วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 28, 2568

ครั้งหนึ่งรองนายกประวิตรส่งอุยกูร์ให้จีน 109 คน ทำแบบนี้แหละ รวบรัดตัดตอน ส่งตอนไม่มึใครรู้ จีนส่งเครื่องบินมารับไป หนนั้นก็ฮือฮามากแล้วเพราะดันมีภาพพวกเขาในเครื่องบินถูกปล่อยออกมา ในเครื่อง ถูกนั่งประกบโดยจนท. ถูกใส่ถุงดำคลุมหัว เป็นสภาพนักโทษอุกฉกรรจ์


ภาพ “อุยกูร์” 109 คน ขณะถูกจับคลุมหัว-ขึ้นเครื่องส่งตัวกลับจากไทย ในสมัยรัฐบาลประยุทธ์


Noi Thamsathien
16 hours ago
·
ครั้งหนึ่งรองนายกประวิตรส่งอุยกูร์ให้จีน 109 คน ทำแบบนี้แหละ รวบรัดตัดตอน ส่งตอนไม่มึใครรู้ จีนส่งเครื่องบินมารับไป หนนั้นก็ฮือฮามากแล้วเพราะดันมีภาพพวกเขาในเครื่องบินถูกปล่อยออกมา ในเครื่อง ถูกนั่งประกบโดยจนท. ถูกใส่ถุงดำคลุมหัว เป็นสภาพนักโทษอุกฉกรรจ์ ผู้คนแตกตื่นเพราะมันมีข้อสงสัย มีข่าว ตลอดมาว่าจีนปราบปรามอุยกูร์ รัฐบาลไทยตอนนั้นเจอแรงกดดันหนักจนถึงขนาดต้องส่งสมช.ตามไปดูถึงจีน เราก็ไปฟังการแถลงข่าวหนนั้น จำได้ว่าสมช.กลับมาแถลงว่าจีนปฎิบัติกับอุยกูร์ดี ไทยกลายเป็นเครื่องการันตีให้จีนไปซะอีก ทั้งที่สิ่งที่เห็นอาจเป็นแค่ผักชี เป็นการใช้ชื่อเสียงของประเทศไปการันตีให้จีน ตอนนั้นฝ่ายต่างๆก็พยายามอย่างมากที่จะปรามไทยไม่ให้ส่งอุยกูร์ที่เหลือให้จีน และเราเข้าใจว่านี่คือกลุ่มอุยกูร์ที่เหลือทึ่กำลังติดตามกันอยู่ว่าโดนขนย้ายส่งให้จีนใช่หรือไม่ เพราะข่างการขนย้ายกลางดึก ล่าสุดสื่อรายงานว่ามีเครื่องบินจีนบินมาจากซินเจียง น่าจะรับตัวกลับหรือไม่
คือใช้ชีวิตในที่กักกันมันก็แย่อยู่แล้ว ตอนนี้ดันมีข่าวส่งตัวให้จีนอีก รัฐบาลไทยควรต้องออกมาชี้แจงเรื่องนี้ให้ชัดเจน
พลอ.ประวิตรทำมันก็อย่างหนึ่ง รัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้ง ควรเคารพสิทธิมนุษยชน และรัฐบาลในระบบประชาธิปไตยมันควรจะต้องมี accountability โปร่งใสหน่อยค่ะ



https://www.facebook.com/noi.thamsathien/posts/2892045860961916



สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติประนามไทยแล้ว เรื่องส่งตัวอุยกูร์ให้จีน


Noi Thamsathien
5 hours ago
·
สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติประนามไทยแล้วนะเรื่องส่งตัวอุยกูร์ให้จีน

ในแถลงการณ์ที่ออกสดๆร้อนๆวันนี้บอกว่า การกระทำนี้สวนทางกับที่พูดมาตลอดว่ายังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องจะส่งตัวให้จีน (คือมันแปลว่าโกหกไง) แถลงการณ์บอกว่าที่ผ่านมาพยายามขอเยี่ยมแต่ไม่ได้รับอนุญาต นี่เป็นข้อมูลที่ประนามไทยมาก เพราะดูว่าไม่มีมนุษยธรรม

ในส่วนของข้อกฎหมาย ยูเอ็นเอชซีอาร์บอกว่า การส่งตัวกลับโดยที่คนที่ถูกส่งจะไม่ปลอดภัยเผชิญอันตราย อันนี้ผิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และขัดกับมาตราสิบสามของพรบ.ป้องกันการอุ้มหายซ้อมทรมานของไทยเอง ขัดกับมาตรา สิบหกของ ASEAN Human Rights Declaration และยังขัดกับมาตราสิบสี่ของUniversal Declaration of Human Rights หรือปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ

ตอนนี้กลุ่มองค์กรของอุยกูร์นอกจีนออกมาเรียกร้องให้นานาชาติลงโทษไทย บอกว่าไทยจับมือจีนก่ออาชญากรรมกับอุยกูร์ ให้มีการสอบสวนกรณีนี้ ให้ตรวจสอบไทยที่ส่งอุยกูร์กลับหนก่อนหน้านี้ด้วย คือเสียงเรียกร้องนี้คงยากจะไปได้ไกล แต่ใครจะรู้ล่ะ งานนี้คือชักศึกเข้าบ้านชัดๆ เป็นการปักธงให้ประเทศมีภาพเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างโจ๋งครึ่ม ไม่ปกป้องผู้อ่อนแอ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เครดิตตก ถ้าตอนนี้บอกนานาชาติว่าไม่ได้ละเมิดสิทธิคนในประเทศก็คงมีคำถาม ภาพลักษณ์ที่ออกมาที่แน่ๆอีกอย่างคือแนบชิดกับจีน แนบชิดไม่ใช่แบบเท่าเทียมด้วยนะ

ผบ.ตร.ยอมรับว่าไทยส่งตัวอุยกูร์ให้จีน เป็นการทำงานสามฝ่าย จีนขอมา ตร.ประสานกับสมช.จัดให้ งานระดับนี้นายกไม่รู้เป็นไปไม่ได้ มันต้องเป็นการขอระดับรัฐบาล จึงได้มีการสั่งการลงไปยังหน่วยงานระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ผบ.ตร.บอกว่า งานนี้เป็นเรื่องความสมัครใจไม่ได้บังคับ เราว่าคำพูดนี้ดูแคลนคนฟังมาก ถ้าพวกเขาสมัครใจคงไม่หนีออกมาจากจีนแต่แรกแล้ว ถัดมาบอกว่าจีนให้คำมั่นจะปฎิบัติกับอุยกูร์ด้วยดี คือเรื่องสิทธิกับจีน จะมีใครสักกี่คนเชื่อนอกจากไอโอ อีกอย่าง มีรายงานว่า ศาลไทยเองยังอยู่ระหว่างพิจารณากรณีพวกเขา การส่งตัวให้จีนมันตัดตอนกระบวนการทางศาล

เรื่องไม่ตลกอีกอย่าง สส.เพื่อไทยในสภาแย้งในระหว่างการอภิปรายเรื่องอุยกูร์แปลกๆ เช่นคำว่าอุยกูร์มันไม่ควรใช้เพราะพวกเขาเป็นคนจีน คือนั่นมันสัญชาติไหม อุยกูร์เป็นเชื้อชาติ เป็นกลุ่มคนพูดภาษาในตระกูล Turgic อาศัยในซินเจี๋ยงที่เป็นเขตปกครองตนเองในจีน มันย่อมเรียกได้ คืออย่ากลัวจะทำให้จีนไม่พอใจจนไม่เป็นตัวของตัวเอง

หรือต้องกินแคลเซียม
อ่านเพิ่ม
UN Human Rights Chief deeply troubled by Thailand’s deportation of Uyghurs to China


https://www.ohchr.org/en/press-releases/2025/02/un-human-rights-chief-deeply-troubled-thailands-deportation-uyghurs-china
.....

https://www.facebook.com/photo?fbid=2892503974249438&set=a.314073345425860


วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 27, 2568

นายกฯ อิ๊งโดนสองเด้ง ทั้งจากการที่ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ‘คนเดียว’ และกรณีไทยส่งชาวอัยกูร์ ๔๘ คนไปให้จีน ผิด ม.๒๖ พรบ.ป้องกันทรมาน

เท่ากับว่าเวลานี้ นายกฯ อิ๊งโดนสองเด้ง ทั้งจากการที่ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ คนเดียว ประเด็นขาดคุณสมบัติ ฯลฯ แล้วยังกรณีส่งชาวอุยกูร์ ๔๘ คนให้จีน ผิด พรบ.ป้องกันการทรมาน แสดงว่าไม่รู้อะไร เพราะมีคนบริหารแทน

เช้าตรู่วันนี้ราวตีสองครึ่ง ปรากฏมีรถตู้ทึบ ๓ คันทะยอยออกจากกองตรวจคนเข้าเมือง ซอยสวนพลู ท่ามกลางผู้สื่อข่าวและ ส.ส.ฝ่ายค้านที่คอยจับจ้อง ตามข่าวลือว่าจะมีการนำส่งชาวอุยกูร์ที่ถูกกักตัว กลับไปสู่ประเทศจีน

ประชาไทพบ ตม.สวนพลูย้ายผู้ต้องกัก ๓ ชุดกลางดึก ไม่ทราบเป็นอุยกูร์หรือไม่” เนื่องจากรถทุกคันปิดทึบมองไม่เห็นภายใน “รถขนผู้ต้องกักชุดแรกพุ่งออกมาเร็วมาก” โดยขึ้นทางด่วน “จากนั้น ตร.ก็ปิดทางเพื่อไม่ให้รถคันอื่นตามขึ้นทางด่วนไปได้”

Nattharavut Kunishe Muangsuk เขียนถึงเรื่องนี้ว่า “เรื่องส่งอุยกูร์ชุดสุดท้ายกลับจีนนี่ที่น่าประหลาดใจ คือคดียังอยู่ในกระบวนการของศาลไทย แต่ดำเนินการส่งกลับแบบลับๆ ล่อๆ และรีบเร่ง แถมแปะเทปห้องขัง เหมือนไม่ใช่คน”

เขาว่าการส่งกลับไปให้จีนแทนที่จะผลักดันไปยังประเทศที่สามแบบนี้ มีการแลกเปลี่ยนอะไรกับจีนหรือเปล่า “เราจะรับมือปฏิกิริยาจากโลกมุสลิมอย่างไร เพราะมันเสี่ยงต่อการชักศึกเข้าบ้านอย่างมาก” มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจะเดินทางไปยังศาลอาญา

“เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนฝ่ายเดียวโดยพลัน ตามมาตรา ๒๖ พ.ร.บ.”  ป้องกันทรมานฯ ด้าน Thanapol Eawsakul วิจารณ์ว่าถ้าส่งจริงจะกระทบ ๓ ชิ่ง ทั้ง น.ส.แพทองธาร นายทักษิณ ชินวัตร และอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย ประธานอาเซียน

ทางพรรคฝ่ายค้าน รังสิมันต์ โรม ชี้ว่าเป็นเรื่องไม่ดีต่อการเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนยูเอ็นของไทย โดยเฉพาะไทยเรามี พรบ.ป้องกันซ้อมทรมานและอุ้มหาย ซึ่งมาตราสำคัญห้าม “ส่งคนที่เรารู้ดีว่าเมื่อส่งไปแล้วจะเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกาย”

รังสิมันต์บอกว่ากำลังหารือกันในฝ่ายค้านจะตั้งญัตติด่วนหรือไม่ ขณะที่กระบวนการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ได้เริ่มขึ้นแล้ว ข้อกล่าวหาสำคัญคือ “ตัวนายกฯ ขาดคุณสมบัติ ขาดความรู้ความสามารถ ขาดเจตจำนงที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน”

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวว่า “ทุกๆ ปัญหานั้นนะครับ เกิดจากตัวนายกฯ เอง ที่ไม่สามารถควบคุมเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลได้...เราควรที่จะอภิปรายที่ตัวนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว...ที่จะต้องเป็นผู้ตอบชี้แจง”

สำหรับ น.ส.แพทองธาร มีอาการหวั่นไหวอยู่เหมือนกัน แต่ก็มั่นใจ “พรรคร่วมไม่ปล่อยลอยแพค่ะ ส่งข้อความไปขอความช่วยเหลือจากทุกคนแล้วว่า มือใหม่ ไม่เคยโดนอภิปรายมาก่อน ทุกคนพร้อมที่จะสนับสนุนค่ะ

(https://www.pptvhd36.com/%E0%B8%81/243719, https://www.matichon.co.th/politics/news_5068368, https://crcfthailand.org/2025/02/27/58268/ และ https://prachatai.com/journal/2025/02/112242) 

ลูกบ้านของคอนโดหลายแห่งที่พักอาศัยในย่านมักกะสัน สุขุมวิท และอโศก กำลังได้รับความเดือดร้อนจากกลุ่มทุนจีน เอาคอนโดมาเปิดโรงแรม และเอากุญแจไปห้อยตามเสาไฟฟ้าและทางเท้า





https://x.com/captainnerd23/status/1894722866018677239
https://x.com/ThaiPBS/status/1894561041582821481


สะพัดฝ่ายค้านสับขาหลอก หลังข้อสอบรั่ว ล็อกเป้าซักฟอก “แพทองธาร” คนเดียวโทษฐานแลกผลประโยชน์ของชาติ เพื่อประโยชน์ตัวเอง-ครอบครัว


The Politics ข่าวบ้าน การเมือง
10 hours ago
·
สะพัดฝ่ายค้านสับขาหลอก หลังข้อสอบรั่ว ล็อกเป้าซักฟอก “แพทองธาร” คนเดียวโทษฐานแลกผลประโยชน์ของชาติ เพื่อประโยชน์ตัวเอง-ครอบครัว

วันที่ 26 ก.พ. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชน (ปชน.) เกี่ยวกับการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ที่ฝ่ายค้านกำหนดจะยื่นญัตติต่อประธานสภาฯ ในวันพรุ่งนี้ (27 ก.พ.) ว่า เดิมพรรค ปชน. วางเป้าซักฟอก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรวม 10 คน แต่ล่าสุดทีมยุทธศาสตร์ของพรรคสับขาหลอก เปลี่ยนแผนโดยจะล็อกเป้ายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร เพียงผู้เดียวเท่านั้น
.
สำหรับเหตุผลนั้นเนื่องจากเกิดกรณีข้อสอบรั่ว เกลือเป็นหนอนภายในพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นพรรคใด ที่แอบส่งการบ้าน รายชื่อรัฐมนตรี 10 คน รวมถึงพฤติการณ์ต่างๆ ของรัฐมนตรีไปให้สื่อมวลชนเผยแพร่ ช่วงบ่ายวันที่ 26 ก.พ. เสมือนเป็นการปล่อยข่าวส่งซิกให้รัฐบาลล่วงหน้า
.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับอีกเหตุผลของการจับนายกรัฐมนตรีขึ้นเขียงแต่เพียงผู้เดียว เพราะต้องการดัดหลัง สั่งสอนรัฐบาล กรณีที่ฝ่ายค้านส่งสัญญาณขอเวลาในการอภิปรายไป 5 วัน เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเต็มที่ แต่ทางรัฐบาลไม่สนใจ ส่งสัญญาณ ตัดเวลาให้อภิปรายเพียง 2 วัน ดังนั้นทีมยุทธศาสตร์จึงตัดสินใจเปลี่ยนแผน จัดหนักนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียวไปเลย เวลาอภิปรายจะได้เพียงพอ
.
นอกจากนี้ทีมยุทธศาสตร์ยังมองว่า การหว่านแหอภิปรายรัฐมนตรีบวกนายกฯ รวม 10 คน อาจจะสูญเปล่า อภิปรายไม่เข้าเป้า อีกทั้งยัง
อาจจะเปิดช่องให้นายกรัฐมนตรี ลอยตัวเหนือปัญหาให้คนอื่นมาตอบแทน เลยเปลี่ยนแผนให้โฟกัสไปที่ตัวนายกฯ คนเดียวไปเลย
.
ด้วยสภาพสถานการณ์การเมืองขณะนี้ต้นตอของปัญหาจริงๆ คือรัฐบาลยอมแลกผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพื่อให้ผลประโยชน์ของตัวเองและครอบครัว อีกทั้งยอมแลกจนทุกอย่างพังไปหมด เลยต้องถอนรากถอนโคนที่คนๆ นี้เพียงคนเดียว และให้นำไปสู่การยุบสภาฯ แม้จะล็อกเป้า อภิปรายนายกฯเพียงคนเดียว แต่จะมีการอภิปรายสาวไส้ขยายผลแต่ละกระทรวงด้วย ดังนั้นในส่วนที่ฝ่ายค้านมองว่า กระทรวงใดมีความผิดที่ชัดเจน จะมีการโรยเกลือ ยื่นร้อง ป.ป.ช. หลังจากศึกซักฟอกต่อไป

#ThePolitics

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1060071322828029&set=a.479371834231317




 

‘ดร.ประจักษ์’ วิเคราะห์ ‘หุ้นส่วนทางอำนาจใหม่’ ‘ชนชั้นนำไทย’ บน ‘ฉันทมติเปราะบาง’ ระวัง! หลีกไม่พ้น ‘วงจรอุบาทว์

https://www.matichonweekly.com/column/article_828992

มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 21 - 27 กุมภาพันธ์ 2568

หมายเหตุ เนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ของ “รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ” คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในรายการ “ประชาธิปไตยสองสี” โดย “ใบตองแห้ง-อธึกกิต แสวงสุข” ทางช่องยูทูบมติชนทีวี

“ผมมองตรงกันกับอาจารย์เกษียร เตชะพีระ แกใช้คำว่า ‘ฉันทามติ 112’ ตอนนี้อีลีตมีฉันทามติร่วมกันอย่างหนึ่ง เป็นฉันทามติขั้นต่ำมาก ก็คือว่าไม่ให้ไอ้สิ่งแปลกปลอมทางการเมืองเข้าสู่อำนาจได้ คือมีศัตรูร่วม

“แต่ถามว่าที่มาจับมือกัน จะทำอะไร? จะเปลี่ยนสังคมไปในทิศทางไหน? มีนโยบายร่วมกันไหม? มีวิชั่นร่วมกันไหม? ก็ไม่มี มันก็เลยไปแบบงงๆ ไปแบบตะกุกตะกัก มันติดขัดไปหมด เพราะไม่มีอะไรร่วมกัน

“ถามว่ารัฐบาลเอง เพื่อไทยก็มีปัญหาทั้งกับรวมไทยสร้างชาติกับภูมิใจไทย เพราะจริงๆ ในแง่แนวทางทางการเมือง มันคนละทาง นโยบายเศรษฐกิจก็ไม่ได้เห็นตรงกัน ไม่ต้องพูดถึงความบาดหมางในอดีต ยังไงมันก็มีอยู่ มันก็ทำงานร่วมกันลำบาก

“แต่อยู่ด้วยกันได้ รวมถึงองคาพยพอื่นๆ ในชนชั้นนำก็ยังเกาะกันอยู่ได้ เพราะไม่เอาก้าวไกล ไม่เอาความเปลี่ยนแปลง ไม่เอาการรื้อโครงสร้าง อาจารย์เกษียรเรียกอันนี้ว่า ‘ฉันทามติ 112’

“ผมเรียกว่ามันเป็นสภาวะ ‘หุ้นส่วนทางอำนาจใหม่’ ที่คนที่เคยเป็นศัตรูกันมาจับมือกันเป็นหุ้นส่วนทางอำนาจ เพื่อรักษาระเบียบอำนาจเดิม คือผลประโยชน์ของชนชั้นนำต้องไม่ถูกแตะต้อง

“ก็คือการผูกขาดทางเศรษฐกิจในมือกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่ม ระบอบที่มันไม่ต้องเป็นประชาธิปไตยมาก เสียงของประชาชนไม่ต้องมามีความหมายมาก ให้อีลีตเขาตกลงกันเอง แล้วก็ห้ามปฏิรูปกองทัพ ห้ามปฏิรูป 112 ปฏิรูปอะไรที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจ คือรักษาระเบียบโครงสร้างการเมืองและเศรษฐกิจแบบเดิมเอาไว้ แค่นี้เอง

“ทำอะไรด้วยกันไม่รู้ ว่าไปทีละเรื่อง แล้วแต่กระแส แล้วแต่สถานการณ์ นอกจากว่าไปทีละเรื่องแล้ว มันยังมีความไม่ไว้วางใจกันอยู่สูง มันเลยเป็น ‘ฉันทามติที่เปราะบางมาก’ จะล้มเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะมันวางอยู่บนการมีผลประโยชน์ร่วมกันเท่านั้น ขั้นต่ำ แต่ไม่ได้มีอุดมการณ์หรือนโยบายอะไรร่วมกันเลย
“ถ้ามองโลกในแง่ร้าย ผมวิเคราะห์มาในทางนี้ ก็สงสัยไม่รอดแหงๆ 44 ส.ส. (พรรคก้าวไกล/ประชาชน) ที่คดีอยู่ใน ป.ป.ช. เพราะถ้าเกมของเขา ยุทธศาสตร์ใหญ่ของชนชั้นนำ คือขจัดไอ้สิ่งแปลกปลอมนี้ออกไปจากการเมืองไทย ผมว่าเราก็ต้องเตรียมมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อน มันก็จะต้องนำไปสู่การตัดสิทธิ์ 44 ส.ส.

“ไม่ใช่เรื่องของกฎหมายเลย ไม่ใช่เรื่องอะไรทั้งสิ้น เป็นเรื่องของอำนาจล้วนๆ”

https://www.youtube.com/watch?v=ziMG5uqIVnU

“ผมคิดว่า ตราบใดที่หุ้นส่วนทางอำนาจนี้ยังมีฉันทมติตรงนี้อยู่ มันก็จะไม่มีอะไรที่มาเป็นอุบัติเหตุใหญ่ถึงขั้นล้มรัฐบาล จะไม่มีการรัฐประหาร สิ่งที่มันจะเกิดขึ้น เขาอาจจะเปลี่ยนแค่ตัวนายกฯ เปลี่ยนรัฐมนตรี หรือสกัดไม่ให้ทำนโยบายบางอย่าง แต่มันจะไม่ได้ถึงขั้นที่มาเปลี่ยนดุลทางอำนาจมากเกินไป ถึงขั้นล้มรัฐบาลเลย อันนี้ไม่มี

“ฉะนั้น การเมืองจะนิ่งๆ ไปอย่างนี้ จนถึงปี 2570 ภายใต้ฉันทมตินี้ เป็นการนิ่งที่อาจจะไม่ได้มีการพัฒนาอะไรมากนัก ข้อดีคือไม่มีความรุนแรงบนท้องถนน ไม่มีความขัดแย้งสูง ทุกอย่างถูกกดเอาไว้ กระทั่งคนที่ไม่พอใจสภาวะแบบนี้ มันก็ถูกทำให้หมดหวังว่าคุณเปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอก คุณไปรอเลือกตั้ง 2570 แล้วกัน

“(เลือกตั้ง 2570 คุณก็เปลี่ยนไม่ได้อีก เพราะพรรคประชาชนถูกตัดหัวหมด – ใบตองแห้ง) ตรงนี้มันจะเป็นอันตราย ถ้ามันไปทำลายความหวังมากเกินไป ถึงจุดหนึ่งมันก็มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ฟางเส้นสุดท้าย’ ในทางการเมือง ไปทำอะไรบางอย่างที่มันเป็นชนวน เราไม่รู้ล่วงหน้าหรอกว่าอันไหนมันจะจุดติด จุดไม่ติด ก่อนหน้าที่จะมีการประท้วงครั้งใหญ่

“ถ้าคุณมั่นใจในอำนาจของตัวเองมากเกินไป แล้วคุณคิดว่าคุณกดหัวประชาชนไปได้เรื่อยๆ คุณทุบทำลายความหวังเขาไปเรื่อยๆ ไม่สนใจไยดีอะไรทั้งสิ้น ไม่แคร์ วันหนึ่งมันก็อย่างที่ผมว่า อาจจะระเบิดออกมาก็ได้ ในโลกนี้มันก็มีหลายครั้งแล้ว อยู่ดีๆ มันก็เกิดอาหรับสปริง หรือปีที่แล้ว บังกลาเทศ คนออกมาขับไล่นายกรัฐมนตรี

“ผมว่ามันก็อันตราย ถ้าปี 2570 คนตั้งความหวังว่าจะเปลี่ยน ผ่านคูหาเลือกตั้ง แล้วพรรคการเมืองที่เขาสนับสนุน ตัวแทนที่เขาอยากเห็นเข้าไปสู่อำนาจ มันโดนตัดตอนตั้งแต่ต้น อันนี้ ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น มันอาจจะนำไปสู่อะไรก็ไม่รู้ เราไม่รู้ล่วงหน้าหรอก มันไม่สามารถ ‘ประเมินต่ำ’ ได้ การเมืองไทยมันไม่เคยนิ่งนาน

“เพราะการเมืองสภาพแบบนี้ไม่ได้มีใครชอบทั้งสิ้น การเมืองแบบอึมครึม การเมืองที่บีบให้ต้องมาเกิดดีลแบบนี้ แล้วตั้งรัฐบาลที่มีแต่ ‘ฉันทามติขั้นต่ำ’ ว่าไม่เอาอะไร แต่ไม่ได้มีอะไรร่วมกัน สุดท้ายมันแก้ไขอะไรไม่ได้ ปัญหาก็จะหมักหมม ยังไงคนก็ต้องการความเปลี่ยนแปลงอยู่

“หรือกระทั่งคนที่หนุนรัฐบาลปัจจุบัน เขาก็อยากเห็นผลงานที่มากกว่านี้ แต่มันก็ติดกับดักไปหมด เพราะชนชั้นนำเขาไม่ได้ต้องการให้เปลี่ยนอะไรมาก เพื่อไทยเองจะไปเปลี่ยนอะไรมากก็ไม่ได้ มันก็จะไปขัดกับฉันทามติที่เขากำหนดเอาไว้ ตีกรอบเอาไว้ให้ทำได้แค่นี้

“พอสภาพเป็นอย่างนี้ มันก็ไม่ได้มีความชอบธรรมมาก ไม่ได้มีความนิยมมาก แล้วสังคมก็ยังแบ่งขั้วแบ่งข้าง ยังไม่ได้มี ‘ฉันทมติใหม่’ ที่มันจะมาหลอมรวมทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน มันก็เป็นการเมืองที่พร้อมจะเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา แต่เราไม่รู้เมื่อไหร่”

“(คนก็กลัวว่ามันจะกลายเป็นรัฐประหาร – ใบตองแห้ง) การเมืองไทยมันเลยอยู่ในวงจรอุบาทว์อย่างแท้จริง มันเละเทะ มันบิดเบี้ยวไปหมด มันก็เหมือนกับว่าชนชั้นนำเองหรือกองทัพ เขาก็มีเครื่องมือในการขู่ เฮ้ย! ถ้าจะมาเปลี่ยนอะไรมากเกินไป เดี๋ยวทำรัฐประหารนะ

“ถ้าเปลี่ยนอะไรไม่ได้ การเมืองมันก็ไม่ไปไหน สังคมมันก็ไม่พัฒนา เศรษฐกิจก็แย่ พูดง่ายๆ ฉันทมติของชนชั้นนำอันนี้ที่จะสกัดความเปลี่ยนแปลง มันเป็นฉันทมติที่ ‘ฝืน’ กระแสความคิดของคนส่วนใหญ่ในสังคม

“คนต้องการความเปลี่ยนแปลงที่มากกว่านี้ มันเลยสวนทางกัน อีลีตเขาไปจับมือกัน เขาตกลงกันได้ แต่สังคมไม่ได้เห็นด้วยกันแบบนั้นทั้งหมด

“หรือที่อีลีตบอกว่า ห้ามแตะต้อง 112 สิ้นเชิง 112 กลายเป็นอะไรที่แก้ไม่ได้ แต่ถ้าไปถามสังคมจริงๆ ผมว่ากระแสต่อต้าน (ขบวนการรณรงค์แก้ไข ม.112) มันน้อยลงเยอะแล้วนะ คนเข้าใจเรื่อง 112 มากขึ้น หรือคนตระหนักรู้มากขึ้นว่ามันมีปัญหา

“เผลอๆ มันค่อยๆ ก่อตัวเป็นฉันทมติว่ามันต้องแก้บ้าง มาตรา 112 นี้ แต่อีลีตบอก ห้ามแก้เลย มันสวนทางกัน ฉันทามติของชนชั้นนำมันไม่ได้สะท้อนความคิดของคนในสังคมทั้งหมด แต่คุณจะใช้กำลังบีบให้คนห้ามคิดต่าง”

https://www.matichonweekly.com/column/article_828992

ร้องคุณอังคณาว่าทำงานภาคประชาสังคมไม่ถึง 10 ปี กกต.แม่-เล่นใหญ่ ออกหมายเรียก ทั้งที่ค้น google ก็ได้ แต่ทีไอ้แก๊งฮั้ว สว. คุณสมบัติไม่ตรงมากมาย แจกโพยกันเอิกเกริก กกต.แม่-หลับตามองไม่เห็น


Atukkit Sawangsuk
10 hours ago
·
ร้องคุณอังคณาว่าทำงานภาคประชาสังคมไม่ถึง 10 ปี กกต.แม่-เล่นใหญ่ ออกหมายเรียก ทั้งที่ค้น google ก็ได้
แต่ทีไอ้แก๊งฮั้ว สว. คุณสมบัติไม่ตรงมากมาย แจกโพยกันเอิกเกริก กกต.แม่-หลับตามองไม่เห็น

Angkhana Neelapaijit
10 hours ago
·
เรื่อง #ฮั้วสว. อาจต้องถามถึงความล่าช้าในการทำงานของ กกต. ส่วนตัวเพิ่งได้รับหมายเรียกไปพบกรรมการไต่สวนและสอบสวน กกต. เรื่องมีคนร้องว่าทำงานภาคประชาสังคมมาไม่ถึง 10 ปี นี่ก็ไปพบในฐานะพลเมืองที่มีหน้าที่ แต่มีคำถามถึง กกต. คือ
1. ทำไมต้องออกหมายเรียกทั้งที่ยังอยู่สมัยประชุม แถมเป็นวันประชุมวุฒิสภาด้วย
2. เรื่องทำงานมากี่ปีแค่ค้นใน google ก็เจอข้อมูลเพียบ ทำไมต้องให้เสียเวลาประชุมไปให้การด้วยตัวเอง
มีข้อสังเกต คือ แค่ข้อร้องเรียนว่าทำงานมากี่ปี กกต. ใช้เวลาร่วม 7 เดือนกว่าจะเรียกมาสืบสวนไต่สวนข้อเท็จจริง แล้วแบบนี้กรณี สว. อื่น ๆ ที่ข้อร้องเรียนมีความซับซ้อนกว่านี้จะใช้เวลานานเท่าไหร่ แล้วจะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการ กกต. เพื่อพิจารณาตัดสินการร้องเรียน สว. ทั้ง 200 คน และเผยแพร่ต่อสาธารณะ เรื่องนี้ กกต. ควรออกมาแถลงให้สาธารณะชนทราบถึงเหตุความล่าช้า เพราะเรื่องเลือก สว. เป็นที่คลางแคลงใจอย่างมากของประชาชน เพราะหากมีการฮั้วจริงถือเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายรากฐานที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย เพราะ สว. ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ และมีหน้าที่พิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติองค์กรอิสระ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆของรัฐ ป้องกันการทุจริต และคุ้มครองประชาชนให้มีความเท่าเทียม เป็นธรรมและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ
.
ส่วนตัวมองว่าการตรวจสอบการคัดเลือก สว. ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (กรณีอั้งยี่) หรือ กกต. (ทุจริตเลือกตั้ง) จะเป็นการพิสูจน์ข้อครหาถึงความชอบธรรมเกี่ยวกับที่มาของ สว. และจะเป็นการคืนศักดิ์ศรีให้ สว. ทุกคนที่เข้ามาโดยอิสระ และชอบธรรม ปราศจากการฮั้ว หรืออยู่ภายใต้กลุ่มอิทธิพลใด ๆ ทั้งนี้ไม่เห็นด้วยกับการที่ สว. บางคนจะเปิดอภิปรายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หรือการเรียกมาสอบใน กมธ. หรือฟ้องร้องดำเนินคดี เพราะเห็นว่าเป็นการตอบโต้หรือแก้แค้น หรืออาจถูกมองว่าเป็นการกระทำเพื่อปิดปาก หรือปิดกั้นการเปิดเผยข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์สาธารณะ ... สุดท้ายประชาชนคงต้องติดตามว่าเรื่อง #ฮั้วสว ว่าจะจบลงอย่างไร จะสามารถเปิดเผยความจริง นำคนผิดมาลงโทษ หรือจะจบลงโดยการฮั้วของพรรคการเมืองและนักการเมือง โดยทิ้งความคลางแคลงใจต่อการได้มาของ สว. ต่อไป

https://www.facebook.com/baitongpost/posts/9343250179090061




https://x.com/Sirikanjung/status/1894710051132289269


 

ชั่วแบบไม่มีคำบรรยาย แปลง Gaza เป็น Trump Gaza

https://www.facebook.com/824066648/videos/656729530197700/
Pipob Udomittipong
14 hours ago
·
Breaking! ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งโพสต์วิดีโอที่สร้างจาก AI ผ่านบัญชี Truth Social ของเขา จิตนาการของเขาที่มีต่อ #ฉนวนกาซา "Trump Gaza" ปี 2025 ในวิดีโอมีฉากรูปปั้นทองคำของทรัมป์ ฉากที่อีลอน มัสก์กำลังปาร์ตี้ และเบนจามิน เนทันยาฮูกับทรัมป์ นั่งอาบแดดที่ชายหาด ไม่มีอะไรจะพูด เมื่อผู้นำปท.มหาอำนาจของโลกแม่งเพี้ยนได้ขนาดนี้! https://truthsocial.com/@realDonaldTrump

https://www.instagram.com/realdonaldtrump/reel/DGhfpgHsOg6/


5 ประเด็นสำคัญ จากผลเลือกตั้งทั่วไปที่เยอรมนี


บีบีซีไทย - BBC Thai
19 hours ago
·
หากดูผลการเลือกตั้งของเยอรมนีจากแผนที่ คุณอาจรู้สึกว่าเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปสู่ยุคสงครามเย็นที่มีม่านเหล็กแบ่งแยกเยอรมนีตะวันออกซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ออกจากฝั่งตะวันตก
.
เกิดอะไรขึ้นที่เยอรมนี อ่านต่อที่นี่: https://bbc.in/43cP6y1

5 ประเด็นสำคัญ จากผลเลือกตั้งทั่วไปที่เยอรมนี



พอล เคอร์บี
บรรณาธิการดิจิทัลยุโรป ณ กรุงเบอร์ลิน
25 กุมภาพันธ์ 2025

ฟรีดริช แมร์ทซ์ จากพรรคอนุรักษนิยมของเขาได้รับชัยชนะ แต่การเลือกตั้งเยอรมนีปี 2025 ได้เผยให้เห็นเรื่องราวสำคัญและน่าสนใจที่สะท้อนถึงประเทศที่อยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลง

พรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี หรือ AfD สามารถเพิ่มฐานเสียงเป็นสองเท่าในเวลาเพียงสี่ปี จนได้รับคะแนนถึง 20.8% และขยายอิทธิพลจากฐานเสียงดั้งเดิมในภาคตะวันออก กลายเป็นพรรคการเมืองที่มีอำนาจมากเป็นอันดับสองในสภา

ขณะเดียวกัน พรรค SPD ของนายกรัฐมนตรีที่กำลังจะพ้นตำแหน่ง โอลาฟ ชอลซ์ ทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยได้รับคะแนนเสียงเพียง 16.4% เท่านั้น

ต่อไปนี้คือ ห้าประเด็นสำคัญ จากการเลือกตั้งครั้งนี้

1. AfD ครองอำนาจภาคตะวันออกและกำลังขยายสู่ภาคตะวันตก

หากดูผลการเลือกตั้งของเยอรมนีจากแผนที่แล้ว มันให้ความรู้สึกราวกับว่าตัวเองได้ย้อนเวลากลับไปสู่ยุคสงครามเย็น ที่มีม่านเหล็กแบ่งแยกเยอรมนีตะวันออกที่เป็นคอมมิวนิสต์ออกจากฝั่งตะวันตก

ในภาคตะวันออก แผนที่เต็มไปด้วยสีฟ้าอ่อนที่แสดงถึงพรรค AfD ยกเว้นเพียงบางจุด เช่น เบอร์ลินและครึ่งหนึ่งของไลป์ซิก (Leipzig) ส่วนในภาคตะวันตก พื้นที่ส่วนใหญ่เปลี่ยนเป็นสีดำของพรรคอนุรักษนิยม โดยเฉพาะในแคว้นบาวาเรีย ซึ่งพรรคในสังกัดเดียวกับแมร์ทซ์อย่าง CSU ยังคงครองอำนาจ

อย่างไรก็ตาม พรรค AfD กำลังขยายอิทธิพลสู่ฝั่งตะวันตกเช่นกัน และความภักดีทางการเมืองต่อพรรคกระแสหลักแบบเดิมได้จางหายไปแล้ว

สำหรับชาวเยอรมันหนึ่งในห้า จุดยืนแบบพรรค AfD ได้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว "พวกเขาก็แค่คนธรรมดา" ชายหนุ่มเชื้อสายผู้อพยพคนหนึ่งในดุยส์บวร์ก (Duisburg) เมืองอุตสาหกรรมเก่าทางภาคตะวันตกกล่าว




แผนที่แสดงผลการเลือกตั้งที่มีการแบ่งแยกทางความคิดอย่างชัดเจนระหว่างฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก

แม้ว่าพรรค AfD จะได้คะแนนมาเป็นอันดับสอง แต่พวกเขาถูกกีดกันอย่างชัดเจนออกจากการเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลชุดถัดไป เพราะเหล่าพรรคการเมืองหลักของเยอรมีใช้มาตรการ "กำแพงไฟ" (Brandmauer) เพื่อปิดกั้นไม่ให้พรรคที่ถูกมองว่าเป็นพวกสุดโต่งเข้ามามีอำนาจ ซึ่งเป็นแนวทางที่พวกเขาทำมาตั้งแต่ช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง

อลิซ ไวเดล หัวหน้าพรรค AfD ยืนยันว่าพรรคของเธอเป็นขบวนการอิสรนิยม (libertarian) และอนุรักษนิยม ไม่ใช่พรรคเหยียดเชื้อชาติ อย่างไรก็ตาม คะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของ AfD เกิดขึ้นพร้อมกับเหตุโจมตีร้ายแรงหลายครั้งในช่วงเก้าเดือนที่ผ่านมา ซึ่งผู้ก่อเหตุถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกผู้อพยพ

AfD สนับสนุนนโยบายที่เป็นที่ถกเถียงอย่างมากที่เรียกว่า "remigration" ซึ่งหมายถึงการส่งตัวผู้อพยพที่ก่ออาชญากรรมกลับประเทศต้นทาง แต่คำนี้ยังสามารถถูกตีความว่าเป็นการเนรเทศผู้อพยพและลูกหลานของพวกเขาในวงกว้างได้ด้วย

ในเดือน พ.ค. 2024 ศาลเยอรมนีปฏิเสธคำอุทธรณ์ของ AfD ต่อคำตัดสินที่จัดให้พรรคอยู่ในกลุ่มองค์กรที่มีแนวโน้มเป็นฝ่ายขวาสุดโต่ง โดยผู้พิพากษาให้เหตุผลว่า AfD มี "จุดยืนที่ดูหมิ่นระเบียบประชาธิปไตย และขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตย"

ในสามรัฐทางภาคตะวันออกของเยอรมนี ได้แก่ ทือริงเงิน (Thüringen), ซัคเซิน-อันฮัลต์ (Sachsen-Anhalt) และซัคเซิน (Sachsen) หน่วยข่าวกรองภายในประเทศได้จัดให้ AfD เป็นกลุ่มขวาจัดสุดโต่ง

ในรัฐทือริงเงิน บียอร์น เฮอเคอ แกนนำของพรรค AfD เคยถูกตัดสินลงโทษถึงสองครั้งจากการใช้สโลแกนนาซีที่ถูกสั่งห้าม นั่นคือประโยคที่ว่า "Alles für Deutschland" (อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า ทุกสิ่งเพื่อเยอรมนี)

ขณะที่ระหว่างการหาเสียง ผู้สนับสนุนของอลิซ ไวเดล ได้ตะโกนชื่อเธอด้วยสโลแกนที่คล้ายกันว่า "Alice für Deutschland" (อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า อลิซเพื่อเยอรมนี)

2. ชาวเยอรมันออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากที่สุดในรอบ 40 ปี


นับตั้งแต่ปี 1987 เป็นต้นมา ยังไม่เคยมีอัตราการออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในเยอรมนีสูงถึง 82.5% มาก่อน ซึ่งในตอนนั้นคือช่วงก่อนที่เยอรมนีตะวันออกและตะวันตกจะรวมประเทศกันสามปี

สี่ปีที่แล้ว อัตราการใช้สิทธิ์อยู่ที่ 76.6%

พูดง่าย ๆ คือ มีชาวเยอรมันมากกว่าสี่ในห้าคนจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 59.2 ล้านคน ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าชาวเยอรมันมีความตื่นตัวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของประเทศ

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง มีการจัดดีเบตทางโทรทัศน์ถึงเก้าครั้ง ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจที่กว้างขวางของประชาชนต่อการเลือกตั้งครั้งนี้


แผนภาพแสดงผลการเลือกตั้งขั้นต้นของปี 2025 ซึ่งพรรค CDU และ CSU ครองชัยชนะในสัดส่วน 28.6% ขณะที่พรรค AfD ที่เคยถูกศาลตัดสินว่าเป็นกลุ่มสุดโต่ง ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับที่สอง

3. จุดจบของผู้นำรัฐบาลที่ล่มสลาย


รัฐบาลผสมสามพรรคของนายกรัฐมนตรีโอลาฟ ชอลซ์ ที่กำลังจะพ้นตำแหน่ง ได้ล่มสลายไปตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว และภายใน 24 ชั่วโมงหลังการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้นำทั้งสามพรรคต่างประกาศถอนตัวจากแนวหน้าทางการเมือง

คริสเตียน ลินด์เนอร์ หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ (FDP) เป็นคนแรกที่ประกาศลาออก เขาเป็นผู้นำพรรคมานาน 11 ปี แต่พรรคของเขากลับไม่ได้ที่นั่งในสภาเลยในการเลือกตั้งครั้งนี้ ลินด์เนอร์จึงตัดสินใจยุติอาชีพทางการเมืองของเขาหลังทำงานมากว่า 25 ปี

นโยบายของลินด์เนอร์ที่ยืนกรานไม่ยอมประนีประนอมเรื่องกฎระเบียบหนี้สาธารณะเป็นสาเหตุแรกที่ทำให้รัฐบาลล่ม และยังนำพรรคของเขาสู่ภาวะไร้ทิศทางทางการเมือง

แม้ว่า โอลาฟ ชอลซ์ จะยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปจนกว่ารัฐบาลชุดใหม่จะจัดตั้งเสร็จสมบูรณ์ แต่เขาจะไม่เข้าร่วมการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสม และจะถอนตัวจากแวดวงการเมืองระดับแนวหน้าด้วย

โรเบิร์ต ฮาเบ็ค รองนายกรัฐมนตรีจากพรรคกรีนส์ ก็เตรียมอำลาการเมืองเช่นกัน หลังจากพรรคของเขาได้คะแนนเสียงไม่ถึง 12% ในการเลือกตั้งครั้งนี้

4. เจเนอเรชั่น TikTok ปลุกฝ่ายซ้ายให้คืนชีพจากความตกต่ำ

ย้อนไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ พรรคฝ่ายซ้าย (Die Linke) ดูเหมือนจะถึงจุดจบแล้ว หลังจาก ซาห์รา วาเกนคเนชท์ แกนนำคนสำคัญได้แยกตัวออกไปก่อตั้งพรรคใหม่ที่มีแนวคิดประชานิยมมากขึ้น พร้อมกับ สส. อีกแปดคน

ความนิยมของวาเกนคเนชท์ และพรรคใหม่ของเธออย่าง BSW พุ่งสูงขึ้นช่วงหนึ่ง แต่สุดท้ายกลับได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ 5% ที่จำเป็นสำหรับการเข้าสู่รัฐสภา

แต่สถานการณ์ของพรรคฝ่ายซ้ายดั้งเดิมกลับตรงกันข้าม พวกเขากลับมามีชีวิตอีกครั้งด้วยกลยุทธ์หาเสียงผ่านโซเชียลมีเดียที่ทรงพลัง

ไฮดี ไรค์คินเน็ค ประธานร่วมของพรรค กลายเป็นกระแสไวรัลหลังจากเธอขึ้นอภิปรายอย่างดุเดือดเพื่อปกป้องมาตการ "กำแพงไฟ" (Brandmauer) ที่ใช้สกัดพรรค AfD

ปัจจุบันเธอมีผู้ติดตามบน TikTok กว่า 580,000 คน และโพสต์ของเธอมีผู้เข้าชมถึง 7 ล้านครั้ง

จากพรรคที่เคยถูกมองว่าใกล้ล่มสลาย แต่พวกเขาสามารถคว้าคะแนนเสียงได้เกือบ 9% ในการเลือกตั้งครั้งนี้

วิดีโอไวรัลของ ไฮดี ไรค์คินเน็ค จากรัฐสภาแห่งเยอรมนี (Bundestag) มีบทบาทสำคัญในการฟื้นคืนชีพพรรคของเธอ

5. คนรุ่นใหม่เทใจให้ทั้งฝ่ายซ้ายและขวา ขณะที่คนรุ่นเก่ายังคงยึดมั่นกับพรรคสายกลาง

วิดีโอไวรัลของพรรคฝ่ายซ้าย ช่วยให้พรรคได้คะแนนเสียงถึงหนึ่งในสี่ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในช่วงอายุ 18-24 ปี ขณะที่ AfD ตามมาติด ๆ ด้วยคะแนน 21% ตามผลสำรวจของสถานีโทรทัศน์ ARD TV

อลิซ ไวเดล เป็นนักการเมืองที่มีกระแสแรงที่สุดบนโซเชียลมีเดียในช่วงเลือกตั้ง ร้อนแรงยิ่งกว่า ไฮดี ไรค์คินเน็ค โดยเธอมีผู้ติดตามบน TikTok มากกว่า 935,000 คน

ส่วนกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ส่วนใหญ่เลือกพรรคคริสเตียนเดโมแครต (CDU/CSU) และมีแนวโน้มว่าผู้ชายจะเลือกพรรคนี้มากกว่าผู้หญิง


แผนภาพแสดงผลการเลือกตั้งโดยแบ่งตามเพศของผู้ลงคะแนนเสียง

https://www.bbc.com/thai/articles/cqjdz55795do


Chapter ใหม่ หมออ๋อง หลังออกสภาแล้ว ไปเป็นCEO ของนาเอะกิ ชูชิ วันนี้มายืนเรียกลูกค้า แล้วมีคนจำได้อะ ขอถ่ายรูปและส่งของกินมาให้ ลูกค้าถามว่าไม่รู้ว่าเป็นอาชีพใหม่ แกบอกเขาห้ามพัฒนาประเทศ เลยมาพัฒนาธุรกิจแทน ฟังแล้วจุกมากอะ 🥺

https://www.facebook.com/watch/?v=620702894044279
Prachachat - ประชาชาติ
February 4
·
หมออ๋อง - ปดิพัทธ์ CEO Naeki

หมออ๋อง ปดิพัทธ์
____________________
หมออ๋อง - ปดิพัทธ์ สันติภาดา ในบทบาท CEO Naeki Sushi
"Profit ตอนเป็นนักการเมืองคือการที่เราผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนสำเร็จ
แต่ Profit ที่นี่คือกำไร ขาดทุน และความเป็นอยู่ของลูกน้อง ของพนักงาน ความพึงพอใจของลูกค้า เป็นมิติที่รอบด้านในการต่อสู้ดิ้นรนมากกว่า
"ตอนเป็นนักการเมืองก็ต่อสู้ดิ้นรน แต่ไม่ใช่เพื่อความอยู่รอดของเรา หากเป็นปากท้องของประชาชน แต่ตอนนี้เป็นทั้งเรา ทั้งลูกน้อง ทั้งพนักงาน"





https://x.com/StTonkub/status/1894534396964921507


 

ระบบประกันสังคมแบบไทยๆ ประกันเพื่อใคร


Paskorn Jumlongrach
10 hours ago
·
เสร็จนาฆ่าโคถึก
เสร็จศึกฆ่าขุนพล
ระบบประกันสังคมแบบไทยๆ
-------
ผมเริ่มทำงานและเริ่มส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตั้งแต่ปี 2537 พร้อมๆกับการเริ่มต้นทำข่าวซึ่งสำนักพิมพ์ส่งไปประจำที่กระทรวงแรงงาน ตอนนั้นสำนักงานประกันสังคม(สปส.)เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน(พรบ.ประกันสังคมออกปี 2533) เงินกองทุนยังอยู่ในระดับพันล้าน และประธานบอร์ดยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
ผมถูกบังคับให้ส่งเงินสมทบตามกฎหมายเรื่อยมา ทั้งๆที่เคยตั้งคำถามอยู่บ่อยๆว่าประกันของบริษัทก็มี ทำไมถึงต้องจ่ายค่าประกันสังคมอีกเดือนละ 750 บาท ถ้าหาคำตอบจากขบวนการแรงงานหรือนักวิชาการยุคนั้นก็คือ “เป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” แต่ถ้าถามจากข้าราชการก็คือมันเป็นกฎหมายที่มีสภาพบังคับสำหรับลูกจ้าง
กว่า 20 ปีที่ติดตามทำข่าวกองทุนประกันสังคม ซึ่งมีทั้งข่าวดีและข่าวทุจริตปนกันไป แต่กรณีการใช้เงินฟุ้งเฟ้อเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ถือว่าเป็นข่าวประจำฤดูกาลที่พวกเรานักข่าวคุยกันว่าต้องคอย “ตีมือ”ใครบางคนกันอยู่เสมอ แต่ระยะหลังข่าวหางหายไปเพราะปัจจุบันแทบไม่มีสื่อมวลชนเกาะติดข่าวกระทรวงแรงงานแล้วซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามภูมิทัศน์ของสื่อยุคนี้
เช่นเดียวกับเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างระบบคอมพิวเตอร์ 4,800 ล้านบาทอันอื้อฉาว และการจัดซื้อจัดจ้างอีกมากมายที่ถูกตั้งคำถาม รวมทั้งเรื่องการโยกงบลงทุนต่างๆ
ขณะที่การแต่งตั้งหรือโยกย้ายเลขาธิการ สปส. ซึ่งเป็นหน่วยงานเกรดเอของกระทรวงแรงงานจึงเป็นที่หมายตาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานทุกยุคทุกสมัยที่ต้องการเอาข้าราชการที่ตัวเองไว้ใจหรือสนองประโยชน์ได้มาดูแล มากกว่าการเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถและเข้าใจภารกิจของ สปส.
ทั้งหมดกลายเป็นปัญหาที่วนลูปเรื่อยมาตลอด 34 ปีของการจัดตั้งสำนักงานประกันสังคม
กองทุนประกันสังคมเติบใหญ่ขึ้นแต่ประสิทธิภาพในการบริหารน้อยลงเพราะวงจรอุบาทว์ของระบบการเมืองไทยที่โยงใยอยู่กับระบบราชการ
กว่า 20 ปีที่ผมจ่ายเงินสมทบตามมาตรา 33 สำหรับลูกจ้างที่มีนายจ้าง การจ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคมเสมือนจ่ายทิ้ง เพราะเราแทบไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ใดๆเลยโดยเฉพาะด้านสุขภาพ มีเบิกค่าทำฟันบ้าง ค่าเจ็บป่วยบ้าง แต่ก็เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่ส่งเงินมายาวนาน
เรียกได้ว่าผมเป็นลูกค้าชั้นดี ก็คงเป็นเช่นเดียวกับเพื่อนๆนักข่าว พนักงานบริษัทและลูกจ้างจำนวนมากที่ตั้งคำถามกับตัวเองที่ควักกระเป๋าให้ สปส.ทุกเดือน
ถ้าหากเงินที่เราจ่ายไปถูกนำไปอุดหนุนจุนเจือให้ลูกจ้างที่มีความจำเป็นต้องใช้ผ่านระบบประกันสังคม เราก็พออธิบายกับตัวเองได้ แต่นี่กลับกลายเป็นว่างบประมาณจำนวนมากกลับถูกนำไปสนองตอบตัณหาและความฟุ้งเฟื้อของคนแค่บางกลุ่ม
ระบบเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขไม่เป็นจริง เพราะสุขส่วนใหญ่ไปกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้มีอำนาจการใช้งบประมาณ
เมื่อผมออกมาทำงานอิสระต้องย้ายจากมาตรา 33 มาเป็น 39 เพราะไม่มีนายจ้าง จ่ายเงินสมทบเดือนละ 400 กว่าบาท สาเหตุที่ยังอยากอยู่ในระบบประกันสังคมก็เพราะอยากรักษาสถานภาพเอาไว้และคิดว่า “จ่ายมาเยอะแล้ว” นอกจากเรื่องประกันสุขภาพที่แม้จะดูมาตรฐานต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นๆที่พอจะเป็นหลักประกันในยามสูงวัย เช่น เบี้ยชราภาพ
แต่เมื่อผมมาอยู่ในมาตรา 39 การคำนวณเบี้ยชราภาพต้องเปลี่ยนไป เพราะเขาคำนวณเอาจากเงินเดือน 60 เดือนสุดท้าย
สมัยที่เรายังมีเรี่ยวแรง มีเงินเดือนสูงเกิน 15,000 บาท ตามกฎหมายให้เราจ่ายแค่ชนเพดานขั้นสูงคือ 15,000 บาท แต่ในวัยเรี่ยวแรงอ่อนล้าย้ายมาอยู่ตามมาตรา 39 เพดานการจ่ายอยู่ที่ 4,800 บาท
หากผมยังมีชีวิตยืนยาวและจ่ายเงินสมทบตามมาตรา 39 ไปเรื่อยๆ บำนาญชราภาพของจะลดลงแทนที่จะได้เดือนละ 6,000 บาทก็เหลือเพียงเดือนละ 1,600 บาท
เมื่อเดือนก่อนผมโทรสอบถามจากระบบสายด่วน 1506 ซึ่งกว่าจะได้พูดกับคนเป็นๆด้วยกันได้นั้นยากแสนยาก เขาแนะนำให้ผมออกจากระบบประกันสังคมและไปใช้ประกันสุขภาพของ สปสช.
นี่คือความโหดเหี้ยมของระบบประกันสังคมบ้านเราจากการบริหารของระบบราชการ เพราะการเป็นลูกค้าชั้นดีมาทั้งชีวิต ไม่ได้ช่วยให้เบี้ยประกันคุณลดลง หรือได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นเลย ในทางตรงกันข้ามในวัยที่เราอ่อนล้าและกำลังจะต้องการใช้หลักประกันชีวิต เราเสมือนถูกตัดหางปล่อยวัด
ทุกวันนี้กองทุนประกันสังคมเติบใหญ่กว่า 2 ล้านล้านบาท จนเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเพราะใช้กฏหมายบังคับเอาเม็ดเงินจากน้ำพักน้ำแรงของลูกจ้าง สปส.กลายเป็นอาณาจักรสนธยาที่หมกเม็ดข้อมูลต่างๆไว้มากมาย
ผู้บริหาร สปส.กินหรูอยู่สบายจากงบประมาณที่กฏหมายเปิดช่องให้ใช้เงินบริหารสำนักงาน 10 % ทุกวันนี้ใช้แค่ 2-3 % นักกินหัวคิวก็ปั๊มโครงการกันแทบไม่หวาดไม่ไหว ขณะที่นักการเมืองและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องต่างใช้เงินก้อนนี้กันอย่างอู้ฟู่มาทุกยุคทุกสมัย
สำนักงานประกันสังคมประจำจังหวัดมีตึกหรูตั้งเป็นสำนักงาน มีรถดีๆใช้ประจำตำแหน่ง เครื่องไม้เครื่องมือครบครัน ถ้าเปรียบเทียบกันใน 5 เสือแรงงานคือ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน แล้วราวกับเศรษฐีกับยาจก
ผู้ประกันตนแทบจะไม่อยู่ในสมการที่เป็นโจทย์ของความเปลี่ยนแปลงเลย
เมื่อใดที่มีข้อเสนอให้เปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนในทางที่ดีขึ้น คนใน สปส.กลับคิดกันแล้วคิดกันอีก ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อกรรมการประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างเสนอให้มีการปรับสูตรคำนวณเบี้ยชราภาพ กลับถูกยื้อออกไปอีก
ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เหล่าผู้ประกันตนต้องลุกขึ้นมาทวงสิทธิประโยชน์ที่ควรจะได้รับ พร้อมทั้งตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในการใช้เงินกองทุนประกันสังคม
ที่สำคัญคือกองทุนประกันสังคมควรหลุดออกจากระบบราชการ เพื่อหาคนที่มีความรู้ความสามารถแท้จริงเข้ามาบริหาร
แต่เบื้องต้นต้องช่วยกันเตะหมูออกจากปากหมาให้ได้ก่อน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=9433120766731124&set=a.139504616092832


คุก 50 ปี แต่รอลงอาญา ถ้าบทลงโทษแบบนี้ คนจะกล้าโกงมากขึ้นหรือไม่ แหม๋ถามได้ !


The Publisher
17 hours ago
·
“ยืนงงในดงทุจริต” เมื่อกระบวนการยุติธรรมเปิดช่องให้โกงแล้วรอด ทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง 26 โครงการ มูลค่ากว่า 81 ล้านบาท ศาลสั่งจำคุก 50 ปี…แต่ให้รอลงอาญา! นี่คือความจริงที่ทำให้หลายคนต้องตั้งคำถามว่า แบบนี้จะไม่เปิดช่องให้คนโกงกล้าทุจริตกันมากขึ้น?
คดีทุจริตใหญ่ แต่โทษเบาหวิว
นายกิตติทัศน์ วิศาลนพศักดิ์ หรือ วัทธิกร หรือมังกร ใสงาม อดีตพาณิชย์จังหวัดอุบลราชธานี และสุรินทร์ พบว่า ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดคดีร่ำรวยผิดปกติ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติกว่า 81 ล้านบาท จากการทุจริตโครงการจัดซื้อจัดจ้าง 26 โครงการ ระหว่างปี 2554-2557 ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทของตนเอง จนถูกไล่ออกจากราชการ ต่อมาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 พิพากษาจำคุก 130 ปี 78 เดือน และปรับ 2,652,000 บาท ได้รับการลดโทษจากการรับสารภาพ คงเหลือ จำคุก 50 ปี ปรับ 1,326,000 บาท แต่ศาลกลับให้รอลงอาญา 5 ปี และให้คุมประพฤติ !!
คุกมีไว้ขังคนจน? คนโกงได้รอลงอาญา?
คดีนี้เกิดคำถามว่าสาเหตุที่ศาลให้รอลงอาญามักเป็นเพราะจำเลย รับสารภาพ และอ้างว่าให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรม จึงได้รับ “ความเมตตา” จากศาล แต่ถ้าคิดในทางกลับกัน คนโกงเพียงแค่รับสารภาพและคืนเงินบางส่วน ก็หลุดพ้นจากโทษจำคุกได้ จะทำให้เกิดการเข็ดหลาบหรือ?
ถ้าเราลองเปรียบเทียบกับคดีอื่น ๆ เช่น
• คดีขโมยของในร้านสะดวกซื้อ บางคนถูกจำคุกทันที
• คดีหมิ่นประมาทบางกรณี มีโทษหนักกว่าคดีโกงเงินภาษีประชาชน
การที่ นักการเมืองหรือข้าราชการโกงแล้วไม่ต้องติดคุกจริง ยิ่งเป็นการส่งสัญญาณผิด ๆ ให้กับระบบราชการว่า “โกงไปเถอะ ถ้าถูกจับได้ก็ค่อยรับสารภาพ แล้วก็รอดอยู่ดีหรือไม่?”
ใครได้-ใครเสีย?
• “คนโกง” ได้ประโยชน์เต็ม ๆ แค่ยอมรับผิดก็ไม่ต้องติดคุก
• “ประชาชน” เสียหาย เพราะเงินภาษีถูกโกง แถมคนโกงยังไม่ต้องรับโทษจริง
• “ระบบยุติธรรม” เสียความน่าเชื่อถือ เพราะถูกมองว่าลงโทษแบบอ่อนข้อให้คนโกง
โทษรอลงอาญาควรมีขอบเขตแค่ไหน?
การให้รอลงอาญา ควรใช้กับคดีที่ไม่ได้กระทบต่อสาธารณะอย่างรุนแรง เช่น คดีทะเลาะวิวาท หรือคดีที่ไม่ได้มีการแสวงหาประโยชน์จากเงินภาษีประชาชน แต่ “คดีทุจริตเงินแผ่นดิน” ควรเป็นคดีที่มีโทษหนัก และต้องจำคุกจริง เพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง
(ขอบคุณข้อมูลคดีจากสำนักข่าวอิศรา) #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #จิ๊กซอว์สกัดคอร์รัปชัน #ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน #ไม่ทนคนโกง

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1179453530856442&set=a.483223087146160


ศาลยังไม่คืนสิทธิประกัน #อานนท์ แม้ยื่นประกัน 6 คดี 112 ส่วน “ขนุน” อดอาหารเข้าวันที่ 6 ย้ำ อิสรภาพที่ถาวรสำคัญต่อ ‘ชีวิต’ เช่นเดียวกันกับการยุติการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมอย่าง ม.112


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
9 hours ago
·
ศาลยังไม่คืนสิทธิประกัน #อานนท์ แม้ยื่นประกัน 6 คดี 112 พร้อมระบุความเห็นผู้เชี่ยวชาญ UN ‘ประเทศไทยต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ทันที’
.
20 ก.พ. 2568 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องขอประกัน อานนท์ นำภา นักกิจกรรมและทนายความสิทธิมนุษยชนวัย 40 ปี หลังทนายความยื่นคำร้องขอประกันในคดี “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตาม #มาตรา112 ทั้ง 6 คดีที่อยู่ในระหว่างอุทธรณ์ ได้แก่ คดีจากการปราศรัยในม็อบแฮร์รี่พอตเตอร์ 1, ปราศรัยในม็อบแฮร์รี่พอตเตอร์ 2, ปราศรัยในม็อบ14ตุลา63, เขียนและโพสต์ #ราษฎรสาส์น, กรณีโพสต์เฟซบุ๊ก 2 ข้อความ และกรณีโพสต์เฟซบุ๊ก 3 ข้อความ
.
การยื่นคำร้องในครั้งนี้ ได้แนบความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสหประชาชาติเรื่อง “ประเทศไทยต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ทันที” ซึ่งเป็นความเห็นที่มีต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชน การดำเนินคดีด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการควบคุมตัวโดยพลการ เพื่อให้ศาลพิจารณาสิทธิในการได้รับการประกันตัว
.
แต่อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ยังคงมีคำสั่งลงวันที่ 20 ก.พ. 2568 ให้ยกคำร้องในทุกคดี ซึ่งคำสั่งโดยสรุปเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ข้อหามีอัตราโทษสูง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
.
คำสั่งดังกล่าว เป็นผลให้อานนท์ถูกขังในเรือนจำต่อไป จนถึงวันนี้ (26 ก.พ. 2568) เขาถูกขังในเรือนจำถึง 1 ปี 5 เดือนเต็ม (หรือ 520 วัน) แล้ว
.
.
‘อานนท์​ นำภา’ ถูกขังมาแล้ว 1 ปี 5 เดือน ไร้วี่แววได้สิทธิประกันตัว
.
อานนท์ นำภา ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 หลังศาลอาญาพิพากษาจำคุก 4 ปี ในคดีมาตรา 112 กรณีปราศรัยใน #ม็อบ14ตุลา63 และไม่ได้รับสิทธิประกันตัวเรื่อยมา
.
ปัจจุบัน อานนท์ถูกคุมขังหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุกรวมทั้งสิ้น 6 คดีแล้ว โดยมีโทษในคดีทั้งหกรวม 18 ปี 10 เดือน 20 วัน ตลอดเวลาที่อานนท์ถูกคุมขังมาตั้งแต่ปี 2566 - 2567 เขายืนยันต่อสู้คดีที่ตนเองถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112 จนถึงที่สุด ซึ่งทุกคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา ยังไม่มีคดีใดสิ้นสุด และในทุกคดีความ เขาได้พยายามยื่นขอประกันตัวออกมาเพื่อต่อสู้คดี และถึงแม้ว่าในปีที่ผ่านมา (2567) อานนท์จะเป็นผู้ต้องขังที่มีสถิติการยื่นประกันตัวสูงที่สุดถึง 41 ครั้ง ใน 6 คดี แต่ศาลก็มีคำสั่งยกคำร้องทุกครั้ง
.
คดีมาตรา 112 ของอานนท์ที่ศาลพิพากษาจำคุกมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
คดีที่ 1 – ปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อปี 63 ศาลพิพากษาจำคุก 4 ปี และปรับ 20,000 บาท ไม่รอลงอาญา
คดีที่ 2 – โพสต์เฟซบุ๊ก 3 ข้อความ วิพากษ์วิจารณ์การบังคับใช้มาตรา 112 และเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ศาลพิพากษาจำคุก 4 ปี และให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีแรก
คดีที่ 3 – ปราศรัยในการชุมนุม ‘เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาชน’ หรือ #ม็อบแฮร์รี่พอตเตอร์2 เมื่อปี 64 ศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี 20 วัน และปรับ 100 บาท และให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น
คดีที่ 4 – โพสต์เฟซบุ๊ก 2 ข้อความ วิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินของรัชกาลที่ 10 ศาลพิพากษาจำคุก 4 ปี และให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น
คดีที่ 5 – เขียนและโพสต์จดหมาย #ราษฎรสาส์น ถึงกษัตริย์รัชกาลที่ 10 ศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี และให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น
คดีที่ 6 – ปราศรัยในการชุมนุม #เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย หรือม็อบแฮร์รี่ พอตเตอร์ บริเวณหน้าร้านแมคโดนัลด์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อปี 63 ศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน
.
ยื่นประกัน ขอศาลนำความเห็นผู้เชี่ยวชาญ UN เรื่อง ‘ประเทศไทยต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ทันที’ พิจารณาสิทธิประกันตัว ศาลยังคงยกคำร้อง
.
เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2568 ทนายความยื่นคำร้องขอประกันอานนท์ในทั้ง 6 คดีดังกล่าวอีกครั้ง สาระสำคัญในคำร้องครั้งนี้ได้ระบุถึง กรณีที่ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสหประชาชาติ เผยแพร่ความเห็นในหัวข้อ “ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสหประชาชาติระบุประเทศไทยต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ทันที” เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2568 ซึ่งมีเนื้อหาระบุโดยสรุปว่า การที่ประเทศไทยได้ใช้กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์เพื่อควบคุมตัวและจำคุกนักกิจกรรมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นเรื่องน่ากังวลอย่างร้ายแรง และเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเร่งยกเลิกหรือปรับแก้ประมวลกฎหมายอาญาของไทย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ทั้งยังระบุอีกว่า กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ของไทยทั้งรุนแรงและกำกวม เป็นการให้ดุลพินิจมหาศาลแก่หน่วยงานรัฐและศาลในการนิยามฐานความผิดดังกล่าวได้อย่างกว้างขวาง ทำให้มีบุคคลถูกดำเนินคดีและลงโทษไปแล้วกว่า 270 คน ตั้งแต่ปี 2563
.
นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงอานนท์ นำภา เกี่ยวกับการพิพากษาว่า คดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 ซึ่งก่อนหน้านี้ คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ ได้ออกความเห็นว่า การคุมขังตัวอานนท์นั้นเป็นการคุมขังโดยพลการและขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติอีกหลายคนได้แสดงความกังวลต่อกรณีการดำเนินคดีอาญากับอานนท์และบุคคลอื่นในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง
.
ตอนท้าย คณะผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสหประชาชาติระบุอีกว่า “รัฐบาลไทยต้องปรับแก้ประมวลกฎหมายอาญาให้เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของตน” และเรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีและโทษจำคุกภายใต้กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ในประเทศไทยในทันทีอีกด้วย
.
จากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสหประชาชาติดังกล่าวที่มีต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชน การดำเนินคดีด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการควบคุมตัวโดยพลการ อานนท์จึงขอให้ศาลพิจารณาประกอบเพื่อพิจารณาให้สิทธิประกันตัวกับเขาด้วย
.
คำร้องขอประกันอานนท์ที่ยื่นต่อศาลอาญาและศาลอาญากรุงเทพใต้ถูกส่งไปให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
.
วันเดียวกัน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอประกันทุกฉบับ ซึ่งคำสั่งมีเนื้อหาโดยสรุปเช่นเดียวกันว่า ข้อหามีอัตราโทษสูง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก และนับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้ว และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
.
ทั้งนี้ อานนท์ถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 ทั้งสิ้น 14 คดี ซึ่งในวันที่ 27 มี.ค. 2568 นี้ ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีนัดฟังคำพิพากษาอีกคดีเป็นคดีที่ 7 กรณีปราศรัยในการชุมนุม “ปาร์ตี้ริมเขา เป่าเค้กวันเกิด พลเรือเอกก๊าบๆ” ที่ลานหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
.
การยื่นประกันผู้ต้องขังทางการเมืองในเดือน ก.พ. 2568 นี้ นอกจากอานนท์แล้ว เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมา ทนายความได้ยื่นประกันผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 และคดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองชุดใหญ่รวม 16 คน ซึ่งศาลอุทธรณ์และฎีกามีคำสั่งยกคำร้องทุกฉบับเช่นกัน


อ่านข่าวต่อบนเว็บไซต์ที่ลิงก์ในคอมเมนต์

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1043337480970055&set=a.656922399611567
.....


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
10 hours ago
·
“ขนุน” อดอาหารเข้าวันที่ 6 ย้ำ อิสรภาพที่ถาวรสำคัญต่อ ‘ชีวิต’ เช่นเดียวกันกับการยุติการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมอย่าง ม.112
.
26 ก.พ. 2568 ทนายความเข้าเยี่ยม “ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ นักกิจกรรมวัย 24 ปี และผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์ในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังขนุนได้ตัดสินใจเริ่มอดอาหารประท้วง เพื่อเรียกร้องการสร้างอิสรภาพที่ถาวรสำหรับผู้ถูกกล่าวหาทางการเมือง มาตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ. 2568 วันนี้นับเป็นการอดอาหารวันที่ 6 แล้ว
.
วันนี้ ทนายเข้าเยี่ยมขนุนผ่านระบบ VDO call และเช่นเดิม ซึ่งกล้องของแดน 4 มีปัญหา ฝั่งผู้ต้องขังมองเห็นทนาย แต่ฝั่งทนายจะมองไม่เห็นผู้ต้องขัง
.
เสียงของขนุน จากปลายสายโทรศัพท์ยังพูดชัดถ้อยชัดคำ แต่น้ำเสียงดูโรยแรงกว่าวันก่อน ๆ ขนุนเล่าว่า เมื่อคืนอากาศที่นี่อากาศเย็น ๆ เรียกว่าหนาวเลยก็ว่าได้ สุขภาพของเขาตอนนี้เหมือนคนป่วย ร่างกายอยู่ในโหมดประหยัดพลังงาน แต่ก็ไม่ได้มีอาการปวดหัวหรือปวดไมเกรน
.
ตอนนี้กำลังวังชามันถดถอยลงทุกวัน มีอาการวิงเวียนตอนลุกขึ้นยืนหรือเดิน แต่ถ้านั่งเฉย ๆ ก็ไม่ได้มีอาการอะไร เขาจึงเลือกที่จะไม่ใช้แรง ไม่เดิน นั่งรถเข็นอย่างเดียว บริเวณใต้เล็บยังคงมีสีม่วง อาการชาตามตัวยังมีอยู่เรื่อย ๆ เวลาพักผ่อนก็ไม่ใช่การพักเพื่อฟื้นตัว แต่เป็นการพักเพื่อเซฟแรง เมื่อวานเขาก็ไม่ได้นอนตลอดเวลา สักพักนึงก็ต้องออกไปตรวจร่างกาย เดี๋ยวก็ออกไปพบทนาย ออกไปเยี่ยมญาติ พอกลับเข้ามา ก็ได้เวลาเตรียมขึ้นเรือนนอนพอดี
.
ขนุนเล่าต่ออีกว่า เมื่อวานมีเรื่องตลกเกิดขึ้นกับเขา เหมือนสมองเริ่มหลอกหลอน อยู่ ๆ เขาก็นึกถึงปลากระป๋องทั้งวัน เพราะตอนที่อยู่ข้างนอกที่บ้านไม่ให้กินอาหารพวกนี้ แต่เพิ่งจะได้กินตอนเข้าเรือนจำ สมองเขาคิดว่า จะเป็นยังไง ถ้าทำยำปลากระป๋อง ถ้าเอามาซาล่ามาใส่ ถ้าเอาเต้าหู้มาใส่ จะเป็นยังไง เหมือนว่าร่างกายกำลังเรียกร้องหาอาหาร เขาเลยมองว่าเป็นเรื่องตลกดี นอกจากนี้เขายังคิดว่าอาจจะลิสต์เมนูอาหารที่นึกถึงในระหว่างอดอาหารไว้ด้วย
.
เมื่อพูดคุยกันสักพัก ขนุนได้ฝากนิยามคำว่า ‘ชีวิต’ สำหรับเขา เป็นแถลงการณ์ฉบับที่ 4 ดังนี้
.
#แถลงการณ์ฉบับที่สี่
.
‘ชีวิต’
.
ชีวิตในนิยามของผมมี 3 องค์ประกอบ ได้แก่
อิสรภาพ
เสรีภาพ
ครอบครัวคนรักและมิตรสหาย
.
หากขาดสิ่งใดไป คงยากจะเรียกว่าชีวิตที่ดี ในยามนี้ผมขาดไป 2 สิ่ง คือ อิสรภาพและเสรีภาพ อิสรภาพคงตรงตัวในนิยามของมัน แต่เสรีภาพมันมากกว่านั้น เสรีภาพที่ผมจะเลือกศึกษา เสรีภาพที่ผมเลือกจะกำหนดอนาคตของตนเอง เสรีภาพที่จะใช้ชีวิต แต่ทุกอย่างมาติดที่ปมเดียว อย่างการถูกกล่าวหาในคดีความทางการเมืองจากการใช้สิทธิและเสรีภาพ การมีอิสรภาพที่ถาวรจึงสำคัญ เช่นเดียวกับการยุติการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ตรวจสอบไม่ได้ อย่างมาตรา 112
.
แด่อิสรภาพที่ถาวร
.
สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ
26 กุมภาพันธ์ 2568
.
ก่อนที่จะจากกัน ทนายบอกกับขนุนว่าหากยืนยันอดอาหารต่อไป ขอให้ขนุนให้กินเกลือแร่ด้วย เพื่อที่จะได้มีแรง อีกทั้งขนุนจะต้องออกไปตามนัดหมายของศาล ในวันที่ 4-5 มี.ค. นี้ ขนุนตอบว่าจะรับไปพิจารณาดูอีกทีจากนั้นขนุนแจ้งว่าคงต้องวางสายก่อน เพราะเจ้าหน้าที่จะเริ่มกระบวนการในการเคลื่อนย้ายเขาไปโรงพยาบาลราชทัณฑ์
.
ต่อมาเวลา 13.42 น. ทนายได้รับแจ้งว่าขนุนเพิ่งถูกส่งตัวมาที่ ร.พ.ราชทัณฑ์ ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปว่าแพทย์จะรับตัวไว้รักษาหรือไม่
.
.
อ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์จากลิงก์ในคอมเมนต์

https://www.facebook.com/photo?fbid=1043314690972334&set=a.656922399611567