วันเสาร์, มีนาคม 21, 2569

คนดีย์ผีคุ้ม ... ประเทศกู ไม่เจอ = ไม่มี 5555

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1502771054545685&set=a.654439732712159



น้ำมันแพง…ไม่ได้กระทบแค่ “ค่าเติม” แต่ลากยาวถึงค่าครองชีพทั้งระบบ 🌍⛽ หลายประเทศใน “อาเซียน” จึงต้องเร่งออกมาตรการรับมือ แล้วแต่ละประเทศมีมาตรการอะไรบ้าง?



รวมมาตรการ “ประเทศอาเซียน” รับมือน้ำมันแพง

19 มีนาคม 2569
สภาองค์กรของผู้บริโภค

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้กระทบเพียงค่าเดินทางหรือค่าขนส่งเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงราคาสินค้า ค่าครองชีพ และภาพรวมเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ทำให้หลายประเทศอาเซียนต้องเร่งออกมาตรการรับมืออย่างเร่งด่วน

แม้จะอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน แต่แนวทางรับมือ ของแต่ละประเทศแตกต่างกันไป ตามโครงสร้างเศรษฐกิจ ความพร้อมด้านพลังงาน และงบประมาณของรัฐ แต่ส่วนใหญ่ใช้หลายมาตรการควบคู่กัน ทั้งการลดการใช้พลังงาน ควบคุมราคา และสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ผันผวน และเตรียมพร้อมสำหรับความไม่แน่นอนในอนาคต

มาตรการรับมือประเทศไทย

ไทยใช้มาตรการผสมผสานทั้งการ “ลดใช้” และ “คุมตลาด” โดยสนับสนุนการทำงานจากที่บ้านเพื่อลดการเดินทาง ควบคู่กับการสั่งห้ามกักตุนและจำหน่ายสินค้าเกินราคา รวมถึงการตรึงราคาน้ำมันเพื่อช่วยพยุงค่าครองชีพ นอกจากนี้ยังเร่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และเพิ่มการสำรองพลังงาน เพื่อเสริมความมั่นคงในระยะยาว

มาตรการรับมือประเทศเวียดนาม

เวียดนามเน้นลดการใช้พลังงานและรักษาเสถียรภาพราคา โดยสนับสนุนการทำงานจากที่บ้านเช่นกัน พร้อมทั้งลดภาษีนำเข้าน้ำมัน และใช้กองทุนรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเข้ามาช่วยพยุงราคาไม่ให้ผันผวนมากเกินไป

มาตรการรับมือประเทศอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียมุ่งไปที่การลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล ด้วยการผลักดันการใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังตรึงราคาน้ำมันโดยให้รัฐรับภาระต้นทุน และกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันไปยังประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา เพื่อลดความเสี่ยงด้านอุปทาน

มาตรการรับมือประเทศเมียนมา

เมียนมาใช้มาตรการควบคุมการใช้น้ำมันโดยตรง ผ่านระบบจำกัดการใช้รถยนต์แบบวันคู่–วันคี่ เพื่อลดความต้องการใช้น้ำมันในภาพรวม พร้อมออกคำสั่งห้ามกักตุนและจำหน่ายน้ำมันเกินราคาอย่างเข้มงวด

มาตรการรับมือประเทศฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์เน้นลดการใช้พลังงานและช่วยเหลือประชาชน โดยกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน เพื่อลดการเดินทาง พร้อมทั้งขยายเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงให้กลุ่มเปราะบาง รวมถึงเตรียมควบคุมค่าไฟฟ้า และเพิ่มสัดส่วนการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนพลังงาน

มาตรการรับมือประเทศมาเลเซีย

มาเลเซียเลือกใช้มาตรการตรึงราคาน้ำมันเป็นหลัก โดยให้ภาครัฐรับภาระต้นทุน เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาพลังงานส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

มาตรการรับมือประเทศลาว

ลาวมุ่งลดการใช้น้ำมันและส่งเสริมพลังงานทางเลือก โดยสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว

มาตรการรับมือประเทศสิงคโปร์

สิงคโปร์เน้นมาตรการเชิงโครงสร้าง โดยใช้กลไกสำรองพลังงานและบริหารจัดการอุปทาน เพื่อให้มีพลังงานเพียงพอในช่วงวิกฤติ พร้อมทั้งวางระบบรองรับวิกฤติพลังงานในระยะยาวอย่างเป็นระบบ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

รวมมาตรการชาติอาเซียนประหยัดพลังงาน รับมือน้ำมันแพงศึกตะวันออกกลาง
ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมาตรการรับมือน้ำมันขาดแคลนอย่างไร
จี้รัฐเร่งลดค่าครองชีพประชาชน อุดหนุนค่าโดยสาร 50% รับมือน้ำมันขึ้นราคา
จี้รัฐคุม ราคาสินค้า หวั่นน้ำมันดันค่าครองชีพพุ่ง
แก้วิกฤตน้ำมัน เร่งลดภาษีคุมราคา กันกักตุนเก็งกำไร


https://www.tcc.or.th/tcc_media/countermeasures-asean/




ความโกลาหล ของน้ำมันไทย - "ขนาดเราเป็นเจ้าของปั๊ม เรายังไม่รู้เลยว่าพอไหม": สถานการณ์น้ำมันไทย เพียงพอหรือไม่ มีใครกักตุนน้ำมันไหม



"ขนาดเราเป็นเจ้าของปั๊ม เรายังไม่รู้เลยว่าพอไหม": สถานการณ์น้ำมันไทย เพียงพอหรือไม่ มีใครกักตุนน้ำมันไหม

ปณิศา เอมโอชา
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
19 มีนาคม 2026

ตั้งแต่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหรือราววันที่ 14 มี.ค. สื่อสังคมออนไลน์ของไทยต่างเต็มไปด้วยเสียงสะท้อนของประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัดที่ไม่สามารถเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิงได้

สถานีบริการน้ำมันจำนวนไม่น้อยติดป้ายประกาศน้ำมันหมด โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล จนทำให้เกิดภาพการต่อแถวของทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ไปจนถึงรถบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ที่กำลังรอเติมน้ำมันล้นทะลักออกมาบนถนนในหลายจังหวัด และลุกลามมาสู่สถานีบริการน้ำมันในกรุงเทพมหานครในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ต่อมาวันที่ 15 มี.ค. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเข้าร่วมการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งที่ 4/2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั่งเป็นประธาน แถลงยืนยันว่า "วันนี้เรื่องน้ำมันขาดแคลนไม่ต้องเป็นกังวล"

"เราได้เตรียมน้ำมันดิบเพียงพอที่จะเอามากลั่นที่เมืองไทย เพื่อที่จะกระจายไปให้กับผู้ค้าน้ำมัน ให้น้ำมันที่จะออกมาเป็นเบนซินหรือดีเซล ตามปั๊มน้ำมันต่าง ๆ ให้เพียงพอ" นายเอกนิติกล่าว พร้อมอธิบายว่า ในช่วงที่ผ่านมาประชาชนอาจรู้สึกกังวลว่าน้ำมันอาจขาดแคลนจึงทำให้เกิดภาวะการกักตุนขึ้นมา ซึ่งภาครัฐได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานเข้าไปพูดคุยกับฝั่งผู้ค้า เพื่อทำให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันตามปั๊มต่าง ๆ จะมีเพียงพอ

ทว่าล่าสุด กลับมีประเด็นที่เจ้าของปั๊มน้ำมันรายย่อยออกมาเปิดเผยว่าถูกตัดลดโควตาสั่งน้ำมันจากโรงกลั่น ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการหน้าตู้จ่าย

บทความนี้บีบีซีไทยจะสำรวจของสถานการณ์น้ำมันหมดทั่วประเทศว่ามีต้นสายปลายเหตุจากส่วนใด รวมถึงคำอธิบายและการบริหารวิกฤตของรัฐบาลว่าแก้ไขสถานการณ์อย่างไร


นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ผู้เคยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริษัท ปตท. คนที่ 10 และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล

ลำดับการชี้แจงของรัฐบาลต่อปรากฏการณ์ "น้ำมันหมด" ปัญหาอยู่จุดไหน

หลังจากนายเอกนิติ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เปิดแถลงข่าวที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มี.ค. ระบุว่า "เราได้เตรียมน้ำมันดิบเพียงพอ" และประชาชนอาจกังวลจนเกิดการกักตุน หลังเกิดภาพน้ำมันหมดในหลายจังหวัด

ต่อมาวันที่ 17 มี.ค. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงว่าปริมาณน้ำมันสำรองของไทย ยังใช้ได้ 96 วัน ทั้งยังแถลงประเด็นการขึ้นราคาน้ำมันที่จะมีผลในวันที่ 18 มี.ค.

นายพิพัฒน์ระบุว่า "ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลจะขยับขึ้นเพียงหลักสตางค์ไม่ถึงหลักบาท ซึ่งเบนซินมีการขยับมาแล้วประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยรัฐจะจะอั้นราคาไว้ไม่เกิน 33 บาท"

ต่อมาในวันที่ 18 มี.ค. นายพิพัฒน์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ ศบก. อีกหมวกหนึ่ง เปิดเผยกับรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ทางสถานีโทรทัศน์ MCOT ว่าจะมีการหารือเรื่องโครงสร้างราคาค้าส่งน้ำมันดีเซล 2 ราคา และการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นว่าสูงเกินไปหรือไม่

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล สะท้อนว่าผู้ประกอบการแต่ละช่วงของสายอุปทานล้วนมีต้นทุนที่ต่างกันออกไป เช่น สถานีบริการที่มีแบรนด์จะได้รับการชดเชย ทว่าถ้าเป็นผู้ประกอบการอิสระหรือผู้ค้าส่ง (จ็อบเบอร์) จะไม่ได้รับการชดเชย

เขายังพุ่งเป้าไปที่โรงกลั่นโดยระบุว่า "วันนี้ก็ไม่แน่ใจว่า จริง ๆ แล้วโรงกลั่นมา (ร่วม) แก้ปัญหาอย่างจริงใจกับรัฐบาลหรือไม่ ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา…" ผู้อำนวยการ ศบก. กล่าว

เมื่อผู้ดำเนินการถามว่าจะมีการนำมาตรการเก็บภาษีลาภลอย (Windfall tax) จากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นในภาวะผิดปกติมาใช้หรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า "คงต้องนำมาตรการต่าง ๆ มาใช้ทุกมาตรการ"

ต่อมาในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน เขาแถลงข่าวอีกครั้งหน้าทำเนียบรัฐบาลโดยชี้ว่า เมื่อทุกฝ่าย ทั้งกระทรวงพลังงานและโรงกลั่น ต่างยืนยันว่าทุกฝ่ายทำเต็มที่ ฝั่งกระทรวงฯ มีสต็อกน้ำมันเหลือ 101 วัน ขณะที่โรงกลั่นชี้ว่าดำเนินการผลิตเต็มกำลังทุกวัน แต่ปลายน้ำกลับไม่มีน้ำมัน แปลว่าต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโกหก

"ผมเชื่อว่าไม่มีใครสามารถกักตุนได้ ยกเว้นคุณไม่ได้กลั่นเต็มที่ตามคุณประกาศ สมมติว่าผมบอกว่าผมมีกำลังกลั่นวันหนึ่ง 300,000 บาร์เรล แต่วันนี้แทงก์ผมยังมีพื้นที่ว่างสำหรับน้ำมันดิบ ผมก็อาจจะกลั่นแค่ 200,000 บาร์เรล แต่ผมประกาศว่า 300,000 บาร์เรล เก็บไว้เพื่อเก็งกำไร แต่ข้อมูลที่ได้รับมา โรงกลั่นยืนยันว่าปัจจุบันกลั่นเต็มกำลังการผลิต แต่เมื่อกลั่นเต็มที่ทุกวัน น้ำมันก็ต้องมีขายโดยไม่ขาดตลาดเลยแม้แต่วันเดียว การที่น้ำมันหายไปจึงนำมาสู่ข้อสงสัยอื่น เช่น การลักลอบส่งออกทางเรือแทน" พิพัฒน์กล่าว

ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ ได้กล่าวว่า ตามกระบวนการทางธุรกิจนั้น โรงกลั่นต้องสั่งซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าหลายเดือน หากวันหนึ่งราคาน้ำมันลดลง โรงกลั่นก็ต้องแบกรับการขาดทุนเช่นกัน จึงอยากให้สังคมมองด้วยความเป็นธรรม

ขณะที่นายนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ว่าอยากให้คนไทยหันมาประหยัดพลังงานไม่ว่าจะอยู่ในภาวะวิกฤตหรือไม่ก็ตาม

"ใช้น้อยลงมันก็ประหยัดเงินในกระเป๋าได้เลย จริง ๆ วันนี้ ถ้าพี่น้องประชาชนอยากให้ราคาน้ำมัน สมมติดีเซล 30 อยากให้ลดลง 3 บาท จริง ๆ มันทำได้ด้วยตัวท่านเอง 3 บาท คือ 10% ถูกไหม ถ้าท่านลดการใช้ลง 10% นั่น ท่านทำให้ราคามันถูกลงแล้ว เพราะว่าเงินจะออกจากกระเป๋าเงินท่านน้อยลงอยู่ดี 10% เหมือนกัน" นายอรรถพลกล่าว

เอกชนเจ้าของแฟรนไชส์ปั๊มน้ำมันเผยถูกหั่นโควตา



หลังเกิดปรากฏการณ์ "น้ำมันหมด" ในหลายพื้นที่ นายณัฐกร พัฒนชัยกุล เจ้าของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. พัฒนชัยยนต์ ใน จ.เลย ออกมาถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 16 มี.ค. อ้างว่า ปั๊มของเขาถูกหั่นโควตาน้ำมันเหลือเพียง 50% ทำให้เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลน

บีบีซีไทยยังได้พูดคุยกับ ปริม (นามสมมติ) เจ้าของปั๊มน้ำมัน ปตท. ประเภทแฟรนไชส์ แห่งหนึ่งใน จ.จันทบุรี ในวันที่ 17 มี.ค. ซึ่งคำบอกเล่าของผู้ประกอบการรายนี้สะท้อนให้เห็นสถานการณ์ในลักษณะเดียวกัน

บีบีซีไทยปกปิดตัวตนของแหล่งข่าวผู้นี้เพื่อป้องกันผลกระทบด้านธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น

ปริมสะท้อนว่า เนื่องจากปั๊มที่เธอเป็นเจ้าของเน้นขายน้ำมันให้แก่คนในชุมชน ก่อนหน้านี้ทางปั๊มของเธอจะสั่งน้ำมันเฉลี่ยวันละ 20,000 ลิตร ซึ่งเป็นการสั่งซื้อแบบวันต่อวัน เพื่อให้ได้น้ำมันมาขายในวันรุ่งขึ้น ตามปกติแล้วรถขนน้ำมันจะใช้เวลาเดินทางราว 3 ชั่วโมง เนื่องจากปั๊มของเธอจะไปรับน้ำมันจากโรงกลั่นที่ จ.ระยอง

แต่ตั้งแต่ที่สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. เธอบอกกับบีบีซีไทยว่า ปตท. ในฐานะเจ้าของแฟรนไชส์และเป็นเจ้าของโรงกลั่นน้ำมันไม่ได้แจ้งหรือส่งสัญญาณเตือนใด ๆ มายังปั๊มรายย่อยเช่นกิจการปั๊มของเธอ

ส่วนการลดโควตาคำสั่งซื้อน้ำมันนั้น เธออธิบายว่า เกิดขึ้นมาแล้วช่วง 2-3 วัน ก่อนหน้าวันที่ 17 มี.ค. แต่เป็นการปรับลดเพียงเล็กน้อยราว 3,000-4,000 ลิตร จากคำสั่งซื้อเต็ม ๆ อย่างไรก็ดี สิ่งที่เธอต้องเผชิญคือคำสั่งซื้อของคืนวันที่ 16 มี.ค. เพื่อนำมาขายในวันที่ 17 มี.ค. นั้น คำสั่งซื้อน้ำมันที่ขอไป 18,000 ลิตร ถูกลดลงมาเหลือ 8,000 ลิตรเท่านั้น

"ถ้า [โดนตัดโควตา] 3,000 ลิตรมันก็ตกใจ แต่มันก็ยังเหลือให้เราเหลือขายวันละหมื่นกว่าลิตร ก็ยังพอบริหารให้ทั่วถึงได้ แต่ถ้าโดนตัดครึ่งนึงอย่างนี้ เราต้องจำกัดการเติมลูกค้า" ปริม กล่าว

เมื่อถามว่าโรงกลั่นให้เหตุผลอะไรหรือไม่ที่ตัดคำสั่งซื้อลง เธอบอกว่า "มีอธิบายบ้างว่าเพื่อให้เฉลี่ยให้ทั่วถึง" แต่ไม่มีการพูดเรื่องน้ำมันเพียงพอหรือไม่เพียงพอ

ต่อมาในวันนี้ (19 มี.ค.) เมื่อบีบีซีไทยสอบสถานการณ์คำสั่งซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นของปริมอีกครั้ง เธอบอกกับเราว่าเมื่อคืน (18 มี.ค.) ที่ผ่านมา ระบบคำสั่งซื้อไม่อนุญาตให้เธอสามารถสั่งน้ำมันได้เลยแม้แต่ลิตรเดียว แม้ราคาหน้าตู้จะปรับขยับขึ้นมา

ขณะที่คำสั่งซื้อ ณ คืนวันที่ 17 มี.ค. สำหรับการขายในวันที่ 18 มี.ค. นั้น เธอบอกว่าสั่งน้ำมันสำเร็จรูปไปทั้งหมด 16,000 ลิตร และได้น้ำมันมาครบถ้วนตามนั้น

แต่เจ้าของปั๊มน้ำมันรายนี้บอกกับบีบีซีไทยว่า "ตอนนี้ ถ้าเป็นดีเซลไม่มีแล้ว"

คนไทยจะมีน้ำมันใช้ต่อเนื่องหรือไม่

เกี่ยวกับคำถามนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.รักไทย บูรพ์ภาค สาขาวิชาเทคโนโลยีพลังงาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอนเนอร์จี ไทย เทรดดิ้ง ฮับ จำกัด (มหาชน) ตอบกับบีบีซีไทยว่า "ถ้าคนไทยที่อยู่ในกรุงเทพฯ ผมคิดว่ามีน้ำมันใช้ แต่ถ้าคนไทยที่อยู่ต่างจังหวัด ก็อาจจะอาจจะต้องแย่งกันใช้หน่อยช่วงนี้"

เขาอธิบายว่า ตามปกติเมื่อมีการนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามายังไทย น้ำมันดิบเหล่านี้จะต้องถูกส่งไปกลั่นยังโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งอยู่ภายใต้มาตรา 7 ของพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543

รศ.ดร.รักไทย ชี้ว่าปัจจุบันมีโรงกลั่นในไทย ทั้งหมด 6 โรง หลังจากที่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อหุ้นของบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เสร็จสิ้นเมื่อปี 2566

ตามข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงาน โรงกลั่นในไทยประกอบไปด้วย:
  • บริษัท ไทยออยล์จํากัด (มหาชน) (TOP)
  • บริษัท พีทีทีโกลบอล เคมิคอล จํากัด (มหาชน) (PTTGC)
  • บริษัท ไออาร์พีซีจํากัด (มหาชน) (IRPC)
  • บริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จํากัด (SPRC)
  • บริษัท บางจากปิโตรเลียม จํากัด (มหาชน) (BCP)
  • บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) (ESSO)
โดย ไทยออยล์จํากัด, พีทีทีโกลบอล เคมิคอล และ ไออาร์พีซีจํากัด เป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้กลุ่มบริษัท ปตท.

อาจารย์ด้านเทคโนโลยีพลังงานรายนี้อธิบายต่อไปว่า เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง น้ำมันจึงมักไม่ขาดแคลน แล้วตัวเขาเองก็ชื่อว่า "ที่รัฐบาลบอกว่าสำรอง 90 วัน ผมก็เชื่อว่าเป็น 90 วันจริง ๆ คิดว่ารัฐบาลคงไม่ได้ปกปิดอะไรตัวเลขนี้" รศ.ดร.รักไทย กล่าว โดยตัวเลขน้ำมันสำรอง 90 วัน เป็นการอ้างอิงคำแถลงเมื่อวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมาของรัฐบาล

ด้านนายภาณุรัช ดำรงไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่ ซึ่งมีภูมิหลังเป็นอดีตนักขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย และมีประสบการณ์การทำงานในบริษัทด้านพลังงานทั้งไทยและต่างประเทศมากว่า 30 ปี กล่าวกับบีบีซีไทยว่า สถานการณ์น้ำมันดิบที่เข้ามายังโรงกลั่นของไทยน้อยลงจริงโดยเฉพาะที่มาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งปกติจะมีตัวเลขราว 500,000 บาร์เรล/วัน

อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่าน้ำมันดิบที่ยังเข้ามาในโรงกลั่นของไทยยังสามารถกลั่นออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ อาทิ น้ำมันเบนซินหรือดีเซลแล้วกระจายออกไปได้ แต่ "น้ำมันสำรอง พอคนเติมกันมาก ๆ มันก็ต้องหมดเป็นเรื่องธรรมดา"

เกี่ยวกับปริมาณน้ำมันที่กลั่นในประเทศไทย นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ออกมาชี้แจง เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ว่าปัจจุบันไทยมีกำลังการกลั่นรวมอยู่ที่ 175 ล้านลิตร/วัน โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้ออกมา ประกอบไปด้วย
  • น้ำมันเบนซินอยู่ที่ 32-33 ล้านลิตร
  • น้ำมันดีเซล 75-80 ล้านลิตร
  • นํ้ามันเครื่องบินเจ็ต 25 ล้านลิตร
  • นํ้ามันเตา 13 ล้านลิตร
  • แก๊สหุงต้มและแอลพีจี รวม 6-7 ล้านกิโลกรัม
เมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงระหว่างเดือน ม.ค.-ธ.ค. 2568 โดยกรมธุรกิจพลังงาน บีบีซีไทยพบว่า คนไทยใช้เชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 154.85 ล้านลิตร/วัน

น้ำมันดีเซล ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในสัดส่วนที่มากที่สุดสำหรับประเทศไทย

แม้ตัวเลขเปรียบเทียบนี้จะสะท้อนว่าไทยยังมีน้ำมันใช้ อย่างไรก็ดี เจ้าของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. แฟรนไชส์ใน จ.จันทบุนี บอกกับบีบีซีไทยว่า ในฐานะเจ้าของสถานีบริการน้ำมันรายย่อยผู้เผชิญกับปัญหาโดนลดคำสั่งซื้อ เธอสะท้อนว่า เธอเข้าใจเรื่องความตระหนกของประชาชน และความไม่มั่นใจที่มีต่อหน่วยงานของรัฐ

"ชาวบ้านไม่มั่นใจว่าน้ำมันจะเพียงพอไหม แถวจันทบุรีจะเป็นการเกษตรส่วนใหญ่ ถ้าเขาไม่มีน้ำมันเพื่อเอาไปรดน้ำ ทำสวน ผลผลิตในปีนั้นเขาเสียหาย ซึ่งมันเป็นรายได้หลักของเขา เขาก็เลยต้องมีการกักตุนเพราะว่าถ้าเขาพลาดตรงนี้ ทั้งปีเขาอาจจะไม่มีรายได้เลย" ปริมกล่าว

ในฐานะผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันรายย่อย เธออยากให้ภาครัฐเข้ามาตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นหน้างานจริง ๆ ว่าปัญหาอยู่ที่จุดไหนกันแน่

"ขนาดเราเป็นเจ้าของปั๊ม เรายังไม่รู้เลยว่ามันพอไหม แล้วลูกค้าเขาก็มาถามเหมือนกันว่ามันจะหมดไหม ซึ่งเราก็ยังตอบลูกค้าไม่ได้เลย" ปริมกล่าวกับบีบีซีไทย

เท่านั้นยังไม่พอ ปริมบอกว่าจากระบบการสั่งน้ำมันตอนนี้ ซึ่งตามปกติแล้วปั๊มรายย่อยแบบเธอจะสั่งน้ำมันวันต่อวัน เธอไม่รู้ได้เลยว่าแต่ละวันจะได้น้ำมันกลับมาที่ปั๊มน้ำมันของเธอเท่าไหร่

"อย่างสมมติออเดอร์ที่เราสั่งวันนี้ ที่จะมาพรุ่งนี้ เราลุ้นแบบ 3 ทุ่ม 4 ทุ่มว่าพรุ่งนี้เราจะได้ไหม" โดยปริมอธิบายเพิ่มเติมว่า การลุ้นของเธอนั้นก็คือรอดูจากข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือว่าจะหักเงินจากบัญชีออกไปเท่าไหร่

บีบีซีไทยติดต่อสอบถามไปยัง ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก โดยสอบถามว่าการตัดโควตาน้ำมันของปั๊มรายย่อยเกิดขึ้นจริงหรือไม่และเพราะเหตุใด รวมถึงสอบถามสถานการณ์การขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังปั๊มต่าง ๆ การแก้ปัญหาร่วมกับจ็อบเบอร์ และความเพียงพอของน้ำมันดิบที่นำเข้ามากลั่น แต่ไม่ได้รับคำตอบกลับมาภายในเวลาที่ลงบทความ

เกิดการกักตุนน้ำมันจริงหรือไม่



รศ.ดร.รักไทย ชี้ว่าปัญหาสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัดคือการกระจายน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังผู้ค้าน้ำมันระดับย่อย หรือผู้ที่ค้าน้ำมันไม่เกิน 100,000 เมตริกตันต่อปี ตามมาตราที่ 10 ของ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดการกักตุนน้ำมันจากฝั่งผู้ค้าน้ำมันบางรายเพื่อรอเก็งกำไร

"เขา [ผู้ค้ารายย่อย] เห็นว่ารัฐบาลมีแนวโน้มที่จะลดเงินอุดหนุนในส่วนของดีเซลก็ดี เบนซินก็ดี เพื่อปล่อย [ราคา] ไปตามตลาดโลก หลาย ๆ เจ้า ก็ต้องพูดความจริง ตรงไปตรงมาว่าก็มีการกักตุนน้ำมัน เพื่อเก็งกำไร อันนี้เป็นปัญหาว่ารัฐบาลจะทำอย่างไร" รศ.ดร.รักไทยกล่าวกับบีบีซีไทย เมื่อ 16 มี.ค.

เกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่าปั๊มน้ำมันรายย่อยกักตุนน้ำมัน เจ้าของปั๊มน้ำมันรายย่อยอย่างปริมบอกกับบีบีซีไทยว่า ปัญหาของเธอคือได้รับน้ำมันมาน้อยกว่าความต้องการขายจริง ๆ

เธอเสริมว่า "สมมติ 8,000 ลิตร ถ้าเราให้ลูกค้าคันละ 1,000 บาท ก็จะได้แค่ประมาณ 200 กว่าคัน หลังจากนั้นก็คือพนักงานเราก็ว่างเลย"

เจ้าของปั๊มน้ำมันรายนี้บอกกับบีบีซีไทยเพิ่มเติมว่า เธอยังได้คุยกับเจ้าของปั๊มน้ำมันรายอื่น ๆ ในพื้นที่เดียวกัน และพบว่าโดนตัดคำสั่งซื้อเช่นเดียวกัน

ปริมยังตั้งคำถามกลับไปถึงรัฐบาลว่า สรุปแล้วน้ำมันที่บอกว่ามีเพียงพออยู่ที่ไหนกันแน่

"ไม่มั่นใจว่าเป็นทางคลัง [น้ำมัน] ที่กั๊กไว้เองไว้ไหม… ไม่ให้น้ำมันเต็มความต้องการ… เพราะว่าเจ้าของปั๊มเองก็ไม่ได้น้ำมันอยู่ดี" ปริม ระบุ

จากแถลงการณ์ของนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เมื่อ 17 มี.ค. ซึ่งออกมายกมือไหว้ขอโทษประชาชนที่ต้องเผชิญกับภาวะน้ำมันหน้าปั๊มไม่เพียงพอ ระบุว่า ปัญหาที่แท้จริงเป็นเรื่อง "คอขวด" ของการขนส่งน้ำมัน

เขาอธิบายว่า ตามปกติเมื่อโรงกลั่นกลั่นน้ำมันออกมาได้ก็จะส่งให้กับปั๊มย่อยแบรนด์ต่าง ๆ และปั๊มอิสระ และยังส่งให้กับผู้ค้าคนกลางหรือที่เรียกกันว่า "จ็อบเบอร์" ด้วย

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานอธิบายว่าที่ผ่านมาในช่วงสงครามการขนส่งน้ำมันให้กับจ็อบเบอร์อาจเกิดความผิดพลาดทำให้บางจุดไม่ได้รับน้ำมัน ซึ่งภาครัฐโดยนายกรัฐมนตรีได้มีการสั่งการลงมาแล้ว และจะมีการดำเนินความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อขยายเวลาขนส่งน้ำมัน

โรงกลั่นรายใหญ่กับผู้ค้าคนกลาง (จ็อบเบอร์) มีส่วนหรือไม่ มีคำชี้แจงอย่างไร


"ผมว่าไม่ต้องไปถามหารายย่อย วันนี้ถามหารายใหญ่เลย โรงกลั่นทุกวันนี้ คุณปล่อยน้ำมันจำนวนลิตรเท่ากับก่อนสงครามไหม" รศ.ดร.รักไทย กล่าว

เสียงสะท้อนที่ออกมาจากฝั่งเจ้าของปั๊มรายย่อยที่เป็นแฟรนไชส์ของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) รวมถึงสถานะความสำคัญของบริษัทในกลุ่ม ปตท. กับการเป็นเจ้าของโรงกลั่นมากถึง 3 โรง จากทั้งหมด 6 โรงกลั่นของประเทศไทย ทำให้บริษัทมหาชนแห่งนี้ ที่มีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่เป็นอันดับที่ 1 ด้วยสัดส่วนถึง 51.38% ลงมาอยู่ในสมการน้ำมันหน้าปั๊มขาดแคลนโดยตรง

บีบีซีไทยสอบถามไปยัง ผศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายพลังงาน ว่าประเด็นที่โรงกลั่นตัดลดคำสั่งซื้อของเจ้าของปั๊มรายย่อยถือว่าผิดหรือไม่

อาจารย์ด้านกฎหมายพลังงานรายนี้กล่าวว่า เนื่องจากไม่มีใครได้เห็นสัญญาระหว่างปั๊มรายย่อย กับเจ้าของแฟรนไซส์หรือโรงกลั่น จึงไม่สามารถวิเคราะห์ได้ 100% อย่างไรก็ดี เขาอธิบายว่า ตามปกตินั้น ธรรมชาติของสัญญาประเภทนี้จะเป็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้างระยะยาว หรือ สัญญาซื้อขายสินค้าระยะยาว (Long Term Supply Agreement) ซึ่งถ้าในสัญญาเหล่านี้มีข้อยกเว้นเอาไว้ อาทิ ผู้ขายมีสิทธิที่จะลดปริมาณการขายได้ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่ระบุไว้ "อย่างนี้ก็ถือว่าไม่ผิด"

"ถ้าเป็นเหตุสุดวิสัย อยู่เหนือการควบคุมของตัว [บริษัท] เช่น ถูกรัฐบาลสั่งมาหรือเป็นเหตุที่เขาเรียกว่า Beyond Control [อยู่เหนือการควบคุม]... อย่างนี้ ต่อให้ลดคำสั่ง ลดการจัดหาสินค้าให้ก็ไม่ผิดสัญญา" ผศ.ดร.ปิติ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.รักไทย กล่าวเช่นเดียวกันว่า โรงกลั่นอย่าง ปตท. ที่อยู่ภายใต้มาตรา 7 ของ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 สามารถพิจารณาลดการจ่ายน้ำมันให้กับผู้ประกอบการตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ. เดียวกันนี้ได้ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

อาจารย์จาก มศว รายนี้อธิบายเพิ่มว่า สัญญาของฝั่งเชื้อเพลิงและพลังงานนั้น "ไม่ได้มี binding agreement [ข้อตกลงหรือสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างคู่สัญญา ซึ่งบังคับให้ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้] ไม่ได้เป็นแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่คุณต้องรับขั้นต่ำเท่านั้นเท่านี้"

เขายังเสริมว่า ในช่วงแรกเขาก็มองไปที่ปั๊มรายย่อยหรือแม้แต่จ็อบเบอร์ว่าอาจเป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้เกิดการกักตุนน้ำมัน อย่างไรก็ดี ในช่วงหลังมานี้คำถามเริ่มไปสู่ตัวโรงกลั่นรายใหญ่อย่าง ปตท. เองว่า เป็นโรงกลั่นเองหรือไม่ที่ลงมาอยู่ในสมการน้ำมันขาดแคลนครั้งนี้ด้วย

"แต่วันนี้ผมเชื่อว่า ถ้าเหตุการณ์มันจลาจลอย่างนี้ เราต้องไปดูการปล่อยน้ำมันต่อวัน ยังปล่อยในอัตราเดิมหรือเปล่า ซึ่งข้อมูลนี้มันดูได้ ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงานดูได้ แต่ไม่แน่ใจว่าเขาเปิดเผยได้ไหม กล้าเปิดเผยเลยหรือเปล่า"

"ผมว่าไม่ต้องไปถามหารายย่อย วันนี้ถามหารายใหญ่เลย โรงกลั่นทุกวันนี้ คุณปล่อยน้ำมันจำนวนลิตรเท่ากับก่อนสงครามไหม"

รศ.ดร.รักไทย กล่าวว่า สุดท้ายแล้วหากมีการเปิดตัวเลขปริมาณการขายน้ำมันเชื้อเพลิงจากโรงกลั่นออกมาจริง ก็จะช่วยไขข้อข้องใจได้ว่าเป็นโรงกลั่น พ่อค้าคนกลางอย่างจ็อบเบอร์ หรือปั๊มรายย่อยที่กักตุนกันแน่

ล่าสุด ณ วันที่ 19 มี.ค. นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล ซึ่งนั่งเป็นประธาน ศบก. ประจำวันนี้ ระบุระหว่างการประชุมว่า "ฝั่งรัฐบาล เราก็ต้องขอให้ท่าน [โรงกลั่นน้ำมัน] ได้ตอบให้ชัดเจนว่า น้ำมันดิบที่เข้าโรงกลั่นแต่ละโรงมีปริมาณเท่าไหร่ แตกต่างจากช่วงปกติแค่ไหน โรงกลั่นทุกโรงเดินเครื่องตามขีดความสามารถแล้วหรือไม่ น้ำมันสำเร็จรูปแต่ละประเภทที่โรงกลั่นแต่ละโรงกลั่นออกมา มีจำนวนอย่างไรเทียบกับช่วงปกติมีปัญหาในการจัดส่งอย่างไร แล้วก็มีการกำหนดโควตาในการส่งน้ำมันให้แต่ละคลังน้ำมันหรือไม่"

อย่างไรก็ดี ณ ช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์สั้น ๆ กับนักข่าวระบุว่า "คือที่เราเคยใช้อยู่ประมาณ 67 ล้านลิตร/วัน มันเพิ่มเป็น 84 ล้านลิตร/วัน ทั้งที่ input [สิ่งที่ป้อนเข้า] เท่าเดิม กำลังการผลิตเท่าเดิม ยังไม่มีปัญหาเรื่องการนำเข้า แล้วก็มาบริหารสถานการณ์ให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่ามันไม่ได้ขาด ไม่มีการขาดแคลน" นายอนุทินกล่าว

แม้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ตอบคำถามของบีบีซีไทยเกี่ยวข้อร้องเรียนจากเจ้าของปั๊มรายย่อยของแบรนด์ที่ถูกตัดลดคำสั่งซื้อลงกลับมาภายในเวลาที่เราลงบทความฉบับนี้ อย่างไรก็ดี ในแถลงการณ์ที่บริษัทส่งให้กับสื่อมวลชนในวันนี้ (19 มี.ค.) บริษัทฯ ระบุว่า โรงกลั่นน้ำมันในกลุ่ม ปตท. ซึ่งคิดเป็น 60% ของการผลิตประเทศ เดินเครื่องได้เต็มที่เกิน 100% เพื่อสนองความต้องการน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ และเดินหน้าเต็มที่ในการส่งผลิตภัณฑ์ให้สถานีบริการที่เป็นลูกค้า รวมถึงจ็อบเบอร์ที่เป็นลูกค้าประจำ โดยจะเริ่มมีการควบคุมราคาที่ขายให้จ็อบเบอร์ให้เท่ากับราคา ณ หน้าสถานีบริการ เพื่อป้องกันไม่ให้จ็อบเบอร์ไปเติมน้ำมันจากสถานีบริการ

บริษัทยืนยันว่า "โรงกลั่นน้ำมันของกลุ่ม ปตท. เดินเครื่อง 109% ผลิตดีเซลเพิ่ม 7% และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ออกเต็มที่ ไม่มีการเก็บสต็อกทั้งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เกินกว่าปกติ"

สำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับผู้ค้าน้ำมันในเครือ ปตท. อย่าง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) แถลงการณ์ชี้ว่า มีการจำหน่ายน้ำมันดีเซลมากกว่าปกติ 35% และจำหน่ายสินค้าออกเต็มขีดความสามารถ จนทำให้ปริมาณ "ดีเซลและเบนซิน ลดลงกว่าปกติ 50% จนใกล้ติดปริมาณน้ำมันสำรองตามกฎหมาย"




พรรคประชาชน ชี้เหตุกักตุนมาจากความผิดพลาด 2 ข้อใหญ่

ต่อประเด็นที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาตั้งโต๊ะแถลงเช่นเดียวกัน เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ในฐานะตัวแทนพรรคประชาชน โดยชี้ว่า ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุสำคัญมาจากที่รัฐบาล โดยเฉพาะนายอนุทิน นายกรัฐมนตรี และนายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรี พยายามย้ำกับสังคมว่าน้ำมันสำรองของไทยนั้นมีอย่างเพียงพอ แต่ประชาชนกลับไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเมื่อปั๊มน้ำมันหมดพวกเขาต้องไปเติมน้ำมันที่ไหน

"ตราบเท่าที่รัฐบาลไม่สามารถตอบคำถามให้กับประชาชนได้ ตราบนั้นความปั่นป่วน ความกังวลก็จะดำรงอยู่" นายวีระยุทธ กล่าว

เขาอธิบายว่าการบริหารงานของรัฐบาลผิดพลาด 2 ประการ โดยเริ่มอธิบายว่า ความผิดพลาดของการบริหารกองทุนน้ำมันคือการประกาศว่าจะมีการพยุงราคาเป็นเวลา 15 วัน ซึ่งทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาดโดยฉับพลัน

ประการแรกมาจากฝั่งผู้ขาย ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ เนื่องจากเมื่อผู้ประกอบการทราบว่าจะมีการตรึงราคาถึงช่วงเวลาหนึ่ง ก็จะทำให้เกิดความต้องการกักตุนน้ำมันเพื่อรอขายในจังหวะที่ราคาสูงขึ้น ในเวลาเดียวกัน ฝั่งประชาชนที่รู้ว่าราคากำลังจะขึ้น ก็จะอยากรีบเข้ามากักตุนน้ำมัน

"พออยากซื้อมากกว่าปกติ กับอยากขายน้อยกว่าปกติ มันก็เกิดข่องว่าง ไม่แปลก" รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว

ประการที่สองคือการเรียกประชุมเร่งด่วนของรัฐบาลเมื่อวันที่ 15 มี.ค. เป็นการเรียกแค่กลุ่มผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่เข้าไปพูดคุย แต่ละเลยกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กซึ่งเปรียบได้กับเส้นเลือดฝอยไปสู่ประชาชนในท้องถิ่นโดยตรง

เขากล่าวว่า ปัจจุบันเป็นฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งชาวนาและเกษตรกรต้องใช้น้ำมันจำนวนมากสำหรับเครื่องมือเครื่อจักร แต่เมื่อมีประกาศออกมาว่าห้ามเติมน้ำมันผ่านแกลลอนซึ่งแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่เกษตรกรใช้กัน ก็สร้างปัญหาให้กับประชาชนจำนวนมาก แต่เพราะรัฐบาลไม่ได้เรียกผู้ที่ได้รับผลกระทบรายเล็กรายน้อยเหล่านี้ เข้าไปนั่งในการประชุมเพื่อเล่าปัญหาของพวกเขา เสียงของประชาชนเหล่านี้จึงถูกละเลย

นายวีระยุทธ ยังชี้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างเลวร้ายต่อผู้ประกอบการหรือประชาชนรายเล็กรายน้อยอย่างมาก และกว้างขวางในหลายภาคส่วนตั้งแต่ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันรายย่อย เกษตรกร ชาวประมง ไปจนถึงภาคขนส่ง

รัฐบาลแทรกแซงได้หรือไม่


นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมด่วนร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ณ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2569 เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานหลังวิกฤตในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง

เมื่อถามผู้เชี่ยวชาญทั้งสองต่อไปว่า หากเกิดเหตุกักตุนจากฝ่ายใดก็ตาม ในยามวิกฤตเช่นนี้รัฐบาลสามารถเข้าไปแทรกแซงได้หรือไม่

ผศ.ดร.ปิติ อธิบายว่า ตามปกติแล้วรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงบริษัทหรือผู้ประกอบการได้โดยไม่มีเหตุอันควร อย่างไรก็ดี พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ระบุว่า นายกมีอำนาจออกคำสั่ง กำหนดมาตรการใด ๆ ก็ได้ อาทิ การผลิต จำหน่าย ขนส่ง หรือการมีไว้ในครอบครอง

"เป็นซูเปอร์พาวเวอร์ แต่ต้องเป็นเพื่อป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง คุณตั้งหลักไว้เลยว่าอยู่ดี ๆ อำนาจมันไม่ได้มาโดยไม่มีเหตุ มันต้องมีเหตุก่อน ถึงมีอำนาจ" อาจารย์ด้านนิติศาสตร์พลังงาน กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.รักไทย เสริมในมิติกระบวนการดำเนินการว่า เนื่องจาก ปตท. มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ เพราะฉะนั้นกลไกที่มีรัฐบาลสามารถเข้ามาแทรกแซงได้ แม้จะอยู่ในสถานะรัฐบาลชั่วคราวก็สามารถทำได้ "ตอนนี้สถานการณ์ต้องยอมรับคือวิกฤต ไม่ว่าวิกฤตภายนอกและวิกฤตภายในประเทศ รัฐบาลแทรกแซงได้"


"ท่านรัฐมนตรีพลังงาน ท่านก็มาจาก ปตท. เก่า ผมว่าท่านมีข้อมูลอยู่แล้ว... จริง ๆ ต้องทำได้" รศ.ดร.รักไทย กล่าว

https://www.bbc.com/thai/articles/cly1y24ld1lo



ขณะนี้ กองทัพสหรัฐฯ ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์โจมตี Apache และเครื่องบินเจ็ต A-10 Warthog เข้าประจำการในภูมิภาคช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง นอกจากนี้ ยังมีนาวิกโยธิน 2,200 นายกำลังมุ่งหน้าไปยังภูมิภาคนี้ โดยมีภารกิจที่เป็นไปได้ในการยึดเกาะ Kharg






 

ใครอยากรู้ รายละเอียดชื่อผู้พิพากษา นำคณะไปดูงานต่างประเทศ เพจ CSI LA ลงชื่อครบ


Te Neti
10 hours ago
·
สื่อไม่กล้าลงรายละเอียดชื่อผู้พิพากษา นำคณะไปดูงานต่างประเทศ แต่เพจ CSI LA ลงชื่อครบ https://shorturl.at/OevaA

จริงๆผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่นำโดย นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล รองประธานศาลฎีกา นำคณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ดูงานที่ ฝรั่งเศส โมนาโก อิตาลี วันที่ 22-23 มีนาคมนี้ นี่ไม่ใช่คณะแรกนะครับ เพราะ เมื่อเดือนกุมภา ปีที่แล้ว นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล ก็นำผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ไปดูงานที่ เดนมาร์ก

อ่านข่าว จากเว็บกระทรวงต่างประเทศ
https://www.mfa.go.th/th/content/copenhagen-110325-8...

เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ นายภูวิศ วิสารทสกุล อุปทูตฯ ได้ให้การต้อนรับคณะผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ ๒๔ คณะที่ ๑ นำโดยนายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

น่าสังเกตุว่า ประเทศที่ผู้พิพากษาเดินทางไปดูงานทั้ง เดนมาร์ก ฝรั่งเศส โมนาโก อิตาลี ล้วนเป็นประเทศที่มีคะแนนเรื่องเสรีภาพอยู่ในอันดับต้นๆของโลก จากการจัดอันดับของ Freedom House

เมื่อเทียบกับการที่ศาลฎีกาประเทศไทย ตัดสินจำคุกด้วยคดี 112 เป็นสถิติสูงสุดถึง 46 ปี

ถ้าคิดในแง่ดี พวกท่านผู้พิพากษาศาลฎีกาอาจจะกำลังรีเสิร์ชเรื่องการตัดสินจำคุกประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์ล้อเลียนประมุขของประเทศอยู่ก็ได้ครับ ที่ต้องไปทุกปี เพราะยังหาไม่เจอว่ามีประเทศที่มีภูมิทัศน์งดงาม อากาศดีที่ไหนในยุโรป ตัดสินจำคุกประชาชนขนาดนี้ นี่ไป ฝรั่งเศส โมนาโก อิตาลี ครั้งนี้ก็ยังอาจจะหาไม่เจอครับ ปีหน้าก็น่าจะไปหาที่ประเทศอื่นอีก

ว่าแต่ตัดสินจำคุกคนด้วยมาตรา 112 ขนาดนี้ จริงๆไปดูงานแถวเขมรก็ได้ครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=26092932933725440&set=a.696962643749152





CSI LA บอกผู้พิพากษาศาลฎีกา 26 คน ไปดูงาน 10 วันเต็ม ฝรั่งเศส–โมนาโก–อิตาลี มีทั้ง “น้ำหอม–ห้างหรู–วิถีชีวิตยุโรป” 📍 Rinascente ห้างสรรพสินค้าหรูของอิตาลีสำหรับช้อปปิ้ง ไม่ใช่หน่วยงานราชการหรือด้านกฎหมาย 📍 โรงงานน้ำหอม 📍 ปารีส นีซ มิลาน

https://www.facebook.com/CSILA90210/posts/1451779806331295

CSI LA
Yesterday
·
ผู้พิพากษาศาลฎีกา 26 คน ไปดูงาน “น้ำหอม–ห้างหรู–วิถีชีวิตยุโรป” 10 วันเต็ม ฝรั่งเศส–โมนาโก–อิตาลี
มีทั้ง
Rinascente ห้างสรรพสินค้าหรูของอิตาลีสำหรับช้อปปิ้ง ไม่ใช่หน่วยงานราชการหรือด้านกฎหมาย
โรงงานน้ำหอม
ปารีส นีซ มิลาน
คำถามคือ…
พวกเขาไป ดูงานกระบวนการยุติธรรม
หรือ “ทริปยุโรประดับ VIP ศึกษางานห้างหรู กันแน่
งบประมาณใคร? ภาษีประชาชนหรือเปล่า? แล้วสิ่งที่ประชาชนได้กลับมา คืออะไร?
.....






เรื่องที่ทรัมป์พูดเรื่องเพิร์ล ฮาร์เบอร์ กับทาคาอิจินี่ ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดีนะครับ (ผู้สังเกตการณ์สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในท่าทีของเธอ รอยยิ้มของเธอ "หายไป" และเธอเบิกตาโตด้วยความตกใจ แม้ว่าเธอจะยังคงรักษามารยาททางการทูต)


Nut Kun นัทคุง
11 hours ago
·
เรื่องที่ทรัมป์พูดเรื่องเพิร์ล ฮาร์เบอร์ กับทาคาอิจินี่ ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดีนะครับ จะบอกว่ารสนิยมแย่ (tasteless) หรือปากพาไปเรื่อย หรือพูดไม่คิด ก็คงว่าได้

ถ้าตามเพจผมมาระยะนึงคงรู้ว่าผมไม่ได้ชอบทั้งคู่เลย แต่งานนี้แบบ หน้าอาจารย์แดงลอยขึ้นมาเลยครับ

คือถ้าพูดในวงปิด วงเหล้าฮาๆ คงไม่เป็นไร นี่ตอบนักข่าวญี่ปุ่น ต่อหน้านายกฯ ญี่ปุ่นแบบนี้ คือไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยครับ พวกฮาก็คงมีแต่พวกสายเชลียร์อยู่แล้ว

คือต่อให้มีเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายในการคุยครั้งนี้ แต่พอพูดเรื่องนี้ออกมา ทำให้ทาคาอิจิลำบากเปล่าๆ ครับ

คือ กลับญี่ปุ่น ถ้าไม่มีการแย้งเรื่องนี้เลย ทั้งสื่อทั้งฝ่ายค้านก็เล่นได้สบายๆ แล้วบังคับให้ทาคาอิจิต้องหาทางตอบให้คนที่สนับสนุนตัวเองพอใจได้ด้วย

แทนที่จะช่วยหาทางให้คนที่เป็นพันธมิตรของตัวอง บริหารงานได้สบายๆ จะได้ช่วยกัน นี่พูดเอาฮา ที่เหลือมึงไปเคลียร์เองนะ ก็ไม่ไหวอ่ะครับ

แต่ จะหวังอะไรล่ะครับ เดี๋ยวพวกเชลียร์ก็บอกว่า นี่แหละ 5D Chess ฉลาดโคตรๆ เมก้าเคลเวอร์ เฮิ้ม

นี่จะหวังให้ญี่ปุ่นไปช่วยเปิดช่องแคบ ผมก็แบบ จะให้เขาทำอะไรขัดรัฐธรรมนูญ แต่พูดแบบนี้เนี่ยนะ เฮิ้ม แล้วเสือกไม่บอกเขาก่อน ทีแบบนี้จะขอให้ช่วย

รออ่านข่าวกับคอลัมน์เรื่องนี้ต่อไปยาวๆ ครับ มหามิตรชิบหา

https://www.facebook.com/photo?fbid=1494783452009197&set=a.212460006908221







(Google Gemini)

ปฏิกิริยาต่อการที่ทรัมป์ปกปิดการทิ้งระเบิดอิหร่านโดยอ้างถึงเหตุการณ์โจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ของญี่ปุ่น

ความคิดเห็นระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิของญี่ปุ่นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากทั้งในแวดวงการทูตและในหมู่ประชาชน ในระหว่างการประชุมที่ห้องทำงานรูปไข่เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2026 ทรัมป์ได้ปกป้องการตัดสินใจของเขาที่จะเก็บเรื่องการเริ่มปฏิบัติการ Epic Fury (การทิ้งระเบิดอิหร่าน) เป็นความลับจากพันธมิตรของสหรัฐฯ รวมถึงญี่ปุ่น โดยอ้างถึงเหตุการณ์โจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในปี 1941 อย่างชัดเจน

การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

เมื่อนักข่าวชาวญี่ปุ่นถามว่าทำไมพันธมิตรจึงไม่ได้รับแจ้งก่อนการโจมตี ทรัมป์ให้เหตุผลว่าการขาดการสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อ "ความประหลาดใจ" จากนั้นเขาก็หันไปหานายกรัฐมนตรีทาคาอิจิและกล่าวว่า:

"เราไม่ได้บอกใครเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะเราต้องการความประหลาดใจ ใครจะรู้จักความประหลาดใจได้ดีไปกว่าญี่ปุ่น ทำไมคุณไม่บอกผมเกี่ยวกับเพิร์ลฮาร์เบอร์ล่ะ โอเคไหม?"

ปฏิกิริยาทันที

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ: ผู้สังเกตการณ์สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในท่าทีของเธอ รอยยิ้มของเธอ "หายไป" และเธอเบิกตาโตด้วยความตกใจ แม้ว่าเธอจะยังคงรักษามารยาททางการทูตและต่อมาได้ยกย่องศักยภาพของทรัมป์ในการบรรลุสันติภาพ แต่เธอก็ไม่ได้ตอบโต้คำพูดเสียดสีนั้น

แวดวงการทูต: นักวิจารณ์เรียกคำพูดนี้ว่า "ความผิดพลาดทางการทูตที่เลวร้ายที่สุดของอเมริกาในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นหลังสงคราม" การอ้างถึงเรื่องนี้ถือว่ามีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ เนื่องจากรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นที่เน้นสันติภาพและบทบาทที่ละเอียดอ่อนของญี่ปุ่นในวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางในปัจจุบัน

ท่าทีของทำเนียบขาว: เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในเหตุการณ์อธิบายว่าคำพูดดังกล่าวเป็น "เรื่องตลก" และเน้นย้ำว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการหารือเชิงนโยบายอย่างเป็นทางการใดๆ ยังไม่มีการออกคำขอโทษหรือคำชี้แจงอย่างเป็นทางการ


 





ว่ากันว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแล้วคนเล่า หลีกเลี่ยงการพูดถึงการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ของญี่ปุ่น เพราะทุกคนก็รู้ว่ามันเป็น “ปม” สำคัญในจิตใจคนญี่ปุ่น แต่เมื่อวานโดนัลด์ ทรัมป์ เอาเรื่องนี้มาพูดอย่างสนุกปาก






https://x.com/pipob69/status/2034828252498587803


 


 

‘ทางโล่งที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ’ โจทย์ท้าทายของ “รัฐบาลอนุทิน 2” จึงอยู่ที่ว่า รัฐบาลจะนำเอา “ความเข้มแข็งในทางการเมือง” ของตนเอง มาช่วยค้ำยันนำพา “เศรษฐกิจ-สังคม-ประชาชน” ให้รอดพ้นจากวิกฤตได้อย่างไร?



‘ทางโล่งที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ’ | ปราปต์ บุนปาน

20.03.2026
มติชนสุดสัปดาห์

ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน

พรรคภูมิใจไทยกำลังเดินไปบน “ทางโล่งสะดวก” ในกระบวนการจัดตั้ง “รัฐบาลอนุทิน 2”

การโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร/ประธานรัฐสภา และการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีล้วนดำเนินไปอย่างราบรื่นไม่มีปัญหา

ขั้นตอนต่อไปคือการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งก่อนหน้านี้ สังคมก็ได้เห็นรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีกันเกือบจะครบทั้งคณะแล้ว

ที่สำคัญกว่าเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล คือ “มลทิน-รอยด่างพร้อย” ต่างๆ ที่เคยแปดเปื้อนแผ้วพานพรรคภูมิใจไทย-เครือข่ายสีน้ำเงิน ก็ดูเหมือนจะค่อยๆ ถูกเคลียร์หรือชำระล้างไปทีละเรื่องสองเรื่อง

ดังแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นกับคดีฮั้ว ส.ว. คดีเรื่องการถือครองหุ้นของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” และอาจรวมถึงคดีที่ดินเขากระโดง

เหลือแค่กรณี กกต. พิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับเรื่องไว้วินิจฉัยว่าประเด็นดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ที่พอจะทำให้เกิด “ความเสียวทางการเมือง” อยู่บ้าง

แต่หากถามคอการเมืองจำนวนมาก ส่วนใหญ่ก็คงเชื่อกันว่า “รัฐบาลอนุทิน 2” จะอยู่รอดปลอดภัยจากกรณีนี้ แล้วได้เดินหน้าบริหารราชการแผ่นดินต่อไป แบบมีเสถียรภาพเต็มร้อย


อนุทิน ชาญวีรกูล

แม้ “หนทางโล่งสะดวก” ข้างต้น จะมีปัจจัยแง่บวกมาหนุนเสริมมากมาย ทว่า เส้นทางสายนี้กลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสียทีเดียว

เพราะมี “ขวากหนาม” เป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้อย่างสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่สถานการณ์วิกฤตพลังงาน ณ ปัจจุบัน

ถ้ายังมองโลกในแง่ดี วิกฤตที่เกิดขึ้นก็อาจนำไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ และใหญ่ๆ เช่น โอกาสในการดึงต่างชาติที่ย้ายฐานจากภูมิภาคตะวันออกกลาง (ซึ่งมีปัญหาด้านความมั่นคงและความปลอดภัย) เข้ามาลงทุนในบ้านเรา หรือโอกาสในการหันไปพึ่งพาพลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาดมากขึ้น

ดังที่ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ของ “รัฐบาลอนุทิน 1-2” เพิ่งแสดงวิสัยทัศน์เอาไว้อย่างน่าสนใจ ในงานสัมมนา “Prachachat Exclusive Forum 2026 : The-Long-Game #เกมธุรกิจฆ่าไม่ตาย” ที่จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสภาวะฉุกละหุกวุ่นวายตอนนี้ ประเด็นที่คนธรรมดาทั่วไปยังไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจ ก็คือ นี่เป็นเพียงปัญหาความตื่นตระหนกตกใจไปเองของผู้บริโภคชาวไทย รวมทั้งปัญหาเรื่องการขนส่งกระจายน้ำมัน หรือเป็นอาการป่วยไข้อันเกิดจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ฝังรากลึกมายาวนานกว่านั้น

หากเป็นปัญหาอย่างหลัง นี่ก็จะเป็นงานยากขึ้นไปอีกของรัฐบาล


เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

ผู้รู้บางส่วนพยายามเตือนมาตลอดว่า ปัญหาสภาพเศรษฐกิจไทยที่ซึมยาวมานานหลายปีแล้วนั้น มีจุดใหญ่ใจความสำคัญอยู่ตรงการที่ “คนข้างล่าง” ไม่มีเงินในกระเป๋า

แน่นอนว่า หลายคนคงไม่อยากให้วิกฤตน้ำมันเที่ยวนี้กลายเป็น “จุดระเบิด” ที่ทำให้ประชากรหรือเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศต้องพังทลายลง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น “คนรวยข้างบน” ก็จะอยู่กันไม่ได้ด้วย

หรือหากเชื่อเรื่อง “ทฤษฎีกบต้ม” เราๆ ท่านๆ ก็คงจะไม่อยากมีชะตากรรมเป็นกบที่ถูกต้มสุกแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว (จริงๆ อาจพอรู้อยู่แต่หลอกตัวเองกันเรื่อยมา) ในสภาวการณ์เช่นนี้

โจทย์ท้าทายของ “รัฐบาลอนุทิน 2” จึงอยู่ที่ว่า รัฐบาลจะนำเอา “ความเข้มแข็งในทางการเมือง” ของตนเอง มาช่วยค้ำยันนำพา “เศรษฐกิจ-สังคม-ประชาชนไทย” ให้รอดพ้นจากวิกฤตได้อย่างไร?

https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_887500




มีคาดการณ์กันว่า สงครามอิหร่าน จะเป็นการทำศึกที่ผลาญเงินของสหรัฐฯ สูงที่สุด ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมไปถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจมหาศาลที่ตามมา พันธมิตรของทรัมป์กล่าวว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ “อ่อนแอกว่าที่เราคิด และอัตราเงินเฟ้อก็แย่กว่าที่เราคิด” “ผมไม่คิดว่าเศรษฐกิจนี้จะรับมือกับราคาน้ำมัน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้”


พันธมิตรของทรัมป์กล่าวว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ “อ่อนแอกว่าที่เราคิด”

ชายคนหนึ่งซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับเลือกจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานสถิติแรงงาน (BLS) ได้เตือนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่แข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในอิหร่าน

“เศรษฐกิจอ่อนแอกว่าที่เราคิด และอัตราเงินเฟ้อก็แย่กว่าที่เราคิด” อีเจ แอนโทนี กล่าวกับไฟแนนเชียลไทมส์เมื่อวันพุธ หลังจากราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

“ผมไม่คิดว่าเศรษฐกิจนี้จะรับมือกับราคาน้ำมัน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ มันเป็นไปไม่ได้” เขากล่าว

นิวส์วีคได้ติดต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ทางอีเมลเมื่อวันพฤหัสบดี

เหตุใดจึงสำคัญ

ความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดพลังงานทั่วโลก

การโจมตีโรงงานพลังงานในอ่าวเปอร์เซียของอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้น และความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญ ยิ่งทำให้ความกังวลในตลาดเพิ่มมากขึ้น

แอนโทนีเตือนว่าต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นอาจผลักดันราคาสินค้าต่างๆ ทั่วเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้สูงขึ้น และทำให้ความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้วรุนแรงขึ้น

สิ่งที่ควรรู้

แอนโทนี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของมูลนิธิเฮอริเทจ กล่าวกับ FT ว่า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐฯ จะสูงขึ้นอันเป็นผลมาจากสงครามกับอิหร่าน และกล่าวว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะ "สร้างแรงกดดันให้ราคาสินค้าต่างๆ ทั่วทั้งเศรษฐกิจสูงขึ้น"

เขายังชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของงานที่ชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อที่สูง แม้กระทั่งก่อนเกิดความขัดแย้งกับอิหร่าน ว่าเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแอลงแล้ว

นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้กล่าวว่า ราคาพลังงานที่ลดลงในปี 2025 ช่วยสร้างแรงกดดันให้ราคาสินค้าต่างๆ ทั่วทั้งเศรษฐกิจลดลง แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับมีผลตรงกันข้าม

แอนโทนีได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้นำ BLS โดยทรัมป์ในปี 2025 ก่อนที่ประธานาธิบดีจะถอนชื่อเขาออกจากการพิจารณาเนื่องจากกังวลเกี่ยวกับประสบการณ์ของเขาสำหรับบทบาทดังกล่าว

คำเตือนของเขาเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ เกิดขึ้นในขณะที่ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกำลังส่งผลเสียต่อประธานาธิบดี

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เมื่อวันพุธที่ผ่านมาคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมและคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นในระยะสั้นเพื่อตอบสนองต่อราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ เจโรม พาวเวลล์ เตือนว่า ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของความขัดแย้งทำให้ยากที่จะคาดการณ์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

สิ่งที่ผู้คนพูดกัน

เจโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพุธว่า “ในระยะสั้น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะผลักดันอัตราเงินเฟ้อโดยรวมให้สูงขึ้น แต่ยังเร็วเกินไปที่จะทราบขอบเขตและระยะเวลาของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจ”

อีเจ แอนโทนี เขียนใน X เมื่อวันพุธว่า “หากสงครามยุติลงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจะน้อยที่สุด และอิหร่านอนุญาตให้เรือแล่นผ่านช่องแคบโดยไม่ถูกรบกวน ผลกระทบก็จะน้อยมาก แต่หากยืดเยื้อไปหลายเดือนและทำลายโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ผลกระทบก็จะใหญ่หลวง ไม่มีใครรู้ถึงอนาคต”

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป

ผลกระทบของความขัดแย้งกับอิหร่านต่ออัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงไม่แน่นอน และจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ความขัดแย้งดำเนินต่อไปและขอบเขตของความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

https://www.newsweek.com/trump-ally-says-us-economy-weaker-than-we-thought-11702260






 



 

บทความเรื่อง "เตรียมพร้อมรับมือกับอิหร่านที่อ่อนแอลงแต่ร้ายกาจยิ่งขึ้น" ในนิตยสาร Foreign Policy ผู้เขียนเสนอความเห็นว่า แม้ความขัดแย้งทางทหารที่ยืดเยื้อและปฏิบัติการ "กดดันสูงสุด" อาจประสบความสำเร็จในการลดขีดความสามารถทางทหารแบบดั้งเดิมของอิหร่าน แต่ผลที่ตามมาคือศัตรูที่สิ้นหวัง คาดเดาไม่ได้ และอันตรายยิ่งขึ้น












(Google Gemini สรุป)

บทความเรื่อง "เตรียมพร้อมรับมือกับอิหร่านที่อ่อนแอลงแต่ร้ายกาจยิ่งขึ้น" ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร Foreign Policy โดย Thomas Juneau (มีนาคม 2026) ให้ความเห็นว่า แม้ความขัดแย้งทางทหารที่ยืดเยื้อและปฏิบัติการ "กดดันสูงสุด" อาจประสบความสำเร็จในการลดขีดความสามารถทางทหารแบบดั้งเดิมของอิหร่าน แต่ผลที่ตามมาคือศัตรูที่สิ้นหวัง คาดเดาไม่ได้ และอันตรายยิ่งขึ้น

ต่อไปนี้คือบทสรุปหลักในบทความเกี่ยวกับผลลัพธ์ของสงครามและผลกระทบต่อสหรัฐฯ และตะวันออกกลาง:

1. ความขัดแย้งของอิหร่านที่ "อ่อนแอลง"

ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า ความขัดแย้งในปัจจุบันกำลังกัดเซาะตัวชี้วัดอำนาจแบบดั้งเดิมของอิหร่านอย่างได้ผล เศรษฐกิจของอิหร่านถูกบีบให้เข้าสู่ "ภาวะสงคราม" อย่างจำกัด เครือข่ายตัวแทน ("แกนแห่งการต่อต้าน") กำลังเผชิญกับความตึงเครียดอย่างมาก และโครงสร้างพื้นฐานทางทหารแบบดั้งเดิมได้รับความเสียหายอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม รัฐที่อ่อนแอไม่ได้หมายความว่าจะยอมจำนน จูโนแย้งว่า ในขณะที่อิหร่านสูญเสียอำนาจต่อรองแบบดั้งเดิมไป อิหร่านจะหันไปใช้กลยุทธ์ที่ "รุนแรง" และไม่สมมาตรมากขึ้นเพื่อรักษาอำนาจการป้องปราม

2. การเปลี่ยนไปสู่สงครามแบบ  Asymmetric and "Gray Zone" Warfare

เมื่อความสามารถของอิหร่านในการทำสงครามแบบดั้งเดิมลดลง บทความนี้คาดการณ์ถึงการเพิ่มขึ้นของ:

สงครามไซเบอร์: การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในสหรัฐฯ อิสราเอล และรัฐในอ่าวเปอร์เซียเพิ่มมากขึ้น

การลอบสังหารและการก่อการร้ายแบบเจาะจงเป้าหมาย: การเคลื่อนไหวไปสู่ความรุนแรงแบบ "ไร้พรมแดน" โดยมุ่งเป้าไปที่นักการทูต ผู้เห็นต่าง และเจ้าหน้าที่ในต่างประเทศ

การก่อวินาศกรรมทางทะเล: ความพยายามอย่างต่อเนื่องและสิ้นหวังมากขึ้นในการขัดขวางตลาดพลังงานโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อบีบให้นานาชาติยอมอ่อนข้อ

3. ขีดจำกัดนิวเคลียร์

วิทยานิพนธ์หลักของบทความนี้คือ อิหร่านที่ "อ่อนแอลง" มองว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนเป็นนโยบายประกันภัยสุดท้ายที่เหลืออยู่ สงครามน่าจะเร่งให้เกิด "การถกเถียงเรื่องระเบิดนิวเคลียร์" ภายในเตหะราน ทำให้ฉันทามติเปลี่ยนไปสู่ความจำเป็นของการมีอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันการล่มสลายของระบอบการปกครองโดยสิ้นเชิง ผู้เขียนเตือนว่าสงครามอาจเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสุดท้ายที่ผลักดันให้อิหร่านก้าวข้ามขีดจำกัดด้านนิวเคลียร์อย่างน่าประหลาดใจ

4. ความไม่มั่นคงในภูมิภาค

บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า "ผลลัพธ์ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด" ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยหรือ "ตะวันออกกลางใหม่" ที่สงบสุข แต่เป็นการ "ลุกลาม" ของความขัดแย้งไปทั่วทั้งภูมิภาค

การแตกแยกผ่านตัวแทน: แม้ว่าเตหะรานจะสูญเสียการควบคุมส่วนกลางเหนือกลุ่มต่างๆ เช่น ฮิซบอลลาห์หรือฮูตี กลุ่มเหล่านี้อาจกลายเป็นอิสระและหัวรุนแรงมากขึ้น นำไปสู่ "สงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น" ในระดับท้องถิ่น

วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม: การบีบคั้นทางเศรษฐกิจของอิหร่านกำลังสร้างหายนะด้านมนุษยธรรม ซึ่งอาจก่อให้เกิดการไหลบ่าของผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาล ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านไม่มั่นคงยิ่งขึ้น

5. ผลกระทบต่อนโยบายของสหรัฐฯ

ผู้เขียนวิพากษ์วิจารณ์การขาด "จุดจบ" ที่ชัดเจน เขาเสนอว่าการที่รัฐบาลทรัมป์พึ่งพาแรงกดดันทางทหารโดยไม่มีทางออกทางการทูตกำลังสร้างสถานการณ์ "แมวต้อนจนมุม" บทความสรุปว่าสหรัฐฯ ต้องเตรียมพร้อมสำหรับความเป็นจริงในระยะยาวที่อิหร่านจะมีความสามารถในการแสดงอำนาจในภูมิภาคผ่านวิธีการแบบดั้งเดิมน้อยลง แต่เต็มใจที่จะใช้ยุทธวิธี "เผาทำลายทุกสิ่ง" ที่คุกคามเสถียรภาพโลกมากขึ้น

ข้อสรุปสำคัญ: สงครามอาจทำลายอิหร่านได้ แต่จะไม่ทำลายเจตจำนงของอิหร่าน แต่กลับกัน มันกำลังเปลี่ยนอิหร่านให้กลายเป็นผู้เล่นที่ "บอบช้ำแต่โหดเหี้ยมยิ่งขึ้น" ซึ่งจะสร้างความกังวลใจต่อความมั่นคงในภูมิภาคไปอีกหลายทศวรรษ




อิหร่านอาจเป็นสงครามโบเออร์ของสหรัฐฯ: ชัยชนะที่ว่างเปล่าซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดของจักรวรรดิ – ทรัมป์กำลังถูกสั่งสอนเกี่ยวกับขีดจำกัดของอำนาจสหรัฐฯ แต่เขาเรียนรู้ช้า



อิหร่านอาจเป็นสงครามโบเออร์ของสหรัฐฯ: ชัยชนะที่ว่างเปล่าซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดของจักรวรรดิ

แลร์รี เอลเลียต
The Guardian
https://www.theguardian.com/commentisfree/2026/mar/19/iran-us-boer-war-victory-empire-economy


ไม่มีใครให้ความหวังแก่ชาวโบเออร์เลยเมื่อสงครามในแอฟริกาใต้เริ่มต้นขึ้นในปี 1899 ชาวนาต่อต้านอำนาจอันยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิอังกฤษ และทุกคนคาดหวังว่าการต่อต้านจะพังทลายลงอย่างรวดเร็ว

ในที่สุด อำนาจก็ชนะ อังกฤษชนะสงครามโบเออร์ แต่เป็นชัยชนะที่ว่างเปล่าซึ่งใช้เวลาเกือบสามปีในการบรรลุผล และมาพร้อมกับต้นทุนที่สูง ความเสียหายต่อเกียรติภูมิของอังกฤษ – ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อำนาจครอบงำโลกของอังกฤษกำลังถูกคุกคามจากประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นสหรัฐฯ – นั้นรุนแรงมาก แทนที่จะเน้นย้ำถึงขอบเขตอำนาจของอังกฤษ มันกลับเปิดเผยข้อจำกัดของอังกฤษ

หนึ่งศตวรรษกับอีกหนึ่งในสี่ต่อมา สหรัฐฯ เสี่ยงที่จะเข้าไปพัวพันกับสงครามที่เทียบเท่ากับสงครามโบเออร์ สิ่งที่ควรจะเป็นเรื่องง่ายๆ กลับกลายเป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ชาวอิหร่านกำลังใช้ยุทธวิธีแบบกองโจรเช่นเดียวกับที่ชาวโบเออร์เคยทำ และประสบความสำเร็จอย่างมาก แทบไม่มีข้อสงสัยเลยว่า ในที่สุดแล้ว อำนาจการยิงที่เหนือกว่าของสหรัฐฯ และอิสราเอลจะได้รับชัยชนะ แต่ต้องแลกมาด้วยราคาเท่าไหร่?

ตลาดน้ำมันบ่งบอกเรื่องราวได้เป็นอย่างดี สงครามในอิหร่านได้ลุกลามไปยังตะวันออกกลางและไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเร็ว ๆ นี้ ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้น และความกังวลนั้นก็สมเหตุสมผล โรงงานผลิตน้ำมันและก๊าซในกลุ่มประเทศอ่าวถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน เรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 50% นับตั้งแต่เริ่มการสู้รบ ราคาก๊าซก็เพิ่มขึ้นในอัตราใกล้เคียงกัน

เราเคยเผชิญสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจหลังสงครามที่ยาวนานได้สิ้นสุดลงด้วยราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นถึงสี่เท่าหลังสงครามยมคิปปูร์ในปี 1973 และการพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในครั้งต่อ ๆ มาล้วนส่งผลกระทบอย่างรุนแรง รูปแบบนั้นชัดเจน ผลกระทบเบื้องต้นของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นคืออัตราเงินเฟ้อ ส่วนผลกระทบต่อการเติบโตจะตามมาในภายหลัง ในที่สุดแล้ว วิกฤตการณ์น้ำมันจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย

หากความขัดแย้งไม่ยุติลงอย่างรวดเร็ว ครั้งนี้ก็จะเป็นเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะมีการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น แต่น้ำมันก็ยังคงมีความสำคัญต่อสังคมอุตสาหกรรม ผลกระทบจากความขัดแย้งนั้นปรากฏให้เห็นแล้วในราคาน้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน และปุ๋ย ต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นจะผลักดันราคาอาหารให้สูงขึ้น ธุรกิจต่างๆ จะปลดพนักงานออกเนื่องจากต้องดิ้นรนกับทั้งอุปสงค์ที่อ่อนแอและค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้น

แนวคิดที่ว่าการโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลจะมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำนั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานหลายประการ ซึ่งทั้งหมดพิสูจน์แล้วว่าน่าสงสัย ทฤษฎีดังกล่าวคืออิหร่านจะไม่มีทางรับมือกับสงครามทางอากาศแบบสายฟ้าแลบ แม้ว่าระบอบการปกครองในเตหะรานจะยึดอำนาจไว้ได้ ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องขอเจรจาสันติภาพ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การหยุดชะงักของเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ ราคาน้ำมันจะกลับไปสู่ระดับก่อนสงครามอย่างรวดเร็ว

ตลาดการเงินมีเหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้รู้สึกสบายใจ นั่นคือประวัติของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มักจะถอยหลังเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในวอลล์สตรีท การกลับลำเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยจนมีคำย่อสำหรับเรื่องนี้ นั่นคือ Taco ซึ่งย่อมาจาก Trump always chickens out (ทรัมป์มักจะถอยหนี)

อย่างไรก็ตาม สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปตามแผน แน่นอนว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลได้แสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าทางทหาร แต่อิหร่านก็ยังคงต่อสู้กลับอยู่ การโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในตะวันออกกลางของอิหร่านส่งผลให้การผลิตน้ำมันและก๊าซลดลง อิหร่านรู้ดีว่ายิ่งสงครามยืดเยื้อนานเท่าไร ความเสียหายทางเศรษฐกิจก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ดังที่นักเศรษฐศาสตร์ เฟรยา บีมิช กล่าวไว้ว่า “ต้องมีสองฝ่ายถึงจะเกิดเรื่อง” และในขณะนี้อิหร่านยังไม่พร้อมที่จะทำตามคำสั่งของทรัมป์

ไม่ใช่แค่เพียงพลังงานเท่านั้นที่เสี่ยงต่อการขาดแคลนจากมาตรการปิดช่องแคบ กาตาร์เป็นหนึ่งในผู้ส่งออกฮีเลียมรายใหญ่ของโลก ซึ่งใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์และรถยนต์ไฟฟ้า และกำมะถัน ซึ่งใช้ในปุ๋ย สารเคมี และแบตเตอรี่ ห่วงโซ่อุปทานจะได้รับผลกระทบจากปัญหาคอขวด ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้น

ต้นทุนระยะสั้นของสงครามอาจบรรเทาลงได้หากธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ย แต่ในระยะยาว สงครามในอิหร่านตอกย้ำบทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 ว่า ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกมีความเปราะบางโดยธรรมชาติ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้เกิดข้อโต้แย้งที่แข็งแกร่งที่สุดเกี่ยวกับการพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพลังงานหมุนเวียน

ทรัมป์กำลังถูกสั่งสอนเกี่ยวกับขีดจำกัดของอำนาจสหรัฐฯ – แต่เขาเรียนรู้ช้า

การมองข้ามสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างไม่สิ้นสุดนั้น มักไม่ฉลาดนัก แต่สัญญาณเตือนภัยก็เริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว จีนเป็นมหาอำนาจด้านการผลิตของโลกอย่างไม่ต้องสงสัย และเป็นภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นต่อการครอบงำทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าดอลลาร์สหรัฐจะยังคงเป็นสกุลเงินสำรองของโลกตลอดไป

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ลอนดอนเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก การเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีนั้นอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานทองคำ โดยมีเงินปอนด์สเตอร์ลิงเป็นหลักประกัน ในขณะที่กองทัพเรือหลวงอังกฤษรับประกันว่าเส้นทางการค้ายังคงเปิดอยู่ แต่ยุคแห่งความเป็นเลิศที่ไม่มีใครเทียบได้ของอังกฤษกำลังจะสิ้นสุดลง และยุคใหม่แห่งการกีดกันทางการค้า ชาตินิยม และสงครามกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ลอนดอนเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก การเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีนั้นอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานทองคำ โดยมีเงินปอนด์สเตอร์ลิงเป็นหลักประกัน ขณะที่กองทัพเรือหลวงอังกฤษคอยดูแลให้เส้นทางการค้าเปิดอยู่เสมอ แต่ยุคแห่งความยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครเทียบได้ของอังกฤษกำลังจะสิ้นสุดลง และยุคใหม่แห่งการกีดกันทางการค้า ชาตินิยม และสงครามกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

ดังนั้น ทรัมป์จึงเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก เขาอาจยุติสงครามในตอนนี้และอ้างว่าสหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายของสงครามแล้ว แม้ว่านั่นจะหมายถึงการปล่อยให้ระบอบการปกครองในเตหะรานยังคงอยู่ หรือเขาอาจยืดเยื้อความขัดแย้งออกไป ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจ และการต่อต้านทางการเมืองภายในประเทศ ทางเลือกแรกนั้นดีกว่า แต่ถึงกระนั้นก็จะเป็นชัยชนะที่ได้มาอย่างยากลำบาก แสดงให้เห็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของสหรัฐฯ






 

วันศุกร์, มีนาคม 20, 2569

การ ‘ซื้อ’ งูเห่า (หรือ ‘ดูด’) จนได้เป็นรัฐบาล ทำให้การ ‘ขายตัว’ ยกระดับไปเป็น ‘วิชามาร’ มันไปถึงจุดที่ ถ้าระบบการเมืองดี ไม่เปิดช่องให้แบบนี้

พูดถึง งูเห่า ในการเมืองไทยแม้จะมีมานานนมแล้ว แต่ก็มองกันว่าเป็นเพียงกลเม็ดเด็ดพรายในการ โกง อย่างหนึ่งเท่านั้น จนกระทั่งพรรคการเมืองที่ช่ำชองในการ ซื้องูเห่า (หรือ ดูด) จนได้เป็นรัฐบาล ทำให้การ ขายตัว ยกระดับไปเป็น วิชามาร

Thanapol Eawsakul เปรยถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยดูด สุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี เขต ๗ ของพรรคประชาชนด้วยวงเงินล่ำซำ ๒๐ ล้าน จ่ายรายเดือนอีก ๔ แสน พร้อมเงินอัดฉีดตามวาระ ว่า “ไม่เข้าใจ...เนวิน/อนุทิน ทำไปเพื่ออะไร”

ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจดีว่า ตั้งแต่ยุค สส.งูเห่าพรรคอนาคตใหม่ในอดีตที่เคยดูดไปเมื่อครั้งปี ๒๕๖๓ ต่างสอบตกกันหมด Nattharavut Kunishe Muangsuk แจงรายชื่อ งูเห่าเหล่านั้นทั้งจากพรรค อนค. และ กก. ไม่ว่า ศรีนวล บุญลือ หรือ คารม พรพลกลาง

แม้กระทั่ง คริส โปรตระนันทน์ ที่แม้ไม่ใช่งูเห่า แต่ก็ปฏิบัติตนเยี่ยงเดียวกัน จากการอภิปรายเชิดชู อนุทิน ชาญวีรกูล เสียเลิศลอยว่าจะเป็น รัฐบุรุษ อีกคนของประเทศ อันเป็นที่น่าจับตายิ่งกว่าการเป็นรัฐบุรุษของอนุทิน หากแต่ศักดิ์ศรีการเมืองของคริส

อย่างไรก็ดี กรณีสุริยา เงิน ๒๐ ล้านกับเงินเดือน ๔ แสนนอกเหนือจากเงินเดือน สส.อีกแสนกว่า คุ้มไหมกับการไม่ได้ไปต่อสมัยหน้า ไม่นับการเข้าหน้าไม่ติดกับชาวบ้านที่เลือกตนเข้าสภา และอาจถึงขั้นทำหน้าที่ สส.ไม่ได้ หรือไม่สมบูรณ์

สำหรับ ผู้ซื้อ นั้น “ขณะที่เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลก็มีอยู่มากเพียงพออยู่แล้ว” คงไม่เพียงแค่ต้องการแสดงว่า “กูทำอะไรก็ได้” ให้รู้กันไปว่ากูเด็กใคร คนคุ้มหัวใหญ่ขนาดไหน แต่การหวังผลทำร้าย/ทำลาย พวก อนค./ กก./ ปชน. สำคัญกว่า

มันจะแสดงความสามารถที่เหนือกว่า ผู้ได้รับมอบหมายรายก่อน ที่ทำไม่สำเร็จ แต่สำหรับ ผู้ขาย หรือ ผู้ถูกซื้อ(สองคำนี้มีนัยยะซึ่งต่างกัน) “ถือเป็นความบกพร่องของกระบวนการสรรหาผู้สมัครหรือไม่” หรือว่าควรต้องตั้งคําถามกับคนที่ซื้อมากกว่า

“โดยเฉพาะเรื่องกลไกกฎกติกาที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ถ้าระบบการเมืองดี ไม่เปิดช่องให้แบบนี้ การเมืองคงดีขึ้น” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จี้จุดที่หัวใจของปัญหา นำไปสู่ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ ที่พรรค ภท.และเครือข่ายอนุรักษ์ระบบเก่าพยายามปิดกั้น

รวมทั้งกรณี “สส.มีปัญหาการเงินในการหาเสียง” ผลักดันให้พวกเขาขายตัวใช่ไหม เรื่องนี้ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ให้คำตอบอย่างขื่นๆ ว่า “มันเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่า พรรคไม่มีผลประโยชน์ใด ที่คอยเลี้ยงดูปรนเปรอ ส.ส.ในสังกัดของพรรคเลย”

(https://www.facebook.com/MatichonOnline/posts/M1mNQ56s, https://www.facebook.com/nattharavutm/posts/KXZuz6P5, https://www.facebook.com/ThaiPBS/posts/TrXQf99w และ https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/HHkHjyLWB) 

“งูเห่า” ไม่ใช่แค่ข่าวการเมือง แต่มันคือคำถามที่เจ็บที่สุดของประชาธิปไตยไทย… ถ้างูเห่ายังมีราคา เสียงของประชาชน ก็อาจมีค่าแค่วันเลือกตั้ง… แต่ไร้น้ำหนัก ในวันที่ประเทศถูกกำหนดอนาคตจริง

 
https://www.facebook.com/reel/800048483147498

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต 
9 hours ago
·
งูเห่า…หรือระบบที่ป่วย?”
“งูเห่า”
ไม่ใช่แค่ข่าวการเมือง
แต่มันคือคำถามที่เจ็บที่สุดของประชาธิปไตยไทย…
วันนี้คุณยังคิดว่า
คุณเป็น “เจ้าของเสียงของตัวเอง” อยู่หรือเปล่า?
กรณีของ สุริยา วงศ์อารีย์
ไม่ใช่แค่การโหวตสวนมติพรรค
แต่มันคือการพา
“คะแนนเสียงของประชาชนในอุดรธานี เขต 7”
เดินออกจากคำมั่นทางการเมือง
ในวันที่สำคัญที่สุดของประเทศ…แบบเงียบๆ
เพราะอย่าลืมว่า
คนที่เลือกเขา
ไม่ได้เลือกแค่ “ตัวบุคคล”
แต่เลือก
นโยบาย
อุดมการณ์
และจุดยืนของพรรคประชาชน
ดังนั้น การโหวตหนุนอนุทิน
มันไม่ใช่แค่ “เอกสิทธิ์ของ สส.”
แต่มันคือการ
เอาอำนาจที่ยืมมาจากประชาชน
ไปแปลงเป็นทรัพย์สินส่วนตัวทางการเมือง
นี่แหละ…คือปัญหาจริง
ยิ่งย้อนดูฐานนิยมก่อนเลือกตั้ง
พรรคประชาชนเคยมีแรงหนุนระดับประเทศสูงมาก
มากกว่าภูมิใจไทยอย่างชัดเจน
นั่นแปลว่า
ผู้คนจำนวนมาก “ไม่เลือกทางนี้”
แต่สุดท้าย
เสียงของพวกเขา…ถูกพามาทางนี้
บางคนบอกว่า
“สส.ไม่ใช่หุ่นยนต์ของพรรค”
ใช่…แต่ก็ไม่ใช่เจ้าของอำนาจด้วย
เขาเป็น “ตัวแทน”
ที่ต้องรักษาความสอดคล้องระหว่าง
เสียงประชาชน
คำมั่นที่ใช้หาเสียง
และจุดยืนของพรรค
เมื่อห่วงโซ่นี้ขาด
สิ่งที่พัง
ไม่ใช่แค่วินัยพรรค
แต่คือ
ความไว้วางใจทางการเมืองทั้งหมด
เพราะงูเห่า
ไม่ใช่แค่คนทรยศพรรค
แต่มันคือ “ผลผลิตของระบบ”
ที่ให้รางวัลกับการทรยศ
มากกว่าความซื่อสัตย์
และสุดท้าย
ประชาชนต้องเจอคำถามที่โหดที่สุดอีกครั้ง…
เรากำลังเลือก “ผู้แทน”
หรือแค่ปล่อยให้ใครบางคน
ยืมคะแนนเราไป…
แล้วเอาไป “ขาย”
ในวันจัดตั้งอำนาจ
ถ้างูเห่ายังมีราคา
เสียงของประชาชน
ก็อาจมีค่าแค่วันเลือกตั้ง…
แต่ไร้น้ำหนัก
ในวันที่ประเทศถูกกำหนดอนาคตจริง



น่าผิดหวังมากๆ Chavez ผู้นำแรงงานภาคเกษตรคนสำคัญในประวัติศาสตร์อเมริกา แต่เบื้องหลังก็เป็นนักข่มขืน


Pipob Udomittipong
17 hours ago
·
ที่แท้ก็ Pedophile อีกคนหนึ่ง จากการสอบสวนของ The New York Times พบว่า Cesar Chavez (1927-1993) อดีตผู้นำแรงงานอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกัน และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง ซึ่งร่วมก่อตั้งสหภาพแรงงานภาคเกษตรใหญ่สุดแห่งหนึ่ง เป็นนักข่มขืนอย่างต่อเนื่อง
เหยื่อของเขารวมถึงเด็กผู้หญิง (ที่เป็นลูกของแกนนำด้วยกัน) อายุเพียง 12 ปี และผู้หญิงที่เป็นแกนนำขบวนการแรงงานด้วยกัน แต่มีการเก็บเป็นความลับไว้ เพราะกลัวว่าจะทำร้ายขบวนการสหภาพแรงงาน
การข่มขืนบางกรณียังเกิดขึ้นระหว่างที่เซซาร์ ชาเวซเป็นแกนนำเดินขบวนประท้วงช่วงฤดูร้อนปี 1975 ระยะทาง 1,000 ไมล์เริ่มจากชายแดนแคลิฟอร์เนีย เพื่อฉลองกฎหมายใหม่ของรัฐที่คุ้มครองสิทธิของแรงงานภาคเกษตรที่สามารถรรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน และจัดตั้งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ภาคเกษตรขึ้นมาได้
เซซาร์ ชาเวซ เป็นนักรณรงค์เพื่อแรงงานภาคเกษตรที่มีชื่อเสียงมากในยุคก่อนกึ่งศตวรรษที่แล้ว โรงเรียนจำนวนมากทั่วสหรัฐอเมริกาตั้งชื่อตามเซซาร์ ชาเวซ โดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนียและแอริโซนา 25 ปีที่แล้ว แคลิฟอร์เนียเป็นรัฐแรกที่ประกาศให้วันเกิดของเซซาร์ ชาเวซ 31 มีนาคม เป็นวันหยุดราชการ ต่อมาอีกหลายรัฐก็ประกาศเป็นวันหยุดเช่นกัน
สมัยโอบามาเป็นประธานาธิบดี เขายังประกาศให้มีวันเซซาร์ ชาเวซ (แต่ไม่ใช่วันหยุดอย่างเป็นทางการ ประกาศในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น)
รายงานสอบสวนครั้งนี้ เกิดจากการสัมภาษณ์เหยื่อและผู้ที่เกี่ยวข้องในขบวนการสหภาพแรงงาน 60 กว่าคน รวมทั้งเอกสารต่าง ๆ
เหยื่อสองคนที่ให้สัมภาษณ์ @Nytimes บอกว่า ชาเวซเริ่มล่วงละเมิดทางเพศต่อพวกเธอในช่วงทศวรรษ 1970 ขณะที่พวกเธออายุ 12 และ 13 ปี เดบรา โรฮาส และอนา มูร์เกีย ต่างเป็นลูกสาวของผู้นำสหภาพแรงงานเกษตรกร (United Farm Workers) ส่วนชาเวซตอนนั้นอายุประมาณ 40 ปี และดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแรงงาน
โรฮาส บอกว่า ในระหว่างการเดินขบวนของ UFW ที่โด่งดังไปทั่วแคลิฟอร์เนียในปี 1975 ชาเวซได้ข่มขืนเธอในห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่งขณะที่เธออายุ 15 ปี
โดโลเรส ฮูเออร์ตา ผู้ร่วมก่อตั้งสหภาพแรงงานเกษตรกรกับชาเวซ และทำงานเป๋นแกนนำกับเขามาอย่างยาวนาน ให้สัมภาษณ์เช่นกันว่า ครั้งหนึ่งชาเวซกดดันให้เธอมีเพศสัมพันธ์กับเขา และอีกครั้งในปี 1966 เขาได้ข่มขืนเธอในรถยนต์ เธอตั้งครรภ์จากการมีเพศสัมพันธ์ทั้งสองครั้ง และได้จัดการให้ครอบครัวอื่นเลี้ยงดูบุตรของตนเอง
ส่วนคำถามที่ว่าทำไมเก็บงำความลับนี้มาถึง 60 ปี โดโลเรส ฮูเออร์ตาบอกว่า เธอเคยชื่นชมเขามาโดยตลอด แต่ในวันนี้เธอได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า "ดิฉันอายุเกือบ 96 ปีแล้ว และตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ดิฉันเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ เพราะเชื่อว่าการเปิดเผยความจริง จะทำร้ายขบวนการแรงงานเกษตรกรที่ดิฉันทุ่มเทชีวิตเพื่อการต่อสู้"
"I am nearly 96 years old and, for the last 60 years, have kept this secret because I believed that exposing the truth would hurt the farmworker movement I have spent my entire life fighting for."
ผมว่าคนแบบนี้ในขบวนการแรงงานไทยก็มี เชื่อมั้ย?
https://www.nytimes.com/.../cesar-chavez-sexual-abuse...

https://www.facebook.com/photo?fbid=10163895451981649&set=a.10150096728651649


Victims detail alleged abuse they faced from civil rights leader Cesar Chavez

KBAK - KBFX - Eyewitness News - BakersfieldNow

Mar 18, 2026 

A New York Times report is raising questions about the legacy of the late labor leader Cesar Chavez. In a year-long investigation, the NYT spoke with victims who say they faced sexual abuse from Chavez.

https://www.youtube.com/watch?v=UhnZtyKt-GQ




การหารือระหว่างทรัมป์และทาคาอิจิ ในทำเนียบขาววันนี้ ไม่ใช่การเยือนเพื่อสังคม แต่เป็นการเจรจาที่ทาคาอิจิจะถูกกดดันอย่างหนัก ทาคาอิจิมาเพื่ออธิบายข้อจำกัดว่าทำไมเข้าร่วมไม่ได้ (No War) แต่ทรัมป์มาเพื่อเรียกร้องมากกว่านั้น






https://x.com/Its_ereko/status/2034607892150493262


 


 




เนทันยาฮูออกมาแถลง : อิสราเอลปฏิบัติการเพียงลำพังในการโจมตีแหล่งก๊าซของอิหร่าน





https://x.com/i24NEWS_EN/status/2034709938581180721


 

ส.ส. โกลด์แมน (D-NY) เปิดเผยหลักฐานจับโกหกทรัมป์ กรณี Epstein Files "เขาบังคับให้เด็กหญิงอายุ 13 ปี ก้มศีรษะลง"







https://x.com/PopularLiberal/status/2034351550399693095
.....

แดน โกลด์แมน เปิดเผยความจริง!

ส.ส. โกลด์แมน เพิ่งเปิดเผยหลักฐานจาก FBI ตามมาตรา 302 หลักฐานแสดงให้เห็นว่าทรัมป์รูดซิปกางเกงของเขา บังคับให้เด็กหญิงอายุ 13 ปี ก้มศีรษะลง และเมื่อเธอกัดอวัยวะเพศของเขาเพื่อป้องกันตัว เขาจึงชกเธอและด่าเธอว่า "สารเลว"

FBI สอบปากคำเธอถึงสี่ครั้งในขณะที่คดีถูกปิดบัง แพม บอนดี โกหกต่อสภาคองเกรส โดยอ้างว่า "ไม่มีหลักฐาน" เกี่ยวกับอาชญากรรมเหล่านี้ ในขณะที่เธอมีเอกสารที่อธิบายถึงการทำร้ายร่างกายนี้อย่างชัดเจน นี่คือการให้การเท็จและการปกปิดความผิดของผู้กระทำผิด

คุณไม่สามารถ "ปกป้องเด็กๆ" ได้ ในขณะที่อัยการสูงสุดของคุณปกปิดเอกสารเกี่ยวกับการทำร้ายเด็กที่ต่อสู้ขัดขวาง ประวัติศาสตร์จะจดจำผู้ที่ให้การสนับสนุน

เรายืนหยัดเคียงข้างเด็กๆ ที่กัดอวัยวะเพศของเขาเพื่อป้องกันตัว



 



 

“ตรงนั้นก็เครน ตรงโน้นก็ทุบ” “สองข้างทางบนถนนราชดำเนินกลางกำลังจะถูกเปลี่ยนโฉมหน้ารูปแบบ ศิลปะแบบอาร์ตเดกอ(Art Deco) ซึ่งเป็นที่นิยมในยุคคณะราษฎร ให้เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมนีโอ-คลาสสิค (Neo-Classic) หากเกิดขึ้นจริง อาจถือได้ว่าเป็นโครงการทำลายประวัติศาสตร์และความทรงจำของคณะราษฎรครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่รัฐประหาร 2490 เป็นต้นมา”


Decode.plus
8 hours ago
·
ถ้านับเอาหลักกิโลเมตรที่ ๑ ให้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นจุดนำสายตา
ถ้ามองตามมือขวาที่ชี้ชวน “ตรงนั้นก็เครน ตรงโน้นก็ทุบ” เธอพึมพำออกเสียง

“สองข้างทางบนถนนราชดำเนินกลางกำลังจะถูกเปลี่ยนโฉมหน้ารูปแบบ ศิลปะแบบอาร์ตเดกอ(Art Deco) ซึ่งเป็นที่นิยมในยุคคณะราษฎร ให้เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมนีโอ-คลาสสิค (Neo-Classic) หากเกิดขึ้นจริง อาจถือได้ว่าเป็นโครงการทำลายประวัติศาสตร์และความทรงจำของคณะราษฎรครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่รัฐประหาร 2490 เป็นต้นมา”
— ชาตรี ประกิตนนทการ
.

ความทรงจำเกี่ยวกับพื้นที่ประวัติศาสตร์ราชดำเนินกำลังจะเปลี่ยนไป...
เมื่อหน้าตาของตึกเปลี่ยนไป เรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องก็จะถูกเล่าน้อยลง
เมื่อไม่ถูกพูดซ้ำ ความทรงจำอาจจางหายไปราวกับดอกไม้ไฟ
“แค่เปลือกนอกมันสำคัญขนาดไหนเชียว” เธอถาม
“คุณก็คิดดูสิว่าหนึ่งตึก 60 ล้าน รวม ๆ แล้วนับพันล้านบาท เพื่อเปลี่ยนหน้าตาตึก”
“มันต้องมีเป้าหมายที่ใหญ่มากนะ” เธอพยักหน้าคล้อยตาม
.

#Playread สัปดาห์นี้เอาใจคนลืมยาก ปัดฝุ่นความทรงจำจากหนังสือที่ควรอ่านซ้ำ ซึ่งพิมพ์ซ้ำมาแล้ว 4 ครั้ง ต่อให้กระแสหลักจะมองประวัติศาสตร์ 2475 ว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่ค่อยน่าจดจำ “ลืม ๆ มันไปซะ” การช่วงชิงพื้นที่และความหมายของ “เปลือกนอก” บนถนนราชดำเนินกลางยังคงดำเนินต่อไปในยุคสมัยเราและการอ่านก็ไม่ใช่แค่เรื่องของการคิด แต่คือการชำระประวัติศาสตร์และความทรงจำที่กำลังจะถูกลบอีกครั้ง

อ่านบทความเต็มจากลิงก์ในคอมเมนต์

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1248273600789097&set=a.574741691475628

https://decode.thaipbs.or.th/20260307-memory-and-power-on-ratchadamnoen-avenue/




เนลสัน แมนเดลา เคยบอกว่า ถ้าอยากเข้าใจประเทศนั้น คุณเข้าไปในคุก เพราะคุณจะได้เห็นว่าประเทศนั้นเป็นยังไง (ประเทศไทยมันก็เป็นแบบนั้นแหละครับ บางทีก็ไม่ต้องไปเห็นถึงในคุก ดูแค่ในคอมเม้นก็ยังได้เลย)


มนุษย์กรุงเทพฯ

11 hours ago
·
“เดือนมีนาคม 2567 ผมต้องเข้าไปในเรือนจำด้วยคดี 112 ชีวิตคนในนั้นคือประเทศขนาดย่อเลย มีอีลีทในเรือนจำที่เรียกว่า สมเด็จ มักเป็นคนโดนคดีเว็บพนันและคดีทุจริต พวกเขามักคุยว่า วันนี้การเมืองเป็นยังไง เศรษฐกิจเป็นยังไง หุ้นตัวนี้เป็นยังไง ถ้าไม่มองเรื่องความผิด พวกเขาเป็นคนมีวิสัยทัศน์มากนะ บางคนเป็นข้าราชการระดับสูง ก็คุยเรื่องปัญหากระบวนการยุติธรรม ผมคุยด้วยทุกวัน เถียงกันทุกวัน ทำให้ผมได้ฝึกดีเบตกับคนมีความรู้

“ถามว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงทำผิดกฎหมาย คนที่โดนคดีทุจริตเล่าว่าตัวเองโดนอีกฝ่ายกลั่นแกล้ง เรื่องจริงคืออะไรผมไม่รู้ ส่วนคนโดนคดีเว็บพนันก็ตามนั้นแหละ (หัวเราะ) ผมมองว่าความหมายชีวิตของพวกเขาคือ แค่มีเงินเยอะ มีชีวิตที่ดี ส่วนในอนาคตจะโดนอะไรค่อยว่ากัน แต่พอเข้ามาอยู่ในนี้ ทุกคนพูดตรงกันว่า ไม่เอาอีกแล้ว มันคืออิสรภาพที่เสียไป ความคิดนี้เกิดขึ้นกับทุกคดี สิ่งที่ทุกคนคุยกันเสมอคือ เราจะได้ออกไปเมื่อไร ชั้นขึ้นมาเท่าไร อภัยโทษมาเมื่อไร ลดโทษเท่าไร

“ในนั้นจะมีการรวมกลุ่มเป็นบ้านด้วย แต่บางคนก็อยู่แบบไม่มีบ้าน มักเป็นคนที่ทำผิดคดีทั่วไป แต่ไม่ได้มีเส้นสาย หลายคนเป็นคนจน ผมมักใช้ชีวิตอยู่กับสมเด็จและคนไม่มีบ้าน ถ้าสมเด็จคุยเรื่องมหภาค คนโดนคดีทั่วไปมักคุยกันว่า ปีนขึ้นบ้านยังไง ขโมยสายไฟด้วยวิธีไหน บางคนก็ขโมยเพื่อเอาเงินไปซื้อยาเสพติด สิ่งที่ได้ฟังจากพวกเขา คือเรื่องราวที่อยากให้คนอื่นรู้แหละ แต่ลึกๆ แล้ว เราไม่รู้หรอกว่าคนนั้นทำอะไรมา

“ข้างในนั้นมีโฮมเลสด้วย มีคนที่เก็บขยะ เก็บกิ่งไม้ หาถุงมาใส่ ล้วงข้าวที่คนกินแล้วมากิน ทั้งที่ในนั้นมีข้าวให้กิน หลังจากนั้นไม่นานก็ออกไป ผมว่าคนนี้ป่วยทางจิตแหละ อาจโดนย้ายไปโรงพยาบาลราชทัณฑ์ อาจไปอยู่ แดน 1 ที่มีไว้สำหรับคนแก่และคนป่วย หรืออาจพ้นโทษไป อีกแบบคือคนที่อยากเข้ามาเพื่อมีบารมี ตอนอยู่ข้างนอกเขาเป็นคนข้างทาง แต่พอเข้ามาแล้วเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ ชีวิตได้รับการยอมรับ เป็นการทำผิดซ้ำแล้วเข้ามาอีก ก็วิเคราะห์ว่าอาจตั้งใจทำผิด

“ในนั้นมีกองงานให้ทำ แต่ค่าแรงน้อยมาก เขาต้องติดนานแค่ไหนถึงจะมีต้นทุนไปเริ่มต้นชีวิตได้ บางคนติดนานมาก ตอนเข้ามาโลกเป็นแบบหนึ่ง ชีวิตในนั้นแทบไม่รับรู้ข่าวสาร ไม่รู้เลยว่ามีสิ่งที่เรียกว่า AI แล้ว พอถึงวันที่ออกมาจะปรับตัวยังไง บางอาชีพที่เขาเคยทำ ปัจจุบันพัฒนาไปไกลแล้ว แต่คุณไม่ได้อัพเดทการฝึกอาชีพ คนส่วนใหญ่เลยอยู่ไปวันๆ เพื่อรอวันออก เจ้าหน้าที่ให้เงินโฮมเลสแล้วบอกว่า ‘กลับบ้านซะนะ’ แต่เขาไม่มีบ้าน ไม่มีงานทำ ไม่มีครอบครัว แล้วเขาต้องไปไหน

“การได้เห็นได้คุยกับคนเหล่านั้น ทั้งคนที่ร่ำรวยมหาศาล ไปจนถึงคนที่ไม่มีบ้าน ทำให้ผมเข้าใจผู้คนมากขึ้น โลกไม่ได้มีแค่เรา มีหลายกลุ่มหลายชนชั้นหลายความคิด เนลสัน แมนเดลา เคยบอกว่า ถ้าอยากเข้าใจประเทศนั้น คุณเข้าไปในคุก เพราะคุณจะได้เห็นว่าประเทศนั้นเป็นยังไง ผมเคยเขียนจดหมายออกไปข้างนอกแล้วโดนเซ็นเซอร์ พอไปเรียกร้องกับเจ้าหน้าที่ เขาพูดหน้าเสาธงเลยว่า ‘ไอ้พวกเรียกร้องสิทธิ ที่นี่ไม่มีให้หรอก’ ผมมองว่าคุกไทยและประเทศไทยเป็นแบบนี้แหละ”

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1470450211117426&set=a.649473419881780
.....

Anupong Kongkheaw
ทุกอย่างสรุปไว้ที่ย่อหน้าสุดท้าย ประเทศไทยมันก็เป็นแบบนั้นแหละครับ บางทีก็ไม่ต้องไปเห็นถึงในคุก ดูแค่ในคอมเม้นก็ยังได้เลย