จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อ “ผู้คุมกติกา” กลายเป็นผู้ทำลายศรัทธาต่อการเลือกตั้งเสียเอง#มีเรื่องเล่า สัปดาห์นี้ พาย้อนดูเม็กซิโกและอินโดนีเซีย เมื่อวิกฤต กกต. นำไปสู่การรื้อระบบ และจับ กกต. ติดคุก
— Wiroj 77 (@wirojlak) August 29, 2026
แล้วประเทศไทยจะได้บทเรียนอะไร
▶ติดตามรับชมรับฟังได้ที่ https://t.co/VtSQQjfZGA pic.twitter.com/4ePuR5m7Yi
เมื่อ กกต. เม็กซิโก-อินโดนีเซีย ดำดิ่งสู่ความอัปยศ - มีเรื่องเล่า podcast EP.27 : Matichon TV
Aug 28, 2026
การเลือกตั้งที่แสนอัปยศ และการติดคุกของ กกต. บทเรียนจากเม็กซิโก และอินโดนีเซีย
.
Podcast มีเรื่องเล่า กับ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สัปดาห์นี้ ชวนทุกท่านย้อนมองบทเรียนครั้งประวัติศาสตร์ขององค์กรจัดการการเลือกตั้งในต่างประเทศ ทั้งกรณีของ ประเทศเม็กซิโก (CFE/IFE) และ ประเทศอินโดนีเซีย (KPU) ที่สะท้อนให้เห็นสัจธรรมข้อหนึ่งว่า
.
สถานะของ "องค์กรอิสระ" แท้จริงแล้วคือ "องค์กรสาธารณะ" ที่ต้องมีความเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง แต่ "ต้องไม่อิสระจากการตรวจสอบ" และ "ต้องไม่อิสระจากประชาชน" เมื่อใดก็ตามที่ผู้คุมกฎสูญเสียความโปร่งใสและทรยศต่อเสียงของประชาชน จุดจบไม่ได้มีแค่ความล่มสลายขององค์กร แต่อาจนำมาซึ่งตราบาปและคำสาปแช่งที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชั่วกัปชั่วกัลป์ หวังว่าวิกฤตที่เคยเกิดขึ้นในเม็กซิโกและอินโดนีเซียจะเป็นอุทาหรณ์และข้อคิดที่ดี เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย
#MatichonTV #มีเรื่องเล่า #วิโรจน์ลักขณาอดิศร #กกต
.....
ประวัติศาสตร์ทางการเมืองทั้งในไทยและต่างประเทศได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า "องค์กรจัด elections ที่ขาดความน่าเชื่อถือ คือจุดเริ่มต้นของวิกฤตความขัดแย้งทางสังคม" เมื่อใดก็ตามที่ กกต. (องค์กรบริหารการเลือกตั้ง) สูญเสียความชอบธรรมและการวางตัวเป็นกลาง การเลือกตั้งนอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่ยังกลายเป็นชนวนเหตุแห่งความตกต่ำและวิกฤตศรัทธา
บทเรียนจากประวัติศาสตร์: เมื่อ กกต. ต้องติดคุก และองค์กรอิสระล้มเหลว
บทเรียนจากไทย (คดี กกต. ติดคุก ปี 2549):
เหตุการณ์: ศาลอาญาพิพากษาจำคุก กกต. (นำโดย พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ) จากกรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และช่วยเหลือพรรคการเมืองในการเลือกตั้งปี 2549
ข้อคิด: ตำแหน่งองค์กรอิสระไม่ได้เป็นเกราะคุ้มกันตามกฎหมายหากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การเลือกตั้งที่ถูกครหาว่า "เอื้อประโยชน์" นำไปสู่การบอยคอตจากฝ่ายค้าน การอภิปรายไม่ไว้วางใจจากสังคม และจบลงด้วยวิกฤตทางการเมืองที่เปิดทางให้เกิดการรัฐประหาร
บทเรียนจากเม็กซิโก (การเปลี่ยนผ่านจาก "ผูกขาด" สู่ระบบที่น่าเชื่อถือ):
บริบท: ในอดีต เม็กซิโกเผชิญกับการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าไร้ความชอบธรรมภายใต้การครองอำนาจยาวนานของพรรค PRI จนกระทั่งการเลือกตั้งปี 1988 ถูกเรียกว่าเป็น "ความอัปยศ" จากเหตุระบบนับคะแนนล่ม
การปฏิรูป: เม็กซิโกแก้ปัญหาด้วยการปฏิรูปใหญ่ แยกองค์กรจัดเลือกตั้งออกจากรัฐบาลและสร้างองค์กรที่เป็นอิสระจริงอย่าง INE (National Electoral Institute) โดยเน้นความโปร่งใสในระดับสูง เช่น การเปิดเผยข้อมูลนับคะแนนแบบเรียลไทม์ และระบบตรวจบัตรประชาชนมีรูปถ่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาจากประชาชน
บทเรียนจากอินโดนีเซีย (การสร้างความโปร่งใสโดยพลังภาคประชาชน):
บริบท: หลังจากยุคเผด็จการซูฮาร์โต อินโดนีเซียพยายามสร้าง กกต. (KPU) ที่เป็นอิสระ แต่ก็ยังเผชิญกับความท้าทายเรื่องข้อครหาการทุจริตและการเอื้อประโยชน์ในบางระดับ
นวัตกรรมและความโปร่งใส: นอกเหนือจากการตรวจสอบตามกฎหมาย อินโดนีเซียใช้ประโยชน์จาก "การตรวจสอบโดยภาคประชาชน" (Crowdsourcing) เช่น โครงการ Kawal Pemilu ที่ให้ประชาชนถ่ายรูปใบสรุปคะแนน (Form C1) จากแต่ละหน่วยเลือกตั้งมาอัปโหลดขึ้นระบบออนไลน์เพื่อยืนยันคะแนนแข่งกับ กกต. ลดโอกาสการแก้ไขผลคะแนนและป้องกันการบิดเบือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยสำคัญในการป้องกันไม่ให้การเลือกตั้งกลายเป็น "ความอัปยศ"
ความเป็นอิสระและตรวจสอบได้จริง: กกต. ต้องไม่ถูกครอบงำจากฝ่ายบริหารหรือขั้วอำนาจใดๆ และต้องมีระบบรับผิดชอบ (Accountability) ที่พร้อมถูกตรวจสอบทางกฎหมายหากปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
ความโปร่งใสในทุกขั้นตอน: กระบวนการนับคะแนนและรายงานผลต้องเปิดเผย รวดเร็ว และตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่นับที่หน่วยเลือกตั้งจนถึงผลรวมระดับประเทศ
การยอมรับกติการ่วมกัน: หากกระบวนการจัดเลือกตั้งเที่ยงธรรมและเป็นกลาง ผลการเลือกตั้งไม่ว่าจะออกมาอย่างไรก็จะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และช่วยให้ประเทศขับเคลื่อนต่อไปได้โดยไม่ต้องเผชิญวิกฤตการณ์บนท้องถนน
.....
ประวัติศาสตร์ทางการเมืองทั้งในไทยและต่างประเทศได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า "องค์กรจัด elections ที่ขาดความน่าเชื่อถือ คือจุดเริ่มต้นของวิกฤตความขัดแย้งทางสังคม" เมื่อใดก็ตามที่ กกต. (องค์กรบริหารการเลือกตั้ง) สูญเสียความชอบธรรมและการวางตัวเป็นกลาง การเลือกตั้งนอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่ยังกลายเป็นชนวนเหตุแห่งความตกต่ำและวิกฤตศรัทธา
บทเรียนจากประวัติศาสตร์: เมื่อ กกต. ต้องติดคุก และองค์กรอิสระล้มเหลว
บทเรียนจากไทย (คดี กกต. ติดคุก ปี 2549):
เหตุการณ์: ศาลอาญาพิพากษาจำคุก กกต. (นำโดย พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ) จากกรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และช่วยเหลือพรรคการเมืองในการเลือกตั้งปี 2549
ข้อคิด: ตำแหน่งองค์กรอิสระไม่ได้เป็นเกราะคุ้มกันตามกฎหมายหากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การเลือกตั้งที่ถูกครหาว่า "เอื้อประโยชน์" นำไปสู่การบอยคอตจากฝ่ายค้าน การอภิปรายไม่ไว้วางใจจากสังคม และจบลงด้วยวิกฤตทางการเมืองที่เปิดทางให้เกิดการรัฐประหาร
บทเรียนจากเม็กซิโก (การเปลี่ยนผ่านจาก "ผูกขาด" สู่ระบบที่น่าเชื่อถือ):
บริบท: ในอดีต เม็กซิโกเผชิญกับการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าไร้ความชอบธรรมภายใต้การครองอำนาจยาวนานของพรรค PRI จนกระทั่งการเลือกตั้งปี 1988 ถูกเรียกว่าเป็น "ความอัปยศ" จากเหตุระบบนับคะแนนล่ม
การปฏิรูป: เม็กซิโกแก้ปัญหาด้วยการปฏิรูปใหญ่ แยกองค์กรจัดเลือกตั้งออกจากรัฐบาลและสร้างองค์กรที่เป็นอิสระจริงอย่าง INE (National Electoral Institute) โดยเน้นความโปร่งใสในระดับสูง เช่น การเปิดเผยข้อมูลนับคะแนนแบบเรียลไทม์ และระบบตรวจบัตรประชาชนมีรูปถ่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาจากประชาชน
บทเรียนจากอินโดนีเซีย (การสร้างความโปร่งใสโดยพลังภาคประชาชน):
บริบท: หลังจากยุคเผด็จการซูฮาร์โต อินโดนีเซียพยายามสร้าง กกต. (KPU) ที่เป็นอิสระ แต่ก็ยังเผชิญกับความท้าทายเรื่องข้อครหาการทุจริตและการเอื้อประโยชน์ในบางระดับ
นวัตกรรมและความโปร่งใส: นอกเหนือจากการตรวจสอบตามกฎหมาย อินโดนีเซียใช้ประโยชน์จาก "การตรวจสอบโดยภาคประชาชน" (Crowdsourcing) เช่น โครงการ Kawal Pemilu ที่ให้ประชาชนถ่ายรูปใบสรุปคะแนน (Form C1) จากแต่ละหน่วยเลือกตั้งมาอัปโหลดขึ้นระบบออนไลน์เพื่อยืนยันคะแนนแข่งกับ กกต. ลดโอกาสการแก้ไขผลคะแนนและป้องกันการบิดเบือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยสำคัญในการป้องกันไม่ให้การเลือกตั้งกลายเป็น "ความอัปยศ"
ความเป็นอิสระและตรวจสอบได้จริง: กกต. ต้องไม่ถูกครอบงำจากฝ่ายบริหารหรือขั้วอำนาจใดๆ และต้องมีระบบรับผิดชอบ (Accountability) ที่พร้อมถูกตรวจสอบทางกฎหมายหากปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
ความโปร่งใสในทุกขั้นตอน: กระบวนการนับคะแนนและรายงานผลต้องเปิดเผย รวดเร็ว และตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่นับที่หน่วยเลือกตั้งจนถึงผลรวมระดับประเทศ
การยอมรับกติการ่วมกัน: หากกระบวนการจัดเลือกตั้งเที่ยงธรรมและเป็นกลาง ผลการเลือกตั้งไม่ว่าจะออกมาอย่างไรก็จะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และช่วยให้ประเทศขับเคลื่อนต่อไปได้โดยไม่ต้องเผชิญวิกฤตการณ์บนท้องถนน