วันอาทิตย์, มีนาคม 08, 2569

หนึ่งสัปดาห์หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ทำให้ตะวันออกกลางตกอยู่ในความปั่นป่วน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเผชิญกับความเสี่ยงและความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าเขาจะสามารถเปลี่ยนความสำเร็จทางทหารให้เป็นชัยชนะทางภูมิศาสตร์การเมืองที่ชัดเจนได้หรือไม่


ที่มา
One week into Iran war, the dangers for the US and Trump multiply
Reuters
(https://www.reuters.com/world/middle-east/one-week-into-iran-war-dangers-us-trump-multiply-2026-03-07/)

บทความเรื่อง "หนึ่งสัปดาห์หลังสงครามอิหร่าน อันตรายสำหรับสหรัฐฯ และทรัมป์ทวีคูณ" เขียนโดยแมตต์ สเปทัลนิคและแอนเดรีย ชาลาล สำหรับรอยเตอร์ วิเคราะห์ช่วงเริ่มต้นของการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญในตะวันออกกลาง บทความนี้เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ จากการโจมตีแบบจำกัดไปสู่ปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่และไม่มีกำหนดสิ้นสุดที่เรียกว่า "ปฏิบัติการอีปิค ฟิวรี"

ต่อไปนี้คือสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความเสี่ยงและพัฒนาการที่กล่าวถึงในบทความ:

1. ความสำเร็จทางทหารเทียบกับชัยชนะทางภูมิรัฐศาสตร์

แม้จะประสบความสำเร็จทางยุทธวิธีในช่วงแรก รวมถึงรายงานการสังหารผู้นำสูงสุดอยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี และความเสียหายอย่างหนักต่อทรัพย์สินทางอากาศ ทางทะเล และทางบกของอิหร่าน บทความนี้โต้แย้งว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นชัยชนะเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจน แต่ความขัดแย้งกลับขยายตัวอย่างรวดเร็วกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาคที่คุกคามที่จะดึงสหรัฐฯ เข้าไปพัวพันใน "ความขัดแย้งที่ยุ่งยากและอาจยืดเยื้อ"

2. การเปลี่ยนกลยุทธ์และเป้าหมายที่ไม่ชัดเจน

ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมากจากแนวทางเดิมของทรัมป์ที่เน้น "ปฏิบัติการที่รวดเร็วและจำกัด" (โดยอ้างถึงการโจมตีในเวเนซุเอลาเมื่อเร็วๆ นี้ และการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ก่อนหน้านี้)

ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก: รัฐบาลประสบปัญหาในการกำหนด "จุดจบ" ที่ชัดเจน

เป้าหมายที่ประกาศไว้: ทำเนียบขาวตั้งเป้าที่จะทำลายศักยภาพขีปนาวุธของอิหร่าน ทำลายกองทัพเรือ และป้องกันไม่ให้อิหร่านติดอาวุธให้กลุ่มตัวแทนหรือครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ความเป็นจริง: นักวิเคราะห์ชี้ว่าเส้นทางปัจจุบันดูเหมือนจะเป็นสงครามที่เลือกทำเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่การใช้กำลังทางอากาศเพียงอย่างเดียวโดยปราศจากกองกำลังภาคพื้นดินนั้นไม่สามารถทำได้ในอดีต

3. ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมือง

จังหวะเวลาของสงครามสร้างแรงกดดันภายในประเทศอย่างมากต่อประธานาธิบดี:

การเลือกตั้งกลางเทอม: มีรายงานว่าที่ปรึกษาของพรรครีพับลิกันกังวลว่าสงครามจะเบี่ยงเบนความสนใจจากประเด็นทางเศรษฐกิจก่อนการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน

ความไม่เสถียรของตลาด: ความขัดแย้งได้ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคที่ร่ำรวยน้ำมันแล้ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ทรัมป์มองข้ามไปโดยกล่าวว่า "ถ้ามันขึ้น มันก็ขึ้น"

4. ความซับซ้อนระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ

การยกระดับความขัดแย้งในระดับภูมิภาค: อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียและอิสราเอล ทำให้มีผู้เล่นอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น

สุญญากาศทางการทูต: การใช้กำลังได้ปิดประตูการเจรจาทางการทูตอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าผู้ช่วยบางคนจะหวังว่าการทิ้งระเบิดจะบังคับให้เตหะรานกลับมาเจรจาอีกครั้ง

การตรวจสอบทางกฎหมาย: ผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายของสงคราม โดยโต้แย้งว่า "ภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา" ที่สหรัฐฯ อ้างถึงนั้นไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างเพียงพอ

5. "แกนแห่งความวุ่นวาย"

บางคนมองว่าความขัดแย้งนี้เป็นการโจมตี "แกนแห่งความวุ่นวาย" (อิหร่าน รัสเซีย และจีน) แต่คนอื่นๆ เตือนว่ามันอาจส่งผลเสียกลับมา มีความกังวลว่าแม้ระบอบการปกครองปัจจุบันจะล่มสลาย ก็อาจนำไปสู่ความวุ่นวายอย่างใหญ่หลวงทั่วประเทศที่มีประชากร 93 ล้านคน หรือการขึ้นมามีอำนาจของรัฐบาลทหารที่แข็งกร้าวมากยิ่งขึ้น

ประเด็นสำคัญ: บทความนี้พรรณนาว่าทรัมป์ได้เสี่ยงครั้งใหญ่ที่สุดในนโยบายต่างประเทศของเขา โดยเปลี่ยนคำพูดต่อต้านการแทรกแซงของเขาไปเป็นการรณรงค์ที่มีความเสี่ยงสูง ขาดกลยุทธ์การถอนตัวที่ชัดเจน และคุกคามทั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลกและสถานะทางการเมืองของเขาเอง

(สรุปโดย Google Gemini)