วันเสาร์, เมษายน 18, 2569

❝ ‘ตามกฎหมาย (legality)’ เป็นคนละเรื่องกับ ความ ‘ชอบด้วยกฎหมาย (lawfulness)’ ❞ . โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง… ‘ตามกฎหมาย (legal)’ ไม่เท่ากับ ‘ชอบด้วยกฎหมาย (lawful)’


Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์
19 hours ago
·
❝ ‘ตามกฎหมาย (legality)’ เป็นคนละเรื่องกับ
ความ ‘ชอบด้วยกฎหมาย (lawfulness)’ ❞
.
โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง… ‘ตามกฎหมาย (legal)’ ไม่เท่ากับ ‘ชอบด้วยกฎหมาย (lawful)’
.
นักกฎหมายที่ดียึดถือหลักกฎหมายเป็นความถูกต้อง (lawfulness)
.
กรณีศาลรัฐธรรมนูญลงโทษ ส.ส. ที่เสนอแก้ไขมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา ก็เป็นการกระทำตามกฎหมาย ใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างจัง
เพราะการเสนอแก้กฎหมายเป็นการกระทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎรในรัฐสภาทั้งโลก เป็นเช่นนี้มาหลายร้อยปีแล้ว
.
◤ ถ้าหากผู้แทนของประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบกับการแก้ไข ก็ควรระงับความพยายามแก้ไขนั้นด้วยกระบวนการของรัฐสภา
.
◤ ไม่ใช่ลงโทษโดยเหตุผลและการตีความกฎหมายอย่างผิดหลักกฎหมาย และอาศัยข้อกฎหมายกำมะลอว่าด้วยความผิดจริยธรรม ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
.
กรณีนี้จะเป็นประวัติด่างพร้อยของศาลรัฐธรรมนูญประเทศไทยตลอดไปอีกครั้งหนึ่ง ไม่ต่างกับการสั่งยุบพรรคการเมืองก่อนหน้านั้น
.
เกียรติประวัติของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดอาจพลอยด่างพร้อยไปด้วยตลอดกาลถ้าหากยอมเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายครั้งนี้

ตามกฎหมาย (legal) ≠ ชอบด้วยกฎหมาย (lawful) โดยธงชัย วินิจจะกูลhttps://www.matichon.co.th/weekly/column/article_891236

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1345981340897395&set=a.627369302758606
.....

11.04.2026
มติชนสุดสัปดาห์

เมื่อประธานศาลรัฐธรรมนูญถึงกับต้องออกมาชี้แจงแก้ตัวต่อสาธารณชน ย่อมแสดงว่าความชอบธรรมของศาลรัฐธรรมนูญต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จนอยู่เฉยไม่ได้อีกแล้ว

ประเด็นใหญ่ที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญออกมาแก้ตัว คือ ความเป็นอิสระของศาล ปราศจากใบสั่ง ท่ามกลางความเชื่อแพร่หลายว่าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินตามใบสั่ง

แถมเชื่อกันว่าใบสั่งนี้มิใช่มาจากเจ้านายในระบบราชการอย่างที่ข้าราชการทั้งหลายเผชิญอยู่ แต่เป็นใบสั่งการเมืองจากเครือข่ายของเจ้าของใบอนุญาตที่สองนั่นเอง (เท่ากับว่าเป็นการแก้ตัวครั้งเดียวให้กับทั้งศาลและให้กับคนออกใบสั่ง)

ไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริง ความเชื่อดังกล่าวเกิดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สามารถคาดได้ถูกต้องล่วงหน้าแทบทุกครั้งด้วยปัจจัยทางการเมือง ไม่ใช่ด้วยหลักฐานหรือ
เหตุผลตามหลักกฎหมาย

แถมคำวินิจฉัยตามใบสั่งมักจะขัดกับหลักกฎหมายเสมอๆ ในทัศนะของนักนิติศาสตร์จำนวนมาก

ศาลรัฐธรรมนูญยืนยันทุกครั้งตลอดมาว่าทำตามกฎหมาย ทำตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้

การกระทำ “ตามกฎหมายแต่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ในกรณีสำคัญๆ ตลอดหลายสิบปีของตุลาการภิวัฒน์ทำให้ตุลาการวิบัติเสื่อมความน่าเชื่อถือลงทุกที

ทั้งการยุบพรรคทุกครั้ง การเพิกถอนนายกรัฐมนตรีหลายคน และการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองจำนวนมากที่รัฐราชการพันลึกเห็นว่าเป็นอันตราย รวมทั้งการออกคำสั่งห้ามวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ

ทั้งหลายเหล่านี้อยู่ในข่ายที่เรียกว่า “เป็นไปตามกฎหมาย (legal) แต่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (unlawful)”

มองเลยออกไปจากศาลรัฐธรรมนูญ เรายังได้ยินคำแก้ตัวทำนองนี้เป็นประจำจากข้าราชการและนักการเมือง

กี่ครั้งแล้วที่การทุจริตใช้อำนาจฉ้อฉลเห็นกันจะจะชัดแจ้ง กลับได้รับการปกป้องจากกลไกสารพัดของรัฐ ปกป้องความผิดของตนเองหรือของคนผิดที่เป็นพวกตัวเอง
แก้ตัวด้วยสูตรซ้ำซากแค่ว่า “ไม่ผิดกฎหมาย” เพียงแค่นั้น

ผู้กล่าวเช่นนี้มีทั้งผู้มีอำนาจของรัฐ (ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและที่มาจากการรัฐประหาร) ศาล องค์กรอิสระ จนถึงหัวหน้าหน่วยราชการที่น่าสงสัย ล้วนออกมายืนยันว่าตนทำ “ตามกฎหมาย”

ความผิดหายวับกลายเป็นไม่ผิด เพียงด้วยการอ้างว่ากระทำ “ตามกฎหมาย”

ซ้ำร้ายหน่วยงานรัฐยังทำ “ตามกฎหมาย” ฟ้องเอาผิด ปิดปากคนที่เปิดโปงทุจริต ลงโทษคนที่ต่อสู้กับการฉ้อฉล

เราท่านคงรู้สึกมานานว่าการอ้างว่า “ทำตามกฎหมาย” เหล่านั้นมันขัดสามัญสำนึกของเรา แต่อาจไม่มีความรู้ว่าจะไปเถียงตอบโต้กับการทำตามกฎหมายได้อย่างไร

ผมขอแจ้งให้ผู้อ่านทุกท่านทราบว่า สามัญสำนึกของท่านถูกต้องสมควรแล้ว

นักนิติศาสตร์รู้ดีว่า “ตามกฎหมาย (legality)” เป็นคนละเรื่องกับความ “ชอบด้วยกฎหมาย (lawfulness)”

โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง … “ตามกฎหมาย (legal)” ไม่เท่ากับ “ชอบด้วยกฎหมาย (lawful)”

การกระทำและการออกกฎหมายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจเกิดขึ้นได้ในทุกประเทศ คำวินิจฉัยของศาลก็อาจไม่ชอบด้วยกฎหมายได้เช่นกัน เป็นความผิดพลาดที่เกิดได้ในทุกระบอบ

บางครั้ง เนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงของสังคมจนทำให้ต้องมาตีความอธิบายหลักกฎหมายที่มีอยู่กันอีกครั้ง นี่เป็นพฤติกรรมปกติในทุกระบอบเช่นกัน

เพราะไม่มีระบอบระบบกฎหมายใดในระบอบการเมืองใดที่ไม่มีความผิดพลาด ในระบบเสรีประชาธิปไตย (liberal democracy) ที่ถือกฎหมายเป็นใหญ่ (Rule of Law) ก็ผิดพลาดได้และต้องปรับตัวหากมีข้อผิดพลาดเช่นกัน

แต่ในบริบทเช่นนั้นการทำตามกฎหมายที่ไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายจะไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และโดยปกติระบบกฎหมายนั้นจะเรียนรู้ความผิดพลาดและพยายามแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นอีก

แต่หากว่าเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเป็นปกติ เกิดขึ้นจนสาธารณชนคาดการณ์ได้ถูกแทบทุกครั้ง จนต้องออกมาแก้ตัวว่าตน “ทำตามกฎหมาย”

จงใจออกกฎหมาย ตีความ หรือใช้กฎหมายอย่างละเมิดหลักกฎหมาย ทั้งๆ ที่รู้อยู่ หรือโดยไม่แคร์ต่อหลักกฎหมายเลย ขอเพียงมีกฎหมายรองรับให้สามารถอ้างได้ว่า “ทำตามกฎหมาย” เป็นพอ

หรือจงใจแก้ตัวปกป้องคุ้มครองการกระทำผิดหลักกฎหมายด้วยการอ้างว่า “ทำตามกฎหมาย”

ในกรณีเหล่านี้ ไม่ใช่ความผิดพลาดซึ่งเกิดขึ้นได้ในทุกระบบระบอบอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นคุณสมบัติปกติของระบบกฎหมายและระบอบการเมืองของรัฐนั้นที่ฉ้อฉล ไม่ใช่อาการของระบบกฎหมายเป็นใหญ่ (Rule of Law) ที่กำลังพัฒนาแต่อย่างใด

สังคมไทยก็เรียนรู้ด้วยประสบการณ์จริงๆ ว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นไป “ตามกฎหมาย” (legal) กับการ “ชอบด้วยหลักกฎหมาย” (lawful) เป็นคนละอย่างกัน

นักสังคมวิทยากฎหมายเรียกว่า “ความถูกกฎหมายแบบอำนาจนิยม (Authoritarian Legality)*

มีนักสังคมวิทยากฎหมาย อธิบายลักษณะของ “ระบอบอำนาจนิยมตามรัฐธรรมนูญ (Authoritarian Constitutionalism)”** ว่าไม่ใช่ระบอบเผด็จการเต็มรูปซึ่งไม่แคร์กฎหมาย

แต่เป็นรัฐที่ใช้อำนาจล้นเกิน ทว่า ต้องการรูปโฉมที่มีการเลือกตั้งและทำตามกฎหมาย เนื่องจากอำนาจนิยมแบบโจ๋งครึ่มอยู่ได้ยากในโลกปัจจุบัน

คุณลักษณะสำคัญของระบอบดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

หนึ่ง) อำนาจปกครองอยู่ในมือของพรรคหรือกลุ่มการเมืองซึ่งมีอำนาจครอบงำหลัก มีนโยบายสาธารณะและการตัดสินใจต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมาย ไม่เกรงกลัวการทักท้วงท้าทายหรือต่อต้านจากผู้ยึดหลักกฎหมายด้วยซ้ำ (ในกรณีประเทศไทย คงมิได้หมายถึงพรรคการเมืองบ้านใหญ่รายใด แต่น่าจะหมายถึงเครือข่ายการเมืองของชนชั้นนำผู้ออกใบอนุญาตสองซึ่งไม่เคยลงเลือกตั้งเลย)

สอง) ระบอบเช่นนั้นไม่จำเป็นต้องจับกุมคุมขังฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้เหตุผล แต่จะใช้อำนาจสารพัดวิธี “ตามกฎหมาย” บางประเทศใช้กฎหมายบังคับให้ล้มละลาย หลายแห่งเล่นงานตามกฎหมายอาญา

สาม) ระบอบเช่นนั้นเปิดโอกาสให้มีการถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ แต่ผู้คนจะเรียนรู้ถึงขีดจำกัด รู้จักเส้นที่ห้ามข้ามอย่างเด็ดขาดถ้าไม่อยากให้เดือดร้อน การเซ็นเซอร์ตัวเอง (self-censorship) เป็นวัฒนธรรมปกติของผู้คนที่ไร้อำนาจ

สี่) ระบอบเช่นนั้นยอมให้มีการเลือกตั้งที่เป็นอิสระและแฟร์พอสมควร เพราะตระหนักดีว่าไม่มีใครสามารถโค่นอำนาจที่แท้จริงของระบอบได้ (ในกรณีประเทศไทยเห็นได้ชัดว่าต่อให้คู่ต่อสู้ชนะก็ไม่มีโอกาสได้เป็นรัฐบาล และในครั้งต่อมากลไกของรัฐพันลึกจะทำทุกทางเพื่อไม่ให้ชนะอีกเลย)

ห้า) ระบอบเช่นนั้นแคร์ต่อความเห็นของสาธารณชนอยู่บ้างและยอมปรับนโยบายในการตัดสินใจตามความเห็นเหล่านั้นบ้างเท่าที่จำเป็น

หก) ระบอบเช่นนั้นพัฒนากลไกทางกฎหมายสารพัด มิใช่เพื่อขจัดผู้คัดค้านผู้เห็นต่างให้หมดไป แต่เพื่อควบคุมให้ความเห็นต่างและเสียงคัดค้านอยู่ในระดับที่ไม่เกินกว่าที่สามารถจัดการได้ เพราะตระหนักดีว่าการปิดกั้นจนเกินไปอาจส่งผลลบหวนย้อนกลับมาเป็นอันตรายต่อระบอบ

เห็นได้ชัดว่า การทำตามกฎหมาย (legal) แต่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (unlawful) เป็นคุณสมบัติสำคัญของระบอบอำนาจนิยมตามรัฐธรรมนูญ

หากมองจากคุณสมบัติเหล่านี้ ประเทศไทยยังไม่เข้าใกล้ระบอบประชาธิปไตยเลยด้วยซ้ำ เป็นเพียงระบอบอำนาจนิยมที่รู้จักใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือแค่นั้นเอง

เพราะรัฐราชการของไทยอ้างอิงกฎหมายตลอดเวลา แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะผิดหลักกฎหมายก็ตาม โดยจงใจสำนึกรับรู้หรือไม่เจตนาก็ตาม

พฤติกรรมที่ท่วมท้นไปทั่วเช่นนี้มีอยู่ในรัฐราชการไม่ว่ายุคสมัยใด ทั้งรัฐ ทั้งรัฐบาลจากการรัฐประหาร รัฐบาลพระราชทาน หรือรัฐบาลเลือกตั้งที่มีบ้านใหญ่เป็นเพียงนั่งร้านตัวแทนหน้าฉากให้กับรัฐราชการ

พฤติกรรม “ทำตามกฎหมายอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย” (legal but not lawful) เช่นนี้ซึมซับไปทั่วทุกอณูของรัฐราชการของไทย

ระบอบการเมืองและระบบกฎหมายของเราจึงผลิต “เนติบริกร” ที่มีทั้งอำนาจและชื่อเสียง ทั้งๆ ที่เป็นนักกฎหมายที่น่ารังเกียจ

คุณสมบัติสำคัญที่แยกแยะระหว่าง “เนติบริกร” กับนักกฎหมายที่ดีก็คือ เนติบริกรมีหน้าที่ทำให้ความผิดกลายเป็นถูกตามกฎหมาย (legal) พยายามทำให้สิ่งที่ขัดฝืนกับหลักกฎหมายได้รับการตบแต่งรองรับด้วยกฎหมาย (legality)

นักกฎหมายที่ดียึดถือหลักกฎหมายเป็นความถูกต้อง (lawfulness)

กรณีศาลรัฐธรรมนูญลงโทษ ส.ส. ที่เสนอแก้ไขมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา ก็เป็นการกระทำตามกฎหมาย ใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างจัง
เพราะการเสนอแก้กฎหมายเป็นการกระทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎรในรัฐสภาทั้งโลก เป็นเช่นนี้มาหลายร้อยปีแล้ว

ถ้าหากผู้แทนของประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบกับการแก้ไข ก็ควรระงับความพยายามแก้ไขนั้นด้วยกระบวนการของรัฐสภา

ไม่ใช่ลงโทษโดยเหตุผลและการตีความกฎหมายอย่างผิดหลักกฎหมาย และอาศัยข้อกฎหมายกำมะลอว่าด้วยความผิดจริยธรรม ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

กรณีนี้จะเป็นประวัติด่างพร้อยของศาลรัฐธรรมนูญประเทศไทยตลอดไปอีกครั้งหนึ่ง ไม่ต่างกับการสั่งยุบพรรคการเมืองก่อนหน้านั้น

เกียรติประวัติของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดอาจพลอยด่างพร้อยไปด้วยตลอดกาลถ้าหากยอมเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายครั้งนี้

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_891236