วันศุกร์, มกราคม 02, 2558

สื่อเทศเห็นไทย :สองข่าวรับปีใหม่จาก TIME กับ NBC

King Bhumibol Adulyadej addresses to the crowd to mark his 85th birthday on the balcony of Ananta Samakhom Throne Hall in Bangkok, Thailand, on Dec. 5, 2012. (ภาพประกอบข่าวเอ็นบีซี)

The Draconian Legal Weapon Being Used to Silence Thai Dissent

Charlie Campbell @charliecamp6ell , Time /Dec. 31, 2014

กฎหมายวายร้ายถูกใช้เป็นอาวุธปิดปากคนไทยที่เห็นต่าง
โดย ชาลี แคมป์เบลล์ นิตยสารไทม์ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๗

Thailand's lèse majesté laws are supposed to protect the royal family from defamation, but in practice they are being used as a vicious political tool

กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยมีไว้สำหรับปกป้องราชวงศ์จากการว่าร้ายให้เสียชื่อเสียง แต่ในทางปฏิบัติมันถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอันแสนเลว

Barefoot and shackled at the ankles, two Thai student activists shuffled into court this week to plead guilty to insulting the nation’s monarch by staging a play about an fictitious king.

เดินตีนเปล่ามีโซ่ล่ามที่ข้อเท้า สองนักศึกษาไทยนักกิจกรรมถูกนำตัวไปขึ้นศาลเพื่อกล่าวคำรับสารภาพต่อข้อหาลบหลู่พระมหากษัตริย์ของชาติ จากการเล่นละครเกี่ยวกับกษัตริย์จำลององค์หนึ่ง

Patiwat Saraiyaem, 23, and Pornthip Munkong, 25, face up to 15 years in jail under Thailand’s lèse majesté laws, considered the world’s harshest.
ปฏิวัฒน์ สาหร่ายแย้ม

ปฏิวัฒน์ สาหร่ายแย้ม (แบงค์) วัย ๒๓ ปี กับพรทิพย์ มั่นคง (กอล์ฟ) อายุ ๒๕ ปี เจอกับระวางโทษจำคุกถึง ๑๕ ปี ตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย ซึ่งเป็นโทษรุนแรงที่สุดในโลก

The law is ostensibly protect King Bhumibol Adulyadej and the royal family from defamatory slurs, but is in practice used in vendettas and as a political tool.

กฏหมายนี้ถูกนำมาอ้างอย่างไม่ตรงความจริงว่าจะใช้ปกป้องพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชกับพระบรมวงศานุวงศ์ จากการถูกก่นด่าให้เสื่อมเสียพระเกียรติ แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกใช้ไล่ล่าล้างแค้นและเป็นเครื่องมือทางการเมือง

The offending content of the play, The Wolf Bride, has not been made public, but it was performed to commemorate the 40th anniversary of a pro-democracy student protest at Thammasat University that was brutally crushed by the then military government in October 1973.

เนื้อหาของละคร เจ้าสาวหมาป่า ไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ว่าแสดงในโอกาสครบรอบ ๔๐ ปีแห่งการประท้วงของนักศึกษาผู้สนับสนุนประชาธิปไตยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ ซึ่งถูกบดขยี้อย่างเหี้ยมโหดโดยรัฐบาลทหารขณะนั้น

“My boy did not intend to insult the monarchy, he is just an actor,” Patiwat’s father Aiyakan Saraiyaem told news agency AFP outside the court.
“ลูกของผมไม่ได้ตั้งใจเหยียดหยามสถาบันกษัตริย์ เขาแค่เป็นผู้แสดงคนหนึ่ง” อัยการ สาหร่ายแย้ม บิดาของปฏิวัฒน์บอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีข้างนอกศาล

Held in custody since their arrests, both students were denied bail, and pleaded guilty in an attempt to avoid further jail-time.

นักศึกษาทั้งสองคนถูกควบคุมตัวไว้ตั้งแต่วันที่ถูกจับ และถูกปฏิเสธขอปล่อยตัวชั่วคราว ทั้งคู่ยอมรับสารภาพเพื่อหลีกเลี่ยงการติดคุกมากไปกว่านี้

The case is indicative of spiraling political prosecutions in Thailand exacted through lèse majesté, otherwise known as Article 112. In recent years, a bevy of academics, politicians, journalists and even a 61-year-old grandfather have fallen foul of this law. And it has almost nothing to do with safeguarding the Thai monarchy.

คดีนี้ส่อให้เห็นถึงการดำเนินคดีทางการเมืองในประเทศไทยที่เป็นอยู่ไม่หยุดยั้งผ่านทางการบังคับใช้กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือที่รู้จักกันในนามมาตรา ๑๑๒ ตลอดหลายปีที่เพิ่งผ่านมานี้ นักวิชาการ นักการเมือง นักหนังสือพิมพื แม้แต่คุณตาอายุ ๖๑ ปีก็ตกเป็นเหยื่อความโหดร้ายของกฎหมายนี้ โดยเกือบที่จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการปกป้องสถาบันกษัตริย์ไทยเสียด้วย

It is “political weaponry in the guise of a legal system,” says Jakrapob Penkair, a former Minister to the Prime Minister’s Office, who was accused of lèse majesté over a speech he gave at Thailand’s Foreign Correspondent’s Club that rebuked the nation’s culture of royal patronage. “It encourages people to go berserk.”

“มันเป็นอาวุธทางการเมืองจำแลงมาในรูปของระบบกฏหมาย” จักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ผู้ซึ่งโดนข้อหาหมิ่นฯ กษัตริย์ ด้วยตนเองจากการไปปาฐกถาที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ แสดงการคัดค้านธรรมเนียมของการอยู่ใต้พระบรมราชูปถัมภ์ เขาว่า “มันทำให้ผู้คนบ้าคลั่ง”

This is because lèse majesté cases can be brought by any Thai citizen — no matter what country they reside in, and at any time, against any other individual, Thai or foreign. (Criminal cases, by contrast, are typically brought by a department of public prosecutions.)

ทั้งนี้เนื่องจากคดีหมิ่นฯ กษัตริย์ สามารถยื่นฟ้องโดยพลเมืองไทยคนใดก็ได้ ไม่เกี่ยงว่าเขาจะอาศัยอยู่ในประเทศใด หรือฟ้องใคร คนไทยหรือต่างชาติก็ตามแต่ ในเวลาไหนไม่แคร์ (ส่วนคดีอาญานั้นกลับตรงข้ามที่ต้องยื่นฟ้องโดยสำนักงานอัยการเป็นสำคัญ)

This Orwellian culture is fostered by the state. During the tenure of former Democrat Party Prime Minister Abhisit Vejjajiva, who was in power from 2008 to 2011, he appeared on huge billboards asking citizens to “protect the monarchy” by reporting those whom defamed the institution.

วัฒนธรรมของการใช้อำนาจป่าเถื่อนเช่นนี้ถูกชุบเลี้ยงโดยรัฐ ระหว่างยุคที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรีช่วงปี ๒๕๕๑ ถึง ๒๕๕๔ มีรูปของเขาขึ้นบิลบอร์ดขนาดยักษ์เรียกร้องให้พลเมืองออกมา ปกป้องสถาบันกษัตริย์ ด้วยการช่วยกันรายงานผู้ที่ทำให้สถาบันฯ เสื่อมเสีย

And so the vast majority of lèse majesté cases are brazenly political or spurred by personal grudges. Last week, for example, the Democrat Party’s legal advisor filed lèse majesté charges against Suda Rangkupan, a former Chulalongkorn University lecturer and supporter of ousted Prime Minister Yingluck Shinawatra, for wearing the color black during December, the month of King Bhumibol’s birth. (Thais traditionally wear his birthday color of yellow out of respect.)

ดังนั้นคดีหมิ่นฯ กษัตริย์ส่วนใหญ่จึงแปดเปื้อนไปด้วยการเมืองหรือเป็นเรื่องเกิดจากความไม่พอใจกันเป็นส่วนตัวทั้งนั้น 

ตัวอย่างเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ที่ปรึกษากฏหมายพรรคประชาธิปัตย์ยื่นฟ้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อสุดา รังกุพันธุ์ อดีตอาจารย์ผู้บรรยายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสนับสนุนนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเธอสวมใส่เสื้อผ้าสีดำในเดือนธันวาคม อันเป็นเดือนพระราชสมภพของพระเจ้าอยู่หัวฯ (ธรรมเนียมไทยจะสวมใส่สีเหลือง สีประจำวันเกิดของพระองค์ เพื่อแสดงความจงรักภักดี)

Preposterous as these charges plainly are, most Thais are afraid of, and conditioned against, speaking out. Thai journalists cannot report on cases freely without putting themselves at risk of prosecution, while courtiers appears to be immune.

ถึงแม้ข้อกล่าวหาอย่างนี้จะงี่เง่าเพียงใด คนไทยส่วนใหญ่จะหวาดกลัว และระวังตัวไม่กล้าพูดโต้แย้ง นักหนังสือพิมพ์ไทยก็ไม่อาจรายงานรูปคดีอย่างเสรีโดยไม่เสี่ยงนำตัวเองเข้าไปติดร่างแหถูกกล่าวหาด้วย ขณะที่พวกรับสนองก็จะได้รับการปกป้องอย่างดี

“Rational Thais who respect the monarchy no less than the rest are becoming more aware that lèse majesté law is enforced to protect a few privileged commoners lurking around the palace at the expense of the institution itself,” Verapat Pariyawong, a Harvard-trained Thai lawyer who is currently a visiting scholar at the University of London, tells TIME.

“คนไทยที่มีเหตุมีผลซึ่งจงรักภักดีต่อกษัตริย์ไม่น้อยไปกว่าคนอื่นๆ ชักจะเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากลกันแล้วว่า กฎหมายหมิ่นฯ กษัตริย์ใช้บังคับเพื่อปกป้องคนธรรมดาที่ได้รับสิทธิพิเศษ ซึ่งรายล้อมราชสำนักเพียงไม่กี่คนเท่านั้น โดยที่ความเสียหายไปตกอยู่กับสถาบันฯ กษัตริย์เสียเอง” วีรพัฒน์ ปริยะวงศ์ นักกฎหมายไทยซึ่งผ่านการฝึกฝนจากฮาวาร์ด ผู้ที่ปัจจุบันเป็นนักวิชาการประจำมหาวิทยาลัยลอนดอน กล่าวกับไทม์

Sometimes, an indirect connection with the cause of offense is sufficient. When Ekachai Hongkangwan was arrested in 2012 for peddling pirated copies of an Australian documentary about the Thai monarchy, the fact that that the material was essentially accurate, and that he had no part in its creation, was no defense.

บางครั้ง แม้การเกี่ยวโยงโดยทางอ้อมก็เพียงพอใช้อ้างเป็นความผิดได้แล้ว เมื่อเอกชัย หงส์กังวาล ถูกจับกุมในปี ๒๕๕๕ ข้อหาแจกจ่ายหนังสือสารคดีจากออสเตรเลียเกี่ยวกับราชวงศ์ไทย บนข้อเท็จจริงที่ว่าเนื้อหาในหนังสือนั้นถูกต้อง และตัวเขาไม่มีส่วนในการสร้างสรรค์หนังสือเล่มนี้ก็ตาม ศาลก็ยังไม่รับเป็นเหตุผลข้อต่อสู้

“Because,” Judge Aphisit Veeramitchai explained to the court, “if it is true, it is more defamatory; and if it isn’t true, then it’s super defamatory.” Ekachai was jailed for three and a half years.

“ทั้งนี้เพราะ” ผู้พิพากษา อภิสิทธิ์ วีระมิตรชัย อธิบายต่อศาลว่า  

“ถ้ามันเป็นความจริง ก็ยิ่งหมิ่นประมาทมากขึ้น และถ้าหากไม่เป็นจริง นั่นถึงขั้นอภิมหาหมิ่นประมาทเลยละ” 

เอกชัยจึงถูกสั่งจำคุกไปสามปีครึ่ง

Little wonder most people accused of Article 112 either apologize or meekly claim to be misunderstood, rather than attack the lèse majesté laws in the first place. This ensures that there is no public debate on the law.

ไม่น่าแปลกใจเลยว่าคนส่วนใหญ่ที่โดนข้อหามาตรา ๑๑๒ ถ้าไม่ขอโทษ หรือสยบยอมด้วยข้ออ้างว่าเข้าใจผิด แทนที่จะฮึดสู้กับกฎหมายหมิ่นฯ นี้เลยแต่แรก เช่นนี้เองจึงกลายเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีการถกเถียงเรื่องความเหมาะสมของกฏหมายนี้ในทางสาธารณะ

The scope of lèse majesté has also flourished contrary to the expressed wishes of King Bhumibol. During his birthday speech in 2005, the monarch said, “Actually, I must also be criticized. I am not afraid if the criticism concerns what I do wrong, because then I know. Because if you say the king cannot be criticized, it means that the king is not human. If the king can do no wrong, it is akin to looking down upon him because the king is not being treated as a human being. But the king can do wrong.”

ขอบข่ายของกฎหมายหมิ่นฯ กษัตริย์นี้ยังแผ่ขยายไปอย่างตรงข้ามกับพระราชดำรัสของกษัตริย์ภูมิพล ซึ่งทรงตรัสไว้ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อปี ๒๕๔๘ พระองค์ตรัสว่า “ที่จริงแล้ว ข้าพเจ้าต้องถูกวิจารณ์ได้ ข้าพเจ้าไม่กลัวกับคำวิจารณ์ในสิ่งที่ข้าพเจ้าทำผิดพลาด เพราะทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ เพราะถ้าหากบอกว่าวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ ก็หมายความว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ใช่คน ถ้าพระเจ้าอยู่หัวทำผิดไม่ได้ ก็เท่ากับดูถูกพระองค์ เพราะไม่ได้ปฏิบัติต่อพระองค์อย่างคน แต่ว่าพระเจ้าอยู่หัวน่ะทำผิดได้”

(หมายเหตุ ถ้อยคำในพระราชดำรัสตามที่บันทึกโดย http://kanchanapisek.or.th/speeches/2005/1204.th.html ในตอนนี้ระบุว่า “ความจริง The King can do no wrong คือ การดูถูกเดอะคิงอย่างมาก เพราะว่าเดอะคิงทำไม can do no wrong ไม่ได้ do wrong แสดงให้เห็นว่าเดอะคิงไม่ใช่คน แต่เดอะคิงทำ wrong ได้")

Article 112 is typically deployed with politically expedient timing, rather than at the time of the supposed offense. The former minister Jakrapob made his offending speech eight months before charges were laid; students Patiwat and Pornthip performed their play in October 2013, but were only arrested this past August.

มาตรา ๑๑๒ มักนำมาใช้กันตามความสะดวกของจังหวะทางการเมือง แทนที่จะเป็นตามช่วงเวลาที่เกิดการละเมิด อดีตรัฐมนตรีจักรภพแสดงปาฐกถาอันเป็นเหตุให้เขาถูกกล่าวหาละเมิดเมื่อ ๘ เดือนก่อนหน้าเขาถูกดำเนินคดี สองนักศึกษาปฏิวัฒน์กับพรทิพย์นั้นแสดงละครเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๖ แต่เพิ่งมาถูกจับเมื่อเดือนสิงหาคมนี่เอง

“It’s not about your action, it’s about the timing,” says Jakrapob. “They wait until the moment when you seem most vulnerable.”

“มันไม่ใช่เรื่องการกระทำหรอก มันเป็นเรื่องของจังหวะเวลา” จักรภพว่า “เขาจะรอจนกระทั่งถึงนาฑีที่คุณดูเหมือนอ่อนแรงที่สุดแล้วจึงเข้าจัดการ”

So why are students being targeted now? Since Thailand’s latest military coup of May 22, opposition to the new junta government has been brutally quashed. Yet, in recent months, students have become emboldened as public dissatisfaction grows over a slew of scandals, and have displayed great daring by even publicly heckling dictator Prayuth Chan-Ocha.

แล้วทำไมพวกนักศึกษาจึงตกเป็นเป้ากระทำในขณะนี้ นับแต่รัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อ ๒๒ พฤษภาคม การต่อต้านคณะผู้ปกครองของทหารถูกบดขยี้ยับเยิน แต่กระนั้นในช่วงที่ผ่านมานี้นักศึกษากลับแกร่งกล้าขึ้น ขณะที่สาธารณะชนเริ่มไม่พอใจกับเรื่องอื้อฉาวต่างๆ ที่ปรากฏขึ้น แล้วก็แสดงออกอย่างท้าทาย แม้ในการตะโกนก่นว่าต่อหน้าผู้เผด็จการประยุทธ์ จันทร์โอชา ในที่สาธารณะ

“They are using the youngsters as an example,” says Jakrapob of the latest charges, “to say that regardless of your age or social background, we will not hesitate.”

“เขาใช้เด็กหนุ่มสาวเป็นเหยื่อเชือด” จักรภพกล่าวถึงการดำเนินคดีหลังสุด “เพื่อจะบอกว่าเรื่องอายุอานามหรือว่าภูมิหลังทางสังคมนั้นเราไม่ยี่หระ ไม่ต้องฉุกคิดแต่อย่างใดเลย”

And so as protests increase, lèse majesté has followed suit. A study published November by the Paris-based International Federation for Human Rights noted 18 cases since the generals seized power, usually tried through fast-track kangaroo courts. These include a radio show host jailed for five years, and a 24-year-old student jailed for two-and-a-half years for posting a Facebook message under a pseudonym. On Wednesday, Internet providers were granted sweeping new powers to remove any content verging on lèse majesté. The junta even pursues those who have fled overseas.

เช่นนั้นเมื่อมีการประท้วงเพิ่มขึ้น คดีหมิ่นฯ กษัตริย์ก็ตามมา รายงานการศึกษาปัญหาที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน โดยสหภาพสิทธิมนุษยชนนานาชาติซึ่งมีฐานอยุ่ในกรุงปารีสระบุว่า มีคนถูกดำเนินคดีหมิ่นฯ กษัตริย์ ๑๘ รายนับแต่พวกนายพลยึดอำนาจมา คดีเหล่านี้มักจะพิจารณาอย่างรวดเร็วในศาลจิงโจ้ของไทย คนเหล่านี้รวมทั้งนักจัดรายการวิทยุถูกสั่งจำคุก ๕ ปี นักศึกษาวัย ๒๔ ติดคุกสองปีครึ่งสำหรับการไปลงข้อความบนเฟชบุ๊คโดยใช้นามแฝง เมื่อวันพุธที่ผ่านมาผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตได้รับอำนาจเบ็ดเสร็จใหม่ ที่จะลบเนื้อหาข้อความใดที่เห็นว่าเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นฯ กษัตริย์ พวกคณะทหารผู้ปกครองยังได้ไล่ล่าคนที่ลี้หนีภัยไปอยู่ต่างประเทศด้วย

It appears the Thai establishment wants to silence dissent before the delicate time of succession approaches. King Bhumibol is the world’s richest monarch, worth an estimated $30 billion, but is 87 years old and ailing. Many ascribe Thailand’s festering political travails to the wrangling for control of this vast fortune before Bhumibol passes on the crown.

ดูเหมือนว่าพวกอำมาตย์ของไทยต้องการปิดปากพวกต่อต้านให้เสร็จสรรพเสียก่อนสถานการณ์เปลี่ยนผ่านรัชกาลอันเปราะบางจะมาถึง กษัตริย์ภูมิพลทรงเป็นองค์ราชันย์ที่มั่งคั่งที่สุดในโลก พระราชทรัพย์ประเมินได้ราว ๓๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ ขณะนี้พระองค์มีพระชนมายุ ๘๗ ชันษา สุขภาพถดถอย หลายคนให้อัตถาธิบายสภาพการเมืองระส่ำระสายไม่รู้จบสิ้นในประเทศไทยว่าเป็นการฟัดเหวี่ยงช่วงชิงกันเข้าควบคุมศฤงคารมหาศาลนี้ก่อนที่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลจะทรงส่งผ่านราชบัลลังก์

This has already been reflected in the purges of powerful policemen connected to the recently jilted wife of Crown Prince Maha Vajiralongkorn, using, among other charges, lèse majesté. The military must maintain a vice-like grip on power to ensure the succession takes place as its powerful backers wish.

เช่นนี้สะท้อนให้เห็นจากการกวาดล้างกลุ่มอิทธิพลตำรวจซึ่งเกี่ยวดองกับพระวรชายาในองค์มกุฏราชกุมาร มหาวชิราลงกรณ์ ซึ่งเพิ่งสละบรรดาศักดิ์ไป ทั้งนี้ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นอกเหนือจากข้อหาอื่น คนในกองทัพจำต้องกำอำนาจไว้ให้เหนียวแน่นเพื่อเป็นหลักประกันว่า การเปลี่ยนผ่านเป็นไปในแนวทางที่ผู้สนับสนุนอันทรงอิทธิพลเบื้องหลังพวกตนมุ่งหมาย

“At this very delicate time of transition, they cannot afford to give an inch to anyone,” says Jakrapob, “and the young people worry them.”

“ในช่วงเวลาที่เปราะบางของการเปลี่ยนผ่านนี้ พวกเขาไม่อาจยอมให้กับใครที่ไหนได้เลยแม้แต่นิ้วเดียว” จักรภพว่า “แล้วบรรดาคนหนุ่มสาวนี่แหละที่ทำให้พวกเขากังวลใจ”


Analysis: Thailand's Political Crisis Could Hinge on Who's in the Palace
บทวิเคราะห์: วิกฤตการเมืองไทยขึ้นอยู่กับว่าใครจะได้ครอบครองวัง


By Ian Williams
โดย เอียน วิลเลียมส์

(หมายเหตุ: แปลตามตัวอักษร โดย สถาบันประชาชน”)

BANGKOK — Seven months after seizing power, Thailand's military rulers appear to be in no hurry to hand over political control. There is talk that elections won't take place before 2016.

กรุงเทพมหานครเจ็ดเดือนหลังจากการยึดอำนาจ คณะทหารที่เข้าปกครองประเทศไทยดูเหมือนจะไม่ได้มีความเร่งรีบที่จะมอบคืนอำนาจ ได้มีการพูดออกมาแล้วว่าการเลือกตั้งจะไม่มีขึ้นก่อนปี 2016
As they settle in for the long haul, Thailand's gaffe-prone generals have been focused on their mission to "return happiness to the people." Coup leader and now Prime Minister General Prayuth Chan-ocha has written a sentimental ballad by that name and every Friday appears on his one-man television show to remind Thais of their duties — which don't include deploying a "Hunger Games" salute.


เมื่อได้ลงหลักปักฐานที่จะอยู่ยาว เหล่านายพลของไทยที่มักมีปัญหาด้านมารยาทสังคม ได้เน้นไปที่ภารกิจ คืนความสุขให้ประชาชนหัวหน้าคณะรัฐประหาร และตอนนี้ก็มาเป็นนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เอาชื่อภารกิจนั้นมาแต่งเพลงหวานซึ้ง และทุกวันศุกร์เขาก็จะปรากฏตัวในรายการทีวีของเขาที่มีเขาออกคนเดียว เพื่อที่จะมาเตือนคนไทยให้รู้จักหน้าที่ของตัวเอง--โดยที่หน้าที่นั้นไม่ได้รวมถึงการชู 3 นิ้วคารวะแบบในหนัง “Hunger Games”
  
That three-fingered gesture — adopted from the popular films — has been adopted by those protesting military rule. Students who've dared to flash it have been detained and sent for "attitude adjustment."

ท่าชู 3 นิ้วจากหนังยอดนิยม ได้ถูกนำมาใช้แสดงการต่อต้านการเข้าปกครองของทหาร นักศึกษาที่กล้าท้าทายออกมาแสดงสัญลักษณ์เพียงแวบหนึ่งก็ถูกจับ และถูกส่งไป ปรับทัศนคติ

However, as the year draws to a close, it is palace intrigue and not Thailand's increasingly eccentric generals who are the talk of Bangkok — albeit in hushed or oblique tones because of draconian laws that limit open discussion of the monarchy.

อย่างไรก็ตามเมื่อนานวันเข้า เรื่องที่โจษขานกันทั่วกรุงกลับไม่ใช่เรื่องพวกนายพลที่ทำตัวพิลึกกึกกือมากขึ้นทุกที  แต่กลับกลายเป็นเรื่องลับลมคมในของฝ่ายวังแต่กระนั้นการโจษขานก็เป็นไปอย่างอ้อมๆ หรือแบบซุบซิบ  เพราะมีกฎหมายอันโหดร้ายทารุณที่จำกัดการพูดคุยแบบเปิดเผยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

Among a number of senior police officers arrested in late November for alleged corruption and defaming the monarchy were the uncle and three brothers of Princess Srirasmi.
 
ในบรรดาตำรวจระดับสูงที่ถูกจับกุมในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ในข้อหาฉ้อโกงและหมิ่นประมาทสถาบันกษัตริย์ มีอาและพี่น้องสามคนของเจ้าหญิงศรีรัศมิ์

Srirasmi — who was in line to be Queen of Thailand — was stripped of her royal title and promptly divorced by her husband, Crown Prince Maha Vajiralongkorn.

ศรีรัศม์ผู้ซึ่งอยู่ในคิวที่จะได้เป็นราชินีของประเทศไทย--ได้ถูกถอดออกจากยศศักดิ์ทางราชวงศ์ และถูกสามีของเธอหย่า ซึ่งก็คือเจ้าชายรัชทายาทมหาวชิราลงกรณ์

Thai Princess Srirasmi, Crown Prince Maha Vajiralongkorn and their son Prince Dipangkorn Rasmijoti on Dec. 5, 2011. (ภาพประกอบข่าวเอ็นบีซี)

The royal couple were married in 2001 and have one son. Now that Vajiralongkorn has split from Srirasmi, his third wife, many suspect he will soon wed his Munich-based mistress — with whom he has another son.

ทั้งคู่แต่งงานกันในปี 2001 และมีบุตรชายหนึ่งคน ในตอนนี้ที่วชิราลงกรณ์ได้แยกทางแล้วกับศรีรัศมิ์ซึ่งเป็นภรรยาคนที่สาม  หลายคนตั้งข้อสงสัยกันว่าเขาจะแต่งงานใหม่ในไม่ช้ากับหม่อมที่ไปอยู่ด้วยกันที่เมืองมิวนิค –ซึ่งกับคนนี้เขาก็มีลูกชายด้วยอีกคนหนึ่ง

The marital (and extra-marital) adventures of the Crown Prince might well have been dismissed as nothing new if not for one thing: timing. Maneuvering for Thailand's royal succession has been one of the key factors driving a decade of political conflict in the southeast Asian nation — and now it appears that succession may be imminent.

การสมรสของรัชทายาทคงจะถูกตีตกไปว่าไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะสิ่งหนึ่ง นั่นก็คือจังหวะเวลา  

การบังคับทิศทางของการสืบราชบัลลังก์ของไทย จัดว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนทศวรรษแห่งความขัดแย้งทางการเมืองในชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ และเวลานี้เป็นที่ประจักษ์ว่าการสืบบัลลังก์น่าจะใกล้เข้ามาเต็มที

Thailand's King Bhumibol Adulyadej, the world's longest-serving monarch, is 87 years old and ailing. Earlier this month, he cancelled a public appearance for his birthday on the advice of his doctors.

กษัตริย์ภูมิพลอดุลยเดชของไทย ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดในโลก ขณะนี้ อายุ 87 ปี และกำลังป่วย ก่อนหน้านี้ในเดือนธันวานี้เอง เขาได้ยกเลิกการปรากฏตัวต่อสาธารณะในวันเกิดของเขา ตามคำแนะนำของแพทย์ของเขา

The newly-divorced Vajiralongkorn is the heir apparent — but his often (Censors)

วชิราลงกรณ์ที่เพิ่งหย่าร้างใหม่ๆ เป็นทายาทตามที่ปรากฏรับรู้กัน แต่ทว่า (-)

Vajiralongkorn has also been close to deposed former Prime Minister Thaksin Shinawatra, who is now in self-imposed exile. Shinawatra has been banking on the Crown Prince's ascent as a means to pave the way for his triumphant return to Thailand — a prospect that horrifies the old elite which has spend most of the last decade trying to keep Thaksin, his proxies and family out of power.

นอกจากนี้ วชิราลงกรณ์ยังมีความสนิทสนมกับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ขณะนี้หลบลี้หนีภัยอยู่นอกประเทศ ชินวัตรได้สนับสนุนเงินในการขึ้นครองบัลลังก์ของรัชทายาท ซึ่งปูทางสู่การได้กลับประเทศไทยอย่างผู้ชนะของเขา 

การวาดฝันอันบรรเจิดนี้ได้สร้างความสะพรึงกลัวให้กับพวกชนชั้นสูงหัวเก่า ที่ได้ลงทุนไปมากมายตลอด 10 ปีที่ผ่านมาในการกำจัดทักษิณ ตัวแทนของทักษิณและครอบครัวออกจากอำนาจ

ปีนี้สื่อทำเนียบ-สภาปิดปากเงียบงดตั้งฉายารัฐบาลตามธรรมเนียม...สื่อนอกออกมาช่วย...บลูมเบิร์ก ตั้งเป็น..."ไอ้ขี้แพ้แห่งปี 2014" หรือ " 2014's Biggest Losers"



ในที่สุด คสช.ก็สร้างชื่อ ติดอันดับโลกกับเค้าด้วย

เมื่อ William Pesek คลัมนิสต์เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง ของ Bloomberg ได้จัดลำดับ "ไอ้ขี้แพ้แห่งปี 2014" หรือ " 2014's Biggest Losers" Bloomberg View และมี คสช. เผด็จการทหารไทย ติดอยู่เป็น 1 ใน 10

http://www.bloombergview.com/…/the-biggest-losers-in-asia-i…

Thailand’s Junta: A lesson generals never seem to learn: When you topple a government, it's best to have a plan. Prime Minister Prayuth Chan-Ocha seems to be making things up as he goes along, spending more energy on suppressing protests -- including the three-fingered salute from “The Hunger Games” -- than on laying the groundwork for new elections. The junta claims it wants to bring happiness back to the Thai people. They should start with a credible plan to revive the stagnating economy.

Credit UDD Thailand

Dear Friends of Thai Democracy - We need your help spreading the following message to Face Book and Mark Zuckerberg


We know you are one of the 28M (now probably 30M) users of FB. Please help spreading the words.

Thai version is following the English version:

To Mark Zuckerberg from Thai Facebook users who cherish democracy.

1 January 2015

Dear Mark Zuckerberg,

We wish to thank YOU for creating Facebook: a space that has greatly enabled Thai people to share memories, feelings and thoughts with their beloved relatives and friends in their own motherland - and with people all over the world.

Facebook has grown rapidly in Thailand in recent years. In part this rapid growth is a result of the political climate in Thailand, where a royalist, military junta is imposing heavy censorship on all forms of media and communication and actively encouraging the exercise of Thailand's archaic and draconian laws of Lèse-majesté.

Accurate, honest reporting of events in Thailand is not possible within Thailand. This makes it close to impossible for Thai people in Thailand to form accurate analysis of their own situation and circumstances in Thailand.

For the great number of Thai people who cherish the principles of democracy, the maintenance of open, on-line cyberspace is now a matter of critical importance, and Facebook is now a most important meeting place and medium for Thailand's 30 million FB users - for almost half the population - to follow political developments, to glean information from an as wide a spectrum of opinion as possible and form more-or-less up-to-date views and opinions that can then be communicated and debated openly.

The military coup d'états staged of 2006 and 2014 have not led to social or economic stability or peace and millions of Thai people are becoming extremely tired in their struggle to remain rational in defence of democracy, and keep hold of potentials that can prevent the re-establishment of a hierarchical, authoritarian social order.

On one side of this political conflict stands the great majority of the population demanding that the outcome of elections be respected. On the other the minority - the royalist power-elite hand-in-hand with the new urban elite, is clinging to beliefs in their having a divine right to rule.

We would like to mention briefly that decades of political turmoil in Thailand deepened significantly after the military crack-down in 2010 and simultaneous exercise of the Emergency Decree Act (2005), the Computer Crimes Act (2007), wide implementation of martial law, especially after the 2014 military coup, and increasing application of the law of Lèse-majesté. The six or seven Governments we have had since the 2006 military coup have all focused on blocking the freedom of public media and the freedom of individual people to express themselves, especially on issues relating to the power of the institutions under patronage of the monarchy.

All this is contributing to making Facebook the most significant platform for both within and without Thailand for political discussion, and a channel through which Thai people can vent their legitimate frustrations. In the Thai political arena, the 'red shirt' mobilization has had a highly significant enfranchising impact on the political awareness of millions of Thai citizens, notably the rural majority. In response to this the royalist camp and new urban elite have mobilized to re-establish their advantages in all areas of administration, particularly with regard to control of the judiciary.

The most effective non-military tool in the royalist political arsenal is Article 112 of the Thai Criminal Code: the instrument for silencing 'people who think differently'. This law of lèse-majesté states that: “Whoever defames, insults or threatens the King, Queen, the Heir-apparent or the Regent, shall be punished with imprisonment of three to fifteen years." The law allows itself to be used by anybody to accuse anybody.

The exact numbers are unknown. However, it estimates that since 2006 more than 1,000 people have been charged under Article 112 and dozens of these people have been detained in prison indefinitely. Many of those charged are, indeed, experienced activists and campaigners for democracy. Many of them are also just regular citizens who want some straight talking, men and women young and old, writers of conscience, academics, journalists, students, farmers and workers, also people from mainstream business. Several have been forced to flee this old Land of Smiles and have sought political asylum elsewhere – for more than 200 people.
In all three of our most recent General Elections (2006, 2007, 2011) the royalist elites have lost by huge margins.

It seems, now, that even Thai Facebook pages are beginning to be dominated by fascist elements who work in packs to intimidate whoever they feel like intimidating (please see the attachment). There is now a Facebook network called “Rubbish Collection Organization” whose objective it is to mount witch-hunts against any individual deemed to not be demonstrating sufficient loyalty towards the monarchy. Posts and comments aim at encouraging royalist sympathisers to assault, physically as well as mentally to anyone who thinks differently about the monarchy. FB users deemed guilty of not demonstrating sufficient love towards the King could find themselves being charged under Article 112.

Since the military coup d’état in May 2014, royalist networks, official, unofficial and undercover, have been increasingly turning to FB postings and articles for evidence to get people charged with Lèse-majesté under Article 112.

This royalist tactic of forming groups to spy on Facebook users is alarming. Under Article 112, normal, rational people are forced to live in a shadow of fear, in fear of being declared guilty of thinking differently, in fear of many forms of social sanctioning and threats of mental, material and physical reprisal. This means that many Facebook users cannot risk revealing or confirming their identity and, similarly, cannot stand-up to defend their position when their Facebook account is closed-down.

On the other hand, as if protected, the Facebook accounts of royalists appear free from all threats of being closed-down even when they also coexist under pseudonyms. No matter how aggressive, protecting themselves with some 'Love the King' suffix, royalist cyber-scouts seem to be able to focus on intimidating regular FB users without having to worry about being closed-down.

We write in hope that YOU and your Facebook team will give these concerns and this appeal your serious attention.

There are complaints from the Thai people on every day of these days that their Facebook pages have been closed-down - as a result of royalist reporting to Facebook.

It appears that these days, the voices critical to the royalist military regime in Thailand are being bullied , even through Facebook into either de-activating themselves through fear of reprisals, or to having their Facebook closed-down by Facebook.

We feel that we must communicate with YOU, in person, in order to inform YOU of the conditions in Thailand and of the difficulties that many Thai Facebook users who have been struggling for freedom and democracy are currently experiencing.

We would like to confirm that, under the political set-up that presently rules Thailand, at a time when freedom of expression in Thailand is once again being heavily supressed, Facebook is functioning as a vital communication channel for tens of millions of Thai.

When, even in the universities, freedom to process let alone analyse and draw conclusions is prohibited, the significance of Facebook as an educational space where people can study and share info about what seems to be going on in their own country, is truly significant, especially for those engaging in struggle for fully representative democracy.

We feel that the current Thai experiences present Facebook, yet again, with an opportunity to recognize how important and necessary FB has become vital in our common struggle for a free world.

We would like to request Facebook, the following:

- to recognize that closing-down the FB pages of people being reported by Thai royalists / royalist networks does not serve the interests of our common struggle to uphold the principles of democratic governance or the interests of the free world.

In light of this we propose that Facebook should establish certain standards of investigation before deciding to terminate people from using their Facebook pages, for instance, in the case of Thailand, by establishing protocol to communicate with e.g. a person being reported or being accused to FB by the Thai royalists (in order to weaken royalist opposition), and to provide the accused with decent opportunity to not only defend but also to protect themselves.

- to investigate, on an equal basis, hate-speech from the royalist camp, especially threats of mental or physical injury or even invitation to commit murdering or assassinating or hurting people who are thinking differently from the Thai royalists.

- to adhere to the principle of protecting the privacy of Facebook users and to not disclose Thai Facebook user information to other organizations, especially to organizations working for or affiliated to the military junta ruling in Thailand.

We wish and hope that YOU will hear our voices and concerns.

Thank you.

Signed:
Junya Yimprasert
Jom Petchpradab
Doungchampa Spencer-Isenberg
Aum Neko
Somsak Pakdidech
Declan Lakes
-------------------
Joining this 'appeal to Mark Zuckerberg' please click 'like', click 'share', click 'joined', or write your facebook name in the comment box.
ooo

ขอส่งเสียงถึงคุณมาร์ค ซัคเกอร์เบอร์ก จากผู้ใช้เฟซบุ๊คที่เชิดชูประชาธิปไตยชาวไทย

1 มกราคม 2558

สวัสดี คุณมาร์ค ซัคเกอร์เบอร์ก

พวกเราขอแสดงความขอบคุณ ที่คุณได้สร้างสรรค์ Facebook ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญยิ่งที่ช่วยให้คนไทยได้สามารถ แลกเปลี่ยนความทรงจำ ความรู้สึก และความคิด กับเพื่อนและญาติพี่น้องที่รักในประเทศบ้านเกิด – และกับผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก

เฟซบุ๊คได้ขยายตัวและเติบโตอย่างมากในประเทศไทยในชั่วระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งการเติบโตของเฟซบุ๊คอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ก็มีส่วนมาจากบรรยากาศทางการเมืองในประเทศไทยด้วยเช่นกัน เมื่อรอยัลลิสต์ (คนรักเจ้า) และเผด็จการทหาร ได้ทำการเซ็นเซอร์การสื่อสารทุกชนิดอย่างรุนแรง รวมทั้งยังกระตุ้นให้มีการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันล้าหลังและป่าเถื่อนทำร้ายผู้คนกันอย่างจริงจังอีกด้วย

การรายงานถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประะเทศไทยอย่างซื่อสัตย์และตรงไปตรงมาทำไม่ได้ในประเทศไทย และมันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนในประเทศไทย จะสามารถวิเคราห์สถานการณ์และเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพวกเขาได้อย่างถูกต้องครบถ้วน

การมีพื้นที่เปิดในโลกออนไลน์จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อคนไทยจำนวนมากที่เชิดชูหลักการแห่งประชาธิปไตย และเฟซบุ๊คก็ได้กลายเป็นพื้นที่แห่งการพบปะสื่อสารระหว่างกันของผู้ใช้เฟซบุ๊คชาวไทย 30 ล้านคน – หรือเกือบถึงครึ่งหนึ่งของประชาชนทั้งประเทศ – เพื่อการติดตามพัฒนาการทางการเมือง เพื่อค้นคว้ารวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นในวงกว้างให้มากที่สุดที่จะมากได้ เพื่อที่อย่างน้อยพวกเขาก็จะได้มีทัศนคติหรือมุมมองที่รอบด้านมากขึ้น เพื่อที่จะได้ใช้สื่อสารและถกเถียงกับผู้คนได้อย่างแม่นยำขึ้น

รัฐประหารที่เกิดขึ้นในไทยในปี 2549 และ 2557 ไม่ได้นำมาซึ่งเสถียรภาพทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ หรือสันติภาพ และผู้คนหลายสิบล้านคนในประเทศไทยต่างก็เหน็ดเหนื่อยกันอย่างเหลือเกิน กับการที่ต้องต่อสู้เพื่อยืนยันถึงเหตุผลของความจำเป็นที่จะต้องปกป้องประชาธิปไตย และในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามเกาะเกี่ยวไว้ซึ่งหนทางที่จะทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้วิถีเผด็จการฟื้นคืนอำนาจและทำหน้าที่ควบคุมสังคมจากเบื้องบนได้อีกครั้ง

ในด้านหนึ่งของสถานการณ์ความขัดแข้งทางการเมือง คือ ประชากรกลุ่มใหญ่ที่เรียกร้องให้ประชาชนทั้งประเทศเคารพกติกาการ "เลือกตั้ง" กับอีกด้านหนึ่ง คือ ประชาชนกลุ่มน้อยรอยัลลิสต์ชนชั้นสูงที่กุมอำนาจการเมืองที่ร่วมมือกับชนชั้นกลางใหม่ในเมือง เกาะกุมยึดเหนี่ยวในความเชื่อว่าสิทธิในการปกครองประเทศขึ้นอยู่กับชาติกำเนิด

พวกเราขอกล่าวโดยสังเขปว่า ในช่วงหลายทศวรรษแห่งความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทย ที่ถูกทำให้รุนแรงยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากการที่ทหารใช้กำลังปราบปรามประชาชนในปี 2553 และการประกาศใช้พรก. ฉุกเฉิน (2548) พรบ. คอมพิวเตอร์ (2550) ร่วมไปกับประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ครอบคลุมอย่างกว้างขวางหลังรัฐประหาร 2557 ผนวกกับการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้รัฐบาล 6 หรือ 7 คณะ นับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ต่างก็ปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชนและเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออก โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องขอบเขตอำนาจของสถาบันต่างๆ ภายใต้ราชอุปภัมภ์

สาเหตุเหล่านี้ ทำให้เฟซบุ๊คได้กลายเป็นพื้นที่สำคัญในการพูดคุยเรื่องการเมือง ทั้งจากในประเทศไทยและนอกประเทศ และเป็นช่องทางที่ชอบธรรมที่ทำให้คนไทยสามารถแสดงออกถึงความอึดอัดคับข้องใจ ภายในสถานการณ์การเมืองไทยเช่นนี้ การรวมตัวของ "คนเสื้อแดง" เพื่อสิทธิในการเลือกตั้ง ได้ส่งผลต่อการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนหลายสิบล้านคน โดยเฉพาะประชาชนในชนบท และขบวนการรอยัลลิตส์และชนชั้นกลางอภิสิทธิชนใหม่ในเมืองหลวง ก็พากันตอบโต้การตื่นตัวของประชาชนเสื้อแดงด้วยการใช้ความได้เปรียบกว่า จากการที่สามารถกุมอำนาจโครงสร้างการบริหารประเทศไว้ได้ โดยเฉพาะการมีอำนาจเหนือกระบวนการยุติธรรม

เครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพมากของชาวรอยัลลิสต์ในการกุมสภาพทางการเมืองนอกเหนือจากทหารแล้ว ก็คือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดปากคนคิดต่าง กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ฉบับนี้ระบุว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี” กฎหมายนี้อนุญาตให้ใครก็ได้ จะใช้ฟ้องร้องกล่าวโทษใครอย่างไรก็ได้

ตัวเลขของผู้ถูกฟ้องร้องจับกุมด้วยมาตรา 112 นั้นไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่จะกล่าวได้แน่ๆ ว่า นับตั้งแต่ปี 2549 มีประชาชนมากกว่าพันคน ที่ถูกฟ้องร้องหรือดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 และหลายสิบคนยังถูกคุมขังอยู่ในคุกจนบัดนี้ หลายคนคือคนที่รณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน แต่หลายคนก็เป็นชาวบ้านทั่วไปที่ต้องการที่จะพูดอะไรอย่างตรงไปตรงมา พวกเขามีทั้งหญิงและชาย ทั้งเยาวชนและคนแก่ ทั้งเป็นคนทำงานสื่อ นักเขียน นักศึกษา คนขายซีดี ชาวนา ชาวไร่ รวมทั้งคนในภาคธุรกิจ และมีคนจำนวนมากที่ต้องถูกบีบให้ละทิ้งดินแดนแห่งรอยยิ้ม และลี้ภัยการเมืองไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งขณะนี้มีจำนวนมากกว่า 200 คน

ในการเลือกตั้ง 3 ครั้งล่าสุดที่ผ่านมา (2549 2550 และ 2554) ค่ายรอยัลลิสต์ชนชั้นสูงแพ้การเลือกตั้งอย่างเห็นได้ชัดเจนมาโดยตลอด

มันจึงดูเหมือนว่า แม้แต่พื้นที่ของเฟซบุ๊ค ก็ถูกครอบครองจากฝ่ายฟาสซิสต์รอยัลลิสต์ ที่ทำงานกันเป็นกลุ่มก้อน เพื่อข่มขู่ คุกคาม คนเสื้อแดงหรือคนที่พวกเขาต้องการคุกคาม (ดูตัวอย่างตามเอกสารแนบ) ในขณะนี้มีเพจในเฟซบุ๊คชื่อว่า "องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน" ที่มีเป้าหมายเพื่อการล่าคนที่พวกเขาเห็นว่าไม่ได้แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์อย่างเพียงพอ พวกเขาได้โพสต์และแสดงความคิดเห็นต่างๆ ที่กระตุ้นให้แนวร่วมของพวกเขา ได้ไปกระทำการระราน ข่มขู่และทำร้าย – ทั้งทางด้านจิตใจและด้านร่างกาย – ต่อใครก็ตามที่คิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์แตกต่างจากพวกเขา ผู้ใช้เฟซบุ๊คจะถูกถูกทำให้เป็นผู้ผิด ถ้าพวกเขาไม่ได้แสดงความรักต่อในหลวงอย่างมากพอ และจะสามารถถูกฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยกฎหมายมาตรา 112 ได้อีกด้วย

นับตั้งแต่รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เครือข่ายรอยัลลิสต์ทั้งที่จัดตั้งโดยทางการ โดยไม่เป็นทางการ และโดยพวกนอกเครื่องแบบ ได้ใช้ข้อความหรือบทความที่โพสต์กันในเฟซบุ๊ค เป็นพยานหลักฐานในการฟ้องร้องเอาผิดผู้คนตามมาตรา 112 เพิ่มสูงขึ้น

การที่เครือข่ายรอยัลลิสต์ใช้เทคนิคการรวมกลุ่มเพื่อไปตามสอดส่องผู้ใช้เฟซบุ๊คคนอื่นๆ เป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง ภายใต้มาตรา 112 ประชาชนคนทั่วไปถูกบีบให้ต้องอยู่ภายใต้เงาแห่งความกลัว ทั้งความกลัวที่จะต้องถูกโจมตีว่ากระทำความผิด เพราะมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากชาวรอยัลลิสต์ กลัวทั้งการจะถูกมาตรการกดดันต่างๆ จากสังคม และกลัวการถูกข่มขู่คุกคาม ที่ส่งผลต่อการเสียสุขภาพจิตหรืออาจจะได้รับอันตรายจากการถูกทำร้าย นั่นก็หมายความว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊คจำนวนไม่น้อย ไม่อาจเสี่ยงที่จะเปิดเผยตัวตนหรือยืนยันตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาได้ และด้วยเหตุผลเดียวกัน ไม่อาจแก้ต่างแทนตัวเองได้เมื่อเพจของพวกเขาในเฟซบุ๊คถูกปิด

พวกเราเขียนจดหมายฉบับนี้ ด้วยความหวังว่าคุณมาร์ค และทีมงานเฟซบุ๊ค จะใส่ใจอย่างจริงจังต่อความวิตกกังวลและห่วงใยขอพวกเรา รวมทั้งข้อเสนอของพวกเราในครั้งนี้

ในแทบทุกวัน พวกเราจะได้ยินคนไทยแจ้งข่าวสารว่าเพจในเฟซบุ๊คถูกปิด – อันเนื่องมาจากการระดมรีพอร์ตของขบวนการรอยัลลิสต์

ในทุกวันนี้ มันดูเหมือนว่า คนที่กล้าส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์เผด็จการทหารรอยัลลิสต์ในประเทศไทย ต่างก็ถูกข่มเหงรังแก รวมทั้งในเฟซบุ๊คด้วย ทำให้พวกเขา ถ้าไม่ปิดตัวเองเพราะกลัวจะถูกคุกคามหรือถูกดำเนินคดี ก็อาจถูกร้องเรียนจนถูกเฟซบุ๊คปิดเพจ

พวกเราจึงคิดว่า มันจำเป็นที่จะต้องสื่อสารถึงคุณมาร์คโดยตรง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความยากลำบากต่างๆ นานา ที่ผู้ใช้เฟซบุ๊คชาวไทย ที่กำลังพยายามต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย ต้องประสบอยู่ในขณะนี้

พวกเราขอยืนยันว่า ภายใต้สภาพการเมืองของประเทศไทยในปัจจบัน ซึ่งเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เสรีภาพในการแสดงออกถูกปิดกั้นอย่างรุนแรง เฟซบุ๊คได้กลายเป็นช่องทางการสื่อสารที่สำคัญของประชาชนชาวไทยหลายสิบล้านคน

โดยเฉพาะเมื่อ แม้กระทั่งในมหาวิทยาลัยต่างๆ เสรีภาพเพียงแค่ในการจะศึกษาข้อมูล ไม่ต้องถึงขึ้นการวิเคราะห์ด้วยซ้ำไป เป็นเรื่องที่กระทำไม่ได้ เฟชบุ๊คจึงได้กลายเป็นพื้นที่แห่งการสื่อสารและศึกษาเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับการเมืองไทยที่สำคัญยิ่ง สำหรับประชาชนผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย

พวกเราต่างก็รู้สึกว่า ประสบการณ์ของผู้ใช้เฟซบุ๊คในประเทศไทย ณ ขณะนี้ ต้องขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ได้กลายเป็นโอกาสที่จะทำให้ท่านได้ให้ตระหนักถึงความจำเป็นของเฟซบุ๊คต่อการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของโลก

พวกเรามีเรื่องขอร้องต่อเฟซบุ๊ค ดังนี้

- โปรดตระหนักว่า การปิดเพจเฟซบุ๊ค ที่ถูกรุมรีพอร์ทจากรอยัลลิสต์ หรือขบวนการรอยัลลิสต์ของไทย ไม่ส่งผลดีต่อการต่อสู้ของประชาชน ที่ต่อสู้เพื่อยืนยันถึงอุดมการณ์แห่งการต้องมีรัฐบาลประชาธิปไตย หรือเพื่อเสรีภาพของโลก

ด้วยสาเหตุนี้ พวเราของเสนอว่า เฟซบุ๊ค ควรจะจัดทำมาตรการในการตรวจสอบก่อนที่จะตัดคนออกจากเฟซบุ๊ค ในกรณีของประเทศไทย โดยการวางระเบียบการที่จะสื่อสารกันก่อน อาทิ กับคนที่ถูกรีพอร์ทโดยรอยัลลิสต์ (เพื่อที่จะลดจำนวนคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับพวกรอยัลลิสต์) และเปิดให้ผู้ถูกรีพอร์ทได้มีโอกาส ไม่ใช่แค่แก้ต่างให้กับข้อความของพวกเขาเท่านั้น แต่ให้โอกาสพวกเขาได้สามารถคุ้มครองความปลอดภัยของตัวเองด้วย

- ขอให้ ดำเนินการตรวจสอบ ด้วยพื้นฐานเดียวกัน ถึงพฤติกรรม hate-sppech จากค่ายรอยัลลิสต์ โดยเฉพาะถ้อยคำข่มขู่เพื่อมุ่งทำร้ายจิตใจหรือร่างกาย หรือแม้กระทั่งเชิญชวนกันไปกระทำอาชญกรรมเพื่อตามล่าหรือสังหารผู้คนที่คิดต่างจากรอยัลลิสต์ไทย

- ขอให้ ยึดมั่น ในหลักการแ่หงการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู่้ใช้เฟซบุ๊ค และไม่แชร์หรือแบ่งปันข้อมูลผู้ใช้ให้กับหน่วยงานใด โดยเฉพาะหน่วยงานที่ทำงานกับหรือทำงานให้กับเผด็จการทหารของประเทศไทย

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณมาร์ค จะรับฟังเสียงของพวกเรา

ขอบคุณ

ผู้ใช้เฟซบุ๊ค

Junya Yimprasert
Jom Petchpradab
Doungchampa Spencer-Isenberg
Aum Neko
Somsak Pakdidech

---------------------------

ลิงก์ไฟล์ประกอบhttps://www.facebook.com/media/set/…

-----------------------------

ขอเชิญร่วมแสดงความสนับสนุนจดหมายฉบับนี้ด้วยการ กด 'like', กด 'share', กด 'joined' และร่วมลงชื่อที่ช่องแสดงความคิดเห็น

-----------------------------

คุณจอม เพชรประดับ แห่ง ThaiVoiceMedia, คุณ Duangchampa Spencer แห่ง Internet Freedom และคุณสมศักดิ์ และกลุ่มคนไทยที่รักประชาธิปไตยที่สหรัฐอเมริกา จะประสานงานกับทางเฟซบุ๊ค เพื่อนำจดหมายฉบับนี้พร้อมรายชื่อผู้สนับสนุนไปยื่นให้กับคุณมาร์ค ซัคเกอร์เบอร์กด้วยตัวเอง

เจ้าสัวสหพัฒน์ "บุณยสิทธิ์" มองศก.ไทยปีแพะอาการหนัก เสาหลักค้ำยันยังโคลงเคลง


ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

updated: 01 ม.ค. 2558 เวลา 13:05:03 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ

หมายเหตุ : นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ได้เปิดโอกาสให้ "มติชน" สัมภาษณ์พิเศษต่อมุมมองทางเศรษฐกิจ 2558 และข้อเสนอแนะต่อการผลักดันการส่งออกและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ 4%

มองเศรษฐกิจไทยปี 2558 อย่างไร

เป็นโจทย์ที่ยาก ยังเห็นว่าเศรษฐกิจไทยปี 2558 อาการหนักอยู่ สถานการณ์คล้ายกับช่วงเกิดปัญหาต้มยำกุ้ง คนระดับล่างมีปัญหา รายได้ลดลง เงินไม่พอใช้ การว่างงานแยะ ตอนนั้นคนไทยต้องต่อสู้อย่างหนัก

เสาหลักค้ำยันเศรษฐกิจไทยก็ทำงานไม่เต็มที่ เรื่องแรก การส่งออกก็ยังมีปัญหา จากปัจจัยเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว เศรษฐกิจหลายประเทศก็ยังไม่ชัดเจน ตลาดญี่ปุ่นก็ไม่ค่อยดี นายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นพยายามลดค่าเงินเยน จาก 80 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็น 100-120 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ยังเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 3% เงินเยนยิ่งอ่อนลง ทำให้กระทบต่อนำเข้าสินค้าไทยที่มีราคาแพงขึ้น แข่งขันได้ยากขึ้น โดยเยนอ่อนไม่ได้กระทบกับการลงทุนมากนัก เพราะญี่ปุ่นมีการผลักดันลงทุนนอกประเทศต่อเนื่อง ตลาดยุโรปคงไม่ฟื้นเร็วๆ นี้ อาจมีเพียงบางประเทศที่ยังดี

ตลาดสหรัฐอเมริกาน่าจะดีขึ้นแต่ยังไม่ชัดเจน อัตราว่างงานยังสูง กำลังซื้อเริ่มดีขึ้น ยังมีปัญหาขัดแย้งการเมืองอยู่กับรัสเซีย ส่วนจีน น่าจะเป็นตลาดที่ดี เช่นเดียวกับตลาดอาเซียนที่กำลังเป็นตลาดที่เข้ามาแทนที่ตลาดใหม่ ทั้งตะวันออกกลางและแอฟริกา ก็ต้องดูไปพร้อมกับตลาดอื่นๆ

อีกเรื่องใหญ่ที่ยังเป็นปัญหา คือ ราคาสินค้าเกษตรที่ยังไม่ดี ทั้งยางพารา ข้าว มีปัญหา ไม่รู้ว่าจะแก้ไขกันอย่างไร ราคาเกษตรไม่ดี ส่งออกได้ลดลง ทำให้รายได้เข้าประเทศไม่ค่อยดี เมื่อคนกลุ่มนี้ไม่มีรายได้ การใช้จ่ายก็ไม่มี ดูจากยอดขายมาม่า (บะหมี่สำเร็จรูป) แบบซองยอดขายไม่ขึ้นเลย และจากสำรวจตลาดรวมบะหมี่สำเร็จรูปพบว่าทุกยี่ห้ออื่นก็ไม่โตเหมือนกัน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น เป็นเรื่องน่าห่วงมาก ราคา 4-5 บาทยังยอดขายตก แล้วสินค้าอื่นจะเป็นอย่างไร

เรื่องต่อมาที่เป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ คือปัญหาค่าเงิน ตอนนี้ค่าบาทไทยยังแข็งค่าเกินไป เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค ไทยห่างกว่า 10% สมัยก่อนการส่งออกไทยตลาดหลักคือสหรัฐ ต้องพึ่งพาเงินเหรียญสหรัฐ แต่ตอนนี้เราค้าขายกับประเทศในอาเซียนและจีนเป็นตลาดสำคัญ ก็ต้องปรับค่าเงินให้สอดคล้องกับตลาดนี้มากขึ้น

อีกอย่าง หลังการปฏิวัติก็คาดหวังเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐได้สะดวกขึ้น แต่ก็ยังพบความล่าช้ากว่าแผนที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ เดิมเงินนอกระบบเยอะ รากหญ้าก็มีเงินใช้แยะ แต่หลังการปฏิวัติการเมือง ก็มีการปราบปราม เงินนอกระบบก็ลดลง จึงยากที่เศรษฐกิจไทยจะโตสูง เพราะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจประเทศสำคัญยังเปราะบางและตกเร็วเกินไป เมื่อสินค้าโภคภัณฑ์ไม่ดี ทั้งข้าว ยาง น่าจะดี ทั้งๆ ที่ราคาน้ำมันลดลง

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ไม่แน่นอนอีก ในเรื่องความขัดแย้งและสงครามนอกประเทศ อย่างรัสเซียกับยูเครน และสหรัฐกับรัสเซีย หากเกิดสงครามหรือขัดแย้งรุนแรงขึ้นอีกก็จะมีผลต่อราคาน้ำมันโลก กำลังซื้อ กระทบการเดินทาง เศรษฐกิจก็จะเสียหายมากขึ้นอีก สงครามนอกประเทศยังเป็นเรื่องน่าห่วงอยู่

ปัญหาภัยแล้งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องจับตามอง เพราะกระทบต่อผลผลิตและราคาสินค้า เรื่องราคาน้ำมันถูกลง คนใช้อาจแฮปปี้ แต่ธุรกิจค้าน้ำมันกระทบต่อรายได้เขา

ข่าวลือในประเทศก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจในประเทศ เพราะอาจสร้างความวิตกทางธุรกิจและอารมณ์การใช้จ่ายของคน

ส่วนการเมืองในประเทศก็มีเสถียรภาพมากขึ้นแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรรุนแรงอีก ก็เหลือแต่ต้องติดตามสถานการณ์การเมืองนอกประเทศ

จะมีแนวทางอย่างไรที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยปี 2558 ให้ฟื้นตัว และสามารถขยายตัวได้ 4% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้

นโยบายการลงทุนก็ต้องใช้เวลา มีขั้นตอนมาก หรือการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐบาลก็ต้องใช้เวลา ก็เหลือการส่งออก ดังนั้นต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เงินถึงมือระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นกลุ่มใช้จ่ายสำคัญ ผมเห็นว่าวิธีการที่ดีที่สุดต่อการเพิ่มเงินในระบบเศรษฐกิจ คือ การทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงอีก โดยคิดบนพื้นฐานใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งตอนนี้เราแข็งค่ากว่าถึง 4 บาท ตอนนี้ค่าบาทอยู่ที่ 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก็น่าจะอ่อนถึง 36-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เงินบาทอ่อนค่าควรนำมาใช้เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ซึ่งทุกบาทที่อ่อนค่าจะมีผลต่อการเพิ่มเงินเข้าระบบเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท

"ค่าเงินแข็ง คนได้ประโยชน์คือคนระดับบน แต่เงินอ่อน คนได้ประโยชน์คือคนระดับรากหญ้า เมื่อเขามีเงินเพิ่มเขาก็จะใช้จ่ายทันที เศรษฐกิจก็จะฟื้นตัวเร็ว ตอนนี้คนรวยก็รวย แต่ไม่ใช่เงิน แต่คนจนก็จนแบบไม่มีเงินเลย หากช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ได้จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้มาก"

ส่วนวิธีการแก้ค่าเงินอ่อนต้องไปคิดหาวิธี ซึ่งนายแบงก์เขาจะมีวิธีการคิดคำนวณ เหมือนเมื่อครั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง ธนาคารกลางสหรัฐก็แนะนำใช้เงินอ่อนในการเพิ่มเงินระบบเศรษฐกิจ

เงินอ่อน ตัวเลขขาดทุนสำรองเงินระหว่างประเทศก็จะไปโชว์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เงินทุนสำรองเงินระหว่างประเทศลดลง แต่ก็สามารถปรับตัวเลขได้ แต่เงินบาทจากส่งออกได้เพิ่มขึ้นจะช่วยกระจายไปถึงมือรากหญ้า ประโยชน์จะเกิดกับคนจำนวนมากกว่า บาทแข็งทำให้ดูเงินสำรองแยะ นโยบายที่ผ่านมาจึงนิยมใช้

ตอนนี้ไทยเสียเปรียบอินโดนีเซีย ที่ลดค่าเงินรูเปีย เสียเปรียบมาเลเซีย ลดค่าเงินริงกิต ซึ่งเขาใช้นโยบายเงินอ่อน หลายประเทศก็เริ่มทำเงินอ่อน หากยังแตกต่างกันมาก ระยะยาวส่งออกไทยก็เสียเปรียบ และจะใช้นโยบายบาทอ่อน ยิ่งทำให้บาทห่างเพื่อนบ้านไปเรื่อยๆ ผมเชื่อว่าแบงก์ชาติก็มีสูตรในการคำนวณและมาตรการรองรับ

ในแผนปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไทยจะเสนออะไรบ้าง

เห็นด้วยในเรื่องการเร่งรัดลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ทำรางคู่ขนาน เพื่อลดค่าขนส่งผู้ประกอบการและการเดินทาง อีกเรื่องคือผลักดันส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ให้อยู่รอด รัฐต้องสร้างบรรยากาศให้อยากทำค้าขาย เดิมนั้นไทยมีแต่การผลิตและเกษตร ตอนนี้ภาคบริการมีจำนวนเพิ่มขึ้น และมีโอกาสขยายตัวได้มาก จะให้ขยายตัวได้เร็วก็ต้องปรับเงินเดือนขั้นต่ำ และภาคบริการ น่าจะมีชดเชยรายได้ที่หายไปจากภาคการเกษตร ภาคเกษตรยังจะมีปัญหายาวไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไรถึงปัญหาราคาตกต่ำและสินค้าอาจล้นตลาด ดังนั้น บาทอ่อนอย่างที่ได้กล่าวไว้ รัฐบาลก็ไม่ต้องอุดหนุน

นอกจากนี้จะต้องดูนโยบายที่สอดคล้องกัน ไม่ขัดความรู้สึก อย่างตอนนี้ราคาน้ำมันลดลง แต่ปล่อยให้ปรับเพิ่มค่ามิเตอร์แท็กซี่ หรือ แนวคิดว่าจะมีการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ซึ่งล้วนส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนรากหญ้า คนมีรายได้น้อย

"ผมยังเห็นว่าปี 2558 ทุกข์ยากกว่าปี 2557 รัฐบาลอาจไม่เห็นด้วย หากพูดไปอย่างนี้ก็เห็นแค่แนวทางควบคุมค่าบาทให้อยู่ในระดับอ่อน เพื่อให้การส่งออกได้เงินบาทเพิ่มขึ้น เหมือนรัฐบาลในอาเซียนหลายประเทศทำกัน ไม่อย่างนั้นอย่าหวังว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 4% ผมว่าขยายตัวได้ 2% ก็ยากแล้ว"

จะเสนออะไรเพิ่มเติมให้รัฐบาลผลักดันเศรษฐกิจ เพราะมองว่าไทยกำลังเป็นเสือทะยาน

หลายปีที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีของไทยไม่ค่อยรู้ด้านเศรษฐกิจที่ลึกซึ้ง ขณะนี้นายกรัฐมนตรีหลายประเทศในอาเซียนและประเทศคู่ค้าไทย รู้ด้านเศรษฐศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ อย่างอินโดนีเซีย หรือญี่ปุ่น ซึ่งก็ใช้นโยบายค่าเงินในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อ

ทำให้ที่ผ่านมาคุยกับ ธปท.ไม่รู้เรื่อง อย่างเรื่องค่าบาทอ่อนที่ได้นำเสนอ เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาที่เร็วที่สุด หากคุยกับแบงก์ชาติหรือ ธปท.และกระทรวงการคลังได้ ก็จะง่ายขึ้น

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีและกำลังซื้อยังไม่ฟื้น ในฐานะผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศ สหพัฒน์จะปรับตัวอย่างไร

คงทำธุรกิจแบบโลว์โปรไฟล์ ไม่หวือหวาอะไร พยายามทำธุรกิจให้มั่นคงมากกว่าจะมุ่งขยายตัวสูงๆ คงไม่มีการลงทุนใหญ่ๆ เน้นรักษาระดับยอดขายของปี 2558 ให้ใกล้เคียงปี 2557 ประมาณกว่า 2 แสนล้านบาท ตอนนี้การทำธุรกิจจะมีการขยายตัวไม่ได้มากนัก การจะใช้ประโยชน์จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก็ต้องศึกษาว่าเหมาะสมแค่ไหน ซึ่งอาจใช้ไทยเป็นทางผ่านเท่านั้น

ส่วนเขตเศรษฐกิจพิเศษต้องใช้เวลา ทำให้เอกชนเข้าใจว่าจะใช้ประโยชน์เต็มที่ได้อย่างไร ต้องใช้เวลา ไม่น่าจะทำได้ปีหรือ 2 ปี

สำหรับบริษัทยังมองการลงทุนนอกประเทศ ทั้งในอาเซียนและนอกอาเซียน แต่ดูตามความเหมาะสม การทำธุรกิจ บริษัทยึดหลัก "คนดี สินค้าดี สังคมดี" เราเชื่อว่ายึดหลักการทำธุรกิจอย่างนี้ สังคมยอมรับ สินค้าก็จะขายได้

ที่มา : นสพ.มติชน

Thailand and the Coup Trap + NBC discuss Thailand's Political Crisis

Picture from Cambo-asean blockspot.com

By FORREST E. COOKSON and
TOM F. JOEHNK
JAN. 1, 2015

BANGKOK — Fifteen billion dollars. That’s roughly the price tag of the coup d’état to date. And it’s the difference between the Thai economy, Southeast Asia’s second-biggest, stagnating, as it is now, or its chugging along at 4 percent, its average growth rate since 2001.

When a group of generals led by Prayuth Chan-ocha toppled the democratically elected government of Prime Minister Yingluck Shinawatra last May, their political agenda was clear: They wanted to quell a mounting legitimacy crisis. For many weeks protesters had been taking to the streets to condemn Ms. Shinawatra’s management of the economy and a controversial amnesty bill that would have benefited her brother Thaksin, a former prime minister in self-exile whose political parties have dominated Thai politics since 2001.

Now the economic consequences of the military takeover have become plain. The protests that precipitated the coup had already slowed growth, partly because of blocks on government borrowing, stalled exports and a restrictive monetary policy. And the situation has hardly improved since.

The Bank of Thailand recently slashed its projections for G.D.P. growth for 2014 from 1.5 percent to 0.8 percent — compared with 2.9 percent in 2013, before the coup, according to the National Economic and Social Development Board (N.E.S.D.B.), Thailand’s state economic planning agency. Rather than achieve what the official propaganda claims — order, stability, growth — the return to old-fashioned autocracy threatens to bring economic near-stagnation and will likely increase income inequality.

The takeover in May was at least the 12th military coup in Thailand since 1932, the year constitutional monarchy was introduced. When generals have taken power in the past, they have used the opportunity to develop the country. There was rapid economic growth from 1983 until 1996, largely under Gen. Prem Tinsulanonda, who held office until 1988. Back then the economy got a jolt from a major devaluation of the currency (the baht) and a series of measures designed to promote rapid industrialization by encouraging foreign investment (mostly from Japan), infrastructure expansion and industrial exports.

In theory, the current junta could also make a big economic contribution. But in a bid to scour the system of Mr. Thaksin’s influence, the generals have been turning their backs on many policies favored by his government, including those that worked.

Mr. Thaksin’s signature economic achievement was to encourage consumption among lower-class people: His government provided access to affordable health care, gave out credits to rural communities, and created a transfer system benefiting poor students and old people. Today, the generals are reducing transfers to lower-income groups, concentrating on unfocused infrastructure expansion and taking no action to increase exports or tourism.

This will not do in the face of Thailand’s aging population and broken educational system, and of the global economic slowdown. Especially not when stagnation already threatens the social contract. The N.E.S.D.B. reckons that 0.1 percent of Thais own nearly half of the country’s assets. Capitalist America, where 0.1 percent of the population owns one-fifth of all assets, looks like a socialist paradise in comparison.

Some simple, well-known measures could do much immediate good. The central bank could spur stagnating exports and tourism by buying U.S. dollars to drive down the baht. The government could boost private consumption with a massive transfer program to farmers, students and the elderly. The Bank of Thailand could make credit more readily available by increasing the money supply, and it could stop using interests rate to manage monetary policy, which has not been effective.

Yet the chances of such policies being implemented are low. The Bank of Thailand seems crippled by conservatism and uncertainty. Fiscal policy is in the hands of bureaucrats who are fearful of spending public money. The generals’ own support base is too narrow for them to suggest, much less achieve, anything contentious. And some of their economic proposals so far have been essentially nationalistic and risk discouraging foreign investment.

Every rational path out of stagnation seems blocked by autocratic rule. Thailand is not, as many economists argue, in a middle-income trap; it is in a coup trap. And this is a self-inflicted condition.

To raise the economic welfare of all Thais, and reduce the economic inequalities that have underlain political conflicts, by our estimation Thailand’s G.D.P. growth rate would have to be brought up to at least 6 percent. For that, though, bold measures are needed.

Small and medium-sized investors need to be given greater access to credit. The financial sector must be made more competitive, including with the creation of new lending institutions, ideally more domestic commercial banks. The junta should also encourage more foreign direct investment in high technology, both to increase productivity in existing manufacturing (such as the automotive industry) and to spur higher-value manufacturing (such as for pharmaceuticals and telecommunication products).

In the 1980s and 1990s, Thailand developed its Eastern Seaboard by turning infrastructure built in the Gulf of Thailand during the Vietnam War into one of Asia’s greatest production and export platforms, especially for automobiles and petrochemical products. A similarly grand strategy today might be to revive this old idea: creating an alternative route to the Strait of Malacca, the world’s busiest shipping lane, by digging a canal through the Kra Isthmus, in southern Thailand. A diversified manufacturing belt could then be developed along the canal, with two new great ports on either end. Another option would be to build a vast economic zone in the north and northeast of Thailand to supply the Chinese market.

The generals claim to want to address all these issues urgently. They must adopt a bold approach to overcome bureaucratic inertia or else recovery will be slow. Reviving the economy is their single best chance of justifying the coup and stabilizing the country.

Forrest E. Cookson is an economist. Tom F. Joehnk writes for The Economist.
ooo

NBC News is the latest major media organization to challenge Thailand's lese majeste law and openly discuss the royal succession struggle

Credit Andrew MacGregor Marshall

Analysis: Thailand's Political Crisis Could Hinge on Who's in the Palace

อย่าลืมเขา (และอีกหลาย ๆคน เหยื่อ 112)



อย่าลืมเขา

Chiranuch Premchaiporn

๒๙ ธันวาฯ ๕๗ เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้คุยกับแบงค์ (ปติวัตน์) ดีใจได้มีโอกาสบอกเขาว่า เราได้ฟังเพลงกล่อมที่เขาชนะในการประกวดเพลงกล่อมลูกประจำภาคอีสาน ประเภทประชาชน ได้บอกเขาว่าเขาเก่งมาก อยากเห็นเขาได้มีโอกาสฝึกฝนและพัฒนาความสามารถต่อไป เขายิ้มกว้างและบอกว่าทุกวันนี้เขาก็ยังร้องอยู่ เราถามเขาต่อว่าใครคือศิลปินคนโปรดของเขา เขานิ่งคิดไปอยู่พักใหญ่ เดาว่าคงมีรายชื่อเยอะ ก่อนจะยิ้มแววตาระยิบ บอกว่า "ผมชอบไมค์ ภิรมย์พร โดยเฉพาะเพลงนี้นะ ที่เนื้อเพลงมันขึ้นต้นว่า

"จากแดนอีสานบ้านเกิดเมืองนอน มาเล่นละครบทชีวิตหนัก...มันโดนตรงๆเลยพี่..มาเล่นละครบทชีวิตหนัก.."

ระหว่างห้วงเวลาสั้นๆในห้องพิจารณาคดี แบ็งค์เรียกหาน้องชายมานั่งข้างซ้าย ขณะที่พ่อนั่งอยู่ข้างขวา เหมือนน่าจะเป็นเวลายาวนานแล้วที่เขาไม่ได้มีโอกาสกอดสัมผัสกับพ่อและน้องชาย แบ็งค์และน้องชายฉวยช่วงเวลาแสนสั้นนั้นในการโอบกอดกัน พร้อมกับป้ายปาดน้ำตาทิ้งป็นระยะ มันเป็นความรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่เราต้องได้ยิน หรือได้เห็น โทษทัณฑ์อันไม่สมควรเกิดขึ้นกับมนุษย์ธรรมดา การพรากจากอันไม่ควรเกิดขึ้นของครอบครัว หรือผู้เป็นที่รัก

และมันก็ช่างย้อนแย้ง แสนเศร้า ที่โทษทัณฑ์อันนี้ ถูกโบยตีจากสิ่งที่คนกลุ่มหนึ่งอ้างเหตุการกระทำของตนเองว่า "กระทำการในนามของความรัก"

http://time.com/3650981/thailand-lese-majeste-article-112/

"กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยมีไว้สำหรับปกป้องราชวงศ์จากการว่าร้ายให้เสียชื่อเสียง แต่ในทางปฏิบัติ มันถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอันแสนเลว"
...


ละครชีวิต - ไมค์ ภิรมย์พร
https://www.youtube.com/watch?v=bD09MXDGY-s


ความหมาย"ปีใหม่ 2558"ของคนไทยที่ลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ


ที่มา Thai Voice Media
THU, 01/01/2015 - 00:42 JOM

ในขณะที่คนทั่วโลกกำลังเฉลิมฉลองปีใหม่ 2558 หลายคนได้ร่วมฉลองกันบุคคลอันเป็นที่รัก มีความสุขอยู่ใกล้ชิดกับญาติมิตรในครอบครัว แต่กลุ่มคนไทยที่ลี้ภัยการเมืองอยู่ต่างประเทศ พวกเขามีความคิด มีความรู้สึกรู้กับปีใหม่ 2558 นี้อย่างไร Thaivoicemedia รวบรวมความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา จากเฟซบุ๊คส์ของแต่ละคน เริ่มจาก

คุณวัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลซีไรท์ โพสต์ข้อความต้อนรับปีใหม่ในเฟสบุ๊คของตัวเองเป็นกลอนดังนี้

“สวัสดีปีใหม่อันแหม่งๆ
ปีแช่แข็งข่มขืนอันขื่นขม
ให้ถอยหลังโรยล้าศักดินานิยม
คุมสังคมใต้กะลาฟ้าทมิฬ
ผิดย่อมผิดแน่ไซร้ไม่เป็นถูก
ทำผิดจนเข้ากระดูกโดยโหดหิน
คลั่งมอมเมานานมาให้ชาชิน
ปีสุดสิ้นอวสานไม่นานเอย”


คุณตั้ง อาชีวะ หรือ คุณเอกภพ เหลือรา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คเช่นกันว่า “สเตตัสสุดท้ายสำหรับปีนี้น่ะครับ ขอขอบคุณทุกกำลังใจที่พี่น้องฝ่ายประชาธิปไตยได้มอบให้ผม ทุกคำชมทุกคำพูดแห่งการเป็นห่วงเป็นห่วงเป็นใยและคำด่าตำหนิต่างๆน่ะครับ ในปีใหม่ 2015 นี้ ขอให้ทุกๆท่านพบเจอแต่ความสุขความเจริญ เงินไหลกองทองไหลมาสดชื่นชีวาโรคาไม่มี ในปีหน้า ผมต้องเริ่มสิ่งอะไรใหม่ๆ เฟสบุ๊คนี้อาจจะเล่นบ้างในบางเวลา หรือบางทีอาจจะปิดชั่วคราว ผมขอย้ำเลยน่ะครับ "ผมเล่นแค่เฟสนี้เท่านั้นถ้าปิดก็คือไม่มีแล้วหรือมีผมก็จะยืนยันตัวตนผม ด้วยภาพเคลื่อนไหว" เฟสบุ๊คผมจะไม่มีเนื้อหาหมิ่นเบื้องสูงหรือพาดพิงสถาบัน หลายๆคนอาจจะเจอเฟสที่อ้างชื่อผมแล้วมีการโพสต์ หมิ่นเบื้องสูง บอกเลยว่าไม่ใช่ผมน่ะครับผมเล่นแค่เฟสนี้เท่านั้นเดี๋ยวจะเข้าใจกันผิด ส่งท้ายปีล่ะ ทิ้งความกวนตีนไว้ที่ปีนี้ อีกไม่ถึงสองชั่วโมงข้างหน้าก็จะเข้าสู่ปีใหม่แล้ว สวัสดีปีใหม่2558 น่ะครับ HAPPY NEW YEAR2015”

คุณตั้ง อาชีวะ ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับ Thaivoicemedia ด้วยว่า" ปีใหม่ปีนี้ ฝากบอกถึงผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอำนาจ บริหารบ้านเมืองไทยอยู่ในเวลานี้ว่า อย่ามาเสียเวลามาจองล้างจองผลาญกับเด็กตัวเล็กๆ อย่างผมเลย ผมไม่มีอำนาจอะไรที่จะไปแทรกแซงหรือทำอะไรพวกท่านได้เลย ผมจึงขอร้องว่า เอาเวลา เอาหัวสมองทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ ข้้าราชการ นักวิชาการทั้งหลาย ไปช่วยเหลือแก้ปัญหาคนไทยที่กำลังเดือดร้อนอยู่ตอนนี้ดีกว่า ทั้งเกษตรกรชาวสวนยาง ชาวนา เอาหัวสมองไปทุ่มเทกับการพัฒนาให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าจะดีกว่า อย่าให้ผมมาเป็นตัวทำให้ท่านผู้มีอำนาจทั้งหลายต้องมาเสียเวลาเลย แต่อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณผู้มีอำนาจทั้งหลายในประเทศไทย ที่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนผมอย่างรุนแรง จนทำให้ ยูเอ็นเห็นใจและช่วยให้ได้วีซ่าถาวรของการเป็นพลเมืองประเทศนิวซีแลนด์ ถ้าไม่เป็นเพราะพวกท่านผมคงไม่มีโอกาสดีๆ แบบนี้ ที่ได้อยู่ในประเทศที่เห็นความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชน มากกว่าประเทศไทย และต้องขอบคุณผู้มีอำนาจทั้งหลายด้วยที่ทำให้ผมเข้มแข็ง แข็งแกร่งมากขึ้น สวัสดีปีใหม่นะครับ รัฐบาลเผด็จการ คสช"



คุณจรรยา ยิ้มประเสริฐ โพสต่ว่า “โพสต์สุดท้ายของปี 2014 การต่อสู้ยังไม่จบ เข้มแข็งเพื่อปีที่ยังต้องเหน็ดเหนี่อยกันอีกปี ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เผด็จการจะพินาศ! Happy New Year!”


อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้โพสต์ไว้ว่า “สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ เวลาของผม อีกหลายชั่วโมงกว่าจะ "เค้าท์ดาวน์" ปีใหม่ แต่เวลาเมืองไทยใกล้แล้ว และผมว่าจะออกไปดูเขา "เค้าท์ดาวน์" บ้าง เลยถือโอกาสโพสต์เสียตอนนี้

หวังว่าปีใหม่และปีต่อๆไป ประเทศไทยจะก้าวไปสู่ทิศทางเสรีภาพมากขึ้น ยังไงเสีย นี่ก็เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับธรรมชาติและยุคสมัยที่สุด โชคร้ายที่ประเทศเราใช้เวลาและชีวิตผู้คนมากเกินจำเป็น (และคงยังต้องใช้อีกไม่น้อย) ในการไปสู่ทิศทางนี้ ก็ขอให้เราตั้งความหวังและช่วยกันทำให้เส้นทางต่อไปข้างหน้าสั้นลง และคดเคี้ยวน้อยลง สูญเสียชีวิตอิสรภาพผู้คนน้อยกว่าที่ผ่านมา (ไม่ต้องสูญเสียอีกเลยยิ่งดี) โดยส่วนตัว บอกตรงๆว่า ปีใหม่นี้ ผมไม่มีความสุขเท่าไร นอกจากทั้งปีที่ผ่านมาเจอแต่เรื่องแย่ๆที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเหมือนๆกับที่เจอกันทุกคน กับตัวเองก็ลำบากมากกว่าเดิมเยอะ เวลาส่วนใหญ่ของปี (ตั้งแต่กลางกุมภาพันธ์) ก็ไม่ได้อยู่บ้านตัวเองเลยจนถึงวินาทีนี้ แล้วผมก็เป็นคน "ติดบ้าน-ติดที่" เสียด้วย (นิสัยเหมือนหมาน่ะ ผมบอกหลายคนที่รู้จักแบบนี้เสมอ) นอกจากบ้านแล้วก็ยังมีอีกมากที่ต้องยอมเสียยอมทิ้ง แต่ขอไม่เล่าล่ะ ไม่ชอบพูดมากเรื่องตัวเอง และคงมีคนอีกมากที่ลำบากกว่าและต้องสูญเสียอะไรมากกว่า เหมือนกับที่คนแถวที่ผมอยู่ตอนนี้เขาชอบพูดกัน C'est la vie และนี่เป็นชีวิตทีผมเลือกเอง เพราะทนไม่ได้ที่เห็นความไร้เหตุผลรอบตัว และเหมือนที่บางคนพูดไว้เมื่อ 130 ปีที่แล้วว่า Well, we must see it through. What else are we here for? And we are not near losing courage yet. - ครับ far from it! ฝากเพลงที่รู้จักกันดีให้ฟังเล่นๆอีกครั้งในโอกาสปีใหม่ เป็นเพลงที่ผมชอบมาก อัพโหลดไว้ที่ "ช่องยูทูป" ของตัวเอง “
https://www.youtube.com/watch… หมายเหตุ: ภาพประกอบนี้ ผมเคยโพสต์ครั้งนึงหลายปีก่อน โดยมีเพียง 2 ภาพ ของปี 2551 และ 2553 - ปี 2551 ผมไปเที่ยวหลังวันพันธมิตร "ชนะ" จากการปิดสนามบิน ยังเจอพันธมิตรบางคน เพิ่งมาหมาดๆจากการปิดสนามบิน, ส่วนปี 2553 ผมไปหลังวันอภิปรายเรื่อง "สถาบันกษัตริย์" ที่ธรรมศาสตร์ (10 ธันวา) ภาพสุดท้าย เพิ่งถ่ายต้นปีนี้ หลบไปพักผ่อนไม่กี่วันหลังถูกคนมายิงที่บ้าน .. แม้แต่สิ่งก่อสร้างยังเกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา สังคมมนุษย์ยิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้"



คุณจอม เพชรประดับ สื่อมวลชนที่ลี้ภัยการเมืองอยู่ต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เช่นกันว่า “เมืองไทย ประเทศไทย อันเป็นที่รัก คงได้ฉลอง การเริ่มต้นศักราชใหม่ ปี 2558 กันไปแล้ว คาดหวังร่วมกันคนไทยทุกคนด้วยเหมือนกันว่า ปี 2558 คงจะเป็นปีที่วิกฤติทั้งหลายที่คนไทยทั้งประเทศกำลังเผชิญอยู่ คงจะผ่อนคลายและเบาบางลงไป เป็นสิ่งเดียวที่ทำได้คือ ภาวนาด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความศรัทธาว่า สิ่งดี ๆ ที่มีความหวัง และเป็นความสุข จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยของเราในปีใหม่นี้ สำหรับตัวผมเอง คงเป็นอีกปีที่ยากเข็ญ เป็นอีกปีที่ยากลำบาก เป็นอีกปีที่ห่างไกลจากผู้คนอันเป็นที่รัก เป็นอีกปีที่โดดเดี่ยวในดินแดนอันแปลกแยก แต่หัวใจยังมั่นคงกับความหวังที่มีอยู่เต็มหัวใจว่า เราจะก้าวเดินไปบนหนทางที่ได้ตัดสินใจแล้ว เลือกแล้ว แม้จะยากเข็ญ ทุกข์ระทมสักเพียงใด แต่ด้วยความเชื่อมั่นอย่างเหลือเกินว่า สิ่งที่ได้ทำลงไปในช่วงเวลาที่ผ่านมา และปีใหม่นี้ ไม่ใช่อื่นใด นอกจากบ้านเมืองอันเป็นที่รักของเราจะได้เป็นประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตย ประชาชนได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพมากขึ้น ขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับ กำลังใจที่ส่งให้อย่างไม่ขาด เช่นเดียวกันครับ ความรู้สึกดี ๆ เหล่านี้คือพลังอย่างสำคัญสำหรับผม ก็คงไม่มีอะไรที่จะส่งความสุขปีใหม่สำหรับทุก ๆ ท่าน และพี่น้องคนไทยที่คิดถึงเสมอ ขอมอบเพลงนี้ เป็นสื่อแทนใจผมก็แล้วกัน https://www.youtube.com/watch?v=c3fLjc9YsXA ( เพลง เดือนเพ็ญ ขับร้องโดย แอ๊ค คาราบาว )
ooo

คลิปที่ถูกอ้างถึง...

ทะเลชีวิต

https://www.youtube.com/watch?v=tsaBteEDjI4&list=UUd_xXQct_8pQqLRApFGVdsA

เดือนเพ็ญ - แอ๊ด คาราบาว https://www.youtube.com/watch?v=c3fLjc9YsXA