
.....
We Watch
7 hours ago
·
Michael G. Vann: สงครามไทย-กัมพูชา เป็นปัญหาความชอบธรรมของชนชั้นนำภายในของทั้งสองประเทศ
.
วันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา Michael G. Vann ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ California State University ผู้เชี่ยวชาญการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตีพิมพ์บทความเรื่อง The Thailand-Cambodia War Was About Shoring Up Elite Power ใน Jacobin นิตยสารออนไลน์ฝ่ายซ้ายในสหรัฐ เสนอความเข้าใจต่อปัญหาสงครามระหว่างไทยและกัมพูชาที่ปะทะกันอย่างรุนแรงในปลายเดือนที่ผ่านมาและตึงเครียดมาจนถึงปัจจุบัน
Vann เคยร่วมเขียนหนังสือเล่มสำคัญอย่าง The Great Hanoi Rat Hunt: Empire, Disease, and Modernity in French Colonial Vietnam ซึ่งบอกเล่าปัญหาของการปกครองแบบอาณานิคมฝรั่งเศสในเวียดนาม เสนอว่าปัญหาการปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา มีสาเหตุสำคัญจากปัญหาความชอบธรรมของชนชั้นนำภายในของทั้งสองประเทศ
We Watch เห็นประโยชน์ของบทวิเคราะห์ดังกล่าว จึงแปลบทความนี้มาฝากผู้อ่าน โดยมีรายละเอียดดังนี้
.
Vann เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่าไทยและกัมพูชาสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้สังเกตการณ์ด้วยการทำสงครามเมื่อที่ผ่านมา ความขัดแย้งทางชายแดนที่ไม่ได้เกิดจากการกระแสสูงของลัทธิชาตินิยม ทว่ามาจากการที่ชนชั้นนำทางการเมืองทั้งสองประเทศต้องการเบี่ยงเบนปัญหาเพื่อสนับสนุนความชอบธรรมของตน
สถานการณ์ที่บานปลายขึ้น ทำให้นักสังเกตการณ์และผู้เชี่ยวชาญการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างประหลาดใจ เนื่องจากมีคนจำนวนหลายสิบคนถูกสังหาร และอีกหลายแสนคนต้องพลัดถิ่นที่อยู่ ความรุนแรงนี้มีตั้งแต่การยิงกันของทหารราบไปจนถึงปืนใหญ่และขีปนาวุธที่โจมตีแหล่งพักพิงของพลเรือน แม้แต่เครื่องบินขับไล่ที่ไม่เคยถูกใช้ในการบจริงก็ถูกนำมาใช้ครั้งแรก
แต่นี่มิใช่ปัญหาของการแย่งชิงปราสาทโบราณที่อยู่ตามชายแดน ซากปรักหักพังที่มีอายุหลายศตวรรษ หรือคำกล่าวอ้างที่คลุมเครือต่อความภูมิใจทางวัฒนธรรม เพราะสงครามครั้งนี้เป็นการกระตุกเตือนที่ไร้เหตุผลหรือความเข้าใจผิด แต่เป็นผลมาจากการจัดการเรื่องเล่าชาตินิยมเพื่อความอยู่รอดทางการเมือง
ชนชั้นปกครองไทยและกัมพูชาต่างกำลังเผชิญวิกฤติความชอบธรรมภายในประเทศ พวกเขาหันไปใช้แนวทางชาตินิยมแบบเก่าเพื่อระดมการสนับสนุน และเบี่ยงเบนความสนใจจากความล้มเหลวของตน ซึ่งการนำชาตินิยมมาใช้ในการต่อสู้ไม่ใช่กลยุทธ์ใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมันเป็นมรดกตกทอดมาจากระบบจักรวรรดิ ลัทธิอาณานิคม และความพยายามของรัฐสมัยใหม่ ที่ต้องการจัดวางตัวเองกับ “คนอื่น” เห็นได้จากพรมแดนที่วาดทิ้งไว้โดยจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส
.
อาณาจักรโบราณ และพรมแดนยุคสมัยใหม่
โดยทั่วไปมักมีมุมมองว่ากัมพูชาในปัจจุบันเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่ยากจน แต่เมื่อพันปีก่อน ที่เดียวกันนี้เป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิเขมรอันกว้างใหญ่ (ค.ศ. 802-1431) ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าอาณาจักรไบแซนไทน์
อาณาจักรนี้ปกครองดินแดนที่เป็นของกัมพูชา ไทย ลาว เวียดนามตอนใต้ และบางส่วนของเมียนมา และมาเลเซียในปัจจุบัน เมืองหลวงของอังกอร์มีประชากรมากถึงหนึ่งล้านคนและมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามที่สุดในโลก เช่น นครวัด บายน บันทายศรี ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ทางศาสนาในระดับที่ไม่มีใครเทียบได้
จักรวรรดินิยมเขมรปฏิบัติตามรูปแบบการปกครองแบบ Mandala ที่การกระจายอำนาจและยืดหยุ่น โดยมีพรมแดนและพันธมิตรอำนาจที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ (Mandala หรือ รัฐแสงเทียน หมายถึง รูปแบบการปกครองของรัฐโบราณในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนการเกิดขึ้นของรัฐสมัยใหม่ที่อำนาจของรัฐศูนย์กลางแผ่ออกไปพื้นที่รอบนอกเหมือนแสงเทียน ซึ่งความสัมพันธ์เชิงอำนาจแสดงออกในลักษณะของการส่งเครื่องบรรณาการและการเข้าร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ: We Watch)
.
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยใหม่ตอนต้น พรมแดนที่คลุมเครือภายใต้ระบบนี้ ช่วยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างสถาบันกษัตริย์ที่มีอำนาจรวมศูนย์ ทว่าจนถึงยุคอาณานิคมมีการบังคับให้เปลี่ยนเขตอิทธิพลสีเทาเหล่านี้เป็นพรมแดนแบบคงที่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะระเบิดในเวลาต่อมาในยุคปัจจุบัน
ในศตวรรษที่ 15 จักรวรรดิเขมรอยู่ในความเสื่อมถอย เพื่อนบ้านสยาม (อยุธยา) จากตะวันตก และ ระบอบกษัตริย์เวียดนาม (Đại Việt) จากตะวันออก ขึ้นสู่อำนาจ สยามได้ยึดเมืองได้ในปี 1431 และซึมซับเอาการปกครองและสุทรียศาสตร์หลากหลากแง่มุมเข้าไปยังวัฒนธรรมของตน
วัฒนธรรมเหล่านี้แสดงออกตั้งแต่พระราชพิธีในราชสำนัก สถาปัตยกรรม หรือแม้แต่มวยไทย ในการแข่งขันซีเกมส์ปี 2023 กัมพูชาเรียกการแข่งขันกีฬาชนิดว่า “กุนขแมร์”ส่วนไทยได้ตอบโต้กลับด้วยการคว่ำบาตรการแข่งขัน
แม้ว่าจะไม่เคยถูกทิ้งให้ร้างโดยสิ้นเชิง แต่วัดอังกอร์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ถูกใช้งาน พื้นที่ฝั่งตะวันตกของกัมพูชารวมถึงปราสาทแบบกัมพูชาอยู่ภายใต้การปกครองของสยาม ในขณะเดียวกันเวียดนามได้ยึดสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ชาวเวียดนามเคลื่อนย้ายไปตั้งถิ่นฐานตามแนวของแม่น้ำ กัมพูชากลายเป็นสนามฟุตบอลทางภูมิรัฐศาสตร์ ตัวราชสำนักเองก็ถูกควบคุมจากเพื่อนบ้านทั้งสอง ในปี 1834 เวียดนามผนวกเอากัมพูชา ตามมาด้วยการจลาจลที่ล้มเหลวของชาวกัมพูชา ก่อนจะได้รับเอกราชในปี 1847
สำหรับสามัญชน สิ่งเหล่านี้มิได้เรื่องเอกลักษณ์ของชาติ แต่เป็นเรื่องของการเอาชีวิตให้รอดและการต่อต้านทหารแปลกหน้าที่เข้ามายึดเอาบ้านเรือนของพวกเขา แนวคิดของการเป็น “เขมร” หรือ “ไทย” ในความหมายชาตินิยมสมัยใหม่ไม่มีความหมาย จนกระทั่งศตวรรษที่ 19 เมื่อลัทธิอาณานิคมของยุโรปเข้ามาแทรกแซง
.
ประดิษฐ์กรรมของจักรวรรดิ
ฝรั่งเศสเข้ายึดเวียดนามตอนใต้ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 และเฝ้ามองกัมพูชาในฐานะสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ จักรวรรดินิยมฝรั่งเศสซึ่งไม่มีความรู้ภูมิศาสตร์เอเชีย คิดเอาว่าแม่น้ำโขงจะทำหน้าที่เป็นช่องทางลับไปสู่ประเทศจีน ส่วนกษัตริย์นโรดมก็ยอมรับการคุ้มครองจากฝรั่งเศสเพื่อปกป้องตัวเองจากสยามและเวียดนาม
กัมพูชากลายเป็นอาณานิคมที่ถูกทอดทิ้งอย่างรวดเร็ว แม่น้ำโขงไร้ประโยชน์ในฐานะเส้นทางการค้าไปยังจีน (ซึ่งเป็นที่สงสัยว่า ทำไมพวกเขาไม่ถามชาวบ้านถึงความเป็นไปได้ในการเดินเรือในแม่น้ำใหญ่) ฝรั่งเศสใช้งบประมาณจำนวนเล็กน้อยไปกับโครงสร้างพื้นฐานหรือการศึกษา แต่นำเอาข้าราชการเวียดนามมาเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ซึ่งก่อให้เกิดความไม่พอใจต่อคนเขมร
.
อย่างไรก็ตามฝรั่งเศสลงทุนอย่างมากไปกับการกำหนดอัตลักษณ์เขมร ซึ่งไม่ใช่ด้วยความเคารพแต่เป็นกลยุทธ์ในการสร้างแนวกันชนจากอิทธิพลของไทย งานเขียนทางประวัติศาสตร์เรื่อง Cambodge: The Cultivation of a Nation เขียนโดย Penny Edwards เธอแสดงให้เห็นว่านักโบราณคดีฝรั่งเศส และนักวิชาการอาณานิคมสร้างแนวคิดเรื่อง “ความเป็นเขมร” ผ่านอนุสาวรีย์ ภาษา และพุทธศาสนา เป้าหมายคือแยกอัตลักษณ์กัมพูชาออกจากไทยและเวียดนาม เพื่อเสริมสร้างกลการควบคุมอาณานิคม
ในปี 1907 (ในตำราประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักเรียกว่า “การเสียดินแดนครั้งที่ 6” หรือ “การแลกเปลี่ยนดินแดนสยาม–ฝรั่งเศส พ.ศ. 2450: We Watch) ฝรั่งเศสกดดันให้สยามคืนสามจังหวัดทางตะวันตกให้กับกัมพูชา รวมถึงพระวิหาร เส้นเขตแดนนี้ถูกกำหนดขึ้นผ่านสนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม ปี 1904 และ 1907 ซึ่งต่อมากรณีนี้จะนำมาสู่สงครามในเวลาต่อมา
.
การทำแผนที่ประเทศไทย
ประเทศไทย (สยาม) ไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของยุโรป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการปรับตัวให้เข้ากับกติกาของจักรวรรดิ ในยุคพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สยามได้ดำเนินการ “ปฏิรูปเพื่อป้องกันตนเอง” (defensive modernization) โดยการสร้างทางรถไฟ โรงเรียน และระบบราชการแบบรวมศูนย์ ซึ่งได้เปลี่ยนอาณาจักรให้กลายเป็นรัฐสมัยใหม่
หัวใจสำคัญคือแนวคิดเรื่องชาตินิยม (nationalism) ในหนังสือเรื่อง Siam Mapped: A History of the Geo-Body of a Nation เขียนโดย ธงชัย วินิจจะกูล นักประวัติศาสตร์และอดีตนักโทษการเมือง อธิบายว่าชนชั้นนำสยามได้จินตนาการถึงราชอาณาจักรในฐานะรัฐอธิปไตยที่มีอาณาเขตชัดเจน และยกเอาวัฒนธรรมไทยกลางขึ้นเป็นมาตรฐานของชาติ ส่วนกลุ่มชาติพันธุ์คนส่วนน้อย อาทิ เขมร ลาว มลายู และจีน ต้องเผชิญกับการกลืนกลายทางวัฒนธรรมโดยบังคับ ในศตวรรษที่ 20 คำว่า “ไทย” จึงไม่ใช่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นโครงการทางการเมือง
ในปี 1914 กษัตริย์วชิราวุธ ตีพิมพ์บทความต่อต้านชาวจีนอันเลื่องชื่อ ชื่อว่า “ยิวแห่งบูรพาทิศ” ส่วนชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ เช่น ชาวจีนในเมือง ชาวลาว และเขมรทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชาวมุสลิมมลายูทางภาคใต้ และชาวพื้นเมืองบนภูเขาทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือต่างต้องเผชิญกับนโยบายไทยนิยม (Thaification) ในหลากหลายรูปแบบตลอดศตวรรษที่ผ่านมา
นายกรัฐมนตรีแนวฟาสซิสต์อย่างจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ผลักดันโครงการนี้ในปี 1939 และรณรงค์ชาตินิยมสุดโต่ง ภายใต้คำขวัญว่า “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” พร้อม ๆ กับการลดทอนอัตลักษณ์ชนกลุ่มน้อย
ต่อมาลัทธิชาตินิยมขวาจัดช่วยทำให้มั่นใจได้ว่า ประเทศไทยจะเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐในช่วงสงครามเย็น มีฐานทัพอากาศสำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ใช้ในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา รวมถึงรีสอร์ทริมชายหาดสำหรับทหารอเมริกันเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เคยเป็น “แขกเกียรติยศ” (Grand Marshall) ของขบวนพาเหรด “Tournament of Roses” ในปี 1968 ซึ่งเขาเป็นชาวเอเชียเพียงคนเดียวที่เคยได้รับเกียรตินี้ตลอดประวัติศาสตร์ 135 ปีของงานดังกล่าว
การรัฐประหารของกองทัพคั่นกลางการเมืองไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และแม้จะมีความวุ่นวายทางการเมืองตลอดเวลา แต่ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นสถาบันกษัตริย์ กองทัพ และพลเรือน ต่างก็หันกลับไปใช้ชาตินิยมเพื่อรักษาอำนาจ ตามที่สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสหรัฐ (Council on Foreign Relations: CRF - สถาบันวิจัยด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ) เคยชี้ว่าประเทศไทยเผชิญกับการรัฐประหารอย่างน้อย 12 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 1932 เป็นต้นมา
.
พระวิหาร
หลังประกาศเอกราชของกัมพูชาในปี 1953 ไทยโต้แย้งสถานะของปราสาทพระวิหาร โดยอ้างว่าแผนที่ปี 1907 ซึ่งระบุว่าปราสาทเป็นของกัมพูชาเป็นโมฆะ กระทั่งปี 1962 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ตัดสินให้กัมพูชาชนะคดี แต่ไทยไม่เคยยอมรับคำตัดสินดังกล่าว
ปัญหานี้เบาบางลงไป เมื่อกัมพูชาเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมือง (1967-1975) ตามด้วยระบอบเขมรแดง (1975-1979) พื้นที่ชายแดนของไทย-กัมพูชาเต็มไปด้วยค่ายอพยพ ระหว่างที่เวียดนามยึดครองกัมพูชา (1979-1989) แต่ความตึงเครียดที่ซ่อนอยู่ก็ไม่เคยจางหายไป
ในปี 2008 กัมพูชาประสบความสำเร็จในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของยูเนสโก กลุ่มชาตินิยมไทยกล่าวหาว่ารัฐบาลในเวลานั้น ยอมเสียศักดิ์ศรี ก่อนที่คนกลุ่มนี้จะเข้ายึดครองพื้นที่ชายแดนใกล้เคียงกับเขาพระวิหาร ตามมาด้วยการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธ
ในปี 2013 กัมพูชา ยืนยันสิทธิครอบครองต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศอีกครั้ง การอ้างสิทธิครั้งนี้ไม่เพียงแค่ตัวปราสาท แต่รวมเอาพื้นที่โดยรอบด้วย ขณะที่ทหารไทยยังคงประจำการอยู่พื้นที่ที่ยังมีข้อพิพาทอื่น ๆ เช่น ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย ซึ่งกลายเป็นจุดปะทุความขัดแย้งอีกครั้ง ความสงบที่ยาวนานนับทศวรรษสิ้นสุดลงในปี 2025 เมื่อมีการปะทะกันบริเวณชายแดน ก่อนยกระดับกลายเป็นความรุนแรงครั้งเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ข้อพิพาทนี้ไม่ได้เกี่ยวพันกับเรื่องพื้นที่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเป็นเจ้าของทางวัฒนธรรม ตำนานชาตินิยม และมรดกอาณานิคมที่ยังไม่ได้รับการสะสาง โดยฝั่งไทยชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงทางภูมิศาสตร์ว่าปราสาทพระวิหารสามารถเข้าถึงจากฝั่งไทยได้สะดวกกว่า พร้อมกับปฏิเสธคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ส่วนฝั่งกัมพูชายึดมั่นในมรดกทางประวัติศาสตร์ อ้างสิทธิในฐานะทายาทสืบทอดมรดกจากอาณาจักรเขมร และมองว่าการท้าทายอธิปไตยเหนือปราสาทของไทยเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของชาติ
.
การทำแผนที่ในยุคจักรวรรดิ
หัวใจสำคัญของข้อพิพาท คือการทำแผนที่ในยุคจักรวรรดิฝรั่งเศส สนธิสัญญาระหว่างปี 1904-1907 กำหนดให้พรมแดนเป็นไปตามตามแนวสันปันน้ำของเทือกเขาดงรัก แต่คณะสำรวจของฝรั่งเศสกลับจัดทำแผนที่วางตำแหน่งปราสาทพระวิหารให้อยู่ในเขตแดนกัมพูชา
ประเทศไทยอ้างว่าไม่เคยเห็นชอบกับแผนที่เหล่านี้ ขณะที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศปฏิเสธข้อโต้แย้งดังกล่าวของฝั่งไทยในปี 1962 โดยชี้แจงว่าไทยไม่เคยคัดค้านการใช้แผนที่นี้ในช่วงยุคอาณานิคม
ในความเป็นจริงราชอาณาจักรไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งของโลกที่รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของยุโรป เนื่องจากรัฐไทยยอมสละดินแดนชายขอบให้แก่อาณาจักรอังกฤษและฝรั่งเศส
เมื่อหันไปพิจารณาแนวชายฝั่งและหมู่เกาะที่งดงามในฝั่งทะเล ก็เต็มไปด้วยความวุ่นวายเช่นกัน ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิเหนือเขตแดนนอกชายฝั่งที่เป็นพื้นที่ทับซ้อน โดยกัมพูชายื่นคำร้องในปี 1972 ประเทศไทยยื่นคำร้องในปี 1973 และมีบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) ในปี 2001 ซึ่งมีข้อเสนอให้พัฒนาพื้นที่ร่วมกัน แต่ก็ล้มเหลวท่ามกลางความไม่มั่นคงทางการเมือง เช่นเดียวกับพรมแดนบนบกข้อเรียกร้องทางทะเลเหล่านี้ต่างก็เป็นมรดกที่ตกค้างมาจากยุคอาณานิคมเช่นกัน
.
ชาตินิยมชนชั้นนำและสงครามเพื่อคนจน
เหตุใดเหตุการณ์ในปี 2025 จึงบานปลายไปอย่างมาก คำตอบไม่ได้อยู่ที่เรื่องอดีต แต่อยู่ที่สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ในประเทศไทยกลุ่มทหารฝั่งอนุรักษนิยมอยู่บนความเปราะบาง การประท้วงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยยังคงท้าทายโครงสร้างอำนาจของฝ่ายอนุรักษนิยมที่ยังฝังแน่น
ส่วนการเมืองในกัมพูชา ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี สืบทอดอำนาจระบอบอำนาจนิยมสุดขั้วมาจากพ่อของเขา คือฮุน เซน ซึ่งใช้อำนาจยึดที่ดิน ทุนนิยมพวกพ้อง และการปราบปราม ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้อาวุโสอย่างฮุน เซน ยังคงควบคุมการตัดสินใจสำคัญ ๆ อย่างชัดเจน ทำให้ความน่าเชื่อถือของผู้นำคนใหม่ลดลง ทั้งสองระบอบนี้ไม่ได้มีความชอบธรรมอย่างแท้จริง ชาตินิยมจึงกลายเป็นวิถีทางรักษาอำนาจที่คุ้มได้คุ้มเสีย
ฉะนั้น สงครามเพื่อแย่งชิงปราสาทจึงมิได้เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์มากเท่ากับเป็นวิกฤตทางการเมืองของชนชั้นนำในกรุงเทพและพนมเปญ เพื่อใช้ตำนานเรื่องเล่าเป็นอาวุธเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องทุจริต ความเหลื่อมล้ำ และการปราบปราม ความชอบธรรมของตนสั่นคลอน ก็อ้างเอาธงชาติ เขตแดน และเศษซากความสูญเสีย การนองเลือดเกิดขึ้นกลับเสริมสร้างอำนาจของทั้งสองระบอบ
นักรัฐศาสตร์ เช่น Paul Chamber เสนอว่ากองทัพไทยกำลังใช้วิกฤติการณ์เพื่อเสริมความมั่นคงให้กับตนเองเหนืออำนาจของรัฐบาลพลเรือน
·
Michael G. Vann: สงครามไทย-กัมพูชา เป็นปัญหาความชอบธรรมของชนชั้นนำภายในของทั้งสองประเทศ.
วันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา Michael G. Vann ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ California State University ผู้เชี่ยวชาญการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตีพิมพ์บทความเรื่อง The Thailand-Cambodia War Was About Shoring Up Elite Power ใน Jacobin นิตยสารออนไลน์ฝ่ายซ้ายในสหรัฐ เสนอความเข้าใจต่อปัญหาสงครามระหว่างไทยและกัมพูชาที่ปะทะกันอย่างรุนแรงในปลายเดือนที่ผ่านมาและตึงเครียดมาจนถึงปัจจุบัน
Vann เคยร่วมเขียนหนังสือเล่มสำคัญอย่าง The Great Hanoi Rat Hunt: Empire, Disease, and Modernity in French Colonial Vietnam ซึ่งบอกเล่าปัญหาของการปกครองแบบอาณานิคมฝรั่งเศสในเวียดนาม เสนอว่าปัญหาการปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา มีสาเหตุสำคัญจากปัญหาความชอบธรรมของชนชั้นนำภายในของทั้งสองประเทศ
We Watch เห็นประโยชน์ของบทวิเคราะห์ดังกล่าว จึงแปลบทความนี้มาฝากผู้อ่าน โดยมีรายละเอียดดังนี้
.
Vann เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่าไทยและกัมพูชาสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้สังเกตการณ์ด้วยการทำสงครามเมื่อที่ผ่านมา ความขัดแย้งทางชายแดนที่ไม่ได้เกิดจากการกระแสสูงของลัทธิชาตินิยม ทว่ามาจากการที่ชนชั้นนำทางการเมืองทั้งสองประเทศต้องการเบี่ยงเบนปัญหาเพื่อสนับสนุนความชอบธรรมของตน
สถานการณ์ที่บานปลายขึ้น ทำให้นักสังเกตการณ์และผู้เชี่ยวชาญการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างประหลาดใจ เนื่องจากมีคนจำนวนหลายสิบคนถูกสังหาร และอีกหลายแสนคนต้องพลัดถิ่นที่อยู่ ความรุนแรงนี้มีตั้งแต่การยิงกันของทหารราบไปจนถึงปืนใหญ่และขีปนาวุธที่โจมตีแหล่งพักพิงของพลเรือน แม้แต่เครื่องบินขับไล่ที่ไม่เคยถูกใช้ในการบจริงก็ถูกนำมาใช้ครั้งแรก
แต่นี่มิใช่ปัญหาของการแย่งชิงปราสาทโบราณที่อยู่ตามชายแดน ซากปรักหักพังที่มีอายุหลายศตวรรษ หรือคำกล่าวอ้างที่คลุมเครือต่อความภูมิใจทางวัฒนธรรม เพราะสงครามครั้งนี้เป็นการกระตุกเตือนที่ไร้เหตุผลหรือความเข้าใจผิด แต่เป็นผลมาจากการจัดการเรื่องเล่าชาตินิยมเพื่อความอยู่รอดทางการเมือง
ชนชั้นปกครองไทยและกัมพูชาต่างกำลังเผชิญวิกฤติความชอบธรรมภายในประเทศ พวกเขาหันไปใช้แนวทางชาตินิยมแบบเก่าเพื่อระดมการสนับสนุน และเบี่ยงเบนความสนใจจากความล้มเหลวของตน ซึ่งการนำชาตินิยมมาใช้ในการต่อสู้ไม่ใช่กลยุทธ์ใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมันเป็นมรดกตกทอดมาจากระบบจักรวรรดิ ลัทธิอาณานิคม และความพยายามของรัฐสมัยใหม่ ที่ต้องการจัดวางตัวเองกับ “คนอื่น” เห็นได้จากพรมแดนที่วาดทิ้งไว้โดยจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส
.
อาณาจักรโบราณ และพรมแดนยุคสมัยใหม่โดยทั่วไปมักมีมุมมองว่ากัมพูชาในปัจจุบันเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่ยากจน แต่เมื่อพันปีก่อน ที่เดียวกันนี้เป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิเขมรอันกว้างใหญ่ (ค.ศ. 802-1431) ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าอาณาจักรไบแซนไทน์
อาณาจักรนี้ปกครองดินแดนที่เป็นของกัมพูชา ไทย ลาว เวียดนามตอนใต้ และบางส่วนของเมียนมา และมาเลเซียในปัจจุบัน เมืองหลวงของอังกอร์มีประชากรมากถึงหนึ่งล้านคนและมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามที่สุดในโลก เช่น นครวัด บายน บันทายศรี ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ทางศาสนาในระดับที่ไม่มีใครเทียบได้
จักรวรรดินิยมเขมรปฏิบัติตามรูปแบบการปกครองแบบ Mandala ที่การกระจายอำนาจและยืดหยุ่น โดยมีพรมแดนและพันธมิตรอำนาจที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ (Mandala หรือ รัฐแสงเทียน หมายถึง รูปแบบการปกครองของรัฐโบราณในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนการเกิดขึ้นของรัฐสมัยใหม่ที่อำนาจของรัฐศูนย์กลางแผ่ออกไปพื้นที่รอบนอกเหมือนแสงเทียน ซึ่งความสัมพันธ์เชิงอำนาจแสดงออกในลักษณะของการส่งเครื่องบรรณาการและการเข้าร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ: We Watch)
.
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยใหม่ตอนต้น พรมแดนที่คลุมเครือภายใต้ระบบนี้ ช่วยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างสถาบันกษัตริย์ที่มีอำนาจรวมศูนย์ ทว่าจนถึงยุคอาณานิคมมีการบังคับให้เปลี่ยนเขตอิทธิพลสีเทาเหล่านี้เป็นพรมแดนแบบคงที่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะระเบิดในเวลาต่อมาในยุคปัจจุบัน
ในศตวรรษที่ 15 จักรวรรดิเขมรอยู่ในความเสื่อมถอย เพื่อนบ้านสยาม (อยุธยา) จากตะวันตก และ ระบอบกษัตริย์เวียดนาม (Đại Việt) จากตะวันออก ขึ้นสู่อำนาจ สยามได้ยึดเมืองได้ในปี 1431 และซึมซับเอาการปกครองและสุทรียศาสตร์หลากหลากแง่มุมเข้าไปยังวัฒนธรรมของตน
วัฒนธรรมเหล่านี้แสดงออกตั้งแต่พระราชพิธีในราชสำนัก สถาปัตยกรรม หรือแม้แต่มวยไทย ในการแข่งขันซีเกมส์ปี 2023 กัมพูชาเรียกการแข่งขันกีฬาชนิดว่า “กุนขแมร์”ส่วนไทยได้ตอบโต้กลับด้วยการคว่ำบาตรการแข่งขัน
แม้ว่าจะไม่เคยถูกทิ้งให้ร้างโดยสิ้นเชิง แต่วัดอังกอร์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ถูกใช้งาน พื้นที่ฝั่งตะวันตกของกัมพูชารวมถึงปราสาทแบบกัมพูชาอยู่ภายใต้การปกครองของสยาม ในขณะเดียวกันเวียดนามได้ยึดสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ชาวเวียดนามเคลื่อนย้ายไปตั้งถิ่นฐานตามแนวของแม่น้ำ กัมพูชากลายเป็นสนามฟุตบอลทางภูมิรัฐศาสตร์ ตัวราชสำนักเองก็ถูกควบคุมจากเพื่อนบ้านทั้งสอง ในปี 1834 เวียดนามผนวกเอากัมพูชา ตามมาด้วยการจลาจลที่ล้มเหลวของชาวกัมพูชา ก่อนจะได้รับเอกราชในปี 1847
สำหรับสามัญชน สิ่งเหล่านี้มิได้เรื่องเอกลักษณ์ของชาติ แต่เป็นเรื่องของการเอาชีวิตให้รอดและการต่อต้านทหารแปลกหน้าที่เข้ามายึดเอาบ้านเรือนของพวกเขา แนวคิดของการเป็น “เขมร” หรือ “ไทย” ในความหมายชาตินิยมสมัยใหม่ไม่มีความหมาย จนกระทั่งศตวรรษที่ 19 เมื่อลัทธิอาณานิคมของยุโรปเข้ามาแทรกแซง
.
ประดิษฐ์กรรมของจักรวรรดิฝรั่งเศสเข้ายึดเวียดนามตอนใต้ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 และเฝ้ามองกัมพูชาในฐานะสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ จักรวรรดินิยมฝรั่งเศสซึ่งไม่มีความรู้ภูมิศาสตร์เอเชีย คิดเอาว่าแม่น้ำโขงจะทำหน้าที่เป็นช่องทางลับไปสู่ประเทศจีน ส่วนกษัตริย์นโรดมก็ยอมรับการคุ้มครองจากฝรั่งเศสเพื่อปกป้องตัวเองจากสยามและเวียดนาม
กัมพูชากลายเป็นอาณานิคมที่ถูกทอดทิ้งอย่างรวดเร็ว แม่น้ำโขงไร้ประโยชน์ในฐานะเส้นทางการค้าไปยังจีน (ซึ่งเป็นที่สงสัยว่า ทำไมพวกเขาไม่ถามชาวบ้านถึงความเป็นไปได้ในการเดินเรือในแม่น้ำใหญ่) ฝรั่งเศสใช้งบประมาณจำนวนเล็กน้อยไปกับโครงสร้างพื้นฐานหรือการศึกษา แต่นำเอาข้าราชการเวียดนามมาเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ซึ่งก่อให้เกิดความไม่พอใจต่อคนเขมร
.
อย่างไรก็ตามฝรั่งเศสลงทุนอย่างมากไปกับการกำหนดอัตลักษณ์เขมร ซึ่งไม่ใช่ด้วยความเคารพแต่เป็นกลยุทธ์ในการสร้างแนวกันชนจากอิทธิพลของไทย งานเขียนทางประวัติศาสตร์เรื่อง Cambodge: The Cultivation of a Nation เขียนโดย Penny Edwards เธอแสดงให้เห็นว่านักโบราณคดีฝรั่งเศส และนักวิชาการอาณานิคมสร้างแนวคิดเรื่อง “ความเป็นเขมร” ผ่านอนุสาวรีย์ ภาษา และพุทธศาสนา เป้าหมายคือแยกอัตลักษณ์กัมพูชาออกจากไทยและเวียดนาม เพื่อเสริมสร้างกลการควบคุมอาณานิคม
ในปี 1907 (ในตำราประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักเรียกว่า “การเสียดินแดนครั้งที่ 6” หรือ “การแลกเปลี่ยนดินแดนสยาม–ฝรั่งเศส พ.ศ. 2450: We Watch) ฝรั่งเศสกดดันให้สยามคืนสามจังหวัดทางตะวันตกให้กับกัมพูชา รวมถึงพระวิหาร เส้นเขตแดนนี้ถูกกำหนดขึ้นผ่านสนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม ปี 1904 และ 1907 ซึ่งต่อมากรณีนี้จะนำมาสู่สงครามในเวลาต่อมา
.
การทำแผนที่ประเทศไทยประเทศไทย (สยาม) ไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของยุโรป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการปรับตัวให้เข้ากับกติกาของจักรวรรดิ ในยุคพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สยามได้ดำเนินการ “ปฏิรูปเพื่อป้องกันตนเอง” (defensive modernization) โดยการสร้างทางรถไฟ โรงเรียน และระบบราชการแบบรวมศูนย์ ซึ่งได้เปลี่ยนอาณาจักรให้กลายเป็นรัฐสมัยใหม่
หัวใจสำคัญคือแนวคิดเรื่องชาตินิยม (nationalism) ในหนังสือเรื่อง Siam Mapped: A History of the Geo-Body of a Nation เขียนโดย ธงชัย วินิจจะกูล นักประวัติศาสตร์และอดีตนักโทษการเมือง อธิบายว่าชนชั้นนำสยามได้จินตนาการถึงราชอาณาจักรในฐานะรัฐอธิปไตยที่มีอาณาเขตชัดเจน และยกเอาวัฒนธรรมไทยกลางขึ้นเป็นมาตรฐานของชาติ ส่วนกลุ่มชาติพันธุ์คนส่วนน้อย อาทิ เขมร ลาว มลายู และจีน ต้องเผชิญกับการกลืนกลายทางวัฒนธรรมโดยบังคับ ในศตวรรษที่ 20 คำว่า “ไทย” จึงไม่ใช่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นโครงการทางการเมือง
ในปี 1914 กษัตริย์วชิราวุธ ตีพิมพ์บทความต่อต้านชาวจีนอันเลื่องชื่อ ชื่อว่า “ยิวแห่งบูรพาทิศ” ส่วนชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ เช่น ชาวจีนในเมือง ชาวลาว และเขมรทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชาวมุสลิมมลายูทางภาคใต้ และชาวพื้นเมืองบนภูเขาทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือต่างต้องเผชิญกับนโยบายไทยนิยม (Thaification) ในหลากหลายรูปแบบตลอดศตวรรษที่ผ่านมา
นายกรัฐมนตรีแนวฟาสซิสต์อย่างจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ผลักดันโครงการนี้ในปี 1939 และรณรงค์ชาตินิยมสุดโต่ง ภายใต้คำขวัญว่า “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” พร้อม ๆ กับการลดทอนอัตลักษณ์ชนกลุ่มน้อย
ต่อมาลัทธิชาตินิยมขวาจัดช่วยทำให้มั่นใจได้ว่า ประเทศไทยจะเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐในช่วงสงครามเย็น มีฐานทัพอากาศสำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ใช้ในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา รวมถึงรีสอร์ทริมชายหาดสำหรับทหารอเมริกันเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เคยเป็น “แขกเกียรติยศ” (Grand Marshall) ของขบวนพาเหรด “Tournament of Roses” ในปี 1968 ซึ่งเขาเป็นชาวเอเชียเพียงคนเดียวที่เคยได้รับเกียรตินี้ตลอดประวัติศาสตร์ 135 ปีของงานดังกล่าว
การรัฐประหารของกองทัพคั่นกลางการเมืองไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และแม้จะมีความวุ่นวายทางการเมืองตลอดเวลา แต่ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นสถาบันกษัตริย์ กองทัพ และพลเรือน ต่างก็หันกลับไปใช้ชาตินิยมเพื่อรักษาอำนาจ ตามที่สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสหรัฐ (Council on Foreign Relations: CRF - สถาบันวิจัยด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ) เคยชี้ว่าประเทศไทยเผชิญกับการรัฐประหารอย่างน้อย 12 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 1932 เป็นต้นมา
.
พระวิหารหลังประกาศเอกราชของกัมพูชาในปี 1953 ไทยโต้แย้งสถานะของปราสาทพระวิหาร โดยอ้างว่าแผนที่ปี 1907 ซึ่งระบุว่าปราสาทเป็นของกัมพูชาเป็นโมฆะ กระทั่งปี 1962 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ตัดสินให้กัมพูชาชนะคดี แต่ไทยไม่เคยยอมรับคำตัดสินดังกล่าว
ปัญหานี้เบาบางลงไป เมื่อกัมพูชาเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมือง (1967-1975) ตามด้วยระบอบเขมรแดง (1975-1979) พื้นที่ชายแดนของไทย-กัมพูชาเต็มไปด้วยค่ายอพยพ ระหว่างที่เวียดนามยึดครองกัมพูชา (1979-1989) แต่ความตึงเครียดที่ซ่อนอยู่ก็ไม่เคยจางหายไป
ในปี 2008 กัมพูชาประสบความสำเร็จในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของยูเนสโก กลุ่มชาตินิยมไทยกล่าวหาว่ารัฐบาลในเวลานั้น ยอมเสียศักดิ์ศรี ก่อนที่คนกลุ่มนี้จะเข้ายึดครองพื้นที่ชายแดนใกล้เคียงกับเขาพระวิหาร ตามมาด้วยการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธ
ในปี 2013 กัมพูชา ยืนยันสิทธิครอบครองต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศอีกครั้ง การอ้างสิทธิครั้งนี้ไม่เพียงแค่ตัวปราสาท แต่รวมเอาพื้นที่โดยรอบด้วย ขณะที่ทหารไทยยังคงประจำการอยู่พื้นที่ที่ยังมีข้อพิพาทอื่น ๆ เช่น ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย ซึ่งกลายเป็นจุดปะทุความขัดแย้งอีกครั้ง ความสงบที่ยาวนานนับทศวรรษสิ้นสุดลงในปี 2025 เมื่อมีการปะทะกันบริเวณชายแดน ก่อนยกระดับกลายเป็นความรุนแรงครั้งเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ข้อพิพาทนี้ไม่ได้เกี่ยวพันกับเรื่องพื้นที่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเป็นเจ้าของทางวัฒนธรรม ตำนานชาตินิยม และมรดกอาณานิคมที่ยังไม่ได้รับการสะสาง โดยฝั่งไทยชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงทางภูมิศาสตร์ว่าปราสาทพระวิหารสามารถเข้าถึงจากฝั่งไทยได้สะดวกกว่า พร้อมกับปฏิเสธคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ส่วนฝั่งกัมพูชายึดมั่นในมรดกทางประวัติศาสตร์ อ้างสิทธิในฐานะทายาทสืบทอดมรดกจากอาณาจักรเขมร และมองว่าการท้าทายอธิปไตยเหนือปราสาทของไทยเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของชาติ
.
การทำแผนที่ในยุคจักรวรรดิหัวใจสำคัญของข้อพิพาท คือการทำแผนที่ในยุคจักรวรรดิฝรั่งเศส สนธิสัญญาระหว่างปี 1904-1907 กำหนดให้พรมแดนเป็นไปตามตามแนวสันปันน้ำของเทือกเขาดงรัก แต่คณะสำรวจของฝรั่งเศสกลับจัดทำแผนที่วางตำแหน่งปราสาทพระวิหารให้อยู่ในเขตแดนกัมพูชา
ประเทศไทยอ้างว่าไม่เคยเห็นชอบกับแผนที่เหล่านี้ ขณะที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศปฏิเสธข้อโต้แย้งดังกล่าวของฝั่งไทยในปี 1962 โดยชี้แจงว่าไทยไม่เคยคัดค้านการใช้แผนที่นี้ในช่วงยุคอาณานิคม
ในความเป็นจริงราชอาณาจักรไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งของโลกที่รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของยุโรป เนื่องจากรัฐไทยยอมสละดินแดนชายขอบให้แก่อาณาจักรอังกฤษและฝรั่งเศส
เมื่อหันไปพิจารณาแนวชายฝั่งและหมู่เกาะที่งดงามในฝั่งทะเล ก็เต็มไปด้วยความวุ่นวายเช่นกัน ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิเหนือเขตแดนนอกชายฝั่งที่เป็นพื้นที่ทับซ้อน โดยกัมพูชายื่นคำร้องในปี 1972 ประเทศไทยยื่นคำร้องในปี 1973 และมีบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) ในปี 2001 ซึ่งมีข้อเสนอให้พัฒนาพื้นที่ร่วมกัน แต่ก็ล้มเหลวท่ามกลางความไม่มั่นคงทางการเมือง เช่นเดียวกับพรมแดนบนบกข้อเรียกร้องทางทะเลเหล่านี้ต่างก็เป็นมรดกที่ตกค้างมาจากยุคอาณานิคมเช่นกัน
.
ชาตินิยมชนชั้นนำและสงครามเพื่อคนจนเหตุใดเหตุการณ์ในปี 2025 จึงบานปลายไปอย่างมาก คำตอบไม่ได้อยู่ที่เรื่องอดีต แต่อยู่ที่สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ในประเทศไทยกลุ่มทหารฝั่งอนุรักษนิยมอยู่บนความเปราะบาง การประท้วงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยยังคงท้าทายโครงสร้างอำนาจของฝ่ายอนุรักษนิยมที่ยังฝังแน่น
ส่วนการเมืองในกัมพูชา ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี สืบทอดอำนาจระบอบอำนาจนิยมสุดขั้วมาจากพ่อของเขา คือฮุน เซน ซึ่งใช้อำนาจยึดที่ดิน ทุนนิยมพวกพ้อง และการปราบปราม ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้อาวุโสอย่างฮุน เซน ยังคงควบคุมการตัดสินใจสำคัญ ๆ อย่างชัดเจน ทำให้ความน่าเชื่อถือของผู้นำคนใหม่ลดลง ทั้งสองระบอบนี้ไม่ได้มีความชอบธรรมอย่างแท้จริง ชาตินิยมจึงกลายเป็นวิถีทางรักษาอำนาจที่คุ้มได้คุ้มเสีย
ฉะนั้น สงครามเพื่อแย่งชิงปราสาทจึงมิได้เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์มากเท่ากับเป็นวิกฤตทางการเมืองของชนชั้นนำในกรุงเทพและพนมเปญ เพื่อใช้ตำนานเรื่องเล่าเป็นอาวุธเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องทุจริต ความเหลื่อมล้ำ และการปราบปราม ความชอบธรรมของตนสั่นคลอน ก็อ้างเอาธงชาติ เขตแดน และเศษซากความสูญเสีย การนองเลือดเกิดขึ้นกลับเสริมสร้างอำนาจของทั้งสองระบอบ
นักรัฐศาสตร์ เช่น Paul Chamber เสนอว่ากองทัพไทยกำลังใช้วิกฤติการณ์เพื่อเสริมความมั่นคงให้กับตนเองเหนืออำนาจของรัฐบาลพลเรือน
ตามที่ Benedict Anderson (นักรัฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) เคยเตือนเอาไว้ว่า ชาติคือ “ชุมชนจินตกรรม” แต่กระบวนการจินตนาการนี้ไม่ได้บริสุทธิ์ ในยุคหลังอาณานิคมประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งนี้มักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการครอบงำ ไม่ใช่การปลดปล่อย เส้นแบ่งระหว่างความภูมิใจทางวัฒนธรรมกับความรุนแรงแบบชาตินิยมสุดโต่งนั้นบางเฉียบ
ผู้ที่ต้องจ่ายสำหรับการข้ามเส้นนี้ คือคนยากจนในชนบท ไม่ใช่ผู้บัญชาการทหาร ชนชั้นสูง หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ส่งพวกเขาไป แต่มันคือการต่อสู้เรื่องอำนาจ ความทรงจำ และใครเป็นผู้กำหนดความหมายของชาติ
ที่มา: https://jacobin.com/.../thailand-cambodia-war-elite-power...
ผู้ที่ต้องจ่ายสำหรับการข้ามเส้นนี้ คือคนยากจนในชนบท ไม่ใช่ผู้บัญชาการทหาร ชนชั้นสูง หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ส่งพวกเขาไป แต่มันคือการต่อสู้เรื่องอำนาจ ความทรงจำ และใครเป็นผู้กำหนดความหมายของชาติ
ที่มา: https://jacobin.com/.../thailand-cambodia-war-elite-power...
.jpg)
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1160811316081074&set=a.621001693395375
https://wewatchthailand.org/articles/2025-08-15-01