วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 27, 2568

ระบบประกันสังคมแบบไทยๆ ประกันเพื่อใคร


Paskorn Jumlongrach
10 hours ago
·
เสร็จนาฆ่าโคถึก
เสร็จศึกฆ่าขุนพล
ระบบประกันสังคมแบบไทยๆ
-------
ผมเริ่มทำงานและเริ่มส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตั้งแต่ปี 2537 พร้อมๆกับการเริ่มต้นทำข่าวซึ่งสำนักพิมพ์ส่งไปประจำที่กระทรวงแรงงาน ตอนนั้นสำนักงานประกันสังคม(สปส.)เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน(พรบ.ประกันสังคมออกปี 2533) เงินกองทุนยังอยู่ในระดับพันล้าน และประธานบอร์ดยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
ผมถูกบังคับให้ส่งเงินสมทบตามกฎหมายเรื่อยมา ทั้งๆที่เคยตั้งคำถามอยู่บ่อยๆว่าประกันของบริษัทก็มี ทำไมถึงต้องจ่ายค่าประกันสังคมอีกเดือนละ 750 บาท ถ้าหาคำตอบจากขบวนการแรงงานหรือนักวิชาการยุคนั้นก็คือ “เป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” แต่ถ้าถามจากข้าราชการก็คือมันเป็นกฎหมายที่มีสภาพบังคับสำหรับลูกจ้าง
กว่า 20 ปีที่ติดตามทำข่าวกองทุนประกันสังคม ซึ่งมีทั้งข่าวดีและข่าวทุจริตปนกันไป แต่กรณีการใช้เงินฟุ้งเฟ้อเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ถือว่าเป็นข่าวประจำฤดูกาลที่พวกเรานักข่าวคุยกันว่าต้องคอย “ตีมือ”ใครบางคนกันอยู่เสมอ แต่ระยะหลังข่าวหางหายไปเพราะปัจจุบันแทบไม่มีสื่อมวลชนเกาะติดข่าวกระทรวงแรงงานแล้วซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามภูมิทัศน์ของสื่อยุคนี้
เช่นเดียวกับเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างระบบคอมพิวเตอร์ 4,800 ล้านบาทอันอื้อฉาว และการจัดซื้อจัดจ้างอีกมากมายที่ถูกตั้งคำถาม รวมทั้งเรื่องการโยกงบลงทุนต่างๆ
ขณะที่การแต่งตั้งหรือโยกย้ายเลขาธิการ สปส. ซึ่งเป็นหน่วยงานเกรดเอของกระทรวงแรงงานจึงเป็นที่หมายตาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานทุกยุคทุกสมัยที่ต้องการเอาข้าราชการที่ตัวเองไว้ใจหรือสนองประโยชน์ได้มาดูแล มากกว่าการเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถและเข้าใจภารกิจของ สปส.
ทั้งหมดกลายเป็นปัญหาที่วนลูปเรื่อยมาตลอด 34 ปีของการจัดตั้งสำนักงานประกันสังคม
กองทุนประกันสังคมเติบใหญ่ขึ้นแต่ประสิทธิภาพในการบริหารน้อยลงเพราะวงจรอุบาทว์ของระบบการเมืองไทยที่โยงใยอยู่กับระบบราชการ
กว่า 20 ปีที่ผมจ่ายเงินสมทบตามมาตรา 33 สำหรับลูกจ้างที่มีนายจ้าง การจ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคมเสมือนจ่ายทิ้ง เพราะเราแทบไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ใดๆเลยโดยเฉพาะด้านสุขภาพ มีเบิกค่าทำฟันบ้าง ค่าเจ็บป่วยบ้าง แต่ก็เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่ส่งเงินมายาวนาน
เรียกได้ว่าผมเป็นลูกค้าชั้นดี ก็คงเป็นเช่นเดียวกับเพื่อนๆนักข่าว พนักงานบริษัทและลูกจ้างจำนวนมากที่ตั้งคำถามกับตัวเองที่ควักกระเป๋าให้ สปส.ทุกเดือน
ถ้าหากเงินที่เราจ่ายไปถูกนำไปอุดหนุนจุนเจือให้ลูกจ้างที่มีความจำเป็นต้องใช้ผ่านระบบประกันสังคม เราก็พออธิบายกับตัวเองได้ แต่นี่กลับกลายเป็นว่างบประมาณจำนวนมากกลับถูกนำไปสนองตอบตัณหาและความฟุ้งเฟื้อของคนแค่บางกลุ่ม
ระบบเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขไม่เป็นจริง เพราะสุขส่วนใหญ่ไปกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้มีอำนาจการใช้งบประมาณ
เมื่อผมออกมาทำงานอิสระต้องย้ายจากมาตรา 33 มาเป็น 39 เพราะไม่มีนายจ้าง จ่ายเงินสมทบเดือนละ 400 กว่าบาท สาเหตุที่ยังอยากอยู่ในระบบประกันสังคมก็เพราะอยากรักษาสถานภาพเอาไว้และคิดว่า “จ่ายมาเยอะแล้ว” นอกจากเรื่องประกันสุขภาพที่แม้จะดูมาตรฐานต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นๆที่พอจะเป็นหลักประกันในยามสูงวัย เช่น เบี้ยชราภาพ
แต่เมื่อผมมาอยู่ในมาตรา 39 การคำนวณเบี้ยชราภาพต้องเปลี่ยนไป เพราะเขาคำนวณเอาจากเงินเดือน 60 เดือนสุดท้าย
สมัยที่เรายังมีเรี่ยวแรง มีเงินเดือนสูงเกิน 15,000 บาท ตามกฎหมายให้เราจ่ายแค่ชนเพดานขั้นสูงคือ 15,000 บาท แต่ในวัยเรี่ยวแรงอ่อนล้าย้ายมาอยู่ตามมาตรา 39 เพดานการจ่ายอยู่ที่ 4,800 บาท
หากผมยังมีชีวิตยืนยาวและจ่ายเงินสมทบตามมาตรา 39 ไปเรื่อยๆ บำนาญชราภาพของจะลดลงแทนที่จะได้เดือนละ 6,000 บาทก็เหลือเพียงเดือนละ 1,600 บาท
เมื่อเดือนก่อนผมโทรสอบถามจากระบบสายด่วน 1506 ซึ่งกว่าจะได้พูดกับคนเป็นๆด้วยกันได้นั้นยากแสนยาก เขาแนะนำให้ผมออกจากระบบประกันสังคมและไปใช้ประกันสุขภาพของ สปสช.
นี่คือความโหดเหี้ยมของระบบประกันสังคมบ้านเราจากการบริหารของระบบราชการ เพราะการเป็นลูกค้าชั้นดีมาทั้งชีวิต ไม่ได้ช่วยให้เบี้ยประกันคุณลดลง หรือได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นเลย ในทางตรงกันข้ามในวัยที่เราอ่อนล้าและกำลังจะต้องการใช้หลักประกันชีวิต เราเสมือนถูกตัดหางปล่อยวัด
ทุกวันนี้กองทุนประกันสังคมเติบใหญ่กว่า 2 ล้านล้านบาท จนเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเพราะใช้กฏหมายบังคับเอาเม็ดเงินจากน้ำพักน้ำแรงของลูกจ้าง สปส.กลายเป็นอาณาจักรสนธยาที่หมกเม็ดข้อมูลต่างๆไว้มากมาย
ผู้บริหาร สปส.กินหรูอยู่สบายจากงบประมาณที่กฏหมายเปิดช่องให้ใช้เงินบริหารสำนักงาน 10 % ทุกวันนี้ใช้แค่ 2-3 % นักกินหัวคิวก็ปั๊มโครงการกันแทบไม่หวาดไม่ไหว ขณะที่นักการเมืองและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องต่างใช้เงินก้อนนี้กันอย่างอู้ฟู่มาทุกยุคทุกสมัย
สำนักงานประกันสังคมประจำจังหวัดมีตึกหรูตั้งเป็นสำนักงาน มีรถดีๆใช้ประจำตำแหน่ง เครื่องไม้เครื่องมือครบครัน ถ้าเปรียบเทียบกันใน 5 เสือแรงงานคือ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน แล้วราวกับเศรษฐีกับยาจก
ผู้ประกันตนแทบจะไม่อยู่ในสมการที่เป็นโจทย์ของความเปลี่ยนแปลงเลย
เมื่อใดที่มีข้อเสนอให้เปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนในทางที่ดีขึ้น คนใน สปส.กลับคิดกันแล้วคิดกันอีก ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อกรรมการประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างเสนอให้มีการปรับสูตรคำนวณเบี้ยชราภาพ กลับถูกยื้อออกไปอีก
ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เหล่าผู้ประกันตนต้องลุกขึ้นมาทวงสิทธิประโยชน์ที่ควรจะได้รับ พร้อมทั้งตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในการใช้เงินกองทุนประกันสังคม
ที่สำคัญคือกองทุนประกันสังคมควรหลุดออกจากระบบราชการ เพื่อหาคนที่มีความรู้ความสามารถแท้จริงเข้ามาบริหาร
แต่เบื้องต้นต้องช่วยกันเตะหมูออกจากปากหมาให้ได้ก่อน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=9433120766731124&set=a.139504616092832