ๆ ที่ใช้ชื่อเกี่ยวข้งกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ให้กลุ่มบุคคลที่ไม่ประสงค์ดี แอบอ้างนำสถาบันกษัตริย์มาใช้เป็นเกราะกำบัง อันจะส่งผลเสียต่อพระเกียรติยศขององค์พระมหากษัตริย์ได้
.
การรวมงบประมาณเข้าด้วยกันเป็นแผนบูรณาการ จะทำให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมไปถึงทำให้พี่น้องประชาชนที่เป็นเจ้าของเงินงบประมาณ สามารถตรวจสอบการใช้งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างถูกต้อง ไม่ทำให้เกิดข่าวลือผิด ๆ ที่อาจทำให้พระเกียรติยศขององค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ได้รับความเสียหาย
.
ในหัวข้อสุดท้าย เบญจา กล่าวว่า จะอภิปรายถึง งบเทิดพระเกียรติ เช่นงบจัดงาน หรือจัดนิทรรศการในวันสำคัญๆ อย่างวันเฉลิมพระชนมพรรษา ที่ทั้งเปิดเผยและแฝงอยู่ตามกรมกองต่าง ๆ แบบเบี้ยหัวแตก 1 ล้านบ้าง 5 ล้านบ้าง ปัญหาของเรื่องนี้คือการที่งบถูกหว่านอย่างกระจัดกระจายเกินไป ทำให้นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์อะไรแล้ว ยังเป็นการไม่สมพระเกียรติขององค์พระมหากษัตริย์อีกด้วย
.
“เราควรที่จะรวมงบประมาณพวกนี้เป็นก้อนเดียว แล้วมอบหมายให้หน่วยงานในสำนักนายกรัฐมนตรี หรือกระทรวงวัฒนธรรม นำไปจัดงานให้สมพระเกียรติ โดยอาจเป็นงบประมาณสำหรับทุกจังหวัดในการจัดงานออกร้าน ให้ประชาชนได้ออกมาจับจ่ายซื้อขายสินค้าคล้ายงานเทศกาล ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของปีหน้า ซึ่งนอกจากจะเป็นการเฉลิมพระเกียรติแล้ว ยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอีกทางหนึ่ง ดีกว่านำงบประมาณไปจัดทำซุ้มตั้งตามสี่แยกหรือหน้าอาคารสำนักงาน ซึ่งไม่ได้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด
.
“สุดท้ายนี้ อยากขอฝากไปถึงหน่วยรับงบประมาณทุกหน่วยที่จะเข้ามาชี้แจงงบประมาณในวาระ 2 ว่าขออย่าให้นำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเกราะกำบังเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากสภา และหวังว่าในปีนี้ ส่วนราชการในพระองค์จะส่งตัวแทนมาเข้าร่วมการพิจารณางบประมาณ เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการพิจารณางบประมาณภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วย”
.
#ก้าวไกล #งบประมาณ65 #งบประมาณ #ประชุมสภา #สถาบันพระมหากษัตริย์ #ซุ้มเทิดพระเกียรติ #โครงการพระราชดําริ
.
-----
.
รับชมคลิปการอภิปรายได้ที่นี่ https://youtu.be/S29WY5gi-b8
.
หรืออ่านทวิตเตอร์สรุปได้ที่นี่ https://twitter.com/MFPThai.../status/1399743122872041477...
ooooo


พรรคก้าวไกล - Move Forward Party
36m ·

[ ‘อมรัตน์’ จี้ ปฏิรูปกระทรวงยุติธรรม ชี้ งบดูเเลผู้ต้องหาในเรือนจำถูกปรับลด แต่ ‘งบปราบผู้ชุมนุม’ เพิ่ม เผยไม่แปลกใจทำไมได้คนค้ายาข้ามชาติมาเป็นรัฐมนตรี ]
.
Amarat Chokepamitkul อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบปีประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 เป็นวันที่สอง ว่า จากงบประมาณทั้งสิ้น 3.1 ล้านล้านบาท งบประมาณที่ดูเเลด้านกระบวนการยุติธรรมถูกปรับลดลง มีเพียงสำนักงานอัยการสูงสุดเท่านั้นที่ได้ปรับเพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท โดยงบของกระทรวงยุติธรรมถูกปรับลดลง 2,000 กว่าล้านบาท คิดเป็น 10% ของงบประมาณที่รับจัดสรรในปีที่เเล้ว ประเด็นนี้ไม่มีปัญหาหากอ้างถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 แต่ที่รับไม่ได้คืองบประมาณด้านการส่งเสริมยุทโธปกรณ์ของกองทัพบก เเละกองทัพเรือ ถูกปรับเพิ่มขึ้นถึง 2,678 ล้านบาท ต้องถามว่าจะไปรบกับใครในยุคของสงครามเชื้อโรค
.
อมรัตน์ กล่าวอภิปรายต่อไปว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ หลังรัฐประหารมา 7 ปี ปีนี้ย่างเข้าสู่ปีที่ 8 แห่งการสูญเสียโอกาสของประเทศ ได้เกิดวิกฤติศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมและสถาบันตุลาการอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา โดยนานาชาติต่างสนใจจับจ้องและตั้งคำถามกับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตั้งคำถามต่อวงการยุติธรรมของไทย โดยประชาชนแสดงออกถึงความไม่เชื่อมั่นกับสถาบันตำรวจ อัยการ ศาล องค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญ
.
“ยกตัวอย่างแบบง่ายและเป็นรูปธรรมที่สุด มาดูที่การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่มุ่งดำเนินคดีกับผู้เห็นต่าง โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่มีทีมทำงานของนายกรัฐมนตรี ไปแจ้งความเอาผิดกับประชาชนที่วิจารณ์ตัวเองกับตำรวจด้วยคดีหมิ่นประมาท แบบนี้ตำรวจที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกฯจะทำงานให้นายหรือให้ประชาชนก็คงไม่ต้องถาม
.
“ในประเด็นอัยการ คดีการเมืองพบว่าอัยการอาจประวิงเวลาส่งฟ้องศาล เลื่อนแล้วเลื่อนอีก 3-4-5-6 รอบ ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องเสียทรัพย์ เสียเวลา เสียโอกาสในงานอาชีพวิ่งรายงานตัวต่ออัยการ เมื่อเรื่องมาถึงศาล คดีการเมืองศาลไม่ให้สิทธิผู้ต้องหาในประกันตัวระหว่างต่อสู้คดีซึ่งผิดหลักการสิทธิมนุษยชนสากล”อมรัตน์ กล่าวต่อว่า เรามีนายกรัฐมนตรีที่นิรโทษกรรมความผิดฐานก่อการกบฏให้ตัวเอง และมีทีมทำงานใกล้ชิดไปแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับประชาชนที่วิจารณ์การทำงานของท่าน ตอนนี้คดีกองเต็มไปหมด ไปสอบถามได้ที่ สน.นางเลิ้ง ในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน การกระทำเช่นนี้ไม่ละอายจริงๆหรือ และเรื่องล่าสุดที่สร้างความอึดอัดทางการเมืองให้สังคมไทยมากที่สุดคือ การวินิจฉัยสถานภาพรัฐมนตรีสีเทา ผู้เคยเป็นนักโทษคดียาเสพติดในต่างประเทศให้ยังสามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงในคณะรัฐมนตรีได้ เรื่องนี้ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมไทยมาถึงขึ้นสูงสุด
.
“ในส่วนงบประมาณกับการยุติธรรม ทำไมจึงไม่ไปลดในส่วนที่ควรลด การที่จะทำให้กระบวนการยุติธรรมของเราเป็นที่น่าเชื่อถือ จำเป็นต้องทำ 2 ขาไปพร้อมๆกันคือ หนึ่งต้องเห็นความสำคัญของการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม ยอมลงทุนใส่เม็ดเงินงบประมาณเพิ่มให้สูงขึ้น สอง ต้องจริงใจที่จะแก้ไขอุดรอยรั่วของกระบวนการ ขอเริ่มต้นที่งบของกองทุนยุติธรรม ที่มีพันธกิจหน้าที่ในการช่วยเหลือในเรื่องของเงินประกันตัวและค่าจ้างทนาย ปีนี้ถูกตัดงบอุดหนุนลงจาก 150 ล้าน เหลือเพียงแค่ 30 ล้านบาท ประเด็นที่สำคัญกว่างบที่ถูดตัดลดลง คือการพิจารณาของกองทุนยุติธรรมที่ล่าช้า เกิดผลกระทบกับผู้ต้องคดี ซึ่งความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม คนจนคนยากไร้ต้องติดคุกรอไปก่อนแล้วนานนับเดือน ต่อมางบเรือนจำหรือกรมราชทัณฑ์ซึ่งเป็นกรมที่ใหญ่ที่สุดของกระทรวงยุติธรรม ขณะนี้มีผู้ต้องขังทั้งนักโทษเด็ดขาดและผู้ต้องหาระหว่างพิจารณาคดีมากกว่า 25,000 คนทั่วประเทศที่ติดโควิดในเรือนจำ คำถามคือเหตุใดพื้นที่ปิดแบบเรือนจำจึงกลายเป็นคลัสเตอร์ใหญ่ระดับนี้ได้ นอกจากความไร้ประสิทธิภาพการบริหารจัดการแล้ว สิ่งสำคัญเกิดจากได้รับจัดสรรงบประมาณไม่เหมาะสม มีการเบียดบังเอารัดเอาเปรียบ และทุจริตกินหัวคิว ที่น่าสะเทือนใจอย่างยิ่งคือผู้ต้องหาการเมือง ที่ถูกขังไม่ได้สิทธิประกันตัว ทั้งที่ยังไม่มีการนัดสืบพยานนัดแรกเลยด้วยซ้ำ พวกเขายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ตามหลักการของกฎหมาย
เกือบทุกคนล้วนติดโควิดจากคลัสเตอร์ใหญ่ในเรือนจำ จึงสะท้อนให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม และการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินที่ผิดพลาดเช่นนี้ เกิดจากความไร้วิสัยทัศน์ขาดฝีมือในการบริหารวิกฤติชาติ แต่อยากเป็นใหญ่ ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา”
.
อมรัตน์ กล่าวต่อไปถึง กรณีที่เยาวชนตั้งเฟสบุคเเฟนเพจ #ย้ายประเทศกันเถอะ ซึ่งเปิดมาแค่ 3 วันมีสมาชิกเกือบ 6 แสนคน และเกิน 1 ล้านคนเมื่อเปิดเพจเพียง 11 วันเท่านั้น ตัวเลขหลักล้านในเวลาไม่กี่วัน สะท้อนว่า 7 ปีที่ผ่านมาทำลายความน่าอยู่ของประเทศนี้ไปมากมายเพียงใด โดยเรือนจำทั่วประเทศ 143 แห่ง บรรจุคนทั้งสิ้น 3 แสนกว่าคน เป็นคดียาเสพติด 2 แสนกว่าคน ในจำนวนนี้เป็นนักโทษที่ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา ยังไม่ถือเป็นนักโทษเด็ดขาดถึง 64,248 ราย (ตัวเลขเดือน ก.ย.63) การขาดงบประมาณทำให้เกิดปัญหาคนล้นคุก และสภาพแวดล้อมในเรือนจำที่ย่ำแย่ แทนที่จะเป็นสถานที่ปรับปรุงพฤตินิสัย กล่อมเกลาและให้โอกาสฝึกอาชีพ กลับกลายเป็นสถานที่ซ้ำเติมและบ่มเพาะอาชญากรเพิ่มขึ้นเพราะมีอัตราทำผิดซ้ำสูงมาก โดยเฉพาะยาเสพติดขณะนี้มีเทคโนโลยีใหม่ ที่ศาลทั่วนิยมนำมาใช้แก้ปัญหาคนล้นคุกและคนทำผิดซ้ำ และเพื่อลดวงเงินประกันตัวผู้ต้องหา นั่นคือการใช้กำไล EM หรือกำไลอิเลคโทรนิค เป็นเทคโนโลยี่ติดตามตัวเพื่อการควบคุมที่มีประโยชน์มากและควรเพิ่มงบประมาณซื้อมาใช้เพิ่มขึ้น รมต.กระทรวงยุติธรรมเองก็เคยให้สัมภาษณ์เมื่อปลายปี 62 ว่ากำไล EM เป็นสิ่งจำเป็น แต่ปีนี้เมื่อศาลยุติธรรมยื่นของบซื้อกำไล EM ไป 100 ล้าน กลับถูกสำนักงบประมาณตัดออกเหลือเพียง 68 ล้าน งบยิ่งน้อยลงก็ตัดโอกาสการได้รับประกันตัวไปมากเท่านั้น ประเด็นคือรัฐบาลมีงบเพียงพอในการจัดหาตู้คอนเทนเนอร์ และยุทโธปกรณ์ มาใช้ปราบปราบผู้ชุมนุมที่เป็นฝั่งตรงข้าม แต่ทำไมไม่มีงบพอที่จะซื้อกำไล EM มาให้กรมราชทัณฑ์และศาลใช้อย่างเพียงพอ
.
อมรัตน์ กล่าวว่า ในวันนี้จะพูดถึงบ้านหลวงหลังสุดท้ายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หากไม่ชิงใช้อำนาจพิเศษออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเองไปเสียก่อน โดยปีนี้กรมราชทัณฑ์ได้รับงบประมาณ 13,000 กว่าล้าน ลดลงจากปีก่อนประมาณ 1,000 ล้านบาท แต่ถ้ามาดูเนื้อใน ก็จะเห็นว่าประมาณ 5,000 ล้าน เป็นงบบุคลากร อีกประมาณ 2 พันล้าน เป็นงบก่อสร้างปรับปรุงเรือนจำ และอีก 6,000 ล้าน เป็นงบสำหรับดูแลปรับปรุงนักโทษจำนวน 3 แสนคน ซึ่งประมาณ 250,000 เป็นนักโทษเด็ดขาด และก็อีก 60,000 เป็นผู้ต้องขังที่ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด
.
“เมื่อลองคำนวณดู พบว่าค่าอาหารผู้ต้องขังประมาณ 4,400 ล้านบาท หารเฉลี่ยแล้วตกมื้อละ 13 บาทต่อคน เมื่อเทียบกับงบอาหารที่เด็กนักเรียนได้งบมื้อละ 21 บาทต่อคน ยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพอาหาร แล้วอาหารในคุกจะแย่ขนาดไหน ปัญหาคนล้นคุกนอนเกยก่ายกัน ฟ้องชาวโลกว่ารัฐบาลไทยไม่มีวิสัยทัศน์ในให้โอกาสคืนคนดีสู่สังคมอย่างนานาอารยะประเทศ อยากให้ไปดูเรือนจำที่มีมาตรฐานอย่างเรือนจำออสเตรเลีย ยังคืนคนดีกลับมาให้นายกไทยตั้งเป็นรัฐมนตรีได้เลย”
.
ในส่วนงบประมาณก่อสร้างเรือนจำของกรมราชทัณฑ์ในปีนี้ ก็ยังทำแบบเดิม ๆ คือสักแต่สร้างเพิ่มแล้วก็ปรับปรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ เหมือนทุก ๆ ปี ย่ำกับที่ไม่มีการพัฒนา ไม่มีแนวคิดก้าวหน้าสร้างสรรค์ใด เมื่อถามว่าเตียงนอน 2 ชั้นที่เคยเห็นอยู่ในงบประมาณว่าทำเพื่อลดความแออัด ให้มีสุขภาวะที่เหมาะสมตามหลักสิทธิมนุษยชนที่โฆษณาไว้ตอนนี้มีกี่เตียงหรือกี่เรือนจำ ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างที่ควรจะเป็นใด ๆ เลย
.
“สุดท้ายนี้ขอเรียกร้องให้เปลี่ยนกระบวนการยุติธรรมของเราให้เป็นกระบวนการยุติธรรมที่พึงประสงค์ หยุดคุกคามประชาชนถึงบ้าน มีมาตรฐานในการดำเนินคดี ปฏิบัติต่อทุกฝั่งทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคเท่าเทียม หยุดใช้ความยุติธรรมสองมาตรฐานแบบที่เป็นอยู่ที่ฝ่ายหนึ่ง แค่หายใจแรงก็บอกว่าผิด อีกฝ่ายค้ายาเสพติดยังสามารถรัฐมนตรีได้ เพราะ “ มันคือแป้ง”” อมรัตน์ ระบุ
.
#ก้าวไกล #งบประมาณปี65 #ยุติธรรม #เรือนจำ #บ้านพักหลวง #สองมาตรฐาน


อมรัตน์ : งบเรือนจำถูกลด งบปราบผู้ชุมนุมกลับเพิ่ม ไม่แปลกใจทำไมคนค้าแป้งเป็นรัฐมนตรี

Jun 1, 2021

พรรคก้าวไกล - Move Forward Party

1 มิ.ย. 2564 - อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายในวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จี้ ปฏิรูปกระทรวงยุติธรรม ชี้ งบดูเเลผู้ต้องหาในเรือนจำถูกปรับลด แต่ ‘งบปราบผู้ชุมนุม’ เพิ่ม เผยไม่แปลกใจทำไมได้คนค้ายาข้ามชาติมาเป็นรัฐมนตรี


112 วันที่อานนท์ นำภา เสียอิสรภาพเกิดอะไรขึ้นบ้าง




Thanapol Eawsakul
6h ·

112 วันที่อานนท์ นำภา เสียอิสรภาพเกิดอะไรขึ้นบ้าง
.............
อานนท์ ติดคุกตั้งแต่วันที่ 9 กุมภา 2564 ออกมาวันที่ 1 มิถุนายน 2564 เกิดอะไรขึ้นบ้าง
-10 กุมภา พรรคก้าวไกล เสนอแก้ 112 และกฎหมายด้านเสรีภาพอื่น ๆ
- 20 กุมภา รังสิมัน โรม อภิปรายเรื่องตั๋วช้าง และเปิดลายเซ็นราชินี และ 904
- 24 กุมภาพันธ์ 2564 8 กปปส. ถูกศาลตัดสินจำตุก ประกอบด้วย
นายสุเทพ จำเลยที่ 1 จำคุก 5 ปี,
นายชุมพล จำเลยที่ 3 จำคุก 9 ปี 24 เดือน,
นายพุทธิพงษ์ จำเลยที่ 4 จำคุก 7 ปี,
นายอิสสระ จำเลยที่ 5 จำคุก 7 ปี 16 เดือน,
นายวิทยา จำเลยที่ 6 จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท,
นายถาวร จำเลยที่ 7 จำคุก 5 ปี,
นายณัฏฐพล จำเลยที่ 8 จำคุก 6 ปี 16 เดือน,
นายเอกนัฏ จำเลยที่ 9 จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท
และนายสุวิทย์ จำเลยที่ 16 จำคุก 4 ปี 8 เดือน
ส่งผลให้ พุทธิพงษ์ ณัฏฐพล ถาวร หลุดเก้าอี้รัฐมนตรีด้วย
แตได้ประกัน หลังจากนอนคุก 2 คน
- 26 กุมภา กำเนิดกลุ่ม รีเดม กิจกรรมแรกคือการเดินขบวนไปบ้านประยุทธ์ ร.1 รอ. และถูกสลายการชุมนุม
- 20 มีนาคม 2564 ณ ท้องสนามราษฎร มีกิจกรรมเขิญชวนอ่านบทปราศรัยประวัติศาสตร์ของอานนท์ นำภา โดยพร้อมเพรียงกัน
- 24 มีนาคม มายด์ ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล ปราศรัย แยกราชประสงค์ พร้อมอ่านบทกวี
มุ่งหมายตามล่าล้าง ดุจมิ ใช่คน
หมายมุ่งปราบมวลชน ลูกหลาน
จบแล้วซึ่งอดทน กดขี่
ทวยราษฎร์เลิกหมอบกราน หมดสิ้น กษัตรา
กราบทูลกระหม่อมแก้ว ตรับฟัง
หากยังอยากหยุดยั้ง ก่อนช้า
มิให้ทุกสิ่งพัง พินาศ ดับสูญ
พสกราษฎร์ทั่วหล้า แซ่ซ้อง ยินดี
28 มีนาคม 2564 “สายน้ำ” นักเรียนอายุ 17 ปีที่โดนฟ้องคดี 112 หลังจากนั้นมีอีก 6 คนที่โดนคดี 112 ล่าสุดเด็กหญิงที่พิาณุโลก อายุเพียง 14 ปี
1 เมษายน โควิด ระลอก 3 ระบาดหนัก ตั้งแต่พบที่สถานบันเทิงย้านทองหล่อ ดันตัวเลขผู้ติดเชื่อรายวัน ขึ้นเลข 4 หลัก
4 เมษายน จตุพร จัดเวที ไทยไม่ทน รวมทุกสีที่ไม่เอาประุยุทธ์ ยุทธการ 4 4 4 แต่เกิดโควิด ระบาด จึงต้องย้ายไปออนไลน์
ต้นเดือนพฤษภาคม ข่าวลือเรื่อง ในหลวง ร.10 ป่วย จากการปรากฎตัวครั้งสุดท้าย 28 เมษายน 2564 ระหว่างนั้นมีข่าวลือมากมาย แม้จะมีแหล่งข่าวต่าง ๆ มายืนยันคนก็ยัสงสัย ก่อนในหลวง ร. 10 จะมาปรากฎตัวสยบข่าวลือ 25 พฤษภาคม 2564
2 พฤษภาคม มวลชนไปปาสีใส่หน้าศาล เพื่อประท้วงศาลไทยที่ไม่เคารพรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
6 พฤษภาคม 2564 ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ธรรมนัส พรหมเผ่า ไม่หลุดรัฐมนตรี แม้จะค้ายาที่ออสเตรเลียจริง แต่เกิดนอกราชอาณาจักรไทย
17 พฤษภาคม ประสิทธิ์ เจียวก๊ก ซึ่งทำไอโอเพื่อในหลวง มอบตัวคดีฉ้อโกงประชาชนหลายพันล้านบาท
1 มิถุนายน วัคซีนของพ่อ 6 ล้านโดส ไม่มาตามนัด
...
Thanapol Eawsakul13 hours ago

สรุปว่า จัสติน ยังไม่ได้ออกนะครับ
เขามีหมายขัง 112 ศาลอาญา กรุงเทพใต้ และ ศาลอาญาธนบุรี
พรุ่งนี้ทนายจะไปยื่นประกันตัวทั้ง 2 ศาล

สงสัยปล่อยจัสตินคนสุดท้าย เอาเคล็ดแน่ๆ

แคมเปญ ลงชื่อสนับสนุน #ลดงบกลาโหม เปลี่ยนอาวุธสงคราม เป็นอาวุธป้องกันเชื้อโรค


CARE คิดเคลื่อนไทย started this petition to สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราจำเป็นต้องทุ่มงบประมาณเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด เพราะคนที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด คือ พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน แต่กลับพบการจัดสรรงบประมาณในหลายด้านไม่เหมาะสมกับวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น
  • ตัดงบสาธารณสุขมากกว่างบกองทัพ: ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 วงเงิน 3,100,000 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้กำลังเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 31 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน สรุปภาพรวมของงบปี 2565 ลดลงจากปี 2564 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาด้วยพิษโควิด-19 ทำให้ทุกกระทรวงถูกตัดงบ แต่จะลดอะไรบ้างนั้น เป็นเรื่องที่รัฐต้องจัดลำดับความสำคัญ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กระทรวงกลาโหมกลับได้รับการจัดสรรงบกว่า 203,282 ล้านบาท มากกว่ากระทรวงสาธารณสุข (ที่ได้รับงบประมาณจำนวน 153,940.5 ล้านบาท) ถึง 49,341.5 ล้านบาท
  • ไม่ให้ความสำคัญกับการจัดการสถานการณ์โควิด-19: ความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องรีบแก้ไขในตอนนี้คือ การปกป้องชีวิตของประชาชนคนไทยจากโรคระบาด งบประมาณควรถูกจัดสรรให้กับกระทรวงที่ต้องแก้ไขปัญหานี้อย่างกระทรวงสาธารณสุขไม่ใช่หรือ? แต่จากข้อมูลระบุงบของกรมควบคุมโรค และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ถูกปรับลดลงไม่ต่ำกว่า 10% จากปี 2564 และน้อยกว่าปี 2562 ที่ยังไม่มีโควิด-19 ส่วนงบบัตรทอง ก็ถูกตัดลดลง 1,815 ล้านบาท จากปี 2564
  • ไม่ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูประเทศหลังโควิด-19: ถ้าพิจารณางบประมาณปี 2565 จำแนกตามแผนยุทธศาสตร์ พบว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงได้รับงบประมาณกว่า 387,909 ล้านบาท มากกว่ายุทธศาสตร์การสร้างความสามารถความแข่งขัน (หรืองบเร่งด่วนฟื้นฟูเศรษฐกิจ) ที่ได้รับงบประมาณเพียง 338,547 ล้านบาท ทั้งที่หากในปีหน้าสถานการณ์โควิด-19 มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ยุคหลังโควิดควรจะเป็นการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ดีขึ้นมากกว่าการทุ่มงบประมาณไปกับกองทัพ
  • แถมเลือกตัดงบกระทรวงศึกษา: นอกจากนี้รัฐบาลได้ตัดงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการลงถึง 24,051 ล้านบาท หรือ 6.75% ทั้งที่การศึกษาเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องพัฒนาเด็กและเยาวชนของชาติให้มีความรู้ความสามารถมากขึ้นเพื่อแข่งขันกับประเทศอื่นในอนาคต
สรุปง่ายๆ คือ งบที่ควรเพิ่มกลับถูกลด งบที่ควรถูกลดกลับยังอยู่ - ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ดูเหมือนว่ารัฐบาลนี้จะไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาประเทศและแก้ไขสถานการณ์วิกฤตในขณะนี้ให้เหมาะสมได้เลย

กลุ่ม CARE คิด เคลื่อน ไทย จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยร่วมติดตามการอภิปรายในสภา และขอเชิญทุกคนที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณที่ขาดการจัดลำดับความสำคัญร่วมลงชื่อในแคมเปญ “#ลดงบกลาโหม เปลี่ยนอาวุธสงคราม เป็นอาวุธป้องกันเชื้อโรค” เพื่อให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมกับสถานการณ์วิกฤต เพราะแท้จริงแล้ว 'ความมั่นคง' ของชาติไม่ใช่ความเกรียงไกรของกองทัพ แต่คือชีวิตและปากท้องของประชาชน

ร่วมลงนามได้ที่ ลิงค์นี้ 

การกลืนและกลายพุทธศาสนาของสมบูรณาญาสิทธิราชย์

เครดิตภาพปก แฟนเพจ พระมหาสมปอง

การกลืนและกลายพุทธศาสนาของสมบูรณาญาสิทธิราชย์

พิธีกรรมทางศาสนาพุทธ ภาพจาก แฟนเพจ พระมหาสมปอง

พฤษภาคม 28, 2021
Witayakara Sowattara
Isaan Record

วิวาทะ “เป็นพระควรยุ่งการเมืองหรือไม่” เป็นข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง หลังจากที่ประชุมมหาเถรสมาคมลงมติว่า การกระทำของพระมหาสมปอง เข้าข่ายการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง วิทยากร โสวัตร ชวนมองปรากฎการณ์นี้แล้วสำรวจอำนาจสงฆ์ในอีสานว่า ถูกกลืนจากระบบโครงสร้างทางการเมืองได้อย่างไร

วิทยากร โสวัตร เรื่อง

บทความนี้ต้องขอบคุณพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ที่ทำให้สังคมตั้งคำถามกับโครงสร้างของพุทธไทย ยิ่งเมื่อมีคนเอากรณีของท่านไปเปรียบเทียบกับ ว. วชิรเมธี ยิ่งเห็นความชัดเจนได้ดีว่า พระที่ออกมาติติง วิพากษ์วิจารณ์ (ถ้ามองอย่างมีเมตตาธรรมตามหลักพุทธศาสนาจริงๆ ก็ควรบอกว่า ท่านออกมาให้สติรัฐบาลหรือชนชั้นนำที่กุมอำนาจของประเทศ) นั้นมักจะโดนกระทำ แต่ถ้าโอนอ่อนหรือล้อตามผู้กุมอำนาจ (แม้จะปกครองและบริหารอย่างไม่เป็นธรรม) ก็จะได้รับการสรรเสริญ ได้รับยศถาบรรดาศักดิ์

และประเด็นสำคัญ คือ กรณีพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ซึ่งบังเอิญจริงๆ ว่าท่านเป็นคนอีสาน เป็นชาวขอนแจ่น หรือขอนแจน (ตามสำเนียงบ้านผม) ทำให้ผมได้กลับไปค้นข้อมูลบางอย่าง ซึ่งจะเป็นคำอธิบายในกรณีนี้ได้และเป็นข้อมูลประวัติศาสตร์อีสานด้วย ประเด็นหลังนี้เข้าใจว่า ยังไม่มีใครเคยศึกษาไว้ (อันนี้ไม่รับรองนะครับ เพราะผมยังไม่ได้อ่านงานอีสานศึกษาทุกชิ้น)

ในความเห็นของผมอีสานสมัยใหม่นั้นหลักๆ มี 3 ช่วงตอน ช่วงแรกในรัชกาลที่ 5 ช่วงปฏิรูปการปกครองของพระองค์ ช่วงที่สอง ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรต่อเนื่องมาถึงสมัยจอมเผด็จการสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และช่วงที่สาม คือ ตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ‘40 จนคนอีสานขยับฐานะเป็นชนชั้นกลางใหม่จากประชาธิปไตยที่กินได้นี้

พูดง่ายๆ คือ การได้มีสิทธิและโอกาสในการแชร์ผลประโยชน์ชาติอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน (ตรงนี้แหละที่ผมงงเอ็นจีโอและนักวิชาการที่เคยทำงานด้วยอุดมการณ์เพื่อการกินดีอยู่ดีของประชาชนรากหญ้า แต่สุดท้ายพอประชาชนลืมตาอ้าปากได้ กลับไปทำลายหลักการประชาธิปไตยจากรัฐธรรมนูญ ‘40 ทำให้ชาวบ้านตกลงไปสู่ความยากลำบากแบบเก่าอีกและไม่รู้ว่า วันไหนจะกลับมาดีขึ้น เอ็นจีโอและนักวิชาการ ปัญญาชน ศิลปิน นักเขียนเหล่านี้ก็ไปร่วมเป็นนั่งร้านให้ คสช. ยึดอำนาจรัฐประหาร)

ในส่วนของบทความนี้ผมจะชี้แค่ช่วงประวัติศาสตร์อีสานใหม่ช่วงแรก โดยเจาะลงไปที่เรื่องของธรรมนูญสงฆ์ที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลืนกลายไปจนทำให้เกิดกรณีอย่างพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต โดน

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจสภาพของอีสานในยุคนั้นก่อน

ครั้งหนึ่งในงานสัมมนาวิชาการที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยให้นิยามของอีสานไว้อย่างน่าสนใจว่า อีสานเป็นคล้ายๆ Save Land เพราะอยู่ห่างจากศูนย์กลางอำนาจ ซึ่งผมเห็นด้วยมาก นั่นเพราะว่า อีสานมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง เดินทางจากศูนย์กลางอำนาจลุ่มน้ำเจ้าพระยาลำบากมาก ถ้ามองว่า คนอีสานส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อลาว เวลามีปัญหากับทางราชสำนักเวียงจันทน์ก็ข้ามโขงมาจับจองหาพื้นที่สร้างเมืองกันที่นี่ (ดูประวัติศาสตร์เมืองต่างๆ ในอีสานได้) หรือกลุ่มชนเขมรแถบสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษก็อยู่สูงจากราชสำนักกัมพูชา

ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ดังกล่าวจึงทำให้อีสานไม่มีศูนย์กลางหลัก ดูได้จากพุทธศิลป์ก็รู้ได้ว่า ไม่มีช่างหลวง ซึ่งทำให้เกิดรูปลักษณะใบหน้าของพระพุทธรูปที่อิสระและหลากหลายมากและก็มีจุดยึดเหนี่ยวร่วม คือ พุทธศาสนา (ส่วนผีนั้นค่อนข้างเป็นเอกเทศและหลากหลายตามแต่เผ่าพงษ์)

ตรงนี้ต้องหมายเหตุไว้ด้วยว่า เอาเข้าจริงแล้ว แม้แต่ในราชอาณาจักรลาวก่อนรัชกาลที่ 4 – 5 พระสงฆ์มีอำนาจต่อรองหรือคานอำนาจของกษัตริย์ค่อนข้างชัดเจน (แม้แต่ในราชสำนักสยามเองก็ตาม จะดูได้จากประวัติขรัวโต แต่ภาพรวมอาจไม่เด่นชัดมากนัก) ดูกรณีเจ้าราชคูหลวงโพนสะเม็ก (ยาคูขี้หอม) ได้ ถึงขนาดพาครัวจากเวียงจันทน์หลายพันและหน่อเนื้อกษัตริย์ที่ถูกยึดอำนาจออกไปตั้งเมืองจำปาสัก ทางราชสำนักเวียงจันทน์ก็ยังไม่รุกไล่ตามมาตี


หนังสือประวัติและของดีหลวงปุ่สำเร็จลุน เขียนโดย อาจารย์สวิง บุญเจิม

ที่บอกว่าพระสงฆ์มีอำนาจต่อรองหรือคานอำนาจของกษัตริย์ค่อนข้างชัดเจนดูได้จากอะไร ?

คำตอบ คือ ให้ดูที่ยศหรือฐานันดรพระของทางอีสานและลาวก่อนรัชกาลที่ 5 จะปฏิรูปประเทศเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์เปรียบเทียบกับฐานันดรพระของไทยหลังรัชกาลที่ 5 ปฏิรูปประเทศ เช่น เจ้าราชคูหลวงโพนสะเม็ก (สูงสุดในราชอาณาจักรลาวตอนนั้น) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (สูงสุดในสมัย ร.5 – สมัยของพระองค์ไม่ทรงตั้งตำแหน่งสังฆราช อำนาจเด็ดขาดสูงสุดอยู่ที่พระองค์ ต่อมาเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยได้รับมหาสมณุตตมาภิเษกเมื่อปี พ.ศ. 2453 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

จะเห็นว่า ธรรมเนียมของลาว ซึ่งอีสานก็รับมานั้น แม้แต่ตำแหน่งพระสงฆ์ในราชสำนัก กษัตริย์ยังทรงให้เกียรติสูงสุด โดยให้ชื่อพระนำหน้าหรือขึ้นต้น เอาชื่อกษัตริย์สถาปนาตามหลัง เจ้าราชคูหลวงโพนสะเม็ก – เจ้า = พระเจ้า (นี่คือชื่อพระ) ราชคูหลวง (นี่คือชื่อที่กษัตริย์สถาปนา) ทีนี้มาเปรียบเทียบกับฐานันดรศักดิ์พระของสยามประเทศไทย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส – สมเด็จ (ชื่อที่กษัตริย์สถาปนา) มาก่อน พระมหา (ชื่อพระ)

และนี่คือรูปแบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจ !

ทีนี้มาถึงลาวอีสาน ยกตัวอย่างยศพระฝ่ายปริยัติมี 4 ขั้น คือ สำเร็จ, ซา, คู, ราชคู

– สำเร็จ สถาปนาให้แก่พระภิกษุ/สามเณร ผู้ที่เรียนจบสวดมนต์น้อยสวดมนต์กลางและสวดมนต์ปลาย ซึ่งผ่านการทดสอบว่าจำได้แม่นไม่ผิดพลาดแล้ว จึงพระสงฆ์ญาติโยมก็มีมติสรงน้ำ (ฮดสง) ให้เป็น สำเร็จ เอาชื่อพระออกก่อน – เอาชื่อสถาปนาไว้กลาง – เอาชื่อตัวไว้สุดท้าย เช่นชื่อ เคน ก็ว่า เจ้าหัวสำเร็จเคน (เจ้าหัว – ชื่อพระ, สำเร็จ – ชื่อสถาปนา, เคน – ชื่อคน)

– ซา สถาปนาให้พระภิกษุสามเณรที่เรียนจบมูลกัจจายนสูตร (บาลีใหญ่) และแปลบาลีอรรถกถาคัมภีร์ทั้งห้า ผ่านการทดสอบแล้วก็สถาปนาให้เป็น ซา ก็เป็นเช่นเดียวกัน คือ ชื่อพระออกก่อน ชื่อสถาปนาไว้ตรงกลาง ชื่อตัวไว้หลังสุด เจ้าหัวซาเคน – คู ก็เหมือนกัน เจ้าหัวคูเคน – ราชคู ก็แบบเดียวกัน เจ้าหัวราชคูเคน

จากหลักฐานและข้อมูลตรงนี้จะเห็นเลยว่า หลักการหรือธรรมนูญโครงสร้างของพระสงฆ์สามเณรอีสานตอบสนองต่อหลักการประชาธิปไตยมาก คือ การกระจายอำนาจหรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจกระจายไปอยู่กับประชาชน (รวมพระสงฆ์สามเณรด้วย) ตามชุมชนต่างๆ อย่างค่อนข้างเป็นอิสระและเป็นฉันทามติของประชาชนในชุมชนนั้นๆ

แต่เมื่อมีการรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง โดยการปฏิรูปประเทศให้เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้วก็เป็นการกลืนอำนาจนำของสังคม คือ ทั้งในทางบ้านเมือง เช่น ยกเลิกระบบอาญาสี่ และในทางธรรมนำโดยพระสงฆ์ให้ไปอยู่ภายใต้อำนาจของราชสำนักหรือกษัตริย์หรือพูดให้กว้างที่สุดให้กินความมาถึงปัจจุบันก็คือให้อยู่ใต้อำนาจนำของชนชั้นนำ

จากนั้นก็กลายไปรับใช้โดยผลิตคำสอนที่ตอบสนองกลุ่มอำนาจหรือชนชั้นนำเหล่านี้ เริ่มจาก พุทธประวัติ ที่เน้นความเป็นราชาชาตินิยม(ผู้ที่เขียนขึ้นเป็นตำราเรียนก็คือสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งอิงรูปแบบการเขียนชีวประวัติมาจากฝรั่ง) ทั้งที่แต่ก่อนเรียนรู้ความเป็นพระพุทธเจ้าจากธรรมประวัติ ในอีสาน/ลาวก็เรียนรู้เรื่องพระพุทธเจ้าโดยการใช้พระเจ้าห้าร้อยชาติ (ปรัชญาในพระเจ้าห้าร้อยชาติก็คือทุกคนหรือสัตว์ทุกชนิดสามารถหรือมีสิทธิที่จะเป็นพระโพธิสัตว์ได้เหมือนกัน)

นั่นจึงไม่แปลกที่ในสังคมไทยตอนนี้ ว.วชิรเมธี ถูกยกย่องเพราะสอนอวยรัฐหรือชนชั้นนำ (ซึ่งพระไทยส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้) แต่พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต กลับถูกกล่าวหาว่าร้ายโดยไม่มอง (ตามหลักพุทธ) ว่าท่านติเตียนเพื่อให้สติ

และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม พ.ร.บ.สงฆ์ ปี 2484 จึงเป็น พ.ร.บ.สงฆ์ฉบับคลาสสิก -ในฝัน เหมือนรัฐธรรมนูญ ‘40 นั่นเพราะมันกระจายความสัมพันธ์เชิงอำนาจและตอบสนองประโยชน์สุขของประชาชนอย่างเต็มที่บนหลักการประชาธิปไตย

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฎบนเว็บไซต์เดอะอีสานเรคคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด

อ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

‘โกนผม’เพื่อเคียงข้างนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์
ความในใจของคนอีสานคนหนึ่งต่อวาทกรรม โง่-จน-เจ็บ และเดวิด
ผู้หญิงอีสานและลาว กับการถูกรัฐสยามบังคับให้แสดงความเศร้า
นคร พงษ์ภาพ (2) เพชรพิณทอง คือ บ่ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ?
นคร พงษ์ภาพ : ขุนพลเพลงอีสานเร้นกาย (1)

เรื่องความประสาทแดกที่สลิ่มอวยจีนกำลังแชร์ต่อกันอยู่อย่างตื่นเต้นในกรุ๊ปไลน์ ณ เวลานี้ 🦭


Wasana Wongsurawat
May 29 at 10:04 PM ·

ญาติผู้ใหญ่กรุณาส่งตัวอย่างความประสาทแดกที่สลิ่มอวยจีนกำลังแชร์ต่อกันอยู่อย่างตื่นเต้นในกรุ๊ปไลน์ ณ เวลานี้
ใครเขียนก็ไม่รู้ แต่ขอเคลียร์ให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งว่า ถ้าฮ่องกงจะถึงกาลอวสานก็เป็นเพราะกฎหมายความมั่นคงที่จีนออกมาบังคับใช้นั่นแหละ มันทำให้ทุนต่างชาติถอนออกมาหมด คนต่างชาติก็ไม่กล้าเข้าไปฮ่องกง ฮ่องกงจึงกำลังจะพังเพราะเผด็จการทำให้ฮ่องกงไม่สามารถเป็นศูนย์กลางทางการเงินการธนาคารของโลกได้เหมือนที่เคยเป็นมาเกือบร้อยปี (ซึ่งเป็นสิ่งที่อังกฤษสร้างไว้ทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลปักกิ่งเลย) สรุปคือถ้าฮ่องกงจะอวสานก็อวสานเพราะเผด็จการค่ะ ไม่ใช่เพราะคนรุ่นใหม่ประท้วง
ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าไทยจะถอดบทเรียนจากกรณีฮ่องกงได้ก็คือประเทศนี้จะพังเพราะเผด็จการเหมือนกัน ไม่ใช่เพราะคนรุ่นใหม่ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย สลิ่มวางถุงกาวลงก่อน ความวัคซีนโควิดวินาศสันตะโรขนาดนี้แล้วยังจะมาโทษเด็กไม่ยอมโทษตังเองอีกที่มัวแต่มุดหัวไม่ยอมรับความจริง นกหวีดติดคอ ทำบ้านเมืองฉิบหายแล้วไม่รับผิดชอบ บาปกรรมมีจริงนะ (นี่ต้องยกเรื่องบุญบาปเพราะสลิ่มชอบอ้างเรื่องนี้) ความฉิบหายที่มึงทำต่อชาติบ้านเมืองไว้ต้องตามมึงทันในไม่ช้าแน่นอน ขอให้ตายห่าอย่างทรมานทุกคนแล้วลงนรกไปไม่ต้องเวียนว่ายกลับมาเจอกันอีกชั่วกัปชั่วกัลป์

https://www.facebook.com/wasana.wongsurawat/posts/10165343771770054

เปิด 3 ข้อความ ฟ้องคดีมาตรา 112-พ.ร.บ.คอมฯ : “พระมหากษัตริย์อยู่ในสถานะอันมิอาจละเมิดได้” “พอร์ท ไฟเย็น”



ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
Yesterday at 6:58 AM ·

วันนี้ (31 พฤษภาคม 2564) เวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญา รัชดาฯ “พอร์ท ไฟเย็น” หรือ ปริญญา ชีวินกุลปฐม ศิลปินและนักดนตรีวงไฟเย็น เดินทางมาตามนัดสอบคำให้การของศาล ในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กรณีโพสต์เฟซบุ๊กจำนวน 3 โพสต์ ตั้งแต่ปี 2559 หลังเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องปริญญาในคดีนี้แล้ว พร้อมทั้งคัดค้านการให้ประกันตัว โดยอ้างว่าเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ
.
คดีนี้เขาถูกจับกุมจากบ้านพัก ตามหมายจับของศาลทหารกรุงเทพ ก่อนนำตัวไปแจ้งข้อกล่าวหาที่ บก.ปอท. เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 64 ก่อนที่วันที่ 6 มี.ค. 64 ตำรวจจะนำตัวปริญญาไปขอฝากขัง และศาลอาญาจะไม่อนุญาตให้ประกันตัว
.
จนเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 64 ศาลได้นัดไต่สวนคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวปริญญาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ในการยื่นประกันตัวเป็นครั้งที่ 4 เนื่องจากพบว่าปริญญาติดเชื้อโควิด และศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวปริญญา หลังถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นเวลาทั้งสิ้น 68 วัน โดยใช้หลักทรัพย์ประกันเป็นเงินสด 200,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์
.
หลังถูกปล่อยตัวปริญญาถูกส่งตัวไปรักษาอาการติดเชื้อไวรัสโควิดที่โรงพยาบาล ซึ่งปัจจุบันปริญญาอาการหายเป็นปกติแล้ว เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมาทางโรงพยาบาลจึงอนุญาตให้สามารถกลับบ้านได้ แต่ยังคงต้องทำการกักตัวที่บ้านเพื่อเฝ้าดูอาการเป็นเวลาอีก 14 วัน
.
++ เปิดคำฟ้องคดีมาตรา 112-พ.ร.บ.คอมฯ : “พระมหากษัตริย์อยู่ในสถานะอันมิอาจละเมิดได้”++
.
สำหรับเนื้อหาในคำฟ้องที่อัยการยื่นต่อศาลนั้น ระบุโดยเท้าความว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 โดยในรัฐธรรมนูญปี 2560 ในมาตรา 2 บัญญัติว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และมาตรา 6 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดไม่ได้”
.
ในส่วนต่อมา คำฟ้องระบุเกี่ยวกับพฤติการณ์ของคดีว่า จําเลยได้กระทําความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน จากการโพสต์ข้อความลงในบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “Rishadan Port ” ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะ จำนวน 3 โพสต์ ดังต่อไปนี้
.
1. เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2559 จําเลยได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยการนําเข้าสู่ระบบ คอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูล รูปภาพ ข้อความและตัวอักษร ด้วยการบันทึก (Post) ข้อมูล ข้อความ และตัวอักษร ว่า
.
“สถาบันกษัตริย์ (ที่มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีบทลงโทษรุนแรงคุ้มครอง) คือสิ่งงมงายอย่างหนึ่ง ใครก็ตามที่อ้างตนว่าต่อต้านสิ่งงมงาย แต่แจ้งจับคนเห็นต่างด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คน ๆ นั้น คือ คนตอแหลและจิตใจโหดเหี้ยม”
.
ข้อความดังกล่าวทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสิ่งงมงาย ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะสําหรับประเทศไทย สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับสังคมไทยและคนไทยมาอย่างยาวนาน โดยฐานะของพระมหากษัตริย์ไทยตามรัฐธรรมนูญ คือ ทรงเป็นประมุข และประชาชนต้องเคารพเทิดทูน ที่สําคัญพระมหากษัตริย์ไทยยังทรงมีบทบาทในการใช้พระราชอํานาจผ่านสถาบันนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ จึงไม่ใช่สิ่งงมงาย
.
2. เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2559 จําเลยได้กระทำการหมิ่นประมาทดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยการนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูล รูปภาพ ข้อความ และตัวอักษร ด้วยการบันทึก (Post) ข้อมูล ข้อความ และตัวอักษร ว่า
.
“เพลง สถาบันกากสัส สถาบันกากสัส สถาบันกากสัส สถาบันกากสัส สถาบันๆๆ สถาบันอะไร กดหัวผู้คน สั่งฆ่าประชาชน หนุนรัฐประหาร สถาบันอะไรห้ามคนวิจารณ์ ใช้อํานาจเผด็จการ ครอบงําสังคม มันใช้งานผ่านศาล ทหาร ตํารวจ ไอ้สัสกะหมาๆๆ สถาบันกากสัส สถาบันกากสัส สถาบันกากสัส สถาบันระยําๆๆ สถาบันอะไร ผูกขาดความดี แดกห่าภาษี ย่ํายีคนจน สถาบันอะไร ร่ํารวยสุดล้น ทั้งโกงทั้งปล้น เสือกสอนให้คนพอเพียง มันไม่เคยจะพอ โลภหลงอํานาจ ไอ้สัสกะหมาๆๆ สถาบันกากสัส สถาบันกากสัส สถาบันกากสัสสถาบันระยําๆๆ
.
“แต่งทํานองและท่อนฮุคไว้หลายเดือนแล้ว แต่เพิ่งแต่งเสร็จทั้งเพลงเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา บันทึกเสียงในส่วนของกีตาร์ไว้แล้ว หากโชคดีภายในปีนี้คงได้ฟังกันครับ (โชคไม่ดีก็ภายในปีหน้า) ปล. สถาบันอะไรก็ไม่รู้นะครับ มีสถาบันตั้งหลายสถาบัน ตีความกันได้กว้างๆ ครับ 55555”

.
ข้อความกล่าวทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยเป็นสถาบันที่ไม่ดี กดหัวผู้คน หนุนรัฐประหาร ใช้อํานาจเผด็จการครอบงําสังคม ย่ํายีคนจน โลภหลงอํานาจ เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
.
3. เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2559 เวลากลางวัน จําเลยได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยการนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูล รูปภาพ ข้อความและตัวอักษร ด้วยการบันทึก (Post) ข้อมูล ข้อความ และตัวอักษร ว่า
.
“ไม่มีกษัตริย์เซ็นรับรองการรัฐประหารก็งี้แหละ #ตุรกี #รัฐประหารตุรกี
ข้อความดังกล่าวทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่า พระมหากษัตริย์ของไทยทรงลงพระปรมาภิไธยเพื่อรับรองการทํารัฐประหารในประเทศไทย ทั้งที่ในระบอบการปกครองของประเทศไทย สถาบันกษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง จึงไม่อยู่ในสถานะที่จะทรงให้ความเห็นชอบใดๆ กับการทํารัฐประหาร
.
จากการกระทำทั้ง 3 ข้อที่ได้กล่าวมานั้น อัยการโจทก์อ้างว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและปลุกปั่นทําให้ประชาชน และบุคคลทั่วไปเกิดความตระหนก ตกใจ เกิดความเข้าใจผิด และถูกชักจูงให้ต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักและเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จนอาจนํามาซึ่งความเกลียดชัง หรือความแตกแยกในสังคม ถึงขั้นออกมากระทําความผิดต่อกฎหมาย ก่อความเดือดร้อน หรือก่อให้เกิดความไม่สงบของประชาชนภายในประเทศไทย อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และจําเลยได้เผยแพร่หรือส่งต่อ ข้อมูล ข้อความ และตัวอักษรดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และเป็นการกระทํามิบังควร จาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือกระทําให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทต่อพระมหากษัตริย์ โดยประการที่น่าจะทําให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง โดยจําเลยมีเจตนาทําลายพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเคารพบูชาของประชาชนชาวไทย ทําให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้
.
พนักงานอัยการยังคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง และเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และท้ายคําฟ้องพนักงานอัยการยังขอให้ศาลสั่งริบของกลางที่ตรวจยึดมาได้ ซึ่งเป็นโทรศัพท์มือถือ จำนวน 1 เครื่อง และคอมพิวเตอร์แบบพกพา จำนวน 1 เครื่อง
.
อัยการได้ฟ้องจำเลยในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3)
.
ในการนัดสอบคำให้การวันนี้ หลังศาลอ่านคำฟ้องให้จำเลยฟัง ได้มีคำสั่งให้เลื่อนนัดสอบคำให้การในคดีนี้ ไปเป็นวันที่ 28 มิถุนายน 2564 เวลา 09.00 น. และอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยไป โดยใช้หลักทรัพย์ประกันเดิมในชั้นสอบสวน
.
อ่านบนเว็ปไซต์ >> https://tlhr2014.com/archives/30320

อัฟเดทข่าว แอสตร้าฯ : รัฐบาลฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า วัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตในประเทศไทย จัดส่งให้ฟิลิปปินส์ล่าช้ากว่ากำหนดมาแล้วหลายสัปดาห์ ขณะที่ 'แอสตร้าเซนเนก้า-สยามไบโอไซเอนซ์' ยังไม่มีคำตอบเรื่องนี้


WorkpointTODAY
10h ·

รัฐบาลฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า วัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตในประเทศไทย จัดส่งให้ฟิลิปปินส์ล่าช้ากว่ากำหนดมาแล้วหลายสัปดาห์ ขณะที่ 'แอสตร้าเซนเนก้า-สยามไบโอไซเอนซ์' ยังไม่มีคำตอบเรื่องนี้
วันที่ 1 มิ.ย. 2564 สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานอ้างการเปิดเผยของนายโจอี้ คอนเซปชอน ที่ปรึกษาประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ซึ่งออกมาเปิดเผยว่า กำหนดการจัดส่งวัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ล็อตแรกให้กับรัฐบาลฟิลิปปินส์ล่าช้ามาแล้วหลายสัปดาห์
ที่ปรึกษารัฐบาลฟิลิปปินส์ระบุว่า วัคซีนล็อตดังกล่าว เป็นวัคซีนที่ผลิตในประเทศไทย โดยบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด พร้อมเปิดเผยเหตุผลของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าว่า เป็นเพราะการผลิตในประเทศไทยล่าช้า
ขณะเดียวกันบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า ยังแจ้งปรับแผนจัดส่งวัคซีนโควิด-19 ให้กับรัฐบาลฟิลิปปินส์ โดยลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 1.3 ล้านโดส ภายในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน มิ.ย. เป็น 1.17 ล้านโดส ในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. แทน
สำนักข่าวรอยเตอร์ส พยายามติดต่อบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า และบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด แต่ยังไม่ได้รับคำตอบในเรื่องนี้ ขณะที่หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงการผลิตวัคซีนของบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งถูกคาดหวังว่าจะเป็นฐานการผลิตวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าให้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รัฐบาลฟิลิปปินส์สั่งจองวัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าทั้งสิ้น 17 ล้านโดส โดยทำข้อตกลงกันเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา โดยการแถลงข่าวจองวัคซีนในครั้งนั้น รัฐบาลฟิลิปปินส์หวังว่า วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าจะมีส่วนช่วยรักษาชีวิตชาวฟิลิปปินส์จากการระบาดของโรคโควิด-19
ที่มา https://www.reuters.com/.../first-astrazeneca-vaccine.../
https://www.pna.gov.ph/articles/1127356

https://www.facebook.com/workpointTODAY/posts/1614167422285863

7 มิถุนา มีแอสตร้าฯ ฉีดแน่ : มีข่าวว่า รัฐบาลจ่ายหนักสั่ง AstraZeneca จากเกาหลีใต้ด่วนมาแก้ขัดก่อน 5 แสนโดส เพื่อให้ฉีดยี่ห้อนี้วันที่ 7 มิ.ย. ได้



Sarinee Achavanuntakul - สฤณี อาชวานันทกุล
May 30 at 8:22 PM ·

#มหากาพย์วัคซีน ตอนล่าสุด
จากข้อมูลจากโพสของชมรมแพทย์ชนบท (ดูลิ้งก์ท้ายโพสนี้) ที่ได้ยินจาก "วงใน" มาว่า รัฐบาลจ่ายหนักสั่ง AstraZeneca จากเกาหลีใต้ด่วนมาแก้ขัดก่อน 5 แสนโดส เพื่อให้ฉีดยี่ห้อนี้วันที่ 7 มิ.ย. ได้ ทำให้ยิ่งสงสัยเรื่องสัญญาระหว่างรัฐบาลไทย กับบริษัท AstraZeneca เข้าไปใหญ่ค่ะ
1. ตามมติ ครม. วันที่ 17 พ.ย. 2563 ซึ่ง ครม. อนุมัติให้ซื้อ AstraZeneca ชุดแรก 26 ล้านโดส (ก่อนจะมาเห็นชอบให้ซื้อเพิ่มอีก 35 ล้านโดส ในเดือน มี.ค. 64) ให้ทำสัญญาสองฉบับ ฉบับแรก "สัญญาการจัดหาวัคซีนโดยการจองล่วงหน้า (Advance Market Commitment; AMC) ภายใต้เงื่อนไขว่ามีโอกาสที่จะได้รับวัคซีนหรือไม่ได้รับวัคซีนดังกล่าว ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผลการวิจัยพัฒนาหรือเหตุอื่น ๆ ในวงเงิน 2,379 ล้านบาท" อีกฉบับเป็นสัญญาซื้อขายวัคซีน (purchase agreement) เมื่อผู้ผลิตผลิตวัคซีนได้แล้ว
สัญญาจองล่วงหน้า 2,379 ล้านบาท แปลว่า เราได้จ่ายค่ามัดจำล่วงหน้าไปแล้ว (น่าจะตั้งแต่เดือน ม.ค. 64 เป็นอย่างช้า เพราะสัญญาเซ็นก่อนนั้นอีก) ราว 60% ของค่าวัคซีนทั้งหมดที่เราจะซื้อ หรือเทียบเท่ากับว่า เราจ่ายค่าวัคซีน 15 ล้านโดส นานเกือบครึ่งปีก่อนกำหนดการส่งของล็อตแรก
เกิดมาไม่เคยเห็นการสั่งซื้อของอะไรที่วางเงินดาวน์ล่วงหน้าถึง 60% ของมูลค่าของทั้งหมด
(อันนี้แปลว่า ที่ใครเคยอ้างว่า เราซื้อวัคซีนยี่ห้ออื่นล่วงหน้าไม่ได้ ติดปัญหากฎหมาย ฯลฯ ก็ไม่จริงเลยนะคะ แต่ช่างเถอะ อันนี้ประเด็นรอง)
2. ในเมื่อเราจ่ายเงินซื้อวัคซีนล่วงหน้าไปเยอะขนาดนี้แล้ว นานหลายเดือนก่อนหน้านี้แล้ว บริษัท AstraZeneca ยิ่งควรมีหน้าที่ที่จะหาวัคซีนมาส่งมอบกับเรา ไม่ว่าโรงงานไหนใน supply chain ของบริษัทจะมีปัญหาก็ตาม แน่นอนว่าการผลิตวัคซีนมีความไม่แน่นอน บลาๆ แต่นี่คือ "หน้าที่" ของบริษัท ซึ่งในกรณีนี้ควรเข้มกว่าปกติด้วยซ้ำ เพราะไม่เคยเห็น "ลูกค้า" ประเทศไหนจ่ายเงินล่วงหน้าถึง 60% ไม่ว่าจะซื้อของอะไรก็ตาม
3. ดังนั้น คำถามก็คือ ทำไมรัฐบาลไทยต้องวุ่นวาย "จ่ายหนัก" ให้นำเข้า AstraZeneca จากเกาหลีใต้ (ถ้าข้อมูลของชมรมฯ เป็นความจริง) ? ทำไมต้องจ่ายอีก ในเมื่อจ่ายล่วงหน้าไปแล้ว 15 ล้านโดส แล้วทำไมรัฐบาลไม่ไปไล่บี้ให้บริษัท ในฐานะผู้ผลิตและคู่สัญญา ทำหน้าที่ตรงนี้ ? ทำไมรัฐบาลไทยต้องวิ่งเต้นสั่งซื้อเข้ามาเอง ?
รอฟังคำตอบ และสำหรับแฟนคอลัมน์ รออ่านบทความเรื่องนี้ได้ ราวอีกสองสัปดาห์นะคะ
(โพสชมรมแพทย์ชนบท -- https://www.facebook.com/.../a.62781696.../4688265574533896/)
.....

องค์การอนามัยโลก รับรองวัคซีนซิโนแวค อย่างมีข้อแม้



WHO validates Sinovac COVID-19 vaccine for emergency use and issues interim policy recommendations

1 June 2021

WHO today validated the Sinovac-CoronaVac COVID-19 vaccine for emergency use, giving countries, funders, procuring agencies and communities the assurance that it meets international standards for safety, efficacy and manufacturing. The vaccine is produced by the Beijing-based pharmaceutical company Sinovac.

“The world desperately needs multiple COVID-19 vaccines to address the huge access inequity across the globe,” said Dr Mariângela Simão, WHO Assistant-Director General for Access to Health Products. “We urge manufacturers to participate in the COVAX Facility, share their knowhow and data and contribute to bringing the pandemic under control.”

WHO’s Emergency Use Listing (EUL) is a prerequisite for COVAX Facility vaccine supply and international procurement. It also allows countries to expedite their own regulatory approval to import and administer COVID-19 vaccines.

The EUL assesses the quality, safety and efficacy of COVID-19 vaccines, as well as risk management plans and programmatic suitability, such as cold chain requirements. The assessment is performed by the product evaluation group, composed by regulatory experts from around the world and a Technical Advisory Group (TAG), in charge of performing the risk-benefit assessment for an independent recommendation on whether a vaccine can be listed for emergency use and, if so, under which conditions.

In the case of the Sinovac-CoronaVac vaccine, the WHO assessment included on-site inspections of the production facility.

The Sinovac-CoronaVac product is an inactivated vaccine. Its easy storage requirements make it very manageable and particularly suitable for low-resource settings.

WHO’s Strategic Advisory Group of Experts on Immunization (SAGE) has also completed its review of the vaccine. On the basis of available evidence, WHO recommends the vaccine for use in adults 18 years and older, in a two-dose schedule with a spacing of two to four weeks. Vaccine efficacy results showed that the vaccine prevented symptomatic disease in 51% of those vaccinated and prevented severe COVID-19 and hospitalization in 100% of the studied population.

Few older adults (over 60 years) were enrolled in clinical trials, so efficacy could not be estimated in this age group. Nevertheless, WHO is not recommending an upper age limit for the vaccine because data collected during subsequent use in multiple countries and supportive immunogenicity data suggest the vaccine is likely to have a protective effect in older persons. There is no reason to believe that the vaccine has a different safety profile in older and younger populations. WHO recommends that countries using the vaccine in older age groups conduct safety and effectiveness monitoring to verify the expected impact and contribute to making the recommendation more robust for all countries.

Source: https://www.who.int/news/item/01-06-2021-who-validates-sinovac-covid-19-vaccine-for-emergency-use-and-issues-interim-policy-recommendations

ล่าตัว "สมศักดิ์ เจียมฯ" ส่อกินแห้ว



ล่าตัว "สมศักดิ์ เจียมฯ" ส่อกินแห้ว

28 พ.ค. 2564
The Nation TV

สำหรับการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้น สิ่งแรกที่มักจะถูกพูดถึงทันทีเวลาเราจะขอตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่กระทำผิดตามกฎหมายไทย แล้วไปหลบหนีอยู่ในต่างประเทศ ก็คือ ประเทศที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยไปพำนัก มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับไทยหรือไม่ เพราะถ้ามีสนธิสัญญาระหว่างกัน กระบวนการขอส่งตัวจะง่ายกว่า
"ทีมข่าวเนชั่นทีวี" ตรวจสอบข้อมูลพบว่า ไทยมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศต่างๆ รวมถึงการสืบสิทธิ์จากสหราชอาณาจักร (เครือจักรภพอังกฤษ) รวมแล้ว 14 ประเทศ ได้แก่

สหราชอาณาจักร เบลเยียม สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย มาเลเซีย ฟิจิ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จีน เกาหลีใต้ ลาว บังกลาเทศ และศกัมพูชา

จะเห็นได้ว่า 14 ประเทศที่ไทยมีสนธิสัญญาด้วย "ไม่มีประเทศฝรั่งเศส" ซึ่งเชื่อว่าเป็นถิ่นพำนักของ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล


แต่แม้จะไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน การขอตัว หรือขอให้ส่งตัว ก็ยังเกิดขึ้นได้โดยใช้ "หลักต่างตอบแทน" ประกอบกับสนธิสัญญาความช่วยเหลือกันในเรื่องอื่นๆ เช่น สนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญา ซึ่งไทยมีสนธิสัญญานี้กับ 6 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร นอร์เวย์ อินเดีย และฝรั่งเศส



จะเห็นว่าสนธิสัญญาความร่วมมือนี้มีฝรั่งเศส และยังบรรลุข้อตกลงเพิ่มเติมกับอีกหลายประเทศ เช่น จีน เกาหลีใต้ โปแลนด์ ศรีลังกา ออสเตรเลีย เบลเยี่ยม เป็นต้น

แต่ไม่ว่าจะมีสนธิสัญญา หรือไม่มีสนธิสัญญา คือใช้หลักต่างตอบแทน โดยปกติแล้ว การขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน จะต้องมีหลักการร่วมกันดังนี้

  • ต้องเป็นความผิดของทั้งสองประเทศ (ซึ่งต้องระบุลักษณะความผิดอย่างเฉพาะเจาะจงด้วย เช่น ฆ่า ข่มขืน ฯลฯ)
  • ต้องไม่เข้าข้อห้ามการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
  • ต้องไม่ใช่การพิจารณาคดีซ้ำ
  • คดียังไม่ขาดอายุความ


สำหรับข้อห้ามการส่งผู้ร้ายข้ามแดน มีด้วยกันหลายข้อ หลักๆ ก็คือ
  • เป็นความผิดทางการเมือง เพราะถือว่าไม่เป็นอาชญากรรมที่แท้จริง แต่เป็นการกระทำผิดเพราะมีแนวคิดไม่ตรงกับผู้มีอำนาจบริหารประเทศในขณะนั้น
  • เป็นความผิดต่อกฎหมายพิเศษ เช่น กฎหมายการล่าสัตว์ กฎหมายป่าไม้ กฎหมายการพิมพ์ ความผิดต่อศาสนา ความผิดเกี่ยวกับกฎหมายทหาร เป็นต้น
  • ความผิดที่มีโทษประหารชีวิต เรื่องนี้เป็นไปตามสนธิสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
  • พยานหลักฐานไม่เพียงพอ
  • การไม่ส่งพลเมืองของชาติตนไปดำเนินคดีในรัฐอื่น
นี่คือหลักการและข้อยกเว้นทั้งหมด ทีนี้อาจเกิดข้อสงสัยว่า เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ไทยจะมีโอกาสได้ตัว "อ.สมศักดิ์ เจียมฯ" มาดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือไม่ คำตอบฟันธงได้เลยว่า "ยากมาก" เพราะ
  • ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน
  • ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่น่าจะมีบัญญัติเป็นความผิดในฝรั่งเศส เพราะไม่มีระบบกษัตริย์
  • อาจมองได้ว่าเป็นคดีทางการเมือง
  • ประเทศฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมาเป็นลำดับแรก

ที่สำคัญ คดีที่มีความคลุมเครือ เป็นความผิดตามกฎหมายพิเศษ หรือมีเฉพาะประเทศไทย เช่น กฎหมาย ป.ป.ช.บางฐานความผิด ก็เคยถูกปฏิเสธการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนมาแล้ว แม้ในประเทศที่มีสนธิสัญญาระหว่างกัน อย่างเช่น การขอตัว นายทักษิณ ชินวัตร กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ซึ่งไม่เคยประสบความสำเร็จเลยตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา หรือ 15 ปีล่วงมาแล้ว
.....
Somsak Jeamteerasakul
แห้ว อร่อยนะครับ

อยู่มา 7 ปี หนี้ท่วมประเทศ หนี้รัดคอประชาชน มาถามพี่โทนี่ดูว่า มีทางออกไหม


อยู่มา 7 ปี หนี้ท่วมประเทศ หนี้รัดคอประชาชน มาถามพี่โทนี่ดูว่า มีทางออกไหม

Streamed live 9 hours ago

CARE คิดเคลื่อนไทย

ณ เวลานี้หนี้สาธารณะของประเทศพุ่งสูงขึ้นกว่า 54.28% หรือ มากถึง 8,472,168,000,000.98 (อ่านว่า 8.47 ล้านล้านบาท!!!) และที่สำคัญคือพี่น้องประชาชนแสนอดอยาก ขาดรายได้ หลายธุรกิจต้องปิดตาย หลายชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต เพราะพิษสุดร้ายกาจ จากการบริหารงานที่ไร้คุณภาพของ "รัฐเผด็จการไร้น้ำยา" ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา
วัคซีนก็ไม่มีปัญญาหา อยากฉีดใจจะขาด ก็ไม่มีให้ ท้องถิ่นจะซื้อเองก็ยุ่งยาก แค่สิทธิ์ที่จะเลือก "สิ่งที่ดี" เข้าสู่ร่างกายของตัวเองก็ยังไม่มี 
.
ครั้งนี้ "พี่โทนี่" จะกลับมาร่วมชำแหละปัญหาวิกฤติหนี้ กับ ความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล รวมถึงร่วมเสนอทางออกให้กั���สังคมไทย

CARE คิดเคลื่อนไทย

ตอแหลแบบคอนกรีตเรียกพี่


Pongsak Phusitsakul
5h ·
สะกิดแนะนำ..ที
พรุ่งนี้นั่งรถไปทำงาน
แทนที่จะนั่งมองนอกกระจก
ให้..เปิดคลิปพี่Tonyดูระหว่างทาง
เผื่อ..จะได้ฉลาดรู้ขึ้นมาบ้าง ว่าควรทำยังไง
https://youtu.be/qY4POCu3T-k