“นัสรี พุ่มเกื้อ” ผอ.Thumb Rights : ทางเลือกอื่น ๆ นอกจากการนิรโทษกรรม ?
สำนักข่าวราษฎร
Feb 22, 2025
นัสรี พุ่มเกื้อ ผู้อำนวยการจากเครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง หรือ ThumbRights กับทางเลือกอื่น ๆ นอกจากการนิรโทษกรรม ?
#นิรโทษกรรม
เปิดทางเลือกอื่นๆนอกจากการนิรโทษกรรมประชาชน
นัสรีกล่าวว่า แม้ผ่านไป 1 ปีหลังจากเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับประชาชน สภาได้มีการตั้งคณะกรรมธิการวิสามัญศึกษา แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ทุกวันยังมีคนเดือดร้อนจากคดีทางการเมือง คำถามคือเรามาถึงทางตันหรือยัง และยังมีทางเลือกใดอีกบ้างนอกจากการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมโดยการดำเนินการต้องยึดหลักการสำคัญที่สุดสองข้อ คือ การลบล้างความผิด ไม่มีการบังคับรับสารภาพก่อนกระบวนการ และต้องนิรโทษกรรมแบบรวมคดีทุกคดี
“ผมรู้สึกว่ามีสองอย่างแน่นอนที่รู้สึกว่าเป็นหลักการสำคัญที่เราต้องคงไว้ อย่างแรกคือการลบล้างความผิด และไม่มีการบังคับการรับสารภาพก่อนกระบวนการ หมายถึงเราอาจจะได้ยินข้อถกเถียงในก่อนหน้านี้ว่า คุณ [ผู้ถูกดำเนินคดี] ก็รับสารภาพมาสิ เดี๋ยวก็รออภัยโทษ แต่ถามว่าแบบนั้นมันดีจริงๆ หรือ กับการที่คนคนหนึ่ง ที่จริงๆ แล้วแค่แสดงความคิดเห็นทางการเมือง เขาต้องไปยอมรับทั้งๆ ที่บางทีเขาอาจไม่ได้ทำผิดอะไรเลย มันค่อนข้างที่จะลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไปมาก ในการบังคับให้คนหนึ่งต้องยอมรับว่าตัวเองผิด…”
เขายืนยันว่าการรวมคดีที่เกิดขึ้นจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองทุกคดี โดยเฉพาะมาตรา 112 เป็นหลักการที่ต้องคงไว้ เพราะไม่ใช่แค่การนิรโทษกรรมหรือไม่นิรโทษกรรม แต่คือการยืนยันว่าการแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามหลักการวิถีประชาธิปไตย
นัสรีย้อนบทเรียนจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 มีการนิรโทษกรรมมาแล้วอย่างน้อย 23 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นการนิรโทษกรรมให้คนทำรัฐประหาร มีเพียงแค่ 3 ครั้งที่เป็นการนิรโทษกรรมให้กับประชาชน ได้แก่ เหตุการณ์ 14 ตุลา เหตุการณ์ 6 ตุลาและเหตุการณ์พฤษภา 2535
หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาปี 2523 มีการออก “คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 66/23” เกี่ยวกับนโยบายปราบคอมมิวนิสต์ โดยใช้การเมืองนำทหาร หนึ่งในสาระสำคัญของคำสั่งคือการ “เปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และมวลชนที่เข้าป่าไปจับปืนต่อสู้กับรัฐบาลได้รับการนิรโทษกรรมในคดีการเมืองทั้งหมด และกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ” ลงนามโดย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และในเหตุการณ์พฤษภา 2535 มีการออก “พระราชกำหนด” โดยคณะรัฐมนตรี เพื่อนิรโทษกรรมบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่มีส่วนร่วมในการชุมนุม
เขายกตัวอย่างการนิรโทษกรรมจากต่างประเทศ ดังนี้
1. โมเดลการตั้งคณะกรรมการ (แอฟริกาใต้)
กรณีของแอฟริกาใต้ที่มีปัญหาแบ่งแยกสีผิวนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง มีการตั้งคณะกรรมการความจริงและการปรองดอง (The South African Truth and Reconciliation Commission – TRC) เพื่อให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้เกิดการลบล้างความผิดในกิจกรรมบางอย่าง คอยกลั่นกรองและดำเนินการให้เกิดกระบวนการนิรโทษกรรมในคดีที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ทางการเมืองตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
2. โมเดลการไม่ฟ้องร้อง (อินโดนีเซีย)
กรณีของประเทศอินโดนีเซีย ใช้วิธีการไม่ฟ้องร้อง คือการเพิกถอนคำฟ้องในคดีหมิ่นประมาทประธานาธิบดี หลังจากมีการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งมักจะเป็นข้อหาที่ใช้ดำเนินคดีกับนักกิจกรรมทางการเมืองที่ออกมาเรียกร้องต่อประมุขของประเทศ (คล้ายกับมาตรา 112 ของประเทศไทย) มีการลดการดำเนินคดี
3. โมเดลศาลรัฐธรรมนูญ (เกาหลีใต้)
กรณีศึกษาจากประเทศเกาหลีใต้ ใช้กลไกของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวินิจฉัยว่า “การกำหนดโทษสำหรับคนที่ออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพ” เนื่องจากเมื่อก่อน เกาหลีใต้มีการบัญญัติกฎหมายไว้ว่าหากใครมารณรงค์ เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าบทบัญญัตินี้ขัดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงมีการยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าว และลบล้างความผิดให้กับคนที่เคยถูกดำเนินคดี
4. โมเดลการยกเลิกกฎหมาย (เยอรมนีและอเมริกา)
มีอีกวิธีที่เคยใช้ในเยอรมนีและอเมริกา คือ การยกเลิกกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และมีปัญหาในการบังคับใช้ เช่น ในช่วงปี 1900s สหรัฐอเมริกามีกฎหมายห้ามหมิ่นประมาทประธานาธิบดีหรือประมุขของรัฐ ซึ่งต่อมาได้มีกระบวนการปฏิรูป และยกเลิกไป ส่งผลให้นักกิจกรรมที่โดนดำเนินคดีจากความผิดจากกฎหมายเหล่านี้ได้รับการลบล้างความผิดไป
แนวทางที่สามารถปรับใช้กับประเทศไทย การตราเป็นพระราชบัญญัติ แบบเดิมโดยให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองคล้ายกับของแอฟริกาใต้ การใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว เช่น มาตรา 21 ของ พ.ร.บ.อัยการ ที่ให้อัยการใช้ดุลพินิจในการสั่งไม่ฟ้องคดีที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ หรือคดีที่กระทำไปตามสิทธิพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย การใช้ดุลพินิจของศาล ในการตัดสินยกฟ้องหรือให้รอลงอาญา ในคดีที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ หรือคดีที่กระทำไปตามสิทธิพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย และการยกเลิกกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ที่เป็นต้นตอของคดีความทางการเมือง
“….หลายๆ พรรคการเมืองครับ ตอนหาเสียงบอกว่าต้องการก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่ว่าพอถึงจังหวะที่ให้โอกาสเขาในการก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่การปรองดอง หรือว่าความสามัคคีของคนในชาติตามที่เขาชอบพูดกันแล้ว เขากลับไม่ทำ เขากลับทำให้ความขัดแย้ง ทำให้คดีความทางการเมืองมันยังดำเนินต่อไป…”
นัสรีตั้งคำถามว่า หากผู้มีอำนาจไม่กล้าใช้อำนาจ แล้วจะมีอำนาจไปเพื่ออะไร เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองหรือ? พอถึงจังหวะที่สังคมต้องการอำนาจนั้นมากที่สุด เราเลือกตั้งให้อำนาจไปแล้ว แต่คนเหล่านั้นกลับไม่ใช้ การนิรโทษกรรมต้องเกิดขึ้นให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด โดยยึดหลักสำคัญคือ “นิรโทษกรรมในทุกๆ คดีที่เกิดขึ้นจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยเฉพาะมาตรา 112 และมีการลบล้างความผิดโดยที่ไม่มีการบังคับการรับสารภาพ”
(https://www.ilaw.or.th/articles/50830)
https://www.youtube.com/watch?v=Mlu0EM4SI5g
.....
เปิดทางเลือกอื่นๆนอกจากการนิรโทษกรรมประชาชน
นัสรีกล่าวว่า แม้ผ่านไป 1 ปีหลังจากเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับประชาชน สภาได้มีการตั้งคณะกรรมธิการวิสามัญศึกษา แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ทุกวันยังมีคนเดือดร้อนจากคดีทางการเมือง คำถามคือเรามาถึงทางตันหรือยัง และยังมีทางเลือกใดอีกบ้างนอกจากการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมโดยการดำเนินการต้องยึดหลักการสำคัญที่สุดสองข้อ คือ การลบล้างความผิด ไม่มีการบังคับรับสารภาพก่อนกระบวนการ และต้องนิรโทษกรรมแบบรวมคดีทุกคดี
“ผมรู้สึกว่ามีสองอย่างแน่นอนที่รู้สึกว่าเป็นหลักการสำคัญที่เราต้องคงไว้ อย่างแรกคือการลบล้างความผิด และไม่มีการบังคับการรับสารภาพก่อนกระบวนการ หมายถึงเราอาจจะได้ยินข้อถกเถียงในก่อนหน้านี้ว่า คุณ [ผู้ถูกดำเนินคดี] ก็รับสารภาพมาสิ เดี๋ยวก็รออภัยโทษ แต่ถามว่าแบบนั้นมันดีจริงๆ หรือ กับการที่คนคนหนึ่ง ที่จริงๆ แล้วแค่แสดงความคิดเห็นทางการเมือง เขาต้องไปยอมรับทั้งๆ ที่บางทีเขาอาจไม่ได้ทำผิดอะไรเลย มันค่อนข้างที่จะลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไปมาก ในการบังคับให้คนหนึ่งต้องยอมรับว่าตัวเองผิด…”
เขายืนยันว่าการรวมคดีที่เกิดขึ้นจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองทุกคดี โดยเฉพาะมาตรา 112 เป็นหลักการที่ต้องคงไว้ เพราะไม่ใช่แค่การนิรโทษกรรมหรือไม่นิรโทษกรรม แต่คือการยืนยันว่าการแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามหลักการวิถีประชาธิปไตย
นัสรีย้อนบทเรียนจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 มีการนิรโทษกรรมมาแล้วอย่างน้อย 23 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นการนิรโทษกรรมให้คนทำรัฐประหาร มีเพียงแค่ 3 ครั้งที่เป็นการนิรโทษกรรมให้กับประชาชน ได้แก่ เหตุการณ์ 14 ตุลา เหตุการณ์ 6 ตุลาและเหตุการณ์พฤษภา 2535
หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาปี 2523 มีการออก “คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 66/23” เกี่ยวกับนโยบายปราบคอมมิวนิสต์ โดยใช้การเมืองนำทหาร หนึ่งในสาระสำคัญของคำสั่งคือการ “เปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และมวลชนที่เข้าป่าไปจับปืนต่อสู้กับรัฐบาลได้รับการนิรโทษกรรมในคดีการเมืองทั้งหมด และกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ” ลงนามโดย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และในเหตุการณ์พฤษภา 2535 มีการออก “พระราชกำหนด” โดยคณะรัฐมนตรี เพื่อนิรโทษกรรมบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่มีส่วนร่วมในการชุมนุม
เขายกตัวอย่างการนิรโทษกรรมจากต่างประเทศ ดังนี้
1. โมเดลการตั้งคณะกรรมการ (แอฟริกาใต้)
กรณีของแอฟริกาใต้ที่มีปัญหาแบ่งแยกสีผิวนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง มีการตั้งคณะกรรมการความจริงและการปรองดอง (The South African Truth and Reconciliation Commission – TRC) เพื่อให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้เกิดการลบล้างความผิดในกิจกรรมบางอย่าง คอยกลั่นกรองและดำเนินการให้เกิดกระบวนการนิรโทษกรรมในคดีที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ทางการเมืองตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
2. โมเดลการไม่ฟ้องร้อง (อินโดนีเซีย)
กรณีของประเทศอินโดนีเซีย ใช้วิธีการไม่ฟ้องร้อง คือการเพิกถอนคำฟ้องในคดีหมิ่นประมาทประธานาธิบดี หลังจากมีการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งมักจะเป็นข้อหาที่ใช้ดำเนินคดีกับนักกิจกรรมทางการเมืองที่ออกมาเรียกร้องต่อประมุขของประเทศ (คล้ายกับมาตรา 112 ของประเทศไทย) มีการลดการดำเนินคดี
3. โมเดลศาลรัฐธรรมนูญ (เกาหลีใต้)
กรณีศึกษาจากประเทศเกาหลีใต้ ใช้กลไกของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวินิจฉัยว่า “การกำหนดโทษสำหรับคนที่ออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพ” เนื่องจากเมื่อก่อน เกาหลีใต้มีการบัญญัติกฎหมายไว้ว่าหากใครมารณรงค์ เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าบทบัญญัตินี้ขัดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงมีการยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าว และลบล้างความผิดให้กับคนที่เคยถูกดำเนินคดี
4. โมเดลการยกเลิกกฎหมาย (เยอรมนีและอเมริกา)
มีอีกวิธีที่เคยใช้ในเยอรมนีและอเมริกา คือ การยกเลิกกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และมีปัญหาในการบังคับใช้ เช่น ในช่วงปี 1900s สหรัฐอเมริกามีกฎหมายห้ามหมิ่นประมาทประธานาธิบดีหรือประมุขของรัฐ ซึ่งต่อมาได้มีกระบวนการปฏิรูป และยกเลิกไป ส่งผลให้นักกิจกรรมที่โดนดำเนินคดีจากความผิดจากกฎหมายเหล่านี้ได้รับการลบล้างความผิดไป
แนวทางที่สามารถปรับใช้กับประเทศไทย การตราเป็นพระราชบัญญัติ แบบเดิมโดยให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองคล้ายกับของแอฟริกาใต้ การใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว เช่น มาตรา 21 ของ พ.ร.บ.อัยการ ที่ให้อัยการใช้ดุลพินิจในการสั่งไม่ฟ้องคดีที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ หรือคดีที่กระทำไปตามสิทธิพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย การใช้ดุลพินิจของศาล ในการตัดสินยกฟ้องหรือให้รอลงอาญา ในคดีที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ หรือคดีที่กระทำไปตามสิทธิพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย และการยกเลิกกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ที่เป็นต้นตอของคดีความทางการเมือง
“….หลายๆ พรรคการเมืองครับ ตอนหาเสียงบอกว่าต้องการก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่ว่าพอถึงจังหวะที่ให้โอกาสเขาในการก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่การปรองดอง หรือว่าความสามัคคีของคนในชาติตามที่เขาชอบพูดกันแล้ว เขากลับไม่ทำ เขากลับทำให้ความขัดแย้ง ทำให้คดีความทางการเมืองมันยังดำเนินต่อไป…”
นัสรีตั้งคำถามว่า หากผู้มีอำนาจไม่กล้าใช้อำนาจ แล้วจะมีอำนาจไปเพื่ออะไร เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองหรือ? พอถึงจังหวะที่สังคมต้องการอำนาจนั้นมากที่สุด เราเลือกตั้งให้อำนาจไปแล้ว แต่คนเหล่านั้นกลับไม่ใช้ การนิรโทษกรรมต้องเกิดขึ้นให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด โดยยึดหลักสำคัญคือ “นิรโทษกรรมในทุกๆ คดีที่เกิดขึ้นจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยเฉพาะมาตรา 112 และมีการลบล้างความผิดโดยที่ไม่มีการบังคับการรับสารภาพ”
(https://www.ilaw.or.th/articles/50830)