วันอาทิตย์, มีนาคม 01, 2569

เมื่อ ช่องแคบฮอร์มุซ ปิด อะไรจะเกิดขึ้น (เธรด)






เธรด : https://x.com/KobeissiLetter/status/2027817008075563276


 

เนทันยาฮู ออกทีวีบอก "มีสัญญาณมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าคาเมเนอีเสียชีวิตแล้ว" ขณะนี้เป็นที่ทราบกันแล้วว่าลูกเขย ลูกสะใภ้ และเลขานุการของอยาตอลลาห์ถูกสังหาร - เธรด สหรัฐอเมริกา 🇺🇸 และอิสราเอล 🇮🇱 ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่เพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่าน 🇮🇷





 

https://x.com/clement_molin/status/2027769495293481023




เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป จากยุครุ่งโรจน์ของไทยรักไทยในภาคเหนือตอนบน ถึงยุคที่ล่าถอยของเพื่อไทย


Lanner
Yesterday
·
หากกางแผนที่ผลเลือกตั้งปี 2569 ในภาคเหนือตอนบน 9 จังหวัด แล้วไล่สายตาจากแม่ฮ่องสอนลงมาถึงอุตรดิตถ์ ภาพที่เห็นชัดคือ สีแดงของพรรคเพื่อไทยแทบไม่เหลือพื้นที่ปักหมุดในสนาม ส.ส. เขต จากทั้งหมด 37 เขตเลือกตั้ง

ในภูมิภาคที่นับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมาเคยถูกมองว่าเป็น ‘เมืองหลวงของเพื่อไทย’ วันนี้พรรคเหลือที่นั่งเพียงหยิบมือ รวมแค่ 3 เขต ได้แก่ เชียงราย 2 เขต และ อุตรดิตถ์ 1 เขต ขณะที่จังหวัดอื่นไม่สามารถคว้าที่นั่งได้เลยแม้แต่เขตเดียว

ตัวเลขเหล่านี้อาจดูเป็นเพียงสถิติหลังการเลือกตั้ง แต่หากย้อนกลับไปมองเส้นทางการเมืองเมื่อ 20 ปีก่อน แล้วหันกลับมามองปัจจุบัน มันสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากยุค ‘รุ่งโรจน์’ ของพรรคไทยรักไทยที่เคยเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากหลายสมัย มาสู่จังหวะของพรรคเพื่อไทยที่พ่ายแพ้ในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

และนี่อาจไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้ของการเลือกตั้งเพียงครั้งเดียว หากเป็นคำถามใหญ่ที่กำลังถูกโยนกลับไปยังพรรคเพื่อไทยว่า ในวันที่ภูมิทัศน์การเมืองเปลี่ยนไปแล้ว พรรคยังจะกลับมาเป็น พรรคในใจของคนภาคเหนืออย่างเช่นในอดีตได้อีกหรือไม่

จากยุครุ่งโรจน์ของไทยรักไทยถึงยุคที่ล่าถอยของเพื่อไทย

หากดูย้อนหลังตั้งแต่ปี 2544 ภาคเหนือตอนบนเป็นหนึ่งในสองฐานหลักของไทยรักไทยและพรรคในเครือสายเดียวกันเสมอมา คู่กับภาคอีสาน ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า หลายจังหวัดเคยเป็นสีแดงทั้งจังหวัดอย่างแทบไม่มีคู่แข่งจริงจัง แม้หลังรัฐประหาร 2549 หรือ 2557 แม้จะมีแรงกดดันจากโครงสร้างรัฐและกติกาใหม่ พรรคก็ยังรักษาฐานเสียงไว้ได้พอสมควร

จุดเปลี่ยนเริ่มเห็นชัดในปี 2566 เมื่อพรรคสีส้มหรือพรรคก้าวไกลในขณะนั้นเริ่มเจาะฐานเสียงเมืองใหญ่ โดยเฉพาะเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และเชียงราย แต่ถึงอย่างนั้น เพื่อไทยก็ยังเหลือพื้นที่พอให้ยืนได้ ยังมีจังหวัดที่ครองหลายเขต และยังไม่ถูกเบียดจนหายไปจากแผนที่การเมือง

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งรอบล่าสุดต่างออกไป ณัฐกรชี้ว่า การลดลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการแพ้เฉพาะตัวบุคคล หากเป็นการหดตัวของกระแสพรรคเอง เพราะเมื่อดูคะแนนบัญชีรายชื่อในหลายจังหวัด จะเห็นแนวโน้มชัดว่าคะแนนของเพื่อไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในพื้นที่เหนือตอนบน 9 จังหวัด มีเพียงเขตเดียวเท่านั้นที่คะแนนบัญชีรายชื่อนำ คือ จังหวัดแพร่ เขต 3

“ในอดีต กระแสพรรคพาผู้สมัครชนะได้ ต่อให้ผู้สมัครไม่ได้มีเครือข่ายแน่นมาก แต่รอบนี้กลับกัน ผู้สมัครของเพื่อไทยต้องแข็งแรงด้วยตัวเอง”

ความเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญ เพราะสะท้อนว่าความสัมพันธ์เชิงอุดมการณ์ระหว่างพรรคกับฐานเสียงเริ่มคลายตัว และเมื่อกระแสพรรคไม่สามารถหนุนผู้สมัครได้เหมือนเดิม คำถามต่อไปคือ คะแนนที่ไหลออกจากเพื่อไทยนั้นกำลังไหลไปทางใด และสะท้อนอะไรต่อภูมิทัศน์ฝ่ายประชาธิปไตยในภาคเหนือ

คะแนนที่หดไป ไม่ได้หายไปไหน แต่ส่งใจไปพรรคอื่น

สิ่งที่น่าสนใจคือ คะแนนที่หายไปจากพรรคเพื่อไทยไม่ได้หายไปจากฝ่ายประชาธิปไตยทั้งหมด หากแต่เกิดการย้ายขั้วภายในฝ่ายเดียวกัน

ณัฐกร มองว่า คะแนนส่วนหนึ่งไหลไปยังพรรคประชาชน ซึ่งถูกมองว่ามีจุดยืนชัดเจนกว่าในประเด็นประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหลังการจัดตั้งรัฐบาลปี 2566 ที่เพื่อไทยเลือกจับมือกับพรรคที่เคยอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างพรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ

“คนที่เคยเลือกเพื่อไทยเพราะอุดมการณ์ประชาธิปไตย พอเห็นพรรคประนีประนอมกับฝ่ายเดิม ความเชื่อมั่นบางส่วนก็สั่นคลอน” เขากล่าว

อีกปัจจัยหนึ่งคือผลงานของรัฐบาล ซึ่งประชาชนจำนวนไม่น้อยยังไม่เห็นผลลัพธ์เชิงรูปธรรมของนโยบายสำคัญ เช่น โครงการ Digital Wallet หรือมาตรการเศรษฐกิจอื่นๆ ข้อจำกัดของรัฐบาลผสมที่ต้องประคับประคองหลายพรรค ทำให้ภาพลักษณ์ของเพื่อไทยในฐานะ ‘พรรคที่ผลักดันนโยบายได้จริง’ ถูกตั้งคำถาม

เมื่อจุดยืนทางการเมืองไม่ชัดเท่าเดิม และผลงานยังไม่ปรากฏเป็นรูปธรรม ความได้เปรียบเชิงกระแสจึงลดลง และเปิดพื้นที่ให้พรรคอื่นเข้ามาแทนที่ในฐานะตัวแทนใหม่ของฝ่ายประชาธิปไตยในสายตาผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วน

การเมืองแบบคู่ขนาน 1 คน 2 ใจ ​ ‘ชนะ อบจ. แต่แพ้ สส.’ ​ ​

แม้พรรคเพื่อไทยจะยังสามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ได้ในหลายจังหวัดของภาคเหนือตอนบน แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ได้แปลว่าจะสามารถรักษาฐานเสียงในการเลือกตั้งระดับชาติได้เสมอไป

ณัฐกร อธิบายว่า พฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติกำลังเคลื่อนไปในลักษณะคู่ขนานกล่าวคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจใช้เกณฑ์คนละชุดในการตัดสินใจ

การเลือกนายก อบจ. มักพิจารณาเรื่องศักยภาพในการบริหาร ความสามารถในการเชื่อมโยงงบประมาณจากส่วนกลาง และความต่อเนื่องในการพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวะที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งย่อมมองว่าการเลือกผู้บริหารท้องถิ่นจากฝ่ายรัฐบาลอาจเอื้อต่อการทำงานในพื้นที่ เนื่องจากในช่วงที่มีการเลือก อบจ. ในขณะนั้นพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล

“คนจำนวนหนึ่งเลือกนายก อบจ. เพราะมองว่าเป็นฝ่ายรัฐบาล จะได้บริหารงานง่าย เข้าถึงงบประมาณได้ แต่พอถึงการเลือกตั้งระดับชาติ วิธีคิดอาจเปลี่ยนไป เป็นการเลือกตามอุดมการณ์หรือทิศทางประเทศที่ต้องการ” เขากล่าว

ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดในจังหวัดอย่างแพร่ น่าน เชียงใหม่ และลำปาง ซึ่งพรรคเพื่อไทยสามารถคว้าชัยชนะในระดับ อบจ. และมีเครือข่ายสมาชิกสภาจังหวัด (ส.จ.) จำนวนมาก แต่เมื่อถึงการเลือกตั้ง สส. ล่าสุด กลับไม่สามารถแปลงฐานอำนาจท้องถิ่นเหล่านั้นให้กลายเป็นชัยชนะในระดับชาติได้

ณัฐกรมองว่า สิ่งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมทางการเมือง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเริ่มแยกการตัดสินใจระหว่างการเลือกคนในระดับพื้นที่ กับการเลือกพรรคในระดับชาติ อย่างชัดเจนมากขึ้น ความสำเร็จในสนามหนึ่งจึงไม่การันตีชัยชนะในอีกสนามหนึ่งเหมือนในอดีต

‘เชียงราย-ลำพูน’ เมื่อท้องถิ่นเชื่อมระดับชาติ บทเรียนที่พรรคเพื่อไทยยังไปไม่ถึง

แม้จะพูดถึงการเมืองแบบคู่ขนานว่า การชนะระดับท้องถิ่นไม่การันตีชัยชนะระดับชาติ แต่ในบางจังหวัด ความเชื่อมโยงระหว่างสองระดับยังทำงานอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่างสำคัญคือจังหวัดเชียงราย ซึ่งนายก อบจ. ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย มีบทบาทสำคัญในการวางฐานคะแนนเสียงในพื้นที่ ส่งผลให้พรรคสามารถคว้าชัยชนะได้หลายเขต และในบางเขตยังมีความเชื่อมโยงทางเครือญาติหรือเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นอย่างชัดเจน กรณีนี้สะท้อนว่า เครือข่ายท้องถิ่นยังคงมีพลัง หากสามารถประสานกับกระแสพรรคและโครงสร้างพื้นที่ได้อย่างลงตัว

ในทำนองเดียวกัน จังหวัดลำพูนกลายเป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ พรรคประชาชนสามารถคว้าชัยชนะได้ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ มีทั้งนายก อบจ. และ สส. จากพรรคเดียวกัน ส่งผลให้เกิดการปักฐานทางการเมืองอย่างเป็นเอกภาพในพื้นที่

“ลำพูนเป็นกรณีที่ชัดเจนที่สุด ที่พรรคเดียวกันสามารถชนะทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ซึ่งลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยในจังหวัดอื่น” ณัฐกรอธิบาย

สองกรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองท้องถิ่นกับระดับชาติไม่ได้ขาดออกจากกันทั้งหมด หากแต่ทำงานต่างรูปแบบในแต่ละพื้นที่ บางจังหวัดโครงสร้างเดิมยังหนุนพรรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ในอีกหลายจังหวัด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเริ่มแยกการตัดสินใจออกจากกันอย่างชัดเจน

ปิดฉากตระกูลการเมืองที่เติบโตมากับพรรคเพื่อไทย

การที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถคว้าชัยชนะได้แบบถล่มทลายเหมือนในอดีต ไม่ได้ส่งผลเพียงต่อจำนวนที่นั่งในสภา แต่ยังสะเทือนถึงตระกูลการเมืองหลายตระกูลที่เติบโตมากับยุครุ่งเรืองของไทยรักไทย–พลังประชาชน–เพื่อไทย

ณัฐกร มองว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ความพ่ายแพ้ของพรรค แต่เป็นจุดเปลี่ยนของโครงสร้างการเมืองแบบหนึ่งที่เคยทำงานได้ดีในภาคเหนือตอนบน ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา นักการเมืองจำนวนไม่น้อยสามารถรักษาอำนาจได้ต่อเนื่อง เพราะอยู่ในคลื่นความนิยมของพรรคที่แข็งแรง

“หลายคนชนะมาหลายสมัย เพราะอยู่ในคลื่นที่แรง พอคลื่นตก ทุกอย่างก็เห็นชัดขึ้น”

เมื่อกระแสพรรคถดถอย ความแข็งแรงเฉพาะตัวของนักการเมืองแต่ละคนจึงถูกทดสอบอย่างจริงจัง ในหลายจังหวัด นักการเมืองหน้าเดิมที่เคยเป็น สส. หลายสมัย ถูกผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคประชาชนโค่นลงได้ แม้ฝ่ายหลังจะไม่ได้มีทุนหรือเครือข่ายใหญ่โตเท่าเดิม แต่ใช้วิธีลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องและอาศัยกระแสการเมืองที่เปลี่ยนไป

ปรากฏการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นในเชียงใหม่ น่าน ลำปาง และอีกหลายพื้นที่ สะท้อนว่าขาลงของพรรคเพื่อไทยเกิดควบคู่กับ ‘ขาลงของตระกูลการเมืองเดิม’ ที่เคยผูกติดกับความนิยมของพรรคมาอย่างยาวนาน

‘ยกเครื่องเพื่อไทย’ ที่ยังไม่ได้ใจประชาชน

ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยพยายาม ‘ยกเครื่อง’ อย่างจริงจังทั้งในระดับยุทธศาสตร์และตัวบุคคล มีการคัดเลือกผู้สมัครรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่นักการเมืองรุ่นเดิมหลายพื้นที่ ผู้สมัครจำนวนไม่น้อยมีภาพลักษณ์มืออาชีพ เช่น แพทย์ นักธุรกิจ หรือคนทำงานในท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนความพยายามของพรรคในการปรับตัวและลดภาพจำการเมืองแบบเก่า อย่างไรก็ตาม ผลเลือกตั้งสะท้อนว่า การปรับตัวเชิงบุคคลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

“ต่อให้เอาคนรุ่นใหม่ โปรไฟล์ดี มีภาพลักษณ์ดีเข้ามา แต่ถ้ากระแสพรรคไม่เอื้อ ก็ไม่สามารถพาผู้สมัครชนะได้ แสดงว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเชื่อมั่นต่อพรรคโดยรวม”

ณัฐกรชี้ว่า พรรคมีวิธีคัดเลือกผู้สมัครแตกต่างกันระหว่างพื้นที่เมืองและชนบท ในเมืองเน้นภาพลักษณ์มืออาชีพ ในชนบทเน้นเครือข่ายพื้นที่ แต่จากผลการเลือกตั้ง พบว่า แม้ในพื้นที่ชนบทซึ่งเคยเป็นฐานเสียงสำคัญ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ไม่ได้ลงคะแนนให้ผู้สมัครของเพื่อไทยแบบเดิมอีกต่อไป

เขามองว่า สัญญาณการเปลี่ยนผ่านไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากเริ่มเห็นมาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งขณะนั้นพรรคยังพอรักษาที่นั่งไว้ได้ในบางจังหวัด เช่น เชียงใหม่ แพร่ น่าน และเชียงราย แม้จำนวนจะลดลง แต่ยังมีลมหายใจอยู่

ทว่าในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด หลายจังหวัดที่เคยเป็นฐานหลัก เช่น แพร่ น่าน และลำปาง สูญเสียที่นั่งทั้งหมด ขณะที่เชียงรายซึ่งเคยได้ถึง 4 จาก 7 เขตในปี 2566 เหลือเพียง 2 เขต ภาพนี้จึงไม่ใช่เพียงการลดลงชั่วคราว แต่สะท้อนการหดตัวในระดับภูมิภาค

“สัญญาณมันเริ่มมาตั้งแต่ปี 2566 แล้ว และมาแสดงผลชัดเจนในครั้งนี้ ว่าพรรคที่เคยเป็นพรรคหลักในพื้นที่ ถูกท้าทายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะจากพรรคประชาชนในฐานะตัวแทนใหม่ของฝ่ายประชาธิปไตย”

แม้พรรคจะปรับโครงสร้าง เปลี่ยนผู้นำ และปรับยุทธศาสตร์หลายครั้ง แต่ความพยายามเหล่านั้นยังไม่สามารถฟื้นความเชื่อมั่นที่เคยสั่งสมมาได้เต็มที่

“พรรคทำหลายอย่างแล้ว แต่ผลลัพธ์ยังไม่กลับมาเหมือนเดิม แสดงว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ระยะสั้น หากเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของฐานเสียง”

บทสรุปเพื่อไทยกับผลเลือกตั้งภาคเหนือตอนบน ‘สัญญาณเตือน มากกว่าคำตัดสิน’

ในอีกมุมหนึ่ง ถิรายุส์ บำบัด คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เห็นว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังไม่อาจสรุปได้ว่าเพื่อไทย ‘แพ้แล้ว’ ในภาคเหนือตอนบน หากควรถูกอ่านในฐานะสัญญาณเตือนมากกว่าการปิดฉากฐานทางการเมืองเดิม

ถิรายุส์ชี้ว่า หากพิจารณาคะแนนบัญชีรายชื่อ แม้พรรคประชาชนจะมาเป็นอันดับหนึ่งในหลายจังหวัด แต่เพื่อไทยยังมาเป็นอันดับสอง และยังมีคะแนนรวมในระดับที่ไม่ถือว่าน้อย

“ถ้าดูจากคะแนนบัญชีรายชื่อ แม้พรรคประชาชนมาอันดับหนึ่ง แต่พรรคเพื่อไทยมาอันดับสอง ซึ่งถือว่าไม่ได้น้อยเลย ถ้ามองในระดับทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ​ (ยกเว้นจังหวัดพะเยา) มันยังสะท้อนว่าฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยยังคงอยู่” เขากล่าว

จากคำกล่าวของ ถิรายุส์ ภาคเหนือตอนบนยังไม่ใช่พื้นที่ที่เพื่อไทยถูกปิดประตูตาย หากเป็นพื้นที่ที่การแข่งขันสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และพรรคไม่สามารถพึ่งพาความรุ่งโรจน์ทางการเมืองในอดีตได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ถิรายุส์เตือนว่า หากแนวโน้มเช่นนี้ยังดำเนินต่อไปอีกหนึ่งรอบเลือกตั้ง คำถามเรื่องการสูญเสียฐานที่มั่นอาจไม่ใช่เพียงสมมติฐาน

“ถ้าการเลือกตั้งรอบหน้ายังเป็นแบบนี้อยู่ ผมคิดว่าแนวโน้มที่พรรคเพื่อไทยจะสูญเสียพื้นที่ในภาคเหนือตอนบน อาจกลายเป็นความจริงได้”

ท้ายที่สุด ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผู้แทนในบางเขต หากเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านในระดับโครงสร้าง ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองกับเครือข่ายท้องถิ่น และความคาดหวังของประชาชนต่อบทบาทของผู้แทน

คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า เพื่อไทยจะแพ้หรือชนะในรอบหน้าเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่า พรรคจะนิยามบทบาทของตนเองใหม่อย่างไร ในภูมิภาคที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น ‘เมืองหลวง ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย’ และจะสามารถฟื้นความเชื่อมั่นได้หรือไม่ ในวันที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเริ่มใช้เหตุผลคนละชุดในการตัดสินใจทางการเมือง

เรื่อง: ปรัชญา ไชยแก้ว

​https://www.facebook.com/photo/?fbid=941927228592021&set=a.133395686111850
https://www.lannernews.com/26022569-02/




การเมืองไทยเคลื่อนตัวออกจากการแข่งขันบนพื้นฐานของอุดมการณ์และนโยบาย ไปสู่การเมืองที่ขับเคลื่อนโดยเครือข่ายอุปถัมภ์ เราจะหลุดจากการเมืองอุปถัมภ์อย่างไร ยังมีความหวังบ้างไหม ?


ประชาธิปไตย2สี I ณพล จาตุศรีพิทักษ์ I อุดมการณ์อ่อนแอ แพ้เครือข่ายอุปถัมภ์ ยังมีความหวังบ้างไหม ?

matichon tv

Premiered 8 hours ago 

รายการประชาธิปไตยสองสี I ตอนที่ 99 อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) สนทนา ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์การเมือง วันที่ การเมืองอุดมการณ์อ่อนแอ แพ้เครือข่ายอุปถัมภ์ ยังมีความหวังบ้างไหม ? เผยแพร่ เสาร์ 28 กพ.2569 เวลา 18.00 น.

https://www.youtube.com/watch?v=ZCVICinHPlA




28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 ครบ50 ปี การลอบสังหาร ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน อดีตเลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ในกระแสขวาพิฆาตซ้ายหลัง 14 ตุลา 50 ปีผ่านไป คนสั่ง-คนฆ่า เป็นใครถึงยังจับไม่ได้


https://www.facebook.com/jaran.ditapichai/posts/25711722115176715

Jaran Ditapichai
12 hours ago
·
ขอรำลึกสดุดี ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน อดีตเลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ถูกลอบสังหารเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณ 01.30 น.วันทึ่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 ครบ50 ปี ครึ่งศตวรรษพอดี
ดร.บุญสนอง เป็นนักวิชาการ ปัญญาชนปฏิวัติ หลั งกรณี14 ตุลาคม 2517 ท่านเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงตั้งพรรคสังคมนิยมฯ อันเป็นพรรคการเมืองหัวหอกของขบวนการสังคมนิยมในประเทศไทย พรรคประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งทั่วไป26 มกราคม 2518 ได้ส.ส.ถึง 15 คน และการแสดงบทบาทเป็นกองหน้าฝ่ายซ้าย จึงถูกโจมตีอย่างหนัก
ตั้งแต่กลางปี2518 ฝ่ายผู้ปกครอง ฝ่ายขวาใช้วิธีจับกุมคุมขัง ลอบสังหารผู้นำชาวนา กรรมกร นิสิตนักศึกษา และนักการเมืองหัวก้าวหน้าไปเกือบ30 คน ดร.บุญสนอง เป็นเป้าสังหารคนหนึ่งของฝ่ายนั้น
ผมร่วมก่อตั้งพรรคสังคมนิยมฯ จึงสนิทกับท่าน ก่อนถูกสังหาร3 วัน ท่านบอกผมอาจถูกฆ่า
50 ปีผ่านมา คนสั่ง คนฆ่ายังลอยนวล
ขบวนสังคมนิยมในประเทศไทยแทบไม่มี มีแต่พรรคประชาชน ซึ่งถูกขัดขวาง ทำลายตลอดเวลาดังพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย
แต่ประวัตศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย
.....

เยือนที่เกิดเหตุลอบสังหาร 'บุญสนอง บุณโยทยาน' เมื่อปี 2519

ทีมข่าวการเมือง

พาสำรวจที่เกิดเหตุลอบยิง 'บุญสนอง บุณโยทยาน' เลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยที่เกิดขึ้นวันนี้เมื่อ 43 ปีที่แล้วในช่วง "ขวาพิฆาตซ้าย" ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยผ่านมา 4 ทศวรรษปัจจุบันจุดลอบยิง 'บุญสนอง' อยู่ที่ปากซอยวิภาวดีรังสิต 44 และจุดขึ้นลงสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีวัดเสมียนนารีเป็นหมุดหมายที่เกิดเหตุ

เยือนที่เกิดเหตุวางระเบิด 'โรงเรียนช่างกลพระรามหก' เมื่อ 43 ปีที่แล้ว, 
3 มี.ค. 2562




หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ฉบับวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 1976 ลงข่าวลอบสังหารบุญสนอง บุณโยทยาน


หนังสือพิมพ์ประชาชาติฉบับวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2519 ลงข่าวลอบสังหารบุญสนอง บุณโยทยาน


หนังสือพิมพ์ประชาชาติฉบับวันที่ 4 มีนาคม 2519 ลงข่าวประชาชนชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2519 ก่อนเดินไปร่วมงานศพบุญสนอง บุณโยทยาน ที่วัดตรีทศเทพ



รถยนต์ซีตรองสีขาว ทะเบียน กท.อ.7888 ของบุญสนอง บุณโยทยาน ตกลงไปในคูน้ำข้างถนนวิภาวดีรังสิต เลยปากซอย 44 (ที่มา: Bangkok Post, 29 February 1976 P.1 และ doctorboonsanong.blogspot.com อ้างจากหนังสือพิมพ์ไม่ทราบฉบับ, ไม่ทราบวันที่พิมพ์)


งานฌาปนกิจบุญสนอง ที่วัดตรีทศเทพ เวลา 14.00 น. วันที่ 6 มีนาคม 2519 (ที่มา: เดลินิวส์, 7 มีนาคม 2519 อ้างจาก doctorboonsanong.blogspot.com)

วันนี้เมื่อ 43 ปีที่แล้ว หรือเมื่อเช้าเวลา 01.30 น. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2519 บุญสนอง บุณโยทยาน เลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยถูกลอบยิงเสียชีวิต โดยเป็นการเสียชีวิตก่อนการเลือกตั้ง 4 เมษายน 2519

ในคืนเกิดเหตุวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2519 บุญสนองไปร่วมงานเลี้ยงส่งมาโกท์ แฮงกี้ เลขานุการโทสถานทูตออสเตรเลีย ต่อมาเวลา 01.30 น. ของเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2519 บุญสนองซึ่งขับรถซีตรองสีขาว ทะเบียน กท.อ.7888 มาถึงถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ และขับผ่านหน้าโรงแรมอพอลโล ก่อนถึงปากซอยหมู่บ้านมงคลนิเวศน์ ปัจจุบันคือถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 44 เพื่อกลับบ้านพักภายในซอย ได้ถูกยิงจากรถบรรทุกสิบล้อที่ขับตามมาตั้งแต่แยกหลักสี่และแล่นประกบกันมาจนเลยสี่แยกบางเขน พอข้ามสะพานเยื้องหน้าโรงแรมอพอลโลก็เกิดเสียงปืน เป็นเหตุให้รถแฉลบลงคูข้างทาง

หนังสือพิมพ์ประชาชาติวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2519 รายงานว่า มือปืนซึ่งนั่งมาในรถบรรทุกสิบล้อแล่นขนาบข้างด้านขวาของรถบุญสนอง แล้วกระหน่ำยิงเข้าท้ายทอยด้านขวาของบุญสนอง โดยตำรวจนำศพบุญสนองไปที่โรงพยาบาลลเปาโล โดย พล.ต.ท.ชุมพล โลหะชาละ รองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายกิจการพิเศษ กับ พล.ต.ท.ณรงค์ มหานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รุดไปชันสูตรศพ ส่วนหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2519 รายงานว่ามีรถของสถานเสริมสวย "ประโยชน์บิวตี้" ซึ่งกำลังกลับจากเที่ยวงานวัดเสมียนนารี มายังที่เกิดเหตุเพื่อช่วยกันนำบุญสนองออกจากรถ และรีบส่งโรงพยาบาลเปาโลเมื่อเวลา 01.40 น. แต่ปรากฏว่าบุญสนองถึงแก่กรรมเสียก่อน

เยือนสถานที่เกิดเหตุในอีก 4 ทศวรรษถัดมา

ปากซอยวิภาวดีรังสิต 44 จุดลอบยิงบุญสนอง บุณโยทยาน ภาพถ่ายเดือนตุลาคม 2559


ริมคูน้ำถนนวิภาวดีรังสิต มองจากฝั่งปั๊มเชลล์ไปทางปากซอยวิภาวดีรังสิต 44 ภาพถ่ายเดือนตุลาคม 2559

ริมถนนวิภาวดีรังสิต ริมคูน้ำด้านปั๊มเชลล์ ด้านหน้าคือถนนวิภาวดีรังสิต ป้ายไฟฟ้าที่ไกลออกไปคือปากซอยวิภาวดีรังสิต 44 ภาพถ่ายเดือนตุลาคม 2559

ภาพจาก Google Stree View บริเวณปากซอยวิภาวดีรังสิต 44 จุดลอบยิงบุญสนอง บุณโยทยาน ปัจจุบันบริเวณคูน้ำก่อนถึงปากซอยกลายเป็นจุดขึ้นลงรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง สถานีวัดเสมียนนารี (ที่มา: Google Stree View/เมษายน 2018)


ภาพจาก Google Stree View แสดงภาพคูน้ำริมถนน ระหว่างปากซอยวิภา

วดีรังสิต 44 และก่อนถึงวิภาวดีรังสิต 42 โดยตรงกลางที่เป็นปั๊มเอสโซ่นั้นปัจจุบันคือปั๊มเชลล์ โดยคูน้ำช่วงนี้เป็นจุดที่รถยนต์ของบุญสนอง บุณโยทยานไถลตกลงไป โดยบริเวณนี้ยังอยู่ตรงกลางระหว่างจุดขึ้นลงรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง สถานีวัดเสมียนนารี ฝั่งถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้าทั้ง 2 จุดขึ้นลง (ที่มา: Google Stree View/เมษายน 2018)


แผนที่แสดงจุดเกิดเหตุในหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2519


แผนที่แสดงจุดเกิดเหตุในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post วันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1976 ระบุว่ารถของบุญสนอง บุณโยทยาน ไถลตกคูน้ำไกลออกไปจากจุดที่ถูกยิง

ผู้สื่อข่าวสำรวจจุดเกิดเหตุลอบสังหารบุญสนอง ใช้วิธีเทียบข้อมูลและแผนที่ ซึ่งแสดงในหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยฉบับวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2519 และ Bangkok Post ฉบับที่จำหน่ายวันเดียวกัน พบว่าปัจจุบันจุดลอบยิงบุญสนองคือปากซอย 44 ถนนวิภาวดีรังสิต ส่วนด้านตรงข้ามกลายเป็นสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง "สถานีวัดเสมียนนารี" โดยบันไดขึ้นลงรถไฟฟ้า ฝั่งถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้าทั้ง 2 จุดทางขึ้นลง คร่อมอยู่ระหว่างจุดเกิดเหตุลอบยิงบุญสนอง และจุดที่รถยนต์ของบุญสนองตกลงไปในคูน้ำ

ส่วนจุดที่รถยนต์ของบุญสนองตกลงไปในคูน้ำ หากยึดตามแผนที่ของหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย จุดที่รถตกลงไปในคูน้ำจะห่างไปจากปากซอย 44 ถนนวิภาวดีรังสิต เล็กน้อย ขณะที่แผนที่ของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ระบุว่ารถของบุญสนองแล่นเลยปากซอยออกไป เลยหน้าปั๊มน้ำมันเอสโซ่แล้วตกลงไปในคูน้ำก่อนถึงปากซอยสยามไมโคร

โดยปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ซึ่งอยู่เลยปากซอย 44 ถนนวิภาวดีรังสิต กลายเป็นปั้มเชลล์ โดยหน้าปั๊มเชลล์ยังมีคูน้ำซึ่งอยู่ริมถนนวิภาวดีรังสิต และเมื่อตรวจสอบกับ Google Street View ซึ่งอัพเดทเดือนเมษายน 2018 พบว่าจุดขึ้นลงสถานีรถไฟฟ้าทั้ง 2 จุด บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาเข้า คร่อมอยู่ระหว่างจุดเกิดเหตุลอบยิงบุญสนอง และจุดที่รถยนต์ของบุญสนองตกลงไปในคูน้ำ

บุญสนอง บุณโยทยาน และกระแสขวาพิฆาตซ้ายหลัง 14 ตุลา

สำหรับบุญสนอง บุณโยทยาน เกิดที่บ้านประตูหวาย ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2479 เป็นอดีตนักเรียนทุน Rockefeller ภายหลังจากจบการศึกษาปริญญาเอกด้านสังคมวิทยามาจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลในปี 2514 ได้กลับมาสอนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็น 1 ใน 100 รายชื่อผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญในช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หลังจากนั้นร่วมก่อตั้งกลุ่มประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ปช.ปช) เคยเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติเมื่อปี 2516 เพื่อเลือกสภานิติบัญญัติแห่งชาติในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ต่อมาหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2517 ได้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นเลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย แม้บุญสนองซึ่งลงเลือกตั้งทั่วไป 26 มกราคม 2518 และเลือกตั้งซ่อมในเดือนมิถุนายนปีเดียวกันอีก 1 ครั้ง แต่ไม่ชนะการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย เคยชนะเลือกตั้งได้ ส.ส. 15 ที่นั่งในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2518 และได้ ส.ส. 2 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งทั่วไป 4 เมษายน 2519 อย่างไรก็ตามบุญสนองก็ถูกลอบยิงดังกล่าว

จากบทความ "เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เกิดขึ้นได้อย่างไร" โดยสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เผยแพร่ในเว็บไซต์บันทึก 6 ตุลา ระบุว่านับตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จนถึงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีความพยายามแบ่งแยกขบวนการและทำลาย และใช้ความรุนแรงสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของนักศึกษาและประชาชน โดยนอกจากการใช้สถานีวิทยุยานเกราะและสื่อมวลชนฝ่ายอนุรักษ์นิยมออกข่าวโจมตีขบวนการนักศึกษาและประชาชนแล้ว ยังมีการจัดตั้งพลังมวลชนฝ่ายขวา ใช้การลอบสังหารผู้นำฝ่ายนักศึกษาและขบวนการประชาชน ในกรณีนี้รวมทั้งการลอบสังหารแกนนำของสมาพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยรวมทั้งการทำร้าย และการปาระเบิดใส่ที่ชุมนุมและสถานที่ปราศรัยของพรรคการเมือง โดยระหว่างปี 2517 จนถึงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงทางการเมืองรวมทั้งกรณี "ขวาพิฆาตซ้าย" ไม่ต่ำกว่า 101 ราย

สำหรับผู้สนใจสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โครงการรวบรวมประวัติและผลงานของ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน [1] และโครงการบันทึก 6 ตุลา [2]


มีรายงานว่าสำนักงานของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และสำนักงานประธานาธิบดีในกรุงเตหะราน ถูกโจมตี แต่อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ไม่ได้อยู่ในเตหะราน ขณะที่ตอนนี้อิหร่านได้ตอบโต้พื้นที่ต่าง ๆ ที่มีฐานที่มั่นของกองทัพสหรัฐฯ ทั้งในบาห์เรน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์









สหรัฐฯ-อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ทรัมป์ระบุ "ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่" กำลังดำเนินการ


กลุ่มควันลอยขึ้นเหนือใจกลางกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน หลังจากการโจมตีของอิสราเอล เมื่อ28 ก.พ.

28 กุมภาพันธ์ 2026
บีบีซีไทย

สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้เปิด "ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่" ในอิหร่าน โดยอ้างว่า "เพื่อขจัดภัยคุกคาม" ต่อรัฐของตน

อิสราเอลเรียกสิ่งที่พวกเขาทำว่า "การชิงโจมตีก่อน" (pre-emptive attack) ต่ออิหร่าน

ในแถลงการณ์ของนายอิสราเอล แคตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล ได้ประกาศ "ภาวะฉุกเฉินพิเศษและถาวร" ทั่วทั้งประเทศ

"อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านก่อนเพื่อขจัดภัยคุกคามต่อรัฐอิสราเอล" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอลกล่าว

กองทัพอิสราเอลประกาศปิดสถานศึกษาและสถานที่ทำงาน ยกเว้นภาคส่วนที่จำเป็น โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.-2 มี.ค. และยังสั่งปิดน่านฟ้าชั่วคราวโดยไม่อนุญาตให้เที่ยวบินพลเรือนบินผ่าน

ไม่นานหลังจากนั้น มีคำยืนยันว่าสหรัฐฯ เข้าร่วมปฏิบัติการนี้ด้วย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้โพสต์วิดีโอความยาว 8 นาทีบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเขา "ทรูธ โซเชียล" (Truth Social) ระบุว่า สหรัฐฯ ได้เปิด "ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่" (major combat operations) ในอิหร่าน โดยมีเป้าหมายเพื่อ "ป้องกันไม่ให้เผด็จการหัวรุนแรงที่ชั่วร้ายนี้มาคุกคามอเมริกา"

"เราพยายามซ้ำเล่าซ้ำเล่าที่จะทำข้อตกลง เราพยายามแล้ว" ทรัมป์กล่าว และเสริมอีกว่า "เรากำลังจะทำลายขีปนาวุธของพวกเขา และทำให้อุตสาหกรรมขีปนาวุธของพวกเขาย่อยยับจมดิน มันจะเป็นการ... กวาดล้างอย่างสิ้นซาก"

ทรัมป์ยังอ้างด้วยว่า อิหร่าน "พยายามจะฟื้นคืนโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขาขึ้นมาใหม่ และยังคงพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลที่ตอนนี้อาจเป็นภัยคุกคามต่อเพื่อน ๆ และพันธมิตรที่ดีมาก ๆ ของเราในยุโรป กองทัพของเราที่ประจำการอยู่ในต่างประเทศ และอาจมาถึงบ้านเกิดของชาวอเมริกันได้"

เขาบอกว่าสหรัฐฯ ได้ดำเนินปฏิบัติการ "ครั้งใหญ่" เพื่อ "ป้องกันไม่ให้เผด็จการหัวรุนแรงที่ชั่วร้ายนี้มาคุกคามอเมริกา"

เสียงระเบิดดังในอย่างน้อย 5 เมืองของอิหร่าน

เสียงระเบิดดังสนั่นในกรุงเตหะราน ขณะที่อิสราเอลประกาศว่าได้เริ่มการโจมตีอิหร่านแบบ "ชิงลงมือก่อน" แล้ว


มีควันพวยพุ่งขึ้นเหนือท้องฟ้ากรุงเตหะราน ขณะที่การประท้วงเริ่มขึ้นในเมืองหลวง

สื่ออิหร่านรายงานว่า มีผู้ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น 3 ครั้งในกรุงเตหะรานในเวลาราว 08.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับเวลา 13.15 น. ของไทย) โดยสำนักข่าวฟาร์ส (Fars News Agency) ระบุว่าพวกเขาได้รับรายงานว่ามีขีปนาวุธหลายลูกพุ่งโจมตีพื้นที่สาธารณรัฐในเมืองหลวงของอิหร่าน

บีบีซีได้รับภาพถ่ายกลุ่มควันที่ลอยเหนือกรุงเตหะราน บริเวณจัตุรัสจอมฮูรี (Jomhouri Square) และจัตุรัสฮัสซันอาบัด (Hassan Abad Square)

ต่อมา มีผู้ออกมายืนยันว่าได้ยินเสียงดังคล้ายระเบิดใน 5 เมืองของอิหร่าน รวมถึงอิสฟาฮาน, กอม, คาราจ, เคอร์มานชาห์, และกรุงเตหะราน เมืองหลวงของประเทศ

เวลาราว 17.00 น. ตามเวลาไทย อิหร่านกำลังเผชิญกับสภาวะถูกตัดอินเทอร์เน็ตเกือบสิ้นเชิง ตามจากรายงานของเน็ตบล็อกส์ (NetBlocks) องค์กรติดตามเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ไม่ได้อยู่ในเตหะราน และถูกนำตัวไปยังสถานที่ปลอดภัยแล้ว

ขณะที่จิยาร์ โกล ผู้สื่อข่าวบีบีซีแผนกภาษาเปอร์เซียร์ ระบุว่ามีรายงานว่าสำนักงานของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และสำนักงานประธานาธิบดีในกรุงเตหะราน ถูกโจมตีด้วย

ก่อนจะถึงวันนี้

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากอิสราเอลและอิหร่านเปิดฉากสงครามทางอากาศนาน 12 วันในเดือน มิ.ย. 2025 และเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าพวกเขาจะโจมตีอีกครั้งหากอิหร่านยังคงเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธต่อไป

ในเดือน ก.พ. 2026 ประธานาธิบดีทรัมป์เตือนว่าจะเกิดผลกระทบร้ายแรง หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลงเกี่ยวกับอนาคตโครงการนิวเคลียร์ โดยการโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการเสริมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ในภูมิภาคที่อุดมด้วยน้ำมัน

สหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งจัดการเจรจารอบที่ 3 ที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทั้ง 2 ฝ่ายกล่าวว่ามีความคืบหน้าในการจะบรรลุข้อตกลง

ทางการสหรัฐฯ ได้เพิ่มแรงกดดันต่อทางการอิหร่านให้ยอมรับข้อตกลงใหม่เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของประเทศ โดยทรัมป์กล่าวซ้ำ ๆ ว่าสหรัฐฯ "พร้อม เต็มใจ และสามารถ" ปฏิบัติการ "ด้วยความรวดเร็วและรุนแรง หากจำเป็น"

เมื่อถูกถามว่าความตึงเครียดนี้อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางหรือไม่ ทรัมป์บอกกับนักข่าวที่สนามหญ้าหน้าทำเนียบขาวว่า "มันมีความเสี่ยงอยู่ตลอดนั่นแหละ"

"เมื่อมีสงคราม มันก็มีความเสี่ยงทุกเรื่องแหละ ทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่แย่" เขากล่าวเสริม

เมื่อวันศุกร์ (27 ก.พ.) ทรัมป์เพิ่งจะบอกว่า สหรัฐฯ ยังไม่ได้ "ตัดสินใจถึงที่สุด" ว่าจะโจมตีอิหร่านหรือไม่ แต่เขาก็เริ่มว่าเขา "ไม่ยินดี" กับสิ่งที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้เจรจาต่อรองกันเกี่ยวกับนิวเคลียร์

ทรัมป์บอกว่า อิหร่าน "ไม่เต็มใจที่จะให้เราให้สิ่งที่เราจำเป็นต้องมี" และยืนยันว่าอิหร่าน "ไม่สามารถจะมีอาวุธนิวเคลียร์ได้"

เสียงไซเรนดังขึ้นทั่วอิสราเอล

รายงานโดย ฮิวโก บาเชกา ผู้สื่อข่าวตะวันออกกลางประจำนครเยรูซาเลม

เสียงไซเรนดังขึ้นทั่วทั้งอิสราเอลเมื่อเวลาราว 08.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับเวลา 13.15 น. ของไทย) แจ้งเตือนประชาชนว่าอาจจะมีภัยคุกคามหรือการโจมตีด้วยขีปนาวุธ

การโจมตีของอิสราเอลเกิดขึ้นในช่วงที่มีความพยายามทางการทูตระหว่างทางการสหรัฐฯ และอิหร่าน เพื่อควบคุมโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและหลีกเลี่ยงสงคราม โดยคาดว่าจะมีการเจรจาต่อรองสืบเนื่องไปจนถึงสัปดาห์หน้า

อิหร่านยอมประนีประนอมในการเจรจา แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านเพื่อกดดันให้ผู้นำยอมรับข้อตกลงนั้น จะออกมาเปิดเผยเมื่อวานว่าเขาไม่ได้ "ยินดี" นัก กับวิถีทางที่กำลังเกิดขึ้นในการเจรจา

ทรัมป์ได้สั่งการให้มีการเพิ่มกำลังทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การรุกรานอิรัก ซึ่งนำโดยสหรัฐฯ ในปี 2003 แต่เขาแทบไม่ได้อธิบายเลยว่าเหตุใดจึงจำเป็นต้องมีปฏิบัติการทางการทหารในตอนนี้ ในขณะที่ก็อิหร่านยืนยันว่าจะโต้ตอบการโจมตีด้วยกำลัง

นายอิสราเอล แคตซ์ รมว.กลาโหมของอิสราเอล ระบุว่า การ "ชิงโจมตีก่อน" เพื่อ "ขจัดภัยคุกคามต่อรัฐอิสราเอล" โดยเมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว อิสราเอลได้โจมตีอิหร่าน นำไปสู่สงคราม 12 วัน ก่อนที่สหรัฐฯ จะเข้ามาร่วมกับอิสราเอลในความขัดแย้งนี้ โดยโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ต่าง ๆ ของอิหร่าน

เมื่อไม่นานมานี้ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ได้เตือนถึงสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าเป็นภัยคุกคามต่อประเทศของเขา จากขีปนาวุธของอิหร่าน และเขายังได้แสดงออกคัดค้านถึงข้อตกลงที่มุ่งเพียงเฉพาะโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเท่านั้น

อิหร่านปฏิเสธที่จะเจรจาเกี่ยวกับการจำกัดโครงการขีปนาวุธของตัวเอง รวมถึงการยุติการสนับสนุนตัวแทนในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงกลุ่มฮามาสในกาซา กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน กองกำลังติดอาวุธในอิรัก กลุ่มฮูตีในเยเมน โดยบอกว่าการเรียกร้องเหล่านี้คือการละเมิดอำนาจอธิปไตยของประเทศ

เนทันยาฮูยกทรัมป์เป็น "เพื่อนที่ดี"

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เพิ่งออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการโจมตีอิหร่านโดยอิสราเอลร่วมกับสหรัฐฯ

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ออกแถลงการณ์ มีเนื้อหาสำคัญว่า เมื่อไม่นานมานี้ อิสราเอลและสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการ "เพื่อขจัดภัยคุกคามที่มาจากระบอบผู้ก่อการร้ายในอิหร่าน"

เขากล่าวขอบคุณประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเขาเรียกว่า "เพื่อนที่ดี" สำหรับความเป็นผู้นำที่เป็นประวัติศาสตร์ และบอกด้วยว่า เป็นเวลา 47 ปีแล้วที่ระบอบอยาตอลเลาะห์ตะโกนโห่ร้องว่า 'ความตายสู่อิสราเอล' 'ความตายสู่อเมริกา' ปฏิบัติการร่วมนี้จะสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนชาวอิหร่านผู้กล้าหาญกำหนดชะตากรรมของพวกเขาได้ด้วยน้ำมือของตนเอง

"ช่วงเวลานั้นมาถึงแล้วสำหรับประชาชนชาวอิหร่านทุกส่วน ทั้งชาวเปอร์เซีย ชาวเคิร์ด ชาวอาเซอรี ชาวบาโลจ และชาวแอฮ์วอซ ในการปลดแอกจากเผด็จการและนำความเสรีและสุขสงบมาสู่อิหร่าน" เนทันยาฮูระบุ

ผู้นำอิสราเอลยังเรียกร้องให้พลเมืองชาวอิสราเอล ฟังคำแนะนำจากกองบัญชาการรบส่วนหน้า (Home Front Command) โดยในปฏิบัติการ "เสียงคำรามของสิงโต" (The Roar of the Lion) ทุกคนจะต้องมีความอดทนและต้องแข็งแกร่ง ยืนหยัดด้วยกัน และสู้ไปด้วยกัน

ด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล หรือไอดีเอฟ (The Israel Defence Force - IDF) ระบุในแถลงการณ์ว่า "เมื่อไม่นานมานี้ IDF พบขีปนาวุธถูกยิงมาจากอิหร่านเข้ามายังดินแดนของรัฐอิสราเอล" และขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของกองบัญชาการรบส่วนหน้า

"ขณะนี้กองทัพอากาศอิสราเอลกำลังปฏิบัติการเพื่อสกัดกั้นและโจมตีภัยคุกคามหากจำเป็น เพื่อขจัดภัยนั้น" แถลงการณ์ IDF ระบุตอนหนึ่ง

เสียงระเบิดดังในเมืองหลวงบาห์เรน-กาตาร์-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เวลา 16.11 น. ตามเวลาไทย สำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) รายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังในกรุงมานามา เมืองหลวงของบาห์เรน

ต่อมาสำนักข่าวบาห์เรน (BNA) ของรัฐบาลบาห์เรนรายงานว่า ศูนย์สื่อสารแห่งชาติของบาห์เรนระบุว่า ศูนย์บริการของกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ถูก "โจมตีด้วยขีปนาวุธ" และ "รายละเอียดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบในภายหลัง" แต่ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้โจมตี

บาห์เรนเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองเรือที่ 5 ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมอ่าวเปอร์เซีย ทะเลแดง ทะเลอาหรับ และบางส่วนของมหาสมุทรอินเดีย

ไม่นานหลังจากนั้น มีเสียงระเบิดและเสียงไซเรนเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นในกรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์ เช่นกัน

กระทรวงกลาโหมของกาตาร์กล่าวว่า "ได้ตอบโต้การโจมตีหลายครั้งที่มุ่งเป้าไปยังดินแดนของประเทศได้สำเร็จ" ตามรายงานของสื่อของรัฐ

เจ้าหน้าที่กาตาร์รายหนึ่งกล่าวกับเอเอฟพีว่า ระบบป้องกันขีปนาวุธแพทริออตที่ผลิตโดยสหรัฐฯ ได้สกัดกั้นขีปนาวุธของอิหร่าน

กาตาร์เป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศอัลอูเดด ซึ่งเป็นฐานทัพทหารที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้

ด้านกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เปิดเผยเช่นกันว่าประเทศถูก "โจมตีอย่างโจ่งแจ้งโดยขีปนาวุธของอิหร่าน" พร้อมบอกว่า UAE ได้ตอบโต้ขีปนาวุธเหล่านั้นด้วยศักยภาพสูงและสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธได้จำนวนหนึ่ง

อย่างไรก็ดี พวกเขากล่าวว่าเศษซากที่ตกลงบนพื้นที่พลเรือนในกรุงอาบูดาบีได้สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและคร่าชีวิตพลเรือนสัญชาติเอเชียไปหนึ่งราย

กระทรวงกลาโหมของ UAE ยังประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็น "การทวีความรุนแรงที่อันตราย" และเป็น "การกระทำขี้ขลาด" พร้อมเน้นย้ำว่า UAE จะ "รักษาสิทธิเต็มที่ในการตอบโต้"

ทั้งนี้ ในพื้นที่ตอนใต้ของกรุงอาบูดาบี มีกองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่มีการปฏิบัติการในฐานทัพอากาศอัลดาฟรา (Al Dhafra) ร่วมกับกองทัพอากาศของ UAE ด้วย

องค์กรความมั่นคงสูงสุดของอิหร่านให้คำมั่นว่าจะ "ตอบโต้อย่างบดขยี้" ต่อการโจมตีของสหรัฐฯ - อิสราเอล

รายงานโดย โซรูช เนกาดารี จากบีบีซีมอนิเตอริง

สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน (SNSC) ให้คำมั่นว่าจะ "ตอบโต้อย่างบดขยี้" ภายหลังการโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลต่ออิหร่าน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการโจมตีนี้เกิดขึ้น "ซ้ำอีกครั้งระหว่างการเจรจาต่อรอง" กับทางการสหรัฐฯ

พวกเขาระบุด้วยว่า "ศัตรู" ประเมินผิดแล้วว่าชาวอิหร่านจะ "ยอมแพ้ต่อเรียกร้องที่ไร้เหตุผล ผ่านการกระทำที่ช่างขี้ขลาดเช่นนี้"

SNSC ระบุว่ากองทัพอิหร่านได้เริ่มมาตรการตอบโต้แล้วและให้คำมั่นว่าจะ "แจ้งข่าวให้ประชาชนที่รัก ได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง"

พวกเขายังเตือนด้วยว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลอาจโจมตีต่อในกรุงเตหะรานและในพื้นที่อื่น ๆ พร้อมขอให้พลเรือนเดินทางไปยังสถานที่ที่ปลอดภัยกว่าหากเป็นไปได้เพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย "ในขณะที่สงบสติอารมณ์"

สภาฯ ยังให้ความมั่นใจกับสาธารณชนด้วยว่ารัฐบาลได้ "เตรียมพร้อมทุกความต้องการทางสังคมไว้ล่วงหน้าแล้ว" และ "ไม่มีความกังวลใด ๆ ในการจัดสรรสินค้าที่จำเป็น" พร้อมแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการไปยังศูนย์การค้าที่มีคนพลุกพล่าน

SNSC ยังเปิดเผยด้วยว่า โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะปิดทำการจนกว่าจะมีประกาศให้ทราบต่อไป ส่วนธนาคารต่าง ๆ จะยังคงเปิดให้บริการ ขณะที่สำนักงานต่าง ๆ ของรัฐจะเปิดทำการโดยลดศักยภาพการทำงานลง 50% โดยหากมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ จะมีการประกาศให้ทราบในช่วงเวลาที่เหมาะสม

กต. แนะคนไทยในอิสราเอล-อิหร่านออกนอกพื้นที่

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางในปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่าความขัดแย้งอาจทวีความรุนแรงและขยายวงกว้าง ทำให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ของไทยออกเอกสารข่าว แนะนำให้คนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะในอิหร่านและอิสราเอลเร่งเดินทางออกจากพื้นที่ในขณะที่สายการบินพาณิชย์ยังให้บริการอยู่ หรืออาจพิจารณาเดินทางไปพักอาศัยยังสถานที่หลบภัย (shelter) ป้องกันการโจมตีโดยขีปนาวุธได้ให้บริการอยู่โดยเร็ว

นอกจากนี้ ขอให้คนไทยที่ไม่มีความจำเป็นยิ่งยวดพิจารณาการตัดสินใจเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าวอย่างรอบคอบ เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนและอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว จึงขอให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถืออย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ กรณีต้องการขอรับความช่วยเหลือเร่งด่วน สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ หรือสายด่วน Call Center กรมการกงสุล ที่หมายเลข 0-2572-8442 ตลอด 24 ชั่วโมง

ด้านสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ แนะให้คนไทยติดตามคำสั่งของ Home Front Command (HFC) เป็นภาษาไทยในเฟซบุ๊ก "ทุกเรื่องเมืองยิว" ติ๊กตอก "สถานทูตไทยในอิสราเอล" และเว็บไซต์สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ และหลีกเลี่ยงการออกจากที่พัก หากไม่มีเหตุจำเป็น รวมถึงศึกษาตำแหน่งที่ตั้งของห้องหลบภัย ทั้งภายในอาคารและจุดสาธารณะใกล้เคียง

https://www.bbc.com/thai/articles/cz6enzp3x86o



เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เตือนผู้ที่เคยต่อต้านระบอบทักษิณ ที่กลัวพรรคสีส้ม และลืมเหตุการณ์ในอดีต เลยเทคะแนนเสียงให้สีน้ำเงินอย่าได้วางใจ ครูใหญ่บุรีรัมย์และพรรคพวก


เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง 
8 hours ago
·
ทั้งๆที่เคยต่อต้านระบอบทักษิณ หลายคนกลัวพรรคสีส้ม และลืมเหตุการณ์ในอดีต เลยเทคะแนนเสียงให้สีน้ำเงิน
ถ้าได้ฉุกคิด แล้วจะเศร้าใจ ;
ปี 2544 ทักษิณเข้าสู่อำนาจจากสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีควบรวมกลุ่มอิทธิพลบ้านใหญ่ และการเมืองอื่นก่อนการเลือกตั้ง ทำให้ไทยรักไทยได้เสียงข้างมาก จัดตั้งรัฐบาล
ขณะนั้น วุฒิสภายังเป็นอิสระ ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นสมาชิกสภาวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง พบระบอบทักษิณ ใช้วิธีแทรกแซงเอื้อประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม จ่ายเงินส.ว. เป็นรายเดือนและจ่ายรายครั้งที่ลงมติ จนครอบครองวุฒิสภาเสียงข้างมากได้
หลังจากนั้นจึงเข้ายึดครององค์กรอิสระ ผ่านการเลือกสรรค์ของวุฒิสภา สำนวน กกต.ก็เป็นของเรา ปปช.ก็เป็นของเรา ตุลาการรัฐธรรมนูญก็เป็นของเรา จึงเกิดขึ้น
ฝ่ายค้านในสมัยนั้นทำงานยากลำบาก เพราะรัฐธรรมนูญปี 2540 สร้างระบบให้ฝ่ายค้านอ่อนแอ จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องมีเสียงจำนวนมาก กว่าปกติ
นอกจากควบคุมสื่อของรัฐ ใช้โฆษณาสปอนเซอร์ควบคุมหนังสือพิมพ์และทีวี  และถึงกับแทรกซื้อเป็นเจ้าของทีวีเอง 

หมดหนทางต่อสู้ในรัฐสภา ผมจึงได้ทำหนังสือ“รู้ทันทักษิณ” เพราะเมื่อใดอำนาจเบ็ดเสร็จ ตกอยู่ในมือของกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ก็จะมีการฉ้อฉลทุจริตโดยนโยบาย หาผลประโยชน์ทางธุรกิจ
และเพราะเศรษฐกิจคือเนื้อหนังของการเมือง การเปิดเผยผลประโยชน์ ของระบอบทักษิณ ในชุดหนังสือ“รู้ทันทักษิณ“ จึงทำให้คนเข้าใจการผูกขาดทางการเมืองได้ดีขึ้น ถึงกับต้องลุกขึ้นล้มระบอบทักษิณ 
ตอนนั้น แกนนำทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังของพรรคภูมิใจไทยในปัจจุบัน ทั้งตัวเองและพ่อ ก็อยู่ในพรรคไทยรักไทย
แต่ สถานการณ์การเมือง ขณะนี้รวดเร็วเบ็ดเสร็จยิ่งกว่า ใช้โมเดลเดียวกัน ควบรวมพรรครวบรวมบ้านใหญ่ หัวหน้ามุ้งเข้าพรรค ขณะที่ได้ครอบงำครอบครองวุฒิสภา จากการฮั้วส.ว. ที่แยบยลก่อนหน้า และ ดำเนินการเปลี่ยนแปลงจัดตั้ง องค์กรอิสระทั้งหลายแล้ว
ใครจะคิดอ่านป้องกันอย่างไร ?ได้บ้าง
อย่าได้วางใจ ครูใหญ่บุรีรัมย์และพรรคพวก ที่ได้ฐานความคิด ประสบการณ์ และบทเรียนจากระบอบทักษิณ

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1437572701074926&id=100044666283411





ยิ่งนับใหม่ยิ่งเจอพิรุธ บางหน่วยคะแนนเปลี่ยนเป็นเท่าตัว! กกต. ต้องตั้งกรรมการสอบ มีขบวนการโกงเสียงประชาชนหรือไม่


พรรคประชาชน - People's Party
4 hours ago
·
[ ยิ่งนับใหม่ยิ่งเจอพิรุธ บางหน่วยคะแนนเปลี่ยนเป็นเท่าตัว! กกต. ต้องตั้งกรรมการสอบ มีขบวนการโกงเสียงประชาชนหรือไม่ ]
.
เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา ทาง กกต. ได้จัดให้มีการ “นับคะแนนใหม่” ในบางหน่วยเลือกตั้งในจังหวัดสุพรรณบุรี
.
การ “นับคะแนนใหม่” ไม่ใช่การเปิดให้ประชาชนมา “ลงคะแนนใหม่” แต่เป็นเพียงการนำบัตรเลือกตั้งที่ได้มีการลงคะแนนไปแล้ว กลับมานับและรวมคะแนนใหม่
.
ดังนั้น โดยหลักการแล้ว หากการนับคะแนน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ไม่ได้มีปัญหาที่ร้ายแรง คะแนนที่มีการนับใหม่ ก็ควรจะเท่า หรือ (หากมีความผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือ human error) แตกต่างเล็กน้อย กับคะแนนที่ได้มีการนับไปในครั้งก่อน
.
แต่ในการนับคะแนนเมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา ทั้ง 2 หน่วยเลือกตั้ง ที่มีการนับคะแนนใหม่ ในอำเภอสองพี่น้อง เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสุพรรณบุรี กลับปรากฏว่า คะแนนของผู้สมัครและพรรคต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับการนับคะแนนเมื่อวันที่ 8 ก.พ.
.
ตำบลบางตาเถร หน่วยเลือกตั้งที่ 1 (สส. เขต)
- พรรคประชาชน (นุศรา): “เพิ่มขึ้น” จาก 104 คะแนน เป็น 228 คะแนน
- พรรคภูมิใจไทย (ณัฐวุฒิ): “ลดลง” จาก 427 คะแนน เป็น 263 คะแนน
- พรรคกล้าธรรม (พงศ์พิชาญ): “เพิ่มขึ้น” จาก 46 คะแนน เป็น 55 คะแนน
- พรรคเพื่อไทย (ชัยพร): “เพิ่มขึ้น” จาก 27 คะแนน เป็น 29 คะแนน
.
ตำบลบางตาเถร หน่วยเลือกตั้งที่ 1 (สส. บัญชีรายชื่อ)
- พรรคประชาชน: “เพิ่มขึ้น” จาก 198 คะแนน เป็น 226 คะแนน
- พรรคภูมิใจไทย: “ลดลง” จาก 279 คะแนน เป็น 233 คะแนน
- พรรคเพื่อไทย: “เพิ่มขึ้น” จาก 35 คะแนน เป็น 39 คะแนน
.
ตำบลบ้านช้าง หน่วยเลือกตั้งที่ 4 (สส. เขต)
- พรรคประชาชน (นุศรา): “เพิ่มขึ้น” จาก 129 คะแนน เป็น 165 คะแนน
- พรรคภูมิใจไทย (ณัฐวุฒิ): “ลดลง” จาก 297 คะแนน เป็น 212 คะแนน
- พรรคกล้าธรรม (พงศ์พิชาญ): “เพิ่มขึ้น” จาก 22 คะแนน เป็น 39 คะแนน
- พรรคเพื่อไทย (ชัยพร): “เพิ่มขึ้น” จาก 21 คะแนน เป็น 39 คะแนน
.
การที่คะแนนเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้ เป็นสิ่งที่อธิบายยากมากว่ามาจากเพียงความผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือ human error ของเจ้าหน้าที่
.
ยิ่งเมื่อเราเห็นหลักฐานผ่านคลิปวิดีโอ (ดูใน comment) ว่าสาเหตุที่นำมาสู่การนับคะแนนใหม่ในบางหน่วยในครั้งนี้ เกิดจากกระบวนการนับคะแนนเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่มีพิรุธ และไม่มีการแสดงบัตรต่อหน้าสาธารณะและผู้สังเกตการณ์อย่างโปร่งใส จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าคะแนนที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้มีสาเหตุมาจากความผิดพลาดโดยสุจริต แต่อาจมีสาเหตุมาจากขบวนการทุจริตในระดับหน่วยเลือกตั้งหรือไม่
.
เพื่อให้เกิดความโปร่งใส พรรคประชาชนขอเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการดังต่อไปนี้
.
1. ตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวน เจ้าหน้าที่ กกต. และกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ทุกคน ที่เกี่ยวกับข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในอำเภอสองพี่น้อง รวมถึงใน 2 หน่วยเลือกตั้งที่คะแนนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และรายงานผลการตรวจสอบต่อสาธารณะโดยเร็ว
.
ในทางคู่ขนาน ฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชนเตรียมใช้ช่องทางอื่นในการตรวจสอบและดำเนินการให้ผู้ที่ถูกพิสูจน์ว่ากระทำความผิด ต้องรับผิดรับชอบต่อกฎหมาย เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องในการจัดการเลือกตั้งให้เสรี เป็นธรรม และโปร่งใส
.
2. จัดให้มีการนับคะแนนใหม่ อย่างน้อยที่สุดในทุกหน่วยของเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าไม่ได้มีความผิดพลาดหรือขบวนการลักษณะนี้ ในหน่วยเลือกตั้งอื่นที่ไม่ได้มีการนับคะแนนใหม่เมื่อวันที่ 27 ก.พ.
.
แม้การนับคะแนนใหม่ อาจไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้ชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต แต่คะแนนทุกคะแนนที่เปลี่ยนแปลงไปในระบบบัญชีรายชื่อ อาจส่งผลต่อจำนวน สส. ของแต่ละพรรคการเมืองในสภาได้ และโดยหลักการแล้ว แม้ผลจะเปลี่ยนหรือไม่ เราต้องร่วมกันปกป้องคะแนนเสียงของประชาชนทุกคน ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่เขาได้ลงคะแนนเสียง
.
พรรคประชาชนหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าพรรคการเมืองอื่นทุกพรรค จะร่วมกับพรรคประชาชนในการเรียกร้องความโปร่งใสในกรณีดังกล่าว เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยเสรี เป็นธรรม และโปร่งใส
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122188882130480817&set=a.122093096804480817




เจาะคดี “เลือกตั้ง” “ไม่ลับ” เลือกตั้งพิรุธหนักขนาดนี้ สร้างความเสียหายให้ประชาชนและประเทศชาติ! พรรคประชาชนเดินหน้ายื่นฟ้อง 7 เสือ กกต., เลขาธิการ กกต. และ ผอ. ผู้สนับสนุนการเลือกตั้งรวมทั้งหมด 9 ราย








รรคประชาชน - People's Party
8 hours ago
·
เจาะคดี “เลือกตั้ง” “ไม่ลับ”
.
เลือกตั้งพิรุธหนักขนาดนี้ สร้างความเสียหายให้ประชาชนและประเทศชาติ!
.
พรรคประชาชนเดินหน้ายื่นฟ้อง 7 เสือ กกต., เลขาธิการ กกต. และ ผอ. ผู้สนับสนุนการเลือกตั้งรวมทั้งหมด 9 ราย
.
การเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีบัตรเลือกตั้งสีชมพูที่มีบาร์โค้ด มีบัตรเลือกตั้งสีเขียวที่มีคิวอาร์โค้ด สะท้อนอะไร?
.
ถ้าสแกนรหัสบัตรเลือกตั้งแล้วรู้ว่าประชาชนเลือกใคร แค่คน-สองคน ส่งผลอย่างไร? ทำไม การเลือกตั้งในวันที่มีการให้ลงคะแนนใหม่เมื่อ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถึงใช้บัตรเลือกตั้งแตกต่างจากเดิม?
.
ลับ-ไม่ลับสำคัญยังไง?
.
หาคำตอบได้ที่คลิปนี้


https://x.com/PPLEThai/status/2027681859627585857




🇮🇷 กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) เพิ่งออกคำเตือนเรือที่มุ่งหน้าไปยังช่องแคบฮอร์มุซว่า จะไม่อนุญาตให้เรือลำใดผ่านเข้าไปได้






 

ส่องกล้องเบื้องหน้า จับตาประเทศในตะวันออกกลาง จะตอบสนองอย่างไรกับสงครามในอิหร่าน


Gemini กล่าวว่า

ภูมิทัศน์ทางการเมืองระหว่างประเทศในตะวันออกกลางได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากหลังจากการโจมตีร่วมกันของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 เหตุการณ์นี้และการตอบโต้ในระดับภูมิภาคของอิหร่านได้สร้างปฏิกิริยาที่ซับซ้อนขึ้น

เพื่อให้เข้าใจว่าภูมิภาคนี้กำลังตอบสนองอย่างไร คุณควรจับตาดูพัฒนาการและพฤติกรรมของ "กลุ่ม" เหล่านี้:

1. สภาความร่วมมืออ่าวเปอร์เซีย (GCC) | กลุ่ม "ติดอยู่ตรงกลาง"

ประเทศต่างๆ เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวต และบาห์เรน อยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย ในขณะที่โดยทั่วไปแล้วพวกเขาต่อต้านอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค แต่พวกเขาก็หวาดกลัวที่จะเป็นสนามรบหลักสำหรับสงครามที่ขยายวงกว้างขึ้น

สิ่งที่ต้องจับตาดู: มองหาแถลงการณ์เกี่ยวกับการใช้ฐานทัพของสหรัฐฯ หลายประเทศเหล่านี้ได้ประกาศต่อสาธารณะแล้วว่าพวกเขาจะไม่ยอมให้ดินแดนของตนถูกใช้เพื่อโจมตีอิหร่าน

สถานะปัจจุบัน: อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธตอบโต้ไปยังฐานทัพของสหรัฐฯ ในประเทศเหล่านี้แล้ว จับตาดูว่าประเทศเหล่านี้ "สงวนสิทธิ์ในการตอบโต้" (ดังที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และกาตาร์ได้กล่าวอ้าง) หรือว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการลดความตึงเครียดในทันทีเพื่อรักษาเศรษฐกิจของตน

2. รัฐ "กันชน" | จอร์แดนและอียิปต์

ประเทศเหล่านี้เป็น "กำแพงป้องกัน" ทางการทูตหลักที่พยายามป้องกันการล่มสลายของภูมิภาคโดยสิ้นเชิง

จอร์แดน: ในอดีต จอร์แดนสกัดกั้นขีปนาวุธที่ผ่านน่านฟ้าของตน (เพื่อปกป้องอธิปไตยของตนเอง) จับตาดูความเคลื่อนไหวด้านการป้องกันทางอากาศของจอร์แดน พวกเขามักจะตกอยู่ระหว่างสนธิสัญญาสันติภาพกับอิสราเอลและความใกล้ชิดกับกลุ่มตัวแทนของอิหร่านในซีเรียและอิรัก

อียิปต์: ประธานาธิบดีเอล-ซิซีได้ประณาม "การละเมิดอธิปไตยของอาหรับ" อย่างรวดเร็ว จับตาดูบทบาทของอียิปต์ในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย ปัจจุบันพวกเขากำลังเป็นผู้นำในการผลักดันให้มีการหยุดยิงทันทีเพื่อป้องกัน "ความวุ่นวายในวงกว้าง"

3. ผู้ไกล่เกลี่ยอำนาจ | ตุรกี

ตุรกีมีสถานะพิเศษในฐานะสมาชิกนาโตที่มีพรมแดนติดกับอิหร่านโดยตรงและยาว

สิ่งที่ต้องจับตาดู: ประธานาธิบดีเออร์โดกันได้เรียกการโจมตีครั้งนี้ว่า "วงแหวนแห่งไฟ" และกล่าวโทษการยั่วยุของอิสราเอลแล้ว

ตัวชี้วัดสำคัญ: จับตาดูว่าตุรกีจะปิดหรือจำกัดการใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกที่เชื่อมโยงกับนาโต (เช่น สถานีเรดาร์คูเรชิก) เพื่อส่งสัญญาณถึงความเป็นกลางหรือการไม่เห็นด้วยกับการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ หรือไม่

4. "แกนแห่งการต่อต้าน" | ตัวแทนและพันธมิตร

ปฏิกิริยาของพันธมิตรของอิหร่านจะเป็นตัวกำหนดว่านี่จะยังคงเป็นความขัดแย้งโดยตรงหรือจะกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาคหลายแนวรบ

อิรัก: จับตาดูคณะกรรมการประสานงานการต่อต้านอิรัก กลุ่มติดอาวุธเช่น คาตาอิบ ฮิซบอลลาห์ ได้ขู่ว่าจะเปิดแนวรบใหม่และได้เตือนรัฐบาลเคิร์ดไม่ให้สนับสนุนการโจมตีใดๆ ของสหรัฐฯ/อิสราเอล

เยเมน (ฮูตี): พวกเขาได้ประกาศเริ่มการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนต่อเรือขนส่งสินค้าในทะเลแดงอีกครั้ง จับตาดูว่าพวกเขาจะโจมตีดินแดนอิสราเอลโดยตรงหรือจะมุ่งเน้นไปที่จุดยุทธศาสตร์ทางการค้าของโลก




ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สถานการณ์ทางภูมิศาสตร์การเมืองในตะวันออกกลางได้เข้าสู่ช่วงวิกฤตหลังจากการโจมตีทางทหารร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน เพื่อ "การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง" แต่การนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง Google Geminie ว่าไง


...

แม้ว่า "การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง" จะเป็นเป้าหมายที่ประกาศไว้ แต่การบรรลุเป้าหมายนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง จากการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ในปัจจุบัน นี่คือวิธีที่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอาจเกิดขึ้นได้ และอุปสรรคที่ขวางทางอยู่:

1. กลยุทธ์ "การตัดหัว"

รายงานปัจจุบันระบุว่าการโจมตีได้มุ่งเป้าไปที่สถานที่สำคัญของผู้นำ รวมถึงที่พำนักของผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี

ทฤษฎี: โดยการกำจัดผู้นำทางศาสนาระดับสูงและผู้บัญชาการระดับสูงของ IRGC (กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม) โครงสร้างอำนาจส่วนกลางอาจพังทลายลง นำไปสู่การต่อสู้แย่งชิงอำนาจภายในที่ "วุ่นวาย"

ความเป็นจริง: สาธารณรัฐอิสลามมีสถาบันที่ฝังรากลึกและซ้ำซ้อน หากกำจัดระดับสูงสุดออกไป IRGC อาจรวมอำนาจเข้าสู่ระบอบเผด็จการทหารที่เปิดเผยมากขึ้น แทนที่จะล่มสลายไปโดยสิ้นเชิง

2. การกระตุ้นให้เกิดการลุกฮือของประชาชน

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวถึงการโจมตีเหล่านี้ว่าเป็นตัวกระตุ้นให้ประชาชนชาวอิหร่านลุกขึ้นต่อต้าน โดยบอกพวกเขาว่า "เวลาแห่งอิสรภาพของพวกท่านใกล้เข้ามาแล้ว" และกระตุ้นให้พวกเขา "ยึดครองชะตากรรมของตนเอง"

ทฤษฎี: แรงกดดันทางทหารอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับความตึงเครียดทางเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตร (และสงครามทางอากาศในปี 2025) อาจทำให้ผู้ประท้วงที่เคลื่อนไหวมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 กล้าที่จะเอาชนะกองกำลังรักษาความปลอดภัยได้ในที่สุด

ความเป็นจริง: ในอดีต "การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากทางอากาศ" แทบจะไม่ประสบความสำเร็จหากปราศจากการแปรพักตร์ครั้งใหญ่ของกองทัพ หากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ยังคงจงรักภักดีต่อรัฐและดำเนินการปราบปรามอย่างรุนแรงต่อไป การประท้วงอาจยังคงเป็นเพียงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเฉพาะที่มากกว่าจะเป็นคลื่นแห่งการปฏิวัติ

3. การแตกแยกและการล่มสลายภายใน

ปัจจุบันระบอบการปกครองกำลังเผชิญกับความเปราะบางภายในที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

วิกฤตเศรษฐกิจ: ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่ใกล้ถึง 60% และโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความสามารถของรัฐในการจ่ายเงินให้กับหน่วยงานด้านความมั่นคงหรือให้บริการขั้นพื้นฐานกำลังอยู่ในจุดวิกฤต

วิกฤตการสืบทอดอำนาจ: อายุของคาเมเนอี (86 ปี) และความอ่อนแอที่รายงานออกมา ทำให้เกิดสุญญากาศ การโจมตีในช่วงเวลาการสืบทอดอำนาจอาจนำไปสู่การต่อสู้กันเองระหว่างกลุ่มต่างๆ (กลุ่ม "หัวแข็ง" กับ "กลุ่มปฏิรูป" กับ "กลุ่มทหาร") ทำให้ระบอบการปกครองล่มสลายจากภายใน

4. ความเสี่ยงสำคัญต่อกระบวนการ

นักวิเคราะห์จาก Chatham House และ Atlantic Council เตือนว่าระบอบการปกครองที่ "ล่มสลาย" ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น "ประชาธิปไตย"

สุญญากาศ: ปัจจุบันไม่มีผู้นำทางเลือกที่เป็นเอกภาพและมีการจัดระเบียบภายในอิหร่านพร้อมที่จะเข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งเสี่ยงต่อการแตกแยกแบบ "ลิเบีย" ที่ภูมิภาคต่างๆ ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธหรือกลุ่มแบ่งแยกดินแดนต่างๆ (เช่น กลุ่มพันธมิตรชาวเคิร์ดที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น)

การตอบโต้ในระดับภูมิภาค: อิหร่านได้ตอบโต้แล้วโดยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน กาตาร์ และคูเวต ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าพวกเขาจะเปลี่ยนความพยายาม "เปลี่ยนระบอบการปกครอง" ให้กลายเป็นสงครามระดับภูมิภาคที่กว้างขึ้น เพื่อเพิ่มต้นทุนให้กับสหรัฐฯ และพันธมิตร

สรุป: การเปลี่ยนระบอบการปกครองอาจต้องใช้มากกว่าแค่การโจมตีทางอากาศ มันจะต้องมีการแปรพักตร์ครั้งใหญ่ภายในกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) หรือการปฏิวัติระดับพื้นดินที่ยั่งยืนซึ่งกองทัพเลือกที่จะไม่ปราบปราม หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงภายในเหล่านี้ การใช้กำลังทหารอาจลดขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านลง แต่โครงสร้างทางการเมืองอาจยังคงอยู่ แม้ว่าจะโดดเดี่ยวและไม่มั่นคงมากขึ้นก็ตาม









 

คำปราศัยของ ประธานาธิบดีทรัมป์ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล และ เรซา ปาห์ลาวี พระโอรสของอดีตชาห์แห่งอิหร่าน ต่อการโจมตีทางทหารอิหร่านเพื่อเปลี่ยนระบอบ