
Pipob Udomittipong
10 hours ago
·
ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นที่ #รามคําแหง53 เมื่อคืน คือสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า “Mob culture” หรือ “Mob mentality” หมายถึง ความคิดแบบเลียนแบบฝูงชน บุคคลในกลุ่มสูญเสียสติสัมปชัญญะที่เป็นของตัวเอง ตกอยู่ใต้อิทธิพลของกลุ่ม เลียนแบบพฤติกรรมที่วุ่นวาย อารมณ์รุนแรง หรือความก้าวร้าวของฝูงชน
มันไม่ใช่และไม่เกี่ยวกับคำสอนทางศาสนาเลย เพราะถ้าเป็น ทุกคนต้องทำหน้าที่ของตัวเองแบบมีสติที่เป็นของตัวเอง คุณต้องคิดได้สิว่า การใช้กำลังบังคับขืนใจคนอื่นให้ทำตามคำสั่งของกลุ่ม เป็นสิ่งที่ขัดกับหลักศาสนา เพราะคุณไม่มองว่าเขาเป็นมนุษย์แบบเดียวกับคุณ คุณมองว่าเขาเป็นคนที่ “ต่ำกว่า” “ไร้ศีลธรรม” ไม่เหมือนคนอย่างพวกคุณ และเขาต้อง “เปลี่ยน” มาเป็นแบบพวกคุณ
ยิ่งการถามเขาระหว่างกล้อนผมว่า ทำด้วย “ความยินยอม” หรือไม่ เขาก็ต้องบอกว่ายินยอมสิ ก็พวกคุณล้อมเขาไว้ ขู่เขาไว้แบบนั้น ทำไมเขาจะไม่ยอม มันไม่ใช่ “ความยินยอมที่ได้รับการบอกแจ้ง รับรู้ล่วงหน้า และเป็นอิสระ” หรือ “free, prior and informed consent (FPIC)”
มันเป็น “ศาลเตี้ย” “Vigilante”
เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาหลายครั้งในไทย และแน่นอนในโลก จำกรณีประชาชนนับพันคนรวมตัวกันหน้าร้านน้ำเต้าหู้ด้วยความไม่พอใจ เรียกร้องให้ตำรวจนำตัวลูกชายเจ้าของร้านน้ำเต้าหู้ชื่อดังในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถูกกล่าวหาว่าโพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะหมิ่นสถาบันเบื้องสูง มาดำเนินคดีในปี 2559 ได้มั้ย? เหมือนกับกรณีเมื่อคืนไม่มีผิด ทั้ง ๆ ที่บ้านเมืองมีกฎกติกาที่ civil อยู่แล้ว
ในสายตาผม เหตุการณ์นี้จึงเป็นเพียง “ความคลั่ง” เพราะศาสนาไม่สอนให้เราใช้ความรุฯแรงเพื่อแก้ปัญหา ศาสนาไม่สอนให้เราใช้ “Mob rule” เพื่ออำนวยให้เกิดความยุติธรรม และถึงที่สุด ทุกศาสนาต้องหาทางรับมือกับความหลากหลายทางเพศที่เป็นปรากฏการณ์ของสมัยใหม่ให้ได้ อย่าเตะกระป๋องต่อไปเรื่อย ๆ
https://www.facebook.com/photo?fbid=10164124135856649&set=a.10150096728651649
.....
เหตุการณ์ที่ซอย รามคำแหง 53 เมื่อช่วงวันที่ 10-11 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากของ "Mob Culture" ในยุคปัจจุบันที่เชื่อมโยงกันระหว่างโลกออนไลน์และโลกแห่งความจริง
สรุปประเด็นที่เกิดขึ้นมีดังนี้:
สรุปประเด็นที่เกิดขึ้นมีดังนี้:
ชนวนเหตุ (The Trigger)
การไลฟ์สด: มีบุคคลที่เป็น LGBTQ+ (รู้จักในชื่อ "มาดามเลาะ") ทำการไลฟ์สดในลักษณะที่ถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนบทสวดและล้อเลียนคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจสูงสุดของชาวมุสลิม
การสะสมอารมณ์: ก่อนหน้านี้มีความขัดแย้งเรื่องการแต่งกายและการปฏิบัติตัวที่ไม่เหมาะสมตามหลักการศาสนาในย่านนั้นอยู่ก่อนแล้ว เมื่อมีการไลฟ์ล้อเลียนจึงกลายเป็นจุดเดือด
ปรากฏการณ์ "Mob" (The Escalation)
พลังโซเชียลสู่พื้นที่จริง: ข้อมูลการไลฟ์ถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วในกลุ่มเครือข่ายมุสลิม นำไปสู่การรวมตัวของมวลชนนับพันคนในซอยรามคำแหง 53 เพื่อไปกดดันและจี้ให้คู่กรณีออกมาขอโทษ
สภาวะบีบคั้น: บรรยากาศในพื้นที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด มีการปิดล้อม จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามาควบคุมสถานการณ์เพื่อป้องกันการใช้ความรุนแรงและพาตัวคู่กรณีไปที่ สน. วังทองหลาง
การ "กล้อนผม" และข้อตกลง (The Outcome)
ที่ สน. วังทองหลาง มีการเจรจาระหว่างตัวแทนกลุ่มมวลชนกับคู่กรณี โดยมีข้อตกลง 3 ข้อเพื่อให้เรื่องยุติ:
การโกนผม (กล้อนผม): เพื่อเป็นการแสดงความสำนึกผิดและไถ่โทษ
การตบปากตัวเอง: เป็นสัญลักษณ์ของการลงโทษที่ใช้คำพูดลบหลู่
การกล่าวคำปฏิญาณ: เพื่อยืนยันความศรัทธาตามหลักศาสนาอีกครั้ง
มุมมองในเชิง Mob Culture
เหตุการณ์นี้สะท้อน "ด้านมืด" และ "ความซับซ้อน" ที่เราเพิ่งคุยกันไปครับ:
Mob Justice (ความยุติธรรมแบบฝูงชน): แม้ฝ่ายหนึ่งจะมองว่าเป็นความยินยอมของคู่กรณีเพื่อจบปัญหา แต่ในอีกมุมหนึ่ง สังคมก็ตั้งคำถามถึง "ความสมัครใจที่แท้จริง" ท่ามกลางการถูกล้อมโดยคนนับพันว่าเข้าข่ายการละเมิดสิทธิหรือการพิพากษาโดยกลุ่มชน (Vigilantism) หรือไม่
Deindividuation: คนในกลุ่มอาจรู้สึกว่าสิ่งที่ทำคือการปกป้องศาสนา ทำให้ความยับยั้งชั่งใจส่วนบุคคลลดน้อยลง และกล้าที่จะกดดันฝ่ายตรงข้ามรุนแรงกว่าปกติ
คุณคิดอย่างไรกับ "บทลงโทษ" ในลักษณะนี้ครับ? คิดว่ามันช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ยั่งยืน หรือจะยิ่งสร้างรอยร้าวระหว่างกลุ่มคนที่มีความหลากหลายมากขึ้น?