วันจันทร์, มิถุนายน 29, 2569

ปรากฏการณ์ มัลลิกา แซงชนะ ดร.โจ (พรรคประชาชน) คว้าอันดับ 2 ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 ถือเป็นหนึ่งในประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่นักวิเคราะห์การเมืองและประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก

@biercarlos ดูดร.มัลลิกาไลฟ์ วันนี้ (8 ก.ย. 68) ดร.เต้นให้ดูเพลงนึง ไม่รู้ว่าดีใจอะไร 🤣 #ดรมัลลิกา #ดรมอลลี่ #drmallika ♬ original sound - Dr. Bier Carlos - Carlos Bier



คลิปนี้เป็นคลิปเก่า
.....


SUM UP

6 hours ago
·
"จริง ๆ ถามว่าดิฉันแปลกใจไหม ในฐานะเป็นคนที่ติดตามการเลือกตั้งครั้งนี้ แล้วก็ได้มีส่วนไปช่วยหาเสียงอยู่บ้าง 3-4 ครั้ง ก็ไม่ได้แปลกใจ ถ้าย้อนกลับไปครั้งก่อนของ 'พี่วิโรจน์' เนี่ย ตอนนั้นเราแปลกใจว่า โอ้ คะแนนพี่วิโรจน์มาเป็นที่ 3 จริง ๆ ห่างกันแค่นิดเดียวนะคะ ระดับหลักพันคะแนน แต่ก็แพ้คุณสุชัชวีร์ไป
.
แต่พอมานั่งดูผลกันจริง ๆ แล้วก็เข้าใจได้ว่าฝั่งอนุรักษนิยมเองเขาก็มีกลุ่มก้อนผู้คนที่ตัดสินใจอยู่หนึ่งกลุ่ม รวมถึงครั้งนั้นกลุ่มอนุรักษนิยมมีผู้สมัครที่แข็งแกร่งอยู่หลายคน มีคุณอัศวิน มีคุณสุชัชวีร์ มีคุณสกลธี ซึ่งยังไม่นับผู้สมัครท่านอื่น ๆ อีก แต่ 3 ท่านก็เป็นตัวหลักที่แบ่ง ๆ คะแนนกันไปคนละประมาณ 2 แสนคะแนนกว่า ๆ เท่า ๆ กันหมดเลย
.
แล้วก็ครั้งนี้มีคุณเจมส์ อนุชา มีหม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าอีก 2 ท่าน ไม่ได้มีบทบาทโดดเด่นมากนัก แล้วก็คุณมัลลิกาเนี่ย ต้องยอมรับว่าดิฉันกับคุณมัลลิกาเจอกันในรายการวิเคราะห์ข่าวต่าง ๆ บ่อย ก่อนที่คุณมัลลิกาจะมาเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ
.
ก็ต้องยอมรับว่าคุณมัลลิกาเป็นคนที่มีความสามารถในการสื่อสาร เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย แล้วก็มีความแม่นยำในการไปสื่อสารถึงกลุ่มที่ต้องการจะสื่อ ก็ต้องสังเกตว่าถ้าคุณลองไปสอบถามคนกรุงเทพฯ โดยทั่วไป เขาน่าจะเห็นแคมเปญของอาจารย์ชัชชาติกับคุณมัลลิกามากที่สุด แล้วผลคะแนนมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ ดิฉันพูดในฐานะที่ดิฉันทำงานในด้านการสื่อสารมาก่อน คุณไถฟีด Facebook TikTok คุณจะเจออยู่แค่อาจารย์ชัชชาติกับคุณมัลลิกา
.
อันนี้ก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นความล้มเหลวของพรรคประชาชน ในการทำให้แคมเปญของพรรคได้รับความสนใจ"
.
คำให้สัมภาษณ์ในช่วงต้นของ 'พรรณิการ์ วานิช' โฆษกคณะก้าวหน้า ในรายการสดพิเศษ "ศึกชิงผู้ว่าฯ ชี้ชะตามหานคร" เกาะติดผลเลือกตั้ง ของทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ดำเนินรายการโดย สรยุทธ สุทัศนะจินดา, กิตติ สิงหาปัด และ ปรินดา คุ้มธรรมพินิจ เกี่ยวกับประเด็นสำคัญที่ทำให้ 'พรรคประชาชน' พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้
.....

Atukkit Sawangsuk
8 hours ago
·
ถ้าโจแพ้ติ่งมัลลิกา
แน่ละ ก็ต้องชี้ว่าพรรคส้มผิดพลาดมหันต์ ทั้งยุทธศาสตร์หาเสียง การวางแคมเปญ การตั้งสุรพล ฯลฯ
สมน้ำหน้ามันเนอะ ฝ่ายก้าวหน้าs ตั้งวงขบขัน
ฯลฯ ฯลฯ
:
แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือความฉาบฉวยของกระแสโซเชียล
คนเลือกมัลลิกาไม่ใช่แค่ "ฝ่ายขวา" เหลืองนกหวีด (ซึ่งน่าจะโดนหม่อมกรแย่งไปส่วนหนึ่ง)
ติ่งมัลลิกามากับกระแสโซเชียล
กระแสฉาบฉวยแบบอยากได้คนใหม่ อิสระจากพรรคการเมือง เบื่ออะไรเก่าๆ
พูดอะไรโหวกๆ แหวกๆ ยิ่งโดนใจชาว TikTok
ทั้งที่ติ่งมัลลิกาไม่ใช่คนใหม่ทางการเมือง
อยู่พรรคมหาชน อยู่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี เป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์
แต่ติ่งแปลงร่างเป็นอินฟลูจนคนลืมไปหมด ทั้งที่เป็นประวัติศาสตร์อันใกล้นี่เอง
เป็น ดร.มัลลิกา ที่คนไม่สนใจด้วยซ้ำว่าจบ ดร.จากไหน (วิทยาลัยนวัตกรรม ม.รังสิต สุริยะใสเป็นคณบดี)
:
กระแสแบบนี้แหละคือกระแสที่ทรัมป์ และฝ่ายขวาทั่วโลกชนะเลือกตั้ง
ขายภาพคนใหม่ เบื่อการเมือง เบื่อพรรคการเมือง
ขายความคิดแหวกๆ แล้วประสบความสำเร็จในโลกโซเชียลที่นับวันยิ่งฉาบฉวย มักง่าย
ติ่งมัลลิกาอาจจะไม่ได้เป็นผู้ว่าในครั้งนี้
แต่ในการเลือกตั้งใหญ่จะมีคนเห็นโอกาส
ใครสักคนที่มาแนวเดียวกับพลเอกรังษี อาเรวัช มงคลกิตต์ แต่ดึงคนได้มากกว่า


.....

ปรากฏการณ์ มัลลิกา แซงชนะ ดร.โจ (พรรคประชาชน) คว้าอันดับ 2 ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569

AI คิดว่ามี 3 ปัจจัย

1. ยุทธศาสตร์โซเชียลมีเดียและการเข้าถึงคนรุ่นใหม่

แม้หลายคนจะติดภาพจำทางการเมืองแบบเดิมของ ดร.มัลลิกา แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้เธอปรับกลยุทธ์หันมาเน้นนโยบายสายเทคโนโลยี ชูการนำ AI มาใช้แก้ปัญหาเมือง เช่น ปัญหาจราจรและฝุ่น $PM_{2.5}$ ประกอบกับการมีฐานผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียค่อนข้างสูง (กว่า 6 แสนคน) ทำให้การสื่อสารนโยบาย 14 ยุทธศาสตร์เข้าถึงคนกรุงได้กว้างและสร้างภาพลักษณ์ที่ดูทันสมัยขึ้น

2. ปัญหา "คะแนนตัดกันเอง" และโจทย์สนามท้องถิ่นของพรรคประชาชน

ในมุมของพรรคประชาชน (ดร.โจ) แม้ว่าฐานเสียงในการเลือกตั้ง สส. ครั้งที่ผ่านมาจะแลนด์สไลด์ใน กทม. แต่เมื่อเป็น สนามเลือกตั้งท้องถิ่น พฤติกรรมของคนกรุงมักจะแยกแยะระหว่างการเมืองระดับชาติกับการเลือกผู้บริหารเมือง นอกจากนี้ คะแนนของกลุ่มผู้สนับสนุนฝั่งเสรีนิยมหรือคนรุ่นใหม่อาจถูกแบ่งไปให้กับคุณชัชชาติส่วนหนึ่ง ทำให้คะแนนของ ดร.โจ ไม่พุ่งทะยานเท่าที่ควร

3. กระแสเบื่อพรรคการเมืองใหญ่ (โหวตเลือกที่ตัวบุคคล)

สอดคล้องกับผลสำรวจก่อนหน้านี้ (เช่น นิด้าโพล) ที่ระบุว่าคนกรุงเทพฯ มีแนวโน้มอยากได้ผู้ว่าฯ ที่ ไม่สังกัดพรรคการเมือง มากขึ้น การที่ ดร.มัลลิกา ลงสมัครในนามอิสระ บวกกับความชัดเจนในสไตล์ "หญิงแกร่งคนกล้า" และการเดินหน้าดีเบตแสดงวิสัยทัศน์อย่างต่อเนื่อง ทำให้เธอสามารถดึงคะแนนจากกลุ่มคนที่เบื่อความขัดแย้งของพรรคการเมืองใหญ่ หรือกลุ่มคนที่อยากเห็นทางเลือกใหม่ ๆ มาได้

สรุปภาพรวม: ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงของคนกรุงเทพฯ มีความยืดหยุ่นสูง คาดเดาได้ยาก และไม่ได้ยึดติดกับกระแสพรรคการเมืองระดับชาติเสมอไป แต่พร้อมจะเทคะแนนให้ผู้สมัครที่สร้างสีสัน มีนโยบายตอบโจทย์ และใช้สื่อได้เข้าตาในช่วงโค้งสุดท้ายครับ



ผลเลือกตั้ง ส.ก. (อย่างไม่เป็นทางการ) แสดงถึง พฤติกรรม "รักพี่เสียดายน้อง" ก็น่าจะได้มั้ง จากสก. 50 คน เป็นสก. หน้าเดิม 32 คน สก. หน้าใหม่เพียงแค่ 18 คนเท่านั้น






https://x.com/thestandardth/status/2071243638395342914
.....

THE STANDARD
@thestandardth

ผลเลือกตั้ง ส.ก. อย่างไม่เป็นทางการ กลุ่มไหนได้กี่ที่นั่ง

สรุปจำนวนผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) แต่ละกลุ่ม แต่ละสังกัดอย่างไม่เป็นทางการ จากประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งท้องถิ่นประจำกรุงเทพมหานคร ณ วันที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 21.20 น.

และสามารถติดตามผลคะแนนผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก. แบบละเอียดจัดเต็มได้อีกหนึ่งช่องทาง ผ่านหน้าเกาะติดผลการนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก. บนเว็บไซต์ https://thestandard.co/bkkelection2569/

หมายเหตุ: คะแนนนี้เป็นคนละชุดกับคะแนนจากอาสาสมัครตามโครงการรายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของสื่อมวลชน
.....

ถอดรหัสการตัดสินใจคน กทม. ผ่านบัตร ส.ก.
ที่มา บีบีซีไทย
(https://www.bbc.com/thai/articles/c36y8p0xn2go)

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. กับ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรค แถลงยอมรับความพายแพ้ ช่วงค่ำ 28 มิ.ย. โดยเชื่อว่า "ทุกการพ่ายแพ้จะทำให้พรรคเข้มแข็งขึ้น กล้านำเสนอประเด็นที่ก้าวหน้ามากขึ้นต่อไป"

แม้เห็นว่าชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ 2 ครั้งติดต่อกันของผู้ว่าฯ กทม. รายนี้ จะมีส่วนเปลี่ยนการเมืองภาพใหญ่ได้ แต่ ดร.สติธรชี้ว่า สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าชัชชาติมีฐานเสียงใน กทม. จริงหรือไม่ คือการที่ ส.ก. กลุ่มคนทำงานได้เข้าไปนั่งในสภา กทม. เกินครึ่งหนึ่ง แม้เจ้าตัวปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นพวกกัน แต่องคาพยพเครือข่ายต่าง ๆ มีแกนเดียวกันหมด

ดังนั้นการที่กลุ่มคนทำงานมีคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่ 11 เขต ซึ่งไม่ถึงครึ่งของสภา กทม. จึงยากจะอนุมานว่ากระแสนิยมของชัชชาติสร้างฐานเสียงใน กทม. ได้จริงหรือไม่ เหมือนกับครั้งที่แล้วที่คนก็รู้สึกว่าชัชชาติกับพรรคเพื่อไทยเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะเพิ่งเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท. มาหมาด ๆ ในการเลือกตั้งปี 2562 พอมาลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ปี 2565 คนเลือกชัชชาติแลนด์สไลด์ 1.38 ล้านเสียง แต่พอเลือกตั้ง สส.กทม. ปี 2566 คนเลือกเพื่อไทยแค่ 1 เขต แปลว่ามันไม่เชื่อมโยงกันเลย อย่างนี้เอาไปต่อยอดอะไรไม่ได้ ความฟีเวอร์ของชัชชาติไม่ได้เกี่ยวเลย เป็นเรื่องตัวชัชชาติล้วน ๆ

ผลการเลือกตั้ง ส.ก. เมื่อปี 2565 พรรค พท. เป็นแชมป์เก่า นำ ส.ก. เข้าสภาเล็กได้ 20 คน ตามด้วยพรรค ก.ก. 14 คน และพรรค ปชป. 10 คน

มารอบนี้ มีเพียง 2 พรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ก. ครบทุกเขตคือ พรรคสีส้มมีแนวโน้มได้ ส.ก. 22 ที่นั่ง พรรคสีฟ้าได้ 10 ที่นั่ง และกลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว 4 ที่นั่ง

ดร.สติธรถอดรหัสการตัดสินใจของคน กทม. เอาไว้ว่า
  • คน กทม. เลือก สส.กทม. พรรคส้มยกจังหวัด 33 เขต จึงเป็นเรื่องยากที่จะไม่กาส้มเลยทั้ง 2 บัตรในสนามท้องถิ่น กทม.
  • คน กทม. โหวตตามผลการปฏิบัติงาน ไม่มีความภักดีต่อพรรคการเมืองใด แต่ในอดีตบังเอิญมีแค่ 2 พรรคคือ พรรค พท. กับพรรค ปชป. จึงสวิงไปมาอยู่ใน 2 พรรคนี้
  • รูปแบบการเลือกของคน กทม. ไม่ใช่โหวตไปคานอำนาจเท่านั้น ใครเป็นรัฐบาล ฉันจะโหวตให้พรรคตรงข้าม มันแล้วแต่ครั้ง
"อย่างครั้งนี้ สส. โหวตให้ส้มแล้ว ส.ก. ก็โหวตให้ส้ม ฉันมีผู้ว่าฯ สีเขียวแล้ว ส.ก. ควรจะสีเดียวกัน แต่พอเจอคำว่าระบอบอากงเข้าไป คนอาจจะรู้สึกว่าเอาไปคานดีกว่า เดี๋ยวไปเกี๊ยะเซียะกัน แทนที่จะเลือกคนไปสนับสนุนให้ชัชชาติทำงานคล่อง ไอ้พวกนี้เดี๋ยวไปต่อรองกัน แต่ถ้าเอาส้ม เขาจะรู้สึกว่าส้มเป็นพวกมีเหตุมีผล ตรงไปตรงมา อะไรดี ก็จะช่วยชัชชาติ อะไรแย่ ก็จะตรวจสอบชัชชาติ" ดร.สติธรกล่าว

กับผู้สนับสนุนพรรคสีส้มที่แสดงความไม่พอใจต่อการแต่งตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัย เป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. มีผลต่อการตัดสินเลือกของคน กทม. หรือไม่ ดร.สติธรบอกว่า กรณีตั้ง ศ.ดร.สุรพล คนลงโทษ ดร.โจไปแล้ว ส่วน ส.ก. เป็นคนละหน้ากัน

"มันมี 2 บัตร บัตรหนึ่งได้ลงโทษพรรคที่เราชอบไปแล้ว อีกบัตร ฉันได้เลือกพรรคที่เราชอบ มันแฮปปี้ คนเรามันเลือก ไม่ได้เลือกเพื่อไปผิดหวังนะ โกรธพรรค ฉันก็ลงโทษพรรค อย่างตอนเลือกตั้ง สส. โกรธพรรคไหม โกรธ แต่สุดท้ายก็กลั้นใจเลือกส้มกันทุกคน เพราะกาหนูไม่ลง กาเพื่อไทยไม่ไหว" เขากล่าวทิ้งท้าย
.....

เพิ่มเติมจาก Gemini

การเลือกตั้งกรุงเทพมหานครที่มี "บัตร 2 ใบ" แยกกันชัดเจนระหว่าง ผู้ว่าฯ กทม. และ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) นำไปสู่ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยเฉพาะพฤติกรรม "รักพี่เสียดายน้อง" หรือการโหวตแบบแยกฝั่ง (Split-ticket voting) ที่สะท้อนวิธีคิดและมิติเชิงพื้นที่ของคนกรุงได้อย่างลึกซึ้ง

สามารถถอดรหัสรสนิยมและการตัดสินใจของคนกรุงเทพฯ ผ่านบัตรเลือก ส.ก. ออกเป็น 4 มิติสำคัญ ดังนี้ครับ

1. การเมืองภาพใหญ่ VS ปัญหาปากซอย (Macro vs Micro Politics)

ขณะที่เก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. มักจะผูกโยงกับอุดมการณ์ แบรนด์พรรคการเมือง หรือกระแสความนิยมในระดับชาติ (Macro) แต่สำหรับ บัตร ส.ก. คนกรุงเทพฯ มักให้ความสำคัญกับ "ความคุ้นเคยและการเข้าถึง" ในระดับพื้นที่ (Micro)

คนทำงานจริงในชุมชนได้เปรียบ: ส.ก. ที่ฝังตัวในพื้นที่ยาวนาน มีเครือข่ายหัวคะแนนที่เหนียวแน่น หรือช่วยเหลือชาวบ้านในยามวิกฤต (เช่น ช่วงน้ำท่วม หรือประสานงานสิทธิประโยชน์ต่างๆ) มักได้รับความไว้วางใจ โดยไม่เกี่ยงว่าจะสังกัดพรรคใดหรือลงอิสระ

การเลือกที่ตัวบุคคล: หลายครั้งที่ผู้สมัคร ส.ก. จากพรรคกระแสรอง หรือผู้สมัครอิสระ สามารถชนะในเขตนั้นๆ ได้ เพราะคนในพื้นที่รู้สึกว่า "พึ่งพาได้มากกว่า" พรรคใหญ่ที่เน้นแต่การโหมกระแสในโซเชียลมีเดีย

2. ยุทธศาสตร์ "คานอำนาจ" และการเลือกแบบไขว้ (Split-Ticket Voting)

คนกรุงเทพฯ มีพฤติกรรมการลงคะแนนที่ยืดหยุ่นและมีนัยเชิงยุทธศาสตร์สูงมาก (Strategic Voting) โดยเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องเลือก "ผู้ว่าฯ" และ "ส.ก." จากทีมเดียวกันเสมอไป

เลือกผู้ว่าฯ ที่ชอบ เลือก ส.ก. มาคานหรือช่วยงาน: สมมติว่าเลือกผู้ว่าฯ จากผู้สมัครอิสระ คนกรุงอาจเลือก ส.ก. จากพรรคที่มีระบบตรวจสอบเข้มข้นเพื่อไปทำหน้าที่ในสภา กทม. หรือในทางกลับกัน หากเลือกผู้ว่าฯ จากพรรคหนึ่ง ก็อาจเลือก ส.ก. อีกพรรคเพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างความสมดุลในการบริหารงบประมาณ

ปรากฏการณ์นี้ทำให้พรรคการเมืองใหญ่ไม่สามารถกวาดเก้าอี้ ส.ก. ได้แบบเบ็ดเสร็จ (Landslide) เหมือนการเลือกตั้งใหญ่ระดับประเทศ

3. "กระแสพรรค" ปะทะ "ฐานเสียงท้องถิ่น"

ในการเลือกตั้ง ส.ก. เราจะเห็นการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่าง 2 แนวคิด:

สายกระแส/อุดมการณ์: กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือคนเมืองชั้นใน มักเลือก ส.ก. โดยอิงจาก "แบรนด์พรรค" เป็นหลัก เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองระดับชาติ และคาดหวังให้ทีม ส.ก. เข้าไปผลักดันนโยบายเชิงโครงสร้างหรือการตรวจสอบที่โปร่งใส

สายบ้านใหญ่/เครือข่ายอุปถัมภ์: ในเขตชานเมืองหรือชุมชนหนาแน่น (เช่น ฝั่งธนบุรี หรือกรุงเทพฯ ตะวันออก) ส.ก. หน้าเดิมที่มีฐานเสียงครอบครัว หรืออดีตหัวคะแนนท้องถิ่นยังคงแข็งแกร่งมาก เพราะชาวบ้านยังมองหา "กลไกประชานิยมระดับท้องถิ่น" ที่จับต้องได้รวดเร็ว เช่น การลอกคลอง การซ่อมไฟกิ่ง หรือการจัดงานชุมชน

4. ภาพสะท้อนของ "พรรคเกิดใหม่" และ "ผู้สมัครอิสระ"

เทรนด์ที่น่าจับตาในระยะหลังคือ การเติบโตของผู้สมัครอิสระและการกระจายตัวของขั้วการเมือง คนกรุงเริ่มเบื่อหน่ายกับความขัดแย้งของพรรคใหญ่ระดับชาติ และหันมาให้โอกาสผู้สมัคร ส.ก. กลุ่มอิสระมากขึ้น (สอดคล้องกับผลโพลหลายสำนักที่ชี้ว่า คนกรุงเกินครึ่งเปิดรับผู้สมัครที่ไม่สังกัดพรรค) เพราะเชื่อว่าจะสามารถทำงานประสานประโยชน์กับผู้ว่าฯ กทม. ทุกฝ่ายได้ราบรื่นกว่า ไม่ต้องติดหล่มเกมการเมืองขั้วตรงข้าม

สรุป: บัตรเลือก ส.ก. คือเครื่องมือที่คนกรุงเทพฯ ใช้บริหาร "ความจริงที่จับต้องได้" ในชีวิตประจำวัน พวกเขาอาจจะฝันถึงนโยบายระดับมหภาคผ่านใบเลือกผู้ว่าฯ แต่ในใบเลือก ส.ก. พวกเขาเลือกคนที่จะมาเดินลุยน้ำท่วมขังในซอยบ้าน หรือคนที่จะคอยส่งเสียงแทนพวกเขาในสภาเมืองนั่นเอง
.....



Thanapol Eawsakul
1 hour ago
·
จากสก. 50 คน
เป็นสก. หน้าเดิม 32 คน
แปลว่ามีสก. หน้าใหม่เพียงแค่ 
18 คนเท่านั้น

ขณะที่กลุ่มคนทำงานมีสก 11
คนแต่เป็นคนหน้าใหม่เพียง 1 คน
แปลว่าการโหนกระแสชัชชาติอย่างเดียวไม่ได้ผลต้องมีคะแนนจัดตั้งของตัวเองด้วย
และน่าจะสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนพรรคประชาชนแม้จะมีสก. เพิ่มขึ้นจากเดิม 14 เป็น 22 ที่นั่ง
แต่เป็นสก. หน้าใหม่ 16 คน
สก. เดิมของพรรคก้าวไกล 2565
เมื่อย้ายพรรค
สอบตกทุกคน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=27676799525293524&set=a.640340859366090




บูม ธาวิต แสงวีระพันธุ์ศิริ นักวิชาการอิสระด้านการขนส่ง และ อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ อาจารย์และพิธีกรรายการโทรทัศน์ เผยมุมมองผู้ใช้รถเมล์ถูกปฏิบัติราวกับเป็นพลเมืองชั้นสอง

https://x.com/ThaiPBS/status/2071223684027814247


Thai PBS
@ThaiPBS

คนขึ้นรถเมล์ = พลเมืองชั้น 2 เมื่อห้างดังไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทุกคน

บูม ธาวิต แสงวีระพันธุ์ศิริ นักวิชาการอิสระด้านการขนส่ง และ อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ อาจารย์และพิธีกรรายการโทรทัศน์ เผยมุมมองผู้ใช้รถเมล์ถูกปฏิบัติราวกับเป็นพลเมืองชั้นสอง ซึ่งเห็นได้จากการออกแบบเส้นทางเดินรถที่เหมือนมีไว้เพียงเพื่อให้มี แต่ไม่ได้เน้นประสิทธิภาพในการให้บริการ หรือ การเข้าถึงพื้นที่เชิงพาณิชย์ในเขตเมือง ซึ่งผู้ใช้รถเมล์ต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงอาคาร เมื่อเทียบกับผู้ใช้รถไฟฟ้าหรือรถยนต์ส่วนบุคคล

🗳️ ชวนพูดคุย รีวิวกรุงเทพมหานครกับนักวิชากร พิธีกร และอินฟลูเอนเซอร์มากประสบการณ์กับ #BangkokUnboxed : ปิดหีบเลือกตั้ง ฟังเสียงคนกรุง พร้อมเกาะติดผลการนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา
.....

ประเด็นที่ บูม-ธาวิต แสงวีระพันธุ์ศิริ (นักวิชาการอิสระด้านการขนส่ง) และ อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ ได้ออกมาสะท้อนนั้น ถือเป็นกระจกบานใหญ่ที่ส่องให้เห็นปัญหาโครงสร้างระบบขนส่งสาธารณะไทย โดยเฉพาะคำนิยามที่ว่า "คนใช้รถเมล์ถูกปฏิบัติราวกับเป็นพลเมืองชั้นสอง" ซึ่งสามารถสรุปมุมมองและมิติวิเคราะห์ได้ดังนี้ครับ

1. มุมมองจาก อ.ยิ่งศักดิ์: ประสบการณ์ตรงและเสียงสะท้อนจากผู้ใช้จริง

อ.ยิ่งศักดิ์ มักจะหยิบยกเรื่องราวใกล้ตัวและประสบการณ์ตรงมาเล่าด้วยสไตล์ที่ตรงไปตรงมา โดยชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในชีวิตประจำวัน เช่น:

ความยากลำบากในการเข้าถึง: สภาพรถเมล์ที่เก่า ไร้แอร์ หรือระบบความปลอดภัยต่ำในบางสาย

การรอคอยที่ไร้จุดหมาย: ตารางเวลาที่ไม่แน่นอน ป้ายรถเมล์ที่ไม่กันแดดกันฝน ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกเหมือนระบบไม่ได้ออกแบบมาเพื่อดูแลมนุษย์อย่างมีศักดิ์ศรี

การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่: ในบางครั้ง พฤติกรรมการขับขี่หรือการให้บริการของพนักงาน (แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด) ก็ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกว่าตนเองกำลัง "ขออาศัย" มากกว่าการเป็น "ผู้รับบริการ" ที่จ่ายเงินซื้อตั๋ว

2. มุมมองจาก บูม ธาวิต: มิติด้านโครงสร้างและนโยบายการขนส่ง

ในฐานะนักวิชาการอิสระด้านการขนส่ง ธาวิต แสงวีระพันธุ์ศิริ ได้วิเคราะห์ลึกลงไปถึง "ต้นตอ" ของปัญหาที่หล่อหลอมให้เกิดภาวะพลเมืองชั้นสอง ดังนี้:

งบประมาณและการให้ความสำคัญ (Priority): รัฐมักทุ่มงบประมาณไปกับการสร้างถนนสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล หรือรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ แต่กลับละเลยการอุดหนุน (Subsidy) และพัฒนาโครงข่ายรถเมล์ ทั้งที่รถเมล์เป็นระบบขนส่งที่เข้าถึงคนได้ทุกระดับและประหยัดที่สุด

สิทธิบนท้องถนนที่สูญหาย: รถเมล์ 1 คัน ขนคนได้ 40-80 คน แต่ต้องมาติดแหง็กอยู่บนถนนร่วมกับรถยนต์ส่วนบุคคลที่นั่งมาเพียง 1-2 คน โดยไม่มีช่องทางพิเศษ (Bus Lane) ที่ใช้งานได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ: การที่ระบบขนส่งสาธารณะขั้นพื้นฐานมีคุณภาพต่ำ บีบบังคับให้คนที่มีกำลังทรัพย์ต้องหนีไปซื้อรถยนต์ส่วนบุคคล (เพิ่มหนี้สิน) หรือขึ้นรถไฟฟ้าที่ค่าโดยสารสูงเกินค่าแรงขั้นต่ำ ส่วนคนที่ไม่มีทางเลือกก็ต้องทนใช้รถเมล์ที่ไม่ได้มาตรฐานต่อไป

3. ทำไมถึงเรียกว่า "พลเมืองชั้นสอง"?

คำว่า "พลเมืองชั้นสอง" ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงสถานะทางกฎหมาย แต่หมายถึง "การถูกลดทอนสิทธิและความสะดวกสบายที่ควรได้รับจากสวัสดิการรัฐ"

| มิติการเปรียบเทียบ |

รถยนต์ส่วนบุคคล / รถไฟฟ้าราคาสูง
ความสะดวกสบาย | แอร์เย็น, กำหนดเวลาได้ค่อนข้างแน่นอน

รถเมล์สาธารณะ
ร้อน, ฝุ่น PM2.5, ควันพิษ, คุมเวลาไม่ได้
..

รถยนต์ส่วนบุคคล / รถไฟฟ้าราคาสูง
ความปลอดภัย
มีโครงสร้างป้องกัน, สถานีรถไฟฟ้ามี รปภ. และกล้อง

รถเมล์สาธารณะ
ความปลอดภัย
ป้ายรถเมล์เปลี่ยว, เสี่ยงอุบัติเหตุจากการก้าวขึ้น-ลงรถ
..

การมองเห็นจากภาครัฐ
รถยนต์ส่วนบุคคล / รถไฟฟ้าราคาสูง
ได้รับการจัดสรรพื้นที่ถนนและโครงสร้างพื้นฐานก่อน

รถเมล์สาธารณะ
มักถูกมองว่าเป็นตัวการทำให้รถติด หรือเป็นทางเลือกสุดท้าย

บทสรุป สิ่งที่ทั้งสองท่านพยายามสื่อสาร ไม่ใช่เพียงแค่การตัดพ้อหรือวิจารณ์เพื่อความสนุก แต่เป็นการเรียกร้อง "ความเท่าเทียมในสิทธิการเคลื่อนที่ (Mobility Rights)" เพราะระบบขนส่งสาธารณะที่ดี ไม่ใช่ระบบที่ทำให้คนจนมีเงินไปซื้อรถยนต์ แต่เป็นระบบที่ทำให้ "คนรวยและคนทุกชนชั้นหันมานั่งรถเมล์ร่วมกันได้อย่างภาคภูมิใจ"







 

ส่วยหัวคิวแรงงานต่างด้าวในศูนย์ CI เมียนมา รัฐไม่เก็บ แล้วใครเก็บ? กระทรวง และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าไง ?!?


THE STANDARD

Yesterday
·
ส่วยหัวคิวแรงงานต่างด้าวในศูนย์ CI เมียนมา รัฐไม่เก็บ แล้วใครเก็บ?

รับชมรายการได้เลยที่: https://youtu.be/aJXj6iKRptE

ถ้าเราจองคิวทำอะไรสักอย่างตามระบบ จ่ายเงินตามที่รัฐกำหนด มีเอกสารครบทุกอย่าง เราก็ควรจะได้รับบริการตามสิทธิ แต่สำหรับศูนย์พิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมา (ศูนย์ CI) อาจไม่เป็นอย่างนั้น

ตอนนี้มีข้อร้องเรียนว่า นายจ้างไทยถูก ‘แก๊งนายหน้า’ บังคับจ่ายเงินเพิ่มแบบไม่มีใบเสร็จอีก 1,000-3,000 บาท ต่อแรงงานหนึ่งคน ถึงจะเข้าสู่กระบวนการในศูนย์ CI ได้ และถ้าไม่ยอมจ่ายเพิ่ม แรงงานเหล่านี้ก็จะไม่มีวันได้เข้าสู่กระบวนการ แม้ว่าจองคิวผ่านระบบและจ่ายค่าธรรมเนียมตามประกาศอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม

ด้วยสภาวะจำยอม นายจ้างไทยจำนวนมากต้องยอมจ่ายค่าคิวผีที่ว่านี้โดยไม่รู้ว่ากลุ่มรีดไถเป็นใคร เข้าไปเก็บส่วยอยู่ในศูนย์ CI ด้วยสถานะใด แล้วทำไมรัฐไทยถึงปล่อยให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเสมือนว่าเป็นเรื่องปกติ

เมื่อมีข้อร้องเรียน ทีมข่าวรายการ KEY MESSAGES จึงแฝงตัวลงพื้นที่เพื่อให้เห็นสถานการณ์จริง และสิ่งที่เห็นตรงหน้าก็เป็นไปตามที่นายจ้างไทยเล่า เพราะมีการเรียกเก็บเงินเพิ่มแบบไม่มีใบเสร็จในศูนย์ CI จริงๆ

คำอธิบายที่ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มักเป็นคำตอบเดียวกัน คือศูนย์ CI เป็นการดำเนินงานของรัฐบาลเมียนมา รัฐบาลไทยไม่มีอำนาจเข้าไปก้าวก่าย และไม่เคยได้รับเรื่องร้องเรียนเรื่องการเรียกเก็บเงินเพิ่ม

ตัวเลข 1,000- 3,000 พันบาทต่อคน อาจดูไม่มากนักเมื่อเราพาแรงงานไปลงทะเบียนเพียงครั้งเดียว แต่ถ้ามองในภาพใหญ่ว่ามีแรงงานเข้าสู่กระบวนการ 1 ล้านคน ถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มเฉลี่ยคนละ 1,300 บาท เงินที่หมุนเวียนอยู่นอกระบบก็จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,300 ล้านบาท และถ้ามีแรงงานเข้าสู่กระบวนมากกว่านั้น ตัวเลขดังกล่าวก็อาจสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว

แล้วเงินเหล่าไปอยู่ไหน และใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อเรื่องนี้ สำรวจระบบพิสูจน์สัญชาติแรงงานข้ามชาติ คิวผี ส่วยรีดไถ ที่คนไทยได้รับผลกระทบมากกว่าที่คิด ไปพร้อมกันได้ในรายการ KEY MESSAGES ตอนส่วยหัวคิวแรงงานต่างด้าวในศูนย์ CI เมียนมา รัฐไม่เก็บ แล้วใครเก็บ?

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1377012967891376&set=a.586524703606877



ส่วยหัวคิวแรงงานต่างด้าวในศูนย์ CI เมียนมา รัฐไม่เก็บ แล้วใครเก็บ? | KEY MESSAGES #268

The Standard

Jun 27, 2026 

ถ้าเราจองคิวทำอะไรสักอย่างตามระบบ จ่ายเงินตามที่รัฐกำหนด มีเอกสารครบทุกอย่าง เราก็ควรจะได้รับบริการตามสิทธิ แต่สำหรับศูนย์พิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมา (ศูนย์ CI) อาจไม่เป็นอย่างนั้น

ตอนนี้มีข้อร้องเรียนว่า นายจ้างไทยถูก ‘แก๊งนายหน้า’ บังคับจ่ายเงินเพิ่มแบบไม่มีใบเสร็จอีก 1,000-3,000 บาท ต่อแรงงานหนึ่งคน ถึงจะเข้าสู่กระบวนการในศูนย์ CI ได้ และถ้าไม่ยอมจ่ายเพิ่ม แรงงานเหล่านี้ก็จะไม่มีวันได้เข้าสู่กระบวนการ แม้ว่าจองคิวผ่านระบบและจ่ายค่าธรรมเนียมตามประกาศอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม

ด้วยสภาวะจำยอม นายจ้างไทยจำนวนมากต้องยอมจ่ายค่าคิวผีที่ว่านี้โดยไม่รู้ว่ากลุ่มรีดไถเป็นใคร เข้าไปเก็บส่วยอยู่ในศูนย์ CI ด้วยสถานะใด แล้วทำไมรัฐไทยถึงปล่อยให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเสมือนว่าเป็นเรื่องปกติ

เมื่อมีข้อร้องเรียน ทีมข่าวรายการ KEY MESSAGES จึงแฝงตัวลงพื้นที่เพื่อให้เห็นสถานการณ์จริง และสิ่งที่เห็นตรงหน้าก็เป็นไปตามที่นายจ้างไทยเล่า เพราะมีการเรียกเก็บเงินเพิ่มแบบไม่มีใบเสร็จในศูนย์ CI จริงๆ

คำอธิบายที่ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มักเป็นคำตอบเดียวกัน คือศูนย์ CI เป็นการดำเนินงานของรัฐบาลเมียนมา รัฐบาลไทยไม่มีอำนาจเข้าไปก้าวก่าย และไม่เคยได้รับเรื่องร้องเรียนเรื่องการเรียกเก็บเงินเพิ่ม

ตัวเลข 1,000- 3,000 พันบาทต่อคน อาจดูไม่มากนักเมื่อเราพาแรงงานไปลงทะเบียนเพียงครั้งเดียว แต่ถ้ามองในภาพใหญ่ว่ามีแรงงานเข้าสู่กระบวนการ 1 ล้านคน ถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มเฉลี่ยคนละ 1,300 บาท เงินที่หมุนเวียนอยู่นอกระบบก็จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,300 ล้านบาท และถ้ามีแรงงานเข้าสู่กระบวนมากกว่านั้น ตัวเลขดังกล่าวก็อาจสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว

แล้วเงินเหล่าไปอยู่ไหน และใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อเรื่องนี้ สำรวจระบบพิสูจน์สัญชาติแรงงานข้ามชาติ คิวผี ส่วยรีดไถ ที่คนไทยได้รับผลกระทบมากกว่าที่คิด ไปพร้อมกันได้ในรายการ KEY MESSAGES ตอนส่วยหัวคิวแรงงานต่างด้าวในศูนย์ CI เมียนมา รัฐไม่เก็บ แล้วใครเก็บ?

เรื่อง: ตรีนุช อิงคุทานนท์ 
ตัดต่อ: ศุภอาฒย์ มั่นสิงห์

00:00 คิวผี ส่วยรีดไถ ต้นทุนที่ไม่มีในระเบียบ
08:44 รัฐปล่อยให้เกิดเรื่องนี้ได้อย่างไร?
13:53 ไทยเคยมีระบบที่ดีกว่านี้?


https://www.youtube.com/watch?v=aJXj6iKRptE





HANDse : โกงสอบข้าราชการท้องถิ่น คือ ข้อมูลสำคัญที่ควรนำมาใช้ “ออกแบบระบบที่โกงยาก”


สุภอรรถ โบสุวรรณ

HANDse : โกงสอบข้าราชการท้องถิ่น คือ ข้อมูลสำคัญที่ควรนำมาใช้ “ออกแบบระบบที่โกงยาก”

28 มิ.ย. 2569
ผู้จัดการออนไลน์

รายงานพิเศษ

ถาม : ในฐานะที่คุณทำงานต่อต้านทุจริต คุณมองเห็นอะไรจากการเปิดเผยขบวนการโกงสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานท้องถิ่น

ตอบ : “เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า ... เมื่อคนตัวเล็ก ๆ หลายคนไม่เพิกเฉย และทำหน้าที่ที่ตัวเองควรทำ เราก็ร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบรุนแรงได้”

สุภอรรถ โบสุวรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม - HANDse ... ทำงานผลักดันให้รัฐจัดทำระบบเปิดเผย 25 ชุดข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมตรวจสอบหน่วยงานรัฐได้

“คนที่ 1 .... เรื่องนี้เกิดขึ้นจาก คนที่เขาเข้าสอบข้าราชการท้องถิ่น เขาตั้งใจอ่านหนังสือ ตั้งใจสอบ แต่ประกาศผลออกมาแล้วได้ 0 คะแนน เขาก็เลยไปขอให้เปิดเผยกระดาษคำตอบ ... ซึ่งมันเปิดเผยเลยไม่ได้ เพราะมันดันมีทั้งคนที่ได้คะแนนมากกว่าที่ทำได้จริง และมีทั้งคนที่ไม่ได้คะแนนเลย เพราะถูกอ้างว่าฝนรหัสประจำตัวผิด”

“คนที่ 2 ... พอถูกเรียกร้องให้ต้องเปิดเผยผลคะแนนเทียบกับกระดาษคำตอบ มันก็เลยต้องจัดคนไปแก้ผลในระบบ ... แล้วคนที่เขาอยู่บริเวณสถานที่ที่ใช้แก้ผลสอบ เขาก็สงสัยว่า ทำไมมีคนส่ชุดข้าราชการมารวมตัวกันที่ตึกหลังนี้ทุกวันเลย เขาก็ทำหน้าที่ของเขา คือ ไปแจ้งเจ้าหน้าที่”

“คนที่ 3 ... เจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ป.ป.ช. เมื่อได้รับแจ้งพบความผิดปกติ ก็รีบจัดทีมไปสืบ ไปเฝ้าดู ไม่ประวิงเวลา และเข้าจับกุมได้พร้อมหลักฐานที่ชัดเจนมากในที่สุด”

“ผมอยากให้เห็นว่า การเปิดโปงขบวนการที่อาจทำให้ต้องมีข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่นถึง 3 พันคน ต้องหลุดออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก มันเกิดจากคนตัวเล็กตัวน้อยทั้งนั้นเลย ตั้งแต่ผู้ได้รับผลกระทบจากการสอบที่เขาไม่ยอมปล่อยให้มันผ่านไป คนที่เห็นการรวมตัวกันของข้าราชการแบบผิดปกติ ไปจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานอย่างรวดเร็ว คือ ปัจจัยของความสำเร็จมันครบ ซึ่งมันเกิดจากความกล้าหาญและการไม่ยึดติดกับกระบวนการขั้นตอนบางอย่างมากเกินไป”

ผู้ก่อตั้ง HANDse สุภอรรถ โบสุวรรณ บอกว่า การลุกขึ้นมาทำความจริงให้ปรากฎของคนไม่กี่คนที่อาจจทำให้มีข้าราชการที่เข้าสู่ตำแหน่งโดยมิชอบต้องออกจากราชการถึงประมาณ 3000 คน ควรจะถือเป็นตัวอย่างความก้าวหน้าครั้งสำคัญ เพราะการเปิดโปงขบวนการทุจริตสอบข้าการครั้งนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการใช้ระบบอุปถัมภ์ เงิน และเส้นสายในการคัดเลือกคนเข้าสู่องค์กรต่าง ๆ ที่มีมานานแล้ว ไม่ใช่แค่ข้าราชการท้องถิ่น แต่ยังรวมถึงวิชาชีพอื่น ๆ และอาจย้อนกลับไปตั้งแต่ระบบการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษาที่มีความต้องการเข้าเรียนสูง

“มันมีความเป็นไปได้ว่า ในกระบวนการสอบคัดเลือกทั้งหลาย มันก็มีอย่างนี้มาตั้งนานแล้วแหละครับ ไม่อย่างนั้นเขาจะรู้วิธีการทำกันอย่างเชี่ยวชาญได้ยังไง ... เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น ก็หวังว่า ต่อไป ไม่ว่าจะสอบคัดเลือกคนมาทำวิชาชีพอะไร หรือแม้แต่จะคัดเด็กเข้าโรงเรียน เราก็จะรู้แล้วว่า เราสามารถตรวจสอบได้”

“ที่สำคัญ คือ เมื่อเราเห็นแล้วว่า การสอบครั้งนี้มันมีช่องโหว่ให้เกิดการโกงได้อย่างไร เช่น เอาไฟล์ผลสอบและกระดาษคำตอบออกมาแก้ได้ ... ไปเปลี่ยนให้กระดาษคำตอบของคนที่เขาสอบผ่านมีผลเป็น 0 คะแนนก็ได้ ...มาแก้ผลคะแนนย้อนหลังก็ยังได้ เมื่อเราเห็นแล้วว่า เขาโกงกันด้วยการใช้วิธี “แก้ผล” จากไฟล์ ... เราก็ออกแบบให้ระบบใหม่ เลิกใช้การติดตามตรวจสอบผลคะแนนหรือกระดาษคำตอบด้วย “ตัวบุคคล” หรือ “อุปกรณ์ที่แก้ไขได้” และสามารถเปลี่ยนไปใช้ระบบข้อมูลเปิดที่ทุกคนสามารถเห็นคะแนนดิบได้ และควรใช้ระบบที่จะแสดงผลขึ้นเตือนไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องหลายกลุ่มทันทีหากมีคนพยายามเข้าไปเปลี่ยนแปลงผลข้อมูลในระบบนั้น” สุภอรรถ เพิ่มข้อเสนอ ให้หน่วยงานใดก็ตามที่จะจัดการสอบ ควรนำบทเรียนจากการทุจริตครั้งมาใช้ ด้วยการเปลี่ยนไปใช้ระบบติดตามการแก้ไขข้อมูล

ผู้ก่อตั้ง HANDse ยังให้มุมมองเพิ่มเติมด้วยว่า นอกจากเป็นการแสวงหาประโยชน์เรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบแล้ว ขบวนการรับข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่นเข้าทำงานด้วยการเริ่มต้นจากการชักจูงใจให้ผู้สมัครสอบต้องเลือกใช้วิธีการทุจริต ยังสะท้อนให้เห็นถึงระบบการทำงานที่ต้องการคัดเลือกคนที่เข้าไปเพื่อทำงานตอบสนองกับระบบที่ขับเคลื่อนด้วยความไม่ถูกต้องอยู่ก่อนแล้ว เมื่อได้คนที่เข้ามาอย่างไม่ถูกต้องไปทำงาน เจ้าหน้าที่หน้าใหม่เหล่านี้ ก็ไม่มีทางเลี่ยงที่จะต้องยอมทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามน้ำต่อไป

“คุณอย่าคิดว่าจ่ายตรงนี้แล้วจบนะ เมื่อคุณเข้าไปแล้ว คุณจะโดนอำนาจบางอย่างกดดันให้คุณหาเงินไปให้จ่ายเขาอยู่ดี ดังนั้น ตลอดการทำงานของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้าง การอนุมัติ การอนุญาต หรือการบังคับใช้กฎหมาย คุณก็จะถูกบีบบังคับให้ทำเรื่องทุจริตซ้ำไปอีกเรื่อย ๆ ... โดยคนที่ได้เงินจำนวนมากจริง ๆ คือ คนที่ข้างบนสุดของระบบ”

จากมุมมองของคนที่ทำงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชันมาหลายปี สุภอรรถ ชวนให้สังคมไทยเปลี่ยนมุมมองต่อคนที่พยายามจ่ายเงินเพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง โดยขอให้อย่าเพิ่งตัดสินว่าคนเหล่านี้เป็นคนร้าย แต่อยากให้มองว่า “ระบบ” หรือ “โครงสร้าง” ที่ทำให้เกิดปัญหานี้เป็นอย่างไรมากกว่า จึงจะทางแก้ไขทั้งระบบได้

“คนที่ยอมจ่ายเงิน เราต้องแยกเป็น 2 กลุ่มนะครับ กลุ่มแรก อาจจะเป็นกลุ่มที่ไม่คิดจะใช้ความสามารถเลย จ่ายเงินซื้อตำแหน่งเลย ไม่อ่านหนังสือเลย ... แต่ผมเชื่อว่า มีคนกลุ่มที่ 2 จำนวนมากที่ยอมจ่ายเงิน ทั้งที่เขาพยายามแล้ว อ่านหนังสือสอบแล้ว ตั้งใจแล้ว แต่เขาต้องจ่ายเพราะเขาไม่มีความมั่นใจว่าการใช้ความสามารถเพียงอย่างเดียวจะมีค่ามากพอที่จะไปสู้กับระบบที่ออกแบบมาเพื่อให้สิทธิคนโกงก่อนได้หรือเปล่า คนกลุ่มนี้หากพอมีเงิน จึงต้องเลือกจ่ายเงินเพื่อซื้อความมั่นใจว่า ถ้าเขาทำข้อสอบได้ เขาจะไม่ถูกคัดออกเพื่อเอาสิทธิไปให้คนอื่นแทน”

“เหมือนตอนเด็ก พ่อแม่อยากให้เข้าโรงเรียนดัง ก็ยอมจ่ายเพื่อซื้อความมั่นใจ ... ลูกโตมา ... พ่อแม่อยากให้เป็นข้าราชการ ... ลูกก็ยอมจ่ายไปก่อน เพราะถ้าไม่ทำอย่างนี้ ... ก็สู้คนที่เขาจ่ายไปแล้วไม่ได้ ถูกมั้ยครับ”

สุภอรรถ พยายามชี้ให้เห็นว่า ระบบการคัดเลือกแบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้มีช่องทางการโกงได้ง่าย และคนที่เลือกใช้วิธีการโกงจะเป็นคนที่มีโอกาสได้รับความสำเร็จมากกว่าคนที่ต่อสู้ด้วยความสามารถล้วน ๆ ... ดังนั้น เมื่อถึงวันหนึ่ง คนที่พยายามใช้ความสามารถ ก็ต้องหันมาใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องเช่นกัน เพราะต้องการเพิ่มโอกาสได้รับความสำเร็จ

การที่รัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ จึงทำไม่ได้เพียงแค่การจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษขั้นร้ายแรง แต่ยังต้องจัดเวทีระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย เพื่อหาทางออกว่า จะออกแบบระบบการคัดเลือกคนเข้าสู่งานราชการอย่างไร

“ระบบที่คนโกง จะเป็นกลุ่มแรกที่ต้องถูกคัดออก”


https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000061960




การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนโดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ต่อฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งขั้นรุนแรง ซึ่งคุกคามโดยตรงต่อกรอบข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่เปราะบางภายใต้บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด





https://x.com/Reuters/status/2071287512065347620
.....

รายละเอียดสำคัญของสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นและผลกระทบที่ตามมาในทันที มีดังนี้:

เป้าหมายและความเสียหาย: IRGC อ้างว่าได้โจมตีฐานทัพหลักของสหรัฐฯ 8 แห่ง โดยระบุชื่อฐานทัพอากาศ Ali Al Salem ในคูเวต และฐานทัพเรือของกองเรือที่ 5 (Fifth Fleet) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ท่าเรือ Salman ในบาห์เรนอย่างชัดเจน

คูเวต: กองทัพคูเวตยืนยันว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดกั้นภัยคุกคามที่เข้ามาได้สำเร็จ ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธนำวิถี (ballistic missiles) 2 ลูกและโดรนจำนวนมาก โดยรายงานว่าไม่มีผู้บาดเจ็บหรือความเสียหายต่อฐานทัพของสหรัฐฯ หรือคูเวตในทันที

บาห์เรน: แม้จะมีการเปิดสัญญาณเตือนภัยทางอากาศทั่วประเทศ แต่การโจมตีด้วยโดรนหรือขีปนาวุธของอิหร่านได้สร้างความเสียหายแก่อาคารที่พักอาศัยสูง 8 ชั้นในจังหวัด Muharraq ใกล้กับสนามบินนานาชาติ ส่งผลให้หน้าต่างแตกกระจายและชั้นบนสุดของอาคารพังเสียหาย ทั้งนี้ ไม่มีการรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บ และทางการระบุว่าจุดที่ถูกโจมตีอยู่ห่างจากกองบัญชาการกองเรือที่ 5

ชนวนเหตุแห่งความล้มเหลวของข้อตกลง: การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอย่างแม่นยำของสหรัฐฯ ซึ่งดำเนินการโดยเครื่องบินขับไล่ของกองทัพเรือและกองทัพอากาศในช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน 10 แห่ง ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเฝ้าระวัง ระบบสื่อสาร ระบบป้องกันภัยทางอากาศ คลังเก็บโดรน และขีดความสามารถในการวางทุ่นระเบิด หลังจากกล่าวหาว่าอิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิงด้วยการใช้โดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน Kiku ซึ่งชักธงปานามา ในช่องแคบฮอร์มุซ

ข้อพิพาทเรื่องจุดยุทธศาสตร์สำคัญ: เบื้องหลังการปะทะกันด้วยอาวุธในครั้งนี้ คือข้อพิพาทพื้นฐานเกี่ยวกับการกำกับดูแลช่องแคบฮอร์มุซ ในช่วงไม่กี่วันก่อนเกิดการโจมตี กลุ่มความร่วมมือทางทะเลนานาชาติที่นำโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ประกาศแผนขยายเส้นทางเดินเรือทางเลือกใกล้กับโอมาน เพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่การสัญจรเข้าและออกของเรือ อิหร่านได้คัดค้านเรื่องนี้อย่างรุนแรง โดยนาย Abbas Araghchi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เตือนว่าการจัดเส้นทางเดินเรือทางเลือกใดๆ ที่หลีกเลี่ยงการกำกับดูแลของอิหร่านถือเป็นการยั่วยุโดยตรง ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมความตึงเครียดในภูมิภาคและทำให้การเปิดช่องแคบอย่างเป็นทางการต้องล่าช้าออกไป

ผลกระทบทางการทูตและถ้อยแถลงตอบโต้: อนาคตของกรอบข้อตกลงหยุดยิงระยะเวลา 60 วันกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างหนัก กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) แถลงอย่างเป็นทางการว่าปฏิบัติการล่าสุดของสหรัฐฯ ละเมิดข้อ 1 ของบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด และเตือนว่าการกระทำที่ดำเนินต่อไปจะทำให้กระบวนการทางการทูตทั้งหมด "หยุดชะงักโดยสิ้นเชิง" ในทางกลับกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กลับปกป้องการโจมตีตอบโต้บนโซเชียลมีเดีย โดยกล่าวหาเตหะรานว่าละเมิดข้อตกลงสันติภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเตือนว่าการยกระดับความขัดแย้งต่อไปจะผลักดันให้สหรัฐฯ "ดำเนินการทางทหารเพื่อปิดฉากภารกิจ" พันธมิตรในภูมิภาค รวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และจอร์แดน ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศ ได้ประณามการโจมตีของอิหร่านอย่างรุนแรงว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของรัฐอย่างร้ายแรง ซึ่งเสี่ยงต่อการทำลายช่องทางการทูตที่ได้มาอย่างยากลำบากโดยสิ้นเชิง




จอห์น เคซิก อดีตผู้ว่าการรัฐโอไฮโอ โพสต์ X เรียกร้องให้ รัฐสภาสหรัฐ ออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อขยายเวลาการคุ้มครอง ครอบครัวชาวเฮติและชาวซีเรียต่อไป จากการที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาตให้รัฐบาลทรัมป์ยุติสถานะการคุ้มครองชั่วคราวได้ คำตัดสินนี้อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงผู้ได้รับความคุ้มครอง TPS จากกว่า 12 ประเทศ (1.3 ล้านคน)







https://x.com/JohnKasich/status/2071217794612351127
.....

ข้อความทางเอ็กซ์ (X) ของ จอห์น เคซิก (John Kasich) อดีตผู้ว่าการรัฐโอไฮโอ กล่าวถึงคำพิพากษาครั้งสำคัญของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ในคดี Mullin v. Doe ซึ่งมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง อนุญาตให้รัฐบาลดำเนินมาตรการยุติสถานะการคุ้มครองชั่วคราว (TPS) สำหรับผู้ลี้ภัยชาวเฮติและชาวซีเรียต่อไปได้

คำตัดสินนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและทันทีต่อชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะใน เมืองสปริงฟิลด์ รัฐโอไฮโอ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคซิกเน้นย้ำเป็นพิเศษด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้:

🏛️ สรุปคำตัดสินของศาลสูงสุด

ศาลสูงสุดวินิจฉัยว่ากระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) มีอำนาจเด็ดขาดในฝ่ายบริหารที่จะพิจารณาขยายเวลาหรือยุติโครงการ TPS และกฎหมายลิดรอนอำนาจของศาลยุติธรรมในการเข้ามาตรวจสอบหรือสั่งระงับการตัดสินใจดังกล่าว คำสั่งนี้ส่งผลให้มาตรการคุ้มครองทางกฎหมายของผู้ถือสัญชาติเฮติราว 350,000 คน และชาวซีเรียอีกหลายพันคนสิ้นสุดลง และเสี่ยงต่อการถูกส่งกลับประเทศ

📍 ทำไม "สปริงฟิลด์, โอไฮโอ" ถึงเป็นจุดวิกฤต?

เมืองสปริงฟิลด์กลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของประเด็นนี้เนื่องจากปัจจัยในพื้นที่:

จำนวนประชากรที่หนาแน่น: คาดการณ์ว่ามีชาวเฮติเข้ามาอาศัยและทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วยสิทธิ์ TPS ในเมืองสปริงฟิลด์ราว 12,000 ถึง 15,000 คน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: ผู้นำท้องถิ่นและผู้ประกอบการในโอไฮโอระบุว่า แรงงานชาวเฮติกลุ่มนี้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการผลิตและอุตสาหกรรมในท้องถิ่นที่เคยขาดแคลนแรงงาน การยุติสิทธิ์จะทำให้เมืองสูญเสียแรงงานสำคัญไปทันที

สถานการณ์พลิกผัน: เมื่อสถานะ TPS สิ้นสุดลง คนกลุ่มนี้จะสูญเสียใบอนุญาตทำงาน (Work Authorization) และสิทธิ์การอยู่อาศัยอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การเลิกจ้างจำนวนมากและการพรากจากกันของสมาชิกในครอบครัว

📜 ข้อเรียกร้องของเคซิกถึงสภาคองเกรส

เนื่องจากโครงการ TPS เป็นกฎหมายที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติ (สภาคองเกรส) มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 เคซิกจึงชี้ว่า สภาคองเกรสเป็นหน่วยงานเดียวที่มีอำนาจสูงสุดในเวลานี้ ที่จะสามารถออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อขยายเวลาการคุ้มครอง ปกป้องครอบครัวเหล่านี้จากการถูกส่งกลับไปยังประเทศเฮติซึ่งยังคงเผชิญกับภาวะจลาจลและความไม่สงบภายในประเทศอย่างรุนแรง

จากข้อมูลและบันทึกคดี Mullin v. Doe ที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 2026 จำนวนผู้ลี้ภัยและแรงงานที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการยกเลิกสถานะการคุ้มครองชั่วคราว (TPS) มีรายละเอียดดังนี้ครับ

ชาวเฮติ (Haiti): มีจำนวนประมาณ 350,000 คน (ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับสิทธิ์นี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 2010 และวิกฤตความรุนแรงทางการเมืองกับกลุ่มอันธพาลในช่วงปี 2021)

ชาวซีเรีย (Syria): มีจำนวนประมาณ 6,000 คน (ที่ลี้ภัยจากภัยสงครามกลางเมืองในประเทศ)

⚠️ ผลกระทบในภาพรวม

คำตัดสินในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อผู้ถือสิทธิ์ชาวเฮติและซีเรียรวมกว่า 356,000 คนเท่านั้น แต่ยังสร้างความกังวลอย่างมากต่อผู้ลี้ภัยจากประเทศอื่น ๆ เนื่องจากคำสั่งนี้เป็นการรับรองอำนาจเด็ดขาดของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ในการยกเลิกโครงการ TPS

นักวิเคราะห์ระบุว่า คำตัดสินนี้อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงผู้ได้รับความคุ้มครอง TPS จากประเทศอื่น ๆ (เช่น เวเนซุเอลา เอลซัลวาดอร์ ยูเครน และเมียนมา) ซึ่งมีจำนวนรวมกันทั้งหมดเกือบ 1.3 ล้านคน ทั่วสหรัฐฯ ในปัจจุบัน









เกิดความตื่นตระหนกไปทั่วชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ หลังจากศาลสูงสุดอนุญาตให้รัฐบาลของทรัมป์เพิกถอนสถานะคุ้มครองด้านมนุษยธรรมของชาวเฮติและชาวซีเรีย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้อพยพจำนวนถึง 1.3 ล้านคนจากกว่า 12 ประเทศ







ศาลฎีกาในปัจจุบัน นำโดยประธานศาลฎีกา จอห์น โรเบิร์ตส์ เป็นหนึ่งในศาลฎีกาที่อนุรักษ์นิยมที่สุดของอเมริกาในรอบศตวรรษ ศาลนี้ได้จำกัดหรือล้มล้างคำตัดสินก่อนหน้าหลายคดีที่ดำรงอยู่มานาน ศาลฎีกาชุดสุดท้ายที่มีอิทธิพลมากขนาดนี้ แท้จริงแล้วเป็นศาลฎีกาที่มีแนวคิดเสรีนิยม นำโดยประธานศาลฎีกา เอิร์ล วอร์เรน ซึ่งมองบทบาทของศาลฎีกาในชีวิตชาวอเมริกันแตกต่างจากประธานศาลฎีกาคนอื่นๆ



ทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ตัวการที่ร่วมทำนี้จะมีกี่ระดับ จะมีฝ่ายไหนเอี่ยวบ้าง มาฟังการวิเคราะห์แบบเต็ม ๆ ใน #คุยให้คิด #ThaiPBS









https://x.com/ThaiPBS/status/2071219852048777504


"ทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น" วิบากกรรมกระทรวงมหาดไทย ! | คุยให้คิด | 26 มิ.ย. 69

Thai PBS

Streamed live on Jun 26, 2026 

..."ทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น" จะเจอตอไหม ? การสอบครั้งนี้ ควรทำอย่างไรต่อ ? ท่าทีของนายกฯ ต่อกรณีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นเชื่อมโยงถึง "ปลัด - รมช." แล้วนายกฯ ควรจัดการเรื่องทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นอย่างไร ? การพิจารณางบประมาณปี 70 มีอะไรน่ากังวลหรือไม่ ? ด้าน เอกนิติ เปรย "ภายใน 12 ปี ไทยจะต้องเป็นประเทศที่มีรายได้สูง" !

https://www.youtube.com/watch?v=xZkOZG7cTaM




41 ปีที่แล้ว คาร์ล เซแกน นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ ได้ไปให้การวุฒิสภาสหรัฐฯ เรื่องเรือนกระจก ที่ทำให้โลกร้อน เขาอธิบายได้ดีเข้าใจง่าย ท้ายสุด เขาทิ้งท้ายเรียกร้องให้มนุษย์มองโลกแบบไม่มีพรมแดน เพราะชั้นบรรยากาศผสมผสานกันเป็นเนื้อเดียว แก๊สที่ปล่อยจากประเทศหนึ่งย่อมส่งผลต่ออีกประเทศหนึ่ง






https://x.com/Saganismm/status/2071198504584925405
.....

เมื่อเดือนธันวาคม ปี 1985 (ซึ่งก็คือราวๆ 41 ปีก่อน) คาร์ล เซแกน (Carl Sagan) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ได้รับเชิญให้ไปให้การต่อวุฒิสภาสหรัฐฯ เกี่ยวกับปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect)

สิ่งที่ทำให้การอธิบายของเซแกนในวันนั้นถูกยกย่องว่า "งดงามและชัดเจน" คือความสามารถในการย่อยเรื่องฟิสิกส์ชั้นบรรยากาศที่ซับซ้อน ให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย โดยเขาไม่ได้มองภาวะโลกร้อนเป็นแค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือเรื่องการเมืองท้องถิ่น แต่เขามองมันผ่านเลนส์ของ "ดาราศาสตร์ฟิสิกส์ระดับดาวเคราะห์"

นี่คือสรุปและการขยายความวิทยาศาสตร์เบื้องหลังสิ่งทีคาร์ล เซแกนได้อธิบายไว้ครับ:

1. กลไกพื้นฐาน: สมดุลความร้อนของดาวเคราะห์

เซแกนอธิบายว่า อุณหภูมิของดาวเคราะห์ดวงหนึ่งถูกกำหนดด้วยกลไกที่เรียบง่าย นั่นคือการรักษาสมดุลระหว่างแสงที่ "เข้า" และ "ออก"

แสงขาเข้า (Inbound): แสงจากดวงอาทิตย์ส่วนใหญ่เป็น แสงที่ตามองเห็น (Visible Light) แสงนี้สามารถทะลุผ่านชั้นบรรยากาศของโลกเข้ามาได้ง่ายๆ และตกกระทบพื้นผิวโลก ทำให้พื้นโลกอุ่นขึ้น

แสงขาออก (Outbound): เมื่อพื้นโลกอุ่นขึ้น มันจะต้องระบายพลังงานความร้อนนั้นกลับออกไปสู่อวกาศ แต่โลกไม่ได้แผ่รังสีออกมาเป็นแสงที่มองเห็น มันแผ่ออกมาเป็น รังสีอินฟราเรด (Infrared Radiation) หรือรังสีความร้อนที่มีคลื่นยาวกว่า

กับดักบรรยากาศ (The Trap): แก๊สเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ($CO_2$) และไอน้ำ มีคุณสมบัติพิเศษคือ ยอมให้แสงที่ตามองเห็นผ่านได้ แต่จะดูดซับรังสีอินฟราเรดไว้ เมื่อมันดูดซับความร้อนไว้ มันจึงแผ่ความร้อนนั้นสะท้อนกลับลงมายังพื้นผิวโลกอีกรอบ

เซแกนเน้นย้ำว่า "ปรากฏการณ์เรือนกระจกโดยธรรมชาติไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย" ถ้าไม่มีแก๊สเหล่านี้เลย โลกจะเย็นตัวลงจนติดลบราวๆ 30 องศาเซลเซียส มหาสมุทรจะกลายเป็นน้ำแข็ง และสิ่งมีชีวิตจะอยู่ไม่ได้ แต่ปัญหาที่มนุษย์กำลังทำคือ การไป "เพิ่มความหนา" ของผ้าห่มนี้จนเกินพอดี

2. การเปรียบเทียบเชิงดาราศาสตร์: บทเรียนจากดาวศุกร์และดาวอังคาร

ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ เซแกนไม่ได้แค่ใช้โมเดลคณิตศาสตร์ในห้องแล็บ แต่เขาชี้ให้สมาชิกรัฐสภาดู "ของจริง" ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า เพื่อพิสูจน์ว่ากฎของแก๊สเรือนกระจกเป็นกฎสากลของจักรวาล
ดาวศุกร์ (Venus): นรกเรือนกระจก

งานวิจัยในยุคแรกๆ ของเซแกนคือการศึกษาดาวศุกร์ ดาวศุกร์มีขนาดและมวลใกล้เคียงกับโลกมาก แต่กลับมีอุณหภูมิพื้นผิวสูงถึง 470 องศาเซลเซียส (ร้อนพอที่จะหลอมละลายตะกั่วได้) เซแกนชี้ให้เห็นว่า ที่มันร้อนขนาดนี้ไม่ใช่แค่เพราะมันอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก แต่เป็นเพราะชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์หนาแน่นมาก และเต็มไปด้วย $CO_2$ เกือบ 100% มันคือตัวอย่างของ "สภาวะเรือนกระจกแบบกู่ไม่กลับ" (Runaway Greenhouse Effect)

ดาวอังคาร (Mars): ทะเลทรายอันหนาวเหน็บ

ในทางกลับกัน ดาวอังคารมีชั้นบรรยากาศที่เบาบางมาก แม้จะมี $CO_2$ แต่ด้วยความดันบรรยากาศที่ต่ำเกินไป ทำให้มันไม่สามารถกักเก็บความร้อนไว้ได้ ดาวอังคารจึงกลายเป็นดาวเคราะห์ที่หนาวเย็นและแห้งแล้ง

การเปรียบเทียบนี้ของเซแกนทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า ชั้นบรรยากาศคือตัวควบคุมอุณหภูมิ (Thermostat) ของดวงดาว และมนุษย์กำลังไปหมุนสวิตช์นั้นเล่น

3. คำเตือนเมื่อ 41 ปีก่อน กับความจริงในปัจจุบัน

ในปี 1985 คาร์ล เซแกน เตือนว่าหากเรายังปล่อย $CO_2$ และสาร CFCs ในอัตราเดิม อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงศตวรรษที่ 21 ซึ่งหากเรามองกลับมาดูข้อมูลในปัจจุบัน จะพบว่าสิ่งที่เขาพูดไว้แม่นยำอย่างน่าใจหาย:

ความเข้มข้นของ $CO_2$ ที่พุ่งสูง: ในปี 1985 ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศอยู่ที่ประมาณ 345 ppm (ส่วนในล้านส่วน) แต่ในปัจจุบัน (ปี 2026) ตัวเลขนั้นทะลุเกิน 420 ppm ไปแล้ว ซึ่งเป็นไปตามโมเดลขั้นรุนแรงที่นักวิทยาศาสตร์ยุคนั้นคาดการณ์ไว้

สภาพอากาศสุดขั้ว (Climate Extremes): เซแกนเตือนว่ามันจะไม่ใช่แค่ "โลกอุ่นขึ้นสบายๆ" แต่ระเบียบสภาพภูมิอากาศจะพังทลาย แหล่งเกษตรกรรมจะย้ายที่ ธารน้ำแข็งจะละลาย และระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราเห็นในหน้าข่าวกระแสหลักทุกวันนี้

4. ข้อคิดเชิงปรัชญา: "จิตสำนึกระดับโลก" (Global Consciousness)

ช่วงท้ายของการอธิบาย เซแกนได้ฝากข้อคิดที่ก้าวข้ามเรื่องวิทยาศาสตร์ไปสู่เรื่องจริยธรรมและการเมือง เขาบอกว่าระบบภูมิอากาศของโลกมีสิ่งที่เรียกว่า "ความเฉื่อยทางความร้อน" (Thermal Inertia) หมายความว่า มหาสมุทรและชั้นบรรยากาศใช้เวลานานในการสะสมความร้อน

สิ่งที่เราปล่อยไปในวันนี้ อาจจะยังไม่ส่งผลทันที แต่ผลลัพธ์ที่แท้จริงจะตามมาในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ดังนั้น หากเราเลือกที่จะ "รอให้เห็นภัยพิบัติชัดๆ ก่อนแล้วค่อยแก้" ... มันจะไม่ทันการณ์แล้ว เพราะระบบมันได้ถูกผลักให้เปลี่ยนไปเรียบร้อยแล้ว

เขาทิ้งท้ายด้วยการเรียกร้องให้มนุษย์มองโลกแบบไม่มีพรมแดน เพราะชั้นบรรยากาศผสมผสานกันเป็นเนื้อเดียว แก๊สที่ปล่อยจากประเทศหนึ่งย่อมส่งผลต่ออีกประเทศหนึ่ง การแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนจึงไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นบททดสอบว่ามนุษยชาติจะสามารถสร้าง "จิตสำนึกร่วมกันในฐานะเผ่าพันธุ์ที่ปกป้องบ้านหลังเดียวหลังนี้" ได้หรือไม่






 

เนชั่นสุดสัปดาห์ รายงาน ระบอบน้ำเงิน พลาด! ใช้อำนาจเกินขอบเขต กินรวบทุกองค์กร

แต่... สิ่งที่ไม่ควรลืมคือโครงสร้างระเบียบอำนาจที่เอื้อเฟื้อให้ "ระบอบน้ำเงิน" เป็นไปได้ยังคงอยู่ และยังอาจผลิตระบอบสีอื่น ๆ ขึ้นมาได้อีก
.....

Kasian Tejapira
8 hours ago
·
เมื่อ "ระบอบน้ำเงิน" ถูกขนานนามและโผล่ขึ้นมา บางคนประเมินมันสูงเกินไป เพราะเอาเข้าจริงมันก็คือสมาพันธรัฐบ้านใหญ่/มุ้งหลาย ๆ หลังที่มาคล้องเกี่ยวกันแบบไร้อุดมการณ์และฉวยโอกาสชั่วคราวภายใต้การนำของบ้านใหญ่/มุ้งหลักซึ่งด้อยประสบการณ์และประสิทธิภาพการบริหารจัดการสังคมเศรษฐกิจโลก แม้จะช่ำชองการเลือกตั้งอุปถัมภ์และพึ่งพิงระบอบรัฐพันลึกอุปถัมภ์ก็ตาม

มาบัดนี้เราได้เห็น "ระบอบน้ำเงิน" ประสบอุปสรรคขัดแย้งภายในพลาดพลั้ง ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะนั่นคือฐานและเพดานความเป็นไปได้ของมันแต่ต้น ทว่าสิ่งซึ่งไม่ควรลืมคือโครงสร้างระเบียบอำนาจที่เอื้อเฟื้อให้ "ระบอบน้ำเงิน" เป็นไปได้ยังคงอยู่ และยังอาจผลิตระบอบสีอื่น ๆ ขึ้นมาได้อีกนะครับ
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=10243332350387402&set=a.2556231547988


ระบอบน้ำเงิน พลาด! ใช้อำนาจเกินขอบเขต กินรวบทุกองค์กร

เนชั่นสุดสัปดาห์

1 day ago 
#น้ำเงิน #ระบอบน้ำเงิน #ภูมิใจไทย

รายงานความเคลื่อนไหว วิเคราะห์ เจาะลึกประเด็นการเมืองร้อน จากคนข่าวตัวจริงจากสนามข่าว ในรายการ เนชั่นสุดสัปดาห์

https://www.youtube.com/watch?v=bgq0NQHKI5c




#ยืนหยุดทรราชw168 27 มิถุนายน 2569 #นิรโทษกรรมประชาชน #คืนสิทธิประกันตัว #ปล่อยเพื่อนเรา

https://www.facebook.com/watch/?v=1501967778373493

We, The People 
6 hours ago
·
#ยืนหยุดทรราชw168
27 มิถุนายน 2569
เมื่อวานได้เจอนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนชาวอินโดนีเซีย ได้แลกเปลี่ยนปัญหาในประเทศเรากับประเทศเขาตามสมควร การที่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ค่อยพัฒนาทัดเทียมที่อื่น ส่วนหนึ่งเพราะการขาดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทำให้ผู้มีอำนาจทั้งข้าราชการและนักการเมืองคอร์รัปชั่นกันอย่างสบาย หรือดำเนินนโยบายที่เอื้อประโยชน์แก่คนส่วนน้อยเท่านั้น
อย่าอะไรเลย ดูแค่บอลโลก ประเทศที่เป็นแถวหน้าในโลกลูกหนัง ส่วนใหญ่เป็นประเทศประชาธิปไตยที่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพพอสมควรทั้งนั้น แอนตี้แฟนของเพจลองไปคิดพินิจดู
#นิรโทษกรรมประชาชน
#คืนสิทธิประกันตัว
#ปล่อยเพื่อนเรา



https://www.facebook.com/wetheequalcitizen/posts/1032385885810078



วันอาทิตย์, มิถุนายน 28, 2569

“สัญญาณจากในทำเนียบเงียบมาก” รัฐบาลไม่ใส่ใจชาวบ้านชุมนุมข้างทำเนียบฯ ต่อต้านร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจภาคใต้ และโครงการแลนด์บริดจ์


“สัญญาณจากในทำเนียบเงียบมาก” Decode.plus รายงานสภาพการณ์ชุมนุมคัดค้าน พรบ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) บริเวณข้างทำเนียบรัฐบาลมาแล้ว ๓ วัน มิใย ประสิทธิ์ชัย หนูนวล แกนนำ #เครือข่ายประชาชนภาคใต้ จะประกาศยกระดับการประท้วง

ร่างกฎหมายดังกล่าวกำลังถูกผลักดันอย่างเร่งรัด รัฐบาลอนุทินมั่นใจว่าจะผ่านการรับรองของรัฐสภาภายในต้นเดือนธันวานี้แน่ๆ เพื่อให้ทันเริ่มบังคับใช้ในต้นปี ๒๕๗๐ เพื่อต่อยอดไปสู่โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเผชิญเสียงคัดค้านอย่างหนักว่า “ไม่คุ้ม”

ประสิทธิ์ชัยแถลงว่าทั้งโครงการ “เป็นเรื่องการสูญเสียที่ดิน สูญเสียสิทธิของประชาชนทั้งประเทศ” และพร้อมกันไป “เพื่อยับยั้งระบอบสีน้ำเงินและรัฐบาลอนุทิน ชาญวรกุล ไม่ให้นำทรัพยากรของประเทศไปขายกับต่างชาติ”

เขายื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล ๕ ข้อ นอกจากหลักใหญ่ให้ยุติผลักดันโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้แล้ว ยังขยายไปถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าได้ไม่คุ้มเสีย เพราะไม่เพียงผลประโยชน์ไปตกแก่ทุนใหญ่แล้ว

ชาวบ้านในท้องที่บริเวณก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ยังจะต้องสูญเสียวิถีการดำรงชีวิตเลี้ยงชีพ พร้อมทั้งก่อเกิดมลภาวะทำลายธรรมชาติชายฝั่งทะเลทั้งด้านระนองและชุมพร ข้อเรียกร้องจากเครือข่ายประชาชนหนึ่งใน ๕ ข้อบ่งถึง ขอให้ยับยั้ง

“การขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกไปยังจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดอื่นโดยทันที” ด้วย แต่ปรากฏว่าข้อเรียกร้องของเครือข่ายฯ จะไม่ถึงหูนายกฯ และผู้ที่มีเอี่ยวเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของโครงการสำหรับภาคใต้ หรือไม่ใส่ใจอันใดเลย

ยิ่งชีพ (เป๋า) @yingcheep แห่ง ไอลอว์ เขียนคำปรารภถึงการชุมนุมของชาวบ้าน “ตั้งแต่ช่วงบ่ายถึงช่วงดึกวันนี้ (๒๗ มิถุนา) น่าสนใจคือไม่มีตำรวจมาเลย...ไม่มีใครห้าม ไม่มีใครคุกคามขัดขวาง มาดูนิดหน่อยแล้วก็กลับ” ในมุมกลับเขาว่า

“ไม่ปลอดภัย ไม่มีใครดูแลเลย” ดังเช่นกรณีที่ พี่อ้อที่เจิดบนเทิงฟ้า @aorwiki คอมเม้นต์ต่อยอดว่า “ผู้ประสานงานชุมนุม...ขอรถพยาบาลไปหลายทีและนานมาก” จน “พี่น้องเครือข่ายก็ต้องซื้อยาดมดมกันเป็นลมไปตามยถากรรม”

(https://x.com/aorwiki/status/2070899059334979673, https://x.com/yingcheep/status/2070873649004118467 และ https://www.facebook.com/DecodeThaiPBS/posts/E6aoNrEtY8) 

กินข้าว ล้อมวงเล่า เคล้าเสียงเพลง บรรเลงเพลงชีวิต เรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังการเมือง #ปล่อยผู้ต้องขังการเมือง เติมความหวัง กำลังใจ จากคนข้างนอกถึงคนข้างใน

https://www.facebook.com/thai.udd.news/posts/1650609489766042

ยูดีดีนิวส์ - UDD news 
5 hours ago
·
กินข้าว ล้อมวงเล่า เคล้าเสียงเพลง บรรเลงเพลงชีวิต เรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังการเมือง #ปล่อยผู้ต้องขังการเมือง เติมความหวัง กำลังใจ จากคนข้างนอกถึงคนข้างใน
.
วันนี้ (27 มิ.ย. 69) เวลา 18.00น. - 20.00 น. บรรยากาศหน้าประตูทางเข้าเรือนจำคลองเปรม มวลชนอิสระ อาทิ ซี จันทนา อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์ แม่มนหน้าศาลและเพื่อน จัดกิจกรรม ล้อมวงกินข้าว สลับร้องเพลง พูดคุยเหตุบ้านการเมือง อัพเดทกิจกรรม เช่นพายุ ยื่นกระทรวงยุติธรรมเร่งคดี #3ปีกว่าแล้วไม่คืบ พายุ ผู้สูญเสียดวงตาข้างขวาจากเหตุเจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังสลายชุมนุมม็อบ APEC 2522 เมื่อ 18 พ.ย. 65 รวมถึงงาน #ส่งใจถึงตาร์ ครบ 6 ปี ที่ถูกบังคับให้สูญหาย และพูดถึงข่าวคราวของเพื่อนในเรือนจํานำมาแลกเปลี่ยนกัน
.
โดยช่วงเวลา 16.30 น. ฝนตกค่อนข้างหนักทำให้กิจกรรมล่าช้า แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความตั้งใจที่จะจัดกิจกรรมให้เพื่อนข้างในได้ โดยเมื่อสัปดาห์ก่อนที่มีการเบิกตัวอานนท์ ไผ่ ครูใหญ่ ไบรท์ แอมป์ ณวรรษ มาขึ้นศาล มวลชนก็ได้บอกทุกคนว่าจะมีการจัดกิจกรรมกินข้าวเป็นเพื่อน เพื่อนในเรือนจําอยู่ตรงรั้วด้านนอก ซึ่งทุกคนยิ้มและดีใจในทุกครั้งที่มีการมาจัดกิจกรรม
.
โดยเวลา 20.00 น. ร่วมประสานเสียงกวีบทกวี "ถึงมหาตุลาการ" เป็นวรรคทองสะท้อนบทบาทอำนาจตุลาการ ประพันธ์โดย ทนายอานนท์ นำภา และแยกย้าย
.
สำหรับกิจกรรม กินข้าว ล้อมวงเล่า เคล้าเสียงเพลง บรรเลงเพลงชีวิต มวลชนระบุว่าจะจัดอย่างน้อยเดือนละครั้ง จนกว่าจะไม่มีผู้ต้องขังทางการเมือง
.
ทั้งนี้ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานอัพเดทล่าสุดเมื่อ 29 พ.ค. 69 ระบุว่าประเทศไทยมีผู้ต้องขังคดีทางการเมืองอย่างน้อย 61 คน